สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

แสงแดดอุ่นส่องลอดหน้าต่างกระจกเข้ามาในร้านขนาดกะทัดรัดย่านวัดเกตุ ขณะที่ถ้วยใบเล็กใส่น้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งถูกบรรจงวางบนเคาน์เตอร์หินอ่อนภายในร้าน เมื่อฉันยกขึ้นจิบ ก็ได้ลิ้มรสหวานผสานกับกลิ่นละมุนของอบเชยที่ผสมอยู่ในน้ำผึ้งนั้น

นี่ไม่ใช่เครื่องดื่มดื่มเล่นให้ชื่นใจ แต่คือยามีฤทธิ์เยียวยาร่างกาย

สินค้าสุขภาพ
Botanic Pantry สินค้า สุขภาพ

ถ้าลองหันหลังกลับไป บนหน้าต่างกระจกบานนั้นมีตัวอักษรสีขาวเขียนไว้ว่า  ‘Botanic Pantry’

Botanic Pantry, สินค้าเพื่อสุขภาพ

ที่นี่คือร้านขายสินค้าเพื่อสุขภาพ คือสถานที่อบอวลด้วยพลังธรรมชาติ คือสิ่งที่เกิดจากความเชื่อในทางเลือกสู่ชีวิตที่ดีที่ไม่ใช่โรงพยาบาลของ นิจ-สรวีย์ เอื้อผดุงเลิศ หญิงสาวชาวกรุงเทพฯ ผู้ขึ้นมาหยั่งรากที่เชียงใหม่

ไม่ต่างจากใครหลายคน-นิจเริ่มสนใจดูแลตัวเองด้วยวิถีธรรมชาติเพราะโรครุมเร้า     

“ที่จริงเราไม่สบายมาตลอดนะ” นิจบอกฉัน “เราทำงานโฆษณาตั้งแต่เรียนจบ ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจฟองสบู่แตก ฉะนั้น เรื่องงานก็ต้องอดทนและทำงานหนักมาก ภายใน 2 ปีเราก็พัง ป่วยเป็นโรคเยอะมาก ที่จริงที่บ้านมีความรู้เรื่องแพทย์ทางเลือกอยู่แล้ว เราก็รักษาตัวเองด้วยวิธีทางเลือกอยู่ แต่ก็จะเป็นแนวดื้อๆ อยากกบฏ ก็ไปหาหมอด้วย”

จากภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย จนถึงหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่ถูกสั่งให้เข้าห้องผ่าตัด ทำให้นิจตัดสินใจลองหันเข้าหาวิถีทางเลือกเต็มตัว

“คุณพ่อพูดคำหนึ่งขึ้นมาว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าไปตัดไปผ่าอะไรออกจากร่างกายเรา ตอนนั้นเรายังไม่มีความรู้อะไรเลย แต่ฟังคำนี้แล้วรู้สึกว่าต้องเชื่อพ่อ ร่างกายพ่อแม่ให้มา เราต้องเชื่อเขา ก็เลยไม่ทำ”

Botanic Pantry, สินค้าเพื่อสุขภาพ
Botanic Pantry : แบรนด์ที่ชวนผู้คนดูแลชีวิตให้ดีด้วยธรรมชาติและภูมิปัญญาล้ำค่า

หญิงสาวลองเรียนโยคะ แล้วก็พัฒนาสู่การดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลดีกับตัวเธอ นิจยังชอบใช้วันลาพักร้อนไปเชียงใหม่คนเดียวเพื่อเข้าคอร์สเยียวยาร่างกายแบบต่างๆ จนเริ่มหลงรักเชียงใหม่ อยากอยู่ในที่ที่มีความเป็นเมืองผสมผสานกับธรรมชาติ เมื่อสามีชวนให้ย้ายไปตั้งรกรากที่นี่ หญิงสาวจึงตอบตกลงง่ายดาย ก่อนจะพบว่าเชียงใหม่ช่วยให้เธอได้กินอาหารเมือง รู้จักสมุนไพร เปิดประตูสู่การหาความรู้ด้านสมุนไพรที่เลยไปยังการค้นคว้าศาสตร์เก่าแก่ต่างๆ เช่น แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน และอายุรเวชซึ่งเป็นศาสตร์การดูแลตัวเองเก่าแก่ของอินเดีย ที่สุดแล้ว เธอจึงได้เรียนรู้ในวิถีทางเลือกที่สนใจ และก็ได้ลองนำสิ่งที่ค้นพบมาปรับใช้จริงเป็นของกิน ของใช้ในชีวิตประจำวัน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อนึกอยากมีอาชีพที่เชียงใหม่และอยากแบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้ออกไป นิจจึงตัดสินใจเปิดร้านขายผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ทีแรกเธอตั้งใจให้ร้านขายของออร์แกนิกแบบคัดสรร แต่คิดอีกที หญิงสาวก็อยากให้ความสนใจของร้านเฉพาะทางกว่านั้น

