คุณก็เป็นอีกคนที่ชอบอาหารบ้านๆ รสมือแม่ใช่มั้ยครับ อาหารท้องถิ่นที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่ที่อาจจะเก็บมาจากหลังบ้านหรือซื้อจากตลาดสดใกล้บ้าน ก่อนนำมาปรุงให้สุกและปรุงรสง่ายๆ ด้วยเครื่องปรุงรสที่ใช้กันมาในชุมชน ไม่มีอะไรซับซ้อนหวือหวาหรือสวยงามน่าถ่ายรูปเหมือนบรรดาอาหารตามร้านหรู แต่กลับเป็นอาหารที่กินแล้วช่างรู้สึกอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน 

ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบอาหารแบบนี้เหลือเกิน แม้จะมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ก็ตาม แต่เมื่อเดินทางไปที่ไหนก็มักจะเสาะหาอาหารรสมือแม่แบบนี้กินอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งมีคนแนะนำให้ผมรู้จักกับการ์ตูนเล่มหนึ่งที่ทำให้รู้สึกถึงรสมือแม่แม้เพียงได้อ่าน หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า ครัวบ้านบ้าน หรือ MY LITTLE KITCHEN 

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ครัวบ้านบ้าน เป็นหนังสือการ์ตูนที่วาดโดย พิชญ์สินี ตั้งกิตตินันท์ หรือ PittMomo ที่เลือกนำเสนออาหารแบบบ้านๆ และวัฒนธรรมพื้นถิ่นในจังหวัดเชียงรายผ่านสายตาของตัวเอกของเรื่อง นักเขียนการ์ตูนผู้ย้ายจากเมืองหลวงกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่บ้านเกิด ได้เรียนรู้และชิมรสอาหารพื้นถิ่นหลากหลาย ซึ่งมีที่มาจากการไปตามหาและเก็บมาจากไร่สวนเทือกนาแถวบ้าน 

ครัวบ้านบ้าน นี้ตีพิมพ์มาถึงเล่มที่ 3 แล้ว ซึ่งเล่มล่าสุดนี้คือ MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน ภาคฤดูฝน 2 เล่มก่อนหน้าคือ MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน (รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 หนังสือประเภทการ์ตูน จากเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 16) และ MY LITTLE KITCHEN 2 : ครัวบ้านบ้าน ภาคฤดูร้อน (รองชนะเลิศ Silver Award จากการประกาศรางวัล Japan International MANGA Award ครั้งที่ 13 และล่าสุดรางวัลหนังสือดีเด่น ประเภทการ์ตูน และหรือนิยายภาพทั่วไป จากเวทีการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำ พ.ศ. 2563 โดย สพฐ.) 

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ใช่แล้ว การ์ตูนเล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็นตามฤดูกาล ร้อน ฝน และหนาว

สำหรับคนเมืองอย่างเราๆ จะฤดูกาลไหนก็แทบจะไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันไปนัก เพราะในซูเปอร์มาร์เก็ตติดแอร์เย็นฉ่ำนั้นก็มีผักเหมือนเดิมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่แตกต่างกัน

แต่สำหรับคนนอกเมืองแล้ว ฤดูกาลและสภาพอากาศนั้นนำมาซึ่งวัตถุดิบและอาหารที่แตกต่างกันไป เราอาจจะหลงลืมหรือไม่เคยรู้ว่าหน้าร้อนเป็นเวลาของไข่มดแดงรสมัน มะม่วงรสเปรี้ยวอมหวานและมันก็ออกมาไล่เลี่ยกัน หรือพอเข้าหน้าฝนนั้นเป็นเวลาของการหาเห็ดหาหน่อไม้และจับปูนา 

นอกจากการปรุงอาหารแต่ละเมนูแล้ว เราจะยังได้เห็นเรื่องราวที่รายล้อมรอบอาหารจานนั้นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเจียงฮาย และที่น่ารักมากที่สุดคือ นี่เป็นการ์ตูนที่ตัวละครพูดคำเมืองกันทั้งเล่ม (แต่ไม่ต้องห่วงนะ เพราะคำแปลไว้มุมล่างของทุกหน้า) สำหรับผม นี่จึงเป็นการ์ตูนที่พาเราไปรู้จักโลกของอาหารและวัฒนธรรมที่ผม ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง แทบไม่เคยรู้มาก่อนเลย

การประกอบอาชีพเป็นนักเขียนการ์ตูนในประเทศนี้ว่ายากแล้ว ด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มันไม่ได้ดึงดูดคนหมู่มากนั้นยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เราจึงขอชวนท่านผู้อ่านร่วมเดินทางไปยังเจียงฮาย ต้นกำเนิดการ์ตูนเล่มนี้ พร้อมพูดคุยกับ PittMomo ผู้เขียน MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน ถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้กัน 

