เดินมิวเซียมทะลุชุมชน 

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของเมืองไทยในปัจจุบันมีมากกว่า 500 แห่งด้วยกัน แต่มีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ยังคงเติบโตและทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องและมีชีวิตชีวา เมื่อเราทราบข่าวว่า ‘พิพิธบางลำพู’ คือหนึ่งในนั้น เราจึงอยากชวนท่านผู้อ่านไปลงพื้นที่กับเรา 

บทความนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเราจะเดินตามภัณฑารักษ์ ผู้นำชมเรื่องราวประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์ กับส่วนที่ 2 ที่เราจะเดินตามไกด์เด็กจากชมรมเกสรลำพู ออกนอกกำแพงเข้าไปในชุมชนของพวกเขาจริงๆ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะเห็นความสัมพันธ์ที่ส่งเสริมกันระหว่างทั้งสองส่วน อีกทั้งอาจจะได้พบคำตอบที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด ว่ากระบวนการแบบไหนที่เชื่อมโยงการทำงานของพิพิธภัณฑ์กับวิถีชีวิตชุมชนแห่งนี้ให้เป็นทองแผ่นเดียวกันได้อย่างงดงาม

Part 1 : การยืนต้นของลำพูร้อยปีในมิวเซียม 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ลอยมากับลมเอื่อยยามเช้า สร้างรอยยิ้มให้กับเราตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่าง ผ่านกำแพงสู่พื้นที่ริมคลองบางลำพูบนถนนพระอาทิตย์ วันนี้ ลลิตา อัศวสกุลฤชา ภัณฑารักษ์ชำนาญการของพิพิธบางลำพู มารอต้อนรับเราด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ พลางอาสานำชมนิทรรศการด้วยตนเอง เธอบอกว่าบางครั้งเหล่าเด็กๆ ก็จะพาผู้เข้าชมเดินในตึกด้วย แต่กลุ่มวันนี้ขอรออยู่ข้างนอก “กลุ่มที่มาเป็นรุ่นล่าสุดของชมรมค่ะ เลยขอเวลาเตี๊ยมกันนาทีสุดท้ายเพิ่มเติมหน่อย” 

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

ว่าแล้วก็ได้ฤกษ์ถอดรองเท้า เดินเข้าไปเริ่มกันใน ‘ตึกปูน’ เดิมทีตึกนี้เคยเป็นโรงพิมพ์คุรุสภา (โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช) เป็นที่ฝึกสอนช่างพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทย เมื่อหมดสัญญาแล้วเคยมีแนวคิดรื้อถอน เพื่อสร้างเป็นสวนสาธารณะต่อจากสวนสันติชัยปราการ แต่แล้วชาวบ้านจากบริเวณโดยรอบรู้สึกว่าไม่ควรรื้อตัวอาคารที่พวกเขารู้สึกผูกพันมานาน นำมาซึ่งการปรึกษาหารือกับเจ้าของที่คือกรมธนารักษ์ และได้จุดร่วมว่าควรแปลงพื้นที่ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ ให้ได้ทั้งอนุรักษ์ตึก ได้ทั้งความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน และเผยแพร่พันธกิจของกรมธนารักษ์ด้วยไปในตัว

คุณลลิตาชี้ให้เราดูบรรดารูปถ่ายและแบบแปลนของอาคารนี้ที่ติดหราอยู่บนผนัง แสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก จากงานออกแบบแรกเริ่มของ พระสาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยางค์) ควบคุมการก่อสร้างโดย หลวงวิศาลศิลปกรรม (เชื้อ ปัทมจินดา) ในช่วงสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของไทยหรือยุค พ.ศ. 2475

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

 “มองจากด้านนอกคงเดิมเป๊ะ แต่ด้านในถูกถอดรูปให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ในส่วนของตึกปูนจัดแสดงพันธกิจหน้าที่ของกรมธนารักษ์ทั้งสี่ด้าน คือ หนึ่ง การผลิตและบริหารเหรียญกษาปณ์ สอง การดูแลรักษาและจัดแสดงทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน สาม การประเมินราคาทรัยพ์สิน และสี่ การบริหารที่ราชพัสดุ” 

ภัณฑารักษ์ของเราเล่าต่อว่า เดิมทีด้านหลังตึกปูนมีเรือนไม้ 2 หลัง แต่หลังหนึ่งถูกรื้อถอนไปเพื่อเปิดเป็นทางเข้า ส่วนอีกหลังได้รับบูรณะซ่อมแซมเพื่อทำเป็นส่วนจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ว่าด้วยชุมชนบางลำพู ด้านในเรือนไม้นั้นเป็นส่วนนิทรรศการที่เล่าถึงชุมชนบางลำพู 

“เดี๋ยวเราเดินต่อไปที่เรือนไม้กัน จะเห็นว่าโครงสร้างนั้น ยังคงคานแบบโบราณไว้ แถมตัวชุดเหล็กยังเป็นเหล็กชุดเดียวกับที่สร้างสะพานพุทธด้วยนะคะ”

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

ตัวตึกไม้ให้บรรยากาศคลาสสิกโบราณ แต่ขอบอกเลยว่านิทรรศการนั้นเจ๋งไม่แพ้ใคร เริ่มจากวีดิทัศน์ในห้องแรกที่เชื้อชวนให้ผู้ชมไปตามหา ‘ขุมทรัพย์ บางลำพู’ กันด้านใน

“ขอบเขตของย่านบางลำพูนั้น เรานับจากฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา อีกฝั่งคือถนนวิสุทธิกษัตย์กั้น (สะพานพระราม 8) สุดมาถึงถนนเจ้าฟ้าและถนนราชดำเนินนอก ประกบกันเป็นพื้นที่ที่เราศึกษา ซึ่งในย่านนี้มีชุมชนย่อยลงไปอีกมากมาย ที่โดดเด่นชัดเจนก็มีเจ็ดชุมชน ได้แก่ ชุมชนวัดสังเวชวิศยาราม ชุมชนตรอกเขียนนิวสาน์-ตรอกไก่แจ้ ชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ ชุมชนวัดสามพระยา ชุมชนวัดใหม่อมตรส ชุมชนบ้านพานถม และชุมชนบวรรังษี แต่ละที่เอกลักษณ์แตกต่างกัน ทั้งเรื่องศาสนาและภูมิปัญญา” ภัณฑารักษ์กล่าว

