The Cloud X ไทยประกันชีวิต

เวลา 4 โมงเย็นเป็นเวลาเลิกเรียน เด็กๆ ถูกเรียกแถวเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน หากลองนับดู โรงเรียนบ้านท่าตาสี จังหวัดสระแก้ว มีนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถม 6 เพียง 145 คนเท่านั้น 

เมื่อเห็นเด็กๆ ขี่จักรยานเรียงแถวกลับบ้านแล้ว เรากลับเห็นเด็กๆ บางคนกลับมาใหม่พร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในชุดเตรียมพร้อมเพื่อซ้อมกีฬา เมื่อสอบถามจึงทราบว่าถึงเวลาที่พวกเขาต้องซ้อมวอลเลย์บอลแล้ว และมักซ้อมกันอย่างนี้เป็นประจำทุกเย็น คล้ายเป็นกิจวัตรประจำวันหนึ่งอย่างของพวกเขาไปแล้ว

และคุณครูผู้อยู่เบื้องหลังการฝึกซ้อม การสร้างทีมวอลเลย์บอลเพื่อพาเด็กๆ บ้านท่าตาสีไปแข่งขันจนได้รับแชมป์และรางวัลมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ก็คือ ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา ครูสอนภาษาอังกฤษที่อยากส่งเสริมเด็กๆ ในด้านกีฬาเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ด้วยใจที่ศรัทธาในอาชีพและคำว่า ‘ครู’ ที่เขาได้รับ

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“เพราะการเป็นครูคืออาชีพที่ทรงเกียรติมาก เรามีความรู้สึกว่าเราจะต้องเต็มที่ ต้องศรัทธา และเชื่อมั่นในอาชีพครูของเรา เพราะอาชีพเรามีหน้าที่ในการส่งเสริมเด็ก ไม่ใช่แค่เรื่องของการเรียน แต่เราต้องส่งเสริมเด็กทุกคนให้เท่าเทียมกันในเรื่องของความสามารถ ดังนั้น เราต้องทำให้เด็กที่เรียนอยู่กับเรามีอาชีพที่ดี มีครอบครัวที่ดี มีจิตสำนึกที่ดีในการที่จะกลับมาพัฒนาชุมชนของเขา จึงเป็นอาชีพที่เราภูมิใจที่ได้เป็น”

เซตที่ 01

เริ่มต้นเสิร์ฟ

ครูเบิ้มเริ่มต้นเป็นเด็กที่เติบโตมาในวิถีชนบทจังหวัดศรีสะเกษ ในครอบครัวที่เป็นชาวนามาก่อน “เราโตมากับครอบครัวที่ถือว่ายากจน เพราะว่าตอนนั้นพ่อกับแม่ก็ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยบ้านยายอยู่ด้วยกัน เติบมาโดยการเป็นเด็กในวิถีชนบท แต่เราเป็นคนที่ชอบการทำกิจกรรม กล้าแสดงออกตั้งแต่ตอนที่เรียนอยู่ประถม พอโตมาก็เป็นเด็กกิจกรรมของโรงเรียนระดับมัธยมอีก เราไปแข่งวิชาการ ประกวดมารยาทบ้าง ไปแข่งขันอ่านทำนองเสนาะ อาขยานบ้าง ตอนเด็กๆ เรามีโอกาสได้ทำกิจกรรมที่โรงเรียนเยอะ เลยกลายเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมไปเลยครับ แล้วก็เรื่องกีฬาด้วย” 

แต่แล้วไม่นานครูเบิ้มก็พบอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต

“ตอนที่ผมอยู่ปอหนึ่ง พ่อเขาโดนจับในเรื่องของอาวุธสงคราม ตอนนั้นชีวิตครอบครัวก็เริ่มแยกจากกัน แม่ต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ เพื่อที่จะหาเงินมาส่งพ่อ แล้วก็ส่งเราด้วย ตอนนั้นเราต้องอยู่กับยายแล้วก็หลานๆ แค่ไม่กี่คน ตอนนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือ พยายามใช้ชีวิตให้ไม่เป็นภาระของยาย พยายามทำมาหากิน พยายามฝึกหาปู หาปลา กินเอง อยู่ด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด 

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ตอนนั้นมันไม่อบอุ่นเหมือนคนอื่นเลยครับ มันเหมือนฝันร้ายที่เราไม่ตื่นสักที แต่ว่าเราไม่เคยใช้สิ่งนี้มาเป็นปมด้อย เราไม่เคยโกรธเลยนะว่าคนจะพูดถึงเราแบบไหน เขาจะพูดยังไงก็เรื่องของเขา แต่สิ่งที่เราทำได้คือ เราจะไม่ทำให้พ่อแม่เราเสียใจเลย” 

จากนั้นครูเบิ้มที่สอบได้ลำดับดีมาตลอดก็เข้ามหาวิทยาลัยในจังหวัดสุรินทร์

“จนเราจะขึ้นมหาวิทยาลัย พ่อออกจากเรือนจำมา ก็มีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวแค่แป๊บเดียวแล้วเราก็ต้องไปเรียนต่อ ตอนนั้นผมเรียนคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ผมไม่ได้เรียนครูมาโดยตรง เพราะตอนนั้นเราอยากทำงานโรงแรม ไม่ได้คิดว่าจะทำงานสายอาชีพครู แล้วญาติพี่น้องเราทุกคนเป็นครูหมดเลยนะ ซึ่งความต้องการของเราค่อนข้างขัดแย้งกับความต้องการของคนในครอบครัว เพราะว่าญาติๆ ก็อยากให้เรารับราชการ แต่เราเองเรามีความรู้สึกว่าเราอยากทำงานที่เรารัก คือการทำงานโรงแรม เราอยากทำงานที่ใช้ภาษา เราเป็นคนที่ชอบความท้าทาย ชอบการเรียนรู้ใหม่ๆ เลยอยู่โรงแรมประมาณได้ปีสองปี พอแม่บอกว่าอยากให้กลับมาเรียนครูเพิ่ม เลยตัดสินใจออกจากงานที่โรงแรมมาเรียนครู”

เซตที่ 02

ความเป็นครู

การตัดสินใจออกจากงานโรงแรมที่รักในตอนแรกเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากมาก “เพราะเรารู้สึกว่างานนี้เลี้ยงครอบครัวเรามาตั้งหลายปี อีกอย่างมันทำให้เราเป็นคนมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ตอนต้องเขียนใบลาออก เราร้องไห้เลย วินาทีที่ต้องลาออกจากโรงแรม ต้องคืนชุด ต้องลาเพื่อน มันเสียดายงานที่เรารัก ไม่รู้ว่าถ้าเรามาเป็นครู เราจะชอบเหมือนกับที่เป็นงานนั้นหรือเปล่า แต่ว่าสุดท้ายที่ตัดสินใจเพราะว่าเพื่อครอบครัว พ่อแม่อยากให้เรากลับไปอยู่บ้าน อยากให้มารับราชการ เพราะเป็นอาชีพที่มั่นคง เราก็มาเริ่มต้นการเรียนครูใหม่อีกปีครึ่ง ส่วนตัวเราชอบการสอนเด็กอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เพราะเคยสอนเด็กที่หมู่บ้านช่วงปิดเทอมตอนเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมพาเด็กทั้งหมู่บ้านมาสอนภาษาอังกฤษฟรี