โปรดระวัง เมื่ออ่านจบ คุณอาจจะต้องไปตามหาอาหารเหนือมากินแก้หิวก็เป็นได้

ก่อนหน้านี้คุณทำงานด้านไหนบ้าง 

ส่วนใหญ่จะเป็นงานวาดการ์ตูนค่ะ ผลงานที่ผ่านมาก็มีทำงานฟรีแลนซ์ วาดหนังสือการ์ตูนสไตล์มังงะ เรื่อง BLUE STREET สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ วาดภาพการ์ตูนอาหารประกอบโฆษณาให้กับเพจ Sizzler Thailand และหนังสือการ์ตูนสไตล์คอมิกเอสเสเรื่อง MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน สำนักพิมพ์ Bunbooks ค่ะ

พิชญ์สินี ตั้งกิตติคุณ เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

คุณอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กเลยรึเปล่า 

ตอนเด็กเราคิดว่าการวาดการ์ตูนเล่นสนุกดี ชอบวาดเป็นงานอดิเรก ไม่ได้คิดจริงจังว่าอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน เพราะเราอยู่ต่างจังหวัด ไม่แน่ใจจริงๆ ว่ามีสำนักพิมพ์ไหนที่รับพิมพ์การ์ตูนบ้าง แต่เคยคิดฝันว่าอยากเป็นนักทำแอนิเมชัน ก็เลยลองมาเรียนทางสายนี้ แต่พอเรียนดูแล้วรู้สึกว่าไปทางนี้ไม่ไหว เราก็เลยเลือกที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูน

มีการ์ตูนเรื่องไหนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณมั้ย

มีคอมิกเอสเสของ อาจารย์นาโอโกะ ทาคางิ (คนเขียนหนังสือเรื่อง ชีวิต 150 cm) และอีกเรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจคือ มารูโกะ ทั้งสองท่านเป็นนักเขียนที่เราชื่นชอบมาก ลายเส้นน่ารักมาก

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ความทรงจำวัยเด็กที่คุณต่อบ้านเกิดคืออะไร

กับข้าวท้องถิ่นจากฝีมือของแม่ ซึ่งเมนูฝีมือแม่ที่คิดถึงมากๆ ก็จะเป็นแกงผักกาดจอ น้ำพริกหนุ่ม ลาบคั่ว ที่ทานบ่อยมากเลย

เราจำได้ว่าอาหารสไตล์ภาคเหนือบ้านเราจะทำกินเองทุกวัน ถึงฤดูไหนที่พืชผักโตแล้วก็จะหาเด็ดตามแถวบ้านมาทำ บางทีคุณตาไปนาจับปลา ปู หอย มาให้ด้วย บ้านเรามักจะทานน้ำพริกกับผักบ่อยๆ เพราะทานง่าย ในทุกวันก็จะได้ยินเสียงแม่ตำน้ำพริกค่ะ แม่กับญาติจะช่วยกันทำ บางทีถ้าญาติไม่ว่าง แม่ก็จะทำเองแบบชุดใหญ่ เสร็จแล้วเราก็จัดอาหารแบบวางรวมกันในถาด เรามักจะทานอาหารร่วมกันแบบพร้อมหน้าเสมอ 

แล้วคุณมีส่วนร่วมอยู่ในการทำอาหารเหล่านั้นบ้างรึเปล่า

ตอนเด็กเราก็ช่วยแม่ทำกับข้าวทุกวัน ส่วนใหญ่ก็ทำอาหารพื้นบ้าน เหมือนคุณแม่ก็พยายามสอนเราทำด้วยเผื่อว่าเราเป็นผู้ใหญ่หรือออกเรือนไปจะได้ทำกินเอง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังทำไม่เก่ง

ในหนังสือ ครัวบ้านบ้าน ของคุณมีการแบ่งเรื่องราวออกตามฤดูกาล คุณมีอาหารโปรดประจำแต่ละฤดูไหม

ถ้าเป็นฤดูร้อน ชอบทาน ‘ตำมะม่วงใส่ปลาแห้ง’ หน้าร้อนมะม่วงเปรี้ยวดกเต็มต้น เหมาะกินในหน้าร้อนมาก 

ฤดูฝนก็มีเมนูหลายอย่างที่น่ากิน แต่เราชอบ ‘อ่องปูนา’ ใช้มันปูผสมกับไข่ไก่ รสชาติอร่อยมันดี ไม่ค่อยได้ทานบ่อย แต่ปูมีให้จับเยอะมากในช่วงนี้

ส่วนฤดูหนาวก็จะเป็น ‘ข้าวหนุกงา’ หรือโมจิสไตล์เมืองไทย ผสมเมล็ดงาขี้ม้อนมีกลิ่นหอม มีขายกันเฉพาะหน้าหนาว เพราะเขาว่าทานช่วงนี้จะอร่อยมาก

ในการ์ตูนของคุณ มีหลายตอนที่คุณมักจะเขียนให้ตัวเองกินอาหารพื้นเมืองไม่เป็นอยู่เสมอ ในชีวิตจริงคุณมีประสบการณ์กับบรรดาอาหารพื้นเมืองเหล่านั้นยังไง

