The Cloud X ไทยประกันชีวิต

เวลา 4 โมงเย็นเป็นเวลาเลิกเรียน เด็กๆ ถูกเรียกแถวเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน หากลองนับดู โรงเรียนบ้านท่าตาสี จังหวัดสระแก้ว มีนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถม 6 เพียง 145 คนเท่านั้น 

เมื่อเห็นเด็กๆ ขี่จักรยานเรียงแถวกลับบ้านแล้ว เรากลับเห็นเด็กๆ บางคนกลับมาใหม่พร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในชุดเตรียมพร้อมเพื่อซ้อมกีฬา เมื่อสอบถามจึงทราบว่าถึงเวลาที่พวกเขาต้องซ้อมวอลเลย์บอลแล้ว และมักซ้อมกันอย่างนี้เป็นประจำทุกเย็น คล้ายเป็นกิจวัตรประจำวันหนึ่งอย่างของพวกเขาไปแล้ว

และคุณครูผู้อยู่เบื้องหลังการฝึกซ้อม การสร้างทีมวอลเลย์บอลเพื่อพาเด็กๆ บ้านท่าตาสีไปแข่งขันจนได้รับแชมป์และรางวัลมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ก็คือ ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา ครูสอนภาษาอังกฤษที่อยากส่งเสริมเด็กๆ ในด้านกีฬาเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ด้วยใจที่ศรัทธาในอาชีพและคำว่า ‘ครู’ ที่เขาได้รับ

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“เพราะการเป็นครูคืออาชีพที่ทรงเกียรติมาก เรามีความรู้สึกว่าเราจะต้องเต็มที่ ต้องศรัทธา และเชื่อมั่นในอาชีพครูของเรา เพราะอาชีพเรามีหน้าที่ในการส่งเสริมเด็ก ไม่ใช่แค่เรื่องของการเรียน แต่เราต้องส่งเสริมเด็กทุกคนให้เท่าเทียมกันในเรื่องของความสามารถ ดังนั้น เราต้องทำให้เด็กที่เรียนอยู่กับเรามีอาชีพที่ดี มีครอบครัวที่ดี มีจิตสำนึกที่ดีในการที่จะกลับมาพัฒนาชุมชนของเขา จึงเป็นอาชีพที่เราภูมิใจที่ได้เป็น”

เซตที่ 01

เริ่มต้นเสิร์ฟ

ครูเบิ้มเริ่มต้นเป็นเด็กที่เติบโตมาในวิถีชนบทจังหวัดศรีสะเกษ ในครอบครัวที่เป็นชาวนามาก่อน “เราโตมากับครอบครัวที่ถือว่ายากจน เพราะว่าตอนนั้นพ่อกับแม่ก็ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยบ้านยายอยู่ด้วยกัน เติบมาโดยการเป็นเด็กในวิถีชนบท แต่เราเป็นคนที่ชอบการทำกิจกรรม กล้าแสดงออกตั้งแต่ตอนที่เรียนอยู่ประถม พอโตมาก็เป็นเด็กกิจกรรมของโรงเรียนระดับมัธยมอีก เราไปแข่งวิชาการ ประกวดมารยาทบ้าง ไปแข่งขันอ่านทำนองเสนาะ อาขยานบ้าง ตอนเด็กๆ เรามีโอกาสได้ทำกิจกรรมที่โรงเรียนเยอะ เลยกลายเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมไปเลยครับ แล้วก็เรื่องกีฬาด้วย” 

แต่แล้วไม่นานครูเบิ้มก็พบอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต

“ตอนที่ผมอยู่ปอหนึ่ง พ่อเขาโดนจับในเรื่องของอาวุธสงคราม ตอนนั้นชีวิตครอบครัวก็เริ่มแยกจากกัน แม่ต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ เพื่อที่จะหาเงินมาส่งพ่อ แล้วก็ส่งเราด้วย ตอนนั้นเราต้องอยู่กับยายแล้วก็หลานๆ แค่ไม่กี่คน ตอนนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือ พยายามใช้ชีวิตให้ไม่เป็นภาระของยาย พยายามทำมาหากิน พยายามฝึกหาปู หาปลา กินเอง อยู่ด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด 

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ตอนนั้นมันไม่อบอุ่นเหมือนคนอื่นเลยครับ มันเหมือนฝันร้ายที่เราไม่ตื่นสักที แต่ว่าเราไม่เคยใช้สิ่งนี้มาเป็นปมด้อย เราไม่เคยโกรธเลยนะว่าคนจะพูดถึงเราแบบไหน เขาจะพูดยังไงก็เรื่องของเขา แต่สิ่งที่เราทำได้คือ เราจะไม่ทำให้พ่อแม่เราเสียใจเลย” 

จากนั้นครูเบิ้มที่สอบได้ลำดับดีมาตลอดก็เข้ามหาวิทยาลัยในจังหวัดสุรินทร์

“จนเราจะขึ้นมหาวิทยาลัย พ่อออกจากเรือนจำมา ก็มีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวแค่แป๊บเดียวแล้วเราก็ต้องไปเรียนต่อ ตอนนั้นผมเรียนคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ผมไม่ได้เรียนครูมาโดยตรง เพราะตอนนั้นเราอยากทำงานโรงแรม ไม่ได้คิดว่าจะทำงานสายอาชีพครู แล้วญาติพี่น้องเราทุกคนเป็นครูหมดเลยนะ ซึ่งความต้องการของเราค่อนข้างขัดแย้งกับความต้องการของคนในครอบครัว เพราะว่าญาติๆ ก็อยากให้เรารับราชการ แต่เราเองเรามีความรู้สึกว่าเราอยากทำงานที่เรารัก คือการทำงานโรงแรม เราอยากทำงานที่ใช้ภาษา เราเป็นคนที่ชอบความท้าทาย ชอบการเรียนรู้ใหม่ๆ เลยอยู่โรงแรมประมาณได้ปีสองปี พอแม่บอกว่าอยากให้กลับมาเรียนครูเพิ่ม เลยตัดสินใจออกจากงานที่โรงแรมมาเรียนครู”

เซตที่ 02

ความเป็นครู

การตัดสินใจออกจากงานโรงแรมที่รักในตอนแรกเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากมาก “เพราะเรารู้สึกว่างานนี้เลี้ยงครอบครัวเรามาตั้งหลายปี อีกอย่างมันทำให้เราเป็นคนมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ตอนต้องเขียนใบลาออก เราร้องไห้เลย วินาทีที่ต้องลาออกจากโรงแรม ต้องคืนชุด ต้องลาเพื่อน มันเสียดายงานที่เรารัก ไม่รู้ว่าถ้าเรามาเป็นครู เราจะชอบเหมือนกับที่เป็นงานนั้นหรือเปล่า แต่ว่าสุดท้ายที่ตัดสินใจเพราะว่าเพื่อครอบครัว พ่อแม่อยากให้เรากลับไปอยู่บ้าน อยากให้มารับราชการ เพราะเป็นอาชีพที่มั่นคง เราก็มาเริ่มต้นการเรียนครูใหม่อีกปีครึ่ง ส่วนตัวเราชอบการสอนเด็กอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เพราะเคยสอนเด็กที่หมู่บ้านช่วงปิดเทอมตอนเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมพาเด็กทั้งหมู่บ้านมาสอนภาษาอังกฤษฟรี

