ออกตัวก่อนว่า บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้อาจจะไม่ถูกใจ สสส. มากนัก เพราะเรื่องราวชีวิตของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของแอลกอฮอล์ ดั่งที่เขาเล่าไว้ตอนหนึ่งว่า 

“ผมพูดเสมอว่าถ้าผมไม่ได้ดื่มตั้งแต่ตอนนู้น ก็จะไม่มีผมในทุกวันนี้”

พิชญ์ กาไชย ในทุกวันนี้คือคนหนุ่มอายุ 33 ที่ควบหลายบทบาท มุ่งมั่นกับงานและไม่เคยลืมแบ่งเวลาไว้ให้กับความเพลิดเพลิน หลายแง่มุมในบทสนทนาช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่เรามีต่อเขา อย่างเรื่องความเอาจริงเอาจังทั้งการทำงานและการทำธุรกิจ และเรื่องในวัยเด็กที่เป็นหมุดหมายสำคัญในการก่อร่างสร้างวิธีคิดและทัศนคติ 

พิชญ์ กาไชย

ในบทสัมภาษณ์นี้ ผู้อ่านจะได้พบกับการดื่มของพิชญ์ ในหลายๆ โอกาส ตั้งแต่การดื่มที่พาเขาเดินเข้าวงการ จนถึงการดื่มที่ทำให้เขาได้ลงมือทำธุรกิจอีกมามายในเวลาต่อมาของชีวิต

แต่ก่อนหน้านั้นเราขอให้คุณลองตอบแบบทดสอบนี้ดูก่อน

ภาพของพิชญ์ กาไชย ที่คุณรับรู้เป็นแบบไหน

  1. นักร้องบอยแบนด์เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน
  2. แฟชั่นนิสต้าเจ้าของร้านสูทสไตล์วินเทจ
  3. พิธีกรรายการชื่อดังในโลกออนไลน์
  4. แชมป์รายการทำอาหาร
  5. นักดื่ม
  6. ถูกทุกข้อ

หากนี่เป็นข้อสอบ คงเป็นข้อสอบที่เดายาก เพราะคำตอบของแต่ละข้อดูไม่มีความสัมพันธ์กันแต่อย่างใด แต่ผู้อ่านคงพบเฉลยด้วยตัวเองได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะตัวอักษรด้านล่างนี้ คือบทสนทนาที่กลั่นและบ่มมากว่า 33 ปีของเขา ที่เราขอชวนคุณมาจิบชิมเพื่อค้นหาคำตอบในความเป็นเขาด้วยกัน

บรรลุนิติภาวะ

หลังจากจบ High School ที่สหรัฐอเมริกาแล้ว คุณตั้งใจจะทำอะไรต่อ

ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าต้องกลับไทย เราคิดในหัวตลอดว่าต้องหาคณะอะไรก็ได้ที่เรียนสบายที่สุด ซึ่งคิดว่าคณะสถาปัตยกรรมน่าจะเข้าท่า ก็เลยไปลงสมัครเรียนไว้ที่นิวยอร์ก แต่ระหว่างที่เรากลับมาซัมเมอร์ที่ไทย ได้ลองติว แล้วพบว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ไม่ใช่แค่วาดรูปแล้วจบ มีการคำนวณอีกเยอะแยะมากมาย แต่ก็ยังไม่ได้ยอมแพ้นะ ยังอยากจะกลับไปลองเรียน แต่พอดีช่วงนั้นมีปัญหาเรื่องการจองหอพักและระบบค่าเทอมของมหาวิทยาลัย ทำให้ต้องตัดสินใจอยู่ไทยต่อแบบที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้เลย

คุณอยู่อเมริกามาหลายปี พอต้องกลับมาอยู่ไทยถาวรแบบไม่ทันตั้งตัว มีความรู้สึกเคว้งบ้างไหม

ก็ไม่นะ ทั้งที่ของทุกอย่างยังอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่นู่นอยู่เลย เรากลับมาไทย พกกระเป๋ามาแค่ใบเดียวเอง แต่แม่ก็บอกว่าช่างมัน ไปซื้อใหม่ทุกอย่างเลย เริ่มสตาร์ทใหม่ เหมือนเพิ่งเกิดเมืองไทยใหม่อีกรอบหนึ่ง

ตอนนั้นถึงวัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว พอกลับอเมริกาไม่ได้ ก็ต้องหาเรียนในไทย พอสถาปัตย์ไม่ใช่ทาง เลยมามองตัวเองใหม่ว่าเราทำอะไรเป็นบ้าง ก็พบว่าเล่นเปียโนเป็น เล่นได้ตั้งแต่เจ็ดขวบ เพราะโดนบังคับให้เรียน อ่านโน้ตได้ ทำได้ทุกอย่าง เลยตัดสินใจไปเรียนดนตรีดีกว่า

มหาวิทยาลัยที่มีชื่อด้านดนตรีตอนนั้นก็มีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เลยสมัครเข้าไป ซึ่งช่วงนั้นกินเหล้าเยอะมาก คืนก่อนสอบยังนั่งกินอยู่เลย พอตื่นเช้ามาไปสอบแล้วก็ไม่ผ่านเพราะว่าเบลอ เลยกลับมานั่งคิดใหม่ว่าเอาไงดี เลยหามหาวิทยาลัยใหม่ที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษและมีคณะดนตรีด้วย เลยไปจบที่ ABAC

การเลือกเรียนดนตรีของคุณมีแพสชันเข้ามาผสมอยู่ด้วยไหม

พิชญ์ กาไชย

ไม่มี เราเป็นคนที่หาอะไรทางลัดตลอด แต่ลัดแล้วต้องทำเงินได้ด้วยนะ ปรัชญาของเราเลยเป็นเรียนให้ง่าย หาเงินได้เยอะๆ เรียกว่าเป็นคนมีความขี้เกียจสูง ดนตรีเลยเป็นทางเลือกที่เรียนง่ายที่สุด เรียนจบได้เร็ว และอย่างน้อยถึงไม่มีแพสชันกับมัน แต่ดนตรีก็เป็นเรื่องสนุกสำหรับเรา 

สมัยเรียนผมใช้เวลาซ้อมประมาณสิบถึงสิบห้านาที ในเวลาว่างๆ ตอนเช้า แต่ก็ไม่ได้ถึงกับซ้อมวันละแปดชั่วโมงอย่างที่คนอื่นเขาว่าไว้ อันนั้นมันก็เกินไปสำหรับผม ผมอาศัยซ้อมเอาวันละนิดละหน่อยสะสมไปให้พอเล่นได้ เล่นผ่าน

โอกาสในการเป็นนักร้องให้กับวง C-Quint มาหาคุณได้อย่างไร

ช่วงเกือบปีที่เราว่างและรอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย อย่างที่บอกว่าช่วงนั้นเราเที่ยวเยอะ และได้รู้จักกับคนมากมาย จนครั้งหนึ่งเราได้ไปเจอกับคนที่ทำงานในค่ายเพลง ซึ่งเขาก็ไม่ใช่แผนกคัดเลือกคนอะไรนะ เป็นคนผู้ฝึกสอนให้ศิลปินมากกว่า ซึ่งต่อมาเขาก็ชวนให้เราไปออดิชันเอาไว้ ก็เลยลองดู ตอนนั้นจำได้ว่าร้องเพลงไปเพลงหนึ่งมั้ง แล้วก็กลับบ้าน ผ่านไปเป็นเดือน แล้วอยู่ๆ ก็มีคนโทรมาบอกว่าผ่าน พอขึ้นปีหนึ่งก็เลยได้เริ่มเทรนจริงๆ จังๆ

ฟังดูต้องใช้แรงกายและแรงใจ ไม่ค่อยเป็น ‘ทางลัด’ อย่างปรัชญาของคุณเลย

ตอนนั้นเริ่มรู้แล้วว่าคนส่วนใหญ่ที่จบคณะเราไปมักลงเอยที่การเป็นครูสอนดนตรี ไม่ก็นักดนตรี ที่ก็บอกตรงๆ ว่าสร้างรายได้ได้ไม่มากนัก แต่ตัวเราเองอยากมีรายได้มากกว่านั้น โชคดีที่เรามีทางเลือกที่สามคือการเป็นศิลปิน ซึ่งอย่างน้อยก็สร้างรายได้ให้กับเราพอสมควร จนทำให้ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่อีกเลย 

เอาเข้าจริงตอนนั้นเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย มันก็เหนื่อยนะ แต่เราก็ยังหาเวลาพักได้ตลอด เรียกง่ายๆ คือมีเวลากินเหล้าทุกวัน เพราะเราจัดแจงเวลาในชีวิตได้ค่อนข้างดี เราจะลงเรียนแบบไม่มีพักเที่ยง คือเรียนติดกันไปเลย ไม่ต้องกินข้าวก็ได้ เรียนให้เสร็จจะได้ออกจากมหาวิทยาลัยไปทำงาน อีกอย่างคือถ้าครูสั่งการบ้าน เราจะติดนิสัยทำให้เสร็จวันนั้นเลย เพราะกลัวลืม ซึ่งพอตอนเย็นพอทำเสร็จแล้ว ก็ไปนั่งชิลล์ต่อเลย ในช่วงนั้นทุกอย่างมันดีไปหมด ทั้งเรียน งาน และเที่ยวใช้ชีวิต

การเริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่วัยหนุ่มส่งอิทธิพลอะไรกับตัวคุณบ้างไหม

พิชญ์ กาไชย

มันทำให้เราได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเงินมากขึ้น คือสมัยก่อนผมเป็นคนที่ ‘ล้างบัญชี’ ตลอดเวลา เพราะเชื่อว่าถ้าไม่ใช้เงินตั้งแต่ตอนนี้จะไปใช้ตอนไหน ถ้ามีเงินต้องใช้ ซื้อนู่นนี่ไปเรื่อย จนกระทั่งช่วงอายุยี่สิบ ผมเริ่มฉุกคิดว่าอยากมีเงินเยอะกว่านี้ จะได้ใช้ให้มันมือกว่าเดิม ประกอบกับตอนนั้นแม่ให้ที่ดินมาแปลงหนึ่ง มูลค่าประมาณสามแสนกว่าบาท เราก็เลยเกิดโปรเจกต์ต่อยอด คือสร้างบ้านขึ้นมาบนที่ดินนั้นแล้วค่อยขายดีกว่า ตีว่าสร้างบ้านสักสองล้าน คงขายได้ราวๆ สี่ล้าน คิดได้แบบนี้ก็เลยเดินไปถอนตังค์มาสองล้านเอาไปสร้าง คือไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทั้งที่จริงเอาที่ไปเข้าธนาคารก็ทำเรื่องกู้ให้ได้แล้วนะ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเย็น

โปรเจกต์นี้มันเลยเป็นธุรกิจที่เจ๊งอยู่จนถึงทุกวันนี้ ขายไม่ออก แล้วก็ไม่ขายแล้วด้วย เก็บไว้เป็นอนุสรณ์ว่าเคยทำธุรกิจเจ๊ง ตอนนั้นเลยต้องขยันทำงานกว่าเดิมไปโดยปริยาย

สมัยก่อนเคยถ่ายโฆษณาอะไรมาก่อน ทำให้เราชินเวลาไปไหนมาไหนแล้วมีคนมอง แล้วเราก็ยังถูกเทรนมาตั้งแต่เป็นศิลปินแล้ว ว่าอาชีพนี้มันจะต้องมีแฟนคลับคอยติดตามใกล้ชิด แต่ผมก็จะเป็นคนที่ ‘น้อย’ ที่สุดในวง คือจะไม่แบบ “มาเร็ว! มาเซลฟี่กัน เดี๋ยวพี่เซ็นนู่นนี่ให้” แต่เป็นแนว “อ๋อ มาถ่ายรูปใช่ไหมครับ ได้ครับ ขอบคุณครับ” แล้วก็เดินขึ้นรถไป 

ด้วยสไตล์แบบนี้ทำให้คุณมีแฟนคลับน้อยสุดในวงรึเปล่า

เออ ไม่ว่ะ คือแฟนคลับที่ชอบเราก็เยอะพอๆ กับคนอื่นๆ ในวง แต่คนที่มาเข้าหาผมอาจจะน้อยกว่าชาวบ้าน เพราะเขาคงเข้ามาแล้วไม่ค่อยได้อะไรกลับไป (หัวเราะ)

พิชญ์ กาไชย

หลังจากที่เรียนจบแล้ว คุณทำอะไรบ้างไหม นอกจากการเป็นศิลปินในวง C-Quint

ไม่ได้ทำอะไรเลย หลังจากที่ทำบ้านเจ๊งไปคือพอ เราก็เที่ยวทุกวัน กินเหล้า แต่จุดสำคัญคือตอนนั้นเรารู้สึกว่าไม่มีความสุขกับการไปคลับ เราชอบการนั่งดื่มที่ได้คุยมากกว่า เหมือนที่เรานั่งคุยกันแบบนี้ คุยได้ทั้งคืนยันเช้า

การดื่มเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณมาตลอด คุณค้นพบอะไรจากการดื่มบ้าง

ผมพูดเสมอว่าถ้าผมไม่ได้ดื่มตั้งแต่ตอนนู้น ก็จะไม่มีผมในทุกวันนี้ ทั้งเพื่อนฝูง มิตรสหาย และเพื่อนร่วมธุรกิจ เกิดจากวงเหล้าแทบทุกคน ผมได้งานจากวงเหล้าประจำ เพราะงั้นผมจะบอกว่าดื่มเหล้ามันได้อะไรอยู่แล้ว แต่ต้องดื่มในพื้นที่ที่พูดคุยและมีบทสนทนาได้ เวลาผมเจอผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ความรู้ ผมก็นั่งคุยและดูดความรู้จากเขาในวงเหล้านี่แหละ

แสดงว่าคุณเป็นนักดื่มที่ดี

ที่ดี เราไม่ได้ดื่มแบบยกหมดแก้วมาเป็นสิบปี เราจะถาม พูดคุย สลับกับชนแก้วบ้าง ซึ่งทำให้บรรยากาศการดื่มของเรามันคลอไปด้วยบทสนทนาและความรู้ที่เราดูดจากคนอื่น

แล้วความรักเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของคุณไหม

ไม่ ผมไม่ได้ยกเอาความรักแบบการมีคู่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต ความรักสำหรับผมคือการมีครอบครัว มีลูก ผมไม่ต้องมีแฟนก็ได้ ชีวิตผมสามารถมีลูกหนึ่งคน หมาหนึ่งตัว แล้วผมก็จะอยู่แบบนั้นไปจนตาย ผมต้องการมีลูก อยากมีถ่ายทอดสิ่งที่เรารู้ให้กับใครสักคน

พิชญ์ กาไชย ศิลปิน นักธุรกิจ YouTuber ผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากรู้และสิ่งใหม่ๆ

บรรลุวุฒิภาวะ

ช่วงที่อยู่ในวง คุณมองอนาคตของตัวเองเอาไว้แบบไหน

รู้ว่าบอยแบนด์จะมีวันหมดอายุของมันอยู่ แต่ไม่ได้คิดว่าพอแยกกันแล้วจะทำอะไรต่อ ช่วงนั้นเราก็เอ็นจอยกับชีวิต แต่พอวงหยุดจริงๆ รายได้ก็เริ่มร่อยหรอ พอผ่านไปได้สักปีสองปี อายุก็มากขึ้น 

ตอนนั้นปกติผมใช้กระเป๋าสตางค์ใบยาว แต่พอช่วงยี่สิบห้า ยี่สิบหก ก็เปลี่ยนมาใช้กระเป๋าตังใบสั้นแทน เพราะเรารู้สึกว่าถ้ากูจะเป็นผู้บริหาร กูต้องใช้กระเป๋าสตางค์ใบสั้น เนื่องจากชีวิตไม่เคยเห็นผู้บริหารคนไหนใช้กระเป๋าสตางค์ใบยาว นอกจากนี้ก็ต้องเลิกซื้อชุดสูทจากแบรนด์ธรรมดาๆ ได้แล้ว เราต้องไปตัดสูทเพื่อจะได้มีสูทเท่ๆ ใส่

ทำไมต้องเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์และตัดสูทใหม่

เพราะคิดว่าเราเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ดึงต่างหูออก ตัดสูท ใช้กระเป๋าสตางค์ใบสั้น แล้วบอกตัวเองว่าเรากำลังจะกลายเป็นผู้บริหารแล้ว เริ่มโตแล้ว จะยังทำตัวเด็กๆ ต่อไปไม่ได้

แต่พอไปตัดสูทเราดันเจอปัญหา คือสั่งเขาตัดยังไงก็ไม่ได้แบบที่เราอยากได้ ส่วนหนึ่งเพราะเราสื่อสารไม่ถูกด้วย เอาแต่รูปไปให้เขาดู ลองไปตัดมาสามเจ้า ไม่เหมือนแบบสักเจ้า เลยตัดเองดีกว่า นั่งรถไปสำเพ็ง ซื้อผ้ามาแล้วไปหาช่างตัด พอดีแม่มีช่างตัดกางเกงประจำอยู่ เลยโทรไปถามเขา

เมื่อไปถึงก็ให้เขาตัดผ้าแบ่งไป จากนั้นก็ถามเขาว่าช่างตัดสูทคนไหนที่เก่งสุดเท่าที่พี่รู้จัก เขาก็แนะนำมาให้สองคน ไปหาคนแรกเป็นป้าแก่ๆ ตัดออกมาแล้วเหมือนแบบทุกอย่าง แต่ Sizing ยังไม่ได้ ก็เลยไปหาคนที่สอง ซึ่งเป็นช่างที่เราใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เป็นคนที่เข้าใจเราทุกอย่างและทำออกมาได้อย่างที่สั่ง

แต่พอทำจริงๆ มันก็ไม่ได้ตัดออกมาตามที่เราคิดแล้วสวยเลย มันผ่านการตัดทิ้งหลายสิบตัว ปรับไปทีละจุดจนออกมาเป็นสูทแบบที่เริ่มมีดีเทล ซึ่งก็เกิดจากกระบวนการทดลองของเรา จนสุดท้ายได้สูทออกมาตัวหนึ่ง เราก็เอาไปใส่อวดเพื่อนว่า เฮ้ย กูตัดสูทใส่เองนะเว้ย แล้วก็ค่อยๆ มีคนมาขอให้เราตัดให้เรื่อยๆ

ในปีแรกเราก็ซื้อผ้าที่สำเพ็งเหมือนเดิม ตัดแบ่งครึ่ง แล้วจ้างวินมอเตอร์ไซค์ไปส่งให้ช่างกางเกงครึ่งหนึ่ง ร้านเสื้ออีกครึ่ง มากกว่านั้นคือเริ่มให้ช่างสอนเรื่องการวัดสัดส่วน แล้วก็หาอ่านจากกูเกิล คือผมเป็นคนชอบอ่านเรื่องในอินเทอร์เน็ตมาก เรียนรู้ จำ และเอาไปสร้างสรรค์ต่อในงานของเรา

แปลว่าคุณเป็นเจ้าของแบรนด์สูทที่ไม่เคยเรียนแฟชั่นหรือตัดเย็บ

จะว่างั้นก็ได้ จริงๆ เคยไปเรียนตัดสูท แต่เรียนได้อยู่สองเดือนมั้ง วันหนึ่งเรานั่งดื่มอยู่แล้วก็คิดว่าเราจะไปเรียนตัดสูททำไมวะ เพราะว่าเรียนยังไงก็ไม่เก่งเท่าช่างที่ตัดมาสามสิบกว่าปีอยู่ดี สุดท้ายเราก็ใช้วิธีจิ้มแบบเอา เอาด้านในแบบนี้ ปรับไหล่ตรงนี้ลง ปกกว้างกี่นิ้ว อย่างเราชอบปกสี่นิ้ว เล็กว่านี้จะเหมือนสูทโมเดิร์น มันเลยเป็นการเรียนจากการทำจริงมาเรื่อยๆ 

ปีแรกผมตัดให้เพื่อนไปประมาณสามสิบกว่าตัว ทำทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว เพราะแพลนไว้ว่าเราจะต้องเรียนรู้งานเองให้หมดก่อน เพื่อที่ปีที่สองเราจะได้มีผู้ช่วยและสั่งงานเขาได้ แถมถ้าวันหนึ่งเราขี้เกียจ ผู้ช่วยจะได้ด่าเราไม่ได้ว่างานเยอะ เพราะเรายังทำเองคนเดียวได้มาทั้งปี

คุณลงมือลุยเองขนาดนี้ การตัดสูทขายกลายมาเป็นความชอบของคุณหรือยัง

เราชอบแต่งตัว เลือกเสื้อผ้าอะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่กับการมาเป็นผู้ผลิตตัดสูทขาย เรารู้สึกชอบเพราะมันได้เงิน กำไรต่อตัวอาจจะไม่เท่าไร แต่พอรวมๆ กันต่อปีมันก็ได้เป็นก้อนเหมือนกัน พอคนเริ่มมาตัดกับเรามากขึ้น ก็เลยต้องคิดชื่อแบรนด์ ซึ่งดีไซน์เนอร์ส่วนใหญ่เขาจะใช้ชื่อแบรนด์เป็นชื่อของตัวเอง แต่เราไม่ได้อยากใช้ชื่อตัวเองเพราะมันน่าจะแปลก ก็เลยใช้เป็นวันเกิดแทน จนได้มาเป็นแบรนด์ ‘612 SIXTWELVE’ เพราะเราเกิดวันที่ 12 มิถุนายน

หลังจากที่ได้ตัดสูทให้เพื่อนเยอะขึ้น คนเริ่มรู้จักแบรนด์ เริ่มเห็นสูทที่เราใส่เวลาที่เราไปงานต่างๆ ผมเคยไปงานแต่งงานหนึ่งแล้วเจอว่า หกสิบเปอร์เซ็นต์ของงานเป็นลูกค้าร้านผม ก็เป็นความรู้สึกที่ดีนะ

พิชญ์ กาไชย ศิลปิน นักธุรกิจ YouTuber ผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากรู้และสิ่งใหม่ๆ
พิชญ์ กาไชย ศิลปิน นักธุรกิจ YouTuber ผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากรู้และสิ่งใหม่ๆ

บรรลุธุรกิจภาวะ

ช่วงที่คุณทำร้านดูเหมือนจะหายหน้าไปจากวงการบันเทิงพอสมควร ตอนนั้นคุณทำอะไรบ้าง

ไม่ได้ทำอะไร ขึ้นเชียงใหม่บ่อยขึ้น จากเดิมที่ไปเดือนละครั้งเพราะครอบครัวมีบ้านอยู่ที่นั่น ก็เพิ่มเป็นเดือนละสองครั้ง แล้วก็ไปดูดความรู้จากคนโน้นคนนี้ ช่วงนั้นเวลาที่ผมได้เจอกับเพื่อนสมัยมัธยม ผมรู้สึกว่าเราเริ่มคุยกันคนละท็อปปิก ทำไมมันช้าจังเลยวะ แล้วก็พบว่าเขาวิ่งตามวัย แต่เราวิ่งเร็วกว่าเขาเยอะ เพราะเราต้องดูแลตัวเองเร็วกว่าเขา ได้เจอผู้ใหญ่ที่สอนเราเยอะกว่า

