ชีวิตก็เหมือนม้วนกระดาษทิชชูบนฝาผนังส้วม – ยิ่งใช้จนใกล้หมดม้วน มันก็ยิ่งหมุนเร็วขึ้นเท่านั้น”

ท่ามกลางยุคที่ผู้คนเทขายทอง หุ้น แต่กลับกว้านซื้อทิชชูหรือกระดาษชำระจนเกลี้ยงชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต วันนี้เราคงรู้แล้วว่าผู้คนทั่วโลกล้วนมอง ‘กระดาษชำระ’ หรือ ‘กระดาษทิชชู’ เป็นของสามัญประจำบ้าน ที่มีความสำคัญไม่แพ้แอลกอฮอล์ล้างมือและหน้ากากอนามัย

ถึงกระนั้น กระดาษชนิดหนึ่งที่ชวนให้ศึกษา ในวันที่เราทุกคนยังไม่รู้ว่าการออกไปร้านจิ้มจุ่ม ชาบู กับเพื่อนหลายๆ คนพร้อมหน้ากันจะมาถึงวันไหน ได้แก่กระดาษที่เรามักเห็นตามสวนอาหารต่างจังหวัด และนิยมเอามาเช็ดจานเมลามีนก่อนรับประทานอาหาร ด้วยความกังวลว่าจานนั้นจะไม่สะอาด หรือที่เราเรียกกันว่า ‘ทิชชูชมพู’

ทิชชูก็มีอดีต

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

หลายคนหารู้ไม่ว่า ทิชชูชมพูในกล่องไม้จิ้มฟันที่แสนคุ้นตาคนไทยนั้นผลิตมาจากสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยไม่สะอาดมาก่อนเช่นกัน

ทิชชูหรือกระดาษชำระแทบทั้งหมด ผลิตจากส่วนผสมของเยื่อไม้และกระดาษรีไซเคิลในสัดส่วนที่มากน้อยต่างกัน เจ้ากระดาษทิชชูชมพูของเราด้วยเช่นกัน ซึ่งส่วนมากมีอดีตชาติเป็นเอกสาร A4 ที่เปื้อนหมึกแล้ว และถูกนำมาผ่านกระบวนการ ‘ดีอิงก์’ (De-ink) หรือการต้มในอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เพื่อขจัดหมึกและคาร์บอนออกไป หลังจากนั้นจึงจุติเป็นทิชชูคู่สวนอาหารที่เราคนไทยทุกคนคุ้นตา

ถึงตอนนี้ เราอาจจะพอเดาได้ว่า การที่ทิชชูสีชมพูต้องมีสีสันก็เพื่อปกปิดความไม่ขาวเนียนของมัน เนื่องจากส่วนผสมของกระดาษ A4 เปื้อนหมึกถูกทิ้งมาจากทุกหนทุกแห่ง และอาจเป็นได้ตั้งแต่จดหมายรัก จดหมายเขียนถึงมหาเศรษฐี จนไปถึงใบเสร็จสั่งซื้อเรือดำน้ำ

แต่คำถามที่สำคัญคือ ‘ทำไมเลือกสีชมพู’ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นของบทความที่กำลังจะชวนคนไทยไปสำรวจทิชชูสีชมพูและความเป็นไทยสไตล์สวนอาหารต่างจังหวัดร่วมกัน

ทำไมต้องชมพู

หากเราหลับตานึก ‘ภาพข้าวของสีชมพู’ ในชีวิตคนไทย เราจะค้นพบว่า สีชมพูเป็นสีที่คุ้นตาในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่สีชมพูหวานๆ ของน้ำยาอุทัยทิพย์ จนเป็นถึงสีชมพูเผ็ดร้อนของเย็นตาโฟ

ทิชชูก็เช่นกัน ท่ามกลางสีสันสะอาดตามากมายที่มีให้เลือกผสม ‘สีชมพู’ กลับเป็นสีที่ถูกเลือกให้ผสมกับอดีตเศษกระดาษเปื้อนหมึก จนกลายมาเป็นไอคอนแห่งทิชชูตามร้านอาหารไทยจนถึงทุกวันนี้

คำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมทิชชูไทยๆ ต้องใส่สีชมพู อาจจะไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยเสมอไป

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

ย้อม-ยุค

ย้อนกลับไปในยุค 50 กระดาษทิชชูไม่ได้มีแค่สีขาวอย่างเดียว แต่ผู้คนในยุคนั้นนิยมเลือกใช้ทิชชูให้แมตช์เข้ากับสีของกระเบื้องห้องน้ำและสุขภัณฑ์เป๊ะๆ ทิชชูจึงมีหลากหลายสี ตั้งแต่สีม่วงลาเวนเดอร์ สีส้มพีช สีฟ้าอ่อน ตามกระแสนิยมของงานตกแต่งภายในในยุคนั้น ซึ่งนิยมใช้สีพาสเทลกันทั่วบ้านทั่วเมือง (และทั่วทุกห้องน้ำ)