นิทรรศการในตึกไม้เริ่มจากการจำลองบรรยากาศคลองและต้นลำพู ซึ่งเป็นจุดเด่นของบริเวณนี้ อยู่คู่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่ตอนสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และด้วยความใกล้วัง บางลำพูจึงมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมมาโดยตลอด ต่อมาถึงยุคที่เรียกได้ว่าเป็น ‘พระนครเซ็นเตอร์’ มีรถรางสีเหลืองคันใหญ่ เป็นตัวแทนทางรถที่เคยผ่านบางลำพูถึง 3 สายจาก 10 กว่าสาย แสดงถึงร้านรวงและมหรสพหลากหลายนำสมัย เยื้องกันมีโรงลิเกจำลองให้เราได้สวมชุดแบบเสมือนจริงด้วย 

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

“โรงลิเกหอมหวน เป็นลิเกลูกบทที่มีการแต่งตัวเป็นเอกลักษณ์ เป็นต้นแบบของคณะลิเกในปัจจุบัน เมื่อก่อนตั้งติดกับที่ตรงนี้เลยค่ะ ตอนนี้เป็นปั๊มน้ำมันไปแล้ว” คุณลลิตาเล่า “ส่วนอีกร้านที่ภูมิใจสำเสนอมากคือ ห้าง ต. เง็กชวน ผู้ผลิตแผ่นเสียงตรากระต่าย เมื่อก่อนเขาเป็นคนทำโรงหนังมาก่อน ดังนั้นพอมาทำแผ่นเสียงเขาจะออกแบบภาพปกของแผ่นได้สวยงาม และเป็นเจ้าที่ทำแผ่นเพลงท้องถิ่น เพลงพื้นเมืองด้วย”

คุณลลิตาแอบกระซิบว่า ในทัวร์ข้างนอกเราจะได้แวะไปร้าน ต. เง็กชวน ด้วย ซึ่งถึงเขาจะเลิกทำแผ่นเสียงไปแล้ว แต่เขาก็ยังทำสินค้าที่มีลักษณะเป็นแผ่นๆ อยู่นะ ให้รอดูว่าเป็นสินค้าอะไร

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนออีกหลายร้านรวงของชุมชน อาทิ ร้านกาแฟโบราณที่มีการทำที่พักพ่วงด้านบน (เรียกว่าเป็นจุดเริ่มของธุรกิจโฮสเทลก็ได้) แบรนด์เสื้อนพรัตน์ ร้านแรกๆ ที่ทำชุดนักเรียนสำเร็จรูป ห้างตั้งฮั่วเส็ง ชื่อดังเรื่องผลิตภัณฑ์เย็บปักถักร้อย และร้านรองเท้าแก้วฟ้า เจ้าของเดียวกับห้างนิวเวิลด์

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน
พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

“เจ้าของเขาเริ่มจากแบรนด์รองเท้ายี่ห้อ Big Buffalo นี่แหละค่ะ แล้วก็บริจาครองเท้าจากสต็อกเก่าของเขามาให้เราจัดแสดงด้วยนะคะ ให้ทายว่าอันไหน” ปริศนานี้ทำให้เราพินิจพิเคราะห์เหล่ารองเท้าในตู้กันนานพอสมควร (ขออนุญาตไม่เฉลยในที่นี้ เกรงว่าเมื่อตามไปดูแล้วจะหมดสนุก) 

ถัดจากร้านรวงยังมีการจัดแสดงวิธีชีวิตและสินค้าในครัวเรือนที่สืบทอดกันมาของแต่ละชุมชน ข้าวต้มน้ำวุ้นที่พัฒนาจากขนมบ๊ะจ่างทรงสามเหลี่ยมของชาวจีน เป็นของหวานจากชุมชนวัดสามพระยา มีการจัดแสดงโต๊ะเครื่องมือการปักโขน อีกทั้งโต๊ะเครื่องช่างทองหลวงในตรอกสุเหร่าชุมชนมัสยิดจักรพงษ์

“เจ้าของคือ ป้าเล็ก ลอประยูร ซึ่งตอนนี้แกเลิกทำแล้ว ช่างที่สืบต่อมาก็ไม่ใช่เครื่องมือแบบนี้ พอเราไปคุยเขาเลยก็ยกให้ทั้งโต๊ะมาจัดแสดง” 

เรื่องเล่าของภัณฑารักษ์ชวนให้เราสงสัยว่า ทำไมชุมชนถึงไว้ใจทีมมิวเซียมถึงขนาดนั้น “ชุมชนย่านนี้เข้มแข็งมากๆ แต่ไหนแต่ไร เขาเป็นผู้ขับเคลื่อนก่อนเรามาเสียอีก

“ในการประสานกับชุมชนเรามี Keyman หรือผู้ประสานงานหลักในแต่ละชุมชน ซึ่งต้องทำให้เขาเข้าใจก่อนว่าเรามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการอนุรักษ์สิ่งสำคัญในชุมชนของเขา ซึ่งไม่ง่ายนะคะ แต่เราก็เน้นความสม่ำเสมอ ไปเรื่อยๆ ไปบ่อยๆ และไม่ได้ไปเอาอย่างเดียว เวลาเขามีงานอะไร เช่น งานประจำปี งานเทศกาล เราก็ไปร่วมด้วย ช่วงพักเที่ยงพวกเราก็ไปเดินข้ามไปกินข้าวในชุมชน หรืออย่างข้าวตังที่เขาทำกันตอนตีสี่ตีห้า เราก็ตื่นเช้าตรู่ไปช่วยเขาทำด้วย ถ้าเรามาแปดโมงครึ่งตามเวลาราชการ เขาก็เอาไปขายหมดแล้ว” 

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

ภัณฑารักษ์ของเราเล่าอย่างภูมิใจ “ทีมพิพิธภัณฑ์นั้นมีการทำโครงการสำรวจชุมชนเพิ่มเติมต่อเนื่อง เรื่อยๆ เราพบเนื้อหาที่เพิ่มเติมจากนิทรรศการมากกว่าเจ็ดชุมชนที่นำเสนอ เช่น ชุมชนมัสยิดตึกดิน ที่แยกตัวออกมาจากชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ เป็นต้น หรือเกร็ดเรื่องขนมอย่างข้าวตังและโบ๊กเกี้ยะ ที่สุดท้ายเรามานำเสนอในอีเวนต์ ในนิทรรศการหมุนเวียน รวมถึงสื่อโซเซียลด้วย” 