อะไรที่ทำให้คุณชอบจะไปดูดเอาความรู้จากคนอื่น

มันเริ่มจากตอนที่ได้รู้จักกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่ทุกวันนี้กลายมาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจของผม ตอนนั้นอายุประมาณยี่สิบหก ผมได้เจอกับเขาที่เชียงใหม่ แล้วก็ได้นั่งกินเหล้ากัน ด้วยความที่เขามีความรู้เยอะ แล้วผมก็เป็นคนชอบเรียนรู้ ผมก็นั่งถามเขาไปเรื่อย ตั้งแต่พี่เก็บเงินยังไง จ่ายภาษียังไง พี่สร้างตึกแบบนี้ต้องขอเอกสารอะไรบ้าง คอนโดฯ กับโรงแรมต่างกันยังไง ฯลฯ คือถามแบบไม่กลัวเขารำคาญเลย แล้วจากนั้นเขาก็พาเราไปแนะนำกับเพื่อนนักธุรกิจคนอื่นๆ

แก่นความรู้ที่คุณไปดูดมาจากรุ่นพี่ของคุณคืออะไร

พอได้ถามและเรียนรู้จากเขามาเรื่อยๆ ผมก็เริ่มจับทางได้ คือเขาไม่ได้สอนเรื่องธุรกิจให้กับเราขนาดนั้น แต่เขาสอนวิธีการคิดมากกว่า เพราะการทำธุรกิจมันไม่ได้เกิดขึ้นจากการเห็นตัวเลข หรือมองเห็นโอกาสเท่านั้น เราต้องมีทัศนคติของคนที่ประสบความสำเร็จ มีวิธีคิดของนักธุรกิจที่ดีด้วย การไปคุยกับเขาและนักธุรกิจคนอื่นๆ ทำให้เราได้เห็นว่าพวกคนที่ประสบความสำเร็จเขาคิดกันยังไง 

เช่น เคยมีคนถามผมว่าจะทำงานเอาตังค์ไปทำอะไรเยอะแยะ อยากมีเงินเดือนเท่าไร ผมก็บอกว่าเดือนละสามแสนพอแล้ว ไม่ขออะไรเลย ใช้ได้สบายๆ เลย แต่จริงๆ มันไม่ใช่ เพราะความพอดีในการใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การที่เรามีเงินเยอะเกินไปมันไม่ได้สร้างอะไร คนมีเงินสิบล้าน ร้อยล้าน หรือพันล้าน ใช้เงินไม่ต่างกัน คนมีเงินสิบล้านเลี้ยงข้าวคนมีพันล้านได้เหมือนกัน อยากกินไรก็เลี้ยงได้หมด

เพราะฉะนั้น มันไม่เกี่ยวกับจำนวนเงินหรอก เป็นเรื่องของความสำเร็จและทัศคติที่ว่าใครมีความสุขในชีวิตมากกว่ากัน คุณมีหมื่นล้านแต่ยังวิ่งหาแสนล้านอยู่ เทียบกับคนที่มีร้อยล้าน แล้วไปใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขา มีทุกอย่างเป็นของตัวเอง มีโรงเรียนเล็กๆ ผมว่าความสุขของคนที่สองน่าจะมากกว่าคนที่มองหาแสนล้านเยอะเลย 

จากช่วงเวลาที่เราขึ้นไปเรียนรู้ที่เชียงใหม่บ่อยๆ คำว่าแพสชันก็เริ่มเกิดขึ้นมาในใจเรา เริ่มถามตัวเองว่าเราจะเป็นนักธุรกิจแบบไหนดี เช่น สมมติว่ามีคนมาชวนเราไปขายที่มาส์กหน้ากันไหม การันตีสิบล้าน จะทำไหม เราก็คิดว่าไม่ทำแล้ว เราเริ่มตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออก แล้วเหลือแต่สิ่งที่เราคิดว่าสนใจจริงๆ

พิชญ์ กาไชย ศิลปิน นักธุรกิจ YouTuber ผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากรู้และสิ่งใหม่ๆ

พอเกิดแพสชัน มุมมองที่คุณมีต่อธุรกิจเปลี่ยนไปไหม

มันทำให้เราเข้าใจมากขึ้น แต่เราก็จะโดนค้านโดยคนยุคเก่าอยู่เสมอ คือสมัยนี้มันมีคำว่า Passionpreneur เกิดขึ้น มันมาจากคำว่า Entrepreneur ที่ใช้เรียกผู้ประกอบการทั่วไปนี่แหละ ซึ่งสมัยนั้นเขาจะสอนกันว่า ให้ทำธุรกิจจากการหา Pain Point เขาไม่ได้เชื่อในการทำสิ่งที่รักหรือแพสชัน ซึ่งผมก็เคยเถียงกันในวงเหล้านะว่าแบบไหนมันเวิร์กกว่ากัน

แต่ผมก็จะชอบมีทฤษฎีของตัวเองว่า การทำธุรกิจแบบเริ่มจาก Pain Point แล้วต่อยอด บางทีพอมันเจ๊งมันจะเจ็บกว่า เพราะเราไม่ได้รักในสิ่งที่ทำ Pain Point มีคำว่า Painful ตามมาด้วยเสมอ อย่างผมถ้าร้านสูทเจ๊งผมก็ยังแฮปปี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราอยากทำและชอบ แต่บางทีถ้าทำตามหัวใจอย่างเดียวก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ของตลาด ถ้าอย่างนั้นเราก็เอามันมารวมกันซะเลย คือเอาแพสชันตั้งแล้วหา Pain Point ในเรื่องนั้นๆ

ล่าสุดเห็นคุณทำโครงการขายบ้านที่เชียงใหม่ อันนี้เป็นหนึ่งในแพสชันของคุณด้วยไหม

ใช่ มันมาจากเราเป็นคนสนุกกับการแต่งบ้าน ชอบไปเดินเจเจหรือร้านขายเฟอร์นิเจอร์ พอมีคนมาชวนแล้วเราเห็นช่องทางก็เลยกระโดดเข้าไปทำ ซึ่งพอได้ลงมือก็รู้สึกว่ามันเป็นเช็กพอยต์อีกอันของแพสชันเรา คอนเซปต์โครงการ The Wolf House คือบ้านพักตากอากาศสำหรับวัยรุ่น ซึ่งพลิกวิธีคิดแบบเดิมๆ ว่า คนมีสตางค์ที่ซื้อบ้านตากอากาศได้จะต้องมีแต่คนแก่ เราเลยใส่อะไรแปลกๆ มันๆ ลงไปในบ้าน เช่น ลิฟต์ที่ใช้สำหรับรถยนต์ มีต้นไม้ใหญ่ๆ อยู่กลางบ้าน เป็นต้น

ระหว่างทางที่คุณหายไปทำธุรกิจ จู่ๆ คุณก็มีช่อง YouTube ที่โด่งดังขึ้นมาในชื่อ The Driver อะไรที่ทำให้คุณมาทำรายการนี้

ต้องย้อนกลับไปช่วงที่ยังเป็นนักร้องอยู่ ตอนนั้นผมสนิทกับเจ้าของช่องคนหนึ่งใน RS มีอยู่วันหนึ่งผมถามเขาว่า ถ้าผมอยากเป็นเจ้าของรายการเองบ้างจะทำได้ไหม เขาก็บอกว่าได้สิ เดี๋ยวสอนให้ จากนั้นเขาก็สอนวิธีขายรายการ หาสปอนเซอร์ และโครงสร้างการทำรายการให้เรา เราก็เอาไปลอง ตอนนั้นเลยได้มีรายการของตัวเองใน Yaak TV ซึ่งเป็นรายการพาไปเที่ยวตะลุยงานปาร์ตี้ของวัยรุ่น

ตัดภาพมาระหว่างที่ทำสูท ตอนนั้น พลอย หอวัง มาชวนทำรายการด้วยกัน เราก็บอกทำเลย ทำเป็น ตอนนั้นก็ได้ไปกินเหล้าแล้วก็เจอ พี่โอ๊ต ปราโมทย์ พอคุยกันก็เห็นเขาชอบเล่นมุข คุยกันถูกคอก็ได้เจอกันบ่อยขึ้น กินเหล้ากันบ่อยขึ้น เลยชวนเขามาทำรายการด้วยกัน

ตอนแรกกะให้พี่โอ๊ตมาเป็นพิธีกรนำเลย แล้วเราจะถอยไปเป็นเจ้าของรายการแทน ไม่จำเป็นต้องอยู่เบื้องหน้าแล้ว แต่พี่โอ๊ตไม่ยอม เขาบังคับให้เราขึ้นไปด้วย เราก็เออๆ ขึ้นไปเป็นเพื่อนสักสองเทปด้วยแล้วกัน แต่จากวันแรกจนตอนนี้ก็ยังไม่ได้ลงจากรถเลย (หัวเราะ)

พิชญ์ กาไชย ศิลปิน นักธุรกิจ YouTuber ผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากรู้และสิ่งใหม่ๆ

รายการมันมีคอนเซปต์ยังไง

มันเป็นรายการที่ไม่มีสคริปต์ เราเลือกคนเอง และพูดคำหยาบได้ เราค้นพบว่ารายการสมัยใหม่ต้องเลิกมานั่ง “สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่รายการ…” มันมีแต่น้ำทั้งนั้นเลย เราเอาแต่เนื้อได้ไหม เปิดมาแล้วเข้าประเด็นไปเลย อย่างตอนแรกที่ทำกันสามคน เราก็ไม่นึกว่ามันจะเป็นสามคนที่มีเคมีลงตัวนะ ผมยังต้องพูดเยอะอยู่ แต่พอทำไปเรื่อยๆ พี่โอ๊ตเขาก็คุยเก่งอยู่แล้ว เราเลยวางตัวเองให้เงียบลง พูดน้อยๆ ให้พี่โอ๊ตกับพลอยเขาแกล้งกัน

สิ่งที่คุณทำทุกวันนี้ดูไม่ค่อยเกี่ยวข้องกัน อะไรที่ทำให้คุณไปได้ดีในหลายๆ เรื่องที่ทำอยู่

เพราะว่าเรามีความสุขในตอนที่ทำ เราเลยอยู่กับมันได้ทั้งวันทั้งคืน ซึ่งความสุขพวกนี้มันเกิดจากการที่เราได้สร้างสิ่งใหม่อยู่เสมอ ทุกๆ งานของเราไม่ว่าจะรายการ สูท หรือโครงการบ้าน มันเป็นโอกาสที่เราได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ 

ล่าสุดคุณมาทำกับข้าวจนได้แชมป์ MasterChef Celebrity Thailand

เริ่มหัดทำอาหารจาก YouTube ซึ่งการเรียนจากอินเทอร์เน็ตทำให้เราทำเป็นแต่ไม่เข้าใจ รู้ว่าต้องใส่อะไรก่อนหลัง แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องลำดับแบบนั้น จนพอเราแข่งและจริงจังมากขึ้นเลยไปขอให้เพื่อนที่เป็นเชฟมาช่วยติว คือเอาความรู้ที่เรามีอยู่มาทำให้มีเหตุผล ทำไมต้องใส่หอมใหญ่ลงไปผัดก่อน ทำไมผัดเสร็จแล้วต้องใส่ไวน์ตาม สอนจนเราเข้าใจโครงสร้างของมัน ซึ่งคำว่าโครงสร้างนี่สำคัญ เพราะทำให้เราปรับไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้ ทุกวันนี้ถ้าหากมีของมาวางตรงหน้าสิบอย่างแล้วให้ผมเอาไปประกอบเป็นเมนูผมก็ทำได้

ทุกวันนี้ก็เลยกำลังจะเปิดร้านอาหาร ซึ่งเป็นแพสชันอย่างสุดท้ายของผม

เมนูไหนที่คุณมั่นมือสุด

เนื้อครับ ทุกอย่างที่ใช้เนื้อวัวทำ

เรานั่งคุยกันมาตั้งนาน คุณดูเป็นคนเอาจริงเอาจังกับชีวิตมาก ทำไมคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้รับรู้มุมนี้ของคุณ

ไม่รู้สิ มันไม่มีทางที่เราจะทำให้เขาเห็นได้ จะให้มานั่งเขียนโควทลงในไอจีก็ไม่ใช่ คนใกล้ตัวจะรู้มากกว่า เช่น จะรู้กันว่าถ้าอยากคุยงานไปคุยกับไอ้พิชญ์เลย เรื่องเงิน เรื่องธุรกิจ มานั่งกินเหล้าคุยกันได้เลย

คุณชอบดื่ม แก่ตัวลงแล้วคุณดื่มได้น้อยลงไหม

เดี๋ยวนี้จะกินเหล้าทีต้องดูคิวเอา เพราะมันจะเหนื่อย แฮงก์ไปสองสามวัน ทั้งที่สมัยก่อนเราโหมกินติดกันเป็นเดือนเป็นปียังไม่เป็นไร

พิชญ์ กาไชย ศิลปิน นักธุรกิจ YouTuber ผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากรู้และสิ่งใหม่ๆ

ออกตัวก่อนว่า บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้อาจจะไม่ถูกใจ สสส. มากนัก เพราะเรื่องราวชีวิตของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของแอลกอฮอล์ ดั่งที่เขาเล่าไว้ตอนหนึ่งว่า 

“ผมพูดเสมอว่าถ้าผมไม่ได้ดื่มตั้งแต่ตอนนู้น ก็จะไม่มีผมในทุกวันนี้”

พิชญ์ กาไชย ในทุกวันนี้คือคนหนุ่มอายุ 33 ที่ควบหลายบทบาท มุ่งมั่นกับงานและไม่เคยลืมแบ่งเวลาไว้ให้กับความเพลิดเพลิน หลายแง่มุมในบทสนทนาช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่เรามีต่อเขา อย่างเรื่องความเอาจริงเอาจังทั้งการทำงานและการทำธุรกิจ และเรื่องในวัยเด็กที่เป็นหมุดหมายสำคัญในการก่อร่างสร้างวิธีคิดและทัศนคติ 

พิชญ์ กาไชย

ในบทสัมภาษณ์นี้ ผู้อ่านจะได้พบกับการดื่มของพิชญ์ ในหลายๆ โอกาส ตั้งแต่การดื่มที่พาเขาเดินเข้าวงการ จนถึงการดื่มที่ทำให้เขาได้ลงมือทำธุรกิจอีกมามายในเวลาต่อมาของชีวิต

แต่ก่อนหน้านั้นเราขอให้คุณลองตอบแบบทดสอบนี้ดูก่อน

ภาพของพิชญ์ กาไชย ที่คุณรับรู้เป็นแบบไหน

  1. นักร้องบอยแบนด์เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน
  2. แฟชั่นนิสต้าเจ้าของร้านสูทสไตล์วินเทจ
  3. พิธีกรรายการชื่อดังในโลกออนไลน์
  4. แชมป์รายการทำอาหาร
  5. นักดื่ม
  6. ถูกทุกข้อ

หากนี่เป็นข้อสอบ คงเป็นข้อสอบที่เดายาก เพราะคำตอบของแต่ละข้อดูไม่มีความสัมพันธ์กันแต่อย่างใด แต่ผู้อ่านคงพบเฉลยด้วยตัวเองได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะตัวอักษรด้านล่างนี้ คือบทสนทนาที่กลั่นและบ่มมากว่า 33 ปีของเขา ที่เราขอชวนคุณมาจิบชิมเพื่อค้นหาคำตอบในความเป็นเขาด้วยกัน

บรรลุนิติภาวะ

หลังจากจบ High School ที่สหรัฐอเมริกาแล้ว คุณตั้งใจจะทำอะไรต่อ

ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าต้องกลับไทย เราคิดในหัวตลอดว่าต้องหาคณะอะไรก็ได้ที่เรียนสบายที่สุด ซึ่งคิดว่าคณะสถาปัตยกรรมน่าจะเข้าท่า ก็เลยไปลงสมัครเรียนไว้ที่นิวยอร์ก แต่ระหว่างที่เรากลับมาซัมเมอร์ที่ไทย ได้ลองติว แล้วพบว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ไม่ใช่แค่วาดรูปแล้วจบ มีการคำนวณอีกเยอะแยะมากมาย แต่ก็ยังไม่ได้ยอมแพ้นะ ยังอยากจะกลับไปลองเรียน แต่พอดีช่วงนั้นมีปัญหาเรื่องการจองหอพักและระบบค่าเทอมของมหาวิทยาลัย ทำให้ต้องตัดสินใจอยู่ไทยต่อแบบที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้เลย

คุณอยู่อเมริกามาหลายปี พอต้องกลับมาอยู่ไทยถาวรแบบไม่ทันตั้งตัว มีความรู้สึกเคว้งบ้างไหม

ก็ไม่นะ ทั้งที่ของทุกอย่างยังอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่นู่นอยู่เลย เรากลับมาไทย พกกระเป๋ามาแค่ใบเดียวเอง แต่แม่ก็บอกว่าช่างมัน ไปซื้อใหม่ทุกอย่างเลย เริ่มสตาร์ทใหม่ เหมือนเพิ่งเกิดเมืองไทยใหม่อีกรอบหนึ่ง

ตอนนั้นถึงวัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว พอกลับอเมริกาไม่ได้ ก็ต้องหาเรียนในไทย พอสถาปัตย์ไม่ใช่ทาง เลยมามองตัวเองใหม่ว่าเราทำอะไรเป็นบ้าง ก็พบว่าเล่นเปียโนเป็น เล่นได้ตั้งแต่เจ็ดขวบ เพราะโดนบังคับให้เรียน อ่านโน้ตได้ ทำได้ทุกอย่าง เลยตัดสินใจไปเรียนดนตรีดีกว่า

มหาวิทยาลัยที่มีชื่อด้านดนตรีตอนนั้นก็มีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เลยสมัครเข้าไป ซึ่งช่วงนั้นกินเหล้าเยอะมาก คืนก่อนสอบยังนั่งกินอยู่เลย พอตื่นเช้ามาไปสอบแล้วก็ไม่ผ่านเพราะว่าเบลอ เลยกลับมานั่งคิดใหม่ว่าเอาไงดี เลยหามหาวิทยาลัยใหม่ที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษและมีคณะดนตรีด้วย เลยไปจบที่ ABAC

การเลือกเรียนดนตรีของคุณมีแพสชันเข้ามาผสมอยู่ด้วยไหม

พิชญ์ กาไชย

ไม่มี เราเป็นคนที่หาอะไรทางลัดตลอด แต่ลัดแล้วต้องทำเงินได้ด้วยนะ ปรัชญาของเราเลยเป็นเรียนให้ง่าย หาเงินได้เยอะๆ เรียกว่าเป็นคนมีความขี้เกียจสูง ดนตรีเลยเป็นทางเลือกที่เรียนง่ายที่สุด เรียนจบได้เร็ว และอย่างน้อยถึงไม่มีแพสชันกับมัน แต่ดนตรีก็เป็นเรื่องสนุกสำหรับเรา 

สมัยเรียนผมใช้เวลาซ้อมประมาณสิบถึงสิบห้านาที ในเวลาว่างๆ ตอนเช้า แต่ก็ไม่ได้ถึงกับซ้อมวันละแปดชั่วโมงอย่างที่คนอื่นเขาว่าไว้ อันนั้นมันก็เกินไปสำหรับผม ผมอาศัยซ้อมเอาวันละนิดละหน่อยสะสมไปให้พอเล่นได้ เล่นผ่าน

โอกาสในการเป็นนักร้องให้กับวง C-Quint มาหาคุณได้อย่างไร

ช่วงเกือบปีที่เราว่างและรอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย อย่างที่บอกว่าช่วงนั้นเราเที่ยวเยอะ และได้รู้จักกับคนมากมาย จนครั้งหนึ่งเราได้ไปเจอกับคนที่ทำงานในค่ายเพลง ซึ่งเขาก็ไม่ใช่แผนกคัดเลือกคนอะไรนะ เป็นคนผู้ฝึกสอนให้ศิลปินมากกว่า ซึ่งต่อมาเขาก็ชวนให้เราไปออดิชันเอาไว้ ก็เลยลองดู ตอนนั้นจำได้ว่าร้องเพลงไปเพลงหนึ่งมั้ง แล้วก็กลับบ้าน ผ่านไปเป็นเดือน แล้วอยู่ๆ ก็มีคนโทรมาบอกว่าผ่าน พอขึ้นปีหนึ่งก็เลยได้เริ่มเทรนจริงๆ จังๆ

ฟังดูต้องใช้แรงกายและแรงใจ ไม่ค่อยเป็น ‘ทางลัด’ อย่างปรัชญาของคุณเลย

ตอนนั้นเริ่มรู้แล้วว่าคนส่วนใหญ่ที่จบคณะเราไปมักลงเอยที่การเป็นครูสอนดนตรี ไม่ก็นักดนตรี ที่ก็บอกตรงๆ ว่าสร้างรายได้ได้ไม่มากนัก แต่ตัวเราเองอยากมีรายได้มากกว่านั้น โชคดีที่เรามีทางเลือกที่สามคือการเป็นศิลปิน ซึ่งอย่างน้อยก็สร้างรายได้ให้กับเราพอสมควร จนทำให้ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่อีกเลย 

เอาเข้าจริงตอนนั้นเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย มันก็เหนื่อยนะ แต่เราก็ยังหาเวลาพักได้ตลอด เรียกง่ายๆ คือมีเวลากินเหล้าทุกวัน เพราะเราจัดแจงเวลาในชีวิตได้ค่อนข้างดี เราจะลงเรียนแบบไม่มีพักเที่ยง คือเรียนติดกันไปเลย ไม่ต้องกินข้าวก็ได้ เรียนให้เสร็จจะได้ออกจากมหาวิทยาลัยไปทำงาน อีกอย่างคือถ้าครูสั่งการบ้าน เราจะติดนิสัยทำให้เสร็จวันนั้นเลย เพราะกลัวลืม ซึ่งพอตอนเย็นพอทำเสร็จแล้ว ก็ไปนั่งชิลล์ต่อเลย ในช่วงนั้นทุกอย่างมันดีไปหมด ทั้งเรียน งาน และเที่ยวใช้ชีวิต

การเริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่วัยหนุ่มส่งอิทธิพลอะไรกับตัวคุณบ้างไหม

พิชญ์ กาไชย

มันทำให้เราได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเงินมากขึ้น คือสมัยก่อนผมเป็นคนที่ ‘ล้างบัญชี’ ตลอดเวลา เพราะเชื่อว่าถ้าไม่ใช้เงินตั้งแต่ตอนนี้จะไปใช้ตอนไหน ถ้ามีเงินต้องใช้ ซื้อนู่นนี่ไปเรื่อย จนกระทั่งช่วงอายุยี่สิบ ผมเริ่มฉุกคิดว่าอยากมีเงินเยอะกว่านี้ จะได้ใช้ให้มันมือกว่าเดิม ประกอบกับตอนนั้นแม่ให้ที่ดินมาแปลงหนึ่ง มูลค่าประมาณสามแสนกว่าบาท เราก็เลยเกิดโปรเจกต์ต่อยอด คือสร้างบ้านขึ้นมาบนที่ดินนั้นแล้วค่อยขายดีกว่า ตีว่าสร้างบ้านสักสองล้าน คงขายได้ราวๆ สี่ล้าน คิดได้แบบนี้ก็เลยเดินไปถอนตังค์มาสองล้านเอาไปสร้าง คือไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทั้งที่จริงเอาที่ไปเข้าธนาคารก็ทำเรื่องกู้ให้ได้แล้วนะ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเย็น