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

ความนิยมของกระดาษชำระสีลูกกวาดค่อยๆ เสื่อมไปในยุค 80 ด้วยหลายปัจจัย ตั้งแต่ความกังวลที่คนมีต่อสีย้อมเคมี จนไปถึงงานดีไซน์ที่เปลี่ยนแปลงไป พูดง่ายๆ ว่า เมื่อโถส้วม อ่างล้างมือ สีลูกกวาด เอาต์! ทิชชูสีพาสเทลก็เอาต์ไปพร้อมๆ กัน

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

ความแมนของสีชมพู

สีชมพูที่ทุกวันนี้ถูกผูกเข้ากับวัฒนธรรมและความรู้สึกต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ความอีโรติก ความเป็นเพศหญิง หรือแม้กระทั่งความรัก แท้ที่จริงแล้วในเชิงประวัติศาสตร์ สีชมพูไม่ได้เป็นสีหวานๆ ของตุ๊กตาบาร์บี้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก

“สีชมพู เป็นสีที่แสดงออกถึงการเปลี่ยนผ่าน และเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นทัศนคติของคนในสังคมในยุคนั้นๆ เสมอมา” 

วาเลรี่ สตีล (Valerie Steele) ผู้เขียนหนังสือ Pink: The History of a Punk, Pretty, Powerful Color กล่าวตอนให้สัมภาษณ์กับ CNN

คำว่า ‘พังก์’ ที่นำมาเชื่อมโยงกับสีชมพูเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ

แต่อาจจะไม่น่าแปลกใจเท่ากับการที่ในยุคอดีตกาลนั้น สีชมพูไม่ใช่สีที่ใช้บ่งบอกเพศใดเพศหนึ่ง เพราะในยุค 1700 แม้กระทั่งเครื่องแบบทหารก็ยังเป็นสีชมพูจางๆ เช่นเดียวกับการใส่สีชมพูคู่กับลายดอกของขุนนางชาย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู
ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

การป้ายความเป็นสตรีให้กับสีชมพูนั้น เริ่มขึ้นในช่วงกลางยุค 1900 ที่ทหารและขุนนางชายเริ่มหันมาใส่สีเข้มขรึม และปล่อยให้สีโทนอ่อนเป็นตัวเลือกของเพศตรงข้ามแทน

ชนชั้นของสีชมพู

สีชมพูเริ่มถูกนำไปใช้แพร่หลายในทุกชนชั้น ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สีย้อมเฉด Magenta ราคาถูก และนำไปผสมสร้างเฉดสีชมพูต่างๆ ได้ไม่รู้จบ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอ สีชมพูที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีของชนชั้นสูง ก็ถูกหยิบไปใช้ในชนชั้นกรรมมาชีพ จนไปถึงโสเภณี พูดง่ายๆ คือ สีชมพูเป็นสีแห่งความยั่วยวนชวนยิ้มได้สำหรับคนทุกหย่อมหญ้า

และการเตรียมทาห้องนอนของลูกด้วยสีชมพูถ้าเป็นผู้หญิง หรือสีฟ้าถ้าเป็นผู้ชาย ก็เริ่มกลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติยอดนิยมในยุค 50 ยุคเดียวกันกับการก่อกำเนิดของทิชชูสีลูกกวาดนั่นแล

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

พิงก์ = พังก์

ในโลกศิลปะไทย หนึ่งในงานสีชมพูที่น่าจะเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุด ได้แก่งานชื่อ Pink Man ของ มานิต ศรีวานิชภูมิ น่าจะถูกรวมอยู่ในการใช้สีชมพูที่แสบสันที่สุดงานหนึ่ง

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

งานชุด Pink Man เป็นรูปถ่ายของผู้ชายคนหนึ่งในชุดผ้าไหมแวววาวสีชมพูทั้งตัว เดินทางและปรากฏตัวไปทั่ว พร้อมกับรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ต (สีชมพูเช่นกัน) ถือเป็นการวิพากษ์ระบบบริโภคนิยม ซึ่งเกิดขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ซึ่งทำออกมาได้อย่างเจ็บแสบ ยียวน ใช้สีชมพูซึ่งเป็นตัวแทนของรสนิยมราคาถูกและชนชั้นในวัฒนธรรมการบริโภคของไทยเสมอมาได้พังก์มากๆ จนชวนให้เราคิดว่า พิษเศรษฐกิจหลังยุค COVID-19 Pink Man จะใส่หน้ากากผ้าไหมเข้าชุดกัน (เหมือนท่านนายกฯ) แล้วออกมาเดินในโลกแบบไหน

