คุณก็เป็นอีกคนที่ชอบอาหารบ้านๆ รสมือแม่ใช่มั้ยครับ อาหารท้องถิ่นที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่ที่อาจจะเก็บมาจากหลังบ้านหรือซื้อจากตลาดสดใกล้บ้าน ก่อนนำมาปรุงให้สุกและปรุงรสง่ายๆ ด้วยเครื่องปรุงรสที่ใช้กันมาในชุมชน ไม่มีอะไรซับซ้อนหวือหวาหรือสวยงามน่าถ่ายรูปเหมือนบรรดาอาหารตามร้านหรู แต่กลับเป็นอาหารที่กินแล้วช่างรู้สึกอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน 

ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบอาหารแบบนี้เหลือเกิน แม้จะมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ก็ตาม แต่เมื่อเดินทางไปที่ไหนก็มักจะเสาะหาอาหารรสมือแม่แบบนี้กินอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งมีคนแนะนำให้ผมรู้จักกับการ์ตูนเล่มหนึ่งที่ทำให้รู้สึกถึงรสมือแม่แม้เพียงได้อ่าน หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า ครัวบ้านบ้าน หรือ MY LITTLE KITCHEN 

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ครัวบ้านบ้าน เป็นหนังสือการ์ตูนที่วาดโดย พิชญ์สินี ตั้งกิตตินันท์ หรือ PittMomo ที่เลือกนำเสนออาหารแบบบ้านๆ และวัฒนธรรมพื้นถิ่นในจังหวัดเชียงรายผ่านสายตาของตัวเอกของเรื่อง นักเขียนการ์ตูนผู้ย้ายจากเมืองหลวงกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่บ้านเกิด ได้เรียนรู้และชิมรสอาหารพื้นถิ่นหลากหลาย ซึ่งมีที่มาจากการไปตามหาและเก็บมาจากไร่สวนเทือกนาแถวบ้าน 

ครัวบ้านบ้าน นี้ตีพิมพ์มาถึงเล่มที่ 3 แล้ว ซึ่งเล่มล่าสุดนี้คือ MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน ภาคฤดูฝน 2 เล่มก่อนหน้าคือ MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน (รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 หนังสือประเภทการ์ตูน จากเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 16) และ MY LITTLE KITCHEN 2 : ครัวบ้านบ้าน ภาคฤดูร้อน (รองชนะเลิศ Silver Award จากการประกาศรางวัล Japan International MANGA Award ครั้งที่ 13 และล่าสุดรางวัลหนังสือดีเด่น ประเภทการ์ตูน และหรือนิยายภาพทั่วไป จากเวทีการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำ พ.ศ. 2563 โดย สพฐ.) 

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ใช่แล้ว การ์ตูนเล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็นตามฤดูกาล ร้อน ฝน และหนาว

สำหรับคนเมืองอย่างเราๆ จะฤดูกาลไหนก็แทบจะไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันไปนัก เพราะในซูเปอร์มาร์เก็ตติดแอร์เย็นฉ่ำนั้นก็มีผักเหมือนเดิมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่แตกต่างกัน

แต่สำหรับคนนอกเมืองแล้ว ฤดูกาลและสภาพอากาศนั้นนำมาซึ่งวัตถุดิบและอาหารที่แตกต่างกันไป เราอาจจะหลงลืมหรือไม่เคยรู้ว่าหน้าร้อนเป็นเวลาของไข่มดแดงรสมัน มะม่วงรสเปรี้ยวอมหวานและมันก็ออกมาไล่เลี่ยกัน หรือพอเข้าหน้าฝนนั้นเป็นเวลาของการหาเห็ดหาหน่อไม้และจับปูนา 

นอกจากการปรุงอาหารแต่ละเมนูแล้ว เราจะยังได้เห็นเรื่องราวที่รายล้อมรอบอาหารจานนั้นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเจียงฮาย และที่น่ารักมากที่สุดคือ นี่เป็นการ์ตูนที่ตัวละครพูดคำเมืองกันทั้งเล่ม (แต่ไม่ต้องห่วงนะ เพราะคำแปลไว้มุมล่างของทุกหน้า) สำหรับผม นี่จึงเป็นการ์ตูนที่พาเราไปรู้จักโลกของอาหารและวัฒนธรรมที่ผม ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง แทบไม่เคยรู้มาก่อนเลย

การประกอบอาชีพเป็นนักเขียนการ์ตูนในประเทศนี้ว่ายากแล้ว ด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มันไม่ได้ดึงดูดคนหมู่มากนั้นยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เราจึงขอชวนท่านผู้อ่านร่วมเดินทางไปยังเจียงฮาย ต้นกำเนิดการ์ตูนเล่มนี้ พร้อมพูดคุยกับ PittMomo ผู้เขียน MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน ถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้กัน 

โปรดระวัง เมื่ออ่านจบ คุณอาจจะต้องไปตามหาอาหารเหนือมากินแก้หิวก็เป็นได้

ก่อนหน้านี้คุณทำงานด้านไหนบ้าง 

ส่วนใหญ่จะเป็นงานวาดการ์ตูนค่ะ ผลงานที่ผ่านมาก็มีทำงานฟรีแลนซ์ วาดหนังสือการ์ตูนสไตล์มังงะ เรื่อง BLUE STREET สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ วาดภาพการ์ตูนอาหารประกอบโฆษณาให้กับเพจ Sizzler Thailand และหนังสือการ์ตูนสไตล์คอมิกเอสเสเรื่อง MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน สำนักพิมพ์ Bunbooks ค่ะ