“พอตัดสินใจมาใช้คำว่าครูแล้ว ชีวิตมันเปลี่ยนไปเลย แต่เราได้ใช้ทักษะที่ได้จากการทำโรงแรมมามากทีเดียว ทั้งในเรื่องความมั่นใจในการสอนหน้าชั้นเรียน แล้วก็เรื่องการใช้ภาษาที่จะมาใช้สอนเด็ก”

แล้วชีวิตความเป็นครูของครูเบิ้มก็เริ่มต้นขึ้น จากการเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนโคกกลางเหนือพิทยาสรรพ์ ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ 

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“สอนหนังสือที่แรกก็สนุก ตอนนั้นทางโรงเรียนเขาไม่ได้จ้างเรา แต่เราไปขอเขาสอน สอนตั้งแต่ชั้นปอหนึ่งถึงปอหกเพราะเราทำทีมวอลเลย์บอลให้กับโรงเรียน แต่ท่านผอ. เขาให้ค่าจ้างเราเดือนละหนึ่งพันบาท แม้จะน้อย แต่เราเอาเงินหนึ่งพันนั้นมาใช้จ่ายกับนักวอลเลย์บอลของโรงเรียน 

“ประมาณ พ.ศ. 2553 ผมก็ย้ายไปอยู่ไปอยู่กับคุณครูบัญญัติ ภูพาที ที่เป็นคนช่วยให้ผมเรียนจบจนมาเป็นครู และขยับมาทำตำแหน่งครูอัตราจ้างที่ได้เงินเดือนเยอะขึ้น ที่โรงเรียนอนุบาลลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่นั่นเขาทำทีมวอลเลย์บอลด้วย เราเลยได้ไปสอนอนุบาลด้วย เด็กๆ เก่งกันมาก ไปแข่งจนได้แชมป์ประเทศไทย

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ไม่นานผมก็ได้เป็นพนักงานราชการ ตอนนั้นเงินเดือนขยับมาอยู่ที่หมื่นห้า มาสอบได้ที่โรงเรียนที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน ก็สอนภาษาอังกฤษด้วย สอนวอลเลย์บอลด้วยเหมือนกัน พอ พ.ศ. 2557 เราโดนเรียกตัวมาที่สระแก้ว เลยได้มาบรรจุอยู่ที่นี่”

ครูเบิ้มมีความสุขมากที่โรงเรียนบ้านท่าตาสี เขาบอกกับเราทั้งน้ำตาด้วยความภูมิใจว่ารักที่นี่เหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง

“เรามีความสุขกับการเป็นครูที่นี่มาก เรามีความภาคภูมิใจกับการเป็นข้าราชการครูที่ท่าตาสี เรารักที่นี่ ผมกินนอนใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เหมือนอยู่บ้านเลย เพราะที่นี่ให้โอกาสเราทุกอย่าง ชุมชนเองก็รักเรามาก ผอ. ให้โอกาสเรา เด็กๆ ทุกคนเชื่อฟังเรา การเป็นข้าราชการครูในแบบของเรา คือเราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ได้สอนในสิ่งที่เด็กชอบ เราได้ใช้เวลาทุ่มเทกับเขา ถ้าผมยังอยู่ตรงนี้ ผมก็อยากเต็มที่กับคำว่าครูให้ได้มากที่สุด”

เซตที่ 03

โค้ชเบิ้มทำทีม

มาถึงตรงนี้คุณก็คงสงสัยเช่นเดียวกับเราว่าทำไมครูเบิ้มถึงสนใจส่งเสริมเด็กด้วยกีฬาวอลเลย์บอล เป็นเพราะความชอบส่วนตัวของครูคนเก่งคนนี้หรือไม่

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ตอนแรกผมไม่ได้ชอบวอลเลย์เป็นพิเศษ เพราะเราชอบเล่นกีฬาทุกอย่างเลย ทั้งฟุตบอล ตะกร้อ วอลเลย์บอล แบดมินตัน มาเล่นกีฬาวอลเลย์บอลจริงจังตอนอยู่มัธยม ผมเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขัน พอเรามาจับกีฬาวอลเลย์บอลแล้วรู้สึกว่ามันเป็นกีฬาที่คนนิยม เด็กๆ รู้จักและอยากเล่น เพราะเขามีวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติเป็นไอดอล เราเลยคิดว่าน่าจะเอามาสอนและส่งเสริม ให้เด็กๆ มีโอกาสเรียนต่อง่ายกว่ากีฬาชนิดอื่น

“ตอนผมมาบรรจุที่ท่าตาสี ตอนแรกยังไม่มีทีมวอลเลย์บอลเลย มีแค่สนามปูนเฉยๆ ตาข่ายก็ไม่มี ลูกวอลเลย์บอลก็ไม่มี แรกๆ ผมก็สอนภาษาอังกฤษอย่างเดียวในห้อง ไม่ได้ทำกิจกรรมอื่นเลย แต่เราด้วยความที่เราเคยทำทีมวอลเลย์บอลมาตลอด ผมก็เลยขออนุญาต ผอ. ว่าผมขอทำทีมวอลเลย์บอลนะครับ ผอ. ก็ให้โอกาสเราได้ทำ เราเรียกประชุมทีมเด็กๆ เลย บอกว่าครูอยากทำทีมวอลเลย์บอลนะ มาเล่นวอลเลย์บอลกับครูไหม ครูมีลูกศิษย์ที่ไปแข่ง ได้ออกในยูทูบด้วยนะ แล้วเราก็เปิดวิดีโอให้เด็กๆ ได้ดู เด็กเห็นเราในทีวี เห็นเด็กที่อายุรุ่นเดียวกันเล่นกีฬา เขาก็รู้สึกอยากเล่นตาม”

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา
ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

ในตอนแรกมีเด็กๆ มาเล่น เป็นเพียงเด็กผู้ชาย 10 คนเท่านั้น และนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะฝึกฝนเด็กๆ ที่มีพื้นฐานเท่ากับศูนย์สำหรับกีฬาชนิดนี้

“แรกๆ เด็กเขาเล่นไม่เป็นเลยครับ แรกๆ ก็เหนื่อยมากพอสมควร เพราะการสร้างคนให้เป็นคนเก่งและคนดีในเวลาเดียวกัน ต้องใช้เวลาในการสร้างนานมาก อย่างถ้าเราสร้างบ้าน เดือนสองเดือนเราก็เห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่การสร้างคนให้เป็นคนเก่งไม่พอ ต้องเป็นคนดีด้วย ผมใช้เวลาสร้างทีมอยู่ประมาณสี่ห้าเดือนเลย เพราะเราต้องศึกษาเด็กๆ ศึกษาบริบทชุมชน ศึกษาผู้บริหาร ศึกษาว่าเราจะทำทีมได้ไหม เด็กจะเล่นให้เราไหม บริบทชุมชนเป็นยังไงบ้าง เพราะเวลาเราซ้อมมันจะต้องจริงจัง ต้องเลิกค่ำ มีซ้อมวันเสาร์และอาทิตย์ ซ้อมตอนปิดเทอมด้วย” 

เพราะการซ้อมอย่างจริงจังทำให้ครูไม่ได้กลับบ้าน และต้องละทิ้งเวลาส่วนตัวทุกอย่างให้กับเด็กทั้งหมด เพราะอุดมการณ์ที่เชื่อว่าการใช้เวลาอยู่กับเด็กยิ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้พวกเขาเก่งได้เร็วขึ้นเท่านั้น 