โปรเจกต์นี้มันเลยเป็นธุรกิจที่เจ๊งอยู่จนถึงทุกวันนี้ ขายไม่ออก แล้วก็ไม่ขายแล้วด้วย เก็บไว้เป็นอนุสรณ์ว่าเคยทำธุรกิจเจ๊ง ตอนนั้นเลยต้องขยันทำงานกว่าเดิมไปโดยปริยาย

สมัยก่อนเคยถ่ายโฆษณาอะไรมาก่อน ทำให้เราชินเวลาไปไหนมาไหนแล้วมีคนมอง แล้วเราก็ยังถูกเทรนมาตั้งแต่เป็นศิลปินแล้ว ว่าอาชีพนี้มันจะต้องมีแฟนคลับคอยติดตามใกล้ชิด แต่ผมก็จะเป็นคนที่ ‘น้อย’ ที่สุดในวง คือจะไม่แบบ “มาเร็ว! มาเซลฟี่กัน เดี๋ยวพี่เซ็นนู่นนี่ให้” แต่เป็นแนว “อ๋อ มาถ่ายรูปใช่ไหมครับ ได้ครับ ขอบคุณครับ” แล้วก็เดินขึ้นรถไป 

ด้วยสไตล์แบบนี้ทำให้คุณมีแฟนคลับน้อยสุดในวงรึเปล่า

เออ ไม่ว่ะ คือแฟนคลับที่ชอบเราก็เยอะพอๆ กับคนอื่นๆ ในวง แต่คนที่มาเข้าหาผมอาจจะน้อยกว่าชาวบ้าน เพราะเขาคงเข้ามาแล้วไม่ค่อยได้อะไรกลับไป (หัวเราะ)

พิชญ์ กาไชย

หลังจากที่เรียนจบแล้ว คุณทำอะไรบ้างไหม นอกจากการเป็นศิลปินในวง C-Quint

ไม่ได้ทำอะไรเลย หลังจากที่ทำบ้านเจ๊งไปคือพอ เราก็เที่ยวทุกวัน กินเหล้า แต่จุดสำคัญคือตอนนั้นเรารู้สึกว่าไม่มีความสุขกับการไปคลับ เราชอบการนั่งดื่มที่ได้คุยมากกว่า เหมือนที่เรานั่งคุยกันแบบนี้ คุยได้ทั้งคืนยันเช้า

การดื่มเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณมาตลอด คุณค้นพบอะไรจากการดื่มบ้าง

ผมพูดเสมอว่าถ้าผมไม่ได้ดื่มตั้งแต่ตอนนู้น ก็จะไม่มีผมในทุกวันนี้ ทั้งเพื่อนฝูง มิตรสหาย และเพื่อนร่วมธุรกิจ เกิดจากวงเหล้าแทบทุกคน ผมได้งานจากวงเหล้าประจำ เพราะงั้นผมจะบอกว่าดื่มเหล้ามันได้อะไรอยู่แล้ว แต่ต้องดื่มในพื้นที่ที่พูดคุยและมีบทสนทนาได้ เวลาผมเจอผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ความรู้ ผมก็นั่งคุยและดูดความรู้จากเขาในวงเหล้านี่แหละ

แสดงว่าคุณเป็นนักดื่มที่ดี

ที่ดี เราไม่ได้ดื่มแบบยกหมดแก้วมาเป็นสิบปี เราจะถาม พูดคุย สลับกับชนแก้วบ้าง ซึ่งทำให้บรรยากาศการดื่มของเรามันคลอไปด้วยบทสนทนาและความรู้ที่เราดูดจากคนอื่น

แล้วความรักเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของคุณไหม

ไม่ ผมไม่ได้ยกเอาความรักแบบการมีคู่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต ความรักสำหรับผมคือการมีครอบครัว มีลูก ผมไม่ต้องมีแฟนก็ได้ ชีวิตผมสามารถมีลูกหนึ่งคน หมาหนึ่งตัว แล้วผมก็จะอยู่แบบนั้นไปจนตาย ผมต้องการมีลูก อยากมีถ่ายทอดสิ่งที่เรารู้ให้กับใครสักคน

พิชญ์ กาไชย ศิลปิน นักธุรกิจ YouTuber ผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากรู้และสิ่งใหม่ๆ

บรรลุวุฒิภาวะ

ช่วงที่อยู่ในวง คุณมองอนาคตของตัวเองเอาไว้แบบไหน

รู้ว่าบอยแบนด์จะมีวันหมดอายุของมันอยู่ แต่ไม่ได้คิดว่าพอแยกกันแล้วจะทำอะไรต่อ ช่วงนั้นเราก็เอ็นจอยกับชีวิต แต่พอวงหยุดจริงๆ รายได้ก็เริ่มร่อยหรอ พอผ่านไปได้สักปีสองปี อายุก็มากขึ้น 

ตอนนั้นปกติผมใช้กระเป๋าสตางค์ใบยาว แต่พอช่วงยี่สิบห้า ยี่สิบหก ก็เปลี่ยนมาใช้กระเป๋าตังใบสั้นแทน เพราะเรารู้สึกว่าถ้ากูจะเป็นผู้บริหาร กูต้องใช้กระเป๋าสตางค์ใบสั้น เนื่องจากชีวิตไม่เคยเห็นผู้บริหารคนไหนใช้กระเป๋าสตางค์ใบยาว นอกจากนี้ก็ต้องเลิกซื้อชุดสูทจากแบรนด์ธรรมดาๆ ได้แล้ว เราต้องไปตัดสูทเพื่อจะได้มีสูทเท่ๆ ใส่

ทำไมต้องเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์และตัดสูทใหม่

เพราะคิดว่าเราเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ดึงต่างหูออก ตัดสูท ใช้กระเป๋าสตางค์ใบสั้น แล้วบอกตัวเองว่าเรากำลังจะกลายเป็นผู้บริหารแล้ว เริ่มโตแล้ว จะยังทำตัวเด็กๆ ต่อไปไม่ได้

แต่พอไปตัดสูทเราดันเจอปัญหา คือสั่งเขาตัดยังไงก็ไม่ได้แบบที่เราอยากได้ ส่วนหนึ่งเพราะเราสื่อสารไม่ถูกด้วย เอาแต่รูปไปให้เขาดู ลองไปตัดมาสามเจ้า ไม่เหมือนแบบสักเจ้า เลยตัดเองดีกว่า นั่งรถไปสำเพ็ง ซื้อผ้ามาแล้วไปหาช่างตัด พอดีแม่มีช่างตัดกางเกงประจำอยู่ เลยโทรไปถามเขา

เมื่อไปถึงก็ให้เขาตัดผ้าแบ่งไป จากนั้นก็ถามเขาว่าช่างตัดสูทคนไหนที่เก่งสุดเท่าที่พี่รู้จัก เขาก็แนะนำมาให้สองคน ไปหาคนแรกเป็นป้าแก่ๆ ตัดออกมาแล้วเหมือนแบบทุกอย่าง แต่ Sizing ยังไม่ได้ ก็เลยไปหาคนที่สอง ซึ่งเป็นช่างที่เราใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เป็นคนที่เข้าใจเราทุกอย่างและทำออกมาได้อย่างที่สั่ง

แต่พอทำจริงๆ มันก็ไม่ได้ตัดออกมาตามที่เราคิดแล้วสวยเลย มันผ่านการตัดทิ้งหลายสิบตัว ปรับไปทีละจุดจนออกมาเป็นสูทแบบที่เริ่มมีดีเทล ซึ่งก็เกิดจากกระบวนการทดลองของเรา จนสุดท้ายได้สูทออกมาตัวหนึ่ง เราก็เอาไปใส่อวดเพื่อนว่า เฮ้ย กูตัดสูทใส่เองนะเว้ย แล้วก็ค่อยๆ มีคนมาขอให้เราตัดให้เรื่อยๆ

ในปีแรกเราก็ซื้อผ้าที่สำเพ็งเหมือนเดิม ตัดแบ่งครึ่ง แล้วจ้างวินมอเตอร์ไซค์ไปส่งให้ช่างกางเกงครึ่งหนึ่ง ร้านเสื้ออีกครึ่ง มากกว่านั้นคือเริ่มให้ช่างสอนเรื่องการวัดสัดส่วน แล้วก็หาอ่านจากกูเกิล คือผมเป็นคนชอบอ่านเรื่องในอินเทอร์เน็ตมาก เรียนรู้ จำ และเอาไปสร้างสรรค์ต่อในงานของเรา

แปลว่าคุณเป็นเจ้าของแบรนด์สูทที่ไม่เคยเรียนแฟชั่นหรือตัดเย็บ

จะว่างั้นก็ได้ จริงๆ เคยไปเรียนตัดสูท แต่เรียนได้อยู่สองเดือนมั้ง วันหนึ่งเรานั่งดื่มอยู่แล้วก็คิดว่าเราจะไปเรียนตัดสูททำไมวะ เพราะว่าเรียนยังไงก็ไม่เก่งเท่าช่างที่ตัดมาสามสิบกว่าปีอยู่ดี สุดท้ายเราก็ใช้วิธีจิ้มแบบเอา เอาด้านในแบบนี้ ปรับไหล่ตรงนี้ลง ปกกว้างกี่นิ้ว อย่างเราชอบปกสี่นิ้ว เล็กว่านี้จะเหมือนสูทโมเดิร์น มันเลยเป็นการเรียนจากการทำจริงมาเรื่อยๆ 

ปีแรกผมตัดให้เพื่อนไปประมาณสามสิบกว่าตัว ทำทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว เพราะแพลนไว้ว่าเราจะต้องเรียนรู้งานเองให้หมดก่อน เพื่อที่ปีที่สองเราจะได้มีผู้ช่วยและสั่งงานเขาได้ แถมถ้าวันหนึ่งเราขี้เกียจ ผู้ช่วยจะได้ด่าเราไม่ได้ว่างานเยอะ เพราะเรายังทำเองคนเดียวได้มาทั้งปี

คุณลงมือลุยเองขนาดนี้ การตัดสูทขายกลายมาเป็นความชอบของคุณหรือยัง

เราชอบแต่งตัว เลือกเสื้อผ้าอะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่กับการมาเป็นผู้ผลิตตัดสูทขาย เรารู้สึกชอบเพราะมันได้เงิน กำไรต่อตัวอาจจะไม่เท่าไร แต่พอรวมๆ กันต่อปีมันก็ได้เป็นก้อนเหมือนกัน พอคนเริ่มมาตัดกับเรามากขึ้น ก็เลยต้องคิดชื่อแบรนด์ ซึ่งดีไซน์เนอร์ส่วนใหญ่เขาจะใช้ชื่อแบรนด์เป็นชื่อของตัวเอง แต่เราไม่ได้อยากใช้ชื่อตัวเองเพราะมันน่าจะแปลก ก็เลยใช้เป็นวันเกิดแทน จนได้มาเป็นแบรนด์ ‘612 SIXTWELVE’ เพราะเราเกิดวันที่ 12 มิถุนายน

หลังจากที่ได้ตัดสูทให้เพื่อนเยอะขึ้น คนเริ่มรู้จักแบรนด์ เริ่มเห็นสูทที่เราใส่เวลาที่เราไปงานต่างๆ ผมเคยไปงานแต่งงานหนึ่งแล้วเจอว่า หกสิบเปอร์เซ็นต์ของงานเป็นลูกค้าร้านผม ก็เป็นความรู้สึกที่ดีนะ

พิชญ์ กาไชย ศิลปิน นักธุรกิจ YouTuber ผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากรู้และสิ่งใหม่ๆ
พิชญ์ กาไชย ศิลปิน นักธุรกิจ YouTuber ผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากรู้และสิ่งใหม่ๆ

บรรลุธุรกิจภาวะ

ช่วงที่คุณทำร้านดูเหมือนจะหายหน้าไปจากวงการบันเทิงพอสมควร ตอนนั้นคุณทำอะไรบ้าง

ไม่ได้ทำอะไร ขึ้นเชียงใหม่บ่อยขึ้น จากเดิมที่ไปเดือนละครั้งเพราะครอบครัวมีบ้านอยู่ที่นั่น ก็เพิ่มเป็นเดือนละสองครั้ง แล้วก็ไปดูดความรู้จากคนโน้นคนนี้ ช่วงนั้นเวลาที่ผมได้เจอกับเพื่อนสมัยมัธยม ผมรู้สึกว่าเราเริ่มคุยกันคนละท็อปปิก ทำไมมันช้าจังเลยวะ แล้วก็พบว่าเขาวิ่งตามวัย แต่เราวิ่งเร็วกว่าเขาเยอะ เพราะเราต้องดูแลตัวเองเร็วกว่าเขา ได้เจอผู้ใหญ่ที่สอนเราเยอะกว่า

อะไรที่ทำให้คุณชอบจะไปดูดเอาความรู้จากคนอื่น

มันเริ่มจากตอนที่ได้รู้จักกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่ทุกวันนี้กลายมาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจของผม ตอนนั้นอายุประมาณยี่สิบหก ผมได้เจอกับเขาที่เชียงใหม่ แล้วก็ได้นั่งกินเหล้ากัน ด้วยความที่เขามีความรู้เยอะ แล้วผมก็เป็นคนชอบเรียนรู้ ผมก็นั่งถามเขาไปเรื่อย ตั้งแต่พี่เก็บเงินยังไง จ่ายภาษียังไง พี่สร้างตึกแบบนี้ต้องขอเอกสารอะไรบ้าง คอนโดฯ กับโรงแรมต่างกันยังไง ฯลฯ คือถามแบบไม่กลัวเขารำคาญเลย แล้วจากนั้นเขาก็พาเราไปแนะนำกับเพื่อนนักธุรกิจคนอื่นๆ

แก่นความรู้ที่คุณไปดูดมาจากรุ่นพี่ของคุณคืออะไร

พอได้ถามและเรียนรู้จากเขามาเรื่อยๆ ผมก็เริ่มจับทางได้ คือเขาไม่ได้สอนเรื่องธุรกิจให้กับเราขนาดนั้น แต่เขาสอนวิธีการคิดมากกว่า เพราะการทำธุรกิจมันไม่ได้เกิดขึ้นจากการเห็นตัวเลข หรือมองเห็นโอกาสเท่านั้น เราต้องมีทัศนคติของคนที่ประสบความสำเร็จ มีวิธีคิดของนักธุรกิจที่ดีด้วย การไปคุยกับเขาและนักธุรกิจคนอื่นๆ ทำให้เราได้เห็นว่าพวกคนที่ประสบความสำเร็จเขาคิดกันยังไง 

เช่น เคยมีคนถามผมว่าจะทำงานเอาตังค์ไปทำอะไรเยอะแยะ อยากมีเงินเดือนเท่าไร ผมก็บอกว่าเดือนละสามแสนพอแล้ว ไม่ขออะไรเลย ใช้ได้สบายๆ เลย แต่จริงๆ มันไม่ใช่ เพราะความพอดีในการใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การที่เรามีเงินเยอะเกินไปมันไม่ได้สร้างอะไร คนมีเงินสิบล้าน ร้อยล้าน หรือพันล้าน ใช้เงินไม่ต่างกัน คนมีเงินสิบล้านเลี้ยงข้าวคนมีพันล้านได้เหมือนกัน อยากกินไรก็เลี้ยงได้หมด

เพราะฉะนั้น มันไม่เกี่ยวกับจำนวนเงินหรอก เป็นเรื่องของความสำเร็จและทัศคติที่ว่าใครมีความสุขในชีวิตมากกว่ากัน คุณมีหมื่นล้านแต่ยังวิ่งหาแสนล้านอยู่ เทียบกับคนที่มีร้อยล้าน แล้วไปใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขา มีทุกอย่างเป็นของตัวเอง มีโรงเรียนเล็กๆ ผมว่าความสุขของคนที่สองน่าจะมากกว่าคนที่มองหาแสนล้านเยอะเลย 

จากช่วงเวลาที่เราขึ้นไปเรียนรู้ที่เชียงใหม่บ่อยๆ คำว่าแพสชันก็เริ่มเกิดขึ้นมาในใจเรา เริ่มถามตัวเองว่าเราจะเป็นนักธุรกิจแบบไหนดี เช่น สมมติว่ามีคนมาชวนเราไปขายที่มาส์กหน้ากันไหม การันตีสิบล้าน จะทำไหม เราก็คิดว่าไม่ทำแล้ว เราเริ่มตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออก แล้วเหลือแต่สิ่งที่เราคิดว่าสนใจจริงๆ

พิชญ์ กาไชย ศิลปิน นักธุรกิจ YouTuber ผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากรู้และสิ่งใหม่ๆ

พอเกิดแพสชัน มุมมองที่คุณมีต่อธุรกิจเปลี่ยนไปไหม

มันทำให้เราเข้าใจมากขึ้น แต่เราก็จะโดนค้านโดยคนยุคเก่าอยู่เสมอ คือสมัยนี้มันมีคำว่า Passionpreneur เกิดขึ้น มันมาจากคำว่า Entrepreneur ที่ใช้เรียกผู้ประกอบการทั่วไปนี่แหละ ซึ่งสมัยนั้นเขาจะสอนกันว่า ให้ทำธุรกิจจากการหา Pain Point เขาไม่ได้เชื่อในการทำสิ่งที่รักหรือแพสชัน ซึ่งผมก็เคยเถียงกันในวงเหล้านะว่าแบบไหนมันเวิร์กกว่ากัน

แต่ผมก็จะชอบมีทฤษฎีของตัวเองว่า การทำธุรกิจแบบเริ่มจาก Pain Point แล้วต่อยอด บางทีพอมันเจ๊งมันจะเจ็บกว่า เพราะเราไม่ได้รักในสิ่งที่ทำ Pain Point มีคำว่า Painful ตามมาด้วยเสมอ อย่างผมถ้าร้านสูทเจ๊งผมก็ยังแฮปปี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราอยากทำและชอบ แต่บางทีถ้าทำตามหัวใจอย่างเดียวก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ของตลาด ถ้าอย่างนั้นเราก็เอามันมารวมกันซะเลย คือเอาแพสชันตั้งแล้วหา Pain Point ในเรื่องนั้นๆ

ล่าสุดเห็นคุณทำโครงการขายบ้านที่เชียงใหม่ อันนี้เป็นหนึ่งในแพสชันของคุณด้วยไหม

ใช่ มันมาจากเราเป็นคนสนุกกับการแต่งบ้าน ชอบไปเดินเจเจหรือร้านขายเฟอร์นิเจอร์ พอมีคนมาชวนแล้วเราเห็นช่องทางก็เลยกระโดดเข้าไปทำ ซึ่งพอได้ลงมือก็รู้สึกว่ามันเป็นเช็กพอยต์อีกอันของแพสชันเรา คอนเซปต์โครงการ The Wolf House คือบ้านพักตากอากาศสำหรับวัยรุ่น ซึ่งพลิกวิธีคิดแบบเดิมๆ ว่า คนมีสตางค์ที่ซื้อบ้านตากอากาศได้จะต้องมีแต่คนแก่ เราเลยใส่อะไรแปลกๆ มันๆ ลงไปในบ้าน เช่น ลิฟต์ที่ใช้สำหรับรถยนต์ มีต้นไม้ใหญ่ๆ อยู่กลางบ้าน เป็นต้น

ระหว่างทางที่คุณหายไปทำธุรกิจ จู่ๆ คุณก็มีช่อง YouTube ที่โด่งดังขึ้นมาในชื่อ The Driver อะไรที่ทำให้คุณมาทำรายการนี้

ต้องย้อนกลับไปช่วงที่ยังเป็นนักร้องอยู่ ตอนนั้นผมสนิทกับเจ้าของช่องคนหนึ่งใน RS มีอยู่วันหนึ่งผมถามเขาว่า ถ้าผมอยากเป็นเจ้าของรายการเองบ้างจะทำได้ไหม เขาก็บอกว่าได้สิ เดี๋ยวสอนให้ จากนั้นเขาก็สอนวิธีขายรายการ หาสปอนเซอร์ และโครงสร้างการทำรายการให้เรา เราก็เอาไปลอง ตอนนั้นเลยได้มีรายการของตัวเองใน Yaak TV ซึ่งเป็นรายการพาไปเที่ยวตะลุยงานปาร์ตี้ของวัยรุ่น

ตัดภาพมาระหว่างที่ทำสูท ตอนนั้น พลอย หอวัง มาชวนทำรายการด้วยกัน เราก็บอกทำเลย ทำเป็น ตอนนั้นก็ได้ไปกินเหล้าแล้วก็เจอ พี่โอ๊ต ปราโมทย์ พอคุยกันก็เห็นเขาชอบเล่นมุข คุยกันถูกคอก็ได้เจอกันบ่อยขึ้น กินเหล้ากันบ่อยขึ้น เลยชวนเขามาทำรายการด้วยกัน

ตอนแรกกะให้พี่โอ๊ตมาเป็นพิธีกรนำเลย แล้วเราจะถอยไปเป็นเจ้าของรายการแทน ไม่จำเป็นต้องอยู่เบื้องหน้าแล้ว แต่พี่โอ๊ตไม่ยอม เขาบังคับให้เราขึ้นไปด้วย เราก็เออๆ ขึ้นไปเป็นเพื่อนสักสองเทปด้วยแล้วกัน แต่จากวันแรกจนตอนนี้ก็ยังไม่ได้ลงจากรถเลย (หัวเราะ)

พิชญ์ กาไชย ศิลปิน นักธุรกิจ YouTuber ผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากรู้และสิ่งใหม่ๆ

รายการมันมีคอนเซปต์ยังไง

มันเป็นรายการที่ไม่มีสคริปต์ เราเลือกคนเอง และพูดคำหยาบได้ เราค้นพบว่ารายการสมัยใหม่ต้องเลิกมานั่ง “สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่รายการ…” มันมีแต่น้ำทั้งนั้นเลย เราเอาแต่เนื้อได้ไหม เปิดมาแล้วเข้าประเด็นไปเลย อย่างตอนแรกที่ทำกันสามคน เราก็ไม่นึกว่ามันจะเป็นสามคนที่มีเคมีลงตัวนะ ผมยังต้องพูดเยอะอยู่ แต่พอทำไปเรื่อยๆ พี่โอ๊ตเขาก็คุยเก่งอยู่แล้ว เราเลยวางตัวเองให้เงียบลง พูดน้อยๆ ให้พี่โอ๊ตกับพลอยเขาแกล้งกัน

สิ่งที่คุณทำทุกวันนี้ดูไม่ค่อยเกี่ยวข้องกัน อะไรที่ทำให้คุณไปได้ดีในหลายๆ เรื่องที่ทำอยู่

เพราะว่าเรามีความสุขในตอนที่ทำ เราเลยอยู่กับมันได้ทั้งวันทั้งคืน ซึ่งความสุขพวกนี้มันเกิดจากการที่เราได้สร้างสิ่งใหม่อยู่เสมอ ทุกๆ งานของเราไม่ว่าจะรายการ สูท หรือโครงการบ้าน มันเป็นโอกาสที่เราได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ 

ล่าสุดคุณมาทำกับข้าวจนได้แชมป์ MasterChef Celebrity Thailand

เริ่มหัดทำอาหารจาก YouTube ซึ่งการเรียนจากอินเทอร์เน็ตทำให้เราทำเป็นแต่ไม่เข้าใจ รู้ว่าต้องใส่อะไรก่อนหลัง แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องลำดับแบบนั้น จนพอเราแข่งและจริงจังมากขึ้นเลยไปขอให้เพื่อนที่เป็นเชฟมาช่วยติว คือเอาความรู้ที่เรามีอยู่มาทำให้มีเหตุผล ทำไมต้องใส่หอมใหญ่ลงไปผัดก่อน ทำไมผัดเสร็จแล้วต้องใส่ไวน์ตาม สอนจนเราเข้าใจโครงสร้างของมัน ซึ่งคำว่าโครงสร้างนี่สำคัญ เพราะทำให้เราปรับไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้ ทุกวันนี้ถ้าหากมีของมาวางตรงหน้าสิบอย่างแล้วให้ผมเอาไปประกอบเป็นเมนูผมก็ทำได้