อันนี้เราเขียนจากประสบการณ์จริง เพราะมันมีอาหารพื้นเมืองหลายเมนูเลยที่เรากินไม่เป็น อย่างพวกผักบางชนิดที่มีกลิ่นแรงหรือพวกแมลงต่างๆ แต่ตอนหลังก็เริ่มกินได้มากขึ้นแล้ว อย่างพวกน้ำพริก เพราะเมื่อก่อนรู้สึกว่าเผ็ดมาก แล้วเราน้ำพริกกินกับข้าวเหนียวไม่เป็น ขนาดผักสดที่เคียงหรือผักในแกง บอกตามตรงว่าเรายังเลือกกินเลย อาหารเหนือส่วนใหญ่ใส่ผักเยอะ ส่วนมากมักเป็นผักพื้นบ้าน จำได้ว่าเคยเลือกกินแต่เนื้ออย่างเดียว (หัวเราะ) 

แต่ตอนนี้ก็ทานได้หลายอย่างแล้ว ไม่เลือกกินเหมือนเมื่อก่อน เห็นเขาบอกว่าผักมีสารอาหารเยอะ ก็เลยเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ตอนนี้ที่ชอบกินสุดๆ คือน้ำพริกหนุ่ม

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

แล้วอะไรเป็นจุดเปลี่ยนทำให้หันมาสนใจเรื่องอาหารพื้นบ้านจนวาดออกมากลายเป็นการ์ตูน

ก่อนที่เราจะตัดสินใจเขียนการ์ตูนเรื่อง ครัวบ้านบ้าน เป็นช่วงเวลาที่เราเขียนการ์ตูนอยู่ กทม. หลายปี ทำให้รู้สึกคิดถึงบ้านเกิด คิดถึงกับข้าวท้องถิ่นจากฝีมือของแม่ ก็เลยลองหยิบมาเขียนเป็นการ์ตูนลงเพจเฟซบุ๊กสักตอน ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะมีหลายคนเริ่มสนใจติดตามค่ะ แล้วการที่เลือกจะใช้ภาษาเหนือ เลยต้องติดต่อแม่ให้ช่วยแปลเป็นภาษาเหนือ ก็ทำให้รู้สึกว่าไม่ห่างเหินจากครอบครัวทางบ้านเท่าไหร่ค่ะ

การ์ตูนตอนแรกนั้นที่วาดเป็นอาหารอะไร

เมนูที่หลายคนอาจคุ้นเคยบ้างอย่าง แกงผักกาดจอ ลาบคั่วกับผักพลูคาว และน้ำพริกอ่อง ซึ่งเป็นอาหารที่ทำบ่อยเหมือนกัน เพราะเป็นเมนูที่เราเองก็ทานได้กับครอบครัว

ในชีวิตจริงคุณทำอาหารบ่อยมั้ย แล้วได้ทำอาหารเหนือบ้างรึเปล่า 

เรามักจะทำอาหารเองบ่อยๆ ค่ะ ส่วนใหญ่จะทำเมนูง่ายๆ อย่างต้มยำกับผัดผัก แต่ก็ไม่ค่อยได้ทำอาหารเหนือเพราะขั้นตอนทำเยอะกว่า แล้วต้องเตรียมตำน้ำพริกก่อนนำไปใส่แกงทุกครั้ง ซึ่งพอมาเขียนการ์ตูนก็เริ่มรู้สึกขี้เกียจ ไม่ค่อยมีเวลาทำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว (หัวเราะ) 

การ์ตูนเกี่ยวกับอาหารพื้นเมืองดูเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนสนใจวาดออกมาสักเท่าไหร่ คุณเชื่อมั่นอะไรในสิ่งนี้

ความจริงเราก็ไม่ได้เชื่อมั่นค่ะ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า เราเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ด้วยความคิดถึงบรรยากาศทางบ้าน สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจว่าทุกคนชอบก็คือเกี่ยวกับอาหาร เราจึงเขียนพร้อมวิธีทำลงไปคร่าวๆ ด้วย หลายคนก็ชื่นชอบกัน ให้กำลังใจและอยากติดตามอ่านกันมากขึ้น เราจึงตั้งใจเขียนและถ่ายทอดออกมาให้ดีที่สุด 

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

นอกเหนือจากเรื่องของอาหารแล้ว คุณยังนำเสนอเรื่องอย่างสังคมและวัฒนธรรมด้วย 

เราเขียนการ์ตูนที่มีลักษณะดำเนินเรื่องไปแต่ละวัน และในแต่ละช่วงของฤดูมีวันสำคัญที่มีประเพณีท้องถิ่นที่ทำเป็นปกติ ถ้าไม่ได้นำสิ่งนั้นมาเขียนลงไปก็เหมือนขาดอะไรไป แต่จริงๆ วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในบ้านเราอยู่แล้วล่ะ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ภาษาพูด และบรรยากาศ

