Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

กลุ่มอาคารกลางท้องทุ่งเบื้องหน้าคือ ‘Pimali Hospitality Training Center’ ที่นี่คือศูนย์ฝึกวิชาชีพการโรงแรมและงานบริการให้เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส จังหวัดหนองคาย ที่เปิดทำการมากว่า 3 ปีแล้ว

เด็กๆ ส่วนใหญ่ที่เข้าเรียนที่นี่มาจากครอบครัวยากไร้ในชนบทของภาคอีสาน และเด็กกำพร้าในความดูแลของมูลนิธิต่างๆ เพราะที่นี่เรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือมอบความมั่นคงด้าน Career Path ให้เด็กที่ไม่มีโอกาสเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัยไปได้ไกลว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ เพราะบ่อยครั้งที่พวกเขามักถูกนายจ้างใช้ช่องว่างทางกฎหมายเอาเปรียบอัตราค่าจ้าง หรือถูกหลอกเข้าสู่อุตสาหกรรมทางเพศ

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปทำความรู้จัก มะลิ หรือ Stéphanie des Arts-Loup ลูกครึ่งไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ผู้เกิด เติบโต และใช้ชีวิตอยู่ที่ยุโรปมากกว่าครึ่งชีวิต

มะลิ หรือ Stéphanie des Arts-Loup

จนวันหนึ่งเธอมีโอกาสได้มาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสที่ประเทศแม่หลังที่ 2 ได้เห็นความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาและอาชีพ และรู้ตัวทันทีว่าตัวตนและจิตวิญญาณของเธออยู่ที่ประเทศไทย

เธอเปิด Pimali Foundation เพื่อระดมทุน และ 7 ปีต่อมาจึงย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ถาวร พร้อมเปิดศูนย์ฝึกวิชาชีพแห่งนี้ ด้วยความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมว่ามันจะเป็นฟันเฟืองชิ้นเล็กที่หมุนช้าๆ อย่างมั่นคง และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาในสังคมให้ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

เพื่อผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 4 Quality Education ภายใน พ.ศ. 2573 สร้างหลักประกันว่าหญิงและชายทุกคนจะเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมในระดับเทคนิคศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวมถึงมหาวิทยาลัย ในราคาที่จ่ายได้ เพิ่มจำนวนเยาวชนและผู้ใหญ่ที่มีทักษะที่เป็นประโยชน์ เช่นทักษะทางการช่างและทักษะทางวิชาชีพสำหรับการจ้างงาน อาชีพที่มีคุณค่าและการเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงยุติความเหลื่อมล้ำทางเพศด้านการศึกษา และสร้างหลักประกันว่ากลุ่มเปราะบางเข้าถึงการศึกษาและการฝึกอาชีพในทุกระดับได้

หากคุณเคยเป็นผู้รับ และได้รับโอกาสมาอย่างเพียงพอแล้วในชีวิต ลองเปลี่ยนจากการผู้รับมาเป็นผู้ให้อย่างมะลิดู ไม่จำเป็นต้องเป็นข้าวของชิ้นใหญ่โต หรือเป็นผู้มั่งคั่งเท่านั้นจึงจะให้ได้

ลองสำรวจตัวเองว่าคุณมีความรู้ความสามารถอะไรที่จะมอบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนอื่นๆ ให้ดีขึ้น เช่น อ่านนิทานให้ฟัง ร้องเพลงให้ฟัง สอนภาษาอังกฤษ สอนวาดรูป เพราะทุกคนคือฟันเฟือง และสังคมจะขับเคลื่อนไปอย่างยั่งยืนได้เมื่อฟันเฟืองหมุนไปพร้อมๆ กัน

01

อาวุธที่ทรงพลัง

“ฉันมาประเทศไทยครั้งแรกตอน พ.ศ. 2552 ตอนนั้นรู้แค่ว่าอยากช่วยเหลือเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ฉันจึงกูเกิลดูว่ามีที่ไหนในประเทศไทยที่จะไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือเด็กๆ ได้บ้าง และได้พบกับบ้านซารนิลลี่ เฮาส์ จังหวัดหนองคาย”

ซารนิลลี่ เฮาส์ ก่อตั้งใน พ.ศ. 2509 เป็นบ้านสงเคราะห์สำหรับเด็กที่ถูกทอดทิ้ง หรือได้รับผลกระทบจากครอบครัวผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูที่ดี และพัฒนาศักยภาพของตัวเองเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

“หลังจากเป็นอาสาสมัครอยู่นานสามสัปดาห์ ฉันก็ต้องกลับไปทำงานที่สวิตเซอร์แลนด์ หลังจากนั้นทุกครั้งที่มีวันหยุด ฉันจะกลับมาที่หนองคาย หลายปีที่เป็นอาสาสมัครดูแลเด็กๆ ฉันช่วยระดมเงินทุนสนับสนุนมูลนิธิจากครอบครัวและเพื่อนๆ ที่ยุโรป และทุกครั้งที่ฉันกลับมา ฉันจะนำของขวัญเล็กๆ น้อยๆ อย่างช็อกโกแลตมาฝากพวกเขา

“ฉันเห็นความยากลำบากในการหางาน เนื่องจากปัจจัยหลายๆ อย่าง เพื่อหาเงินหล่อเลี้ยงชีพของเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสหลังจบชั้นมัธยมปลาย ทั้งที่พวกเขามีความตั้งใจ จนถึงวันหนึ่งฉันก็ตระหนักว่าเงินและของขวัญพวกนั้น มันช่วยพวกเขาในระยะยาวไม่ได้เลย ฉันจึงเริ่มมีความคิดที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาในจุดนี้” มะลิเล่าย้อนความหลัง 

มะลิ หรือ Stéphanie des Arts-Loup

“ฉันหยุดคิดเรื่องนี้ไม่ได้เลย มันวนเวียนอยู่ในหัวฉันตลอดเวลาว่าจะทำอย่างไรให้เด็กๆ มีงานและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน จนมีอยู่คืนหนึ่ง ฉันตื่นขึ้นกลางดึกที่สวิตเซอร์แลนด์ ปลุกสามี (Alexandre des Arts ผู้ร่วมก่อตั้ง) และบอกเขาว่า ฉันรู้แล้วว่าชีวิตต่อจากนี้ฉันต้องการทำอะไร ฉันจะเปิดศูนย์ฝึกวิชาชีพการโรงแรมและงานบริการให้เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส”

เพราะอาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่จะมอบให้เด็กๆ ด้อยโอกาสไว้ใช้ดูแลตัวเองในระยะยาวได้ คือความรู้และทักษะอาชีพ

02

การเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

เมื่อมีความตั้งใจจะเปิดศูนย์ฝึกวิชาชีพเพื่อเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส นั่นหมายถึงมะลิและครอบครัวจำเป็นต้องย้ายมาลงหลักปักฐานอย่างถาวรที่ประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะทั้งเธอและสามีต่างเติบโตและคุ้นเคยกับวัฒนธรรมของอีกซีกโลก

“เราวางแผนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยังคงทำงานประจำอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ และเริ่มมาเซอร์เวย์รูปแบบการทำงานบริการโรงแรม รวมถึงหาพาร์ตเนอร์ในประเทศไทย” มะลิเคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นทีมผู้บริหารในโรงแรมระดับห้าดาวที่สวิตเซอร์แลนด์ 

“ด้วยตำแหน่งงาน ฉันจำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับงานบริการแขก จะรู้ว่าลูกจ้างทำงานดีน่าพอใจหรือไม่ ฉันเองก็ต้องรู้ด้วยว่างานแต่ละอย่างทำยังไง ปูเตียงยังไง ทำความสะอาดยังไง ฉันเป็นเจ้านายประเภทที่ต้องทำงานไปพร้อมๆ กับลูกจ้าง ไม่ใช่แค่ชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว” มะลิเล่าพร้อมรอยยิ้ม

มะลิ หรือ Stéphanie des Arts-Loup

ในขณะที่ยังทำงานประจำ มะลิก็เริ่มระดมเงินทุนสำหรับศูนย์ฝึกวิชาชีพของเธอ

“ตอนนั้นฉันหอบกระดาษหนึ่งแผ่นที่บรรจุความฝันและความตั้งใจของฉันเอาไว้ แล้วไปเล่าให้พวกเขาฟังว่าฉันไปเห็นอะไรมา ความตั้งใจของฉันจะช่วยแก้ไขสิ่งเหล่านั้นได้ยังไงบ้างและเงินระดมทุนจะถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง

“เริ่มจากครอบครัวและเพื่อนๆ สู่การจัดงาน Charity Night ซึ่งคนที่สวิตเซอร์แลนด์ให้ความสนใจเยอะมาก และก่อตั้ง Pimali Foundation ขึ้น เราระดมเงินทุนอยู่เป็นเวลาสองสามปี จนในที่สุดเมื่อได้งบประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของค่าวัสดุและค่าก่อสร้างซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในหนึ่งปี ฉันและครอบครัวก็เห็นตรงกันว่าถึงเวลาย้ายบ้านไปอยู่ประเทศไทยแล้ว

“ชีวิตของครอบครัวเรากำลังจะเปลี่ยนไป และเราหวังว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงดีๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้บ้างไม่มากก็น้อย” มะลิเอ่ยด้วยแววตามุ่งมั่น

03

โอกาสที่ไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ

5 ปีเต็มหลังจากที่มะลิตัดสินใจว่าจะเปิดศูนย์ฝึกวิชาชีพการโรงแรมและงานบริการให้เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ‘Pimali Hospitality Training Center’ ก็เปิดทำการที่กลางทุ่งนาไม่ไกลจากตัวเมืองหนองคายและแม่น้ำโขง

ทำไมจึงเลือกตั้งศูนย์ที่นี่?

Pimali โรงเรียนกลางทุ่งที่สอนทักษะงานบริการให้เด็กด้อยโอกาสไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ

นอกจากมะลิจะคุ้นเคยกับจังหวัดหนองคาย เพราะเคยมาเป็นอาสาสมัครที่นี่แล้ว หนองคายยังตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีความยากจนเฉลี่ยมากที่สุดในประเทศไทย ที่สำคัญคือ บริเวณนี้มีโรงเรียนอาชีวะหรือสถานที่ฝึกสอนอาชีพสำหรับเด็กผู้หญิงน้อยมาก 

มะลิอธิบายว่า “เมื่อเรียนจบการศึกษาภาคบังคับ (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก) เด็กๆ ด้อยโอกาสและยากจนส่วนใหญ่จะเริ่มทำงานเลย เพราะไม่มีทุนทรัพย์ในการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย โดยงานส่วนใหญ่เป็นงานในท้องไร่ท้องนา และมีจำนวนไม่น้อยที่มุ่งหน้าเข้าเมืองใหญ่ เพื่อหางานอัตราจ้างขั้นต่ำตามโรงงาน แต่เนื่องจากขาดคุณวุฒิทางการศึกษา ทำให้บ่อยครั้งพวกเขาถูกนายจ้างใช้ช่องว่างทางกฎหมายเอาเปรียบอัตราค่าจ้าง หรือถูกหลอกเข้าสู่อุตสาหกรรมทางเพศ”

Pimali โรงเรียนกลางทุ่งที่สอนทักษะงานบริการให้เด็กด้อยโอกาสไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ

มะลิมองว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้นเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้มีวุฒิการศึกษาและทักษะภาษาอังกฤษมีโอกาสถูกจ้างงานสูง อย่างเช่นงานบริการในโรงแรมที่ยังเติบโตไปสู่ตำแหน่งอื่นๆ ได้หากมีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญและความมุมานะ

Pimali Foundation จึงมีเป้าหมายสูงสุดในการมอบความมั่นคงของ Career Path ด้านการโรงแรมและงานบริการ ที่จะทำให้เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสที่ไม่มีโอกาสเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ไปได้ไกลว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ เพื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ซึ่งดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน

04

ความมั่นคงทางรายได้ที่ไม่เคยได้รับ

ที่นี่เปิดทำการมา 3 ปีเต็ม มีเด็กๆ เรียนจบหลักสูตรไปแล้ว 60 คน

“ตอนเริ่มต้นแบตช์แรกเรามีนักเรียนแค่หกคน จากนั้นจำนวนนักเรียนก็เพิ่มขึ้นทุกแบตช์ เรารับเด็กๆ มาเข้าหลักสูตรได้ครั้งละไม่มาก เพื่อให้แน่ใจว่าเราดูแลและให้เวลาพวกเขาได้เต็มที่ และหลังจากจบหลักสูตร ทุกคนจะต้องมีสถานที่ฝึกงานดีๆ เพราะการฝึกงานที่ดีจะนำไปสู่โอกาสที่ดีในการได้รับเข้าทำงานในอนาคต” 