พิชญ์สินี ตั้งกิตติคุณ เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

คุณอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กเลยรึเปล่า 

ตอนเด็กเราคิดว่าการวาดการ์ตูนเล่นสนุกดี ชอบวาดเป็นงานอดิเรก ไม่ได้คิดจริงจังว่าอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน เพราะเราอยู่ต่างจังหวัด ไม่แน่ใจจริงๆ ว่ามีสำนักพิมพ์ไหนที่รับพิมพ์การ์ตูนบ้าง แต่เคยคิดฝันว่าอยากเป็นนักทำแอนิเมชัน ก็เลยลองมาเรียนทางสายนี้ แต่พอเรียนดูแล้วรู้สึกว่าไปทางนี้ไม่ไหว เราก็เลยเลือกที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูน

มีการ์ตูนเรื่องไหนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณมั้ย

มีคอมิกเอสเสของ อาจารย์นาโอโกะ ทาคางิ (คนเขียนหนังสือเรื่อง ชีวิต 150 cm) และอีกเรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจคือ มารูโกะ ทั้งสองท่านเป็นนักเขียนที่เราชื่นชอบมาก ลายเส้นน่ารักมาก

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ความทรงจำวัยเด็กที่คุณต่อบ้านเกิดคืออะไร

กับข้าวท้องถิ่นจากฝีมือของแม่ ซึ่งเมนูฝีมือแม่ที่คิดถึงมากๆ ก็จะเป็นแกงผักกาดจอ น้ำพริกหนุ่ม ลาบคั่ว ที่ทานบ่อยมากเลย

เราจำได้ว่าอาหารสไตล์ภาคเหนือบ้านเราจะทำกินเองทุกวัน ถึงฤดูไหนที่พืชผักโตแล้วก็จะหาเด็ดตามแถวบ้านมาทำ บางทีคุณตาไปนาจับปลา ปู หอย มาให้ด้วย บ้านเรามักจะทานน้ำพริกกับผักบ่อยๆ เพราะทานง่าย ในทุกวันก็จะได้ยินเสียงแม่ตำน้ำพริกค่ะ แม่กับญาติจะช่วยกันทำ บางทีถ้าญาติไม่ว่าง แม่ก็จะทำเองแบบชุดใหญ่ เสร็จแล้วเราก็จัดอาหารแบบวางรวมกันในถาด เรามักจะทานอาหารร่วมกันแบบพร้อมหน้าเสมอ 

แล้วคุณมีส่วนร่วมอยู่ในการทำอาหารเหล่านั้นบ้างรึเปล่า

ตอนเด็กเราก็ช่วยแม่ทำกับข้าวทุกวัน ส่วนใหญ่ก็ทำอาหารพื้นบ้าน เหมือนคุณแม่ก็พยายามสอนเราทำด้วยเผื่อว่าเราเป็นผู้ใหญ่หรือออกเรือนไปจะได้ทำกินเอง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังทำไม่เก่ง

ในหนังสือ ครัวบ้านบ้าน ของคุณมีการแบ่งเรื่องราวออกตามฤดูกาล คุณมีอาหารโปรดประจำแต่ละฤดูไหม

ถ้าเป็นฤดูร้อน ชอบทาน ‘ตำมะม่วงใส่ปลาแห้ง’ หน้าร้อนมะม่วงเปรี้ยวดกเต็มต้น เหมาะกินในหน้าร้อนมาก 

ฤดูฝนก็มีเมนูหลายอย่างที่น่ากิน แต่เราชอบ ‘อ่องปูนา’ ใช้มันปูผสมกับไข่ไก่ รสชาติอร่อยมันดี ไม่ค่อยได้ทานบ่อย แต่ปูมีให้จับเยอะมากในช่วงนี้

ส่วนฤดูหนาวก็จะเป็น ‘ข้าวหนุกงา’ หรือโมจิสไตล์เมืองไทย ผสมเมล็ดงาขี้ม้อนมีกลิ่นหอม มีขายกันเฉพาะหน้าหนาว เพราะเขาว่าทานช่วงนี้จะอร่อยมาก

ในการ์ตูนของคุณ มีหลายตอนที่คุณมักจะเขียนให้ตัวเองกินอาหารพื้นเมืองไม่เป็นอยู่เสมอ ในชีวิตจริงคุณมีประสบการณ์กับบรรดาอาหารพื้นเมืองเหล่านั้นยังไง

อันนี้เราเขียนจากประสบการณ์จริง เพราะมันมีอาหารพื้นเมืองหลายเมนูเลยที่เรากินไม่เป็น อย่างพวกผักบางชนิดที่มีกลิ่นแรงหรือพวกแมลงต่างๆ แต่ตอนหลังก็เริ่มกินได้มากขึ้นแล้ว อย่างพวกน้ำพริก เพราะเมื่อก่อนรู้สึกว่าเผ็ดมาก แล้วเราน้ำพริกกินกับข้าวเหนียวไม่เป็น ขนาดผักสดที่เคียงหรือผักในแกง บอกตามตรงว่าเรายังเลือกกินเลย อาหารเหนือส่วนใหญ่ใส่ผักเยอะ ส่วนมากมักเป็นผักพื้นบ้าน จำได้ว่าเคยเลือกกินแต่เนื้ออย่างเดียว (หัวเราะ) 

แต่ตอนนี้ก็ทานได้หลายอย่างแล้ว ไม่เลือกกินเหมือนเมื่อก่อน เห็นเขาบอกว่าผักมีสารอาหารเยอะ ก็เลยเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ตอนนี้ที่ชอบกินสุดๆ คือน้ำพริกหนุ่ม