ไฮไลต์สุดท้ายของตัวนิทรรศการคือต้นลำพูจำลอง ที่มีง่ามหนึ่งมาจากเศษเสี้ยวของต้นจริง ล้อมรอบด้วยแรงระยิบของหิ่งห้อย

“เป็นต้นลำพูร้อยปีที่ยืนต้นตายตอนมีน้ำท่วมใน พ.ศ. 2554 ค่ะ” คุณลลิตาเล่าให้ฟังว่าต้นลำพูเป็นพืชที่รากอากาศ น้ำมากไปก็ไม่ได้ แห้งไปก็ไม่ดี ชุมชนใจหายมาก เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับมันมาหลายชั่วอายุคน ทางพิพิธภัณฑ์จึงเลือกกิ่งหนึ่งจากต้นมาประกอบเข้ากับวัสดุจำลอง เพื่อคืนชีพให้มันอีกครั้ง 

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

ก่อนลงจากอาคาร เรายังได้มีโอกาสไหว้ ‘พระพุทธบางลำพู ประชานาถ’ พระพุทธรูปซึ่งชาวชุมชนบางลำพูได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ด้วย

“ทุกๆ เดือนจะมีการทำบุญที่พิพิธภัณฑ์นำโดยชุมชน และในวันสงกรานต์ทุกปี ชาวชุมชนบางลำพูจะอัญเชิญพระพุทธรูปนี้ไปประดิษฐานในสวนสันติชัยปราการเพื่อให้คนในผู้คนได้สรงน้ำท่า…” ยังไม่ทันสิ้นคำของภัณฑารักษ์ เสียงเจี๊ยวจ้าวของเด็กๆ ดังขึ้นมากจากใต้ถุนเรือน น่าจะเป็นสัญญาว่าไกด์ของเราพร้อมแล้ว

Part 2 : การผลิบานของเหล่าเกสรลำพูในชุมชน

“สวัสดีค่ะ หนูชื่อ หนูนา อายุ 10 ขวบ มาจากชุมชนวัดสังเวชฯ ค่ะ”

“สวัสดีค่ะ หนูชื่อ ขนุน อายุ 10 ชวบ มาจากชุมชนวัดสังเวชฯ ค่ะ”

“สวัสดีครับ หนูชื่อ ทีม อายุ 11 ขวบ มาจากชุมชนวัดสังเวชฯ ค่ะ” 

“บอกเขาไปซิว่าชื่อ ทีมมี่” เด็กๆ หัวเราะกันคิกคัก ส่วนทีมมี่แค่กลอกตาใส่เพื่อนเบาๆ จนเมื่อแนะนำตัวกันครบทีมแล้ว เราจึงออกเดินจากมิวเซียมชิดซ้ายมือไปทางวัดสังเวชฯ ขณะที่ข้ามสะพานคลองรอบกรุง เด็กๆ ก็หยุดชี้ให้เราดูรูปศิลปะบนกำแพงริมคลอง พวกเขาบอกว่าในชุมชนของเขามีงานสตรีทอาร์ตวาดไว้เป็นจุดๆ

“เป็นโครงการของกรมธนารักษ์ร่วมกับศิลปินสตรีทอาร์ตหลายๆ ท่าน สร้างสรรค์ภาพที่เกี่ยวกับเอกลักษณ์ของชุมชน บางภาพเองชุมชนก็ร่วมวาดด้วย โดยพวกเขาจะเลือกกันเองว่าจะให้วาดตรงไหน และอยากสื่ออะไรเกี่ยวกับบ้านของเขา อย่างตรงจุดนี้ก็ทำงานกับโรงเรียนวัดสังเวชฯ เป็นรูปเรือยาวที่ครั้งหนึ่งเคยล่องแถวนี้” คุณลลิตาขยายความ 

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน
พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

“ตรงนั้นบ้านหนูค่ะ” ขนุนชี้ไปให้เราดูอีกฝากหนึ่งของสะพาน พวกเราเห็นแค่หลังคาผ้าใบสีแดงที่ซ่อนอยู่ในหลืบ แต่เธอดูภูมิใจนำเสนอเหลือเกิน “หนูเรียนโรงเรียนวัดสังเวชฯ ตรงนี้ค่ะ แล้วด้านหน้านี่เป็นคุณยายของหนูเองค่ะ ร้านลูกชิ้นคุณยายเป็นร้านประจำหน้าโรงเรียนค่ะ” น้องขนุนพาพวกเราเดินไปสวัสดีคุณยายของเธอพอเป็นพิธี แต่กลิ่นหอมของลูกชิ้นทอดก็ทำให้พวกเราอดใจไม่ไหว จัดไปกันคนละไม้สองไม้ ทั้งไกด์และลูกทัวร์

กลุ่มไกด์เด็กนี้ถือเป็นส่วนต่อยอดมาจาก ‘ประชาคมบางลำพู’ ที่คนเก่าแก่ในท้องถิ่นมารวมตัวกันเพื่อฟื้นฟู ยืนหยัด รักษาวิถีของชุมชนย่านนี้เอาไว้ พอมีการรวมกลุ่มกันของผู้ใหญ่ ก็มีทำให้มีการรวมกันของเด็กๆ ด้วย โดยพวกเขามีชื่อว่า ‘ชมรมเกสรลำพู’ ปัจจุบันดำเนินงานมากว่า 19 ปีแล้ว เด็กๆ บอกเราว่าการมาเป็นไกด์ทำให้พวกเขาได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และได้รู้เรื่องในย่านบางลำพูอย่างลึกถึงแก่นมากขึ้น 

“ตรงนี้เป็นกำแพงเมืองเก่าครับ เคยเป็นวังของกรมหลวงจักรเจษฎา” ไกด์ของเราเล่า “แล้วขนมเบื้อง ร้านแม่ประภาที่ติดกันข้างๆ นี่ก็อร่อยมากครับ” เมื่อเดินไปถึงหน้าร้านขนมเบื้องที่น้องบอก เราจึงไปจ๊ะเอ๋กับป้าย ต. เง๊กชวน ด้านบนร้าน ภัณฑารักษ์ของเราเลยหันมาเฉลย 