Pimali โรงเรียนกลางทุ่งที่สอนทักษะงานบริการให้เด็กด้อยโอกาสไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ

โดยเด็กๆ ส่วนใหญ่ที่มาเข้าเรียนมาจากครอบครัวยากไร้ในชนบทของภาคอีสาน และเด็กกำพร้าในความดูแลของมูลนิธิต่างๆ เช่นซารนิลลี่ เฮาส์ และมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งทำงานช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่สูญเสียพ่อแม่ ไร้ญาติพี่น้อง หรือครอบครัวดั้งเดิมเลี้ยงดูไม่ได้ ในรูปแบบครอบครัวทดแทนระยะยาว 

“สองความท้าทายหลักคือนักเรียนแต่ละคนมีพื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกัน เราสอนเด็กๆ ด้วยการไม่แบ่งลำดับว่าใครเก่งกว่าใคร เพราะเชื่อว่าทุกคนตั้งใจและพัฒนาตัวเองได้ ที่ผ่านมา เรามีทั้งเด็กๆ ที่อ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้ ไปจนถึงเด็กเรียนดีที่ไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพราะไม่มีเงินสำหรับจ่ายค่าเทอม

Pimali โรงเรียนกลางทุ่งที่สอนทักษะงานบริการให้เด็กด้อยโอกาสไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ

“เด็กทั้งสองประเภท ถ้ามาจากครอบครัวที่ยากจน ทางบ้านและตัวพวกเขาเองอยากให้เข้าทำงานเร็วที่สุด เพื่อหาเงินไปจุนเจือครอบครัว หลักสูตรงานบริการในโรงแรมสิบเอ็ดเดือนของเราถือว่านานไปสำหรับพ่อแม่เด็กบางคน เพราะเขามองว่าเวลาแต่ละเดือนที่เสียให้การศึกษา ทำให้ลูกของเขาเสียโอกาสที่จะทำมาหากิน

“เราต้องค่อยๆ อธิบายให้เขาเข้าใจว่า การส่งลูกเข้าไปผจญในเมืองหลวงโดยไม่มีวุฒิใดๆ รับรองนั้น งานที่หาได้เป็นแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเติบโตและสร้าง Career Path ไม่ได้ บางคนเข้ากรุงเทพฯ มาทำงานในตลาดและตามท้องถนน ได้เงินเดือนละสามถึงห้าพันบาทก็ต้องส่งให้ที่บ้านอีก 

Pimali โรงเรียนกลางทุ่งที่สอนทักษะงานบริการให้เด็กด้อยโอกาสไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ

“มันเทียบไม่ได้เลยกับการที่เด็กๆ จะมีทักษะ มีความสามารถเฉพาะทาง จนมีงานประจำและสวัสดิการซึ่งคุ้มครองชีวิต ป่วยไข้ก็เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ หากโดนเชิญให้ออกจากงานก็ได้รับเงินชดเชย เป็นความมั่นคงทางรายได้ที่พวกเขาอาจนึกภาพไม่ออก เราก็ต้องค่อยๆ สร้างความเข้าใจให้เขาเพราะเราอยากช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน  และเราเข้าใจว่ามันต้องใช้เวลา” 

มะลิยิ้มพร้อมเล่าต่อว่า ครอบครัวของเด็กๆ เริ่มเข้าใจหลังนักเรียนแบตช์แรกๆ จบหลักสูตรไปฝึกงาน และได้งานประจำทำที่โรงแรมและรีสอร์ตตามจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย ศิษย์เก่าของ Pimali Hospitality Training Center เริ่มส่งเงินกลับมา มีงานที่มั่นคงทำและมีชีวิตที่ดีขึ้น

05

โรงเรียนฝึกทักษะกลางท้องทุ่ง

  Pimali Hospitality Training Center คือกลุ่มอาคารหน้าตาเรียบง่าย มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมอีสานประดับประดาอยู่ตามมุมต่างๆ ประกอบไปด้วยห้องเรียนทักษะงานบริการประเภทต่างๆ

หลังแรกเป็นอาคารทำการที่เชื่อมกับห้องอาหาร ห้องครัวเต็มรูปแบบ และคาเฟ่ ถัดไปไม่ไกลคือบังกะโลรับรองแขกจำนวน 4 หลัง ภายในบรรจุอุปกรณ์อำนวยความสะดวกได้มาตรฐานสวยงามครบครัน ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้นานาชนิด พื้นที่เกษตรกรรม นาข้าว และพื้นที่บำบัดของเสียประเภทต่างๆ

Pimali โรงเรียนกลางทุ่งที่สอนทักษะงานบริการให้เด็กด้อยโอกาสไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ
Pimali โรงเรียนกลางทุ่งที่สอนทักษะงานบริการให้เด็กด้อยโอกาสไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ

หลักสูตรของที่นี่เป็นการเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายตลอด 11 เดือน นักเรียนแต่ละคนจะได้เรียนทักษะงานบริการ ตั้งแต่พื้นฐาน โดยลักษณะการเรียนการสอนคือ ตอนเช้าจะลงมือภาคปฏิบัติ และตอนบ่ายเข้าคลาสภาคทฤษฎี

“เราไม่เก็บค่าเล่าเรียน มีหอพักให้อยู่ตลอดหลักสูตร อย่างเดียวที่ครอบครัวหรือมูลนิธิของนักเรียนต้องเสียคือ Commitment Fee จำนวนห้าร้อยบาทต่อเดือน

“เงินก้อนนี้เราคืนให้เด็กๆ ทุกบาททุกสตางค์เมื่อจบหลักสูตร ถือเป็นเงินก้นถุงให้เขาไว้ใช้จ่าย รวมถึงเป็นค่าเดินทางตอนเขาไปฝึกงานจริงที่โรงแรม มีเด็กบางคนที่ยากจนมากและจ่าย Commitment Fee ไม่ได้ เราก็ให้เขาเก็บหอมรอมริบจากทิปที่ได้รับเวลามีแขกมาเข้าพักที่ศูนย์ เราพยายามสอนให้เด็กๆ มีความรับผิดชอบและรู้จักใช้จ่ายเงิน”