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

สี = สังคม

สังคม เป็นผู้ตัดสินว่า ‘สี’ สื่อถึงอะไร

เราเริ่มเห็นการเดินทางของสีชมพู ที่เดินออกมาจากภาพจำหวานๆ ของสตรีเพศมากขึ้นในวัฒนธรรมร่วมสมัย ตั้งแต่สี Rose Gold ของ iPhone จนถึงมิวสิกวิดีโอ Hotline Bling ของ Drake แร็ปเปอร์ชายหนุ่มขวัญใจสาวๆ ที่ขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ตเพลง ปีเดียวกันกับสี Rose Quartz ที่เป็นสียอดนิยมของแพนโทนในปีนั้น

อาจจะพูดได้ว่า เด็กๆ ชาวมิลเลนเนียลไม่กลัวสีชมพู ถึงขั้นมีเทรนด์ Millennial Pink ผุดขึ้นมาทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่ร้านอาหาร บาร์ ที่ชวนให้ถ่ายรูปลงอินสตาแกรม จนไปถึงบนรันเวย์เสื้อผ้าผู้ชายของ Gucci ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เรากำลังเดินทางมาถึงยุคที่สีชมพูกำลังจะเปลี่ยนความหมายจากสายตาของผู้ถูกมองอีกครั้ง

เคนดัลล์ เจนเนอร์ (Kendall Jenner) กล่าวอ้างถึงสีชมพูที่ชื่อว่า Baker Miller Pink ซึ่งเป็นการทดลองทาสีชมพูในคุกของนักโทษชายในยุค 70 ว่ามันทำให้เธอรู้สึกสงบ เช่นเดียวกับผลทดลองในยุคนั้นที่ค้นพบว่า นักโทษชายที่ถูกกักขังในกรงสีชมพูมีอาการก้าวร้าวและความเครียดน้อยกว่ากรงสีปกติ

ชีวิตก็เหมือนม้วนกระดาษทิชชูบนฝาผนังส้วม ยิ่งใช้ใกล้หมดม้วน มันก็ยิ่งหมุนเร็วขึ้นเท่านั้น”

เป็นไปได้ไหมว่า ชีวิตเราสั้นเกินกว่าที่จะให้ ‘สังคม’ เป็นตัวบ่งบอกว่า เราควรจะรู้สึกกับสีใดสีหนึ่งอย่างไร โดยเฉพาะในโลกที่หมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

ในสังคมไทยที่สีของเสื้อมีนัยมากกว่าแฟชั่น ลามไปถึงจุดยืนทางการเมือง ไม่แน่ว่าครั้งหน้า ตอนที่เราทุกคนออกจากบ้านไปกินจิ้มจุ่มกับเพื่อนพร้อมหน้าพร้อมตา ในกล่องไม้จิ้มฟัน ทิชชูราคาถูกอาจกลายเป็นสีอื่นไปแล้ว หรือถ้ามันยังเป็นสีชมพูเหมือนเดิมอยู่  มุมมองของเราที่มีต่อสีชมพู ไม่ว่าจะเป็นทิชชู วันอังคาร จนไปถึงหัวนม อาจจะเปลี่ยนไปพร้อมๆ กับโลกใบใหม่ก็เป็นได้

ข้อมูลและภาพประกอบ

blog.toiletpaperworld.com/where-did-all-the-colored-toilet-paper-go/

www.theatlantic.com/sexes/archive/2013/08/pink-wasnt-always-girly/278535/

Writer & Photographer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

การปลดล็อกดาวน์ครั้งที่ 4 ผมเริ่มเห็นร้านอาหารแถวบ้านกลับมามีลูกค้าอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ครึกครื้นเหมือนก่อนโควิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันเป็นบรรยากาศที่ทำให้สัตว์สังคมอย่างพวกเรานั้น รู้สึกอบอุ่นหัวใจได้ไม่มากก็น้อย

ผมต่อคิวร้านหมูกระทะ จิ้มจุ่ม มื้อเย็นแห่งหนึ่งอยู่นาน จนสุดท้ายพนักงานก็บอกว่า “ไม่ทันรอบสุดท้าย ก่อนปิดเคอร์ฟิวแล้วค่ะ” ซึ่งการอดทานมื้อล้อมหม้อ อาหารแห่งการสร้างปฏิสัมพันธ์เช่นนี้ เป็นหลักฐานที่ดี ที่ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ยังคงโหยหาการเชื่อมโยง ไออุ่นจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันเสมอ 

รวมถึง ‘เซ็กส์’ หรือเพศสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ดิลโด้ดึกดำบรรพ์ ไซส์ไม่สำคัญเท่าวัสดุที่ใช้สร้าง