“พอตัดสินใจมาใช้คำว่าครูแล้ว ชีวิตมันเปลี่ยนไปเลย แต่เราได้ใช้ทักษะที่ได้จากการทำโรงแรมมามากทีเดียว ทั้งในเรื่องความมั่นใจในการสอนหน้าชั้นเรียน แล้วก็เรื่องการใช้ภาษาที่จะมาใช้สอนเด็ก”

แล้วชีวิตความเป็นครูของครูเบิ้มก็เริ่มต้นขึ้น จากการเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนโคกกลางเหนือพิทยาสรรพ์ ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ 

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“สอนหนังสือที่แรกก็สนุก ตอนนั้นทางโรงเรียนเขาไม่ได้จ้างเรา แต่เราไปขอเขาสอน สอนตั้งแต่ชั้นปอหนึ่งถึงปอหกเพราะเราทำทีมวอลเลย์บอลให้กับโรงเรียน แต่ท่านผอ. เขาให้ค่าจ้างเราเดือนละหนึ่งพันบาท แม้จะน้อย แต่เราเอาเงินหนึ่งพันนั้นมาใช้จ่ายกับนักวอลเลย์บอลของโรงเรียน 

“ประมาณ พ.ศ. 2553 ผมก็ย้ายไปอยู่ไปอยู่กับคุณครูบัญญัติ ภูพาที ที่เป็นคนช่วยให้ผมเรียนจบจนมาเป็นครู และขยับมาทำตำแหน่งครูอัตราจ้างที่ได้เงินเดือนเยอะขึ้น ที่โรงเรียนอนุบาลลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่นั่นเขาทำทีมวอลเลย์บอลด้วย เราเลยได้ไปสอนอนุบาลด้วย เด็กๆ เก่งกันมาก ไปแข่งจนได้แชมป์ประเทศไทย

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ไม่นานผมก็ได้เป็นพนักงานราชการ ตอนนั้นเงินเดือนขยับมาอยู่ที่หมื่นห้า มาสอบได้ที่โรงเรียนที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน ก็สอนภาษาอังกฤษด้วย สอนวอลเลย์บอลด้วยเหมือนกัน พอ พ.ศ. 2557 เราโดนเรียกตัวมาที่สระแก้ว เลยได้มาบรรจุอยู่ที่นี่”

ครูเบิ้มมีความสุขมากที่โรงเรียนบ้านท่าตาสี เขาบอกกับเราทั้งน้ำตาด้วยความภูมิใจว่ารักที่นี่เหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง

“เรามีความสุขกับการเป็นครูที่นี่มาก เรามีความภาคภูมิใจกับการเป็นข้าราชการครูที่ท่าตาสี เรารักที่นี่ ผมกินนอนใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เหมือนอยู่บ้านเลย เพราะที่นี่ให้โอกาสเราทุกอย่าง ชุมชนเองก็รักเรามาก ผอ. ให้โอกาสเรา เด็กๆ ทุกคนเชื่อฟังเรา การเป็นข้าราชการครูในแบบของเรา คือเราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ได้สอนในสิ่งที่เด็กชอบ เราได้ใช้เวลาทุ่มเทกับเขา ถ้าผมยังอยู่ตรงนี้ ผมก็อยากเต็มที่กับคำว่าครูให้ได้มากที่สุด”

เซตที่ 03

โค้ชเบิ้มทำทีม

มาถึงตรงนี้คุณก็คงสงสัยเช่นเดียวกับเราว่าทำไมครูเบิ้มถึงสนใจส่งเสริมเด็กด้วยกีฬาวอลเลย์บอล เป็นเพราะความชอบส่วนตัวของครูคนเก่งคนนี้หรือไม่

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ตอนแรกผมไม่ได้ชอบวอลเลย์เป็นพิเศษ เพราะเราชอบเล่นกีฬาทุกอย่างเลย ทั้งฟุตบอล ตะกร้อ วอลเลย์บอล แบดมินตัน มาเล่นกีฬาวอลเลย์บอลจริงจังตอนอยู่มัธยม ผมเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขัน พอเรามาจับกีฬาวอลเลย์บอลแล้วรู้สึกว่ามันเป็นกีฬาที่คนนิยม เด็กๆ รู้จักและอยากเล่น เพราะเขามีวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติเป็นไอดอล เราเลยคิดว่าน่าจะเอามาสอนและส่งเสริม ให้เด็กๆ มีโอกาสเรียนต่อง่ายกว่ากีฬาชนิดอื่น

“ตอนผมมาบรรจุที่ท่าตาสี ตอนแรกยังไม่มีทีมวอลเลย์บอลเลย มีแค่สนามปูนเฉยๆ ตาข่ายก็ไม่มี ลูกวอลเลย์บอลก็ไม่มี แรกๆ ผมก็สอนภาษาอังกฤษอย่างเดียวในห้อง ไม่ได้ทำกิจกรรมอื่นเลย แต่เราด้วยความที่เราเคยทำทีมวอลเลย์บอลมาตลอด ผมก็เลยขออนุญาต ผอ. ว่าผมขอทำทีมวอลเลย์บอลนะครับ ผอ. ก็ให้โอกาสเราได้ทำ เราเรียกประชุมทีมเด็กๆ เลย บอกว่าครูอยากทำทีมวอลเลย์บอลนะ มาเล่นวอลเลย์บอลกับครูไหม ครูมีลูกศิษย์ที่ไปแข่ง ได้ออกในยูทูบด้วยนะ แล้วเราก็เปิดวิดีโอให้เด็กๆ ได้ดู เด็กเห็นเราในทีวี เห็นเด็กที่อายุรุ่นเดียวกันเล่นกีฬา เขาก็รู้สึกอยากเล่นตาม”

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา
ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

ในตอนแรกมีเด็กๆ มาเล่น เป็นเพียงเด็กผู้ชาย 10 คนเท่านั้น และนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะฝึกฝนเด็กๆ ที่มีพื้นฐานเท่ากับศูนย์สำหรับกีฬาชนิดนี้