Pimali โรงเรียนกลางทุ่งที่สอนทักษะงานบริการให้เด็กด้อยโอกาสไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ

Pimali Hospitality Training Center เรียนด้วยการปฏิบัติจริง โดยเน้น 3 ทักษะงานบริการคือ Food & Beverage, Housekeeping และ English & Life Skills 

ทักษะแรกคือ Food & Beverage หรืองานบริการในร้านอาหาร โดยเริ่มจากการสอนทำ Basic Drink อย่างลาเต้ คาปูชิโน และค็อกเทล การทำอาหารประเภทต่างๆ รวมถึงสอนพื้นฐาน Waitress ทั้งการจัดโต๊ะดินเนอร์ การวางช้อนส้อม แก้วน้ำ แก้วไวน์ ไปจนถึงสอนการ Pairing อาหารแต่ละชนิด เช่นไวน์แต่ละชนิดไหนควรกินกับอะไร และเรียนรู้การอ่านเมนู การเขียนเมนู การอธิบายเมนูอาหารแต่ละชนิดให้แขกทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติฟัง

Pimali โรงเรียนกลางทุ่งที่สอนทักษะงานบริการให้เด็กด้อยโอกาสไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ

“ห้องอาหารของเราเสิร์ฟอาหารไทย อาหารอีสาน และอาหารตะวันตกบางชนิด โดยเสิร์ฟทั้งอาหารเช้า อาหารเที่ยง และอาหารค่ำในวันธรรมดา ในขณะที่วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดเราจะเปิดเมื่อมี Special Request เท่านั้น

Pimali โรงเรียนกลางทุ่งที่สอนทักษะงานบริการให้เด็กด้อยโอกาสไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ
Pimali โรงเรียนกลางทุ่งที่สอนทักษะงานบริการให้เด็กด้อยโอกาสไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ
Pimali โรงเรียนกลางทุ่งที่สอนทักษะงานบริการให้เด็กด้อยโอกาสไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ

“ครัวของเราเป็น Full Kitchen มีทั้งเตาอบและอุปกรณ์มากมายที่เด็กๆ จะต้องเรียนรู้ทั้งหมด อย่างน้อยเวลาเขาได้ไปเห็นของจริงในที่ทำงาน จะได้ไม่ตกใจทำอะไรไม่ถูก เพราะคุ้นเคยอยู่แล้ว แม้กระทั่งอุปกรณ์ทำความสะอาด น้ำยาต่างๆ เราก็ใช้มาตรฐานเดียวกับโรงแรม เพราะด้วยระยะเวลาสิบเอ็ดเดือนของหลักสูตรนั้นถือว่าไม่มาก เราเลยพยายามช่วยให้เด็กๆ เคยชินและรู้วิธีใช้ข้าวของในโรงแรมเหล่านั้นให้มากที่สุด” มะลิอธิบายอย่างกระตือรือร้น

ทักษะที่ 2 คือ Housekeeping โดยแบ่งเป็นอีก 4 แผนกย่อย คือการดูแลพื้นที่สาธารณะ การดูแลห้องพัก Laundry และ Front Reception โดยเริ่มตั้งแต่เรียนวิธีจองห้องพัก วิธีต้อนรับแขก ซึ่งถือเป็นด่านแรกในการเจอลูกค้า  

“บังกะโลสี่ห้อง ขนาดสี่สิบแปดตารางเมตร เราเปิดให้คนทั่วไปเข้าพักได้ เพราะอยากให้นักเรียนคุ้นเคยและไม่ประหม่าเวลาต้องเจอแขกจริง นอกจากนี้ยังเป็นการเช็กฟีดแบ็กด้วยว่า นักเรียนให้บริการแขกได้ดีตามมาตรฐานหรือไม่ ตอนนี้แขกส่วนใหญ่ที่มาพักคือสปอนเซอร์ที่สนับสนุน Pimali Foundation ทั้งจากเมืองไทยและต่างประเทศ แต่ถ้าใครสนใจก็ติดต่อเพื่อมาเข้าพักได้ค่ะ”

Pimali โรงเรียนกลางทุ่งที่สอนทักษะงานบริการให้เด็กด้อยโอกาสไปได้ไกลกว่าแรงงานอัตราจ้างขั้นต่ำ

มะลิบอกว่า การเรียนทักษะเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้ในโรงแรมเสมอไป ถ้าถึงวันหนึ่งเด็กๆ มีเงินทุนมากพอ อยากจะเปิดร้านอาหารหรือคาเฟ่เล็กๆ ของตัวเองก็ทำได้เพราะมีทักษะการชงเครื่องดื่ม การปรุงอาหาร ติดตัวอยู่แล้ว ที่สำคัญคือ ต้องรู้ว่าจะประยุกต์ใช้ทักษะเหล่านั้นกับงานที่แตกต่างได้อย่างไร

ทักษะที่ 3 คือ  English & Life Skills

“นอกจากสอนทักษะงานแล้ว เราก็ต้องสอนทักษะชีวิตให้เด็กๆ ไปพร้อมกัน Mindset แรกที่เราต้องปลูกฝังให้พวกเขาเลย คือความสะอาดและสุขอนามัย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานบริการ โดยเฉพาะการดูแลห้องพัก การเป็นแม่บ้านในโรงแรมมันมีอะไรมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ ทั้งเรื่องเทคนิคในการทำความสะอาด ความเร็ว ความแม่นยำ เด็กๆ ต้องรู้ว่าผ้าแต่ละผืนใช้ทำความสะอาดวัสดุต่างชนิดกันอย่างไร”

มะลิบอกว่า ในหลักสูตรมีการทัศนศึกษาที่พาเด็กๆ เข้ากรุงเทพฯ ไปดูระบบการทำงานในโรงแรมใหญ่ๆ

“สิบเอ็ดเดือนที่อยู่กับเรา เด็กๆ ได้เรียนรู้และปฏิบัติงานในบังกะโลสี่ห้อง แต่พวกเขาส่วนใหญ่ไม่เคยไปเมืองใหญ่ๆ มาก่อน ไม่เคยเห็นโรงแรมระดับห้าดาวที่มีห้องพักเป็นร้อยเป็นพันห้อง เราจึงต้องพาเขาไปสัมผัสตรงนี้