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

“นี่ไงคะ ที่บอกว่าร้าน ต. เง๊กชวน ยังทำสินค้าเป็นแผ่นๆ ขายอยู่ คือขนมเบื้องที่แหละค่ะ เขาถือเคล็ดว่าถ้าที่นี่ทำอะไรเป็นแผ่นจะขายดี ก็ขายดีจริงๆ นะ” นอกจากป้ายชื่อร้านเก่าแล้ว ยังมีครุฑตราตั้งที่เคยได้รับพระราชทานสมัยทำแผ่นเสียงตรากระต่ายติดไว้อยู่ด้วย “ถือเป็นร้านขนมเบื้องร้านเดียวในประเทศที่มีครุฑตราตั้งนะคะ” คุณลลิตาหัวเราะ

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน
พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

ถัดไปไม่ไกลเราแวะเข้าไปถ่ายรูปกับสตรีทอาร์ตอีกผลงานในซอย ทีมไกด์เด็กของเราไม่รอรี วิ่งเข้าไปโพสต์ท่าให้ถ่ายรูปทันที “อันนี้เป็นรูปช่างปักชุดโขนค่ะ ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่าโต๊ะของเขามีขาไม่ครบ เพราะคนวาดจะสื่อว่าเป็นอาชีพที่ค่อยๆ หายไป ส่วนติดกันนี้เป็นรูปไก่ค่ะ ตรอกนี้ชื่อไก่แจ้ค่ะ” 

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

พอถามไปถามมาจึงเพิ่งรู้ว่า ที่ชื่อนี้ไม่ใช่เพราะแถวนี้เลี้ยงไก่ขายแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะในสมัยก่อนบริเวณปากตรอกแห่งนี้เป็นที่ตั้งของบ้านพระนิติธานภิเษก ผู้พิพากษาศาลฎีกาในสมัยรัชกาลที่ ๖ พอดีว่าบ้านสามชั้นของท่านมีเสาโลหะบอกทิศทางลมรูปไก่ ตามอย่างลักษณะบ้านเรือนฝรั่ง จึงทำให้ผู้คนในย่านนี้เรียกติดปากกันว่าบ้านไก่แจ้ และกลายมาเป็นชื่อ ตรอกไก่แจ้ “ตอนนี้ก็ยังมีไก่อยู่บนหลังคานะคะ”

พิกัดถัดมา คณะของเราลัดเลาะไปในที่ ‘มัสยิดจักรพงษ์’ ตั้งตระหงานอยู่ใจกลางชุมชนชาวมุสลิมที่มีบทบาทสำคัญในด้านช่างฝีมือทำทองมาตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ถือเป็นชุมชนมุสลิมแห่งแรกในเขตพระนคร 

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

“ปกติแล้วคณะทัวร์ที่มากับเกสรลำพูจะได้ขึ้นไปชมด้านบนของมัสยิดด้วยค่ะ แต่วันนี้มีละหมาดพอดี แล้วพี่ก็แต่งตัวไม่เรียบร้อยนะคะ” ไกด์ตัวเล็กหันมาบุ้ยใบ้เสื้อแขนกุดของเรา เราได้แต่หัวเราะและสัญญาว่าครั้งหน้าจะนัดแนะกันให้ดีกว่านี้ อย่างไรก็ตามเด็กๆ ก็พาไปชมและชิม (อีกแล้ว) อีกหนึ่งของดีของชุมชนมุสลิมตรงนี้ นั่นคือ ซาโมซ่า ขนมบาเยีย และสะเต๊ะไก่กลิ่มหอมเตะจมูก 

“ที่เราเดินทะลุมาเรียกว่าตรอกสะเต๊ะ หรือบางคนเรียกตรอกแขก เพราะที่นี่เดิมเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวมุสลิมเชื้อสายยะวาหรือชวาที่อพยพมาจากอินโดนีเซีย มีฝีมือในการทำไก่สะเต๊ะรสดีไม่แพ้ที่ไหนเลยค่ะ” 

อีกกิจกรรมที่ขาดไม่ได้คือการสักการะ ‘ศาลเจ้าพ่อหนู’ ตรงเชิงสะพานนรรัตน์สถาน (บางลำพูฝั่งเหนือ) ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความหลากหลายทางวัฒนธรรมในบริเวณนี้ ด้วยความที่เจ้าของที่เป็นชาวมุสลิม อนุญาตให้สร้างศาลจีน แต่ประทับพระพุทธรูปโบราณเนื้อนวโลหะ ทีมไกด์ของเราเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่ชาวบ้านเชิญพระพุทธรูปนี้มาประดิษฐาน มีคนเห็นเด็กชายตัวเล็กวิ่งเล่นอบู่บนหลังคาตลาดนานา ทำให้ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘เจ้าพ่อหนู’

“เมื่อตอนไฟไหม้ใหญ่ ตรงคลองฝั่งตรงกันข้ามกับศาล ว่ากันว่าคนเห็นเด็กชายตัวเล็กไปปัดเป่าไฟไม่ให้ลามมาถึงตลาด คนแถวนี้ก็เลยจะเอาพวกของเล่นเด็กมาถวายเป็นของแก้บนค่ะ” ไกด์ตัวจิ๋วของเราเล่าไปเสี่ยงเซียมซีไป “พอช่วงวันเด็กที่ศาลก็จะรวบรวมของเล่นไปแจกเด็กๆ ในชุมชนอีกทีค่ะ”

เราลงจากศาลมานั่งกินร้านขนมโบ๊กเกี้ยะริมคลอง ถือโอกาสนี้เลี้ยงเหล่าไกด์ตัวจิ๋วของเราด้วยเลย บางคนเลือกเฉาก๊วย บ้างเลือกถั่วแดง แปะก๊วย บ้างเลือกเส้นเลียงหุ้งสีเหลืองสด ส่วนเราไปสะดุดตากับ ข้าวต้มน้ำวุ้นสามเหลี่ยม “อย่างเดียวกับที่เห็นในมิวเซียมแหละคะ” คุณลลิตาเหมือนจะอ่านใจเราออก แน่นอนว่าเรารีบสั่งสิ่งนี้ไม่รีรอ พอได้ลิ้มลองความหอมมันเข้ากับน้ำแข็งเย็นๆ จึงถึงบางอ้อว่าทำไมคนในชุมชนถึงติดใจสิ่งนี้กันมากมาย 