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

แล้วอะไรเป็นจุดเปลี่ยนทำให้หันมาสนใจเรื่องอาหารพื้นบ้านจนวาดออกมากลายเป็นการ์ตูน

ก่อนที่เราจะตัดสินใจเขียนการ์ตูนเรื่อง ครัวบ้านบ้าน เป็นช่วงเวลาที่เราเขียนการ์ตูนอยู่ กทม. หลายปี ทำให้รู้สึกคิดถึงบ้านเกิด คิดถึงกับข้าวท้องถิ่นจากฝีมือของแม่ ก็เลยลองหยิบมาเขียนเป็นการ์ตูนลงเพจเฟซบุ๊กสักตอน ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะมีหลายคนเริ่มสนใจติดตามค่ะ แล้วการที่เลือกจะใช้ภาษาเหนือ เลยต้องติดต่อแม่ให้ช่วยแปลเป็นภาษาเหนือ ก็ทำให้รู้สึกว่าไม่ห่างเหินจากครอบครัวทางบ้านเท่าไหร่ค่ะ

การ์ตูนตอนแรกนั้นที่วาดเป็นอาหารอะไร

เมนูที่หลายคนอาจคุ้นเคยบ้างอย่าง แกงผักกาดจอ ลาบคั่วกับผักพลูคาว และน้ำพริกอ่อง ซึ่งเป็นอาหารที่ทำบ่อยเหมือนกัน เพราะเป็นเมนูที่เราเองก็ทานได้กับครอบครัว

ในชีวิตจริงคุณทำอาหารบ่อยมั้ย แล้วได้ทำอาหารเหนือบ้างรึเปล่า 

เรามักจะทำอาหารเองบ่อยๆ ค่ะ ส่วนใหญ่จะทำเมนูง่ายๆ อย่างต้มยำกับผัดผัก แต่ก็ไม่ค่อยได้ทำอาหารเหนือเพราะขั้นตอนทำเยอะกว่า แล้วต้องเตรียมตำน้ำพริกก่อนนำไปใส่แกงทุกครั้ง ซึ่งพอมาเขียนการ์ตูนก็เริ่มรู้สึกขี้เกียจ ไม่ค่อยมีเวลาทำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว (หัวเราะ) 

การ์ตูนเกี่ยวกับอาหารพื้นเมืองดูเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนสนใจวาดออกมาสักเท่าไหร่ คุณเชื่อมั่นอะไรในสิ่งนี้

ความจริงเราก็ไม่ได้เชื่อมั่นค่ะ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า เราเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ด้วยความคิดถึงบรรยากาศทางบ้าน สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจว่าทุกคนชอบก็คือเกี่ยวกับอาหาร เราจึงเขียนพร้อมวิธีทำลงไปคร่าวๆ ด้วย หลายคนก็ชื่นชอบกัน ให้กำลังใจและอยากติดตามอ่านกันมากขึ้น เราจึงตั้งใจเขียนและถ่ายทอดออกมาให้ดีที่สุด 

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

นอกเหนือจากเรื่องของอาหารแล้ว คุณยังนำเสนอเรื่องอย่างสังคมและวัฒนธรรมด้วย 

เราเขียนการ์ตูนที่มีลักษณะดำเนินเรื่องไปแต่ละวัน และในแต่ละช่วงของฤดูมีวันสำคัญที่มีประเพณีท้องถิ่นที่ทำเป็นปกติ ถ้าไม่ได้นำสิ่งนั้นมาเขียนลงไปก็เหมือนขาดอะไรไป แต่จริงๆ วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในบ้านเราอยู่แล้วล่ะ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ภาษาพูด และบรรยากาศ

มีวัฒนธรรมอะไรของชาวเชียงรายหรือคนภาคเหนือที่คนภาคอื่นไม่มี หรือคนภาคอื่นๆ มักเข้าใจผิดมั้ย

‘วันปี๋ใหม่เมือง’ ตรงกับวันสงกรานต์และเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวเหนือ อย่างวันสงกรานต์มีกิจกรรมที่ทำปกติสามวัน แต่แบบล้านนามีพิธีกรรมที่ต้องทำหลายอย่าง ซึ่งอาจยาวไปถึงสี่ถึงห้าวัน อย่างวันแรกที่ตามบ้านทำพิธีล่องสังขาร ทำพิธีสืบชะตา และกินแกงขนุนในวันปากปีหรือวันที่สี่

มีเมนูอาหารเหนือที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในภาคกลางที่เราไม่ควรพลาดเวลาเข้าร้านอาหารเหนือในครั้งต่อไปมั้ยครับ

มีคนแนะนำให้ลองกิน ‘จิ๊นฮุ่ม หมูฮุ่ม ไก่ฮุ่ม’ เป็นอาหารคล้ายแกงน้ำขลุกขลิกที่เคี่ยวเนื้อสัตว์จนเปื่อยของชาวไทใหญ่ 

อีกอย่างก็ ‘ข้าวบ่ายหมูเค็ม’ เป็นข้าวเหนียวยัดไส้แล้วนำไปย่างบนเตาอีกที เป็นของกินล้านนาโบราณ ค่อนข้างหาทานยาก เหล่านี้เราเองก็ยังไม่เคยกิน แต่เห็นเขาบอกมาว่าอร่อย

ผลตอบรับที่ได้จากการเขียน ครัวบ้านบ้าน นั้นเป็นอย่างไรบ้าง 

ช่วงแรกๆ ที่เขียนก็ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจมากเท่าไหร่ค่ะ ก็ไม่ถือว่าขายได้มากเหมือนผลงานอื่นๆ ที่ตรงตามตลาด อาจเพราะงานเราเป็นงานเฉพาะกลุ่มเลยไม่ค่อยแมสด้วยแหละ แต่หลังจากที่ได้รางวัลต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ คนอ่านก็เริ่มให้ความสนใจกันมากขึ้นตามลำดับค่ะ เราคิดว่าการ์ตูนของเราน่าจะเป็นสื่อกลางที่ช่วยเผยแผ่ความรู้เรื่องราวของอาหารพื้นบ้านและวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคเหนือให้ผู้คนได้รู้จักกันมากขึ้น เพราะมีนักอ่านมาเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่า อ่าน ครัวบ้านบ้าน จบแล้วรู้สึกหิว จนต้องรีบไปหาเมนูอาหารเหนือในเรื่องมาลองกินตามเลย