“เราลองมองย้อนชีวิตตัวเองกลับไป การที่ร่างกายดีขึ้นไม่ได้อยู่แค่ว่าเรากินอะไร ถ้าเราอยากให้คนสุขภาพดีขึ้นจริงๆ ต้องให้ความรู้แบบองค์รวม เราเลยเปลี่ยนจากร้านออร์แกนิกมาเป็นเรื่อง Wellness เพราะคำว่า Wellness ต้องรวมทุกอย่าง การออกกำลังกาย การเลือกกิน การใช้ชีวิตทั้งหมด รวมถึงเรื่องจิตใจ เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ ขณะที่ตอนนี้ตลาดแยกเป็น 2 ทาง คือออร์แกนิกกับ quick fix ซึ่งคือกิน Supplement เพื่อความผอม ลดไขมันเร็วๆ สินค้าเราจะเป็นของที่ต้องประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันไปเลย”

ร้าน Botanic Pantry จึงเกิดขึ้น นอกจากโฟกัสในสิ่งที่ใหม่และต่างจากแบรนด์เพื่อสุขภาพอื่น ยังอาจเรียกได้ว่าเป็นร้านที่เน้นเรื่องชีวิตดีแบบองค์รวมหนึ่งเดียวในเชียงใหม่ (ชื่อร้านได้มาจากตอนเริ่มต้นที่ทุกอย่างทำขึ้นในครัวของนิจซึ่งเต็มล้นด้วยสมุนไพร) เมื่อก้าวเข้าร้าน จะพบผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมหลักจากธรรมชาติ ครอบคลุมทั้งของกินของใช้ เช่น น้ำผึ้งผสมสมุนไพรที่มีหลายสูตร เยียวยาร่างกายได้หลายแบบ จนถึงเบาะสำหรับเล่นโยคะ ทั้งหมดนี้แบ่งเป็นแบรนด์ของนิจคือ Botanic Pantry Ayur (เน้นสินค้าด้านความงาม) และแบรนด์อื่นๆ ที่เธอเลือกเข้าร้าน  

Botanic Pantry : แบรนด์ที่ชวนผู้คนดูแลชีวิตให้ดีด้วยธรรมชาติและภูมิปัญญาล้ำค่า
Botanic Pantry : แบรนด์ที่ชวนผู้คนดูแลชีวิตให้ดีด้วยธรรมชาติและภูมิปัญญาล้ำค่า

นิจพิถีพิถันเลือกส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ ทดสอบอยู่นานนับปี พยายามใช้ของออร์แกนิกมากที่สุดเท่าที่ทำได้ สินค้าเซ็ตแรกของเธอจึงปลอดสารเคมีรวมถึงไม่ใส่สารกันเสีย (เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์มีขนาดเล็กเพราะควรใช้ให้หมดภายใน 4 – 6 เดือน) นอกจากนี้ หญิงสาวยังอยู่ในระหว่างร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้พัฒนาสินค้าให้ดีอย่างใจ โดยปรับจากสูตรเก่าแก่ที่ศึกษามา

เมื่อถึงเวลาขาย หญิงสาวก็ยืนยันว่าเธอจะเริ่มขายจากแบบออฟไลน์เพียงอย่างเดียว และต้องพบลูกค้าเอง วิธีนี้ช่วยให้เธอได้แนะนำพวกเขาโดยตรง ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ได้ทดสอบสินค้า ที่สำคัญคือ ได้ทดสอบว่าทางที่กำลังมุ่งไปถูกหรือไม่