มะลิ หรือ Stéphanie des Arts-Loup

“เพื่อให้เขารู้ว่า ตอนจบหลักสูตรไป ตัวเขาอยากไปฝึกงานและทำงานในสภาพแวดล้อมแบบไหน อยากทำงานในเมืองใหญ่ที่มีห้องพักเยอะๆ หรือไปทำงานในรีสอร์ตเล็กๆ ที่มีห้องพักไม่กี่ห้อง สิ่งที่เราพยายามบอกเขาคือ ถ้าคุณมีทักษะ ชีวิตนั้นมีโอกาสและทางเลือกเสมอ” มะลิเล่ายิ้มๆ

อีกอย่างที่สำคัญมากคือ ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ มะลิอธิบายว่า ด้วยระยะเวลาที่จำกัดของหลักสูตร ที่นี่จึงเน้นสอนบทสนทนาพื้นฐานเกี่ยวกับงานบริการ ซึ่งง่ายต่อการนำไปใช้ในชีวิตการทำงาน มากกว่าเริ่มต้นเรียนไวยากรณ์ใหม่ตั้งแต่ต้น 

“เด็กๆ อาจจะยังพูดประโยคยากๆ ไม่ได้จากการเรียนด้วยเวลาเท่านี้ แต่เราเชื่อมั่นว่าพวกเขาสื่อสารและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จริงๆ เรื่องการใช้ภาษามันสอดคล้องกับเรื่องความมั่นใจ ถ้าเขามั่นใจ เขาจะกล้าพูด กล้าเรียนรู้ และกล้าบอกแขกต่างชาติว่าเขาไม่เข้าใจ

“จากประสบการณ์สอนนักเรียนไทยมาหลายแบตช์ บางทีเวลาเขาไม่เข้าใจว่าประโยคภาษาอังกฤษที่เรากำลังพูดแปลว่าอะไร เขาก็จะ Yes ไว้ก่อน จากนั้นก็ทำผิดคำสั่งเพราะไม่เข้าใจ 

“เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นเสมอในภัตตาคารหรือโรงแรมเพราะมีแขกหลายเชื้อชาติ สำเนียงต่างกันย่อมฟังยากเป็นธรรมดา ดังนั้น ถ้าไม่เข้าใจต้องกล้าที่จะถาม ‘Could you repeat your order slowly please?’ หรือถ้ายังไม่เข้าใจอาจจะเรียกหัวหน้างานมาช่วยรับออร์เดอร์ ‘May I ask my supervisor to come?’ ทั้งหมดนี้คือวิธีรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าที่นักเรียนต้องเรียนรู้” มะลิอธิบาย

06

ยั่งยืนยาวนาน

Pimali Foundation เชื่อเรื่องความยั่งยืน ที่นี่ตั้งใจจ้างงานคนในพื้นที่ให้มากที่สุด ตั้งแต่ผู้จัดการศูนย์ไปจนถึงเชฟที่ประจำการอยู่ที่ห้องอาหารของ Pimali Hospitality Training Center

มะลิบอกว่า เธออยากให้ศูนย์ฝึกวิชาชีพเพื่อเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสแห่งนี้คงอยู่ต่อไปตราบที่ปัญหาความเท่าเทียมเรื่องการศึกษาและจ้างงานยังคงมีอยู่ในสังคม 

ความยั่งยืนอีกประการคือ ที่นี่พยายามใช้พลังงานทดแทน อย่างพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าและน้ำอุ่นที่ใช้ในศูนย์ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่กักเก็บน้ำฝนในรูปแบบแท็งก์และบ่อน้ำ เพื่อใช้เป็นน้ำชะล้างทำความสะอาดและรดน้ำต้นไม้ รวมถึงมีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพจากเศษอาหารในครัว เพื่อนำไปใช้ในแปลงเกษตรออร์แกนิก

“นักเรียนแต่ละคนมีแปลงผักเป็นของตัวเอง ซึ่งเขาต้องรับผิดชอบตลอดสิบเอ็ดเดือนของหลักสูตร ใครอยากปลูกอะไรก็ได้ ให้นำเสนอไอเดียมา จะเป็นสมุนไพรพื้นบ้านหรือพืชผักสวนครัวได้หมด ผักออร์แกนิกและข้าวจากนาข้าวออร์แกนิกของเราจะนำไปใช้ในครัวของศูนย์ โดยวัตถุดิบบางชนิดแทบไม่ต้องซื้อเลยตลอดทั้งปี” มะลิกล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ที่ผ่านมา มีอาสาสมัครจากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความรู้กันใน Pimali Hospitality Training Center อย่างที่บอกไปในตอนต้นว่า ถ้าคุณเคยได้รับโอกาสมาอย่างเพียงพอแล้ว ลองเปลี่ยนมาเป็นผู้ให้อย่างที่มะลิเดินทางข้ามทวีปมาเปิดศูนย์ฝึกวิชาชีพ เพื่อมอบความรู้กับคนที่ด้อยโอกาสกว่าในสังคมดู แล้วคุณจะค้นพบว่าชีวิตนั้นมีคุณค่าได้มากกว่าแค่ที่ตัวเอง

Pimali Foundation กับการผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 4 Quality Education จะดำเนินต่อไปตามปณิธานของมะลิ โดยเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นในอนาคต คือการช่วยลดความยากจนของผู้คนในภาคอีสาน ซึ่งถือเป็นการผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 1 No Poverty อย่างยั่งยืน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook : Pimali Association

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

Avatar

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

คนไทยใช้พลาสติก 8 ชิ้น ต่อคน ต่อวัน

เมื่อนำสถิติคำนวนตามจำนวนประชากรไทยในปัจจุบันรวม 65 ล้านคน อ้างอิงจากสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติมาคำนวณแล้ว คนไทยทั้งประเทศจะใช้พลาสติกรวมๆ กัน 520 ล้านชิ้นต่อวัน

มองข่าวแพขยะลอยกลางทะเลจนเกิดมลพิษทางน้ำ ทำให้สัตว์น้ำตายเป็นเบือ หรือข่าวช็อกโลกอย่างเต่าทะเลกินชิ้นพลาสติกจนตาย แม้กระทั่งภาพกองขยะพลาสติกพะเนินเทินทึกที่ไม่เกิดการนำไปจัดการอย่างถูกวิธี กลายเป็นปัญหาใหญ่มากปัญหาหนึ่งที่ทุกภาคส่วนทั่วโลกต่างร่วมกันแก้ปัญหานี้ 