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

คิดว่าอะไรทำให้คุณได้รับรางวัลทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะจากญี่ปุ่น

คิดว่าเป็นความแปลกใหม่มั้ง อาจจะยังไม่เคยมีงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารพื้นบ้านและวัฒนธรรมท้องถิ่นออกมาเป็นการ์ตูนอย่างจริงจัง มันก็เลยดูน่าสนใจในสายตาของชาวต่างชาติ

การได้รับรางวัลจากทั้งหน่วยงานในไทยและญี่ปุ่นนั้นมีความหมายอะไรกับตัวคุณบ้าง

คงจะเป็นความภูมิใจที่มีคนมองเห็นคุณค่าในผลงานของเราน่ะค่ะ เพราะตอนที่เราเริ่มเขียนเนี่ยก็ไม่ได้คิดฝันว่าจะมีคนให้ความสนใจการ์ตูนของเรามากขนาดนี้ ปกติคิดแต่ว่าเขียนการ์ตูนยังไงให้เลี้ยงชีพไปได้ยาวๆ แค่นั้น

ที่บ้านรู้เรื่องที่คุณได้รับรางวัลมั้ย แล้วเขารู้สึกยังไงเมื่ออาหารบ้านๆ ที่ทำกันมาตลอดชีวิต แต่กลับได้รางวัลขึ้นมาเลย

รู้ค่ะ เพราะคุณแม่ของเราเป็นคนช่วยแปลภาษาเหนือในเรื่องนี้ให้ด้วย พอรู้ว่าได้รางวัลคุณแม่ก็ดีใจและภูมิใจมากๆ 

มีอะไรที่คุณยังไม่ได้ทำแต่วางแผนจะทำต่อไปในอนาคตบ้างมั้ย

วางแพลนไว้ว่าจะเขียนอาหารท้องถิ่นให้จบถึงหน้าหนาว แล้วหลังจากนี้ก็อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเขียนเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงอย่างนกแก้วที่เลี้ยงดูบ้าง อาจจะแปลกดีที่มีการ์ตูนสัตว์เลี้ยงอื่นๆ นอกจากน้องแมวหรือน้องหมา และในอนาคตอันใกล้ตั้งใจจะย้ายกลับไปเขียนการ์ตูนเป็นอาชีพที่บ้านเกิด แต่ก็คิดว่าอาจหางานอื่นทำเพื่อเป็นอาชีพสำรองควบคู่กันไปด้วย เผื่อว่าเขียนการ์ตูนไม่ไหวแล้วน่ะ

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ติดตามเรื่องราวของ PittMomo ได้ที่ Facebook : PittMomo

Writer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

โบราณท่านสอนมา ว่าอย่าตกหลุมรักคนที่หน้าตา ให้ตกหลุมรักที่ passion ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยตรงๆ ว่า [ร.] ฉันแพ้ (แล้วค่ะคุณ)

พบเจอใครทำงานแข็งขันเป็นไม่ได้ อยากจะเอาใจให้ เอ้ย เอาใจช่วยอยู่เรื่อย ล่าสุดเมื่อมีโอกาสได้ชมตัวอย่างซีรีส์ Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ ซีรีส์เรื่องที่ 2 ของ Project S The Series ทั้งสายตาความมุ่งมั่นที่ส่งทะลุจอ เส้นเรื่องอันเข้มข้น และพลังการแสดงอันน่าจับตาของ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร ก็ทำให้เราสนใจ เตรียมพร้อมเคลื่อนย้ายตัวลอยล่องไปคุยกับเขาถึงที่

สำหรับสาววัยใส (วัยเดียวกับผู้เขียน) เราคงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำให้รู้จักกับ ต่อ ธนภพ ให้เสียแรง scroll down แต่สำหรับแฟนคลับหน้าใหม่ ในฐานะแฟนคลับรุ่นพี่เราขอแนะนำให้รีบอ่านบทสัมภาษณ์นี้ เพราะคุณจะอดใจตกหลุมรัก #คนขยัน2017 คนนี้ไม่ได้เลย

ความตั้งใจกับบทบาทออทิสติกล่าสุดกำลังพา ต่อ ธนภพ ไปไกลกว่านักแสดงวัยรุ่นหน้าหล่อ และเขาใช้วิธีการทำการบ้านหนักหน่วงแค่ไหนเพื่อสร้างคาแรกเตอร์ที่มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้

ต่อ ธนภพ ตรงหน้าเราตอนนี้ยังคงเป็นเด็กหนุ่มผู้มีความตั้งใจทำงานที่รัก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พูดถึง ‘พี่ยิม’ เด็กออทิสติกอัจฉริยะแบดมินตัน ที่พัฒนาการช้าทั้งร่างกายและสมองราวกับเด็ก 6 ขวบ แม้แต่ผู้เชือกรองเท้าตัวเองยังทำไม่ได้ขึ้นมา ต่อ ธนภพ คนนี้ก็พร้อมสวิตช์เปลี่ยนเป็นพี่ยิมให้เราเห็นได้ในทันที