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

“เวลาคนมาชมพิพิธภัณฑ์แล้วสนใจจะเดินไปต่อ เราก็จะให้เขาติดต่อทางเพจ ‘เสน่ห์บางลำพู’ หรือประสานให้กับชมรมเกสรลำพูเลยโดยตรง มันเป็นการต่อยอดที่ไปด้วยกัน ของที่ระลึกที่เด็กๆ ทำและออกแบบก็มาวางขายในพิพิธภัณฑ์ มีงานอีเวนต์อะไร พวกเราก็จะเชิญคนในชุมชนมาออกบูทบ้าง สร้างมูลค่าให้สินค้าของเขา เด็กๆ ก็มาใช้พื้นที่ในพิพิธภัณฑ์วิ่งเล่นอยู่ตลอด

“ถ้าชุมชนจะใช้ห้องประชุมเราก็ไม่คิดเงิน มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน จากเรื่องใหญ่ๆ ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ อย่างน้ำแข็งที่เอามาใช้ในอีเวนต์ของพิพิธภัณฑ์ ชุมชนก็เอามาให้” คุณลลิตาปิดท้ายด้วยความภูมิใจ 

พอพูดถึงน้ำแข็งก็นึกขึ้นได้ว่า แม่ของไกด์ทีมมี่ทำงานอยู่โรงงานน้ำแข็งด้วย แต่พอจะเรียกไกด์ทีมมี่มาขยายความ ปรากฏว่าเด็กทั้งแก๊งวิ่งไปออกันอยู่ที่คนขายน้ำตาลปั้นเสียแล้ว 

“พี่ทำเป็นรูปเจ้าหญิง Frozen ได้ไหมคะ” เสียงไกด์ทีมมี่ดังฟังชัด “หรือรูปเมอร์เมดก็ได้ หนูอยากได้รูปเมอร์เมด”

พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ช่วยเก็บบางลำพูในอดีต เพื่อรักษาอนาคตชุมชน

พิพิธบางลำพู อยู่ในการดูแลของกรมธนารักษ์ 

วันอังคาร-วันศุกร์ เปิดตามเวลาราชการ 08.30 – 16.30 น. รอบรับชมสุดท้ายเวลา 15.00 น.

วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดเวลา 10.00 – 18.00 น. รอบรับชมสุดท้ายเวลา 16.00 น

ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 30 บาท, เด็กอายุ 10-18 ปี คนละ 10 บาท 

สนใจ Walking Tour ในชุมชนโดยไกด์เด็กบางลำพู ติดต่อได้ที่ Facebook : เสน่ห์บางลำพู

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ช่วงนี้เทรนด์ของการกลับมาใช้ผ้าไทยยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง มีนักออกแบบและศิลปินหลายคนหันมาสนใจพัฒนาศักยภาพของผ้าพื้นถิ่นให้เราได้ตื่นเต้นกับลุคใหม่ ๆ ที่ใส่ง่ายและร่วมสมัย หนึ่งในนั้นที่น่าจับตามองคือ คุณฐากร ถาวรโชติวงศ์ หรือ อาจารย์กร จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้กำลังมีนิทรรศการ Spiritual Eternity จัดแสดงผลงานกว่า 40 ชิ้นอย่างอลังการ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในอาคารไปรษณีย์กลาง งานนี้นอกจากนำเสนอผลงานแปลกตาจากไอเดียล้ำ ๆ ของคุณฐากรที่ได้คิดค้นร่วมกับผู้ประกอบการทั่วประเทศไทยแล้ว หากมองลึกลงไปในระหว่างวัสดุเส้นด้าย เรายังได้เรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณและความรักในเส้นทางสิ่งทอของนักออกแบบรุ่นใหม่คนนี้อีกด้วย 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

จุดเริ่มการเดินตามฝัน

หลังจากเปิดนิทรรการไปได้ไม่กี่วัน คุณฐากรสละเวลามาแนะนำงานและกระบวนการเบื้องหลังให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง บทสนทนาของเราเริ่มขึ้นในห้วงเพลง Claire de Lune ที่เปิดซ้ำ ๆ ไปมาในแกลเลอรี่ โดยเขาบอกว่ามันเป็นเพลงที่เขาชอบฟังมากที่สุดขณะถักทอผ้าของตน

“ไม่รู้ว่าตอนนั้นเรามองมุมมองของศิลปินกับนักออกแบบผิดไปรึเปล่า แต่มันทำให้รู้สึกว่า เราอยากค้นหา มากกว่าอยากนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ” คุณฐากรเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ และเริ่มมีแรงขับที่จะสร้างผลงานของตัวเอง

“เราเลยเริ่มเดินสายประกวด TIFA (Thai Innovative Fashion Award) ปี 2016 ปรากฏว่าชนะ แล้วเป็นปีแรกที่ประกวดด้วยนะ ทำให้เรามั่นใจมาก ตัดสินใจออกจากงานเลย”

อย่างไรก็ดี เส้นทางในฝันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด “ตอนนั้นเราเอาผ้าที่ออกแบบไปทำกระเป๋า เลยคิดว่าจะทำแบรนด์กระเป๋าดีกว่า แต่ทำไปแล้วรู้สึกว่ามันทำอย่างยั่งยืนไม่ได้ หนึ่งคือเราไม่มีเงินที่หมุนพอจะสต็อก สองคือเราไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น ถึงแม้จะผ่านการประกวดมาแล้วก็ตาม ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำยังไงก็ได้ให้คนรู้จักเราเยอะกว่านี้ เลยเริ่มเดินหน้าเข้าวงการแสดงงาน ก็เริ่มที่ TCDC นี่แหละกับงาน Bangkok Design Week” 

คุณฐากรบอกว่า ต้องขอบคุณ TCDC ที่ให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่เป็นการแสดงงานครั้งแรกของเขา เขาตัดสินใจจัดแสดงผ้าผืนเดียวที่ตนเองทอด้วยโครงสร้าง Interknit ที่คิดขึ้นมาเอง โดยผ้าผืนนั้นก็นำกลับมาจัดแสดงในโชว์นี้ด้วย 

“บอกเลยว่าเป็นผ้าที่ทำยากมาก แต่มันมาแค่ผืนเดียวไง ซึ่งคนดูก็คงชื่นชม แต่ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมอะไรมากมาย จากนั้นแรงขับเริ่มมาแล้ว เรากลับมาคิดว่า ทำไมเราทำขนาดนี้ คนยังไม่ตอบรับเท่าที่ควรนะ รู้สึกอยากเอาชนะ ปีต่อมาก็เลยทำอีก เป็นชิ้นใหญ่ 15 เมตร ทำไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดคนเริ่มให้ความสนใจ มีมหาวิทยาลัยชวนไปสอน เป็นอาจารย์พิเศษ สุดท้ายเป็นอาจารย์ประจำจวบจนทุกวันนี้” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