และแล้วความพยายามและทุ่มเทของครูเบิ้มก็สัมฤทธิ์ผล

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ปีแรกที่สร้างทีมขึ้นมาคือตอน พ.ศ. 2558 เราได้ไปแข่ง ได้รางวัลมาเยอะมากเลยนะ ได้ที่สองระดับภาคมา ได้ที่ สองระดับจังหวัดมา ได้ถ้วยใบแรกมาก็เป็นถ้วยใบใหญ่เลย ทีนี้เราก็เริ่มทำมาเรื่อยๆ จนเด็กเราเรียนจบจากที่นี่แล้วมีโอกาสได้ไปเรียนต่อ

“เป้าหมายหลักในการทำทีมวอลเลย์บอลของผม คือการสร้างโอกาสให้กับนักเรียน นักเรียนเรามีความสามารถต่างกันครับ เด็กบางคนเรียนเก่ง บางคนเรียนไม่เก่ง บางคนปานกลาง บางคนชอบกีฬา บางคนชอบเกษตร เราก็มาดูว่า เราจะส่งเสริมเด็กยังไงให้เขาเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเท่าๆ กันในแต่ละความสามารถของเขา 

“เราเริ่มพาเด็กที่เรียนไม่เก่ง เด็กหลังห้อง มาซ้อมกีฬา เด็กที่เก่งเราก็ดันวิชาการเขา ถ้าเขาสนใจจะมาเล่นเพิ่มเติมศักยภาพก็ได้ แต่ที่เราทำส่วนมากคือการพาเด็กที่อาจบกพร่องทางการเรียนรู้หรือเรียนรู้ช้าให้มาเล่นกีฬา ถ้าเขาเก่งแล้ว ก็จะมีโรงเรียนดังๆ ในกรุงเทพฯ เข้ามาดูตัวและพาเขาไปเรียนต่อ เพราะเด็กที่นี่สูงสุดของเขาจบปอหก เขาไปต่อแค่ชั้นมัธยมในตัวอำเภอ แต่เด็กที่เป็นนักกีฬา พอเขาเรียนจบไปแล้ว เขาก็จะมีโอกาสได้ไปไกลกว่า”

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

เซตที่ 04

นักตบลูกยางบ้านท่าตาสี

“การเล่นกีฬาที่นี่ เราไม่ได้บังคับ คุณอยากเล่นก็มาเล่น ไม่อยากเล่นก็ไม่เป็นไร แต่คุณต้องทำกิจกรรมอย่างอื่นที่มันมีประโยชน์นะ แต่ถ้าอยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ก็มาเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล เราจะฝึกให้คุณทุกอย่าง ถ้าเด็กคนไหนเก่งๆ เราก็เลือกให้เป็นตัวหลักของทีมและพาไปแข่ง แต่เราต้องให้เหตุผลกับเด็กว่าทำไมตัวหลักถึงได้ลงสนามก่อน ต้องบอกเด็กว่าพี่เขาขยันนะ พี่เขาเก่ง ถ้าเราอยากลงสนามบ้าง เราก็ต้องขยัน เราต้องมีการคุยกันกับเด็กเพื่อสร้างความเข้าใจให้เขาด้วย”

“พอผ่านไป เด็กๆ ก็เริ่มมีพัฒนาการ เราก็สบายขึ้น เพราะเด็กเก่งกันแล้ว รุ่นน้องที่เข้ามา พอเห็นพี่ๆ เล่นกีฬา เขาก็สนใจอยากเล่นตาม เขาเก่งได้โดยการสังเกต เห็นพี่ๆ ไปแข่งแล้วได้รางวัล ไปสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน ได้รับการชื่นชมหน้าเสาธง มันเลยกลายเป็นกระแสด้านบวกที่ดี”

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

และสำหรับกิจวัตรในหนึ่งวันของเด็กๆ ทั้งการเรียนและการซ้อมวอลเลย์บอลเริ่มต้นตั้งแต่เช้ายันเย็น

“เราเริ่มซ้อมตอนเช้าก่อน เด็กจะนอนค้างที่โรงเรียน ตื่นเช้ามารดน้ำผัก ซ้อมตอนเช้าหกถึงเจ็ดโมง ซ้อมเสร็จให้กลับบ้านไปกินข้าว แปดโมงก็มาเข้าเรียนตามปกติ เลิกสี่โมงเย็นเด็กก็มาซ้อมกีฬาปกติ วันเสาร์อาทิตย์จะซ้อมได้ยาวนานนิดหนึ่ง

 “แต่ช่วงนี้เนื่องจากติด COVID-19 รายการแข่งขันมันไม่ค่อยชัดเจน ก็อาจจะปรับเปลี่ยนการซ้อมไป แต่ว่าเมื่อก่อนเด็กจะนอนที่โรงเรียน เพราะเราไม่มีห้องพักนักกีฬา ครูเองก็นอนที่ห้องเรียน ผมนอนอยู่ที่ห้องเรียนตั้งแต่เข้ามาบรรจุปีแรก แต่พอช่วง COVID-19 เด็กก็ต้องนอนอยู่บ้านตามสถานการณ์” 

นอกจากการซ้อมกีฬา เด็กๆ จะได้ทำกิจกรรมอื่นอีกด้วย ทั้งการปลูกผัก รดน้ำผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ทำขนม เพื่อให้เด็กรู้จักการพึ่งพาตนเอง

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา
ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“พอเด็กๆ ได้ทำกิจกรรม อย่างปลูกผัก รดน้ำ เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เด็กก็จะนำผลผลิตที่ได้ไปขายในชุมชน ตอนเช้ามาก็รดน้ำผัก ซ้อมกีฬา ตอนเย็นก็รดน้ำผัก แล้วซ้อมกีฬา วันเสาร์และอาทิตย์ ครูก็จะพาทำกิจกรรม ทำขนม เอาไปขายที่ตลาดนัด ที่เราทำแบบนี้เพราะเราอยากสอนเด็กให้รู้จักกล้าแสดงออก หารายได้ให้ตัวเอง พึ่งหาตัวเองให้ได้มากที่สุด ลดภาระค่าใช้จ่ายให้โรงเรียน ซึ่งมันก็ได้ผลครับ เงินที่ไปแข่งได้มา เราเอาเข้ากองทุนออมไว้ ตอนนี้เรามีกองทุนนักกีฬาที่พาเขาไปแข่งได้” 

นอกเหนือจากกิจกรรมทางด้านกีฬาและการเกษตร ครูเบิ้มยังช่วยผลักดันในเรื่องของดนตรีให้กับเด็กๆ ด้วย

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

“ผมเป็นคนที่ชอบร้องเพลงอยู่แล้วครับ เป็นเด็กสายประกวดร้องเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เด็กๆ ความฝันคืออยากเป็นนักร้อง มีโอกาสได้ทำเพลงแต่มันก็ไม่ดัง เรารู้ว่ามันไม่เหมาะกับเราแล้วแหละ แต่เราก็ไม่ทิ้งงานร้องเพลง เราไปประกวดตามรายการต่างๆ แล้วนำประสบการณ์ตรงนั้นมาถ่ายทอดให้กับนักเรียน เคยพานักเรียนของเราไปแข่งรายการ ไมค์ทองคำ พานักเรียนไปออกรายการ ซูเปอร์เท็น ไปร้องเพลงขอบ้านใหม่ ขอลูกวอลเลย์บอลมาให้น้องๆ เล่น