“แรกๆ เด็กเขาเล่นไม่เป็นเลยครับ แรกๆ ก็เหนื่อยมากพอสมควร เพราะการสร้างคนให้เป็นคนเก่งและคนดีในเวลาเดียวกัน ต้องใช้เวลาในการสร้างนานมาก อย่างถ้าเราสร้างบ้าน เดือนสองเดือนเราก็เห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่การสร้างคนให้เป็นคนเก่งไม่พอ ต้องเป็นคนดีด้วย ผมใช้เวลาสร้างทีมอยู่ประมาณสี่ห้าเดือนเลย เพราะเราต้องศึกษาเด็กๆ ศึกษาบริบทชุมชน ศึกษาผู้บริหาร ศึกษาว่าเราจะทำทีมได้ไหม เด็กจะเล่นให้เราไหม บริบทชุมชนเป็นยังไงบ้าง เพราะเวลาเราซ้อมมันจะต้องจริงจัง ต้องเลิกค่ำ มีซ้อมวันเสาร์และอาทิตย์ ซ้อมตอนปิดเทอมด้วย” 

เพราะการซ้อมอย่างจริงจังทำให้ครูไม่ได้กลับบ้าน และต้องละทิ้งเวลาส่วนตัวทุกอย่างให้กับเด็กทั้งหมด เพราะอุดมการณ์ที่เชื่อว่าการใช้เวลาอยู่กับเด็กยิ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้พวกเขาเก่งได้เร็วขึ้นเท่านั้น 

และแล้วความพยายามและทุ่มเทของครูเบิ้มก็สัมฤทธิ์ผล

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ปีแรกที่สร้างทีมขึ้นมาคือตอน พ.ศ. 2558 เราได้ไปแข่ง ได้รางวัลมาเยอะมากเลยนะ ได้ที่สองระดับภาคมา ได้ที่ สองระดับจังหวัดมา ได้ถ้วยใบแรกมาก็เป็นถ้วยใบใหญ่เลย ทีนี้เราก็เริ่มทำมาเรื่อยๆ จนเด็กเราเรียนจบจากที่นี่แล้วมีโอกาสได้ไปเรียนต่อ

“เป้าหมายหลักในการทำทีมวอลเลย์บอลของผม คือการสร้างโอกาสให้กับนักเรียน นักเรียนเรามีความสามารถต่างกันครับ เด็กบางคนเรียนเก่ง บางคนเรียนไม่เก่ง บางคนปานกลาง บางคนชอบกีฬา บางคนชอบเกษตร เราก็มาดูว่า เราจะส่งเสริมเด็กยังไงให้เขาเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเท่าๆ กันในแต่ละความสามารถของเขา 

“เราเริ่มพาเด็กที่เรียนไม่เก่ง เด็กหลังห้อง มาซ้อมกีฬา เด็กที่เก่งเราก็ดันวิชาการเขา ถ้าเขาสนใจจะมาเล่นเพิ่มเติมศักยภาพก็ได้ แต่ที่เราทำส่วนมากคือการพาเด็กที่อาจบกพร่องทางการเรียนรู้หรือเรียนรู้ช้าให้มาเล่นกีฬา ถ้าเขาเก่งแล้ว ก็จะมีโรงเรียนดังๆ ในกรุงเทพฯ เข้ามาดูตัวและพาเขาไปเรียนต่อ เพราะเด็กที่นี่สูงสุดของเขาจบปอหก เขาไปต่อแค่ชั้นมัธยมในตัวอำเภอ แต่เด็กที่เป็นนักกีฬา พอเขาเรียนจบไปแล้ว เขาก็จะมีโอกาสได้ไปไกลกว่า”

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

เซตที่ 04

นักตบลูกยางบ้านท่าตาสี

“การเล่นกีฬาที่นี่ เราไม่ได้บังคับ คุณอยากเล่นก็มาเล่น ไม่อยากเล่นก็ไม่เป็นไร แต่คุณต้องทำกิจกรรมอย่างอื่นที่มันมีประโยชน์นะ แต่ถ้าอยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ก็มาเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล เราจะฝึกให้คุณทุกอย่าง ถ้าเด็กคนไหนเก่งๆ เราก็เลือกให้เป็นตัวหลักของทีมและพาไปแข่ง แต่เราต้องให้เหตุผลกับเด็กว่าทำไมตัวหลักถึงได้ลงสนามก่อน ต้องบอกเด็กว่าพี่เขาขยันนะ พี่เขาเก่ง ถ้าเราอยากลงสนามบ้าง เราก็ต้องขยัน เราต้องมีการคุยกันกับเด็กเพื่อสร้างความเข้าใจให้เขาด้วย”

“พอผ่านไป เด็กๆ ก็เริ่มมีพัฒนาการ เราก็สบายขึ้น เพราะเด็กเก่งกันแล้ว รุ่นน้องที่เข้ามา พอเห็นพี่ๆ เล่นกีฬา เขาก็สนใจอยากเล่นตาม เขาเก่งได้โดยการสังเกต เห็นพี่ๆ ไปแข่งแล้วได้รางวัล ไปสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน ได้รับการชื่นชมหน้าเสาธง มันเลยกลายเป็นกระแสด้านบวกที่ดี”

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

และสำหรับกิจวัตรในหนึ่งวันของเด็กๆ ทั้งการเรียนและการซ้อมวอลเลย์บอลเริ่มต้นตั้งแต่เช้ายันเย็น

“เราเริ่มซ้อมตอนเช้าก่อน เด็กจะนอนค้างที่โรงเรียน ตื่นเช้ามารดน้ำผัก ซ้อมตอนเช้าหกถึงเจ็ดโมง ซ้อมเสร็จให้กลับบ้านไปกินข้าว แปดโมงก็มาเข้าเรียนตามปกติ เลิกสี่โมงเย็นเด็กก็มาซ้อมกีฬาปกติ วันเสาร์อาทิตย์จะซ้อมได้ยาวนานนิดหนึ่ง

 “แต่ช่วงนี้เนื่องจากติด COVID-19 รายการแข่งขันมันไม่ค่อยชัดเจน ก็อาจจะปรับเปลี่ยนการซ้อมไป แต่ว่าเมื่อก่อนเด็กจะนอนที่โรงเรียน เพราะเราไม่มีห้องพักนักกีฬา ครูเองก็นอนที่ห้องเรียน ผมนอนอยู่ที่ห้องเรียนตั้งแต่เข้ามาบรรจุปีแรก แต่พอช่วง COVID-19 เด็กก็ต้องนอนอยู่บ้านตามสถานการณ์” 

นอกจากการซ้อมกีฬา เด็กๆ จะได้ทำกิจกรรมอื่นอีกด้วย ทั้งการปลูกผัก รดน้ำผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ทำขนม เพื่อให้เด็กรู้จักการพึ่งพาตนเอง