มีวัฒนธรรมอะไรของชาวเชียงรายหรือคนภาคเหนือที่คนภาคอื่นไม่มี หรือคนภาคอื่นๆ มักเข้าใจผิดมั้ย

‘วันปี๋ใหม่เมือง’ ตรงกับวันสงกรานต์และเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวเหนือ อย่างวันสงกรานต์มีกิจกรรมที่ทำปกติสามวัน แต่แบบล้านนามีพิธีกรรมที่ต้องทำหลายอย่าง ซึ่งอาจยาวไปถึงสี่ถึงห้าวัน อย่างวันแรกที่ตามบ้านทำพิธีล่องสังขาร ทำพิธีสืบชะตา และกินแกงขนุนในวันปากปีหรือวันที่สี่

มีเมนูอาหารเหนือที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในภาคกลางที่เราไม่ควรพลาดเวลาเข้าร้านอาหารเหนือในครั้งต่อไปมั้ยครับ

มีคนแนะนำให้ลองกิน ‘จิ๊นฮุ่ม หมูฮุ่ม ไก่ฮุ่ม’ เป็นอาหารคล้ายแกงน้ำขลุกขลิกที่เคี่ยวเนื้อสัตว์จนเปื่อยของชาวไทใหญ่ 

อีกอย่างก็ ‘ข้าวบ่ายหมูเค็ม’ เป็นข้าวเหนียวยัดไส้แล้วนำไปย่างบนเตาอีกที เป็นของกินล้านนาโบราณ ค่อนข้างหาทานยาก เหล่านี้เราเองก็ยังไม่เคยกิน แต่เห็นเขาบอกมาว่าอร่อย

ผลตอบรับที่ได้จากการเขียน ครัวบ้านบ้าน นั้นเป็นอย่างไรบ้าง 

ช่วงแรกๆ ที่เขียนก็ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจมากเท่าไหร่ค่ะ ก็ไม่ถือว่าขายได้มากเหมือนผลงานอื่นๆ ที่ตรงตามตลาด อาจเพราะงานเราเป็นงานเฉพาะกลุ่มเลยไม่ค่อยแมสด้วยแหละ แต่หลังจากที่ได้รางวัลต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ คนอ่านก็เริ่มให้ความสนใจกันมากขึ้นตามลำดับค่ะ เราคิดว่าการ์ตูนของเราน่าจะเป็นสื่อกลางที่ช่วยเผยแผ่ความรู้เรื่องราวของอาหารพื้นบ้านและวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคเหนือให้ผู้คนได้รู้จักกันมากขึ้น เพราะมีนักอ่านมาเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่า อ่าน ครัวบ้านบ้าน จบแล้วรู้สึกหิว จนต้องรีบไปหาเมนูอาหารเหนือในเรื่องมาลองกินตามเลย

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

คิดว่าอะไรทำให้คุณได้รับรางวัลทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะจากญี่ปุ่น

คิดว่าเป็นความแปลกใหม่มั้ง อาจจะยังไม่เคยมีงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารพื้นบ้านและวัฒนธรรมท้องถิ่นออกมาเป็นการ์ตูนอย่างจริงจัง มันก็เลยดูน่าสนใจในสายตาของชาวต่างชาติ

การได้รับรางวัลจากทั้งหน่วยงานในไทยและญี่ปุ่นนั้นมีความหมายอะไรกับตัวคุณบ้าง

คงจะเป็นความภูมิใจที่มีคนมองเห็นคุณค่าในผลงานของเราน่ะค่ะ เพราะตอนที่เราเริ่มเขียนเนี่ยก็ไม่ได้คิดฝันว่าจะมีคนให้ความสนใจการ์ตูนของเรามากขนาดนี้ ปกติคิดแต่ว่าเขียนการ์ตูนยังไงให้เลี้ยงชีพไปได้ยาวๆ แค่นั้น

ที่บ้านรู้เรื่องที่คุณได้รับรางวัลมั้ย แล้วเขารู้สึกยังไงเมื่ออาหารบ้านๆ ที่ทำกันมาตลอดชีวิต แต่กลับได้รางวัลขึ้นมาเลย

รู้ค่ะ เพราะคุณแม่ของเราเป็นคนช่วยแปลภาษาเหนือในเรื่องนี้ให้ด้วย พอรู้ว่าได้รางวัลคุณแม่ก็ดีใจและภูมิใจมากๆ 

มีอะไรที่คุณยังไม่ได้ทำแต่วางแผนจะทำต่อไปในอนาคตบ้างมั้ย

วางแพลนไว้ว่าจะเขียนอาหารท้องถิ่นให้จบถึงหน้าหนาว แล้วหลังจากนี้ก็อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเขียนเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงอย่างนกแก้วที่เลี้ยงดูบ้าง อาจจะแปลกดีที่มีการ์ตูนสัตว์เลี้ยงอื่นๆ นอกจากน้องแมวหรือน้องหมา และในอนาคตอันใกล้ตั้งใจจะย้ายกลับไปเขียนการ์ตูนเป็นอาชีพที่บ้านเกิด แต่ก็คิดว่าอาจหางานอื่นทำเพื่อเป็นอาชีพสำรองควบคู่กันไปด้วย เผื่อว่าเขียนการ์ตูนไม่ไหวแล้วน่ะ