“ตอนแรกผมกังวลมากเลย เรากลัวว่าพอมาทำทีมกีฬาแล้วเด็กจะเสียในเรื่องของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาไหม เรากลัวว่าผู้ใหญ่ห่วงในเรื่องของผลการเรียนของเด็กๆ แต่เราเองกลับมองว่าเด็กจะประสบความสำเร็จได้ ไม่จำเป็นต้องมีเกรดเฉลี่ยสูง ผมมองว่ามันไม่เกี่ยวกับตัวเลข เด็กที่มีความสามารถด้านอื่นนอกเหนือจากการเรียน เขาอาจจะได้ดีเหมือนกัน ถ้าเราส่งเสริมเขาเต็มที่ นี่คือจุดประสงค์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนของผม”

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

เซตที่ 05

วอลเลย์บอลกระชับมิตร

“เราส่งเสริมเรื่องกีฬาวอลเลย์บอลมาตลอด และนำวอลเลย์บอลมาบูรณาการกับการทำเกษตรด้วย เพราะโรงเรียนเรามีพื้นที่การทำเกษตรเยอะ ก็มาบูรณาการให้เขาได้ทำกิจกรรมต่างๆ นอกห้องเรียน มากกว่าการเรียนหนังสือในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ 

“พอเรามาอยู่ตรงนี้ สิ่งที่จะช่วยให้เด็กนำไปใช้ในชีวิตได้จริง ก็คือเรื่องของการทำศาสตร์พระราชา เพราะบริบทชุมชนเราเป็นเกษตรกรกันหมดเลย ดังนั้นการสอนลูกหลานเขาในเรื่องใกล้ตัว เป็นอะไรที่เข้าใจง่ายที่สุด อีกอย่างหนึ่งคือมันตอบโจทย์ครอบครัวเขาด้วย เพราะอย่างน้อยวันหนึ่งเมื่อเขาต้องออกจากงานมาอยู่บ้าน เขาต้องทำเป็น เขาต้องปลูกผักได้ เขาต้องเลี้ยงไก่เป็น เขาต้องใช้สอยประโยชน์จากพื้นที่ที่เขามีเป็น ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้” 

ครูเบิ้มบอกกับเราว่าวัดผลสัมฤทธิ์ได้จากแปลงผักของเด็กๆ

“การทำแปลงเกษตรบอกอะไรเราได้หลายอย่าง เช่น ความรับผิดชอบ ถ้าเด็กรับผิดชอบได้ แปลงผักเด็กจะสวย ผักที่ออกจะงาม แต่ถ้าเด็กไม่มีความรับผิดชอบ แปลงผักก็เละ ไม่รดน้ำก็ตาย แปลงผักแปลงหนึ่งวัดเด็กได้เลยเขาเป็นคนยังไง เริ่มจากเราทำให้ดูแล้วก็ให้เขาฝึกดูแลเอง ให้เด็กเขาฝึกสังเกตและให้เขาได้เรียนรู้ เพราะเด็กที่บ้านเรา พ่อแม่เขาทำเกษตรเกือบทุกคน แต่เขาอาจจะไม่พาลูกลงพื้นที่กับเขาทุกคน แต่เราก็อยากให้เขาทำเป็น อย่างน้อยก็ขั้นพื้นฐาน เพราะโดยรากเหง้าของเขาจริงๆ แล้วคือการทำเกษตรกรรม เราอยากให้เขารู้จักกับรากเหง้าเขาก่อนว่าเขาเป็นอะไร”

สำหรับการวัดผลในด้านกีฬาก็เช่นกัน

เหมือนการปลูกผักเลย ผมจะให้เด็กวัดศักยภาพตัวเอง ว่าก่อนมาเป็นนักกีฬากับการมาเป็นนักกีฬาระยะหนึ่งแล้ว มีความเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง ความสำเร็จของการทำทีมวอลเวลย์บอลของที่นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้องได้ถ้วยรางวัล แต่สิ่งที่เราอยากได้มากกว่า คือให้เด็กรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ฝึกวินัย ความรับผิดชอบ” 

จากกิจกรรมในโรงเรียน ขยายมาสู่ความร่วมมือของคนในชุมชน

“ตอนแรกคนในชุมชนก็ไม่รู้ว่าการซ้อมกีฬาแบบจริงจังทำยังไง เราก็ทำให้เขาเห็น นัดเด็กมาซ้อม พาเด็กวิ่งในหมู่บ้าน เขาเห็นเด็กวิ่งตลอด พอเด็กเริ่มซ้อมทุกวัน เขาก็เริ่มเห็นว่าเด็กมันเก่ง ไปแข่งมาก็ชนะ มีการขึ้นป้ายหน้าโรงเรียน ผมใช้วอลเลย์บอลเปลี่ยนวิถีชีวิตเด็กในชุมชนไปหมดเลย เด็กจากเลิกเรียกกลับบ้าน ตอนนี้เลิกเรียนมาซ้อมกีฬา เช้าเย็นเสาร์อาทิตย์ก็มาอยู่ที่โรงเรียน โรงเรียนกลายเป็นบ้านหลังที่สองที่ผู้ปกครองไว้ใจ เพราะเขาเห็นว่าเราจริงจังกับสิ่งที่ทำ เขาก็ยิ่งเชื่อมั่น เข้ามาช่วยเข้ามาสนับสนุน ทั้งเรื่องของเงินบ้าง ของบ้าง อาหารบ้าง” ซึ่งครูเบิ้มก็เล่าต่อว่า กีฬาวอลเลย์บอลเหมือนตัวเชื่อมสัมพันธ์ของทั้งคุณครูทุกท่าน ผู้ปกครอง คนในชุมชน และนักเรียน ให้เน้นเฟ้นเข้าด้วยกันมากยิ่งขึ้น 

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

สุดท้ายแล้วการพาทีมวอลเลย์บอลเด็กๆ โรงเรียนบ้านท่าตาสีมาได้ไกลจนถึงวันนี้ มีเพียงจุดประสงค์เดียวก็เพื่ออนาคตของเด็กทุกคนที่นี่

“เราอยากเห็นลูกศิษย์ของเราทุกคนเป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม เอาตัวรอดได้ อยู่กับสังคมได้อย่างมีความสุข ไม่จำเป็นต้องมีอาชีพที่ใหญ่โต แต่ให้เขาเลี้ยงดูตัวเขาเองได้ เลี้ยงครอบครัวเขาได้ และที่สำคัญคือเราอยากเห็นลูกศิษย์ของเราเป็นคนที่มีจิตสำนึกที่ดี ในการที่จะกลับมาพัฒนาโรงเรียน พัฒนาชุมชน นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็นจากลูกศิษย์เรา ความคาดหวังของครูทุกคนคืออยากเห็นลูกศิษย์ของตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เขาพึงพอใจ ที่เขาอยากทำ แล้วก็ไม่เป็นภาระของสังคม”

“ถ้าวันหนึ่งผมต้องย้ายกลับบ้าน ก็คงเป็นการจากแบบลำบากใจเหมือนตอนที่เราออกจากโรงแรม เพราะ ณ ตอนนี้ความสุขของชีวิตผมคือที่นี่ คือโรงเรียนนี้ ภูมิใจทุกครั้งที่ได้บอกตัวเองว่าเป็นครูที่โรงเรียนบ้านท่าตาสี เราภูมิใจมากกับสิ่งที่เราทำ” ครูเบิ้มยิ้มพร้อมน้ำตาแห่งความภาคภูมิใจ ซึ่งเราสัมผัสได้ถึงความรักและความศรัทธาที่ครูเบิ้มมีในอาชีพครู ผู้อุทิศตนเพื่อเด็กๆ มาโดยตลอด