เป็นเวลาแรมปีที่มนุษย์ทั้งโลกต้องคอยระวังเรื่องการนัดยิ้มมากกว่าปกติ ด้วยสถานการณ์โรคระบาด แน่นอนว่าพื้นที่ความงุ่นง่านหงุดหงิดหัวใจนั้น มีที่ให้ระบายอยู่ในโลกออนไลน์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ถึงกระนั้น เมืองไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธเอง ก็ยังไม่อนุญาตให้การสร้างสื่อทางเพศออนไลน์ ถูกกฎหมายอย่างเป็นทางการเสียที จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ล่าสุด OnlyFans หรือแพลตฟอร์มที่อนุญาตให้ทุกคนกลายเป็นค่ายหนังโป๊เล็กๆ ผลิตสื่อเสียงสำหรับแฟนๆ ของตัวเองโดยเฉพาะ ก็ยังไม่ถูกกฎหมายเสียทีเดียว 

ครั้งนี้ ‘วัตถุปลายตา’ จึงตัดสินใจค้นคว้าทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งจะช่วยปลดปล่อยความขุ่นข้องหมองใจ ในช่วงเวลาที่ต้องคงระยะห่างจากมนุษย์ถึงมนุษย์ด้วยกันไว้อย่างน้อย 1 เมตร และเลือกหยิบเอา ‘เซ็กส์ทอย’ หรือ ‘ของเล่นสำหรับผู้ใหญ่’ จากใต้เตียง (คนรู้จัก) มาบอกเล่าการเดินทางของมันแทน

และนี่น่าจะเป็นบทความที่มีความหมายตรงตัว ตามชื่อคอลัมน์ ‘วัตถุปลายตา’ ที่สุดแล้ว

แฟนจ๋า

วันก่อนเพื่อนที่รู้จักกันส่งข้อความมาหาผมว่า รู้รึยัง ‘แฟนเก่า’ ของผมกลายเป็นดาวโป๊ไปแล้วนะ คนติดตามเขาใน OnlyFans และ Twitter รวมกันนั้นเป็นแสนคนเลยทีเดียว พร้อมกับส่งรูปประกอบสุดโจ๋งครึ่มแนบมาให้ด้วยเป็นหลักฐาน

เพื่อนคนนี้น่าจะทราบดีว่า ตัวผมเองนั้นเรียกตัวเองว่า ‘ลิเบอร่าน’ มานานนม และตั้งแต่ก่อนเลิกกับแฟนคนนั้น ผมเองก็ยังเคยยุยงเขาให้เปิดช่องทางนี้เลยหากตัวเขาต้องการ ด้วยความเชื่อส่วนตัวที่ว่า เราไม่ได้เป็นเจ้าของร่างกายของเขา (Their Body Their Choice) ดังนั้น การที่มีรูปหรือคลิปวาบหวามของเขาโผล่มาให้เห็นนั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับผมเสียเท่าไหร่

เช่นเดียวกับการต้องถกเถียงกันเรื่อง ‘เซ็กส์’ ในสังคมไทยเช่นเดียวกัน

ถึงกระนั้น วันของการรักสนุกของผู้เขียนเองนั้น เบาบางลงเยอะ เยอะ เยอะมากๆ เมื่อเทียบกับสมัยหนุ่มๆ ‘ของเล่น’ จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ไม่เสียเวลาเยอะ ล้างน้ำให้สะอาด เรากับร่างกายของเราก็เกี้ยวพาราสีกันได้ แบบไม่ต้องพึ่งพาบุคคลที่สองเสียด้วยซ้ำ

จะกี่ล็อกดาวน์ก็ไม่ใช่ปัญหา หากเรามีวัตถุที่เป็นเพื่อนเล่นช่วยบริหารระดับฮอร์โมนของเราให้อยู่ในระดับสุขภาพดี ไม่ต้องเบียดเบียนใคร แต่ถึงจะเกริ่นมาขนาดนี้ เซ็กส์ทอยในสังคมไทยก็ยังเป็นวัตถุที่ต้องแอบซ่อน ซุกไว้ใต้เตียง หลบจากการมีตัวตนอยู่อย่างน่าประหลาดใจ

ทำไม ? ครั้งนี้เราอาจจะได้คำตอบที่น่าประหลาดใจกันถ้วนหน้า และคำเตือนเดียวก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเลื่อนลงไปอ่านย่อหน้าอื่นๆ ข้างล่างนี้คือ จงเปิด (ใจ) ไว้

ดิลโด้ดึกดำบรรพ์

ประวัติศาสตร์การมีอยู่ของเซ็กส์ทอยย้อนไปยาวไกล ไกลถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น และท่านผู้อ่านเองก็อาจจะแปลกใจที่ได้รู้ว่าชาวเอเชียนั้น คุ้นเคยกับของเล่นสำหรับผู้ใหญ่มานานนม ยิ่งกว่าชาวตะวันตกเสียอีก

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ของเล่นขุนนางในสมัยราชวงศ์ฮั่น

ขุนนางในสมัยราชวงศ์ฮั่นใช้หยกแกะสลักเป็นรูปแท่ง ยึดติดกับสายรัดที่ทำด้วยบรอนซ์ หรือที่สมัยนี้อาจจะเรียกว่า Strap On แล้วนิยมใช้หยกนี้สอดเข้าไปในทวาร เพื่อกักเก็บพลังงานฉี (Chi) ไว้ในตัวเอง ซึ่งถือเป็น Butt Plug หรือที่เสียบก้นยุคโบราณที่สุด ในเชิงประวัติศาสตร์ ไอ้เจ้าวัตถุชิ้นนี้นิยมใช้กันทั้งชายและหญิงเสียด้วยซ้ำ!