ทุกวันนี้ก็เลยกำลังจะเปิดร้านอาหาร ซึ่งเป็นแพสชันอย่างสุดท้ายของผม

เมนูไหนที่คุณมั่นมือสุด

เนื้อครับ ทุกอย่างที่ใช้เนื้อวัวทำ

เรานั่งคุยกันมาตั้งนาน คุณดูเป็นคนเอาจริงเอาจังกับชีวิตมาก ทำไมคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้รับรู้มุมนี้ของคุณ

ไม่รู้สิ มันไม่มีทางที่เราจะทำให้เขาเห็นได้ จะให้มานั่งเขียนโควทลงในไอจีก็ไม่ใช่ คนใกล้ตัวจะรู้มากกว่า เช่น จะรู้กันว่าถ้าอยากคุยงานไปคุยกับไอ้พิชญ์เลย เรื่องเงิน เรื่องธุรกิจ มานั่งกินเหล้าคุยกันได้เลย

คุณชอบดื่ม แก่ตัวลงแล้วคุณดื่มได้น้อยลงไหม

เดี๋ยวนี้จะกินเหล้าทีต้องดูคิวเอา เพราะมันจะเหนื่อย แฮงก์ไปสองสามวัน ทั้งที่สมัยก่อนเราโหมกินติดกันเป็นเดือนเป็นปียังไม่เป็นไร

พิชญ์ กาไชย ศิลปิน นักธุรกิจ YouTuber ผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากรู้และสิ่งใหม่ๆ

Writer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เก้า-จิรายุ ละอองมณี อาจเป็นคนที่แค่เห็นปราดเดียว แม้เขาจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ผมจะจำได้ทันทีว่าเป็นเขา ในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนที่หากผมมองผ่านๆ ท่ามกลางคนมากมายที่กำลังข้ามถนนตรงสี่แยก เขาก็คือชายวัยรุ่นปกติคนหนึ่งที่ผมไม่เอะใจ และคงปล่อยให้เดินผ่านไปเหมือนคนอื่นๆ

หรือถ้าผมเกิดจำเขาได้ตอนเดินสวนกัน ก็คงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร

อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ไม่ใช่ว่าการเจอกับ เก้า จิรายุ นั้นไม่น่าตื่นเต้น แต่เป็นเพราะนี่คือนักแสดงชายเพียงไม่กี่คนที่ผมรู้สึกคุ้นหน้ากว่าญาติบางคน และรู้สึกคุ้นเคยมากยามเจอตัวจริง จะมีสักกี่คนที่เราเห็นเขาตั้งแต่เด็กจนโต ราวกับเราเติบโตมาด้วยกัน และคงไม่เกินจริงนักหากผมจะขอเหมารวมว่านักอ่านหลายท่านคงรู้สึกคล้ายกัน 

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

คุณนึกหน้าเด็กชายที่รับบท ‘ไอ้ทิ้ง’ ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 ออกไหม หากยังคลับคล้ายคลับคลา ลองนึกหน้า ‘โต้ง’ ในวัยเยาว์จาก รักแห่งสยาม นั่นแหละครับ คนเดียวกัน แต่หากต่อมการแยกแยะหน้าตาเด็กชายของคุณนั้นบกพร่องเหมือนผม (ที่มองว่าเด็กชายที่ไหนก็หน้าตาคล้ายกันไปหมด) ลองนึกถึงวัยรุ่นชายสะพายเบส บุคลิกจ๋อยๆ ที่ชื่อ ‘เป็ด’ จาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ นั่นก็ใช่ ไปจนถึงบทบาทนอกจอเงินอย่างการเป็นมือกีตาร์ประจำวง Bad Baboon เจ้าของเพลงร็อกเมทัลหนักๆ แต่เนื้อหากวนประสาท นั่นก็เขา 

แต่เป็นเก้า คนละเก้าเดียวกันกับที่เรารู้จัก เพราะครั้งนี้เขาสวมบทบาทเป็นตัวเอง

ผมเจอเก้าที่สตูดิโอซูเปอร์จิ๋ว เขาเพิ่งถ่ายรายการ Super 10 เสร็จ (ที่ระหว่างนั่งรอ ก็ได้ยินเพลง ทุ้มอยู่ในใจ เปิดซ้อมวนไปมา) แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 2 ทุ่ม และคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย แต่เก้ากลับบอกว่า “ยินดีครับ” หากเราจะใช้เวลาต่อจากนี้อย่างเต็มที่ 

เราคุยกันในห้องแต่งตัวของสตูดิโอ อาจไม่ใช่สถานที่ที่น่ารื่นรมย์นักต่อการเจาะใจ แต่นี่คงเป็นสถานที่ที่ เก้า จิรายุ ในวัยย่าง 26 ต้องเผชิญมาตลอดการทำงานกว่า 20 ปี ในวงการที่หน้าม่านฉาบด้วยแสงสปอตไลต์ แต่หลังม่านอบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นเสื้อผ้า กลิ่นอาหารที่ผสานอยู่ในละอองของแอร์คอนดิชัน และกลิ่นความทรงจำ (ที่คล้ายกลิ่นเหงื่อจากการทำงานหนัก) ของชายวัย 25 ปีที่ต้องแลกและเรียนรู้หลายบทเรียน กว่าเขาจะพาชีวิตมานั่งอยู่ตรงนี้

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าแรก : เด็ก ดวง ดารา

“ถ้าผมจะให้เครดิตว่าทำไมผมอยู่ได้ต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องโชคส่วนหนึ่ง โอกาสส่วนหนึ่ง” เก้าตอบเนิบๆ หลังจากที่ผมถามว่า อะไรทำให้ชายวัย 25 ทำงานในวงการนี้ได้นานเกือบ 20 ปี และยังยืนระยะมาได้จนถึงตอนนี้ 

“ผมต้องขอบคุณทุกคนที่มีพระคุณ ผู้ใหญ่ ผู้จัดละคร โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ที่มอบโอกาส ทำให้เราได้มีอาชีพ ได้เงิน ได้ประสบการณ์”

ส่วน ‘โชคส่วนหนึ่ง’ ที่เขากล่าวถึง คือการมีพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนให้เขาทำงานนี้มาตลอด 

“แม่นี่แหละครับหลักๆ ที่เขาดีลกับทุกอย่างได้ดี ดีมากๆ เพราะผมก็คือเด็กทั่วไปคนหนึ่ง หากปราศจากงานนี้ ผมก็คือเด็กทั่วไป เด็กมันไม่เหมือนผู้ใหญ่ อย่างผู้ใหญ่ ถ้าเราทำงานได้ไม่ตรงตามที่เขาจ้างมา เราก็รู้สึกไม่ดี เราถึงต้องทำให้ดีขึ้น แต่สำหรับเด็ก มันไม่มีเหตุผลแบบนั้นครับ เด็กๆ มัน ก็แล้วไง ถ้าไม่อยากทำขึ้นมาก็ไม่ทำ”

และอาจจะเป็นไปได้ที่คนจ้างก็ยอมรับกับเงื่อนไขแบบนั้น-ผมถาม

“มันก็ไม่แน่นอนฮะ ซึ่งมันก็มีอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าส่วนหนึ่ง ผมเองก็เป็นเด็กที่เหมือนจะดื้อ แต่ต่อให้แย่สุดแค่ไหน ก็ยังคงทำงาน ไม่เคยหรือน้อยมากที่จะถึงขั้นว่าทำให้งานเขาต้องช้าไปเลยเพราะเรางอแง ก็เป็นโชคดี อาจเป็นเพราะแม่เลี้ยงมาดีด้วย แม่เขาจะรู้ว่า ต้องดีลยังไงเราถึงจะเล่น แต่ขณะเดียวกัน มันไม่มีความรู้สึกว่าเราถูกบังคับขนาดนั้นนะ เพราะเวลาที่ผมไม่อยากทำจริงๆ แม่จะถามก่อน อาจมีการ Convince บ้าง แต่เขาไม่เคยบังคับเราในเรื่องนี้ ยิ่งชัดเจนเลย พอเราโตขึ้น ถ้าเขารู้ว่าเราเหนื่อย ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปโรงเรียน ไม่ค่อยได้เล่นกับเพื่อน เราจะเริ่มไม่มีความสุข เริ่มมีอาการแปลกๆ เขาก็ไม่เคยฝืน” 

คงไม่ใช่งานง่ายๆ เลยสำหรับเด็กที่เคย ‘เป็นแบบ’ ถ่ายโฆษณามาตั้งแต่ 2 ขวบเศษ ถ่ายละครจริงๆ จังๆ ตอน 6 ขวบกว่าๆ (และเริ่มเป็นที่รู้จักในบทบาท ‘ผีน้อย’ จากละคร ผีขี้เหงา ในช่วง พ.ศ. 2545) และถ่ายหนังตอน 9 ขวบ นั่นทำให้นักแสดงเด็ก มีชีวิตวัยเด็กที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป

“ช่วงเด็กๆ มันอาจจะแบบ…พึ่งดวง ” คล้ายพูดติดตลกและถ่อมตัว แต่น้ำเสียงและท่าทางบ่งบอกว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ “เพราะเด็ก ความสามารถมันไม่หนีกันมากหรอกครับ เมืองไทยไม่เหมือนเมืองนอก น้อยคนมากที่จะโคตรพรสวรรค์แบบ ดาโคทา แฟนนิง (Dakota Fanning) คือส่วนใหญ่ผู้กำกับเล่นให้ดูเลย แล้วเราก็เล่นตามเขา อยู่ที่ว่าเด็กคนไหนก็อปปี้เก่ง 

“อาจจะเป็นโชคดีของผมที่ผมก็อปปี้เก่ง ทำเหมือนเขาเดี๊ยะ ก็โอเค แต่ว่าโตขึ้นเนี่ย การจะรักษาอาชีพเราไว้ได้คือเราต้องแสดงเป็นจริงๆ ต้องรู้จริง โชคดีที่ว่าพอถึงเวลาที่เราต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดงที่โตแล้ว ก็ดันทำได้ โชคดี มีครูดี พี่เงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ก็สอน โชคดีว่าเราได้ครูที่ดี แล้วเราก็ดันจำได้ ดันเอาไปใช้ได้ถูกทาง ผู้กำกับชอบ คนดูชอบ มันเลยอยู่ได้ คนก็บอกว่า​ โอเค นี่เป็นนักแสดงที่เก่ง แต่จริงๆ ผมว่า ผมไม่ได้เก่งได้ด้วยตัวเองหรอก มันก็ไม่ได้อย่างเดียวอะนะครับ มันหลายๆ อย่าง”

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าที่สอง : ความสามารถ โชคชะตา และคำสอนของแม่

คำก็ดวง สองคำก็โชค ฟังเก้ามาถึงตรงนี้ ทำให้ผมตรึกตรองถึงกฎแห่งความโชคดีที่เคยอ่านผ่านๆ เมื่อนานมาแล้ว มันกล่าวว่า มนุษย์สร้างโชคดีได้เสมอ โชคดีจะเกิดขึ้นเมื่อ ‘โอกาส’ มาเจอกับคนที่ ‘พร้อม’ รับโอกาสนั้น แน่นอนว่าเก้าพร้อมรับโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาเสมอ แม้ว่าเขาจะบอกว่า “จริงๆ แล้ว ผมปฏิเสธงานนะ เยอะด้วย มีหลายงานที่ผมยังนึกเสียดายมาถึงทุกวันนี้ว่าทำไมไม่รับวะ เป็นเพราะเหตุผลโง่ๆ ง่ายๆ อย่างขี้เกียจ เหนื่อย หรืองานนั้นมันดู ‘ไม่น่าจะดี’ 

“ผมไม่ค่อยอยากทำงานพร้อมกันหลายเรื่อง บางคนที่เขาทำได้พร้อมกันแล้วออกมาดีก็ดีไป แต่พอผมทำดูแล้ว มักจะรู้สึกว่า มันน่าจะดีได้กว่านี้อีก ผมว่าสภาพจิตใจหรือสภาพร่างกายในช่วงนั้นก็สำคัญ ผมคิดง่ายๆ ตามคนปกติทั่วไปว่า สัปดาห์หนึ่ง อย่างน้อยๆ เราน่าจะมีวันว่างสักสองวัน ผมว่ามันมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่คนเรามีกฎหมายแรงงาน ว่าทำงานวีกละไม่เกินกี่ชั่วโมง ผมไม่รู้ว่าประเทศไทยซีเรียสแค่ไหน แต่ต่างประเทศซีเรียสมาก เพราะเขาวิจัยออกมาแล้วว่า งานมันจะออกมาดีกว่า ถ้าคุณทำในชั่วโมงที่เหมาะสม และปริมาณที่คุณทำได้ มันเยอะกว่าที่คุณทำงานหนักอีก ผมเลยรู้สึกว่า เออ มันก็ดี เพราะเราทำน้อย แต่เราได้มาก ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว” 

แต่โชคดีที่เกิดจากความพร้อมที่ว่า จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเขาไม่เปิดรับและเรียนรู้จากคนอื่น อย่างที่กฎแห่งความโชคดีอีกข้อได้กล่าวว่า โชคดีจะมาจากคนอื่นเสมอ 

อีโก้ คือศัตรูตัวฉกาจที่สามารถดับอาชีพนักแสดงได้ในพริบตา และถ้าจะพูดให้ถูก ไม่ใช่แค่อาชีพนักแสดง แต่มันอาจหักเหชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่งจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เพียงอึดใจ การรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นตัวของตัวเอง และการรับฟังและเรียนรู้จากคนรอบข้าง คือสิ่งที่เก้าแสดงให้ผมเห็นตลอดการสนทนา ผ่านการให้เครดิตผู้มีพระคุณทุกครั้งที่มีโอกาสว่า เขามีวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่ความสามารถและการทำงานหนักของเขา (ที่เขามักกล่าวถึงมันในนามว่า เขาแค่โชคดี) แต่เป็นเพราะความช่วยเหลือของทุกๆ คน และที่สำคัญ เขาไม่ลืมที่จะขอบคุณคุณแม่ 

“แม่มีส่วนเยอะมาก ในการจัดการ ในการบริหาร ในเรื่องทัศนคติด้วย คือผมก็มีช่วงหลุด ยิ่งตอนเป็นวัยรุ่นนี่ โอ้โห ยิ่งหนักเลย คือแม่ผมทำงานด้วยและเป็นแม่ด้วย มันจะมีช่วงเวลาที่ยากมากๆ ทุกวันนี้ก็ยังมี เรายังต้องปรับกันเรื่อยๆ ผมไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน แม่ก็ไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน สุดท้ายมันก็คือธุรกิจครอบครัว ผมคิดอย่างนี้นะ ผมแค่ออกไปข้างหน้า ส่วนแม่ก็ซัพพอร์ตและแก้ปัญหาอยู่ข้างหลัง”

คุณแม่สอนอะไรคุณมากที่สุด-ผมถามเขา

“หลายอย่างมาก ไอ้ที่เขาพูดก็เยอะ แต่บางทีเขาก็ไม่ได้พูด มันก็เป็นแนวทางการสอนแนวทางหนึ่งที่เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของกันและกัน บางทีเราไม่ต้องมารอให้คนนู้นมาสอนสิ คนนี้มาสอนสิ เราดูเอาเลย แล้วก็เรียนรู้เอา ครูของเราเป็นได้ทุกอย่าง มันเป็นสิ่งที่เราเห็นได้หมด เรานำมาใช้ได้หมด ผมว่าเรื่องหนึ่งที่ติดมากับผมตั้งแต่เด็กๆ คือ เมื่อพูดว่าเป็นงาน มันก็คือเรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ทำยังไงก็ได้ให้งานมันออกมาดี ทำแบบที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ใช่ ตั้งแต่เด็กอะครับ มันยากนะที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกถึงคำนี้ แต่ผมว่าแม่ทำได้”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สาม : จากการก็อปปี้ สู่การตระหนักว่าอาชีพนี้มีคุณค่า

“อย่างที่บอก ตอนเด็กๆ ผมแสดงตามที่คนบอกให้ทำ ผมไม่ได้คิดหรอกว่าการแสดงมันมีเสน่ห์ยังไง ประสบการณ์ชีวิตตอนนั้นมันไม่ได้หลากหลายจนเราบอกได้ว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับฉัน แม้กระทั่งตอนเล่นหนังอย่าง 5 แพร่ง ที่มันยากจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมมีแพสชันอะไรขนาดนั้น ผมแค่รู้สึกว่ามันยาก แต่ผมก็อยากเอาชนะนะ ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่ถ้าทำอะไรดีสักอย่างแล้วมีคนชมจะรู้สึกภูมิใจ ทำอะไรก็ดีไปหมดเลยช่วงนั้น ผิดกับวันนี้” เขาหัวเราะให้ตัวเองเบาๆ 

“คือตอนนั้นเราชอบให้คนชม ไม่รู้หรอกว่าการแสดงเป็นแพสชันหลักของเราไหม เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนมาถึงการแสดงบางเรื่องที่มันเริ่มมีผลกระทบกับคนดู อย่าง Suckseed ผมยกตัวอย่างนะ ตอนเล่น เราสนุก ก็ไปเจอเพื่อน เล่นดนตรี ได้เจอคนนู้นคนนี้ พี่ตูนมากองถ่าย กูโคตรโชคดีเลยว่ะ ถามว่าชอบแสดงไหม เฉยๆ ไม่ได้ชอบอะไรขนาดนั้น แต่ว่าเล่นแล้วมีความสุขกับชีวิตก็พอ แต่ที่มันมากไปกว่านั้นคือ อย่างทุกวันนี้ ผมมาถ่ายรายการ Super 10 เด็กๆ รุ่นนี้ บางทีผมยังงงเลยนะ โห เขายังดู Suckseed กันทันหรอวะ บางคนก็บอก เพิ่งดูใน Netflix พ่อเปิดให้ดู พ่อชอบมาก พ่อเขาก็รุ่นๆ เดียวกับผมนะบางที (หัวเราะ) 

“ผมก็แบบ เอ้ย โอ้โห มันทำให้เด็กบางคนหันมาเล่นดนตรีเว้ย เห้ย มันเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยนะ ผมไม่รู้นะว่าคนที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งนี้มีมากน้อยแค่ไหน แค่มีสักคนสองคน ผมก็รู้สึกว่าดีว่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่างานเรามันมีคุณค่า”

“แต่ว่าไอ้แพสชันที่มันมากับการแสดง ที่เรารู้สึกว่ามันโอเคด้วยตัวมันเองเลย เล่นเสร็จกลับบ้านก็พอใจแล้ว ไม่ต้องรอหนังฉาย วันนี้แม่งกูมีความสุขกับการแสดงจังเลย ก็คือเรื่อง ตุ๊กแกรักแป้งมาก

หากใครยังไม่เคยดู มันคือเรื่องราวความรัก ความทรงจำของอดีตเด็กวาดคัทเอาต์ในโรงหนัง ที่อยากจะเป็นผู้กำกับ และอยากทำหนังเพื่อให้คนคนหนึ่งได้ดู 

“สิ่งเดียวในเรื่องนั้นที่ผมว่ามันติดอยู่ในใจผม คือวิกผมที่มันแบบ มีบางฉากที่ดี มันเนียนเหมือนจริง แต่บางฉากมันก็… นั่นคือแค่เรื่องเดียวเลยครับ แต่นอกจากนั้น ทุกอย่างของเรื่องนั้น เรารู้สึกชอบการแสดงของเรา พอได้เล่นแล้ว เหมือนมันถูกไปหมด คือผมจะไม่ค่อยดูหนังตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่ผมรู้สึกว่าดูเรื่องนั้นแล้วผมไม่เขินตัวเองเลย ทั้งๆ ที่วิกมันไม่ได้ดีด้วยซ้ำ ผมไม่ได้โทษคนทำวิกนะครับ มันเป็นวิกอะ ใครทำมันก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่จะบอกว่า ผมมองข้ามจุดนั้นไปเลย ผมมีความสุขด้วยการแสดงจริงๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกๆ ครั้ง

เมื่อฟังเก้าเล่ามาจนถึงตรงนี้ ผมติดใจในน้ำเสียงเขาราบเรียบของเขา

ประสบการณ์จากการสัมภาษณ์คนมาจำนวนหนึ่ง มันมีเรื่องให้ผมประหลาดใจอยู่อย่างคือ คนที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมานานจนเชี่ยวชาญ ผมพบว่าเขาเหล่านั้นมักมีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกันคือ ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเก่งในสิ่งที่ทำเลย รู้สึกเสมอว่าตัวเองคือน้ำที่ไม่เต็มแก้ว พวกเขากระหายใคร่รู้ตลอดเวลา และรู้สึกเสมอว่า งานที่ตัวเองทำอยู่ ยังมีเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ และยังมีสิ่งใหม่ให้ค้นหาไม่รู้จบ (แม้หลายคนจะทำมาเกินหมื่นชั่วโมงจนเข้าขั้นเซียนแล้วก็ตาม) 

และพวกเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่ (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเคยเจอมา) มักรู้สึกกับสิ่งที่เขาทำว่า ก็เป็นแค่สิ่งปกติธรรมดา ก็แค่อาชีพอาชีพหนึ่งที่ไม่ได้สำคัญไปกว่าอาชีพอื่นใด (นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทำสิ่งนั้นๆ ได้นาน) ซึ่งต่างจากที่ผมคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า คนพวกนี้จะต้องพูดถึงสิ่งที่เขาทำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ออกนอกหน้า แต่ในความเป็นจริง พวกเขามักนิ่งกว่าที่คิดครับ

นิ่ง จนบางครั้งก็เผลอรู้สึกไม่ได้ว่า พวกเขายังเหลือแพสชันในสิ่งที่ทำอีกหรือเปล่า

หลายครั้งผมกลับมาบ้าน ฟังเทปสัมภาษณ์ของคนเหล่านั้น และรู้สึกผิดหวัง 

จนกระทั่งผมปิดเทป และเปิดดูผลงานล่าสุดที่คนเหล่านั้นทำ จึงจะเห็นว่าเขายังเหลือแพสชันในสิ่งนั้นอยู่หรือไม่

ไม่ใช่ทุกคนจะถนัดสื่อสารความรู้สึกทางการพูดครับ และเราตีความจากแค่ตรงนั้นไม่ได้

เพราะน้ำเสียง ปั้นได้ คำพูด หลอกง่าย 

แต่ผลงานที่เขาทำต่างหาก ที่จะแสดงให้เห็นว่า เขาให้คุณค่ากับมันแค่ไหน 

เพราะมันไม่เคยหลอกตัวเองเลย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สี่ : หมดไฟ จุดไฟ และความสุขจากการอยู่กับปัจจุบัน