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ติดตามเรื่องราวของ PittMomo ได้ที่ Facebook : PittMomo

Writer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เช้านี้โลกกำลังเคลื่อนที่เข้าสู่กลุ่มเมฆ

ผมหมายถึง อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า Earth กำลังจะมาเยือน The Cloud

Earth ที่ว่าคือ เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข นักร้องผู้เริ่มต้นจากการร้องเพลงคัฟเวอร์ลงยูทูบเมื่อปี 2552 โด่งดังระดับล้านวิวจากการคัฟเวอร์เพลง แสงสุดท้าย เมื่อปี 2555 เซ็นสัญญาเป็นนักร้อง ออกผลงานกับค่าย White Music เมื่อปี 2557 และออกซิงเกิลใหม่ มีไว้แค่เป็นของเธอเท่านั้น กับค่ายมิวซิกมูฟ เรคคอร์ดส เมื่อเดือนที่แล้ว

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

ในโลกยุคที่เราแนะนำตัวกันด้วยตัวเลข เอิ๊ตคือเจ้าของแชนแนล EarthPatravee ในยูทูบซึ่งมีคนติดตามอยู่ 3 แสนกว่าคน เพลง แสงสุดท้าย ที่เธอคัฟเวอร์มีผู้ชม 5 ล้านวิว เพลง อยู่ต่อเลยได้ไหม ที่คัฟเวอร์เช่นกันมียอด 8 ล้านวิว ส่วนเพลง Sky&Sea ของเธอเองมียอด 72 ล้านวิว

ถ้าปิดตัวเลข เอิ๊ตคือนักร้องที่คุณจะหลงรักได้ไม่ยาก เพราะเธอมีเสียงร้องที่หวานละมุน ฝีไม้ลายมือทางดนตรีก็มีดีพอตัว ดังนั้นไม่ว่าเอิ๊ตจะเอาเพลงของใครมาคัฟเวอร์ เธอก็เรียบเรียงจนกลายเป็นเพลงของเธอ

จากเด็กมัธยมปลายที่อัดคลิปลงยูทูบเล่นในวันนั้น กลายมาเป็นนักร้องอาชีพที่ทำเพลงเองในวันนี้ โลกหมุนรอบตัวเองไปแล้ว 8 รอบ

ผมไม่ทันดูว่าเอิ๊ตหมุนตัวกี่รอบ แต่เธอเปิดประตูห้อง The Cloud เข้ามาแล้ว

หญิงสาวผู้ซึ่งกลับมาจากการร่ำเรียนด้านดนตรีที่ออสเตรเลียหยิบกีตาร์ออกจากกระเป๋า แล้วแนะนำตัวเองผ่าน 5 เพลงของเธอ

คุณตาพาเอิ๊ตเข้าสู่วงการดนตรี

ผมสรุปเองแบบนั้น เมื่อรู้ว่าเอิ๊ตในวัย 6 – 7 ขวบ เห็นคุณตามาเล่นไวโอลินที่บ้าน เลยรบเร้าอยากเล่นบ้าง คุณแม่จึงส่งเธอไปเรียนไวโอลิน แล้วก็เรียนดนตรีต่อมาเรื่อยๆ ทั้งคลาสสิกและป๊อป เอิ๊ตเข้าสู่วงการดนตรีจริงๆ เมื่อโอ๋ ดูบาดู (เจษฎา สุขทรามร) พบเธอที่โรงเรียนสอนร้องเพลง เลยชวนไปออดิชันเพื่อเป็นคอรัสให้อัลบั้ม Let’s talk about love ของเพชร โอสถานุเคราะห์ ในปี 2550 และเธอได้รับคัดเลือก

“ช่วง ม.5 – 6 เอิ๊ตทำงานเยอะมาก เป็นคอรัสแบบฟูลไทม์ มีเงินเดือน เรียนเสร็จ 6 โมง เดินทาง กินข้าว ซ้อมตอนตี 2 – ตี 4 กลับบ้านนอน แล้ว 6 โมงเช้าก็ตื่นไปเรียน ต้องแวะซื้อกาแฟก่อนเข้าโรงเรียนทุกวัน เป็นช่วงที่สนุกมาก และได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก” เอิ๊ตเล่าถึงชีวิตสมัยเรียนมัธยมที่รุ่งอรุณ โรงเรียนทางเลือกซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการสอนให้เด็กเติบโตมากับความเข้าใจในธรรมชาติ

เอิ๊ตเล่าว่า ตอน ม.5 โรงเรียนพาไปใช้ชีวิตกับชาวปกาเกอะญอบนดอย แล้วให้เขียนหนังสือหรือทำสารคดีเล่าเรื่องว่าเด็กๆ ได้เรียนรู้อะไรจากคนชนเผ่าที่อยู่ได้ด้วยการพึ่งตนเอง