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา
ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“พอเด็กๆ ได้ทำกิจกรรม อย่างปลูกผัก รดน้ำ เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เด็กก็จะนำผลผลิตที่ได้ไปขายในชุมชน ตอนเช้ามาก็รดน้ำผัก ซ้อมกีฬา ตอนเย็นก็รดน้ำผัก แล้วซ้อมกีฬา วันเสาร์และอาทิตย์ ครูก็จะพาทำกิจกรรม ทำขนม เอาไปขายที่ตลาดนัด ที่เราทำแบบนี้เพราะเราอยากสอนเด็กให้รู้จักกล้าแสดงออก หารายได้ให้ตัวเอง พึ่งหาตัวเองให้ได้มากที่สุด ลดภาระค่าใช้จ่ายให้โรงเรียน ซึ่งมันก็ได้ผลครับ เงินที่ไปแข่งได้มา เราเอาเข้ากองทุนออมไว้ ตอนนี้เรามีกองทุนนักกีฬาที่พาเขาไปแข่งได้” 

นอกเหนือจากกิจกรรมทางด้านกีฬาและการเกษตร ครูเบิ้มยังช่วยผลักดันในเรื่องของดนตรีให้กับเด็กๆ ด้วย

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ผมเป็นคนที่ชอบร้องเพลงอยู่แล้วครับ เป็นเด็กสายประกวดร้องเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เด็กๆ ความฝันคืออยากเป็นนักร้อง มีโอกาสได้ทำเพลงแต่มันก็ไม่ดัง เรารู้ว่ามันไม่เหมาะกับเราแล้วแหละ แต่เราก็ไม่ทิ้งงานร้องเพลง เราไปประกวดตามรายการต่างๆ แล้วนำประสบการณ์ตรงนั้นมาถ่ายทอดให้กับนักเรียน เคยพานักเรียนของเราไปแข่งรายการ ไมค์ทองคำ พานักเรียนไปออกรายการ ซูเปอร์เท็น ไปร้องเพลงขอบ้านใหม่ ขอลูกวอลเลย์บอลมาให้น้องๆ เล่น

“ตอนแรกผมกังวลมากเลย เรากลัวว่าพอมาทำทีมกีฬาแล้วเด็กจะเสียในเรื่องของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาไหม เรากลัวว่าผู้ใหญ่ห่วงในเรื่องของผลการเรียนของเด็กๆ แต่เราเองกลับมองว่าเด็กจะประสบความสำเร็จได้ ไม่จำเป็นต้องมีเกรดเฉลี่ยสูง ผมมองว่ามันไม่เกี่ยวกับตัวเลข เด็กที่มีความสามารถด้านอื่นนอกเหนือจากการเรียน เขาอาจจะได้ดีเหมือนกัน ถ้าเราส่งเสริมเขาเต็มที่ นี่คือจุดประสงค์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนของผม”

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

เซตที่ 05

วอลเลย์บอลกระชับมิตร

“เราส่งเสริมเรื่องกีฬาวอลเลย์บอลมาตลอด และนำวอลเลย์บอลมาบูรณาการกับการทำเกษตรด้วย เพราะโรงเรียนเรามีพื้นที่การทำเกษตรเยอะ ก็มาบูรณาการให้เขาได้ทำกิจกรรมต่างๆ นอกห้องเรียน มากกว่าการเรียนหนังสือในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ 

“พอเรามาอยู่ตรงนี้ สิ่งที่จะช่วยให้เด็กนำไปใช้ในชีวิตได้จริง ก็คือเรื่องของการทำศาสตร์พระราชา เพราะบริบทชุมชนเราเป็นเกษตรกรกันหมดเลย ดังนั้นการสอนลูกหลานเขาในเรื่องใกล้ตัว เป็นอะไรที่เข้าใจง่ายที่สุด อีกอย่างหนึ่งคือมันตอบโจทย์ครอบครัวเขาด้วย เพราะอย่างน้อยวันหนึ่งเมื่อเขาต้องออกจากงานมาอยู่บ้าน เขาต้องทำเป็น เขาต้องปลูกผักได้ เขาต้องเลี้ยงไก่เป็น เขาต้องใช้สอยประโยชน์จากพื้นที่ที่เขามีเป็น ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้” 

ครูเบิ้มบอกกับเราว่าวัดผลสัมฤทธิ์ได้จากแปลงผักของเด็กๆ

“การทำแปลงเกษตรบอกอะไรเราได้หลายอย่าง เช่น ความรับผิดชอบ ถ้าเด็กรับผิดชอบได้ แปลงผักเด็กจะสวย ผักที่ออกจะงาม แต่ถ้าเด็กไม่มีความรับผิดชอบ แปลงผักก็เละ ไม่รดน้ำก็ตาย แปลงผักแปลงหนึ่งวัดเด็กได้เลยเขาเป็นคนยังไง เริ่มจากเราทำให้ดูแล้วก็ให้เขาฝึกดูแลเอง ให้เด็กเขาฝึกสังเกตและให้เขาได้เรียนรู้ เพราะเด็กที่บ้านเรา พ่อแม่เขาทำเกษตรเกือบทุกคน แต่เขาอาจจะไม่พาลูกลงพื้นที่กับเขาทุกคน แต่เราก็อยากให้เขาทำเป็น อย่างน้อยก็ขั้นพื้นฐาน เพราะโดยรากเหง้าของเขาจริงๆ แล้วคือการทำเกษตรกรรม เราอยากให้เขารู้จักกับรากเหง้าเขาก่อนว่าเขาเป็นอะไร”

สำหรับการวัดผลในด้านกีฬาก็เช่นกัน

เหมือนการปลูกผักเลย ผมจะให้เด็กวัดศักยภาพตัวเอง ว่าก่อนมาเป็นนักกีฬากับการมาเป็นนักกีฬาระยะหนึ่งแล้ว มีความเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง ความสำเร็จของการทำทีมวอลเวลย์บอลของที่นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้องได้ถ้วยรางวัล แต่สิ่งที่เราอยากได้มากกว่า คือให้เด็กรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ฝึกวินัย ความรับผิดชอบ” 

จากกิจกรรมในโรงเรียน ขยายมาสู่ความร่วมมือของคนในชุมชน

“ตอนแรกคนในชุมชนก็ไม่รู้ว่าการซ้อมกีฬาแบบจริงจังทำยังไง เราก็ทำให้เขาเห็น นัดเด็กมาซ้อม พาเด็กวิ่งในหมู่บ้าน เขาเห็นเด็กวิ่งตลอด พอเด็กเริ่มซ้อมทุกวัน เขาก็เริ่มเห็นว่าเด็กมันเก่ง ไปแข่งมาก็ชนะ มีการขึ้นป้ายหน้าโรงเรียน ผมใช้วอลเลย์บอลเปลี่ยนวิถีชีวิตเด็กในชุมชนไปหมดเลย เด็กจากเลิกเรียกกลับบ้าน ตอนนี้เลิกเรียนมาซ้อมกีฬา เช้าเย็นเสาร์อาทิตย์ก็มาอยู่ที่โรงเรียน โรงเรียนกลายเป็นบ้านหลังที่สองที่ผู้ปกครองไว้ใจ เพราะเขาเห็นว่าเราจริงจังกับสิ่งที่ทำ เขาก็ยิ่งเชื่อมั่น เข้ามาช่วยเข้ามาสนับสนุน ทั้งเรื่องของเงินบ้าง ของบ้าง อาหารบ้าง” ซึ่งครูเบิ้มก็เล่าต่อว่า กีฬาวอลเลย์บอลเหมือนตัวเชื่อมสัมพันธ์ของทั้งคุณครูทุกท่าน ผู้ปกครอง คนในชุมชน และนักเรียน ให้เน้นเฟ้นเข้าด้วยกันมากยิ่งขึ้น 