Botanic Pantry : แบรนด์ที่ชวนผู้คนดูแลชีวิตให้ดีด้วยธรรมชาติและภูมิปัญญาล้ำค่า

“เรารู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างฮาร์ดคอร์ในการดูแลตัวเอง แต่ว่าคนข้างนอกใช้ชีวิตอีกแบบ แล้วเราจะหาจุดกึ่งกลางกันยังไง” นิจอธิบาย ก่อนจะบอกว่าลูกค้าที่เข้ามาในร้านนั้นเป็นลูกค้าที่น่าพอใจ “เราทำเคาน์เตอร์บาร์ มีเก้าอี้ให้นั่ง เพราะต้องการให้คนมานั่งแล้วคุยกันจริงๆ ซึ่งการมีหน้าร้านเชียงใหม่เป็นสิ่งดี มันเป็นหน้าร้านของโลก เราได้คนจากหลายประเทศ และถนนเส้นที่อยู่ก็ค่อนข้างได้ลูกค้าที่โอเคด้วย คือคนที่เข้ามาจะโดนกรองด้วยสารหน้าร้านประมาณหนึ่ง บางคนเข้ามาถ่ายรูปอย่างเดียวก็มีนะ แต่บางคนพอเห็นสารแล้วคลิกก็เข้ามา เราเองก็ไม่ใช่ว่าเข็นขายของอย่างเดียว ก็จะคุยก่อนว่าเป็นมายังไง มาอยู่กี่วัน สังเกตจากท่าเดินว่าเขามีปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า ท้องอืดไหม ให้ลองชิมสินค้า

“ตอนแรกเลยที่เปิดร้านตั้งใจจะโฟกัสที่ aging target แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ทันแล้ว ของแบบนี้กลุ่มลูกค้าต้องเด็กกว่านั้น เรามองว่าสัก 30 ต้นๆ จนถึง 45 เป็นกลุ่มเป้าหลัก กลุ่มกลางๆ นี่แหละที่ต้องใช้ เขาทำงานหนัก ใช้ชีวิตคนเมือง มีความไม่สมดุลหลายอย่างเลย สิ่งเหล่านี้มันน่าจะมาปรับชีวิตเขานิดหนึ่งให้สมดุล”

สินค้าเพื่อสุขภาพ
Botanic Pantry : แบรนด์ที่ชวนผู้คนดูแลชีวิตให้ดีด้วยธรรมชาติและภูมิปัญญาล้ำค่า

ตอนนี้ Botanicl Pantry อาจยังเป็นเพียงร้านขายสินค้าสุขภาพร้านหนึ่ง แต่ในอนาคต นิจตั้งใจจะพาสิ่งที่เธอรักไปไกลกว่านั้น นั่นคือเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้ เช่น ริเริ่มจัดเวิร์กช็อปสอนผู้คนดูแลตัวเองในแบบที่เธอเชื่อ โดย ณ ปัจจุบันก็มีคนจากหลายประเทศสนใจมาร่วมแบ่งปันความรู้ให้

ขณะที่เมื่อหันมองผลตอบรับและผลประกอบการ นิจบอกว่าตอนนี้สินค้าเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้ ร้านที่เปิดมาประมาณครึ่งปีเลี้ยงตัวเองแบบอยู่ได้และยังคงต้องก้าวต่อไป

“การจะทำให้ Botanic Pantry อยู่รอดอย่างยั่งยืนคงต้องทำหลายอย่างไปด้วยกัน ทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์ เรื่องการให้ประสบการณ์ ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่ทำให้คนเข้าร้านมาแล้วได้เรียนรู้สินค้าและเรื่องการดูแลตัวเองไปพร้อมกัน ส่วนเรื่องทำการตลาดออนไลน์เราก็ไม่ทิ้ง เป็นสิ่งที่เราอยากทำจริงจัง กระแสการใช้สื่อเป็นยังไง เราต้องทำและทิ้งไม่ได้เลย”

อาจพูดได้ว่าธุรกิจของหญิงสาวเพิ่งเริ่มต้นและมีงานรออยู่ข้างหน้าอีกมาก แต่ถ้าถามว่าวันนี้ วินาทีนี้ เธอรู้สึกกับชีวิตตัวเองอย่างไร

“ตอนนี้มีความสุขกับชีวิตมาก” นิจลากเสียงยาวในคำสุดท้าย แต่ที่จริงคำพูดอาจไม่จำเป็นอะไร

เพราะแค่เห็นสีหน้าและแววตาเป็นประกายของเธอ เราก็รู้

Botanic Pantry : แบรนด์ที่ชวนผู้คนดูแลชีวิตให้ดีด้วยธรรมชาติและภูมิปัญญาล้ำค่า
The Rules
  1. สร้างสรรค์สินค้าจากวัตถุดิบที่ดีที่สุด
  2. ทำงานแบบรักษาสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน
  3. มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน แต่พร้อมรับและปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงระหว่างทาง
  4. ถามตัวเองว่าสิ่งที่ทำช่วยให้เกิดความสุขสบายใจหรือไม่ และจะช่วยเปลี่ยนชีวิตคนอื่นให้ดีขึ้นไหม หากคำตอบคือใช่ทั้งสองข้อ สิ่งนี้คืองานที่โลกได้เลือกแล้วที่จะมอบให้แก่คุณ จงวางใจสบายๆ แล้วทำให้เต็มที่
facebook.com/botanicpantry
 

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load