ผมเคยเจอเก้าราวๆ เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยที่ผมทำงานในนิตยสารแฟชั่นหัวฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ตอนนั้นเก้าติด 1 ใน 10 ของลิสต์ผู้ชายที่น่าสนใจที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 เขามาถ่ายแฟชั่นและสัมภาษณ์ด้วยท่าทีเงียบๆ แต่ตั้งใจ แน่นอน ครั้งนั้นผมไม่ได้สัมภาษณ์เขา แต่ผมแอบไปอ่านบทสัมภาษณ์นั้นและติดใจคำถามหนึ่ง

ครับ ในฐานะนักเขียน เรามีโอกาสเจอคนเดิมๆ ในช่วงวัยที่ต่างไป และการถามคำถามเขาด้วยบางคำถามเดิมในวันที่เขามีวุฒิภาวะที่เปลี่ยนไป (เหมือนที่ Andy Warhol เคยทำในนิตยสาร Interview) ย่อมบอกอะไรเราได้บ้าง ไม่มาก… ก็น้อย

ทำงานมาจะยี่สิบปีแล้ว มีหมดไฟบ้างไหม

“มีครับ มี” เก้าตอบทันที

แล้วคุณจัดการกับอารมณ์ตัวเองยังไง

“ก็นั่นแหละ ย้อนกลับไปเรื่องที่บอกว่า บางอย่างเราชอบทำเพราะทำแล้วมีคนชม มีผลตอบรับที่ดี ถ้าเป็นยุคนี้ก็คือยอดวิว เมื่อก่อนคือหนังได้ร้อยล้าน แต่ผมว่าถ้าเอาสิ่งนั้นเป็นตัวตั้ง มันจะ Burn Out อย่างที่บอก โอกาสมันง่ายมาก ชีวิตคนเรา บางคนทำมาทั้งชีวิต ไม่ประสบความสำเร็จแบบที่เราตั้งใจเลย แต่เราลืมไปว่าเราได้อะไรจากสิ่งนั้นบ้าง หรือบางคนทำสำเร็จแค่เรื่องเดียวเองทั้งชีวิต บางคนมาดังตอนห้าสิบ อย่างคนที่เพิ่งได้ออสการ์ผู้หญิงที่เป็นชาวเอเชียอะครับ ที่เล่นหนัง แบรด พิตต์ (Brad Pitt) ไรสักอย่าง (เก้าหมายถึง ยุนยอจอง (Youn Yuh-Jung) เป็นนักแสดงหญิงวัย 73 ปี เธอป็นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงหญิงสมทบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Minari ซึ่งแบรด พิตต์ เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์) เขาเพิ่งมาได้เมื่ออายุเท่านั้นอะ เราจะไปรู้ได้ไงว่ามันเมื่อไหร่ 

“สิ่งสำคัญคือ ผมว่าถ้าเขามีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ โดยที่ไม่ต้องพึ่งว่ามันจะฮิตไหม มันจะได้ผลตอบรับที่ดีหรือคำชมไหม อาจจะถูกด่ามาตลอด แต่กูชอบอะ มันเหมือนชิซูกะเล่นไวโอลินโคตรห่วยเลย แต่เล่นเปียโนเพราะมากเลย ทำไมไม่เล่นเปียโนวะ เอ้า ก็ชอบไวโอลินอะ แล้วก็เล่นไปอย่างนั้นแหละ ไม่ฟัง ก็ไม่ต้องฟัง แต่วันหนึ่ง ผมว่าเดี๋ยวมันก็เพราะเว้ย มันก็แค่นั้นแหละ มันต้องหาสิ่งนั้นให้เจอก่อน ซึ่งผมเองก็ต้องเอาจิตใจไปอยู่กับตรงนั้นว่า อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข ก็โฟกัสกับสิ่งนั้นมากกว่าผลตอบรับภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ คิดแบบนี้ ไฟมันก็กลับมา

“และสิ่งนี้ มันไม่ควรมีสิ่งเดียวด้วย สิ่งที่เรียกว่าแพสชัน เราถึงต้องมีงานอดิเรก ซึ่งหลังๆ ผมพบกับดนตรี ผมว่าผมสวิตช์สองแชนแนลนี้ อันหนึ่งได้พัก อันหนึ่งได้ทำ สลับกันไป ดนตรีกับการแสดง ผมโอเค ผมว่าต้องบาลานซ์ชีวิตดีๆ บางคนอาจมีความอดทนสูง ทำได้เรื่อยๆ ทำอย่างเดียวทุกวันก็ดีไป แต่ผมทำไม่ได้ ก็ต้องหาอะไรที่มันพอดีกับตัวเรา อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่า เราไหว ฝืนบ้างนิดหน่อย ดูขีดจำกัดตัวเอง แต่ไม่ต้องฝืนจนต้องตั้งคำถามว่า ฝืนเพื่อ? ให้มันฝืนพอท้าทายก็พอ”

ถ้าถามว่า คำถามเดิมจากเมื่อ 4 ปีก่อน มีคำตอบที่เปลี่ยนไปไหมในวันนี้

ใจความคงเดิม แต่มันเข้มข้มขึ้นตามวัย วัยที่ยังเร็วเกินไปหากไฟฝันจะมอดดับ

และดูท่า นอกจากจะไม่ดับแล้ว มันยังลามไปจุดไฟในหัวใจผู้ฟังด้วย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่ห้า : ลบล้าง เขียนทับใหม่ ก่อนจะก้าวต่อในในบทบาทที่ไม่คุ้นเคย

ขอสารภาพว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์ แม้ เก้า จิรายุ จะเป็นคนตอบคำถามตรงหน้า แต่ในบางแวบของการสบตา ผมกลับรู้สึกถึงความเป็น ‘เป็ด’ หนุ่มน้อยจาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ บางครั้งก็เหมือนจะเห็นการแสดงอารมณ์แบบ ‘ตุ๊กแก’ จาก ตุ๊กแกรักแป้งมาก (ขาดแค่การสวมวิกผมยาวเซอร์ และเปิดเพลง เพียงสบตา ของ พี่แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์

น่าคิดว่า นั่นเป็นเพราะคาแรกเตอร์เหล่านั้นเหมือนตัวเก้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือนั่นคือตะกอนจากการสวมบทบาทที่ยังนอนก้นในตัวเขา หรือทั้งสองอย่าง

เพราะบทที่คุณเล่นนั้นหลากหลายมาก และหลายครั้ง นักแสดงอาจต้องสวมบทบาทเป็นใครที่ไม่ใช่ตัวเอง คุณเคยซัฟเฟอร์จากการทำงานตรงนี้ไหม-ผมถาม

“มันเกิดขึ้นได้ครับ เหมือนเป็นความเคยชิน กล้ามเนื้อมันจำ อย่างตอนที่ผมเล่น Suckseed ผมก็รู้สึกว่า ต่ำต้อย กูตัวเล๊กกก (เสียงสูง) ตามคาแรกเตอร์ มันก็ติดมา ทุกวันนี้บางทีก็ยังรู้สึกว่ายังมีอยู่เหมือนกัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว ด้วยความที่มันมีบางอย่างเชื่อมโยงกับเราด้วย เพราะเราไม่ได้คิดว่าตัวเองมีความมั่นใจสูงอยู่แล้ว ผมคิดอย่างนั้นนะ แต่ก็ไม่ต้องไปเครียดกับมันครับ ถ้ามันไม่ได้กระทบต่อชีวิตก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราต้องไปเล่นคาแรกเตอร์อื่น ‘การล้าง’ ก็สำคัญ ผมจะไม่ใช้วิธีที่ต้องไปนั่งล้างอะไรเก่าๆ คนเราไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่ลบไปได้เลย แต่เราเขียนสิ่งใหม่ทับไปได้ มันคืออย่างนั้น 

“ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ เขาบอกเลยว่าวิธีเดียวของการแสดงที่ทำยากที่สุด ถึงข้ั้นทำไม่ได้เลย คือการที่มีแววตาที่ไร้เดียงสา อันนี้ยากมาก บทอื่นมันเปลี่ยนกันได้ ความรู้สึกบางอย่างเราแค่เขียนทับมันลงไป อันเก่าก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก แค่เขียนทับมันลงไปแล้วคาแรกเตอร์ใหม่มันชัดกว่า แต่ถ้าเราจะทำตัวเองให้กลับไปไร้เดียงสาเหมือนเด็กอะครับ ยากมาก คนดูอาจรู้สึกว่า นี่ไง เหมือนเด็กเลย แต่มันเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไปดูดีๆ ครับว่ามันเหมือนจริงหรือเปล่า แววตาน่ะ มันมีจังหวะเผลอ ไม่เหมือน เพราะการไร้เดียงสาไม่ต้องแสดง ทุกอย่างคือสัญชาตญาณ นึกออกไหมครับ แล้วการที่จะมีแววตากลับไปเป็นอย่างนั้นได้มันยากมาก อันนี้เป็นบทหนึ่งที่ผมกล้าพูดเลยว่า ใครที่เล่นได้แล้วมันใช่นี่โคตรเก่ง ผมยังคิดเลย ถ้าผมทำได้ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก” เขาพูดถึงความท้าทายในอาชีพอย่างออกรส

“แต่ถ้าพูดถึงการติดคาแรกเตอร์ ผมเองก็มีบ้างเหมือนกันหากเจอบทเครียดๆ บทเจอผีเยอะๆ ที่มัน Intense หน่อย” เก้ากล่าว หนึ่งในเรื่องที่ล้างยากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาคือการสวมทบาทเป็น ‘เป้’ นักเลงปาหินที่ฆ่าพ่อตัวเองโดยไม่ตั้งใจใน 5 แพร่ง ตอน หลาวชะโอน

“ครูสอนการแสดงก็จะมีวิธีเบื้องต้นคือ สะบัดร่างกาย สะกดจิตตัวเองให้รู้สึกว่าความเครียดมันออกไป คือเมื่อรีแล็กซ์ร่างกายแล้ว จะช่วยให้จิตใจดีขึ้นด้วย แต่บางคนที่เป็นหนักมากๆ อาจต้องใช้การออกกำลังกาย หรือมีวันพัก อย่างผมก็ใช้วิธีเล่นดนตรีบ้าง ฟังเพลงบ้าง ผมอาจจะถือว่าไม่ใช่คนที่ล้างยากมาก หรือผมอาจจะไม่ได้ Deep เท่านักแสดงคนอื่นก็ได้ หรือผมอาจจะไม่ได้ลงถึงแก่นเท่าเขาก็ได้ มันก็แล้วแต่วิธีของแต่ละคนน่ะครับ

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey, Jr.) ยังบอกเลยว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่อินอะไรกับการแสดง เขาไม่เคยอินเลย เขาแค่เสแสร้งเก่ง แต่มันเก่งจริง เราก็ยอมรับ แต่ผมไม่เชื่อมันหรอก ผมว่ามันเรียนเยอะ มันต้องศึกษาแหละ อาจจะมีพรสวรรค์ แต่พวกนี้ทุกคน นักร้องร็อกงี้ ศิลปินร็อกต่างประเทศที่บอกว่า อุ้ย ภาพลักษณ์ออกมา กินเหล้า สูบบุหรี่ เมายา ตื่นเช้ามา วิ่งทุกคน ผมกล้าพูดเลย ไอ้พวกนี้…

“จริงพี่… มันวิ่งทุกคน” เขาอมยิ้ม 

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่หก : ร็อก แรป เมทัล กับชีวิตอีกบทบาทในวง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเพลงที่ทำให้คนรู้จักเก้าในบทบาทนักดนตรี คือ ทุ้มอยู่ในใจ เพลงประกอบภาพยนตร์ Suckseed ห่วยขั้นเทพ ไม่ใช่แค่การเป็นศิลปินเดี่ยว แต่เก้ายังเคยฟอร์มวงกับเพื่อนในชื่อวง Sleep Runway ดนตรีป็อปร็อกสมวัยที่ครองใจผู้ฟังในช่วงนั้น 

“พูดตรงๆ ตอนนั้น ผมไม่ได้มีสกิลล์การร้องเพลงที่สูง จะให้ร้องแหบๆ พร่าๆ แบบร็อกมากๆ ผมก็ทำไม่ได้ เพลงมันก็เลยทำออกมาตามเสียงของผมด้วย ซึ่งอยู่ในภาคดนตรีที่เราก็ยังพอรับได้ ก็เป็นป็อปร็อกปกติทั่วไป แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เราคิดว่าถ้าเป็นแนวดนตรีที่เราชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะ ดนตรีของเราจะออกมาเป็นแบบไหน”

ดนตรีไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตเก้า แต่สิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับใครหลายๆ คนคือ ครั้งนี้ เก้ากลับมาทำดนตรีในสไตล์ที่หนักหน่วงกว่าที่ใครหลายคนคาดไว้

Bad Baboon คือวงล่าสุดของเขา คือพลังหนุ่มจากสี่สมาชิกคือ กลอง-ฐาฬ์ กุณฑลบุตร (ร้องนำ), โดม-วีรยุทธ์ ห่อนาค (กลอง), บอม-วิชาวัฒน์ บุดดาบุญ (เบส) และเก้าเองที่ครั้งนี้ เขากำชับหนักแน่นกับเพื่อนว่าเขาอยากเล่นกีตาร์ในวง 

“พอดีว่ามีเพื่อนที่โตมาแบบเรา เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก พูดอะไรก็เข้าใจว่าเราจะทำแนวไหน นั่นคือคุณกลอง มันชอบแรป เลยคุยกันว่าอยากทำเพลง ผมพูดตรงๆ เลย อยากเล่นกีตาร์ อยากเล่นเมทัล มึงก็มาแรปแล้วกัน ร้องไม่ต้องมีเมโลดี้เลย จะได้ทำดนตรีง่ายด้วย ไม่ต้องมีเรื่องของฮาร์โมนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย เอาความสะใจล้วนๆ

“เราก็คิด Riff กีตาร์ไป แรปก็เล่าเรื่องไปโดยไม่ต้องคิดว่าคำมันจะลงเมโลดี้ไหม มันพูดอะไรออกมาตรงๆ ได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของแรป คือคำไทยมันมักมีปัญหา สังเกตเพลงไทยในตลาดนะครับ ในยุคก่อนฮิปฮอปมา ว่ามันจะมีคำที่ถูกใช้วนไปวนมา เหมือนเป็นชุดคำที่ลงกับเมโลดี้แล้วร้องออกมาได้โดยไม่โกงโน้ต 

“แต่ในยุคหลัง พอมาเป็นยุคฮิปฮอป เราจะเห็นว่าต่อให้มีเมโลดี้ก็เถอะเริ่มมีการโกงโน้ต มันก็ใช้ได้กับแนวดนตรีบางแนว จะมีความกวน มีเสน่ห์ไปอีกแบบ แต่ผมรู้สึกว่า นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้น อิจฉาคนฝรั่งน่ะครับที่เขามีเพลงที่พูดคำอะไรก็ได้ มันลงโน้ต ลงเมโลดี้ได้หมดเลย คือภาษาเขามันดันเป็นแบบนั้น แต่ว่าภาษาเราอาจจะต้องเลือกคำนิดหนึ่งเวลาร้องเมโลดี้ แต่พอเป็นแรปปุ๊บ มึงรัวเลย ขอแค่ Rhyme สวย ฟังแล้วเข้าหู ใช่มันก็คือใช่ และผมว่า ความชอบมันก็เป็นไปตามวัย เรารู้สึกว่า วัยนี้เราไม่ต้องมานั่งคิดแล้วว่ามันจะฮิตหรือไม่ฮิต ถ้าคนชอบ มันก็ชอบครับ”

วันนั้น ผมบอกเก้าว่า การได้ฟังเพลงของ Bad Baboon นั้นกระตุกต่อมความทรงจำยิ่งนัก เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนที่พาผู้ชายวัย 30 เดินทางกลับไปสู่สมัยไว้ผมเกรียนขาวสามด้าน ขอเงินแม่ไปซื้อเทปคาสเซ็ต ใส่เทปนั้นในเครื่องเสียงในรถแม่ เปิดลำโพงสุดเสียง เพียงอินโทรเพลง Paper Cut จากอัลบั้มในตำนาน Hybrid Theory ของ Linkin Park ดังขึ้น แม่ก็หันขวับและถามว่า “ซื้อเพลงอะไรมา” นั่นคือแทร็กแรกของการเดินทางไกลในชีวิตวัยรุ่นยุค 2000 ยุคที่ดนตรีร็อกผสมแรป (หรือ Nu Metal หรือเฮฟวี่เมทัลผสมฮิปฮอป แล้วแต่จะนิยาม) แบบนี้ยังเฟื่องฟูมาก มันนำไปสู่การแสวงหา Limb Bizkit และผองเพื่อนมากระแทกโสต และนี่คือแนวดนตรีที่ไม่ใช่ดนตรีเมนสตรีมอีกต่อไปในยุคนี้

“ใช่ครับ ใช่ๆ ผมก็โตมาแบบนั้นเหมือนกัน มันยากนะ แต่มองในแง่ดีมันก็ท้าทายไง ถ้าเราทำให้ดนตรีร็อกหรือเมทัลกลับขึ้นมาให้สูงที่สุด เรารู้สึกว่าเป็นความท้าทาย เราอยากเล่นแบบนี้มากกว่า ส่วนใครจะมาดูเพราะว่าเป็นตัวผม ผมก็ไม่สน แต่ตอนเขากลับออกไป แล้วเขารู้สึกยังไงกับสิ่งนี้ นั่นสำคัญกว่า”

เก้าที่เจ็ด : Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่ ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่

ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าอยากเข้าใจใครสักคน วิธีที่ดีที่สุดคือศึกษาชีวิตและเสพผลงานของเขา

ตอนนี้ Bad Baboon ปล่อยออกมาแล้ว 4 ซิงเกิล คือ Yes แม่, ข้าวราดแกง, อับดุล และล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมาโดยสมาชิกในวงรับผิดชอบพาร์ตตัวเอง และช่วยกันขัดเกลาให้กลมกล่อมทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และดนตรี 

ต้องยอมรับว่า แค่ได้ฟังชื่อเพลง อาจทำให้หลายคนด่วนตัดสิน 

คำมันชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่หลอกด่า ไม่อ้อมค้อม

ดนตรีมันสาดโสตซะสะใจ และอาจจะหนักหูเกินไปสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ หรือใจไม่เปิดรับดนตรีเมทัล

แต่นี่แหละคือเมทัล นี่แหละคือความขบถ นี่แหละคือพลังสร้างสรรค์แห่งวัยหนุ่ม

ในฐานะของคนที่ฟังแล้ว ผมอยากบอกคุณอย่างนี้ครับว่า

เปิดใจ เปิดลำโพงให้สุด และจงอ่านระหว่างบรรทัดให้ดีๆ

“อันนี้ผมพูดแทนนักร้องนะครับ ตีความจากนักร้องอีกที เพราะผมก็ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในหัวเขาเหมือนกัน” เก้ากล่าว ก่อนจะเล่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเพลง

“อย่างเพลง Yes แม่ เป็นเพลงแรกของวง คอนเซปต์อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก ผมแค่มีดนตรีให้ แล้วให้นักร้องไปเขียนเนื้อมา ได้ท่อนฮุกมาก่อนว่า ‘Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่’ ผมก็รู้สึกว่า แม่ง เป็นคำที่กวนตีนดี ‘ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่’ มันเป็นคำที่เหมือนจะด่าเหรอ แต่ไม่ใช่ บอกว่า Yes แม่ ก็คือเชื่อฟังพ่อแม่ ตามนั้น เป็นคอนเซ็ปต์ที่พูดถึงคนที่อายุมากๆ แล้วใช้อายุมาเป็นอาวุธน่ะครับ

“มีอยู่ท่อนหนึ่งในเพลง ‘ฆ่าคนด้วยความแก่แต่ว่าจริงๆ ไร้ Attitude’ เหมือนคนที่ใช้อายุมาข่มว่ากูเจ๋ง กูรู้มากกว่ามึง ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาอาจจะเป็นแค่ผู้ใหญ่ไก่กา ไม่ได้รู้อะไรจริงๆ ด้วยซ้ำไป เราไม่จำเป็นต้องนับถือคนแบบนั้น อันนี้คือแนวความคิดของเรา คือมันไม่สำคัญว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ มันสำคัญว่าข้างในคุณอายุเท่าไหร่มากกว่า”

แล้วซิงเกิลที่ 2 อย่าง ข้าวราดแกง ล่ะ-ผมถามเขา

“สั่งข้าวราดแกงเมื่อไหร่ แต่สุดท้ายได้แกงราดข้าวทุกครั้ง เปรียบเปรยกับสภาพสังคมปัจจุบันที่พูดอย่างทำอย่าง คืออันนี้มันเล่นคำแหละ เรารู้ว่ามันเหมือนกันแหละ ข้าวราดแกงกับแกงราดข้าว แต่ว่าไปดูจริงๆ มันไม่เหมือนนะ สำหรับผมคือ ไม่อันใดอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างบน อีกอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างล่าง มันไม่เหมือนกัน บางที บางเรื่องที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย เหมือนๆ กันก็ได้มั้ง จริงๆ มันไม่เหมือน ถ้าเขาสั่ง เขาเป็นลูกค้า คุณก็ต้องทำตามที่เขาบอก ไม่ใช่มาขายผ้าเอาหน้ารอด เอาผักชีโรยหน้าแล้วบอกว่ามันเหมือนกัน หรือบางทีคนพูดอย่างทำอย่าง มันเยอะในสังคม เราก็เอามาพูดในเชิงกวนตีน ไม่ได้ไปด่าเขาตรงๆ เพลงนี้ก็จะจิกๆ กัดๆ หน่อย เออ เหมือนปะยาง เขียนปะยาง 24 ชั่วโมง แต่ปะจริงๆ ปะแค่ครึ่งชั่วโมงเอง มันคือความกวนอ่ะครับ 

“จริงๆ มันมีอะไรอีกในนั้น มีความเสียดสีอยู่เกือบทุกเพลง แต่เราฉาบมันด้วยความกวน ไม่อยากให้คนฟังรู้สึกว่า โห เมทัลมันเครียดจังวะ เราก็ยังต้องการให้มีอารมณ์ที่กวน แบบยิ้มได้อยู่ เพราะผมว่ามันสำคัญนะเวลาที่เราฟังเพลง อย่างพี่มานั่งคุยกับผมวันนี้ กับเวลาที่พี่กลับไปฟังเพลง พี่ต้องนึกถึงคนคนเดียวกันหน่อย เราไม่อยากเป็นแบบวงที่ก่อนจะขึ้นคอนเสิร์ตนี่นั่งเล่นเกมกัน หัวเราะคึกคัก สนุกน่ารัก แต่ขึ้นไปบนเวทีแล้วคุณพูดแต่เรื่องเลือด เรื่องการเมืองอย่างนี้ แค่เพราะแนวดนตรีเมทัลเขาทำกัน แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ตัวคุณแล้ว มันไม่ใช่แค่ว่าแนวนี้ต้องพูดเรื่องนี้เท่านั้น แนวไหนมันจะพูดเรื่องไหนก็ได้ครับ ทำได้หมด”

มาถึงเพลง อับดุล ซิงเกิลที่ 3 ที่เก้าดูท่าว่าจะชอบมาก เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง สาวบางโพธิ์ ของตู้ ดิเรก