ในขณะเดียวกันเมืองยังคงต้องเติบโตเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์ อุตสาหกรรมต่างๆ ยังคงต้องขับเคลื่อนต่อไป เพราะคนก็ยังคงต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการดำเนินชีวิต แต่หากภาวะโลกร้อนแก้ไขไม่ได้ภายในระยะเวลา 12 ปีข้างหน้า ทุกสิ่งมีชีวิตบนโลก ทั้งมนุษย์ พืชพรรณและสัตว์จะแย่กันหมด 

ดังนั้นจะทำอย่างไรให้การผลิตและบริโภคทรัพยากรเหล่านั้น เป็นไปอย่างยั่งยืนที่สุด

บล็อกปูถนนรีไซเคิล โครงการแปรขยะพลาสติกจากครัวเรือนให้เป็นบล็อกปูถนนทนทานแต่ต้นทุนต่ำ

คอลัมน์ Sustainable Development Goals ชวนคุณไปหาคำตอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 9 Industry, Innovation and Infrastructure ภายในปี พ.ศ. 2573 ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและปรับปรุงให้อุตสาหกรรมมีความยั่งยืน โดยเพิ่มการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยี และกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่สะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ผ่าน ‘โครงการบล็อกปูถนนรีไซเคิล’ โครงการของภาควิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในความดูแลของ ศ. ดร.เวชสวรรค์ หล้ากาศ หรือ อาจารย์เป้า ของนักศึกษา นี่คือโครงการที่ใช้ ‘ถนนรีไซเคิล’ ผลงานของอาจารย์ มาต่อยอด จนกลายเป็นอีกนวัตกรรมซึ่งช่วยจัดการขยะพลาสติกที่ล้นโลกให้หมุนเวียนและเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน

 ศ. ดร.เวชสวรรค์ หล้ากาศ หรือ อาจารย์เป้า

ฐานบัญชาการของโครงการ คืออาคารหน้าตาเรียบง่ายที่สร้างจากวัสดุเหลือใช้ ตั้งอยู่ด้านหลังภาควิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม นักศึกษาหลายกลุ่มกำลังง่วนอยู่กับการคัดแยกพลาสติกจากหลายแหล่ง บางกลุ่มกำลังอยู่หน้าเครื่องจักรเพื่อเตรียมการผลิตสำหรับวันนี้ อาจารย์เป้าพาชมกรรมวิธีการผลิตอย่างละเอียดยิบ พร้อมชวนแยกขยะถุงพลาสติกที่กองตรงหน้า เพื่อลงมือผลิตบล็อกปูถนนที่ช่วยโลก 

เคยนับไหมว่าในแต่ละวัน คุณใช้ถุงพลาสติกไปกี่ใบ ดูดน้ำด้วยหลอดพลาสติกไปกี่หลอด

พลาสติกเหล่านั้นถูกใช้ในมือคุณเพียงไม่กี่นาที แต่มันจะคงอยู่บนโลกนี้ไปอีกหลายร้อยปี ดังนั้นอย่างแรกเราควรลด ละ เลิกใช้ และเปลี่ยนพลาสติกที่มีอยู่แล้วให้กลับมาเป็นทรัพยากรอีกครั้ง ด้วยนวัตกรรมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างโครงการบล็อกปูถนนรีไซเคิลที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้

01

เริ่มต้นจากลูกน้อยในทะเลถุงพลาสติก

7 ปีที่แล้วในทริปทัศนาจรทะเลของอาจารย์และครอบครัว น่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่สุขสันต์ตามปกติ หากแต่อาจารย์พบความแปลกประหลาดของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมโดยรอบที่กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของอาจารย์เป้า เพื่อจัดการอะไรสักอย่างกับขยะในทะเลแห่งนั้น

“ผมอาจจะเล่าแล้วดูดราม่านิดหนึ่งนะ แต่มันคือความจริงเลย (หัวเราะ) เป็นแรงบันดาลใจเลย อาจารย์พาลูกชายไปเที่ยวทะเล มันเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นทะเล เด็กเห็นทะเลก็โดดลงว่ายน้ำ เราเป็นผู้ใหญ่ มองจากข้างบนก็เห็นว่าทะเลที่ลูกว่ายไม่ได้มีแต่น้ำทะเล มันมีขยะพลาสติกลอยอยู่ในทะเล เราสลดใจว่าเราตั้งใจมาดูธรรมชาติ มาเที่ยวทะเล แต่เรากลับเจอขยะแบบนี้ จึงตัดสินใจจะหาวิธีกำจัดถุงพลาสติก ต้องเน้นถุงพลาสติกอย่างเดียว แต่ถ้าขยะพลาสติกมันยังอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวโตไปลูกก็รู้เองว่าไม่ได้ว่ายอยู่ในทะเลที่มีแต่น้ำ” อาจารย์เป้าเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ส่งอิทธิพลต่อการลงมือช่วยทะเล

บล็อกปูถนนรีไซเคิล โครงการแปรขยะพลาสติกจากครัวเรือนให้เป็นบล็อกปูถนนทนทานแต่ต้นทุนต่ำ

ประกอบกับอาจารย์เป้าเป็นวิศวกรโยธาที่มีองค์ความรู้เรื่องคมนาคมและถนนหนทาง จึงเริ่มทดลองนำถุงพลาสติกแบบต่างๆ มาผสมในส่วนประกอบผลิตวัสดุปูถนนร่วมกับยางมะตอย เนื่องจากยางมะตอยและพลาสติกมาจากกระบวนการเผาปิโตรเคมีซึ่งมาจากแหล่งเดียวกัน ทำให้เกิดแรงยึดเหนี่ยวที่ทำให้วัสดุยึดเกาะกันได้ดีขึ้น ส่งผลให้วัสดุมีความแข็งแรง นำไปสู่การพัฒนาเป็นโครงการถนนรีไซเคิลในเวลาต่อมา

บล็อกปูถนนรีไซเคิล โครงการแปรขยะพลาสติกจากครัวเรือนให้เป็นบล็อกปูถนนทนทานแต่ต้นทุนต่ำ

“อาจารย์ทดลองนำขยะถุงพลาสติกมาผสมในยางมะตอย ปรากฏว่ามันทำให้ยางมะตอยมีค่าประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและดีขึ้น ก่อนผสมขยะถุงพลาสติกเข้าไป จากที่เริ่มทดลองเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ค่าความแข็งแรงของยางมะตอยสูงกว่าเดิมไปประมาณสัก 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เราพัฒนาให้ค่านั้นสูงกว่ามาตรฐานปกติ 300 เปอร์เซ็นต์ ยางมะตอยที่มันแข็งขึ้นหมายความว่าเราจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และใช้ถนนของเราได้ทนทานและนานขึ้น” อาจารย์อธิบายถึงขั้นตอนการพัฒนาโครงการถนนรีไซเคิล

02

จากพระเอกสู่ตัวร้าย

อาจารย์คิดว่าพลาสติกมีประโยชน์อย่างไรบ้าง? 