“การได้ออกภาคสนามหลายๆ ครั้งส่งผลกับชีวิตนะ ถ้าเอิ๊ตไม่ได้เห็นสิ่งนี้คงคิดว่าโลกคือการทำงานแลกเงิน หาแพสชันของตัวเองให้เจอ ทำฝันให้เป็นจริง มีแค่นั้น การได้ไปเห็นอะไรแบบนี้บอกเราว่า อะไรคือทรัพยากรที่ทำให้มนุษย์คนนึงมีชีวิตอยู่ได้ มันทำให้เราไม่ได้ชื่นชมคนที่วัตถุนอกกาย แต่เราให้ค่ากับสิ่งที่อยู่ในตัวคนนั้นจริงๆ ความคิดแบบนี้ยังอยู่กับเอิ๊ตนะ เวลาเครียดๆ ว่าเราทำเพลงไม่ดีเท่าคนอื่น เราจะทำการตลาดยังไง สมองก็จะดึงให้เรากลับมาบอกตัวเองว่า ความสุขพื้นฐานในการใช้ชีวิตของมนุษย์มันคืออะไรกันแน่”

การทำวิดีโอสารคดีชิ้นแล้วชิ้นเล่าส่งครูในวิชาสังคมศึกษาทำให้เอิ๊ตพบว่าตัวเองชอบทำงานด้านนี้ เธอจึงเลือกเรียนด้านภาพยนตร์ในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และการบ้านสมัยมัธยมชิ้นหนึ่งที่เธอต้องทำรายงานเรื่องยูทูบ ทำให้เอิ๊ตได้ลองร้องเพลงอัดคลิปลงยูทูบเป็นครั้งแรก

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

“ตอนทำคลิปช่วงแรก เอิ๊ตไม่ได้คิดอะไรมากเลย อยากฝึกร้องเพลงก็หยิบเพลงของศิลปินที่ชอบมาร้อง อยากสื่อสารเพลงออกมาในแบบที่เรารู้สึกกับเพลงนั้น” เอิ๊ตเล่าถึงวิธีคิดในการคัฟเวอร์เพลงของเธอยุคแรก ส่วนวิดีโอก็ตั้งใจทำให้เรียบง่าย ไม่เซ็ตอัพ ทำให้คนดูรู้สึกสนิทกับเอิ๊ต

วิดีโอช่วงถัดมาของเอิ๊ตเริ่มมีลูกเล่นมากขึ้น โดยเฉพาะการอัดเสียงกลางแจ้งตามโลเคชันต่างๆ

“การร้องสดให้ความรู้สึกอะไรบางอย่างมากกว่าการอัดเสียงในห้องอัดแล้วทำเอ็มวี เพลงอาจไม่เพอร์เฟกต์เต็มร้อย แต่มีเสน่ห์ที่หาไม่ได้ด้วยการอัดเพลงปกติ ตอนนั้นเรียนฟิล์มด้วย เราเจอโลเคชันที่ชอบก็เก็บไว้ในใจเรื่อยๆ เพลงเอิ๊ตเลยมีเสียงแทรกเป็นเสียงนกบ้าง เสียงหมาบ้าง แต่ไม่เป็นไร” เอิ๊ตหัวเราะแทรก ไม่นานมานี้เธอก็เพิ่งอัดเพลง Lay me down ในห้องนอน โดยมีเสียงสายฝนจางๆ และฟ้าร้องเบาๆ ประกอบ เป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากห้องอัดอย่างที่เธอว่าจริงๆ

เสน่ห์อีกอย่างในเพลงคัฟเวอร์ของเอิ๊ตก็คือ ไม่ว่าเพลงต้นฉบับจะเป็นของใคร เอิ๊ตก็เอามาเรียบเรียงใหม่จนเหมือนเป็นเพลงของเธอเอง

“ไม่ได้คิดขนาดนั้นนะ” เอิ๊ตหัวเราะ “ทำมาแล้วมันหนีไม่ได้ ก็เราชอบคอร์ดแบบนี้ ชอบร้องแบบนี้”

เอิ๊ตเปิดประเด็นเรื่องการคัฟเวอร์ต่อ “ที่แน่ๆ เพลงคัฟเวอร์ที่ประสบความสำเร็จ 80 เปอร์เซ็นต์มาจากเพลงต้นฉบับที่ดี เราไปยืมชื่อเสียงคนอื่นมาทำ เราบอกว่าความสำเร็จมาจากเราไม่ได้เลย เราต้องขอบคุณคนทำเพลงต้นฉบับ พอได้มาทำเพลงเอง เราเห็นคุณค่าของทุกเพลงมากขึ้น เพราะการแต่งเพลงมันยากนะ ทั้งการเขียนเนื้อให้คนเข้าใจ ให้คนร้องตามแล้วสนุก”