“ผมไปร้านเหล้ากับเพื่อน คุยกันว่าเพลงต่อไปเอาอะไรดี วงดนตรีที่ร้านก็เล่นเพลง สาวบางโพธิ์ (เก้าฮัมทำนอง) แล้วเพื่อนผมก็ร้องขึ้นมา ‘อับดุล เอ้ย อับดุล เอ้ย’ ผมก็ เออ ได้นี่หว่า มันเป็นคำของตลกเล่นกัน เราเอาไปทำต่อได้นี่หว่า ผมก็ไปขึ้นโครงดนตรีมา นักร้องก็ไปเขียนแรป แรปมันมา ดีมากเลย อับดุล นี่ผมชอบมาก เป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องของคนที่รู้จริงแต่ไม่จังครับ รู้จังแต่ไม่จริง มันก็เหมือนกับโชว์ปาหี่ เหมือนกับโชว์อับดุล อย่างนี้เลย 

“โดยเฉพาะกับคนบางคนที่มีคนนับหน้าถือตาอยู่ในสังคม เป็นคนใหญ่คนโตด้วยซ้ำไป คือเขาไปพูดอะไรคนก็เชื่อหมด แต่จริงๆ มันอาจไม่มีอะไรจริงเลยด้วยซ้ำที่เขาพูด มันก็มีอะครับ ในสังคมเรา ผมยกตัวอย่างไลฟ์โค้ชบางคน ใช้คำว่าบางคนนะครับ ผมรู้สึกว่า เขาจะรู้อะไรวะ นึกออกไหม ที่เขาพูดไปเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วบ้างก็มี แต่บางคนก็ยังจะเชื่อ ยังจะฟัง เลยเป็นที่มาของเพลงนี้ เราเปรียบเทียบกับคนที่ทำเหมือนรู้ แต่จริงๆ ไม่รู้อะไรเลย”

ส่วนเพลงล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมา “เพลงนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของนักร้อง เป็นเพลงแรกที่นักร้องเขามีเนื้อมาจบหมดแล้วเลย เราก็ไปทำดนตรีเลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น” 

ตัวผมเองได้ฟังแล้วครับ พูดเลยว่าเพลงนี้แสบจริง ได้ฟังฮุกแรกเท่านั้นแหละ เล่นเอาถอดแว่นแทบไม่ทัน

แม้ตัวผลงานจะการันตีฝีมือของวงได้เป็นอย่างดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าหลายคนอาจยังปิดใจ หรือไม่ก็เข้ามาฟังเพราะเป็นวงที่มี เก้า จิรายุ เป็นสมาชิก ซึ่งดูเหมือนเก้าก็เข้าใจข้อดีนี้

“ผมอยากมีงานเล่น แล้วไปเล่นในฐานะวง ผมคิดเสมอว่า ผมไม่ได้อยากมีสปอตไลต์ คือโอเค คนต้องมองอยู่แล้วว่าเป็นวงเก้า แต่ท้ายที่สุด ก็ถ้าเขาอยู่กับโชว์สี่สิบห้านาทีหรือชั่วโมงนึงที่ผมไม่ได้ร้องเพลงเลย ผมแค่คอรัสอย่างนี้ ถ้าเขาอยู่กับเราได้ แสดงว่านี่ความสามารถเราแล้วนะ แต่ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นนะ ใครอยากจะดูเพราะผม ก็ไม่เป็นไร แต่ท้ายที่สุด เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วงจะทำให้คนรู้สึกสนุกได้คือ ณ ตอนนี้ วงยังไม่ได้เป็นยอดฝีมืออะไรอย่างนั้น แต่ผมมองว่า หน้าที่เรามีอย่างเดียวครับ เราขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรี เราแค่ต้องเล่นดนตรี แล้วก็ต้องเล่นให้เขาปฏิเสธเราไม่ได้ 

“ผมไม่ได้บอกว่า ดีจนปฏิเสธไม่ได้ มันต้องเป็นความพอดีอะไรบางอย่าง ที่แบบไม่ได้เล่นโชว์ออฟ ปฏิเสธไม่ได้ในที่นี้คือ มันจะมีบางคนที่เราไม่ชอบเขาเลย ศิลปินคนนี้ แต่บางทีเรานั่งดูคลิปเขาเล่น ทำไมกูหยุดดูไม่ได้วะ รู้ตัวอีกที กูว่ากูชอบมึงแล้วล่ะ มันต้องเป็นความรู้สึกอย่างนั้น แล้วเราไม่ได้หวังว่าจะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ เราหวังว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับแค่คนบางคน แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว นั่นแหละครับ แค่เล่นกับเพื่อนๆ แล้วก็เป็นตัวของตัวเองครับ”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่แปด : ความสัมพันธ์ในมุมมองของคนหนุ่ม

ในยุคโซเชียลมีเดียที่ความหมายของความเป็นส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนไป นอกจากผลงานเบื้องหน้าแล้ว ชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์หลังม่านมายาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนล้วนจับตามอง โดยเฉพาะคนหนุ่มวัยกลาง 20 เขามีมุมมองต่อความสัมพันธ์อย่างไร ในช่วงวัยที่แพสชันแห่งความรักกำลังเข้มข้นและเบ่งบาน

“ความสัมพันธ์เหมือนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เราไม่รู้ว่าจะคบกับใครนานแค่ไหน เขาจะอยู่ในชีวิตเรานานไหม เขาจะรับเราได้ไหม เราจะรักเขาได้ไหม มีแต่คำถามเต็มไปหมดเลยครับ คิดมากไปผมว่าก็ปวดหัว ก็เลยกลับมาที่ว่า ตอนนี้มีความสุขก็พอ คิดเผื่อไปข้างหน้าได้นะ แต่ไม่ต้องเยอะมากจนกวนใจเรา แค่รู้สึกว่า ตอนนี้ คบกันแล้วมีความสุข มองไปข้างหน้าแล้วยังโอเค ก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว”

สำหรับคุณ อะไรคือสิ่งที่จะรักษาความสัมพันธ์ได้นาน-ผมถามเขา

“พูดถึงความแฟร์ มันก็สำคัญ แต่แฟร์ของแต่ละคนไม่เท่ากันอีก งั้นมาพูดเรื่องทัศนคติดีกว่า สมมติเรามองสิ่งหนึ่ง มันอาจจะไม่ได้มองเป็นสิ่งเดียวกันเสียทีเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองแบบนั้นก็จบ อีกอย่างก็ใจเขาใจเราด้วยครับ ช่วงที่เราเครียด เราอยากได้การปลอบประโลม ถ้าเขาเครียดก็คงเหมือนกัน จริงๆ ผมไม่อยากคิดไปเยอะว่ามันจะต้องเป็นยังไง คือพอมาอยู่ในวงการ คอมเมนต์มันเยอะ ส่วนหนึ่งผมก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัว ผมไม่พูดว่าผมมีโลกส่วนตัวสูง เพราะผมไม่รู้สึกว่าสูงขนาดนั้น แต่มันมีอยู่ ผมว่าเราก็จะให้เขาเห็นเฉพาะสิ่งที่เราสบายใจที่จะให้เขาเห็น เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่อยากให้คนดูจากทางบ้านมาเป็นคนตัดสินชี้ชะตาเรา มันไม่ใช่ 

“ท้ายที่สุด มันต้องมาจากตัวเราเองว่าเรารู้สึกแบบไหนจริงๆ ผมเชื่อว่าหลายคนในวงการต้องมีผลกระทบบ้างแหละ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับความสัมพันธ์ ก็เป็นห่วงนะครับ (ยิ้ม) ขอให้ทุกคนสู้ๆ ครับ มันไม่ง่ายอยู่แล้ว ต่อให้เราไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เขาก็จะมีความท้าทายแบบอื่น ที่พระเจ้าหรือใครสักคนส่งมาให้เราต้องต่อสู้กับสิ่งนั้น มันเป็นบททดสอบ 

“ถ้าพูดถึงของผม ผมรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นการซื้อหวยที่เลขเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราประพฤติตัวด้วย กับสิ่งที่เขาประพฤติตัวด้วย มันประกอบกัน บางทีเราซื้อมา ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าแหละ มันไม่รู้จนกว่าวันที่หวยจะออก” 

ฟังเขาพูดจบ ผมคิดในใจ และหวังอย่างยิ่งครับว่า เขาจะถูกหวยงวดนี้

เก้าที่เก้า : ย้อนรอยเก้า ก่อนก้าวต่อไป

การสนทนาดำเนินมาถึงจุดสุดท้าย แต่ผมนึกย้อนกลับไปก่อนวันสัมภาษณ์ วันที่ผมโทรหาเขาเพื่อบอกประเด็นและจุดมุ่งหมายที่เราจะคุยกัน และถือโอกาสถามเขาตรงๆ ว่า อยากคุยอะไรนอกเหนือจากประเด็นที่วางไว้บ้างไหม “จริงๆ คุยอะไรก็ได้นะครับ ผมเป็นคนอ่านง่ายครับ ไม่ซับซ้อน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งที่ชวนตีความได้หลายอย่าง

มาวันนี้ที่ผมได้สนทนา ได้ฟังเสียงเขาเต็มสองหู ได้จ้องเขาเต็มสองตา จริงอยู่ที่คุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่เขาไม่ใช่คนที่อ่านง่ายนัก และหลายครั้งก็ก้ำกึ่งระหว่างความเข้าใจง่ายและซับซ้อนอยู่ในที

น้ำเสียงของ เก้า จิรายุ ให้จินตนาการถึงเสียงโทนต่ำ ราบเรียบ และค่อนข้างนิ่ง 

จะตื่นเต้น ยินดี หรือเศร้าใจ น้ำเสียงจึงไม่ต่างกันนัก แต่มันเต็มไปด้วยความครุ่นคิดของวัยหนุ่ม อาจพูดติดขัดบ้าง ในระหว่างที่กำลังเลือกสรรค์คำมาบรรยายความรู้สึกนึกคิดอย่างระมัดระวัง ถ้าเขาไม่คั่นด้วยคำว่า ‘แบบ…’ แล้วตามด้วยข้อความ เขาก็จะใช้ความเงียบตัดประโยคอย่างชะงักงัน แม้การร้อยเรียงประโยคจะชวนสับสนในบางครั้ง แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด เมื่อได้กลับมาฟังเสียงสนทนาของเขาอีกครั้งระหว่างถอดเทป 

มันคือความครุ่นคิดของวัยหนุ่มจริงๆ

บางจังหวะนั้นหนักแน่นชวนคล้อยตามและชวนตั้งคำถาม ว่านี่คือบทเรียนชีวิตที่มาจากชายวัย 25 จริงหรือ 

บางจังหวะก็ลังเลกับคำตอบ จนชวนให้สงสัยว่าเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ 

แต่กระนั้น ก็สมวัยย่าง 26 เป็นตัวของตัวเองและเปี่ยมเสน่ห์อย่างร้ายกาจในทุกจังหวะ

น่าคิดว่าถ้าให้มองย้อนกลับไป ชีวิตมอบบทเรียนใดให้เขาได้เรียนรู้มากที่สุดในวัยนี้

“มันไม่มีอันไหนเฉพาะเจาะจงหรอกครับ แต่ว่าช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้มากที่สุด คือช่วงเวลาที่มันแย่ อาจจะเรารู้สึกว่า งานช่วงนี้ไม่ใช่งานที่เราอยากทำ ผมพูดตามตรงเลย ผมไม่ได้ทางสะดวกมาตลอดนะ มีบางงานที่แบบ… เราอยากทำมากเลยว่ะ ไปออดิชันไม่ได้ก็มี หลังๆ มานี่ผมออดิชันไม่ค่อยติดเลยนะครับ ส่วนใหญ่งานที่เราได้เห็นกันจะเป็นงานที่ติดต่อเข้ามาว่าอยากได้เรา อันนี้คือยกตัวอย่างจากในหลายๆ เหตุการณ์ บางทีมันก็เศร้าไปเลย หรือเครียดไปเลย หรือเซ็งตัวเองไปเลย 

“แต่ไอ้ช่วงเวลาแบบนี้ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ได้มองเห็นชีวิต และยิ่งเห็นชัดเวลาที่มันผ่านมาแล้ว เมื่อเราเอาชนะความเครียดในครั้งแรกได้ ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ก็จะทำได้ต่อๆ ไป มันอาจจะยากขึ้น มันอาจจะมองไม่เห็น มันอาจจะมืดแปดด้าน แต่ผมรู้สึกว่า มองย้อนกลับไปนี่แบบ โหย มันมีคุณค่ากับเรามากเลยนะ ไอ้ความไม่สำเร็จต่างๆ เนี่ย ความหกล้มคลุกคลาน มีคนด่า อะไรอย่างนี้ มันมีค่ากับผมมาก ที่จะพูดทั้งหมดทั้งมวลก็คือ ผมขอบคุณข้อผิดพลาดพวกนี้มากเลย ส่วนใหญ่มันจะฉุดรั้งเรา ดึงเราให้ต่ำลงไป 

“แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่จะฉุดเราได้จริงๆ หรอก นอกจากเรายอมแพ้ของเราเอง”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของ เก้า จิรายุ จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้า-จิรายุ ละอองมณี อาจเป็นคนที่แค่เห็นปราดเดียว แม้เขาจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ผมจะจำได้ทันทีว่าเป็นเขา ในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนที่หากผมมองผ่านๆ ท่ามกลางคนมากมายที่กำลังข้ามถนนตรงสี่แยก เขาก็คือชายวัยรุ่นปกติคนหนึ่งที่ผมไม่เอะใจ และคงปล่อยให้เดินผ่านไปเหมือนคนอื่นๆ

หรือถ้าผมเกิดจำเขาได้ตอนเดินสวนกัน ก็คงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร

อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ไม่ใช่ว่าการเจอกับ เก้า จิรายุ นั้นไม่น่าตื่นเต้น แต่เป็นเพราะนี่คือนักแสดงชายเพียงไม่กี่คนที่ผมรู้สึกคุ้นหน้ากว่าญาติบางคน และรู้สึกคุ้นเคยมากยามเจอตัวจริง จะมีสักกี่คนที่เราเห็นเขาตั้งแต่เด็กจนโต ราวกับเราเติบโตมาด้วยกัน และคงไม่เกินจริงนักหากผมจะขอเหมารวมว่านักอ่านหลายท่านคงรู้สึกคล้ายกัน 

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

คุณนึกหน้าเด็กชายที่รับบท ‘ไอ้ทิ้ง’ ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 ออกไหม หากยังคลับคล้ายคลับคลา ลองนึกหน้า ‘โต้ง’ ในวัยเยาว์จาก รักแห่งสยาม นั่นแหละครับ คนเดียวกัน แต่หากต่อมการแยกแยะหน้าตาเด็กชายของคุณนั้นบกพร่องเหมือนผม (ที่มองว่าเด็กชายที่ไหนก็หน้าตาคล้ายกันไปหมด) ลองนึกถึงวัยรุ่นชายสะพายเบส บุคลิกจ๋อยๆ ที่ชื่อ ‘เป็ด’ จาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ นั่นก็ใช่ ไปจนถึงบทบาทนอกจอเงินอย่างการเป็นมือกีตาร์ประจำวง Bad Baboon เจ้าของเพลงร็อกเมทัลหนักๆ แต่เนื้อหากวนประสาท นั่นก็เขา 

แต่เป็นเก้า คนละเก้าเดียวกันกับที่เรารู้จัก เพราะครั้งนี้เขาสวมบทบาทเป็นตัวเอง

ผมเจอเก้าที่สตูดิโอซูเปอร์จิ๋ว เขาเพิ่งถ่ายรายการ Super 10 เสร็จ (ที่ระหว่างนั่งรอ ก็ได้ยินเพลง ทุ้มอยู่ในใจ เปิดซ้อมวนไปมา) แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 2 ทุ่ม และคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย แต่เก้ากลับบอกว่า “ยินดีครับ” หากเราจะใช้เวลาต่อจากนี้อย่างเต็มที่ 

เราคุยกันในห้องแต่งตัวของสตูดิโอ อาจไม่ใช่สถานที่ที่น่ารื่นรมย์นักต่อการเจาะใจ แต่นี่คงเป็นสถานที่ที่ เก้า จิรายุ ในวัยย่าง 26 ต้องเผชิญมาตลอดการทำงานกว่า 20 ปี ในวงการที่หน้าม่านฉาบด้วยแสงสปอตไลต์ แต่หลังม่านอบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นเสื้อผ้า กลิ่นอาหารที่ผสานอยู่ในละอองของแอร์คอนดิชัน และกลิ่นความทรงจำ (ที่คล้ายกลิ่นเหงื่อจากการทำงานหนัก) ของชายวัย 25 ปีที่ต้องแลกและเรียนรู้หลายบทเรียน กว่าเขาจะพาชีวิตมานั่งอยู่ตรงนี้

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าแรก : เด็ก ดวง ดารา

“ถ้าผมจะให้เครดิตว่าทำไมผมอยู่ได้ต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องโชคส่วนหนึ่ง โอกาสส่วนหนึ่ง” เก้าตอบเนิบๆ หลังจากที่ผมถามว่า อะไรทำให้ชายวัย 25 ทำงานในวงการนี้ได้นานเกือบ 20 ปี และยังยืนระยะมาได้จนถึงตอนนี้ 

“ผมต้องขอบคุณทุกคนที่มีพระคุณ ผู้ใหญ่ ผู้จัดละคร โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ที่มอบโอกาส ทำให้เราได้มีอาชีพ ได้เงิน ได้ประสบการณ์”

ส่วน ‘โชคส่วนหนึ่ง’ ที่เขากล่าวถึง คือการมีพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนให้เขาทำงานนี้มาตลอด 

“แม่นี่แหละครับหลักๆ ที่เขาดีลกับทุกอย่างได้ดี ดีมากๆ เพราะผมก็คือเด็กทั่วไปคนหนึ่ง หากปราศจากงานนี้ ผมก็คือเด็กทั่วไป เด็กมันไม่เหมือนผู้ใหญ่ อย่างผู้ใหญ่ ถ้าเราทำงานได้ไม่ตรงตามที่เขาจ้างมา เราก็รู้สึกไม่ดี เราถึงต้องทำให้ดีขึ้น แต่สำหรับเด็ก มันไม่มีเหตุผลแบบนั้นครับ เด็กๆ มัน ก็แล้วไง ถ้าไม่อยากทำขึ้นมาก็ไม่ทำ”

และอาจจะเป็นไปได้ที่คนจ้างก็ยอมรับกับเงื่อนไขแบบนั้น-ผมถาม

“มันก็ไม่แน่นอนฮะ ซึ่งมันก็มีอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าส่วนหนึ่ง ผมเองก็เป็นเด็กที่เหมือนจะดื้อ แต่ต่อให้แย่สุดแค่ไหน ก็ยังคงทำงาน ไม่เคยหรือน้อยมากที่จะถึงขั้นว่าทำให้งานเขาต้องช้าไปเลยเพราะเรางอแง ก็เป็นโชคดี อาจเป็นเพราะแม่เลี้ยงมาดีด้วย แม่เขาจะรู้ว่า ต้องดีลยังไงเราถึงจะเล่น แต่ขณะเดียวกัน มันไม่มีความรู้สึกว่าเราถูกบังคับขนาดนั้นนะ เพราะเวลาที่ผมไม่อยากทำจริงๆ แม่จะถามก่อน อาจมีการ Convince บ้าง แต่เขาไม่เคยบังคับเราในเรื่องนี้ ยิ่งชัดเจนเลย พอเราโตขึ้น ถ้าเขารู้ว่าเราเหนื่อย ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปโรงเรียน ไม่ค่อยได้เล่นกับเพื่อน เราจะเริ่มไม่มีความสุข เริ่มมีอาการแปลกๆ เขาก็ไม่เคยฝืน” 

คงไม่ใช่งานง่ายๆ เลยสำหรับเด็กที่เคย ‘เป็นแบบ’ ถ่ายโฆษณามาตั้งแต่ 2 ขวบเศษ ถ่ายละครจริงๆ จังๆ ตอน 6 ขวบกว่าๆ (และเริ่มเป็นที่รู้จักในบทบาท ‘ผีน้อย’ จากละคร ผีขี้เหงา ในช่วง พ.ศ. 2545) และถ่ายหนังตอน 9 ขวบ นั่นทำให้นักแสดงเด็ก มีชีวิตวัยเด็กที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป

“ช่วงเด็กๆ มันอาจจะแบบ…พึ่งดวง ” คล้ายพูดติดตลกและถ่อมตัว แต่น้ำเสียงและท่าทางบ่งบอกว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ “เพราะเด็ก ความสามารถมันไม่หนีกันมากหรอกครับ เมืองไทยไม่เหมือนเมืองนอก น้อยคนมากที่จะโคตรพรสวรรค์แบบ ดาโคทา แฟนนิง (Dakota Fanning) คือส่วนใหญ่ผู้กำกับเล่นให้ดูเลย แล้วเราก็เล่นตามเขา อยู่ที่ว่าเด็กคนไหนก็อปปี้เก่ง 

“อาจจะเป็นโชคดีของผมที่ผมก็อปปี้เก่ง ทำเหมือนเขาเดี๊ยะ ก็โอเค แต่ว่าโตขึ้นเนี่ย การจะรักษาอาชีพเราไว้ได้คือเราต้องแสดงเป็นจริงๆ ต้องรู้จริง โชคดีที่ว่าพอถึงเวลาที่เราต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดงที่โตแล้ว ก็ดันทำได้ โชคดี มีครูดี พี่เงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ก็สอน โชคดีว่าเราได้ครูที่ดี แล้วเราก็ดันจำได้ ดันเอาไปใช้ได้ถูกทาง ผู้กำกับชอบ คนดูชอบ มันเลยอยู่ได้ คนก็บอกว่า​ โอเค นี่เป็นนักแสดงที่เก่ง แต่จริงๆ ผมว่า ผมไม่ได้เก่งได้ด้วยตัวเองหรอก มันก็ไม่ได้อย่างเดียวอะนะครับ มันหลายๆ อย่าง”

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าที่สอง : ความสามารถ โชคชะตา และคำสอนของแม่

คำก็ดวง สองคำก็โชค ฟังเก้ามาถึงตรงนี้ ทำให้ผมตรึกตรองถึงกฎแห่งความโชคดีที่เคยอ่านผ่านๆ เมื่อนานมาแล้ว มันกล่าวว่า มนุษย์สร้างโชคดีได้เสมอ โชคดีจะเกิดขึ้นเมื่อ ‘โอกาส’ มาเจอกับคนที่ ‘พร้อม’ รับโอกาสนั้น แน่นอนว่าเก้าพร้อมรับโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาเสมอ แม้ว่าเขาจะบอกว่า “จริงๆ แล้ว ผมปฏิเสธงานนะ เยอะด้วย มีหลายงานที่ผมยังนึกเสียดายมาถึงทุกวันนี้ว่าทำไมไม่รับวะ เป็นเพราะเหตุผลโง่ๆ ง่ายๆ อย่างขี้เกียจ เหนื่อย หรืองานนั้นมันดู ‘ไม่น่าจะดี’ 

“ผมไม่ค่อยอยากทำงานพร้อมกันหลายเรื่อง บางคนที่เขาทำได้พร้อมกันแล้วออกมาดีก็ดีไป แต่พอผมทำดูแล้ว มักจะรู้สึกว่า มันน่าจะดีได้กว่านี้อีก ผมว่าสภาพจิตใจหรือสภาพร่างกายในช่วงนั้นก็สำคัญ ผมคิดง่ายๆ ตามคนปกติทั่วไปว่า สัปดาห์หนึ่ง อย่างน้อยๆ เราน่าจะมีวันว่างสักสองวัน ผมว่ามันมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่คนเรามีกฎหมายแรงงาน ว่าทำงานวีกละไม่เกินกี่ชั่วโมง ผมไม่รู้ว่าประเทศไทยซีเรียสแค่ไหน แต่ต่างประเทศซีเรียสมาก เพราะเขาวิจัยออกมาแล้วว่า งานมันจะออกมาดีกว่า ถ้าคุณทำในชั่วโมงที่เหมาะสม และปริมาณที่คุณทำได้ มันเยอะกว่าที่คุณทำงานหนักอีก ผมเลยรู้สึกว่า เออ มันก็ดี เพราะเราทำน้อย แต่เราได้มาก ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว” 