อาจารย์เป้าตอบว่า “พลาสติกเคยเป็นพระเอกมาก่อน เมื่อประมาณ 100 กว่าปีมีคนผลิตพลาสติกสำเร็จ พลาสติกทำให้โลกของเรามีวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดเลย พลาสติกทำให้ชีวิตผู้คนสะดวกสบาย แต่ตอนนี้พลาสติกกลายเป็นผู้ร้าย เพราะมนุษย์ใช้พลาสติกเยอะมากจนเกิดเป็นไมโครพลาสติกเยอะ เกิดเป็นอะไรต่างๆ มันไม่ใช่ จริงๆ ต้องกลับมามองที่คน คนต่างหากที่ไปใช้อย่างไม่บันยะบันยัง มันก็เลยเกิดปัญหา”

พลาสติกไม่ใช่วายร้ายที่เคยเป็นคนดี แต่พลาสติกคือทางเลือกของบรรจุภัณฑ์ที่มีประโยชน์เหลือคณานับ ทว่าสิ่งที่อาจารย์เป้ากำลังสื่อสารกับฉันคือ มนุษย์ขาดความตระหนักรู้ในการจัดการขยะให้เกิดประสิทธิภาพและหมุนเวียนอย่างยั่งยืน จนไม่เกิดปัญหาขยะพลาสติกกองมหึมา

 ศ. ดร.เวชสวรรค์ หล้ากาศ หรือ อาจารย์เป้า

นั่นคือ การคัดแยกขยะ นำไปสู่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่อาจารย์เป้านำมาปรับใช้ในโครงการพัฒนาวัสดุรีไซเคิล

“แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนคือผลิตและการใช้ให้เกิดของเหลือน้อยที่สุด หรือที่เรียกว่า Zero-waste คล้ายๆ กันคือ ใช้ให้ได้มากที่สุดจนจำนวนของเสียไม่เหลือ หรือเรียกว่าระบบเดิม ให้มันถูกใช้ในอุตสาหกรรมเดิม หรืออุตสาหกรรมที่เป็นลูกข่าย แตกย่อยออกไปจนกระทั่งไม่มีเศษอะไร ในอุตสาหกรรมนี้เราทำกันมานานแล้วครับ แต่เราไม่ได้เรียกแนวความคิดแบบนี้เฉยๆ” อาจารย์เป้าอธิบายแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

ถึงตรงนี้อาจนึกภาพไม่ออกว่าในภาคอุตสาหกรรมจะมีกระบวนการ Zero-waste เกิดขึ้นได้อย่างไร อาจารย์เป้าจึงยกตัวอย่างแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดจากบทเรียนวิชาชีววิทยาที่เราคุ้นเคยอย่างดีคือ การผลิตปิโตรเคมี

“เรากลั่นปิโตรเคมีเป็นแก๊ส เป็นน้ำมัน พลาสติก ไล่มาจนเป็นยางมะตอยก็เป็นของที่เหลือทิ้งแล้ว พอเราจะทิ้งก็กลายเป็นยางมะตอยมาทำถนน แต่ตอนนี้เราจะเอาพลาสติกที่อยู่ในกระบวนการของปิโตรเคมีมาใช้กับยางมะตอยอีกที แล้วก็หมุนเวียนอย่างนี้ พลาสติกมันเหมือนน้ำกับน้ำแข็ง มันกลับไปกลับมาได้ ถ้าพลาสติกชิ้นไหนที่ย่อยสลายแล้ว โครงสร้างโมเลกุลภายในต่างๆ มันเสื่อมสลายไป ก็ต้องเสริมเติมโครงสร้างไปให้นำกลับมาใช้ได้อีก” อาจารย์เป้าอธิบาย

03

แยก ย่อย ตวง รวม อัด

โครงการบล็อกปูถนนรีไซเคิลต่อยอดมาจากโครงการถนนรีไซเคิล ใช้วัสดุชนิดเดียวกันมาตัดแบ่งเป็นบล็อกปูถนนที่มีความทนทานสูงในราคาต้นทุนที่ไม่มากนัก

ขั้นตอนการผลิตเริ่มแรกคือ การคัดแยกขยะ เนื่องจากขยะถุงพลาสติกคือวัสดุที่รถรับซื้อของเก่าไม่รับซื้อ ขยะถุงพลาสติกจึงกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของบล็อกปูถนนรีไซเคิล อาจารย์เป้าเลือกขยะถุงพลาสติกที่ยืดได้หรือเป็นถุงแบบอ่อนเท่านั้น เพราะถุงที่แข็งและฉีกขาดง่ายต้องใช้อุณหภูมิสูงในการผลิต ทำให้ใช้พลังงานมากขึ้น

เมื่อได้ถุงพลาสติกตามต้องการในปริมาณที่เหมาะสม จึงนำถุงพลาสติกมาย่อยเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อใช้พลังงานการหลอมละลายให้น้อยที่สุด เมื่อย่อยชิ้นพลาสติกแล้วจึงนำไปตากให้แห้ง จากนั้นจึงนำทรายผสมในอัตราส่วน 1:3 คือพลาสติก 1 ส่วน ทราย 3 ส่วน ซึ่งทรายที่ใช้จะเป็นทรายหยาบหรือละเอียดก็ได้ แต่ควรเป็นทรายที่แห้งแล้ว หากยังไม่แห้งจะต้องเสียเวลานำทรายไปคั่วให้ไอน้ำออกจากทราย ซึ่งจะเสียเวลาและทำให้ขั้นตอนยุ่งยาก