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

สุดท้ายแล้วการพาทีมวอลเลย์บอลเด็กๆ โรงเรียนบ้านท่าตาสีมาได้ไกลจนถึงวันนี้ มีเพียงจุดประสงค์เดียวก็เพื่ออนาคตของเด็กทุกคนที่นี่

“เราอยากเห็นลูกศิษย์ของเราทุกคนเป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม เอาตัวรอดได้ อยู่กับสังคมได้อย่างมีความสุข ไม่จำเป็นต้องมีอาชีพที่ใหญ่โต แต่ให้เขาเลี้ยงดูตัวเขาเองได้ เลี้ยงครอบครัวเขาได้ และที่สำคัญคือเราอยากเห็นลูกศิษย์ของเราเป็นคนที่มีจิตสำนึกที่ดี ในการที่จะกลับมาพัฒนาโรงเรียน พัฒนาชุมชน นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็นจากลูกศิษย์เรา ความคาดหวังของครูทุกคนคืออยากเห็นลูกศิษย์ของตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เขาพึงพอใจ ที่เขาอยากทำ แล้วก็ไม่เป็นภาระของสังคม”

“ถ้าวันหนึ่งผมต้องย้ายกลับบ้าน ก็คงเป็นการจากแบบลำบากใจเหมือนตอนที่เราออกจากโรงแรม เพราะ ณ ตอนนี้ความสุขของชีวิตผมคือที่นี่ คือโรงเรียนนี้ ภูมิใจทุกครั้งที่ได้บอกตัวเองว่าเป็นครูที่โรงเรียนบ้านท่าตาสี เราภูมิใจมากกับสิ่งที่เราทำ” ครูเบิ้มยิ้มพร้อมน้ำตาแห่งความภาคภูมิใจ ซึ่งเราสัมผัสได้ถึงความรักและความศรัทธาที่ครูเบิ้มมีในอาชีพครู ผู้อุทิศตนเพื่อเด็กๆ มาโดยตลอด

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
Larger than Life แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ครูยศ เหล่าอัน คือนักปลูกต้นไม้

ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ชายคนนี้ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 1 ล้านต้นทั่วประเทศ

เขาชวนทุกคนปลูกต้นไม้ ด้วยวิธีที่แปลกประหลาด เรียบง่าย และได้ผลจริง แต่ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับวิธีนี้ตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก

จะน่าเหลือเชื่อไปไหมหากฉันบอกว่า ใต้รากสาขาลึกลงไปในผืนดิน ต้นไม้ของครูยศ มีเถ้าอัฐิของผู้ล่วงลับถูกฝังอยู่ด้วย

แต่สุดท้ายต้นไม้จำนวน 1 ล้านต้น คงบอกได้ว่าสิ่งที่เขาทำ ส่งต่อไปสู่ผู้คนในสังคมได้ไกลขนาดไหน

เมื่อแรกเริ่ม ครูยศถูกมองว่าบ้าที่คิดจะทำ ‘โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก’ ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดของเขาถูกต่อต้านจากชาวบ้านทันที

ครูยศ เหล่าอัน

เจตนาดีของครูยศ คือต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน ส่งเสริมให้คนปลูกและดูแลต้นไม้ ที่สำคัญคือช่วยลดปัญหาขยะมลพิษในแหล่งน้ำจากการลอยอังคาร

ครูยศจึงลงมือทำ แม้จะถูกต่อต้าน ทำเพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดของเขาไม่ใช่เรื่องพิเรนทร์ที่เป็นไปไม่ได้

เขาเริ่มปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่า จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น พิสูจน์จนชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจ ด้วยผลลัพธ์ที่สัมผัสได้อย่างอากาศบริสุทธิ์และร่มเงาไม้ใหญ่

จากเสียงต่อต้าน กลายเป็นความเชื่อถือและศรัทธาที่ขยายจากหมู่บ้านเล็กๆ ออกไปไกล เถ้าอัฐิจำนวนมากมายถูกส่งมาจากทุกสารทิศ เพื่อให้ครูยศนำไปปลูกต้นไม้

ครูยศ เหล่าอัน

ชีวิตคือการเดินทาง และการเดินทางที่ใช้เวลาชั่วชีวิตคือการมุ่งหน้ากลับไปสู่สภาวะแท้จริง สภาวะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ” ครูยศกล่าวขึ้นขณะพาฉันเดินฝ่าดงไม้ลึกเข้าไป

ที่นี่คือวัดป่าโรจธรรม จังหวัดขอนแก่น สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์อย่างสวนป่า ใต้รากสาขาของต้นไม้ทุกต้นมีเถ้ากระดูกมนุษย์ ชิ้นส่วนแห่งชีวิตที่ถูกคืนกลับสู่ผืนดิน ให้เป็นสภาวะแท้จริงที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

“ทุกชีวิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่เราสามารถสร้างประโยชน์เป็นบุญกุศลให้โลกใบนี้ได้ แม้สิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ต้นไม้ที่เจริญงอกงามจากเถ้าถ่านอัฐิจะคงอยู่ต่อไป เพื่อผลิตออกซิเจน มอบความชุ่มชื้น และแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างเมตตา เป็นที่พักพิงอาศัยแก่เพื่อนร่วมโลก” ครูยศเอ่ยขึ้น

ต้นไม้แห่งความศรัทธาได้ถูกปลูกขึ้นในใจของผู้คน และจะผลิดอกออกผลไปอีกแสนนาน

01

ที่มาของความเชื่อ

ทางพุทธศาสนา เมื่อมนุษย์สิ้นลมหายใจร่างกายจะถูกนำไปประกอบพิธีฌาปนกิจด้วยการเผา จนสุดท้ายเหลือเพียงเถ้าถ่านอัฐิที่จะถูกนำไปลอยอังคารในแม่น้ำหรือมหาสมุทร เพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ภพภูมิที่ดี 