ทีมวอลเลย์บอลโรงเรียนบ้านท่าตาสี นักตบลูกยางจากวิถีเกษตรเพื่อความร่วมมือของคนในชุมชน, ครูเบิ้ม-ภิญโญ ไชยภา

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

6 พฤศจิกายน 2563
4 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

Taboo หรือเรื่องต้องห้าม อาจรวมไปถึงการห้ามถาม ห้ามอยากรู้ ห้ามสงสัย แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมการตั้งคำถามตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก และเพื่อชวนกันมาตั้งคำถามในสิ่งที่เด็กๆ นึกสงสัยให้มีคำตอบ รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์ จึงจัดตั้งเว็บไซต์ในชื่อ ‘หิ่งห้อยน้อย’ ขึ้น เสมือนเป็นกลุ่มลับสำหรับเด็กๆ ขี้สงสัยโดยเฉพาะ

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

ตอนยังเป็นเด็ก รวงทัพพ์บอกว่าเธอสงสัยต่อสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่อาจหาคำตอบให้กับเธอได้ และนั่นกลับกลายเป็นความกลัวในวัยเด็กที่เธอต้องเผชิญ จากคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบ อย่างเช่นเรื่องของความตาย 

“เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเด็กที่เสียแม่ไป เราไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงอยากนอนมากกว่าตื่น เพราะว่าเขาอยากหนีความจริงไงคะ ความจริงบางอย่างถ้ามันไม่ได้ถูกอธิบายเหตุผล มันก็จะยาก แล้วจะกลายเป็นปมที่ใหญ่ขึ้น เราก็เลยเพิ่งมาเข้าใจว่าทำไมเราถึงกลัวมากในวันที่เสียพ่อไป เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเด็กไม่สามารถจะรับรู้อะไร ไม่เชื่อว่าเด็กคือคนที่รับรู้ หรือทำความเข้าใจกับอะไรได้ ทั้งกับเรื่องความสูญเสียหรือว่าเรื่องที่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย”

ในวันที่เทคโลยีไม่ใช่กำแพงข้อจำกัดด้านเพศและวัย แต่กลายเป็นสะพานเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้มนุษยชาติ การค้นหาคำตอบให้คำถามของเด็กเยาวชน อาจไม่ได้ตั้งต้นจากแหล่งๆ เดิมอีกต่อไป แต่มีประตูสู่โลกกว้างมากมายเปิดกว้างรออยู่ 

ดังนั้นหิ่งห้อยน้อย จึงเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและหาคำตอบ ไปจนถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงแสดงออกทางความคิดเห็นต่อเรื่องอ่อนไหวในสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศศึกษา การคุกคามทางเพศ ท้องไม่พร้อม อนามัยเจริญพันธุ์ การหย่าร้าง การกลั่นแกล้งรังแก ความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงความตาย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการสร้างความคิดแบบ Critical Thinking ให้เยาวชน

“ทำไมมันถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ ทำไมเราถึงหาคำตอบไม่ได้ เราก็เลยต้องทำสื่อแล้วกันที่จะช่วยให้เขา เอ๊ะ อ๋อ ให้สิ่งที่เขาตั้งคำถามกับมัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

01

หิ่งห้อยถือกำเนิด

“รวงเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ เป็นเด็กจังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อกับแม่เป็นครู แล้วเขาก็คงจะเห็นระบบการศึกษาว่าการศึกษามันมีหลากหลายมาก เขาอ่านหนังสือการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว เราก็เลยเป็นเด็กที่ทำทุกอย่างได้แล้วไปโรงเรียน” เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้น 

“เราชอบอ่านหนังสือ และที่บ้านจะพาไปร้านหนังสือทุกๆ เดือน เราเองก็ชอบอยู่ในห้องสมุด เป็นหนอนหนังสือเลย ได้อ่านหนังสือพวก หลายชีวิต ของคึกฤทธิ์ ปราโมช หรืออะไรแปลกๆ ตั้งแต่ประถม พอมัธยมก็อ่านงานของ อัลแบร์ กามูว์ แบบหนักๆ แล้ว เราก็เลยไม่ค่อยอินกับระบบโรงเรียนมาก เป็นเด็กที่ค่อนข้างประหลาดเหมือนกัน”

เธอบอกกับเราว่า เธอเป็นเด็กที่ครูมักจะมองว่าเป็นเด็กดื้อ

“ครูเขาพูดกับเราไม่ดีและคุกคามเราด้วย ทุกครั้งที่เราเข้าห้องเรียน เราจะถูกด่า เขาเคยพูดกับเราว่า พฤติกรรมแบบนี้คือพ่อแม่ไม่สั่งสอน เราก็จะยิ่งเจ็บ แต่สำหรับมุมเรา พ่อแม่เราเขาสอนดี แต่ที่เราเป็นแบบนี้เพราะเราเป็นเอง จากนั้นเราก็เลยไม่ไปโรงเรียนเลยสามเดือน แม่ก็คงเห็นแหละว่าเราไม่ค่อยโอเค ระหว่างสามเดือนนั้นเราก็ไปห้องสมุด ไปพิพิธภัณฑ์ ไปวัด ไปดูต้นไม้ แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องเชื่อมั่นในตัวของเรา ว่าเราไม่ได้เกเร จนพี่ชายเข้าไปที่โรงเรียนแล้วก็ดูว่ามันเกิดอะไรกับน้อง พอพี่เขาเห็นความรุนแรงแบบนั้นจริง เขาก็เลยให้เราย้ายโรงเรียน ซึ่งตามหลักอำนาจนิยม เราจะเห็นว่าครูหรือผู้ใหญ่กดขี่เรามากแค่ไหน” หลังจากนั้นเธอจึงไม่เชื่อมั่นในการเรียนในโรงเรียนอีก

จากนั้นเธอก็เริ่มมีคำถามกับตัวเอง 

“แล้วเราเป็นคนที่แอบชอบผู้หญิงด้วย แล้วก็แอบชอบผู้ชายด้วย มันก็เกิดคำถามว่า ‘แล้วเราเป็นอะไรวะ’ แล้วยุคนั้นมันไม่ได้มีอะไรที่จะบอกเราได้เลย ในสังคมจะบอกว่ามีแค่กะเทย มีทอม ก็มีแค่นั้นอะ แล้วเราเป็นอะไรล่ะ เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เราก็เลยเข้าไปในหาข้อมูลเองตามเว็บไซต์ต่างๆ สมัยนั้น”

และเป็นอีกครั้งที่เธอพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง แต่เช่นเคยที่คำถามไม่เคยได้รับคำตอบสร้างปมความเจ็บปวดทางจิตใจกับเธอมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนเราอายุสิบสอง พ่อเราเสีย คืนนั้นทุกคนไปโรงพยาบาลกันหมด ส่วนเราไปในเช้าวันที่พ่อกำลังจะเสียแล้ว ผู้ใหญ่คนอื่นไม่ให้เราออกไปข้างนอก แล้วจะให้เราทำยังไงล่ะ ในเมื่อพ่อเราตาย แล้วเราก็เห็นว่าเราต้องย้ายบ้านนะ แล้วก็เห็นคนมาจีบแม่เรา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ซึ่งผู้ใหญ่ไม่กล้าพูดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราต้องใส่ชุดดำร้อยวัน เหมือนต้องอยู่กับความทุกข์หรือสีดำในแบบที่เขาบอก เราก็สงสัยว่ามันจะเปลี่ยนไปในด้านไหน เด็กอายุสิบสองมันไม่เหมือนเด็กอายุห้าขวบ ในเรื่องของการรับรู้ทางความตาย แต่ผู้ใหญ่คนไทยก็ชอบบอกว่า เขาขึ้นสวรรค์ หรือว่า เดี๋ยวเขาก็กลับมา ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เราก็รู้แล้วแหละว่าพ่อตาย แต่ว่าเราจะทำความเข้าใจยังไงว่ามันจะต้องก้าวต่อไปนะ” 