ระหว่างสนทนาเราก็ได้แต่แอบทึ่งความคิดความอ่านของเด็กหนุ่มคนนี้ ต่อถามเราตลอดเวลาว่าสิ่งที่ตอบติสท์เกินไปไหม และเขาไม่อยากให้คนมองเขาแบบนั้นเพราะจะทำให้คนเข้าใจว่าเข้าไม่ถึง แน่นอนว่าเราตอบว่า ไม่เลยจ๊ะต่อ แล้วทำเสียงหวานๆ กลบเกลื่อนท่าทีประทับใจเสียมิดชิด

ก็บอกแล้วว่า ตกหลุมรักคนที่ passion ล้วนๆ

ต่อ ธนภพ

คุณมีคนใกล้ตัวเป็นออทิสติกบ้างไหม

ถ้าเป็นออทิสติกจริงๆ ไม่มีครับ มีสมาธิสั้นบ้าง ภาวะดาวน์ซินโดรมบ้าง ผมไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไรเลยนะ ไม่ใช่แค่เรื่องภาวะพิเศษ แต่เรื่องเพศหรือประเด็นอะไรพวกนี้ ผมค่อนข้างเปิดกว้าง

ตอนที่รู้ว่าต้องรับบทออทิสติก คุณรู้สึกยังไง

ตอนที่พี่บอส (นฤเบศ กูโน) บอกว่า “ต่อ เราจะให้นายเล่นเป็นออทิสติก” ตอนนั้นรู้สึกอึ้งว่าจะเอาจริงเหรอ มันเป็นสิ่งที่ผมกระหายมาตลอดจากงานแสดงที่ผ่านมา ผมอยากลองบทบาทใหม่ อยากลองเล่นอะไรที่หลุดโลก ในวันที่ได้ยินแบบนั้น คิดในใจเลยว่า ตอบโจทย์ชีวิตการทำงานที่ต้องการมาก แต่ก็มีความกลัวเล็กๆ เช่น คนจะรับได้ไหม เขาเข้าใจหรือเปิดกว้างกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

อะไรทำให้ทีมงานเลือกคุณมารับบทนี้

ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นความเชื่อในตัวผม ที่ผ่านมาเราร่วมงานกันตลอด เขาเห็นว่าผมทำได้แค่ไหน เรื่องนี้เป็นสิ่งใหม่เหมือนกัน ผมไม่เคยทำอะไรยากขนาดนี้มาก่อน

การแสดงของคุณดูโตขึ้นและมีมิติขึ้นกว่าผลงานชิ้นก่อนๆ คุณมีส่วนร่วมกับการออกแบบคาแรกเตอร์นี้แค่ไหน

ต้องเข้าใจก่อนว่าออทิสติก 100 คน ก็มี 100 แบบ สิ่งที่ผมเล่นไม่ได้เฉลี่ยมาจากออทิสติก 100 คนนั้น แต่ผมคือออทิสติกคนที่ 101 มันคือการออกแบบใหม่ล้วนๆ ซึ่งไม่เหมือนใครและไม่เคยมีใครเหมือน เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผม ผู้กำกับ และทีมงาน ซึ่งคอยแนะนำหากสิ่งนั้นน้อยไปหรือมากไป สิ่งที่แอดวานซ์มากคือไม่ได้เปลี่ยนแค่อินเนอร์ แต่เปลี่ยนท่าทาง เปลี่ยนการใช้เสียงให้ออกมาคนละโทนและจังหวะคนละแบบ อย่างเช่น  “สวัสดีครับผมพี่ยิม” (ต่อแสดงท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรงพร้อมการใช้เสียงเล็กๆ และจังหวะการพูดที่ช้าลงกว่าปกติ)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการใช้กล้ามเนื้อแสดง ซึ่งใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กทั้งหมดในช่วง body จากการสังเกต physical ที่ค่อนข้างฝืนธรรมชาติเนื่องจากสมองสั่งการไม่ทัน ใครได้ดูตัวอย่างละคร จะเห็นว่าตัวผมจะเหี่ยวๆ ลอยๆ ไหลๆ คือดูเหมือนจะไหลนะ แต่ร่างกายกำลังเกร็ง กล้ามเนื้อบางส่วนต้องถูกหั่นมาเป็นสิบๆ เพื่อทำให้เกิดท่าทางแบบนั้น เวลาโกรธช่วงไหปลาร้ากับอกก็จะบีบเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่เราจะได้มาจากการสังเกต

ต่อ ธนภพ

ทำไมคุณต้องทำให้ลึกและละเอียดขนาดนี้

การรับแสดงบทบาทนี้เป็นดาบสองคมนะ พี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) คุยกับผมว่าผมจะเอาจริงใช่ไหม เพราะหนึ่ง ไม่มีใครในค่ายช่วยได้เลยนะ ไม่มีใครรู้จักสิ่งนี้มาก่อน และสอง มันมีผลจากการทำสิ่งนี้ 2 ทาง ทางแรก ผมจะเติบโตไปเลยถ้าทำได้ แต่ถ้าทำไม่ได้มันจะไม่ใช่แค่เฟล แต่สิ่งที่ผมทำมาตลอด 4 ปีอาจจะล้มลงได้เลย ทั้งความเชื่อมั่นจากผลงานและการฝึกฝนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ถ้าเล่นได้ไม่ถึงและดูเฟคเมื่อไหร่ก็จบเลย มันมีทั้งแรงกดดัน ความกระหายและอื่นๆ ผสมปนเปกันหมด เป็นความรู้สึกใหม่ในการทำงาน