แต่หากจะเรียกไอ้เจ้าหยกชิ้นนี้ว่าเป็นเซ็กส์ทอยชิ้นแรกในประวัติศาสตร์โลก ก็คงไม่ถูกทีเดียว เพราะดิลโด้หรือแท่งหฤหรรษ์แท่งแรกกำเนิดขึ้นราว 28,000 ปีที่แล้ว และมีความยาว 8 นิ้ว เหนาะๆ ด้วยกัน

28,000 ปีคือระยะเวลาที่ยาวนานกว่าการเกิดขึ้นของวัฒนธรรม จารีต ประเพณี และศาสนา ของชาติใดๆ ทั้งสิ้นบนโลก รวมถึงชาติไทยเราเองด้วย

ดิลโด้คืองานคราฟต์ยุคดึกดำบรรพ์ของมนุษยชาติ ก่อนที่จะมีชาติเสียอีก และวัตถุนี้ก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุใกล้ตัวที่หลากหลาย ตั้งแต่หิน หินอ่อน กระดูกสัตว์ เขาสัตว์ หรือแม้กระทั่งขนมปัง! และน้ำมันมะกอกแทนสารหล่อลื่น

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ชาวโรมันก็ไม่ยอมแพ้ สร้างสรรค์ไม่แพ้ขุนนางจีน

การขยายตัว

ถ้าแรงบันดาลใจคือบ่อเกิดของความสร้างสรรค์ ไอ้เจ้าความสร้างสรรค์ของมนุษย์นี่แหละ คือบ่อเกิดของการคิดค้นเซ็กส์ทอยที่สนุกสนาน สวยงาม และสยิวกิ้วมากขึ้น

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าชนเผ่าในแอฟริกา นิยมใช้ขนม้ามัดเป็นกระจุกเพื่อกระตุ้นจุดคลิตอริสของสตรีในขณะมีเพศสัมพันธ์ ในขณะที่ผู้ชายก็นิยมเจาะร่างกายและอวัยวะด้วยงาช้างหรือไม้ไผ่ เพื่อเพิ่มผิวสัมผัสให้การมีเซ็กส์

หลังจากนั้นอีกพันปีให้หลัง ชาวพม่ารวมถึงชาวจีนก็คิดค้นเจ้าลูกกลมๆ แกะสลัก ลักษณะคล้ายอัณฑะ สำหรับใช้สอดเข้าไปทั้งในร่างกายของทั้งชายและหญิงเพื่อเพิ่มความหฤหรรษ์ และเจ้าบอลนี้ก็มีชื่อเรียกว่า Ben Wa / Orgasm Ball หรือแปลเป็นไทยว่า ลูกบอลจุดสุดยอด

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ลูกบอลจุดสุดยอดของพม่า

ใน ค.ศ. 1700 ของเล่นสำหรับผู้ใหญ่ก็เริ่มขยายขอบเขตความสร้างสรรค์ไปถึง Sex Doll หรือตุ๊กตาเซ็กส์ ที่มีรูปร่างราวกับมนุษย์ โดยประวัติศาสตร์ของมันนั้นยืดยาว สนุก และน่าสนใจมากๆ ไม่แพ้กัน-ผู้เขียนจึงขออนุญาตติดไว้เล่าต่อในโอกาสหน้า

หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1904 นักเคมีในปารีสก็เริ่มคิดค้นตุ๊กตายางสำหรับท่านชาย และหลังจากนั้นเป็นเวลา 4 ปี ตุ๊กตายางตัวแรกก็ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับจิ๊มิสังเคราะห์ที่ติดตัวตุ๊กตา นั่นคืออีกหนึ่งเส้นทางการเกิดขึ้นของวัตถุมหัศจรรย์ของทั้งท่านชายและหญิง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ชีวิตที่มีมากกว่าทางเลือกเดียว

โลกใหม่ที่สั่นไหว

ผลจากวิวัฒนาการทำให้แท่งหฤหรรษ์ที่เคยเป็นงานคราฟต์ งานหัตถกรรมแกะสลัก ก็กลายเป็นวัตถุที่แฝงเทคโนโลยีการผลิตแบบร่วมสมัยไว้ เริ่มต้นในยุควิกตอเรียน ที่ดิลโด้ต้องใช้การไขลาน หรือใช้ลักษณะกลไกบางอย่างเพื่อทำให้ขยับและเคลื่อนไหว