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ครูยศเห็นชาวบ้านนำอัฐิของเหล่าผู้ล่วงลับไปลอยอังคารในแม่น้ำชีที่แห้งขอดในฤดูแล้ง ผ้าขาว หม้อ ไห ถุงปุ๋ย ติดอยู่ตามเกาะแก่งแม่น้ำ แม้แต่อัฐิยังถูกโปรยลงบนพื้นดินแตกระแหงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลำน้ำ นอกจากจะเป็นภาพที่น่าสลดใจแล้ว ภาชนะและข้าวของที่ติดอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติเหล่านั้นยังเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม 

“เริ่มจากความเมตตาและสงสาร เมื่อเห็นอัฐิของผู้วายชนม์ถูกนำไปกองทิ้งไว้ตามแหล่งน้ำที่แห้งขอดช่วงฤดูแล้ง เพราะเถ้าถ่านเหล่านั้นก็คือคน แทนที่ผู้วายชนม์จะได้ไปเกิดดีมีสุข กลับมาถูกมองในแง่ไม่ดีงาม”

หลังเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่หลายปี ครูยศจึงเกิดความคิดว่า ในเมื่อแก่นแท้ของการลอยอังคารคือการกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านสายน้ำของมนุษย์คนหนึ่ง การกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านธาตุชนิดอื่นอย่าง ‘ดิน’ ก็ถือเป็นการเข้าถึงแก่นแท้นี้ไม่ต่างกัน

โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก ของชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงถือกำเนิดขึ้น 

“ถ้าเรานำอัฐิเหล่านั้นไปผสมกับดินเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกต้นไม้ คืนร่างกายมนุษย์กลับคืนสู่แผ่นดิน คืนชีวิตกลับสู่ธรรมชาติ น่าจะเป็นบุญกุศลมากกว่ามาทิ้งไว้เช่นนั้น ซึ่งก็เหมือนกับคืนสู่น้ำในการลอยอังคารตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาพุทธ” 

แนวคิดการนำเถ้ากระดูกมาปลูกต้นไม้ของครูยศ ถูกต่อต้านจากคนในชุมชนทันที เพราะแม้จะมีเจตนาดี แต่ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดดังกล่าวดูแหวกแนวไปมากสำหรับคนเมื่อ 30 ปีก่อน

“ผมเลยเริ่มจากการลงมือทำเลย ทำให้ชาวบ้านดู พิสูจน์ให้เขาเห็น” ครูยศเล่า 

วัดตามชนบทสมัยนั้นมีทั้งวัดที่มีเมรุเผาศพและวัดที่ไม่มีฌาปนสถานจึงใช้เพียงกองฟอนแบบโบราณ กองฟอนคือการเอาไม้เนื้อแข็งมาสุมรวมกันเป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายคอกหมูเพื่อวางหีบศพแล้วเผา เมื่อเผาเสร็จก็จะมีเถ้าถ่านอัฐิหลงเหลืออยู่ในบริเวณ

ครูยศ เหล่าอัน

“ผมก็ไปเก็บเถ้ากระดูกแถวเมรุบ้าง กองฟอนบ้าง มาปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่าตามหมู่บ้าน โดยเฉพาะวัดและบริเวณรอบๆ อย่างป่าช้าเก่า ซึ่งมีพื้นที่ว่างสามารถปลูกต้นไม้ได้ ผมก็จะขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดก่อนเข้าไปปลูกทุกครั้ง โดยเน้นพืชสมุนไพรและไม้ยืนต้น จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น

02

พลังแห่งศรัทธา

“ชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจจากผลลัพธ์ที่เราทำ เห็นความร่มรื่น สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ จากต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามพื้นที่ว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ของชุมชน จากที่ชาวบ้านมองว่าครูยศนี่บ้า (หัวเราะ) เขาก็เริ่มให้ความเชื่อถือและเล่ากันปากต่อปาก จากบ้านสู่บ้านเพื่อนำอัฐิมาบริจาค บ้านไหนอยู่ใกล้ก็หอบมาให้ ส่วนคนอยู่ไกลก็ติดต่อทางจดหมาย ส่งอัฐิเป็นพัสดุไปรษณีย์มา

“ตอนที่แม่ผมถึงแก่ความตาย ผมนำอัฐิของแม่มาผสมดินปลูกต้นไม้บนที่นาของตัวเอง เขียนป้ายชื่อแม่อย่างดี ระบุวันเกิดวันตาย และปักไว้ข้างๆ ต้นไม้ที่งอกเงยขึ้นจากเถ้ากระดูกของท่าน ต้นไม้ของแม่โตวันโตคืนให้ร่มเงาลูกหลานในอาณาบริเวณบ้าน” 

ครูยศ เหล่าอัน

โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเริ่มเป็นที่รู้จัก จากแค่ในตำบลก็ขยายไปยังต่างจังหวัด ครูยศได้รับการติดต่อจากชาวบ้านและผู้นำชุมชนจำนวนมากที่ศรัทธาและสนใจอยากร่วมโครงการ 

“ผมสนับสนุนให้คนปลูกต้นไม้บนที่ดินของตัวเอง ตามหัวไร่ปลายนาที่บรรพบุรุษหาที่ดินที่ดอนไว้ให้ คุณมีกินมีใช่ทุกวันนี้เพราะพ่อแม่ให้ คุณกล้าไหมที่จะปลูกต้นไม้ให้ท่าน ถ้ากล้าผมจะไปทำพิธีปลูกให้ แต่ถ้าไม่กล้า อยากบริจาคอัฐิก็ส่งมา ผมจะปลูกให้ บางหมู่บ้านเก็บเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ไว้เป็นร้อยห่อ รอผมและคณะไปทำพิธีปลูกให้ ซึ่งพิธีก็เรียบง่ายมาก ไม่สิ้นเปลืองเลย” ครูยศกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

03

ป่าในวัดป่า

ที่ดินทั้ง 20 ไร่ ของวัดป่าโรจนธรรมแห่งนี้เป็นพื้นที่ไร่นาเดิมของชาวบ้านที่บริจาคให้โครงการมาทำวัดป่า แบ่งการใช้งานเป็นอาสนสถานและที่พักสงฆ์ประมาณ 5 ไร่ ที่เหลือปลูกต้นไม้ และขุดบึงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้รดต้นไม้ในฤดูแล้ง ที่นี่ไม่ใช้น้ำประปาใช้น้ำจากบ่อดินธรรมชาติ ไม่มีไฟฟ้า และการบิณฑบาตทุกเช้าจะต้องเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไป 5 กิโลเมตร 

ไม่มีป้ายหรือกำแพงวัด ถ้าใครบังเอิญขับรถหลงจากทางหลวงลึกเข้ามา คงคาดไม่ถึงว่าที่นี่คือวัด และเป็นวัดที่ทำหน้าที่เสมือนโอเอซิสให้ร่มเงาและเก็บกักความชุ่มชื้นมหาศาลเอาไว้ บนพื้นที่เกษตรกรรมขนาดมหึมาสุดลูกหูลูกตาที่แทบไม่มีไม้ยืนต้นอยู่เลย