ซึ่งคุณกล้าวางเดิมพัน

เด็กมัน want ครับ ตอนแรกผมคิดว่าออทิสติกเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Project S The Series ที่เอานักแสดงมาเป็นนักกีฬา แต่พอบทในเรื่องของผมเป็นแบบนี้มันไม่ใช่แล้ว ตั้งแต่บทเลย ผมรู้สึกมัน ultimate ผมใช้คำว่า แม่ง ได้ไหม ผมต้องใช้คำว่าแม่งเลย แม่งจะอะไรขนาดนั้น เกิดคำถามในหัวตลอดเวลาว่าจะพีกไปถึงไหน

วันประชุมงานมีทีมโปรดิวเซอร์ ทีมเขียนบท และนักแสดงทุกคน อ่านบท 8 ตอนด้วยกันจนดึก ประโยคส่งท้ายที่พี่ปิง โปรดิวเซอร์ พูดขึ้นมาก็คือ “ก่อนจะเริ่มงานกันจริงๆ เรามาจูนทัศนคติก่อนดีไหม จากที่เราอ่านมา พี่ว่ามันไปไกลกว่าที่เราคิดไว้มาก ตอนนี้เราไม่ใช่คนที่จะทำซีรีส์กีฬา เราต้องเป็นกระบอกเสียงให้เด็กออทิสติก สิ่งนี้มันควรจะต้องพิเศษ” พอได้ยินแบบนั้น จากไฟที่มันท่วมอยู่แล้วมันกลายเป็นลุกไหม้เลย ความรู้สึกคือไฟมันขึ้นไม่หยุดแล้ว ยังไงเราก็ต้องทำให้ได้

ต่อ ธนภพ

คุณทำการบ้านสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ยังไงบ้าง

ทำทุกอย่างเลย อะไรก็ตามที่มีคำว่าออทิสติกมาเกี่ยว ผมเก็บเป็นแหล่งข้อมูลทั้งหมด หนังสือ เว็บบอร์ด บล็อกต่างๆ คลิป วารสารเฉพาะทาง คุยกับคุณหมอ สังเกตการณ์และใช้ชีวิตร่วมกับเด็กออทิสติก จนออกมาเป็นคาแรกเตอร์ที่ผมสร้างเอง กระบวนการสร้างคาแรกเตอร์เริ่มต้นจากตอนที่รับบทพี่เฟรมในเรื่อง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ (พ.ศ. 2558) พี่เฟรมมีจริตและเสน่ห์บางอย่างที่ไม่เหมือนตัวละครทั่วไป ครูบิว (อรพรรณ อาจสมรรถ) แอ็กติ้งโค้ชที่ช่วยทำบทและเป็นเหมือนผู้ทำคลอดผมในวงการเห็นว่าเราควรใช้วิธีเดิมนี้สร้างคาแรกเตอร์เฉพาะให้พี่ยิม จึงปล่อยให้ผมทดลองค้นหาและทำเลย ครูบิวจะคอยแนะนำว่ามาถูกทางแล้วหรือยังเท่านั้น แต่ระหว่างทางที่ล้มลุกคลุกคลานผมก็ดราม่ากับตัวเองเยอะมากนะ หนักหน่วงเลย

ยังไง

ผมเฟลกับตัวเองหลายรอบ พอศึกษาเยอะ รู้เยอะ ลองทำจริงดันแป้ก เข้าไม่ถึง มันไม่เชื่อ ไม่เชื่อแม้กระทั้งตัวเราเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ผมร้องไห้กับมันเยอะที่สุดแล้ว ท้อแท้และถามตัวเองว่า หรือว่าเราไม่เอาไหนจริงๆ มีแต่คำว่าทำไม เคยมั่นใจมากๆ ในวันที่จะลงคาแรกเตอร์พร้อมสวมบทของจริง แต่ผลที่ออกมาก็ยังไม่ถึงที่สุดอย่างที่อยากได้ จนมาพบว่าเราต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่

ทัศนคตินักแสดงโดยทั่วไปจะใช้ความเข้าใจ ใช้ใจเป็นสำคัญ “เข้าใจ-รู้สึก-ทำ” แต่ออทิสติกทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นจะไม่มีทางแตะถึงเขาได้เลย “เข้าใจ-รู้สึก-ทำ” ผลที่ได้คือ เฟค สิ่งที่ผมค้นพบก็คือ โอเค ไม่อยากเข้าใจแล้ว พอแล้ว ไม่อ่านอะไรเกี่ยวกับออทิสติกแล้วนะอ่านมามากพอแล้ว มันไม่ใช่มุมของคนที่อยากเข้าใจแล้ว แต่มันคือการบอกตัวเองตลอดเวลาว่า “กูจะเป็นออทิสติก กูไม่ต้องการเข้าใจ วันนี้กูจะเป็นจริงๆ เป็นทั้งๆ ที่ปกติแบบนี้แหละ” จากนั้นผมก็เริ่มเจอแก่นของตัวละครแล้วผสมกับความคิดสร้างสรรค์ของผมลงไป ออกแบบทุกอย่างที่จะเป็นลักษณะเฉพาะของพี่ยิมเท่านั้น

แก่นของตัวละครนี้คืออะไร

ภายในตัวออทิสติกมีบางอย่างที่คนปกติไม่เข้าใจ การอธิบายให้ฟังก็เช่นกัน ผมอธิบายออกมาไม่ได้ เพราะวันที่ผมรับรู้ถึงแก่นตรงนี้ได้ ผมเองก็ไม่รู้ตัวว่าทำได้อย่างไร ตอนนั้นเราก็ทำมันออกมาเลยนะจนคนในกองร้องบอกว่า นี่แหละ! มาแล้ว!