และเพราะการที่เธอชอบอ่านหนังสือยากๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำให้เธอเริ่มเข้าใจว่าเธอเองก็ทำหนังสือได้ เพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวที่ผู้ใหญ่มักไม่พูดกันโดยตรง อย่างเรื่องของความตายหรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ

“เพราะบางครั้งคำพูดของผู้ใหญ่ เขาก็มีเรื่องที่ไม่พูดตรงไปตรงมา มันไม่ชัด ทำให้เราสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ เราก็เลยอยากเป็นนักเขียนหนังสือเด็กตั้งแต่ตอนนั้น” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

02

หิ่งห้อยสร้างสรรค์

เมื่อรวงทัพพ์เรียนจบจากสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก เธอได้มีโอกาสไปทำงานตามสำนักพิมพ์ มูลนิธิต่างๆ และเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่เคยได้รับการพูดถึง

 “พอเวลาเราเจอเด็กในพื้นที่จริง แล้วเด็กบอกว่าเด็กถูกล่วงละเมิด ความรู้หรือข้อมูลที่มันปิด มันไม่พอที่จะช่วยเขาเลย ปกติสื่อจะเสนอแค่สิ่งที่เขาอยากให้เห็น แต่ว่ามันมีอะไรอีกมากที่ไม่ได้พูดออกไป อย่างตอนนี้มีสื่อทางเลือกเยอะมาก ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้จริงไหม แต่เราเห็นว่ามันไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้รู้ข้อมูลพวกนี้เลย

“อีกอย่างคือที่ไทยไม่มีหนังสือที่พูดถึงความตายมากกับเด็กๆ ทั้งที่ในต่างประเทศ เราเห็นว่าเขามีสื่อในรูปแบบของนิทานเด็กที่อธิบายเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง นี่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนนะ หรือถ้าที่อินเดียจะมี Do and Don’t ด้วยซ้ำ แต่ที่ไทยเหมือนเราทำให้เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนห้ามพูด แล้วไปหาความรู้เอาเอง ซึ่งมันผิดมาก 

 “ตอนเราทำงานมูลนิธิในส่วนของการพัฒนาหนังสือเด็ก เวลาเราลงพื้นที่ เราก็จะเห็นเด็กที่ครอบครัวแตกแยก แล้วไม่มีใครลงไปคุยกับเขาเลย เรื่องเพศ เรื่องทำแท้งปลอดภัย เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิของเขาโดยตรง เราเลยรู้สึกว่า เราจะทำงานแบบนี้ ในระบบที่มันไม่มีสื่อแบบนี้ได้หรอ ก็เลยสอบชิงทุนไปเรียนที่อินเดีย ซึ่งเป็นการเรียนหนึ่งปีที่ไม่มีวุฒินะ เป็นการเรียนเพื่อเรียนอย่างเดียว

“คนก่อตั้งคือ ซาเบรีย เทนเบอร์เกน ผู้หญิงตาบอดผู้ก่อตั้งโรงเรียนให้เด็กตาบอดที่ธิเบต เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล ผู้หญิงคนนี้เป็นเมนเทอร์ของเรา แล้วเขาก็เข้าใจความซับซ้อนของเราด้วย เพราะเขาเป็น Queer เราเพิ่งไปเข้าใจตอนนั้นเองว่าเราเป็น Queer ตอนที่เราต้องติ๊กว่าเราเป็นเพศอะไร มันก็จะมีหญิง ชาย แล้วก็อื่นๆ ใช่ไหมคะ โรงเรียนก็จะมีแพลตฟอร์มให้เราเลือก เห้ย เราเป็นอื่นๆ ได้ด้วย”

เธอเล่าถึงตอนที่เธอสัมผัสถึงปัญหาผ่านสังคมต่างประเทศในอีกมุมที่น่าสนใจ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“ก่อนหน้าที่เราจะไปอินเดีย เราได้ไปยูกันดา โปแลนด์ เยอรมนี เพราะว่าเราเจอเพื่อนบางคนที่เขาพาเราไปทางนั้น เราก็เลยได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น อย่างตอนที่เราไปเยอรมนีช่วงที่มีผู้ลี้ภัยหนีสงครามมา ช่วงนั้นเราเห็นว่าเขามีนิทรรศการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในห้องสมุดเด็ก ซึ่งมันเป็นประเด็นที่เราไม่พูด เช่นเรื่องชาวโรฮีนจา เราจะไม่พูด เราจะไม่สนใจ แต่ที่นั่นเขาพูด

“หรืออย่างโปแลนด์ ที่เราเห็นคือเขาค่อนข้าง Conservative มาก แต่ว่าคนออกมาพูดเรื่องการทำแท้งปลอดภัยกันทั้งเมือง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ พูดกันทั้งเมือง เห้ย มันก็พูดได้นี่หว่า หรือที่ยูกันดา เขามีโรงเรียนทางเลือกให้คนที่ไม่ได้มีเงินแต่ว่ามีความตั้งใจมาเรียน ก็คล้ายๆ กับที่เราไปเรียนที่อินเดีย คนมีลูกเขาก็นั่งอุ้มลูกไปด้วย นั่งเรียนคอมพิวเตอร์ไปด้วย แล้วมีโปรเจกต์ ทำยังไงให้มีน้ำหรือให้มีพื้นที่ที่ซ่อมรถได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะมันไม่มีน้ำหรือที่ซ่อมรถได้ในที่ทุรกันดาร ซึ่งมันน่าสนใจมาก 

“แล้วพอเราได้ไปเรียน เราก็เห็นปัญหาที่อินเดียเยอะมาก ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ เกี่ยวกับเพศ มันก็เลยเป็นการเขย่าเราอีกรอบ 

 “เราไม่ต้องอยู่ในระบบการเรียนแบบเดิมอีกแล้วพอเราไปเรียนที่อินเดีย ตอนนั้นเราเลือกเรียนทางด้านศิลปะ เพราะว่าเรามาจากการเขียนและการทำหนังสือเด็ก มันก็พัฒนาเราไป จากตอนแรกที่เราคิดว่าจะทำหนังสือเด็กตอนเรียนจบแต่เราก็เปลี่ยนใจ เพราะว่าลักษณะการเสพสื่อของเด็กเปลี่ยนไป การเข้าถึงที่เป็นอิสระและเป็นออนไลน์มากขึ้น เราเลยคิดกลับมาสร้างสื่อเพื่อเด็กในรูปแบบออนไลน์ดีกว่า”

03

หิ่งห้อยน้อยคลับ

หิ่งห้อยน้อยจึงปรากฏตัวขึ้น ในฐานะของเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาพูดคุยกัน และเมื่อเราถามถึงเหตุผลว่าทำไมจะต้องเป็นหิ่งห้อย รวงทัพพ์ก็บอกกับเราว่า