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

เอิ๊ตมองว่าการทำเพลงคัฟเวอร์เหมือนดาบสองคม

“การคัฟเวอร์ได้ฝึกเยอะมาก ได้ฝึกเรียบเรียงเพลง เปลี่ยนคอร์ด เปลี่ยนจังหวะ ได้ฝึกทั้งการแสดงและการคิด เวลาที่เราร้องแล้วมีคนชอบ เรารู้สึกดีทุกครั้งนะ” เอิ๊ตเว้นจังหวะ “แต่ถ้าเราคัฟเวอร์จนคนจดจำว่าเราเป็นนักร้องคัฟเวอร์ อยากฟังเราร้องคัฟเวอร์มากกว่าเพลงที่เราแต่งมันก็อันตราย เพราะมันจะขัดแย้งกับสิ่งที่เรากำลังทำ คือการเป็นนักร้องอาชีพ”

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

เส้นทางในวงการดนตรีของเอิ๊ตดูเหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ

ทำเพลงแบบสมัครเล่นจนโด่งดัง ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินอาชีพ มีเพลงฮิตของตัวเอง ที่มียอดวิวสูงถึง 72 ล้านวิว ได้ทัวร์คอนเสิร์ต และได้เล่นดนตรีอย่างที่รัก

แต่เอิ๊ตรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินมาถึงจุดที่หนทางโรยด้วยหนามกุหลาบ

“พอปล่อยเพลงมาสองเพลง มีกระแสตอบรับที่ดีมาก เรามาถึงจุดที่ต้องภูมิใจมากสิ แต่ทำไมเราไม่มีความสุขเท่าที่ควร ไม่ภูมิใจเท่าที่ควร เราสับสนว่าเราเดินมาถูกทางแล้วเหรอ เวลากลับจากโชว์เราคิดมาก เราไม่่รู้จักตัวเองดีพอ ไม่รู้ว่าจะเล่นแนวไหน ที่แย่ที่สุดคือ ไปเล่นในสถานที่แบบในผับหรือในร้านอาหารที่เราเอาคนดูไม่อยู่ มันเป็นสังคมอีกแบบหนึ่งที่เราไม่รู้จะทำตัวยังไง เราเดินทางมาถึงจุดที่เรางงมากว่าจะไปไหนต่อ ถ้าดนตรีไม่ใช่ เราก็ทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้วด้วย เราก็เลยตัดสินใจหนีดีกว่า”

ตอนไปทัวร์ร่วมกับวง เอิ๊ตไม่อยากเล่นเพลงอื่นๆ ในเวอร์ชันของศิลปินต้นฉบับก็เลยเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ แต่ปัญหาคือ พอคุยกับวง นักดนตรีมากประสบการณ์เหล่านั้น ถึงจะคุยกันด้วยภาษาที่เอิ๊ตไม่เข้าใจ แต่พวกเขาช่วยสอนเอิ๊ตให้รู้จักการเรียบเรียงดนตรี นิสัยอย่างหนึ่งของเอิ๊ตก็คือ ถ้าชอบอะไรแล้วจะไปให้สุดทาง หญิงสาวในวัยเบญเพสเลยตัดสินใจออกเดินทางไปทำความรู้จักโลกกว้าง ด้วยการเรียนต่อด้านดนตรีที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข พื้นที่เล็กๆ ของเอิ๊ต ภัทรวี

“ตอนแรกคิดว่า ทุกคนต้องใช้ชีวิตเหมือนในเรื่อง Glee เป็นชีวิตแบบ musical” เอิ๊ตหัวเราะเมื่อย้อนเล่าถึงจินตนาการของตัวเอง “เอาเข้าจริงๆ มันก็คือการเรียนปกตินั่นแหละ มีทั้งวิชาที่ชอบและวิชาที่ไม่ชอบ แต่การไปครั้งนี้ทำให้เอิ๊ตเปลี่ยนไปเลย ได้เห็นการใช้ชีวิตของคนที่ทำงาน เลิกงานก็ไปใช้ชีวิต ไปเที่ยว มันทำให้เราผ่อนคลาย ปลดล็อกเลย แล้วก็ได้พลังจากคนต่างชาติที่มาเรียนดนตรีด้วยกัน ได้เห็นคนที่กำลังอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ พวกเขาเดินทางมาจากประเทศต่างๆ เพื่อเรียนดนตรี มาเพื่อทำให้เส้นทางสายดนตรีของเขาสำเร็จ โลกมันกว้างใหญ่กว่าที่เราเคยเห็นมาก จากที่เคยคิดว่า เราเดินมาถึงทางตันแล้ว มันไม่ใช่ เอิ๊ตก็ไม่รู้จะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร แต่มันทำให้เราพร้อมที่จะกลับมาทำงานของเรา ทำโดยไม่ต้องสนคนอื่น ไม่ต้องสนกระแส เดินตามทางของเรา พัฒนาแบบของเรา” เอิ๊ตตอบด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

เอิ๊ตปล่อย 2 เพลงใหม่ ภายใต้สังกัดใหม่ ในระหว่างอยู่ที่ออสเตรเลีย ตอนนี้เธอเรียนจบกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว และเพิ่งปล่อยเพลงล่าสุดไป