ดิลโด้ที่เคลื่อนไหวได้ชิ้นแรกของโลกถือกำเนิดขึ้นโดยนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันใน ค.ศ. 1869 โดยตั้งใจสร้างขึ้นมาเป็นเครื่องมือใช้รักษาโรค Hysteria ของสตรี ใช้การขับเคลื่อนจากพลังงานไอน้ำ! ใช่ ไอน้ำ มันมีชื่อตั้งไว้อย่างชวนหัวว่า ‘The Manipulator’ หรือแปลเป็นไทยให้สอดคล้องว่า ‘เครื่องปลุกปั่น’

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
เริ่มต้นมนุษย์ก็อ้างว่าสิ่งเหล่านี้คือเครื่องนวดหน้า นวดคอ

อันที่จริงแล้ว เครื่องสั่นในลักษณะเดียวกันกับไอ้เจ้าเครื่องปลุกปั่นในยุคนั้น ถือกำเนิดมาเพื่อแก้ปัญหาการปวดเมื่อยในร่างกายส่วนต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งภายหลังความเมื่อยนี้ก็เริ่มลงต่ำและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น จนสุดท้ายนักประดิษฐ์ก็ต้องหลับหูหลับตา ปิดตาหนึ่งข้าง ผลิตและจัดจำหน่ายสิ่งนี้ต่อไปอย่างไม่ต้องรู้ว่าเราเมื่อยกันที่ตรงไหนแน่

การประยุกต์ใช้งานเครื่องสั่นในลักษณะนี้ถูกใช้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 20 โดยมีสินค้าระดับตำนานอย่าง ‘Magic Wand’ หรือคฑามหัศจรรย์ของฮิตาชิที่ปฏิวัติวงการแท่งหรรษา หรือเรียกง่ายๆ ว่า เขย่าวงการเซ็กส์ทอย แบบที่ตัวแบรนด์เองก็ไม่ได้ตั้งใจไว้ ตลอดยุค 60 จนถึงปลายยุค 70

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว

ศาลในอเมริกาเองนั้นเพิ่งจะตัดสินให้ร้านเซ็กส์ช็อปเป็นสิ่งถูกกฎหมายในช่วงยุค 60 ซึ่งนั่นหมายความว่า ผู้ชายในยุคก่อนหน้านั้น หากประสงค์จะจิ้มอะไรเพื่อความสยิวกิ้ว ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากพอตัวเลยทีเดียว

ให้มันแตกเลยดีกว่า

หลังจากยุค Sexual Revolution ในยุค 60 และ 70 เป็นต้นมา ผู้ที่เชื่อว่าเรื่องเพศสัมพันธ์หรือเซ็กส์ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องลามกอนาจารเสมอไป ก็เริ่มออกมาทุบๆๆ กรอบและความเชื่อตามจารีตแบบประเพณีนิยมให้แตกๆๆ แขนงออกไปหลากหลายมิติมากขึ้น รวมถึงไอ้เจ้าเซ็กส์ทอย ก็ไม่ต้องแอ๊บขายว่าเป็นที่นวดหลังอีกต่อไป

ซึ่งจุดเปลี่ยนนี้แหละที่ทำให้การออกแบบดิลโด้หรือแท่งหฤหรรษ์ มีดีไซน์ล้ำสมัยมากขึ้น นักประดิษฐ์และนักสร้างสรรค์หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า มันยังจำเป็นต้องหน้าตาเหมือนเครื่องเพศชายอยู่หรือไม่ สีเนื้อคือสีอะไรกันแน่ แล้วมันเนื้อใคร แล้วมันต้องสีเนื้อหรือไม่ ที่สำคัญที่สุด ผู้ชายเองล่ะ ต้องการของเล่นเหล่านี้เพื่อปลดปล่อยความงุ่นง่านของตัวเองด้วยหรือเปล่า

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
กระต่ายที่ไม่ได้อยู่ในพระจันทร์

หลังจากนั้น กรอบของเล่นเพื่อผู้ใหญ่ก็ถูกขยาย ยืด ให้กว้าง สนุกสนาน ไร้กฎ ไร้ขั้วแบบ Non-binary มากขึ้น เราจึงได้เริ่มเห็นดิลโด้ที่หน้าตาไม่เหมือนจู๋ แต่เป็นรูปร่างนามธรรม สอดคล้องกับสิ่งที่มันจะต้องเข้าไปอยู่มากขึ้น ในขณะที่สีม่วง สีชมพู สีเงิน ที่ไม่ได้มีอยู่จริงในเครื่องเพศตามธรรมชาติ ก็ถูกนำเข้ามาใช้ในการออกแบบเซ็กส์ทอยมากขึ้น หรือถ้ามันยังจำเป็นต้องดูเหมือนเจ้าโลกของผู้ชายอยู่ เฉดสีหรือรูปร่างรูปทรงก็หลากหลายขึ้นมากมาย ทั้งสีเนื้อแบบ Caucasian สีเข้มแบบชาวผิวสี งุ้มขึ้น งุ้มลง เอียงซ้าย เอียงขวา เพราะผู้ผลิตและออกแบบรู้แล้วว่า ผู้ใช้นั้นมีรสนิยมและความต้องการไม่เหมือนกันจริงๆ