ต่อ ธนภพ

เคยนับไหมว่าก่อนจะพบคาแรกเตอร์ที่ใช้ต้องลองลงบทไปทั้งหมดกี่ครั้ง

นับไม่ถ้วนครับ

พอถึงวันถ่ายจริง ทุกอย่างราบรื่นดีไหม

ต่อให้เราทำคาแรกเตอร์มาเรียบร้อย แต่มันคือคาแรกเตอร์ที่ตาเราเห็น ไม่ใช่กล้องเห็น ความยากอันดับแรกคือ การหาเจอคาแรกเตอร์นั้นให้เจอ อันดับที่สองคือ เงื่อนไขตัวตัวละครที่เป็นอัจฉริยะด้านแบดมินตัน เราต้องผสมออทิสติกและแบตมินตันเข้าด้วยกัน แถมยังต้องเก่งมากๆ ด้วย ทำอย่างไรก็ได้ให้ลีล่าท่าทางเป็นออทิสติก แล้วท่าทางต้องเท่มาก ให้คนดูรู้สึกว่าคนนี้เท่มากแต่ไม่ปกติ ซึ่งเป็นการออกแบบจริตของผมเอง ดูจากตัวอย่างซีรีส์อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจต้องรอดูของจริง

ที่จะบอกคือ ต่อให้เรามั่นใจมากก็มาตายตอนถ่ายจริงกับกล้องนี่แหละ พอเข้าเลนส์ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปเหมือนอีกโลกหนึ่ง ต้องหาสมดุลเหมือนกัน แต่เป็นกับซีนแรกแค่ซีนเดียว พอเป็นบทแบบนี้ อย่างไรก็ต้องทำให้ใช่จริงๆ เราจึงต้องลองเยอะมากแต่หลังจากนั้นก็จะทำได้

งานนี้ทำให้คุณเข้าใจออทิสติกมากขึ้นไหม

เรื่องนี้ผมไม่ได้เวิร์กช็อปอยู่แค่ในห้อง แต่ทดลองเอาออกมาใช้ในชีวิตจริงตามห้างสรรพสินค้าด้วย มีครั้งหนึ่งผมเคยสวมบทว่าเป็นออทิสติกแล้ววิ่งจริงๆ ในห้างที่ใหญ่มากๆ เป็นการทดลองบทว่าถ้าเจอคนเยอะขนาดนั้นด้วยพฤติกรรมแบบนี้จะเป็นอย่างไรจะรู้สึกอย่างไร จากนั้นก็จำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ไม่ได้อยู่แค่ในบท เพราะเราพบว่าคนที่เป็นออทิสติกมีความคิดของตัวเองชัดเจนมาก เพราะฉะนั้นบททำอะไรเขาไม่ได้ dioalog ที่มีไม่สามารถคุมพี่ยิมได้

สิ่งที่ผมสัมผัสจากการรับบทนี้คือ คนเหล่านี้สวยงามมากนะ เขามีความดีงามทั้งที่คนปกติแบบเราไม่มี ดังนั้นจะเป็นไปได้ไหมที่ซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้เด็กออทิสติกเหล่านี้มีโอกาสมากกว่านี้ในสังคม มีพื้นที่ มีที่ยืน ทุกวันนี้มันอาจจะมีอยู่แค่คงน้อยเกินไป เราก็แค่อยากเห็นภาพแบบนั้น

ซีรีส์เรื่องนี้จะตอบโจทย์ความเข้าใจของสังคมได้ใช่ไหม

ออทิสติกมันไม่ซ้ำแบบและนี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างที่จะทำให้คุณเข้าใจมากขึ้น แต่ผมไม่ได้บอกว่าคุณดูแล้วคุณจะเข้าใจ เพราะมีเรื่องราวบางประเภทที่คุณเข้าใจไม่ได้เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วถ้าคุณเปิดใจคุณก็จะอยู่กับเขาได้

ต่อ ธนภพ

เรื่องใหญ่ที่สุดที่ได้จากการแสดงเป็นพี่ยิม

ด้วยอารมณ์ที่มันดีดมากของการเข้าถึงออทิสติก เช่น ร้องไห้หนักมากๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็หันมายิ้มได้ทันที บางทีมันทำให้เรารู้สึกเพี้ยนในตัวเอง

แล้วโอเคไหม

ผมโอเคที่จะอยู่กับมันนะ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่โอเคหรอก

แต่อย่างน้อยคุณก็หาทางกลับโลกตัวเองเจอ

ใช่ แต่พอถ่ายทำจบก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เพราะมันมีอะไรหลายอย่างยังวนอยู่ในตัว ยิ่งคิวสุดท้ายที่ถ่ายทำซีนจบอยู่ดีๆ พี่บอสก็บอกให้ผมคิดเองเลยว่าจะเล่นอะไรในตอนจบ เหมือนได้เข้าไปอีกโลกหนึ่งเลย ยิ่งถลำลึกลงไป และผมก็ชอบตอนจบมากๆ อยากให้ได้ดูเหมือนกันว่าเพราะน่าจะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าจริงๆ แล้วเราโอเคกับมันจริงหรือเปล่า

ต่อ ธนภพ

 

ต่อ ธนภพ

ติดคาแรกเตอร์พี่ยิมมาใช้ในชีวิตจริงบ้างไหม

มีช่วงหนึ่งที่ติดหนักๆ ระหว่างถ่ายเรื่องนี้เราก็ทำโปรเจกต์อื่นไปด้วย ถึงเวลาประชุมเราก็ติดคาแรกเตอร์ผ่านสายตาท่าทาง ผู้ใหญ่ก็แนะนำว่าให้คุมให้อยู่ ผมเองก็ไม่ได้โตขนาดนั้น และเพิ่งเจอกับคาแรกเตอร์ที่ฮาร์ดคอร์ขนาดนี้ ไม่ใช่ผมไม่คุม แต่ผมคุมไม่ได้ บางครั้งที่มันไปถึงจุด ultimate ซึ่งก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่ทำให้คนในกองเหวอๆ ก่อนวันปิดกล้องมีทีมงานถามว่า “จริงๆ แล้วเป็นใช่ไหม บอกมาเถอะ” ผมเป็นคนที่ถ้าพอเข้าบทแล้วไม่ออก แต่ก็ทำไปจนอยากสามารถแบ่งสติมาฟังผู้กำกับได้พร้อมๆ กลับเข้าบทเร็วขึ้นได้ด้วย