“จริงๆ หิ่งห้อยเป็นเหมือนความลับบางอย่างที่เด็กสงสัย เราคิดว่าหลายคนก็อาจจะชอบมัน แล้วมันก็เป็นเพื่อนของเราได้ในเวลาที่มืดมาก หิ่งห้อยเชื่อมโยงกับเด็กมาก เพราะในความเชื่อของเรา เราคิดว่าเด็กจะเติบโตได้ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่านั้น หิ่งห้อยก็เหมือนกัน จะเติบโตได้ในดินดี น้ำดี อากาศดี อีกอย่างมันไม่ได้สว่างตลอด มีตอนที่มันมืดด้วย ก็เลยเลือกใช้หิ่งห้อยแทนความสงสัยของเด็กๆ ด้วย

“ที่ไทยไม่มีเว็บไซต์ให้เด็กนะ แล้วเราก็รู้แหละว่าเว็บไซต์จะไม่ได้ฮิตมาก แต่ว่าเว็บไซต์ของเราพิเศษตรงที่เด็กเข้ามาแล้วสามารถไปตั้งแอคเคาต์นิรนาม เพื่อถามเรื่องที่เขาสนใจได้

“การออกแบบก็คือชื่อว่าหิ่งห้อยน้อยคลับ เป็นภาพต้นไม้ที่เกาะกลางน้ำ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าจะไม่มีใครตามเขาเข้าไปได้ เราจะพูดอะไรก็ได้ แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันในนั้นได้ ต่อมาก็จะมีหอประกายข่าว เป็นพื้นที่บอกข่าวว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเชิงเรื่องต้องห้ามต่างๆ อย่างเรื่องเพศหรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็จะมีพื้นที่บอร์ดรวมให้เขามาคุยกัน ส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับเราว่าเราทำงานอะไร แล้วก็ในส่วนของมีนโยบายด้วย”

หากถามว่าแล้วในประเด็นต้องห้ามทั้งหลาย มีเรื่องอะไรบ้างที่เด็กๆ สนใจ เราก็พบคำตอบ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“เรื่องที่เด็กเขาสนใจเยอะที่สุดคือเรื่องการบูลลี่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องเพศ เรื่องประจำเดือนด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่การส่งเสริมเรื่องจริยธรรมอะไร เพียงแต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ควรพูดถึงได้

“เราเลยพยายามจะสร้างให้สื่อของเรา เพื่อใช้อธิบายแทนคำพูดที่เราจะพูดไปตรงๆ อย่างเช่นเราทำเพลงที่พูดถึงคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องรับมือกับลูกที่เมนส์มาครั้งแรก คือเราก็จะเข้าไปแทนใจของผู้ปกครองด้วย แล้วก็แทนใจของเด็กด้วย หลายคนก็บอกว่าดูแล้วร้องไห้นะ เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอยู่กับพ่อที่เลิกกับแม่ แล้วตอนที่เขาเมนส์มา เขาก็ไม่กล้าบอกพ่อ มันก็เหมือนไปโดนใจคนบางกลุ่ม”

“บางคนเป็นซึมเศร้าที่กำลังรักษาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร เขาก็มาคุยกับเรา บางทีก็ตลกมาก ทำการบ้านเลขไม่ถูกเขาก็มาให้เราช่วย หรือว่ามีปัญหาเรื่องเพื่อน เรื่องท้องไม่พร้อม ถ้าเรามีแพลตฟอร์มอื่นที่เราส่งต่อ เราก็จะส่งต่อไปให้เขาดูแลต่อ” 

ด้วยการพัฒนาสื่อจากหนังสือเล่มสู่แอนิเมชันและเพลงเกี่ยวกับประเด็นที่เด็กๆ สงสัย ก็จำเป็นต้องทุ่มทั้งเวลาและกำลัง

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราเพิ่งทำงานได้ปีกว่าๆ เอง แล้วเราทำงานคนเดียวค่ะ เปิดเว็บไซต์ คิดรูปแบบ ทำเองหมด ถ้าเรามีแหล่งทุน หรือว่ามีบุคลากรที่เข้าใจในงานนี้ มันก็จะไปเร็วกว่านี้ แต่ว่าเนื่องจากเวลาด้วย แล้วก็ COVID-19 ด้วย ทำให้เรายังไม่ได้โปรโมต และยังไปคุยกับเด็กๆ ที่โรงเรียนไม่ได้ว่าเว็บไซต์เราใช้งานยังไง ตอนนี้ในเฟซบุ๊กเลยได้รับการตอบรับจากเด็กเป็นส่วนมาก ก็น่าสนใจที่เด็กเลือกจะมาคุยกับเราในข้อความจริงๆ ดังนั้นการทำงานที่เราทำอยู่จะไม่เหมือนงานเด็กนะ มันเป็นงานสิทธิและงานสื่อที่เอามารวมกันมากกว่า”

“เราเรียกตัวเองว่าเป็น Artivist นะ เราคือศิลปินที่ใช้ศิลปะมาเพื่อทำงานเชิง Action ที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ในเรื่องสิทธิ มันอธิบายความเป็นเราได้ดีกว่าการบอกว่าเราเป็นนักกิจกรรม เพราะนักกิจกรรมอาจจะต้องพูดเร็วๆ 

ถ้าเทียบกับพริก 5 สี เธอบอกว่าหิ่งห้อยน้อยจะเป็นพริกสีม่วงที่ต่างจากพริกสีอื่นๆ

“Kanthari แปลว่าพริกขี้หนูที่มันเผ็ดร้อน มีห้าสี สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง แล้วก็สีม่วง เราเป็นสีม่วง เป็นคันธารีที่ทำงานศิลปะ เราจะเป็นสีประหลาดๆ ขึ้นมาให้มันต่างจากสีพริกทั่วไป งานที่เราทำก็เลยเป็นงานศิลปะ เป็นเพลง แอนิเมชัน ที่ใช้เวลาหน่อย ใช้ความร่วมมือของศิลปินมาทำ”

นอกจากการขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว เธอยังลงพื้นที่เพื่อไปช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่จริงอีกด้วย 

“ช่วง COVID-19 ที่เราก็ลงพื้นที่ เราพยายามขยายเรื่องผ้าอนามัย เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่ทำ คนที่ได้รับผลกระทบก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ อย่างเรื่องถุงยังชีพหลายใบก็ไม่ได้ใส่ผ้าอนามัยใช่ไหมคะ เราก็เลยลงพื้นที่ให้เห็นเลยว่า ถ้าเขาไม่มีผ้าอนามัย เขาไปเอาข้าวแจกไม่ได้นะ

“อย่างเราเจอเคสในคลองเตย ที่เขาออกไปเอาข้าวตามจุดแจกไม่ได้ เพราะว่าเขาเมนส์มาแล้วเขาไม่มีผ้าอนามัย ซึ่งถ้าเราถามหลายคนในช่วงนั้น เขาก็จะบอกว่าเขาใช้ทิชชู ใช้กระดาษแทนผ้าอนามัย คือเขาไม่มีจริงๆ เพราะช่วง COVID-19 เป็นช่วงที่ล็อกดาวน์ หลายคนไม่มีงานทำ เราก็เลยขอรับบริจาคผ้าอนามัย เพื่อเปลี่ยนความคิดเขาว่ามันจำเป็นนะ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีคนส่งมาและเราก็ยังขอรับอยู่ พอเราได้รับมาเราก็จะส่งต่อ ให้กลุ่มผู้หญิงบริการ หรือว่ากลุ่มเด็กที่ต้องการต่อไป 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“แล้วก็มีเรื่องเพศในม็อบ เราร่วมกับผู้หญิงปลดแอกเพื่อขยายเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าที่เด็กออกมาเรียกร้อง คือเรื่องที่เด็กอยากจะพูด มีเด็กคนหนึ่งเขามาบอกว่าเขาเป็นเกย์ แล้วเขาโดนครูผู้ชายจับก้น แต่พอเขาไปบอก ผอ. เขาก็บอกว่าเขารู้แล้ว แต่ไม่ทำอะไร ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นเลยเป็นสาเหตุที่เขาออกมาเคลื่อนไหว นี่คือความจริงของเด็กที่พูดไม่ได้