แต่โชคดีที่เกิดจากความพร้อมที่ว่า จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเขาไม่เปิดรับและเรียนรู้จากคนอื่น อย่างที่กฎแห่งความโชคดีอีกข้อได้กล่าวว่า โชคดีจะมาจากคนอื่นเสมอ 

อีโก้ คือศัตรูตัวฉกาจที่สามารถดับอาชีพนักแสดงได้ในพริบตา และถ้าจะพูดให้ถูก ไม่ใช่แค่อาชีพนักแสดง แต่มันอาจหักเหชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่งจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เพียงอึดใจ การรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นตัวของตัวเอง และการรับฟังและเรียนรู้จากคนรอบข้าง คือสิ่งที่เก้าแสดงให้ผมเห็นตลอดการสนทนา ผ่านการให้เครดิตผู้มีพระคุณทุกครั้งที่มีโอกาสว่า เขามีวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่ความสามารถและการทำงานหนักของเขา (ที่เขามักกล่าวถึงมันในนามว่า เขาแค่โชคดี) แต่เป็นเพราะความช่วยเหลือของทุกๆ คน และที่สำคัญ เขาไม่ลืมที่จะขอบคุณคุณแม่ 

“แม่มีส่วนเยอะมาก ในการจัดการ ในการบริหาร ในเรื่องทัศนคติด้วย คือผมก็มีช่วงหลุด ยิ่งตอนเป็นวัยรุ่นนี่ โอ้โห ยิ่งหนักเลย คือแม่ผมทำงานด้วยและเป็นแม่ด้วย มันจะมีช่วงเวลาที่ยากมากๆ ทุกวันนี้ก็ยังมี เรายังต้องปรับกันเรื่อยๆ ผมไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน แม่ก็ไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน สุดท้ายมันก็คือธุรกิจครอบครัว ผมคิดอย่างนี้นะ ผมแค่ออกไปข้างหน้า ส่วนแม่ก็ซัพพอร์ตและแก้ปัญหาอยู่ข้างหลัง”

คุณแม่สอนอะไรคุณมากที่สุด-ผมถามเขา

“หลายอย่างมาก ไอ้ที่เขาพูดก็เยอะ แต่บางทีเขาก็ไม่ได้พูด มันก็เป็นแนวทางการสอนแนวทางหนึ่งที่เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของกันและกัน บางทีเราไม่ต้องมารอให้คนนู้นมาสอนสิ คนนี้มาสอนสิ เราดูเอาเลย แล้วก็เรียนรู้เอา ครูของเราเป็นได้ทุกอย่าง มันเป็นสิ่งที่เราเห็นได้หมด เรานำมาใช้ได้หมด ผมว่าเรื่องหนึ่งที่ติดมากับผมตั้งแต่เด็กๆ คือ เมื่อพูดว่าเป็นงาน มันก็คือเรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ทำยังไงก็ได้ให้งานมันออกมาดี ทำแบบที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ใช่ ตั้งแต่เด็กอะครับ มันยากนะที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกถึงคำนี้ แต่ผมว่าแม่ทำได้”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สาม : จากการก็อปปี้ สู่การตระหนักว่าอาชีพนี้มีคุณค่า

“อย่างที่บอก ตอนเด็กๆ ผมแสดงตามที่คนบอกให้ทำ ผมไม่ได้คิดหรอกว่าการแสดงมันมีเสน่ห์ยังไง ประสบการณ์ชีวิตตอนนั้นมันไม่ได้หลากหลายจนเราบอกได้ว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับฉัน แม้กระทั่งตอนเล่นหนังอย่าง 5 แพร่ง ที่มันยากจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมมีแพสชันอะไรขนาดนั้น ผมแค่รู้สึกว่ามันยาก แต่ผมก็อยากเอาชนะนะ ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่ถ้าทำอะไรดีสักอย่างแล้วมีคนชมจะรู้สึกภูมิใจ ทำอะไรก็ดีไปหมดเลยช่วงนั้น ผิดกับวันนี้” เขาหัวเราะให้ตัวเองเบาๆ 

“คือตอนนั้นเราชอบให้คนชม ไม่รู้หรอกว่าการแสดงเป็นแพสชันหลักของเราไหม เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนมาถึงการแสดงบางเรื่องที่มันเริ่มมีผลกระทบกับคนดู อย่าง Suckseed ผมยกตัวอย่างนะ ตอนเล่น เราสนุก ก็ไปเจอเพื่อน เล่นดนตรี ได้เจอคนนู้นคนนี้ พี่ตูนมากองถ่าย กูโคตรโชคดีเลยว่ะ ถามว่าชอบแสดงไหม เฉยๆ ไม่ได้ชอบอะไรขนาดนั้น แต่ว่าเล่นแล้วมีความสุขกับชีวิตก็พอ แต่ที่มันมากไปกว่านั้นคือ อย่างทุกวันนี้ ผมมาถ่ายรายการ Super 10 เด็กๆ รุ่นนี้ บางทีผมยังงงเลยนะ โห เขายังดู Suckseed กันทันหรอวะ บางคนก็บอก เพิ่งดูใน Netflix พ่อเปิดให้ดู พ่อชอบมาก พ่อเขาก็รุ่นๆ เดียวกับผมนะบางที (หัวเราะ) 

“ผมก็แบบ เอ้ย โอ้โห มันทำให้เด็กบางคนหันมาเล่นดนตรีเว้ย เห้ย มันเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยนะ ผมไม่รู้นะว่าคนที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งนี้มีมากน้อยแค่ไหน แค่มีสักคนสองคน ผมก็รู้สึกว่าดีว่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่างานเรามันมีคุณค่า”

“แต่ว่าไอ้แพสชันที่มันมากับการแสดง ที่เรารู้สึกว่ามันโอเคด้วยตัวมันเองเลย เล่นเสร็จกลับบ้านก็พอใจแล้ว ไม่ต้องรอหนังฉาย วันนี้แม่งกูมีความสุขกับการแสดงจังเลย ก็คือเรื่อง ตุ๊กแกรักแป้งมาก

หากใครยังไม่เคยดู มันคือเรื่องราวความรัก ความทรงจำของอดีตเด็กวาดคัทเอาต์ในโรงหนัง ที่อยากจะเป็นผู้กำกับ และอยากทำหนังเพื่อให้คนคนหนึ่งได้ดู 

“สิ่งเดียวในเรื่องนั้นที่ผมว่ามันติดอยู่ในใจผม คือวิกผมที่มันแบบ มีบางฉากที่ดี มันเนียนเหมือนจริง แต่บางฉากมันก็… นั่นคือแค่เรื่องเดียวเลยครับ แต่นอกจากนั้น ทุกอย่างของเรื่องนั้น เรารู้สึกชอบการแสดงของเรา พอได้เล่นแล้ว เหมือนมันถูกไปหมด คือผมจะไม่ค่อยดูหนังตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่ผมรู้สึกว่าดูเรื่องนั้นแล้วผมไม่เขินตัวเองเลย ทั้งๆ ที่วิกมันไม่ได้ดีด้วยซ้ำ ผมไม่ได้โทษคนทำวิกนะครับ มันเป็นวิกอะ ใครทำมันก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่จะบอกว่า ผมมองข้ามจุดนั้นไปเลย ผมมีความสุขด้วยการแสดงจริงๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกๆ ครั้ง

เมื่อฟังเก้าเล่ามาจนถึงตรงนี้ ผมติดใจในน้ำเสียงเขาราบเรียบของเขา

ประสบการณ์จากการสัมภาษณ์คนมาจำนวนหนึ่ง มันมีเรื่องให้ผมประหลาดใจอยู่อย่างคือ คนที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมานานจนเชี่ยวชาญ ผมพบว่าเขาเหล่านั้นมักมีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกันคือ ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเก่งในสิ่งที่ทำเลย รู้สึกเสมอว่าตัวเองคือน้ำที่ไม่เต็มแก้ว พวกเขากระหายใคร่รู้ตลอดเวลา และรู้สึกเสมอว่า งานที่ตัวเองทำอยู่ ยังมีเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ และยังมีสิ่งใหม่ให้ค้นหาไม่รู้จบ (แม้หลายคนจะทำมาเกินหมื่นชั่วโมงจนเข้าขั้นเซียนแล้วก็ตาม) 

และพวกเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่ (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเคยเจอมา) มักรู้สึกกับสิ่งที่เขาทำว่า ก็เป็นแค่สิ่งปกติธรรมดา ก็แค่อาชีพอาชีพหนึ่งที่ไม่ได้สำคัญไปกว่าอาชีพอื่นใด (นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทำสิ่งนั้นๆ ได้นาน) ซึ่งต่างจากที่ผมคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า คนพวกนี้จะต้องพูดถึงสิ่งที่เขาทำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ออกนอกหน้า แต่ในความเป็นจริง พวกเขามักนิ่งกว่าที่คิดครับ

นิ่ง จนบางครั้งก็เผลอรู้สึกไม่ได้ว่า พวกเขายังเหลือแพสชันในสิ่งที่ทำอีกหรือเปล่า

หลายครั้งผมกลับมาบ้าน ฟังเทปสัมภาษณ์ของคนเหล่านั้น และรู้สึกผิดหวัง 

จนกระทั่งผมปิดเทป และเปิดดูผลงานล่าสุดที่คนเหล่านั้นทำ จึงจะเห็นว่าเขายังเหลือแพสชันในสิ่งนั้นอยู่หรือไม่

ไม่ใช่ทุกคนจะถนัดสื่อสารความรู้สึกทางการพูดครับ และเราตีความจากแค่ตรงนั้นไม่ได้

เพราะน้ำเสียง ปั้นได้ คำพูด หลอกง่าย 

แต่ผลงานที่เขาทำต่างหาก ที่จะแสดงให้เห็นว่า เขาให้คุณค่ากับมันแค่ไหน 

เพราะมันไม่เคยหลอกตัวเองเลย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สี่ : หมดไฟ จุดไฟ และความสุขจากการอยู่กับปัจจุบัน

ผมเคยเจอเก้าราวๆ เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยที่ผมทำงานในนิตยสารแฟชั่นหัวฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ตอนนั้นเก้าติด 1 ใน 10 ของลิสต์ผู้ชายที่น่าสนใจที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 เขามาถ่ายแฟชั่นและสัมภาษณ์ด้วยท่าทีเงียบๆ แต่ตั้งใจ แน่นอน ครั้งนั้นผมไม่ได้สัมภาษณ์เขา แต่ผมแอบไปอ่านบทสัมภาษณ์นั้นและติดใจคำถามหนึ่ง

ครับ ในฐานะนักเขียน เรามีโอกาสเจอคนเดิมๆ ในช่วงวัยที่ต่างไป และการถามคำถามเขาด้วยบางคำถามเดิมในวันที่เขามีวุฒิภาวะที่เปลี่ยนไป (เหมือนที่ Andy Warhol เคยทำในนิตยสาร Interview) ย่อมบอกอะไรเราได้บ้าง ไม่มาก… ก็น้อย

ทำงานมาจะยี่สิบปีแล้ว มีหมดไฟบ้างไหม

“มีครับ มี” เก้าตอบทันที

แล้วคุณจัดการกับอารมณ์ตัวเองยังไง

“ก็นั่นแหละ ย้อนกลับไปเรื่องที่บอกว่า บางอย่างเราชอบทำเพราะทำแล้วมีคนชม มีผลตอบรับที่ดี ถ้าเป็นยุคนี้ก็คือยอดวิว เมื่อก่อนคือหนังได้ร้อยล้าน แต่ผมว่าถ้าเอาสิ่งนั้นเป็นตัวตั้ง มันจะ Burn Out อย่างที่บอก โอกาสมันง่ายมาก ชีวิตคนเรา บางคนทำมาทั้งชีวิต ไม่ประสบความสำเร็จแบบที่เราตั้งใจเลย แต่เราลืมไปว่าเราได้อะไรจากสิ่งนั้นบ้าง หรือบางคนทำสำเร็จแค่เรื่องเดียวเองทั้งชีวิต บางคนมาดังตอนห้าสิบ อย่างคนที่เพิ่งได้ออสการ์ผู้หญิงที่เป็นชาวเอเชียอะครับ ที่เล่นหนัง แบรด พิตต์ (Brad Pitt) ไรสักอย่าง (เก้าหมายถึง ยุนยอจอง (Youn Yuh-Jung) เป็นนักแสดงหญิงวัย 73 ปี เธอป็นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงหญิงสมทบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Minari ซึ่งแบรด พิตต์ เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์) เขาเพิ่งมาได้เมื่ออายุเท่านั้นอะ เราจะไปรู้ได้ไงว่ามันเมื่อไหร่ 

“สิ่งสำคัญคือ ผมว่าถ้าเขามีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ โดยที่ไม่ต้องพึ่งว่ามันจะฮิตไหม มันจะได้ผลตอบรับที่ดีหรือคำชมไหม อาจจะถูกด่ามาตลอด แต่กูชอบอะ มันเหมือนชิซูกะเล่นไวโอลินโคตรห่วยเลย แต่เล่นเปียโนเพราะมากเลย ทำไมไม่เล่นเปียโนวะ เอ้า ก็ชอบไวโอลินอะ แล้วก็เล่นไปอย่างนั้นแหละ ไม่ฟัง ก็ไม่ต้องฟัง แต่วันหนึ่ง ผมว่าเดี๋ยวมันก็เพราะเว้ย มันก็แค่นั้นแหละ มันต้องหาสิ่งนั้นให้เจอก่อน ซึ่งผมเองก็ต้องเอาจิตใจไปอยู่กับตรงนั้นว่า อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข ก็โฟกัสกับสิ่งนั้นมากกว่าผลตอบรับภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ คิดแบบนี้ ไฟมันก็กลับมา

“และสิ่งนี้ มันไม่ควรมีสิ่งเดียวด้วย สิ่งที่เรียกว่าแพสชัน เราถึงต้องมีงานอดิเรก ซึ่งหลังๆ ผมพบกับดนตรี ผมว่าผมสวิตช์สองแชนแนลนี้ อันหนึ่งได้พัก อันหนึ่งได้ทำ สลับกันไป ดนตรีกับการแสดง ผมโอเค ผมว่าต้องบาลานซ์ชีวิตดีๆ บางคนอาจมีความอดทนสูง ทำได้เรื่อยๆ ทำอย่างเดียวทุกวันก็ดีไป แต่ผมทำไม่ได้ ก็ต้องหาอะไรที่มันพอดีกับตัวเรา อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่า เราไหว ฝืนบ้างนิดหน่อย ดูขีดจำกัดตัวเอง แต่ไม่ต้องฝืนจนต้องตั้งคำถามว่า ฝืนเพื่อ? ให้มันฝืนพอท้าทายก็พอ”

ถ้าถามว่า คำถามเดิมจากเมื่อ 4 ปีก่อน มีคำตอบที่เปลี่ยนไปไหมในวันนี้

ใจความคงเดิม แต่มันเข้มข้มขึ้นตามวัย วัยที่ยังเร็วเกินไปหากไฟฝันจะมอดดับ

และดูท่า นอกจากจะไม่ดับแล้ว มันยังลามไปจุดไฟในหัวใจผู้ฟังด้วย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่ห้า : ลบล้าง เขียนทับใหม่ ก่อนจะก้าวต่อในในบทบาทที่ไม่คุ้นเคย

ขอสารภาพว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์ แม้ เก้า จิรายุ จะเป็นคนตอบคำถามตรงหน้า แต่ในบางแวบของการสบตา ผมกลับรู้สึกถึงความเป็น ‘เป็ด’ หนุ่มน้อยจาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ บางครั้งก็เหมือนจะเห็นการแสดงอารมณ์แบบ ‘ตุ๊กแก’ จาก ตุ๊กแกรักแป้งมาก (ขาดแค่การสวมวิกผมยาวเซอร์ และเปิดเพลง เพียงสบตา ของ พี่แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์

น่าคิดว่า นั่นเป็นเพราะคาแรกเตอร์เหล่านั้นเหมือนตัวเก้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือนั่นคือตะกอนจากการสวมบทบาทที่ยังนอนก้นในตัวเขา หรือทั้งสองอย่าง

เพราะบทที่คุณเล่นนั้นหลากหลายมาก และหลายครั้ง นักแสดงอาจต้องสวมบทบาทเป็นใครที่ไม่ใช่ตัวเอง คุณเคยซัฟเฟอร์จากการทำงานตรงนี้ไหม-ผมถาม

“มันเกิดขึ้นได้ครับ เหมือนเป็นความเคยชิน กล้ามเนื้อมันจำ อย่างตอนที่ผมเล่น Suckseed ผมก็รู้สึกว่า ต่ำต้อย กูตัวเล๊กกก (เสียงสูง) ตามคาแรกเตอร์ มันก็ติดมา ทุกวันนี้บางทีก็ยังรู้สึกว่ายังมีอยู่เหมือนกัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว ด้วยความที่มันมีบางอย่างเชื่อมโยงกับเราด้วย เพราะเราไม่ได้คิดว่าตัวเองมีความมั่นใจสูงอยู่แล้ว ผมคิดอย่างนั้นนะ แต่ก็ไม่ต้องไปเครียดกับมันครับ ถ้ามันไม่ได้กระทบต่อชีวิตก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราต้องไปเล่นคาแรกเตอร์อื่น ‘การล้าง’ ก็สำคัญ ผมจะไม่ใช้วิธีที่ต้องไปนั่งล้างอะไรเก่าๆ คนเราไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่ลบไปได้เลย แต่เราเขียนสิ่งใหม่ทับไปได้ มันคืออย่างนั้น 

“ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ เขาบอกเลยว่าวิธีเดียวของการแสดงที่ทำยากที่สุด ถึงข้ั้นทำไม่ได้เลย คือการที่มีแววตาที่ไร้เดียงสา อันนี้ยากมาก บทอื่นมันเปลี่ยนกันได้ ความรู้สึกบางอย่างเราแค่เขียนทับมันลงไป อันเก่าก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก แค่เขียนทับมันลงไปแล้วคาแรกเตอร์ใหม่มันชัดกว่า แต่ถ้าเราจะทำตัวเองให้กลับไปไร้เดียงสาเหมือนเด็กอะครับ ยากมาก คนดูอาจรู้สึกว่า นี่ไง เหมือนเด็กเลย แต่มันเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไปดูดีๆ ครับว่ามันเหมือนจริงหรือเปล่า แววตาน่ะ มันมีจังหวะเผลอ ไม่เหมือน เพราะการไร้เดียงสาไม่ต้องแสดง ทุกอย่างคือสัญชาตญาณ นึกออกไหมครับ แล้วการที่จะมีแววตากลับไปเป็นอย่างนั้นได้มันยากมาก อันนี้เป็นบทหนึ่งที่ผมกล้าพูดเลยว่า ใครที่เล่นได้แล้วมันใช่นี่โคตรเก่ง ผมยังคิดเลย ถ้าผมทำได้ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก” เขาพูดถึงความท้าทายในอาชีพอย่างออกรส

“แต่ถ้าพูดถึงการติดคาแรกเตอร์ ผมเองก็มีบ้างเหมือนกันหากเจอบทเครียดๆ บทเจอผีเยอะๆ ที่มัน Intense หน่อย” เก้ากล่าว หนึ่งในเรื่องที่ล้างยากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาคือการสวมทบาทเป็น ‘เป้’ นักเลงปาหินที่ฆ่าพ่อตัวเองโดยไม่ตั้งใจใน 5 แพร่ง ตอน หลาวชะโอน

“ครูสอนการแสดงก็จะมีวิธีเบื้องต้นคือ สะบัดร่างกาย สะกดจิตตัวเองให้รู้สึกว่าความเครียดมันออกไป คือเมื่อรีแล็กซ์ร่างกายแล้ว จะช่วยให้จิตใจดีขึ้นด้วย แต่บางคนที่เป็นหนักมากๆ อาจต้องใช้การออกกำลังกาย หรือมีวันพัก อย่างผมก็ใช้วิธีเล่นดนตรีบ้าง ฟังเพลงบ้าง ผมอาจจะถือว่าไม่ใช่คนที่ล้างยากมาก หรือผมอาจจะไม่ได้ Deep เท่านักแสดงคนอื่นก็ได้ หรือผมอาจจะไม่ได้ลงถึงแก่นเท่าเขาก็ได้ มันก็แล้วแต่วิธีของแต่ละคนน่ะครับ

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey, Jr.) ยังบอกเลยว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่อินอะไรกับการแสดง เขาไม่เคยอินเลย เขาแค่เสแสร้งเก่ง แต่มันเก่งจริง เราก็ยอมรับ แต่ผมไม่เชื่อมันหรอก ผมว่ามันเรียนเยอะ มันต้องศึกษาแหละ อาจจะมีพรสวรรค์ แต่พวกนี้ทุกคน นักร้องร็อกงี้ ศิลปินร็อกต่างประเทศที่บอกว่า อุ้ย ภาพลักษณ์ออกมา กินเหล้า สูบบุหรี่ เมายา ตื่นเช้ามา วิ่งทุกคน ผมกล้าพูดเลย ไอ้พวกนี้…

“จริงพี่… มันวิ่งทุกคน” เขาอมยิ้ม 

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่หก : ร็อก แรป เมทัล กับชีวิตอีกบทบาทในวง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเพลงที่ทำให้คนรู้จักเก้าในบทบาทนักดนตรี คือ ทุ้มอยู่ในใจ เพลงประกอบภาพยนตร์ Suckseed ห่วยขั้นเทพ ไม่ใช่แค่การเป็นศิลปินเดี่ยว แต่เก้ายังเคยฟอร์มวงกับเพื่อนในชื่อวง Sleep Runway ดนตรีป็อปร็อกสมวัยที่ครองใจผู้ฟังในช่วงนั้น 

“พูดตรงๆ ตอนนั้น ผมไม่ได้มีสกิลล์การร้องเพลงที่สูง จะให้ร้องแหบๆ พร่าๆ แบบร็อกมากๆ ผมก็ทำไม่ได้ เพลงมันก็เลยทำออกมาตามเสียงของผมด้วย ซึ่งอยู่ในภาคดนตรีที่เราก็ยังพอรับได้ ก็เป็นป็อปร็อกปกติทั่วไป แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เราคิดว่าถ้าเป็นแนวดนตรีที่เราชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะ ดนตรีของเราจะออกมาเป็นแบบไหน”

ดนตรีไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตเก้า แต่สิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับใครหลายๆ คนคือ ครั้งนี้ เก้ากลับมาทำดนตรีในสไตล์ที่หนักหน่วงกว่าที่ใครหลายคนคาดไว้

Bad Baboon คือวงล่าสุดของเขา คือพลังหนุ่มจากสี่สมาชิกคือ กลอง-ฐาฬ์ กุณฑลบุตร (ร้องนำ), โดม-วีรยุทธ์ ห่อนาค (กลอง), บอม-วิชาวัฒน์ บุดดาบุญ (เบส) และเก้าเองที่ครั้งนี้ เขากำชับหนักแน่นกับเพื่อนว่าเขาอยากเล่นกีตาร์ในวง 