พออยู่ในจุดนั้นเราจะไม่กลัวอะไรเลย สิ่งที่กลัวอย่างเดียวคือ กลัวแรงจะหมดเพราะตัวละครนี้ใช้พลังมาก เหนื่อยแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมรู้สึกว่าผมไม่ติดกับการที่ต้องติดคาแรกเตอร์ โอเคสิ่งนี้อาจจะทำร้ายเรารุนแรงประมาณหนึ่งแต่ผมไม่เดือดร้อนกับมันเพราะรู้ตัวเองแล้วว่าสิ่งที่ทำคุ้มค่า

บทบาทพี่ยิมนี้ถือว่าเป็นการค้นพบตัวเองในสายการแสดงดราม่าแล้วหรือยัง

ผมเลือกเล่นดราม่ามาตลอดตั้งแต่ Hormones อย่างบทพี่เฟรมในเมย์ไหนฯ ที่เป็นโรแมนติกคอเมดี้ก็มีซีนดราม่าอยู่ สำหรับผมคอเมดี้เป็นสายที่ยากที่สุด มันไม่ได้ยากด้วยตัวละครแต่มันยากด้วยจังหวะการแสดง จังหวะมันจะไม่เหมือนธรรมชาติขนาดนั้น (ก่อนจะทำท่าจังหวะที่แตกต่างกันให้เราดู) ทุกวันนี้ผมชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นว่าทำอะไรแล้วมีความสุขและก็ผมก็แค่กำลังอยู่ในความสุขของผมแค่นั้นเอง

ต่อ ธนภพ

กับการทำงานเรื่องนี้ถ้าให้คะแนนตัวเอง 1 – 100 ตอนนี้คุณอยู่ที่ระดับคะแนนเท่าไหร่

คิดว่า 100 ตลอดนะ เพียงแต่ร้อยของผมมันบวกขึ้นอยู่เรื่อยๆ

ยังมีบทบาทไหนที่อยากเล่นอีกบ้าง

ทุกบทบาทเลย รู้ตัวเองว่าเป็นคนโลภ (หัวเราะ) เมื่อก่อนเวลาเจอ reference ที่น่าสนใจเราก็หยิบมาใช้ เดี๋ยวนี้พอเจอ reference ที่น่าสนใจเราจะรู้สึกว่าน่านำมาใช้แต่จะไม่เอาแบบอย่างนี้เราจะเล่นในแบบที่เป็นเรา

ให้เลือกสักหนึ่งบทบาทที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนี้

ผู้หญิง! แบบ The Danish Girl อยากลองเพราะเคยมีคนพูดว่าผมน่าจะเล่นไหว

นอกจากการแสดงคุณยังมีความสนใจอะไรอย่างอื่นอีกบ้าง

ผมสนใจงานเขียนบท แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องแนวไหนแค่อยากจะลองเขียนเองเล่นเอง ตอนนี้คิดแค่ว่าถ้าอยากทำเป็นก็ต้องลอง ยิ่งพอเรื่องล่าสุดนี้เราอินกับมันมากเราจนเราอยากลองทำงานทุกกระบวนการ ตั้งแต่ต้นกระบวนการ อยากรู้ว่าถ้าเราอยู่กับมันตั้งแต่ต้นเราจะลึกลงไปได้มากกว่านี้อีกไหม

ต่อ ธนภพ

รู้ตัวไหมว่าตอบคำถามดีขึ้นมากเลยนะ

มีช่วงหนึ่งที่ผมหลง ตอนนี้เป็นการกลับมาเป็นตัวเองเต็มร้อยแบบที่ไม่มีคราบความเป็นดาราอยู่

คุณเข้าวงการบันเทิงมากี่ปีแล้ว

4 ปีครับ มีช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองตอบอะไรเป็นแพตเทิร์น ทำอะไรก็ต้องดูดีเพราะกลัวคนจะมองเราไม่ดี แต่ตอนนี้ “โทษทีมันความคิดผม”

ตอนไหนที่ทำให้คุณคิดได้แบบนี้ ใช่ระหว่างแสดงซีรีส์เรื่องนี้หรือเปล่า

เป็นช่วงก่อนหน้านี้ไม่นานที่เราเริ่มโตจริงๆ เรามีตัวตน เราไม่ใช่คน cliche และเราก็ไม่ได้ติสท์ด้วย แต่เราเป็นเรา จะมีความคล้ายคลึงกับช่วงแสดงเป็นไผ่ Hormones ซีซั่นแรก (พ.ศ. 2556) คือเป็นตัวเองผสมกับการติดคาแรกเตอร์ มีจริตห้าวๆ ทุกวันนี้ความดิบเหล่านั้นกลับมาเป็นปกติ รู้สึกก็พูดออกมาเลยเพราะไม่รู้ว่าจะตอบคำพูดสวยๆ ไปทำไม มีช่วงหนึ่งที่เราเหมือนอะไรไม่รู้ และสังคมก็หล่อหลอมจนบางครั้งเราแค่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ไม่เป็นตัวเองนะ แต่เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรามีความสุขจริงๆ หรอ ทุกวันนี้เป็นช่วงที่ผมโคตรจะแฮปปี้เลยกับสิ่งที่เป็นอยู่

ต่อ ธนภพ

 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load