กระแสที่เป็นที่ครึกโครมในยุค ค.ศ. 2000 ครั้งหนึ่งนั้น ก็ต้องยกเครดิตให้ซีรีส์เรื่อง Sex and the City ที่ 1 ใน 4 สาวมีสคริปต์ที่พูดว่า “ฉันขออยู่บ้านกับกระต่ายดีกว่า” ซึ่งกระต่ายตัวนั้นหมายถึง Vibrator ชื่อ Rabbit ที่มีเจ้ากระต่ายน้อยน่ารักเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของเจ้าแท่งมหัศจรรย์นี้อย่างน่าเอ็นดู

ส่วนหนึ่งที่ผู้คนมีทัศนคติที่เปิดกว้างขึ้นนั้น เกิดมาจากผลจากการเคลื่อนไหวของทั้งนักต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมของสตรี และกลุ่ม LGBTQ+ ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการถกเถียงประเด็นทางเพศมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อทัศนคติที่ผู้คนมีต่อวัตถุประจำบ้านจำพวกนี้ด้วย

ความสุขบรรจุกระป๋อง

แน่นอนว่าถ้าบทความนี้จะพูดถึงแต่ดิลโด้อย่างเดียวก็อาจจะไม่ยุติธรรม เพราะจริงๆ แล้ว ทุกวันนี้ของเล่นสำหรับผู้ใหญ่หรือเซ็กส์ทอยไม่ได้มีสำหรับผู้หญิงอย่างเดียว ท่านชายและท่านอื่นๆ ไม่ว่าท่านจะระบุรสนิยมหรือตัวตนทางเพศของตัวเองว่าอย่างไร ก็มีทางเลือกการมอบความสุขให้กับร่างกายตัวเองอย่างเท่าเทียมเช่นกัน

จากการเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตในยุค 90 ซึ่งเป็นที่มาของเว็บโป๊หรือแพลตฟอร์มของสื่อวาบหวิวจำนวนมากๆๆ แบบที่ไม่มีวันดูหมด กลุ่มเว็บบอร์ดของผู้ชายกลัดมันก็เริ่มแลกเปลี่ยนวิธีการจิ้มและการประดิษฐ์เต้ารับ เต้าเสียบ จากอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือใกล้ตัว

ใช่ ฉากจิ้มพายอุ่นๆ ในตำนานของหนัง American Pie ก็เป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายวัฒนธรรมและนวัตกรรมเขย่าโลกนี้ด้วย ซึ่งคำแนะนำบนเว็บบอร์ดนั้นมีตั้งแต่ซอกโซฟา หมอน ยันลูกโป่ง และถุงยางต่างๆ ที่เสกจิ๊มิปลอมขึ้นมาได้

เซ็กส์ทอย สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีตัวตนทางการในสังคมไทยเสียที มีการเดินทางยาวกว่าที่ทุกท่านคิด ความยาวนั้นสำคัญไฉน
ไฟฉายที่ไม่ได้มีไว้ส่องแสง

นักธุรกิจหัวใสอย่าง Steve Shubin สังเกตเห็นความต้องการของผู้ชายในโลกออนไลน์ เขาจึงเริ่มระดมทุน เพื่อคิดค้นสิ่งที่จะเป็นของเล่นของท่านชายขึ้นมาใน ค.ศ. 1995 และท้ายที่สุด ผลจากการค้นคว้าของเขาก็ทำให้มนุษยชาติได้ยลโฉม Fleshlight หรือไฟฉายที่ปลายไม่ได้เอาไว้ส่องแสง แต่เอาไว้สอดใส่แทน โดยตัวเขามีปณิธานว่า จะทำให้ความรู้สึกรวมถึงผิวสัมผัสสมจริงที่สุด

หลังจากนั้น Fleshlight ก็แตกลูกแตกหลาน ออกมาเป็น Fleshjack ที่ออกแบบให้คล้ายกับก้น สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเกย์แทน นับตั้งแต่การเติบโตของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย รวมถึงความไวในการเชื่อมต่อโลกของของเล่นผู้ใหญ่ก็ได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้เรามีแว่น VR หรือ แว่น Virtual Reality ที่เชื่อมต่อเรื่องราวหนังโป๊เข้ากับทุกการเคลื่อนไหวของของเล่น ราวกับเราอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ 