ครูยศ เหล่าอัน

ครูยศพาฉันเดินสำรวจสวนป่าในบริเวณวัด ยิ่งลึกยิ่งร่มรื่น เรือนยอดของไม้พะยูงจำนวนนับพันต้นทำหน้าที่เป็นหลังคาธรรมชาติกันเปลวแดดร้อนเปรี้ยง เศษใบและกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผืนดิน เป็นที่อยู่อาศัยให้สรรพสัตว์ร่วมโลก

“ต้นพะยูงพวกนี้ เพิ่งปลูกไปเมื่อไม่นาน อายุราว 4 – 5 ปี” ครูยศอธิบายต่อถึงวิธีคัดเลือกสายพันธุ์ต้นไม้ที่จะนำมาเข้าร่วมโครงการ ว่าต้องเป็นพันธุ์พืชพื้นถิ่นดั้งเดิมที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศมาตั้งแต่โบราณ พื้นที่จะถูกกับดินฟ้าอากาศ ทางภาคอีสานมีพวกประดู่ ยางนา ไม้แดง เพียงเมล็ดได้รับความชุ่มชื้นก็จะแตกหน่อเติบโตอย่างแข็งแรงโดยธรรมชาติ เพราะอุณหภูมิและปัจจัยต่างๆ พอเหมาะกับพันธุ์พืชนั้นๆ 

“ถ้ามีการระบุสายพันธุ์ไว้ในพินัยกรรมของผู้วายชนม์ ผมก็จะปลูกให้ตามความประสงค์นั้น บางคนพูดไว้ก่อนตาย ชีวิตผมได้ดิบได้ดีเพราะทุเรียน ปลูกต้นทุเรียนด้วยเถ้ากระดูกผมนะ หรือบางคนอยากได้ต้นพะยูง เพราะจะได้ช่วยพยุงชีวิตของลูกหลานให้มั่นคง

“ที่สำคัญคือ เราต้องการให้มีระบบนิเวศ มีต้นไม้หลากหลายชนิดปลูกแซมกันอยู่ในพื้นที่เดียว เพราะมันจะทำให้พวกนก หนู ปู แมลง มดแดง หรือนก มาพึ่งพิงอาศัย”

04

คืนสู่สามัญ

วันนี้จะมีพิธีปลูกต้นไม้ด้วยเถ้าถ่านอัฐิจากผู้วายชนม์จำนวน 13 ท่าน

“เราจะเริ่มด้วยการทำพิธีกรรมทางศาสนาก่อน เป็นพิธีที่เรียบง่ายทว่าสำคัญและศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เกียรติผู้วายชนม์

เริ่มด้วยนิมนต์พระบังสกุล อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข พระสงฆ์ก็จะไปยืนพิจารณา สักวันไม่ว่าอาตมาหรือโยมก็ต้องมีสภาพนี้เหมือนกัน

จากนั้นถวายจัตุปัจจัยให้พระภิกขุสงฆ์ ก่อนจะเข้าสู่พิธีปลูกต้นไม้ พระสงฆ์รูปไหนอยากร่วมปลูกด้วย ก็เชิญจับจอบจับเสียมลงแปลงสวนป่าพร้อมญาติโยมได้เลย” ครูยศกล่าวยิ้มๆ

ในการปลูกต้นไม้ ครูยศจะขุดหลุมขนาดกว้าง 50 ลึก 50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และจอกแหนที่เก็บขึ้นมาจากแอ่งน้ำธรรมชาติ มารองก้นหลุมเอาไว้ ไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ จากนั้นนำเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ผสมเข้ากับวัตถุดิบธรรมชาติที่ใช้รองก้นหลุมเหล่านั้น พร้อมอธิษฐานจิต   

ครูยศ เหล่าอัน
ครูยศ เหล่าอัน

“ขอให้ท่านผู้บริจาคสรีระร่างกาย เถ้าถ่านอัฐินี้ จงไปเกิดดีมีสุขในสัมปรายภพเบื้องหน้า บุตรหลานของท่านเบื้องหลังก็ขอให้มีความสุขความเจริญเช่นกัน บัดนี้ชมรมอนุรักษ์และคณะทั้งหลายจะปลูกต้นไม้เป็นเกียรติ เป็นอนุสรณ์ให้กับท่าน”

เมื่ออธิษฐานจบก็ลงมือปลูกด้วยกระบวนอย่างการปลูกต้นไม้ทั่วไป ญาติโยมและพระสงฆ์ร่วมไม้ร่วมมือกันเอากล้าไม้ลงหลุมที่จัดเตรียมเอาไว้ กลบดินให้แน่น เป็นอันเสร็จพิธี

ครูยศ เหล่าอัน

ในเถ้ากระดูกประกอบไปด้วย ธาตุไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ต้นไม้แตกรากได้ดี ช่วยเร่งการออกดอกผล นอกจากนี้ เถ้ากระดูกมีความเป็นด่างเล็กน้อย ทำให้เมื่อผสมลงในดินที่เป็นกรดจะช่วยปรับปรุงคุณภาพของดิน

ลูกหลานผู้วายชนม์ท่านไหนอยากปักป้ายระบุชื่อ วันเกิด วันตาย อายุ ไว้ข้างต้นไม้ ก็สามารถทำได้เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงผู้ล่วงลับ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการระบุชื่อ ปล่อยให้เถ้าถ่านอัฐิได้ผสมผสานไปเป็นส่วนหนึ่งของดิน อย่างการเป็นส่วนหนึ่งของน้ำในพิธีลอยอังคาร

ครูยศ เหล่าอัน

“ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน นับถือศาสนาอะไร ก็สามารถบริจาคเถ้าถ่านอัฐิมาปลูกต้นไม้ได้ มีชาวต่างชาติจำนวนมากทั้งชาวยุโรป ชาวอเมริกัน ที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเข้าร่วมโครงการนี้ บางท่านอยู่เมืองไทย มีภรรยาเป็นคนไทย เขาก็บอกไว้ก่อนเสียชีวิตเลยว่าถ้าเขาเป็นอะไรไปไม่ต้องส่งร่างกลับประเทศเขานะ ให้เอาเถ้ากระดูกไปปลูกต้นไม้แทน

“ช่วงขวบปีแรกของการปลูกเราอาจจะต้องรดน้ำดูแลกล้าไม้ แต่เมื่อพ้น 5 ปีแรกไปแล้วต้นไม้จะดูแลเรา ผลิตออกซิเจน ปรับสภาพอากาศ ดูแลระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม พวกเราจะอาศัยพึ่งใบบุญของป่านี้ไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน

“ถ้าคุณมีโอกาสกลับมาที่วัดป่านี้ในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า ต้นไม้อายุน้อยที่เห็นอยู่นี้จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มยิ่งกว่าเดิม อาณาบริเวณของวัดป่าจะร่มรื่นรมณียาเหมือนกับในสมัยพุทธกาล”

05

ปลูกต้นไม้ในใจคน

“ผมเป็นเด็กวัด ได้ซึมซับความรู้ทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก วัดสมัยโบราณจะมีความร่มรื่น ไม่ได้มีอาคารสิ่งก่อสร้างมากอย่างในปัจจุบัน ผู้คนเข้าไปแล้วจะรู้สึกร่มเย็น สามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้ เราจึงอยากให้โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกนี้ได้ไปสร้างความร่มรื่นให้หลายๆ วัดเป็นรมณียสถาน เพื่อถวายพระพุทธเจ้าผู้ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในผืนป่า”

ครูยศเป็นคนที่มีแนวคิดอนุรักษ์มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 12 ปี สมัยเป็นเด็กวัดที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดมหาสารคาม มีคหบดีผู้มีอันจะกิน นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากประเทศอินเดียมาทอดกฐินให้วัด แต่ก็ไม่มีคนปลูก จนเวลาผ่านไปหลายเดือน ในที่สุดครูยศจึงตัดสินใจที่จะปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ์เอง โดยตั้งอธิษฐานจิตว่า “หากข้าพเจ้าจะมีบุญวาสนาได้พึ่งพาอาศัยพระพุทธศาสนา ขอให้ต้นโพธิ์ที่ข้าพเจ้าปลูกจงเจริญงอกงามสืบไป”

50 ปีต่อมา ต้นโพธิ์ดังกล่าวยังคงอยู่และเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขา ใครไปใครมาก็ต้องไปพึ่งร่มเงา ครูยศจึงเป็นคนรักต้นไม้มานับจากนั้น

เมื่อเติบโตขึ้น ครูยศตระเวณปลูกต้นไม้ตามป่าสาธารณประโยชน์ ที่ดินรกร้าง ในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน หลังจบวิทยาลัยครู วิชาเอกเกษตรกรรม ครูยศก็มารับราชการครู นอกจากปลูกฝังเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เด็กๆ แล้ว ยังได้นำคณะนักเรียนและครูร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน โดยเน้นปลูกต้นไม้ในวัด ป่าช้า โรงเรียน และที่ดินสาธารณะรกร้างตามหมู่บ้าน และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกสวนป่าในพื้นที่ตนเอง

“ผมอึดอัดมาก เวลาเห็นบางหน่วยงานจัดงานปลูกต้นไม้เอาหน้าแบบสักงับ สักงับเป็นภาษาอีสานแปลว่า ขุดหลุมตื้นๆ ซึ่งตรงกับการกระทำของหน่วยงานเหล่านั้น คือเอาต้นไม้ลงดินโดยไม่ตระเตรียมหลุม ไม่ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักที่จะเป็นสารอายุให้ต้นไม้ แค่เอารากลง ถ่ายภาพ แล้วก็จากไปตลอดกาล

“ผมเสียดายงบประมาณราชการที่มาสูญเสียให้กับความฉาบฉวยเหล่านี้ปีละหลายล้านบาท

ผมจึงไปอาสาออกแบบการปลูกต้นไม้ ให้คำแนะนำการทำสวนป่า สวนสาธารณะประโยชน์กับองค์การบริหารส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ ผมไม่รอให้ใครมาเปลี่ยน ผมลงมือทำเดี๋ยวนั้น เพื่อหวังว่าสิ่งเล็กๆ ที่ทำจะช่วยประเทศ ช่วยโลกได้

“ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคณะทำงานหลัก 15 คน ตั้งแต่พระภิกษุสงฆ์ไปจนถึงนักเรียนนักศึกษา และเรามีสมาชิกชมรม 1 พันกว่าคนทั่วประเทศ ผมปลูกฝังและกระจายงานออกไป เพราะผมทำอยู่คนเดียว รู้อยู่คนเดียว วันหนึ่งผมตายขึ้นมา โครงการนี้ก็จะไม่ได้ไปต่อ ซึ่งนั่นคือความไม่ยั่งยืน” ครูยศกล่าว

06

กุศโลบายเพื่อวันพรุ่งนี้

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูกไปแล้ว 1,030,047 ต้น มีการลงทะเบียนใส่หมายเลขไว้อย่างเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้

“ปลูกต้นไม้ใช้เวลาไม่กี่ปีก็ได้เก็บผลกิน แต่การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อปลูกต้นไม้ในใจคนนั้นใช้เวลาและความอดทนอย่างมหาศาล ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ท้อไม่ได้ เพราะได้ตั้งปณิธานที่จะคืนบุญคุณให้แผ่นดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ คืนพื้นที่สีเขียวให้ผืนป่าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เมื่อถึงวันนั้นก็เอาเถ้าถ่านจากร่างกายผมมาเป็นปุ๋ยต้นไม้”

อีกหนึ่งปัญหาที่ครูยศให้ความสำคัญคือ ปัญหาขยะในผืนป่า “คนทุกวันนี้มักง่าย เอาป่ามาเป็นที่ทิ้งขยะ บางคนเข้ามาท่องเที่ยว บางคนเข้ามาเก็บผลผลิตจากป่าไปประทังชีวิต ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติแต่กลับทิ้งภาระมลพิษไว้เบื้องหลัง”

ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชนหลายแห่ง จัดทำโครงการเก็บขยะออกจากป่า คืนเทวดาให้ต้นไม้ ซึ่งเป็นการชวนอาสาสมัครเข้าไปช่วยกันเก็บขยะสิ่งแปลกปลอมออกจากผืนป่า

“ป่าเป็นแหล่งผลิตต้นน้ำและออกซิเจน เมื่อป่าสะอาด คนก็ได้รับผลผลิตบริสุทธิ์ไปด้วย ในอีกแง่ ซึ่งจะมองเป็นกุศโลบายก็ได้ คือเมื่อป่าสะอาด เทพบุตร เทพธิดา เจ้าป่าเจ้าเขา จะได้ความร่มเย็นและได้พลังในการปกปักรักษาป่าดังเดิม

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ป่าชุมชนภูกระแต จังหวัดมหาสารคาม กลายเป็นป่าปลอดขยะแห่งแรกของประเทศไทย ทั้งที่แต่ก่อนเป็นที่ทิ้งขยะ มีขยะสะสมที่คนเอามาทิ้งไว้เป็นร้อยๆ ตัน หลังจากช่วยกันกำจัดขยะออกจากป่าจนหมด

เราก็เอาโครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเข้าไปเพิ่มปริมาณต้นไม้ เท่านั้นแหละ ไม่มีใครกล้านำขยะมาทิ้งอีกเลย เพราะกลัวสิ่งที่ดูแลรักษาต้นไม้อยู่ครูยศทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load