สไตล์ที่นิยามด้วยการทดลองไปเรื่อย ๆ

“กรว่างานกรประหลาด (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกว่าความงามของเรางามแบบจับต้องได้เสียทีเดียวนะ คนต้องทำความรู้จักกับมันนิดห่นึง อาจจะเด่นที่วัสดุแปลก ๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง (Exotic Materials) การจับนั่นผสมนี่… มันมาจากการชอบทดลอง” คุณฐากรเล่า เมื่อเราถามถึงการนิยามไสตล์หรือลักษณะจำเพาะของเขา

“การลองทำให้เราเริ่มรักงานตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ คือพอได้ลองเราก็ได้ใช้เวลาทำงาน รู้ตัวอีกทีเวลาก็หมดไปเป็นวัน ๆ เออทำไมเราอยู่กับมันได้นานขนาดนั้นนะ แสดงว่าเราคงมีความสุขในกระบวนการนี้ มันคงเป็นมิติทางจิตวิญญาณ เป็น Spiritual ของเราจริงๆ แหละ ถ้านึกย้อนไปตอนแรก ๆ ที่เราอยากใช้ชีวิตเป็นดีไซเนอร์ เราเคยตั้งคำถามว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน คำตอบของการใช้ชีวิตคืออะไร 

“มันคือการมีชื่อเสียงหรือมีเงิน แต่พอได้ทำ มาเจอสิ่งที่เราอยู่กับมันได้นาน ๆ ทั้งวันทั้งคืน เราเลยคิดว่าอันนี้ละมั้งคือคำตอบของชีวิต ถ้ามันหมายถึงการค้นพบสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เราคงได้ค้นพบสิ่งนั้นแล้วแหละในช่วงอายุนี้”

เขาบอกว่าแนวคิดนี้คือที่มาของชื่อนิทรรศการที่พูดถึงจิตวิญญาณและเวลาที่เป็นนิรันดร์ วางบริบทชวนให้ผู้เข้าชมได้ครุ่นคิดทบทวนการเดินทางและความหมายของชีวิต ผ่านแรงมือแรงใจในผ้าแต่ละผืนที่จัดแสดงในแกลเลอรี่

เมื่อเราถามว่าผ้าชุดไหนที่เขาใช้เวลาครุ่นคิดกับมันมากที่สุด คุณฐากรผายมือไปที่โซนด้านขวาของนิทรรศการ 

“โซนนี้คือทำเองหมดเลย” คุณฐากรยิ้มอย่างภูมิใจ เขาพาเราไปดูผ้า 2 ชิ้นที่ล้อกัน ชิ้นหนึ่งสร้างสรรค์จากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีดำ แทรกด้วยเส้น Reflective Rainbow เหลือบรุ้ง อีกชิ้นสร้างสรรค์จากเส้นเอ็นใสแทรกด้วยเส้นพลาสติด Vinyl Hologram 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

“แรงบันดาลใจของเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ อย่าง 2 ชิ้นนี้โจทย์คือ ต้องจัดแสดงในงาน อาจารย์ศิลป์ พีระศรี แล้วตอนนั้นกระแสการย้ายประเทศกำลังมา ตอนเราทำงานเลยตั้งคำถามว่า แล้วตรงไหนล่ะที่เราอยากจะไปอยู่ คิดไปคิดมาไปโผล่ Valhala หรือสุขาวดีในเทพปกรณัมนอร์ส เราเลยเอาไอเดียของคำว่าสุขาวดีหรือสวรรค์ในแต่ละศาสนามาทับซ้อนกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนที่คล้ายกันคือความเรืองรอง ความสุขแบบประเจิดประเจ้อ ก็เลยเอาตรงนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจเลือกวัสดุที่มีความเล่นกับแสงระยิบระยับ

 “เรารู้สึกว่าเราไม่อยากสร้างอะไรขึ้นมาคลุม แล้วทำทุกชิ้นให้มันเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่าง 3 ชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโรของมาร์เวล คือไปดูหนังเรื่อง Eternals แล้วชอบมาก เราตีความภาพลักษณ์ของตัวละคร Thena ออกมาเป็นชิ้นนี้ ถักด้วยคอตตอนสีครีมแทรกเส้นหนังเดียว PU สีเงิน ส่วนอันนั้นเป็น Scarlet Witch ใช้เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีแดง แทรกด้วยเส้นหนัง PU เหมือนกัน แต่เป็นสีแดง Hologram และเทปเลื่อมสีแดง”

ขณะที่เราตื่นตากับผ้าแต่ละชิ้น อดถามไม่ได้ว่าเขาใช้เวลาการถักนานไหม

“แต่ละอันใช้เวลาไม่เท่ากันนะครับ ซึ่งถ้ามีเวลาทำทั้งวันมันก็คงไม่นานขนาดนี้ แต่พอดีว่าเราเองก็มีงานประจำะ อันนี้เราเลยต้องกลับมาจากสอนเสร็จ ไปอาบน้ำ แล้วค่อยลงมานั่งกับเครื่องทอ ได้สักวันละ 10 – 20 เซนติเมตรบ้าง สะสมไปเรื่อย ๆ”

การพัฒนาองค์ความรู้จากท้องถิ่น

แน่นอนว่าเมื่อจัดงานที่ TCDC สิ่งที่ถูกชูโรงด้วย คือหนึ่งในพันธกิจขององค์กรด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ และต่อยอดในธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งโชว์นี้คุณฐากรบอกว่ามีผลงานจำนวนไม่น้อยที่เขาได้ร่วมพัฒนากับกลุ่มผู้ประกอบการจากเหนือจรดใต้ประเทศไทย

 “มันเกิดจากความสนใจของเราเองนี่แหละ เรารู้สึกว่าผ้าไหมไทย โดยรวมแล้วไม่มีความสดใหม่เท่าไร คือวิธีการเรายึดตั้งเดิมได้ แต่น่าจะมีภาพลักษณ์ (Visual) ใหม่ด้วย” 

คุณฐากรเล่าต่อไปว่า หนึ่งสิ่งสำคัญในการพัฒนางานกับทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว คือความกล้าที่จะแหวกแนวขนบและความเชื่อดั้งเดิม โปรเจกต์แรก ๆ ที่เขาเริ่มทำงานด้วย คือการพัฒนาผ้าไหมแต้มหมี่กับอำเภอชนบท บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น 