แฟนเท่านั้น

ผมเปิดภาพช่อง OnlyFans ของแฟนเก่าที่เพื่อนแนบมาให้ โอ้โห ในขณะที่เราคิดว่าเคยเห็นเขาทุกแง่มุมแล้ว มันก็ยังต้องมีบางแง่มุมจริงๆ สิน่า ที่เราคาดไม่ถึง

OnlyFans เปรียบเสมือนช่องทางให้ผู้ผลิตเนื้อหาสร้างเนื้อหาอะไรก็ได้สำหรับแฟนๆ หรือคนดูที่ต้องการติดตามและสนับสนุนผู้ผลิตเนื้อหาโดยตรง โดยมีราคาค่างวดในการสนับสนุนแล้วแต่ผู้ผลิตจะตั้งไว้ ซึ่งการเติบโตของแพลตฟอร์มลักษณะนี้ ในช่วงการระบาดของโควิด-19 นั้น ผมเคยเขียนไว้แล้วในคอลัมน์ ‘วัตถุปลายตา’ ตอน พอร์นวิทยา หรือ ประวัติศาสตร์แห่งหนังโป๊ ซึ่งสรุปง่ายๆ สั้นๆ ว่า คนทั่วโลกก็หงุดหงิดงุ่นง่านกันมากขึ้น ไม่มีใครน้อยหน้าใคร

ถึงกระนั้น OnlyFans ก็ยังถูกตัดสินให้ไม่ถูกกฎหมายในประเทศไทยอยู่ดี ใช่ครับ ประเทศเดียวกันกับที่มีอุตสาหกรรม Red Light District ที่มีชื่อเสียงระดับโลกนี่แหละครับ

เราคนไทยทุกคนคุ้นเคย ชินชา กับความย้อนแย้งแบบไทยๆ นี้ดี จนมันแทบจะเป็นเรื่องตลกไปแล้ว

ผมไม่แน่ใจว่าหากนิยามตัวเองว่าเป็นอนุรักษ์นิยม สิ่งที่ผมอนุรักษ์จะต้องย้อนไปไกลแค่ไหน ไกลถึงต้นกำเนิดของจารีต ประเพณี ชาติ ศาสนา หรือดิลโด้ที่เกิดก่อนราว 28,000 ปี แล้วนี่เราในฐานะมนุษย์กำลังปกป้องคอนเซ็ปต์ของอะไรกันอยู่แน่

ถึงกระนั้น ผมลบภาพ OnlyFans ของแฟนเก่าในมือถือไป ไม่ใช่เพราะว่ารับสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่ภาพที่ผมเลือกจะจำไว้ก็คือคนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่มีความฝัน ความทะเยอทะยาน มีทักษะทางภาษา รักการท่องเที่ยว รักอิสระ สุภาพ เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งมันคือภาพที่ออกมาจากคนเดียวกัน กับคนที่กำลังเสนอภาพวาบหวามและความเป็นดาราหนังโป๊สมัครเล่น ให้กับแฟนๆ เป็นหมื่นเป็นแสนดูนี่แหล่ะ ซึ่งนี่กลับเป็นความย้อนแย้งอีกชนิดที่สังคมไทยรับไม่ได้

ผมไม่ได้คุยกับเขามานานมาก หลังจากเลิกรากันไป จะด้วยดีหรือไม่ก็ตาม แต่วันที่เขาตัดสินใจส่งข้อความมาทัก หลังจากที่ตัวเขาประสบความสำเร็จในการเพิ่มยอดคนดูเป็นแสนๆ แล้ว คำตอบที่ผมส่งกลับไปก็คือ

“อ้อ เราจะบอกว่า เห็นด้วยนะที่หาที่ยืนและพื้นที่ของตัวเองได้ ในประเทศที่คนตัวเล็กๆ แทบจะไม่มีที่ยืนแบบนี้”

และสิ่งที่เขาส่งกลับมาคือ ส่วนลดประจำเดือนเกิดของค่า Subscribe รายเดือน ซึ่งผมขอยืนยันกับผู้อ่าน แฟนใหม่ของผม และเซ็กส์ทอยใต้เตียงไว้ ณ ที่นี้เลยว่า ผมไม่ได้รับข้อเสนอของเขา จริง จริ๊ง 

สาบานต่อหยกแกะสลักราชวงศ์ฮั่นเลยสิ ให้ตายเถอะ!

เซ็กส์ทอย สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีตัวตนทางการในสังคมไทยเสียที มีการเดินทางยาวกว่าที่ทุกท่านคิด ความยาวนั้นสำคัญไฉน
ฉันจะบิน บินไป ไกลแสนไกลไม่หวั่น – เสียงที่ดังในหัวเมื่อเห็นหยกแกะสลักจากสมัยราชวงศ์ฮั่น

ข้อมูลอ้างอิง

allthatsinteresting.com

www.thecut.com

in.askmen.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load