“เพราะว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจว่า สิทธิเด็กคือสิทธิมนุษยชน แล้วไม่เข้าใจว่าเด็กที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องคือนักกิจกรรมเด็ก กฎหมายไทยไม่ได้ปกป้องหรือไม่ได้ทำงานลงมาถึงนักกิจกรรมเด็ก” 

“ในส่วนที่เราช่วยได้ คือเราช่วยทำเป็นงานศิลปะให้ได้ แต่ถ้าเราพูดแบบตรงๆ เลย เด็กจะมีความรู้สึกว่าถูกคุกคาม เราเลยทำยังไงให้สันติมากที่สุด ซึ่งงานนี้ก็ต้องคุยกับนักสันติวิธี ว่าจะทำยังไงให้ศิลปินผลิตผลงานที่ไม่ผลิตซ้ำความรุนแรง เพราะว่าภาพบางภาพที่อยู่ในช่วงนี้มันก็รุนแรงมาก แล้วมันก็จะสร้างความบอบช้ำทางจิตใจซ้ำกับเด็กอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยากและท้าทายมาก” 

04

หิ่งห้อยกับเรื่องต้องห้าม

“เพราะว่าความจริงมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องเผชิญ หลายคนอาจบอกว่าเด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ แต่พอเราโตมาแล้วเราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์หรอก เราเรียนรู้เยอะมากด้วยศักยภาพของเราเอง แล้วอีกอย่างคือมนุษย์เกิดมาด้วยความสงสัยอยู่แล้ว ความจริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่เราจะต้องสงสัยได้ เราก็คิดว่าเราอยากทำให้เขาได้รู้ บางทีก็ความจริงนั้นอาจจะเจ็บบ้าง แต่มันก็คือความจริง” 

หลายครั้งเรื่องต้องห้ามพูดถึง ส่วนหนึ่งคือเรื่องที่เรากลัวเมื่อต้องพูด

“จริงๆ เด็กๆ ไม่ได้กลัวนะคะ แต่เขาถูกหล่อหลอมให้กลัวมากกว่า อย่างหลานสาวเนี่ยเขาฟันน้ำนมจะหลุด นี่คือความเจ็บปวดทางด้านร่างกายนะ แล้วบ้านเรามีแต่ให้โยนฟันขึ้นไปข้างบน แต่มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยเขียนนิทานกลอนอันหนึ่งให้เขาถอนฟันเองได้ บอกเขาว่ามันจะเจ็บแป๊บเดียว แล้วฟันมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่นะ

“ทุกครั้งพอเขาถอนฟันเอง เขาก็จะเก็บใส่กล่อง แล้วเขาบอกว่าหนูอยากเป็นหมอฟัน เรารู้สึกดีที่มันเกิดขึ้น เพราะเราเห็นว่าเขาไม่กลัวกับความเจ็บปวดที่มันต้องเกิด” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราควรคุยกันค่ะ เพราะว่าเรามาจากยุคที่ไม่เหมือนกัน มันมีหนังสือที่น่าสนใจเรื่อง Walden Pond ของเฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau) พูดประมาณว่า คุณเป็นผู้ใหญ่ คุณบอกไม่ได้หรอกว่าสิ่งนี้มันจะถูกและดีด้วยวิธีการนี้เสมอไป เพราะเรามาจากฐานยุคหรือฐานของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย เราสอนกันไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้คือการที่คุณคอยซัพพอร์ตเขา 

“เราเลยอยากเป็นคนซัพพอร์ตเด็ก แต่เราจะไม่บอกว่านี่คือถูก นี่คือผิด เราพูดไม่ได้ เพราะเขาเลือกเองได้ เขาคิดเองได้ คุณก็คิดเองได้ ทุกคนคิดเองได้ ของที่อยู่ในหัว ใครจะมาบงการไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ เหมือนคนเรากำลังเจาะดูในหัว ว่า เห้ย นี่ผิดนะ เอาความคิดมาตัดสินกัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

05

หิ่งห้อยในอนาคต

เมื่อพูดถึงโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปของหิ่งห้อยน้อย

“เรากำลังมีโปรเจกต์หนึ่งที่น่าจะออกช่วงวันเด็กปีหน้าค่ะ เราอยากทำงานอาร์ตจากเรื่องราวของเด็กๆ ที่พูดถึงความทุกข์ของเด็กไทยประมาณสามสิบภาพ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรามี แล้วก็จะจัดนิทรรศการจริงให้มันอยู่ในชีวิตประจำวันได้ นี่คือสิ่งที่เราจะทำต่อไป”

การได้พบปะกับหิ่งห้อยน้อยตัวเป็นๆ ในปัจจุบัน เธอก็บอกว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ หลายคนที่กล้าออกมาตั้งคำถามกันมากขึ้น

“เราไม่ได้จะบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นนะ เราคิดว่าเด็กจริงๆ เป็นแบบนี้ แต่เราต่างหากที่ไม่ถูกทำให้พัฒนาต่อยอดไป เหมือนถูกกดไว้ ไม่ถูกสอนให้ตั้งคำถาม เราเห็นความแตกต่างเลยนะเวลาเข้าไปในโรงเรียนในเมือง เด็กจะไม่กล้าพูด ไม่มียกมือเลย ถ้าเราไปโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เราจะพบว่าเขาแย่งกันพูดเลย ถามกันไม่หยุด”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่อยากให้เด็กๆ เริ่มต้นตั้งคำถาม

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“อยากให้เขาเริ่มตั้งคำถามค่ะ อาจจะเริ่มกับชีวิตตัวเองก่อนก็ได้ ว่าอยากได้อะไร หรือถ้าไม่อยากได้อะไรก็ปฏิเสธได้ แล้วก็หาความสุขให้กับตัวเอง ข้างในเรามันถามอยู่ตลอดเวลา มันไม่กลัวที่จะถาม หาคำตอบให้ตัวเอง เรื่องที่พูดไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา”

“สังคมตอนนี้เราว่าก็เริ่มเห็นอะไรที่เป็นทิศทางของการตั้งคำถามมากขึ้น แล้วก็มีการเขย่ากันเยอะ ดังนั้นมันจะมีการสั่นมาก สังคมที่เราอยากเห็นคือสังคมที่มีพื้นที่ให้กับทุกคน ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองได้ ได้มีความภูมิใจ ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อจะมีพื้นที่ให้เขาแน่นอน ทั้งในการแสดงความคิดหรือการดำเนินชีวิต เราก็อยากเป็นสื่อทางเลือกหนึ่ง 

“ตอนนี้เราว่าถ้าผู้ใหญ่คิดว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ก็ได้พลังเยอะนะที่จะพัฒนาประเทศนี้ ทุกคนก็ทำงานกันอยู่ เด็กเองก็กำลังทำงานของเขาอยู่เหมือนกัน” เธอบอกเราทิ้งท้ายก่อนที่บทสนทนาจะจบลง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load