“เราเริ่มคุยกับชุมชนนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนเรียน ป.โท ตอนแรกคือติดต่อเขา ซื้อผ้ามาทำกระเป๋า ทำจ๊อบนั้นจ๊อบนี้ไปเรื่อย ๆ พอรู้จักกันนาน ๆ เข้า เริ่มมีการไว้เนื้อเชื่อใจ เรามาเป็นอาจารย์ด้วย เลยถามเขาไปว่า พี่ลองให้ผมออกแบบลายผ้าให้ดูไหม โดยลายแรก ๆ ที่ทำไปเป็นลายผีเสื้อ แรงบันดาลใจมาจากตอนที่เราไปลงพื้นที่ที่ขอนแก่น คุณแม่สุภาณี ภูแล่นกี่ เป็นปราชญ์ชาวบ้านและเป็นประธานกลุ่มทอผ้าไหมที่นั่น บอกเราว่าเขาซาบซึ้งในชีวิตของผีเสื้อนะ เพราะว่าหนอนไหมผีเสื้อเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ทำให้พวกเขามีงาน จากนั้นพวกมันก็ตายไป เลยเป็นเรื่องราวของความผูกพันระหว่าง 2 สปีชีส์ 

“เราเลยอยากทำคอลเลกชันผีเสื้อขึ้นมา อย่างไรก็ดี ตัวหนอนไหมไม่ได้มีลวดลายอะไร เราเลยตั้งคำถามว่ามีผีเสื้ออะไรอีกทีทำไหมได้และมีลวดลายสวยงาม เลยไปลงที่ผีเสื้อไหมอีรี่ ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกใหญ่หน่อย”

ตอนที่ทำออกมาแล้วเสร็จ คุณฐากรยอมรับว่าเป็นลายผ้าที่ประหลาดมาก แต่ปรากฏว่าขายดี มีผู้สนใจมากมาย รวมทั้ง คุณปันปัน นาคประเสริฐ ที่ซื้อเหมาไปเกือบหมด 

พอโปรเจกต์นั้นประสบความสำเร็จ หน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มติดต่อมา โดยเฉพาะ CEA และ TCDC เชียงใหม่ ที่ช่วยประสานงานให้เจอกันในโครงการ Collaborative Project 2021 จนได้พัฒนาผ้าฝ้ายย้อมหินกับกลุ่มผ้าฝ้ายเชิงดอน อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

“งานเซ็ตนี้สนุกมาก เพราะผู้ประกอบการเปิดรับไอเดียของเรา” คุณฐากรเล่าอย่างภูมิใจ “อย่างชุดนี้เป็นลายยางกล้วย ตั้งต้นคือชุมชนนี้ย้อมสีผ้าจากหินโมคคัลลาน เป็นหินชนิดที่พบในบริเวณท้องถิ่นนั้นแหละ พวกเขาเอาหินไปบดให้เป็นผงสี มันโยงไปได้ถึงต้นกำเนิดศิลปะโบราณ เขาก็คงเอาความรู้นั้นมาทำเป็นเทคนิคย้อมผ้าด้วย ปรากฏว่าการย้อมในช่วงแรก ๆ สีติดไม่ค่อยดีเท่าไร เราก็เลยถามเขาว่าทำยังไงสีถึงติดดีขึ้นมาล่ะ เขาบอกว่าเขาหยอดยางกล้วยลงไป มันเลยจุดประกายให้เราว่า ยางกล้วยต้องมีคุณค่ากว่าการเป็น Mordant (สารช่วยการติดทนของสีบนผ้า) แล้ว

“เราใช้กล้วยดิบซึ่งมียางเยอะที่สุด เอาสีมาทาบนต้นกล้วยที่ถูกตัด สีก็จะติดกับกล้วย แล้วก็เอาไปปั๊มประทับลงบนผ้า แสตมป์ไปเรื่อย ๆ จนยางกล้วยหมดและสีจาง ก็ฝานกล้วยและทาสีลงใหม่ ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ อันข้าง ๆ เป็นต้นอ่อนกล้วย ตอนนี้เป็นลายลิขสิทธ์ของเขาไปเลย” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

ไอเดียใหม่ ๆ ที่ต้องงดงามและยั่งยืน

อีกไฮไลต์หนึ่งของนิทรรศการคือโซนผ้าบาติก จำนวนไม่น้อยในนี้ได้ร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการไทยบาติก จังหวัดกระบี่ จากเป็นทุนวิจัยสำหรับบุคลากรของคณะมัณฑนศิลป์ 

“สิ่งที่อยากอธิบายเกี่ยวกับงานนี้คือ มันไม่ใช่วิจัยเพื่อพัฒนาลวดลาย แต่เกิดจากการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังช่วยผู้ประกอบการบาติกคืออะไร โดยคอนเซปต์แล้วบาติกเป็นเทคนิคการสร้างลาย ไม่ใช่เทคนิคการทอผ้าแบบอื่น ๆ เราเลยมีคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งทางรัฐไม่ได้ส่งดีไซเนอร์หรืออาจารย์ไปช่วยออกแบบลายกับคนในพื้นที่ แล้วพวกเขาจะเอาอะไรออกแบบลายใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองล่ะ นอกจากนี้ เวลาออกแบบลายให้เขา เขาก็จะใช้ได้แค่เจ้าเดียว เป็นลิขสิทธิ์ของเขา ไม่มีการต่อยอด เราเลยตัดสินใจไปพัฒนาเทคนิค และกระบวนการผลิตแทน แถมเราใช้แนวคิดความยั่งยืนมาครอบด้วย”

คุณฐากรชี้ให้เราดูผ้าหลาย ๆ ชิ้นที่เขาภูมิใจ “ชิ้นชื่อ Melt Osmosis หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ผ้าน้ำแข็ง มีจุดเริ่มมาจากการลงพื้นที่กับผู้ประกอบการ เราเห็นเขาใช้เทคนิค Osmosis คือเขาลงสีผ้าให้เปียกชุ่ม จากนั้นค่อยเอาโอเอซิสที่เขาใช้ปักดอกไม้ไปวางบนผ้า ตัวโอเอซิสที่เป็นโฟมก็จะดูดน้ำขึ้นมา สร้างลักษณะสีซึม ๆ บนผ้า แต่เรารู้สึกว่าโอเอซิสไม่ยั่งยืน มันเป็นโฟมที่ใช้แล้วทิ้ง เราเลยลองเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง พอลงสีแล้ววางน้ำแข็งให้มันละลาย สร้างความเจือจางเฉพาะจุดบนผ้าได้แทน ต้นทุนถูกกว่า ไม่เป็นพิษ ใช้ได้เลย” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