“เพลงของเอิ๊ตเป็นเหมือนการจดไดอารี่ที่มองโลกในแง่บวก ไม่ว่าจะเขียนเพลงแนวไหน จะเศร้าแค่ไหน ชีิวิตก็ไปต่อได้ อย่างเพลงใหม่ มีไว้แค่เพียงของเธอเท่านั้น เป็นเพลงอกหักนะ แต่ก็มีความสุข เอิ๊ตไม่ได้มองโลกแบบเป็นขาวเป็นดำ มันไม่มีอะไรที่สุดขั้ว” เอิ๊ตปิดท้ายประโยคด้วยรอยยิ้ม

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

ถ้าใครติดตามแชนแนลของเอิ๊ตจะเห็นว่า ช่วงก่อนไปออสเตรเลีย เธอทำวิดีโอคัฟเวอร์บ่อยมาก แต่อยู่ดีๆ ก็หายไปเลยร่วมปี เพิ่งจะกลับมาทำวิดีโอคัฟเวอร์อีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้เอง

“มีช่วงหนึ่งที่เอิ๊ตเริ่มมองการทำคลิปเป็นงาน จริงจังเลย ต้องหาอะไรมาลงเรื่อยๆ มันก็จะแข็งๆ นิดนึงนะ เราไม่ได้ทำเพราะอยากทำเหมือนเมื่อก่อน คิดแค่ช่วงนี้เพลงอะไรดัง คลิปที่แล้วเราเล่นมุมกล้องนี้ไปแล้ว คราวนี้ต้องลองกรีนสกรีน ต้องลองแบบอื่น มันก็ช่วยเรื่องการฝึกครีเอทีฟดีนะ แต่ความรู้สึกในการทำมันไม่ใช่แพสชันเหมือนตอนแรกอีกแล้ว ทำไปแล้วก็คิดว่าคลิปนี้จะได้กี่วิว นั่งรีเฟรชดูยอด ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิมแล้ว”

เอิ๊ตเล่าต่อว่า มีช่วงหนึ่งที่เธอพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองตามที่คนคอมเมนต์ มีคนบอกว่าเวลาที่ร้องเพลงเอิ๊ตชอบทำหน้าบูดเบี้ยว เธอก็พยายามเปลี่ยน

“บางครั้งพออ่านคอมเมนต์เยอะๆ แล้วร้องไห้เลย ก็เราไม่ใช่คนสวย เราเลยพยายามยิ้มทุกครั้งที่ร้องเพลง จนเราไม่คิดถึงเรื่องเพลงแล้ว สนใจแต่คลิปนี้เราหน้าตาดีไหม จนวันนึงก็รู้สึกว่า ช่างมัน มาสนใจดนตรีดีกว่า เราไปห้ามตรงนั้นไม่ได้จริงๆ ถ้ายิ้มตลอดเพลงเศร้ามันก็ไม่เศร้า หรือถ้าเก๊กหน้าตลอด มันก็จะร้องบางโน้ตไม่ถึง

หากแวะเวียนไปเยี่ยมแชนแนลของเธอ จะพบว่า เพลงใหม่ๆ ที่เธอคัฟเวอร์มีชั้นเชิงทางดนตรีและการร้องที่เหนือชั้นกว่าเพลงยุคแรกๆ เยอะมาก แต่ยอดวิวกลับสวนทางอย่างน่าตกใจ

“เอิ๊ตไม่ได้อัพคลิปมาปีกว่า เพิ่งกลับมาทำ ยอดวิวไม่ได้เยอะเลย อาจเพราะโปรดักชันวิดีโอแย่ หรือไม่ก็เลือกเพลงที่ไม่ดัง เพราะเราไม่ได้สนใจยอดแล้ว มันกลับไปเหมือนตอนอัดคลิปใหม่ๆ เราแค่ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ได้กลับไปอยู่ในจุดนั้นอีกครั้ง เมื่อก่อนแชนแนลยูทูบคือทุกอย่างของเอิ๊ต ทุกอย่างต้องดี ต้องเป๊ะ ทั้งภาพ ทั้งเสียง แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว มันกลับมาเป็นพื้นที่เล็กๆ ของเราอีกครั้ง”

ความหมายของพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ที่มีต่อเอิ๊ตก็คือ

ในการทำงาน ถึงแม้ว่าเราจะเป็นตัวเอง แต่เราก็มีหลายมุม มีสิ่งที่เราอยากทดลองเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอด เราอยากมีพื้นที่เล็กๆ ที่เราไม่ต้องสนใจอะไรมากไปกว่า เราได้ร้องเพลงที่เรารู้สึกกับมันจริงๆ” เอิ๊ตทิ้งท้าย

โชคดีที่วงโคจรของโลกใบนี้เป็นวงรี หลังจากการเดินทางอันยาวไกล โลกใบนี้จึงได้โคจรกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

Youtube | EarthPatravee
Facebook | Earthpatravee

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load