“พอดีว่ามีเพื่อนที่โตมาแบบเรา เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก พูดอะไรก็เข้าใจว่าเราจะทำแนวไหน นั่นคือคุณกลอง มันชอบแรป เลยคุยกันว่าอยากทำเพลง ผมพูดตรงๆ เลย อยากเล่นกีตาร์ อยากเล่นเมทัล มึงก็มาแรปแล้วกัน ร้องไม่ต้องมีเมโลดี้เลย จะได้ทำดนตรีง่ายด้วย ไม่ต้องมีเรื่องของฮาร์โมนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย เอาความสะใจล้วนๆ

“เราก็คิด Riff กีตาร์ไป แรปก็เล่าเรื่องไปโดยไม่ต้องคิดว่าคำมันจะลงเมโลดี้ไหม มันพูดอะไรออกมาตรงๆ ได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของแรป คือคำไทยมันมักมีปัญหา สังเกตเพลงไทยในตลาดนะครับ ในยุคก่อนฮิปฮอปมา ว่ามันจะมีคำที่ถูกใช้วนไปวนมา เหมือนเป็นชุดคำที่ลงกับเมโลดี้แล้วร้องออกมาได้โดยไม่โกงโน้ต 

“แต่ในยุคหลัง พอมาเป็นยุคฮิปฮอป เราจะเห็นว่าต่อให้มีเมโลดี้ก็เถอะเริ่มมีการโกงโน้ต มันก็ใช้ได้กับแนวดนตรีบางแนว จะมีความกวน มีเสน่ห์ไปอีกแบบ แต่ผมรู้สึกว่า นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้น อิจฉาคนฝรั่งน่ะครับที่เขามีเพลงที่พูดคำอะไรก็ได้ มันลงโน้ต ลงเมโลดี้ได้หมดเลย คือภาษาเขามันดันเป็นแบบนั้น แต่ว่าภาษาเราอาจจะต้องเลือกคำนิดหนึ่งเวลาร้องเมโลดี้ แต่พอเป็นแรปปุ๊บ มึงรัวเลย ขอแค่ Rhyme สวย ฟังแล้วเข้าหู ใช่มันก็คือใช่ และผมว่า ความชอบมันก็เป็นไปตามวัย เรารู้สึกว่า วัยนี้เราไม่ต้องมานั่งคิดแล้วว่ามันจะฮิตหรือไม่ฮิต ถ้าคนชอบ มันก็ชอบครับ”

วันนั้น ผมบอกเก้าว่า การได้ฟังเพลงของ Bad Baboon นั้นกระตุกต่อมความทรงจำยิ่งนัก เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนที่พาผู้ชายวัย 30 เดินทางกลับไปสู่สมัยไว้ผมเกรียนขาวสามด้าน ขอเงินแม่ไปซื้อเทปคาสเซ็ต ใส่เทปนั้นในเครื่องเสียงในรถแม่ เปิดลำโพงสุดเสียง เพียงอินโทรเพลง Paper Cut จากอัลบั้มในตำนาน Hybrid Theory ของ Linkin Park ดังขึ้น แม่ก็หันขวับและถามว่า “ซื้อเพลงอะไรมา” นั่นคือแทร็กแรกของการเดินทางไกลในชีวิตวัยรุ่นยุค 2000 ยุคที่ดนตรีร็อกผสมแรป (หรือ Nu Metal หรือเฮฟวี่เมทัลผสมฮิปฮอป แล้วแต่จะนิยาม) แบบนี้ยังเฟื่องฟูมาก มันนำไปสู่การแสวงหา Limb Bizkit และผองเพื่อนมากระแทกโสต และนี่คือแนวดนตรีที่ไม่ใช่ดนตรีเมนสตรีมอีกต่อไปในยุคนี้

“ใช่ครับ ใช่ๆ ผมก็โตมาแบบนั้นเหมือนกัน มันยากนะ แต่มองในแง่ดีมันก็ท้าทายไง ถ้าเราทำให้ดนตรีร็อกหรือเมทัลกลับขึ้นมาให้สูงที่สุด เรารู้สึกว่าเป็นความท้าทาย เราอยากเล่นแบบนี้มากกว่า ส่วนใครจะมาดูเพราะว่าเป็นตัวผม ผมก็ไม่สน แต่ตอนเขากลับออกไป แล้วเขารู้สึกยังไงกับสิ่งนี้ นั่นสำคัญกว่า”

เก้าที่เจ็ด : Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่ ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่

ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าอยากเข้าใจใครสักคน วิธีที่ดีที่สุดคือศึกษาชีวิตและเสพผลงานของเขา

ตอนนี้ Bad Baboon ปล่อยออกมาแล้ว 4 ซิงเกิล คือ Yes แม่, ข้าวราดแกง, อับดุล และล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมาโดยสมาชิกในวงรับผิดชอบพาร์ตตัวเอง และช่วยกันขัดเกลาให้กลมกล่อมทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และดนตรี 

ต้องยอมรับว่า แค่ได้ฟังชื่อเพลง อาจทำให้หลายคนด่วนตัดสิน 

คำมันชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่หลอกด่า ไม่อ้อมค้อม

ดนตรีมันสาดโสตซะสะใจ และอาจจะหนักหูเกินไปสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ หรือใจไม่เปิดรับดนตรีเมทัล

แต่นี่แหละคือเมทัล นี่แหละคือความขบถ นี่แหละคือพลังสร้างสรรค์แห่งวัยหนุ่ม

ในฐานะของคนที่ฟังแล้ว ผมอยากบอกคุณอย่างนี้ครับว่า

เปิดใจ เปิดลำโพงให้สุด และจงอ่านระหว่างบรรทัดให้ดีๆ

“อันนี้ผมพูดแทนนักร้องนะครับ ตีความจากนักร้องอีกที เพราะผมก็ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในหัวเขาเหมือนกัน” เก้ากล่าว ก่อนจะเล่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเพลง

“อย่างเพลง Yes แม่ เป็นเพลงแรกของวง คอนเซปต์อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก ผมแค่มีดนตรีให้ แล้วให้นักร้องไปเขียนเนื้อมา ได้ท่อนฮุกมาก่อนว่า ‘Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่’ ผมก็รู้สึกว่า แม่ง เป็นคำที่กวนตีนดี ‘ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่’ มันเป็นคำที่เหมือนจะด่าเหรอ แต่ไม่ใช่ บอกว่า Yes แม่ ก็คือเชื่อฟังพ่อแม่ ตามนั้น เป็นคอนเซ็ปต์ที่พูดถึงคนที่อายุมากๆ แล้วใช้อายุมาเป็นอาวุธน่ะครับ

“มีอยู่ท่อนหนึ่งในเพลง ‘ฆ่าคนด้วยความแก่แต่ว่าจริงๆ ไร้ Attitude’ เหมือนคนที่ใช้อายุมาข่มว่ากูเจ๋ง กูรู้มากกว่ามึง ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาอาจจะเป็นแค่ผู้ใหญ่ไก่กา ไม่ได้รู้อะไรจริงๆ ด้วยซ้ำไป เราไม่จำเป็นต้องนับถือคนแบบนั้น อันนี้คือแนวความคิดของเรา คือมันไม่สำคัญว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ มันสำคัญว่าข้างในคุณอายุเท่าไหร่มากกว่า”

แล้วซิงเกิลที่ 2 อย่าง ข้าวราดแกง ล่ะ-ผมถามเขา

“สั่งข้าวราดแกงเมื่อไหร่ แต่สุดท้ายได้แกงราดข้าวทุกครั้ง เปรียบเปรยกับสภาพสังคมปัจจุบันที่พูดอย่างทำอย่าง คืออันนี้มันเล่นคำแหละ เรารู้ว่ามันเหมือนกันแหละ ข้าวราดแกงกับแกงราดข้าว แต่ว่าไปดูจริงๆ มันไม่เหมือนนะ สำหรับผมคือ ไม่อันใดอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างบน อีกอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างล่าง มันไม่เหมือนกัน บางที บางเรื่องที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย เหมือนๆ กันก็ได้มั้ง จริงๆ มันไม่เหมือน ถ้าเขาสั่ง เขาเป็นลูกค้า คุณก็ต้องทำตามที่เขาบอก ไม่ใช่มาขายผ้าเอาหน้ารอด เอาผักชีโรยหน้าแล้วบอกว่ามันเหมือนกัน หรือบางทีคนพูดอย่างทำอย่าง มันเยอะในสังคม เราก็เอามาพูดในเชิงกวนตีน ไม่ได้ไปด่าเขาตรงๆ เพลงนี้ก็จะจิกๆ กัดๆ หน่อย เออ เหมือนปะยาง เขียนปะยาง 24 ชั่วโมง แต่ปะจริงๆ ปะแค่ครึ่งชั่วโมงเอง มันคือความกวนอ่ะครับ 

“จริงๆ มันมีอะไรอีกในนั้น มีความเสียดสีอยู่เกือบทุกเพลง แต่เราฉาบมันด้วยความกวน ไม่อยากให้คนฟังรู้สึกว่า โห เมทัลมันเครียดจังวะ เราก็ยังต้องการให้มีอารมณ์ที่กวน แบบยิ้มได้อยู่ เพราะผมว่ามันสำคัญนะเวลาที่เราฟังเพลง อย่างพี่มานั่งคุยกับผมวันนี้ กับเวลาที่พี่กลับไปฟังเพลง พี่ต้องนึกถึงคนคนเดียวกันหน่อย เราไม่อยากเป็นแบบวงที่ก่อนจะขึ้นคอนเสิร์ตนี่นั่งเล่นเกมกัน หัวเราะคึกคัก สนุกน่ารัก แต่ขึ้นไปบนเวทีแล้วคุณพูดแต่เรื่องเลือด เรื่องการเมืองอย่างนี้ แค่เพราะแนวดนตรีเมทัลเขาทำกัน แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ตัวคุณแล้ว มันไม่ใช่แค่ว่าแนวนี้ต้องพูดเรื่องนี้เท่านั้น แนวไหนมันจะพูดเรื่องไหนก็ได้ครับ ทำได้หมด”

มาถึงเพลง อับดุล ซิงเกิลที่ 3 ที่เก้าดูท่าว่าจะชอบมาก เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง สาวบางโพธิ์ ของตู้ ดิเรก

“ผมไปร้านเหล้ากับเพื่อน คุยกันว่าเพลงต่อไปเอาอะไรดี วงดนตรีที่ร้านก็เล่นเพลง สาวบางโพธิ์ (เก้าฮัมทำนอง) แล้วเพื่อนผมก็ร้องขึ้นมา ‘อับดุล เอ้ย อับดุล เอ้ย’ ผมก็ เออ ได้นี่หว่า มันเป็นคำของตลกเล่นกัน เราเอาไปทำต่อได้นี่หว่า ผมก็ไปขึ้นโครงดนตรีมา นักร้องก็ไปเขียนแรป แรปมันมา ดีมากเลย อับดุล นี่ผมชอบมาก เป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องของคนที่รู้จริงแต่ไม่จังครับ รู้จังแต่ไม่จริง มันก็เหมือนกับโชว์ปาหี่ เหมือนกับโชว์อับดุล อย่างนี้เลย 

“โดยเฉพาะกับคนบางคนที่มีคนนับหน้าถือตาอยู่ในสังคม เป็นคนใหญ่คนโตด้วยซ้ำไป คือเขาไปพูดอะไรคนก็เชื่อหมด แต่จริงๆ มันอาจไม่มีอะไรจริงเลยด้วยซ้ำที่เขาพูด มันก็มีอะครับ ในสังคมเรา ผมยกตัวอย่างไลฟ์โค้ชบางคน ใช้คำว่าบางคนนะครับ ผมรู้สึกว่า เขาจะรู้อะไรวะ นึกออกไหม ที่เขาพูดไปเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วบ้างก็มี แต่บางคนก็ยังจะเชื่อ ยังจะฟัง เลยเป็นที่มาของเพลงนี้ เราเปรียบเทียบกับคนที่ทำเหมือนรู้ แต่จริงๆ ไม่รู้อะไรเลย”

ส่วนเพลงล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมา “เพลงนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของนักร้อง เป็นเพลงแรกที่นักร้องเขามีเนื้อมาจบหมดแล้วเลย เราก็ไปทำดนตรีเลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น” 

ตัวผมเองได้ฟังแล้วครับ พูดเลยว่าเพลงนี้แสบจริง ได้ฟังฮุกแรกเท่านั้นแหละ เล่นเอาถอดแว่นแทบไม่ทัน

แม้ตัวผลงานจะการันตีฝีมือของวงได้เป็นอย่างดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าหลายคนอาจยังปิดใจ หรือไม่ก็เข้ามาฟังเพราะเป็นวงที่มี เก้า จิรายุ เป็นสมาชิก ซึ่งดูเหมือนเก้าก็เข้าใจข้อดีนี้

“ผมอยากมีงานเล่น แล้วไปเล่นในฐานะวง ผมคิดเสมอว่า ผมไม่ได้อยากมีสปอตไลต์ คือโอเค คนต้องมองอยู่แล้วว่าเป็นวงเก้า แต่ท้ายที่สุด ก็ถ้าเขาอยู่กับโชว์สี่สิบห้านาทีหรือชั่วโมงนึงที่ผมไม่ได้ร้องเพลงเลย ผมแค่คอรัสอย่างนี้ ถ้าเขาอยู่กับเราได้ แสดงว่านี่ความสามารถเราแล้วนะ แต่ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นนะ ใครอยากจะดูเพราะผม ก็ไม่เป็นไร แต่ท้ายที่สุด เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วงจะทำให้คนรู้สึกสนุกได้คือ ณ ตอนนี้ วงยังไม่ได้เป็นยอดฝีมืออะไรอย่างนั้น แต่ผมมองว่า หน้าที่เรามีอย่างเดียวครับ เราขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรี เราแค่ต้องเล่นดนตรี แล้วก็ต้องเล่นให้เขาปฏิเสธเราไม่ได้ 

“ผมไม่ได้บอกว่า ดีจนปฏิเสธไม่ได้ มันต้องเป็นความพอดีอะไรบางอย่าง ที่แบบไม่ได้เล่นโชว์ออฟ ปฏิเสธไม่ได้ในที่นี้คือ มันจะมีบางคนที่เราไม่ชอบเขาเลย ศิลปินคนนี้ แต่บางทีเรานั่งดูคลิปเขาเล่น ทำไมกูหยุดดูไม่ได้วะ รู้ตัวอีกที กูว่ากูชอบมึงแล้วล่ะ มันต้องเป็นความรู้สึกอย่างนั้น แล้วเราไม่ได้หวังว่าจะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ เราหวังว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับแค่คนบางคน แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว นั่นแหละครับ แค่เล่นกับเพื่อนๆ แล้วก็เป็นตัวของตัวเองครับ”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่แปด : ความสัมพันธ์ในมุมมองของคนหนุ่ม

ในยุคโซเชียลมีเดียที่ความหมายของความเป็นส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนไป นอกจากผลงานเบื้องหน้าแล้ว ชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์หลังม่านมายาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนล้วนจับตามอง โดยเฉพาะคนหนุ่มวัยกลาง 20 เขามีมุมมองต่อความสัมพันธ์อย่างไร ในช่วงวัยที่แพสชันแห่งความรักกำลังเข้มข้นและเบ่งบาน

“ความสัมพันธ์เหมือนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เราไม่รู้ว่าจะคบกับใครนานแค่ไหน เขาจะอยู่ในชีวิตเรานานไหม เขาจะรับเราได้ไหม เราจะรักเขาได้ไหม มีแต่คำถามเต็มไปหมดเลยครับ คิดมากไปผมว่าก็ปวดหัว ก็เลยกลับมาที่ว่า ตอนนี้มีความสุขก็พอ คิดเผื่อไปข้างหน้าได้นะ แต่ไม่ต้องเยอะมากจนกวนใจเรา แค่รู้สึกว่า ตอนนี้ คบกันแล้วมีความสุข มองไปข้างหน้าแล้วยังโอเค ก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว”

สำหรับคุณ อะไรคือสิ่งที่จะรักษาความสัมพันธ์ได้นาน-ผมถามเขา

“พูดถึงความแฟร์ มันก็สำคัญ แต่แฟร์ของแต่ละคนไม่เท่ากันอีก งั้นมาพูดเรื่องทัศนคติดีกว่า สมมติเรามองสิ่งหนึ่ง มันอาจจะไม่ได้มองเป็นสิ่งเดียวกันเสียทีเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองแบบนั้นก็จบ อีกอย่างก็ใจเขาใจเราด้วยครับ ช่วงที่เราเครียด เราอยากได้การปลอบประโลม ถ้าเขาเครียดก็คงเหมือนกัน จริงๆ ผมไม่อยากคิดไปเยอะว่ามันจะต้องเป็นยังไง คือพอมาอยู่ในวงการ คอมเมนต์มันเยอะ ส่วนหนึ่งผมก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัว ผมไม่พูดว่าผมมีโลกส่วนตัวสูง เพราะผมไม่รู้สึกว่าสูงขนาดนั้น แต่มันมีอยู่ ผมว่าเราก็จะให้เขาเห็นเฉพาะสิ่งที่เราสบายใจที่จะให้เขาเห็น เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่อยากให้คนดูจากทางบ้านมาเป็นคนตัดสินชี้ชะตาเรา มันไม่ใช่ 

“ท้ายที่สุด มันต้องมาจากตัวเราเองว่าเรารู้สึกแบบไหนจริงๆ ผมเชื่อว่าหลายคนในวงการต้องมีผลกระทบบ้างแหละ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับความสัมพันธ์ ก็เป็นห่วงนะครับ (ยิ้ม) ขอให้ทุกคนสู้ๆ ครับ มันไม่ง่ายอยู่แล้ว ต่อให้เราไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เขาก็จะมีความท้าทายแบบอื่น ที่พระเจ้าหรือใครสักคนส่งมาให้เราต้องต่อสู้กับสิ่งนั้น มันเป็นบททดสอบ 

“ถ้าพูดถึงของผม ผมรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นการซื้อหวยที่เลขเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราประพฤติตัวด้วย กับสิ่งที่เขาประพฤติตัวด้วย มันประกอบกัน บางทีเราซื้อมา ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าแหละ มันไม่รู้จนกว่าวันที่หวยจะออก” 

ฟังเขาพูดจบ ผมคิดในใจ และหวังอย่างยิ่งครับว่า เขาจะถูกหวยงวดนี้

เก้าที่เก้า : ย้อนรอยเก้า ก่อนก้าวต่อไป

การสนทนาดำเนินมาถึงจุดสุดท้าย แต่ผมนึกย้อนกลับไปก่อนวันสัมภาษณ์ วันที่ผมโทรหาเขาเพื่อบอกประเด็นและจุดมุ่งหมายที่เราจะคุยกัน และถือโอกาสถามเขาตรงๆ ว่า อยากคุยอะไรนอกเหนือจากประเด็นที่วางไว้บ้างไหม “จริงๆ คุยอะไรก็ได้นะครับ ผมเป็นคนอ่านง่ายครับ ไม่ซับซ้อน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งที่ชวนตีความได้หลายอย่าง

มาวันนี้ที่ผมได้สนทนา ได้ฟังเสียงเขาเต็มสองหู ได้จ้องเขาเต็มสองตา จริงอยู่ที่คุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่เขาไม่ใช่คนที่อ่านง่ายนัก และหลายครั้งก็ก้ำกึ่งระหว่างความเข้าใจง่ายและซับซ้อนอยู่ในที

น้ำเสียงของ เก้า จิรายุ ให้จินตนาการถึงเสียงโทนต่ำ ราบเรียบ และค่อนข้างนิ่ง 

จะตื่นเต้น ยินดี หรือเศร้าใจ น้ำเสียงจึงไม่ต่างกันนัก แต่มันเต็มไปด้วยความครุ่นคิดของวัยหนุ่ม อาจพูดติดขัดบ้าง ในระหว่างที่กำลังเลือกสรรค์คำมาบรรยายความรู้สึกนึกคิดอย่างระมัดระวัง ถ้าเขาไม่คั่นด้วยคำว่า ‘แบบ…’ แล้วตามด้วยข้อความ เขาก็จะใช้ความเงียบตัดประโยคอย่างชะงักงัน แม้การร้อยเรียงประโยคจะชวนสับสนในบางครั้ง แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด เมื่อได้กลับมาฟังเสียงสนทนาของเขาอีกครั้งระหว่างถอดเทป 

มันคือความครุ่นคิดของวัยหนุ่มจริงๆ

บางจังหวะนั้นหนักแน่นชวนคล้อยตามและชวนตั้งคำถาม ว่านี่คือบทเรียนชีวิตที่มาจากชายวัย 25 จริงหรือ 

บางจังหวะก็ลังเลกับคำตอบ จนชวนให้สงสัยว่าเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ 

แต่กระนั้น ก็สมวัยย่าง 26 เป็นตัวของตัวเองและเปี่ยมเสน่ห์อย่างร้ายกาจในทุกจังหวะ

น่าคิดว่าถ้าให้มองย้อนกลับไป ชีวิตมอบบทเรียนใดให้เขาได้เรียนรู้มากที่สุดในวัยนี้

“มันไม่มีอันไหนเฉพาะเจาะจงหรอกครับ แต่ว่าช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้มากที่สุด คือช่วงเวลาที่มันแย่ อาจจะเรารู้สึกว่า งานช่วงนี้ไม่ใช่งานที่เราอยากทำ ผมพูดตามตรงเลย ผมไม่ได้ทางสะดวกมาตลอดนะ มีบางงานที่แบบ… เราอยากทำมากเลยว่ะ ไปออดิชันไม่ได้ก็มี หลังๆ มานี่ผมออดิชันไม่ค่อยติดเลยนะครับ ส่วนใหญ่งานที่เราได้เห็นกันจะเป็นงานที่ติดต่อเข้ามาว่าอยากได้เรา อันนี้คือยกตัวอย่างจากในหลายๆ เหตุการณ์ บางทีมันก็เศร้าไปเลย หรือเครียดไปเลย หรือเซ็งตัวเองไปเลย 

“แต่ไอ้ช่วงเวลาแบบนี้ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ได้มองเห็นชีวิต และยิ่งเห็นชัดเวลาที่มันผ่านมาแล้ว เมื่อเราเอาชนะความเครียดในครั้งแรกได้ ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ก็จะทำได้ต่อๆ ไป มันอาจจะยากขึ้น มันอาจจะมองไม่เห็น มันอาจจะมืดแปดด้าน แต่ผมรู้สึกว่า มองย้อนกลับไปนี่แบบ โหย มันมีคุณค่ากับเรามากเลยนะ ไอ้ความไม่สำเร็จต่างๆ เนี่ย ความหกล้มคลุกคลาน มีคนด่า อะไรอย่างนี้ มันมีค่ากับผมมาก ที่จะพูดทั้งหมดทั้งมวลก็คือ ผมขอบคุณข้อผิดพลาดพวกนี้มากเลย ส่วนใหญ่มันจะฉุดรั้งเรา ดึงเราให้ต่ำลงไป 

“แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่จะฉุดเราได้จริงๆ หรอก นอกจากเรายอมแพ้ของเราเอง”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของ เก้า จิรายุ จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

Writer

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load