 “อีกชิ้นเป็นผ้ายืดลายเส้นเหมือนเกลียวคลื่น อันนี้ปกติเราจะไม่เห็นบาติกบนผ้ายืด เพราะลงสียาก เราพยายามหาคุณสมบัติของผ้ายืด คือผ้าจะฝืดและหนืด สีไหลช้า เขียนเทียนก็ยาก จะลงสีก็ยาก เราเลยลองใช้ Brushwork วาดลงผ้าไปเลย ติดบ้างไม่ติดบ้างเป็นเสน่ห์ไป และลดการใช้เทียนด้วย เพราะการที่ผู้ประกอบการอยู่กับเทียนนาน ๆ ก็ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ ส่วนผืนนี้ที่ใกล้ ๆ กัน ด้วยความผ้าที่มีความฝืด พอจับขยุมแล้วมันอยู่ตัว เราเลยเอาผงสีโรยแล้วเอาฟ็อกกี้ฉีด สีก็จะซึมเข้าหากัน กลายเป็นสีผสมแนวฟุ้ง ๆ ไม่เหมือนใคร”

ความท้าทายต่อไปคุณฐากรบอกว่า ผู้ประกอบการแม้ว่าจะเชื่อใจเราเต็มที่ ก็ต้องฝึกทดลองต่อด้วย ด้วยความที่แต่ละฝ่ายเรียนมาไม่เหมือนกัน ผู้ประกอบการแต่ละคนต้องฝึกหาองค์ประกอบที่ลงตัว หรือการเลือกสีที่ออกมาแล้วงดงามในมุมมองของผู้ซื้อด้วย เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่การทดลองจะออกมาสำเร็จลงตัวเสมอไป ชวนให้เราตั้งคำว่า คุณฐากรรับมืออย่างไรเมื่อไอเดียของเขาล้มเหลว

“ก็ทำใหม่” เขาหัวเราะ

“มันไม่สาแกใจก็ทำใหม่ ไปต่อ จนกว่าจะได้” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

จิตวิญญาณที่อยากส่งต่อ

งานอีกส่วนในนิทรรศการนั้น คุณฐากรบอกว่าได้แรงขับจากการทำงานเป็นอาจารย์

 “เราอยากทำหลาย ๆ อย่าง เพื่อทดสอบความสามารถของเรา และเป็นโอกาสเผยแพร่ความรู้ด้วย” คุณฐากรเล่า “ที่จริงสิ่งที่เราภูมิใจมากในฐานะอาจารย์ คือบางชิ้นในนี้ทอโดยลูกศิษย์ เราภูมิใจเพราะรู้สึกว่าเขาเอาจากเราไปได้หมด แล้วเขาเก่งกว่าเรา”

จากช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้การเรียนการสอนต้องจัดในรูปแบบออนไลน์ วิชาที่คุณฐากรสอนมักเน้นการปฏิบัติเพื่อเกิดทักษะ ทำให้นักเรียนจำเป็นต้องจะส่งพัสดุมาให้ตรวจที่บ้าน เกิดเป็นซองพัสดุที่เหลือทิ้งจำนวนมาก อาจารย์กรคนเก่งเลยคิดไอเดีย ออกโจทย์สร้างผลงานจากวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ออกมางดงามอย่างไม่น่าเชื่อ งานส่วนนี้ถูกแสดงภายใต้ชื่อชุด From My Students

สุดท้ายก่อนจากกันเราถามคุณฐากรว่า เมื่อมองกลับไปในช่วงเวลานับสิบปีที่คลุกคลีอยู่กับสิ่งทอ เขาได้เรียนรู้อะไรจากเส้นทางของตัวเองมากที่สุด

“มาถึงจุดนี้ได้คือโคตรอดทน” คุณฐากรกล่าว

“เราไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมมากขนาดนั้น แต่พ่อแม่รักเรา เขาให้เราทำในสิ่งที่เราอยากจะทำมาตลอด แม้บางครั้งจะไม่เห็นด้วย แต่เราก็ดื้อฝืนด้วยความมุมานะของเรา สุดท้ายมาถึงตรงนี้ เราก็ต้องอดทนกับความคาดหวังของครอบครัว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเรายืนหยัดกับสิ่งนี้ที่เราเลือกได้ เราต้องอดทนกับผู้ร่วมงานที่อาจจะไม่เข้าใจเรา อีกทั้งปัญหาอุปสรรค์ต่าง ๆ ร้อยแปดระหว่างทาง และที่สำคัญคืออดทนกับตัวเอง คือเราจะเอาแบบนี้ เราต้องเอาให้ได้” 

นอกจากความอดทนแล้ว เขายังอยากฝากข้อคิดเรื่องการพัฒนาต่อยอดโดยไม่ก็อปปี้ของเดิมด้วย 

“ไม่อยากฝากเรื่องฝีมือนะ เด็กสมัยนี้พัฒนาฝีมือได้รวดเร็วเพราะสื่อมันเยอะ กลายเป็นว่าอีกสิ่งที่อยากฝากคือ อย่าทำงานซ้ำ ถ้ามีคนทำแล้วอย่าไปทำซ้ำวนลูป ผู้ประกอบการทุกวันนี้เขาให้เราไปช่วยพัฒนา เราก็ไม่ควรไปทำสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว แค่ไปเปลี่ยนลายเปลี่ยนสี มันไม่ได้ยั่งยืน สำหรับกร เราควรให้ความรู้เขาด้วย ซึ่งเราก็ต้องกล้าทดลองก่อน และพอเราทดลองด้วยตัวเราเอง มันก็ไม่มีทางซ้ำใครอยู่แล้ว เวลาเอาไปถ่ายทอดต่อเขาก็ใช้ได้นาน ถ้ามันซ้ำ มันก็หากินได้ไม่นาน”

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

นิทรรศการ Spiritual Enternity โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ 

วันที่ 2 – 28 สิงหาคม 2565 เวลา 10.30 – 19.00 น. 

วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) 

ณ ห้องแกลเลอรี่ ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ TCDC กรุงเทพฯ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 2105 7400 #213, 214 หรือเว็บไซต์ www.tcdc.or.th

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load