บล็อกปูถนนรีไซเคิล โครงการแปรขยะพลาสติกจากครัวเรือนให้เป็นบล็อกปูถนนทนทานแต่ต้นทุนต่ำ
บล็อกปูถนนรีไซเคิล โครงการแปรขยะพลาสติกจากครัวเรือนให้เป็นบล็อกปูถนนทนทานแต่ต้นทุนต่ำ

เมื่อชั่งส่วนผสมจนได้อัตราส่วนที่ถูกต้องแล้ว จึงนำทรายใส่ในเครื่องผสมร้อนที่ทางภาควิชาคิดค้นและพัฒนาขึ้นมา ทิ้งไว้ให้อุณภูมิสูงราว 240 องศาเซลเซียส จึงนำพลาสติกใส่เข้าไป ให้เกิดการผสมและหลอมละลายรวมเป็นเนื้อเดียวกันราว 5 – 10 นาที ต้องหมั่นสังเกตให้วัสดุทั้งหมดเป็นสีเทา และอย่าให้ผสมนานเกินไปเพราะพลาสติกอาจลุกไหม้ได้

บล็อกปูถนนรีไซเคิล โครงการแปรขยะพลาสติกจากครัวเรือนให้เป็นบล็อกปูถนนทนทานแต่ต้นทุนต่ำ

จากนั้นจึงเทวัสดุที่หลอมรวมกันแล้วบรรจุในพิมพ์เหล็ก แล้วอัด กระทุ้ง หรือตอก ด้วยค้อนเหล็กให้ได้ 70 – 75 ครั้ง จึงทิ้งให้เซ็ตตัว

อาจารย์เป้าแอบบอกเคล็ดลับการผลิตบล็อกปูถนนรีไซเคิลว่า เมื่อปล่อยให้วัสดุบล็อกปูถนนเย็นตัวแล้ว ควรนำไปแช่น้ำให้อุณหภูมิลดลงอีก ในขณะที่แช่น้ำควรคว่ำหน้าบล็อกลง เพราะถ้าหงายพลาสติกลงน้ำไม่ดี วัสดุจะกลายเป็นแอ่งไม่สวยงาม ควรให้หน้าวัสดุเรียบจึงแกะออกมาใช้งานได้

บล็อกปูถนนรีไซเคิล โครงการแปรขยะพลาสติกจากครัวเรือนให้เป็นบล็อกปูถนนทนทานแต่ต้นทุนต่ำ

04

ปูทางสู่การแบ่งปันองค์ความรู้

โครงการบล็อกปูถนนรีไซเคิลเป็นที่พูดถึงอย่างรวดเร็วจากกระแสตื่นตัวรักษ์โลกในสื่อต่างๆ จนองค์ความรู้นี้เริ่มแพร่กระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทย อาจารย์เป้าเลือก 4 ภูมิภาค เพื่อเผยแผ่วิธีการลดขยะพลาสติก และใช้อย่างชาญฉลาด ได้แก่ ชุมชนวัดแม่สาหลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่, ตลาดแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม, ตลาดร่มโพธิ์ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และชุมชนอ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากจากคนในพื้นที่

“ที่กระบี่เราไปคุย ไปนำเสนอ คนในชุมชนให้สร้างลานกิจกรรมด้วยบล็อกถนนรีไซเคิลจากขยะในชุมชน เราขอความร่วมมือให้ทุกคนคัดแยกขยะหน่อย พอบอกผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็งั้นๆ อะ ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ ก็เลยเปลี่ยนแผนไปบอกเด็กๆ โรงเรียนอนุบาลว่า น้าจะเอามาทำลานกิจกรรมให้เด็กๆ นะ ให้เด็กๆ คัดแยกขยะมาวันละหนึ่งถุง เด็กก็ไปบอกผู้ปกครอง แต่ไปบอกท่าไหนก็ไม่รู้ว่า เนี่ย ให้คัดแยกขยะไป ถ้าไม่คัดแยกขยะมาจะโดนหักคะแนน แทนที่จะได้ขยะวันละถุง ก็ได้มาวันละหนึ่งกระสอบ เพราะผู้ปกครองช่วยกันคัดแยก”

 ศ. ดร.เวชสวรรค์ หล้ากาศ หรือ อาจารย์เป้า

เหมือนเป็นตลกร้าย แต่มันตอกย้ำสิ่งที่อาจารย์เป้าพูดกับฉันตลอดบทสนทนาว่า หากต้องการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เรื่องการคัดแยกหรือการเห็นคุณค่าการลดใช้ขยะพลาสติก ต้องปลูกฝังที่เด็กเล็กก่อนเป็นอันดับแรก

ในส่วนภาควิชาเอง โครงการบล็อกปูถนนรีไซเคิลยังพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นกรณีตัวอย่างของนักศึกษาที่ทดลองและต่อยอดขยะเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น หลังคาบ้าน แผ่นพื้น ผนัง หรือทดลองใช้วัสดุอื่นๆ เป็นส่วนประกอบหลัก อย่างการเปลี่ยนจากผสมทรายขวดแก้วบดละเอียดมาผสมกับขยะพลาสติกแทน 

ไม่ใช่เพียงเป็นประโยชน์ต่อโครงการ แต่เป็นการต่อยอดองค์ความรู้และเปิดพื้นที่ทดลองให้นักศึกษาได้พัฒนาโครงการต่อไป

05

สุดท้ายต้องช่วยกัน

ปัจจุบันกำลังการผลิตบล็อกปูถนนรีไซเคิลต่อวันอยู่ที่ 50 ก้อน ต้องมีขยะถุงพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักต่อวันอยู่ที่ 50 กิโลกรัม และถ้าต้องการเร่งกำลังการผลิตให้ถึงจุดคุ้มทุน ต้องมีขยะถุงพลาสติกกว่า 1 ตัน

เมื่อมองในเขตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ที่เป็นฐานกำลังการผลิตหลัก กลับมีขยะพลาสติกที่นำมาใช้ผลิตต่อวันได้เพียง 9.38 กิโลกรัม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของอาจารย์เป้าที่บอกว่า 

“ขยะที่ไหน ต้องอยู่ที่นั่น”

“ขยะจริงๆ เราเริ่มจากให้นักศึกษาไปคัดแยกตามพื้นที่ในมหาวิทยาลัยและพื้นที่ชุมชนใกล้เคียง แต่ก็พบว่าจำนวนขยะไม่พอ ได้เพียง 10 – 20 เปอร์เซ็นต์ ของขยะทั้งมหาวิทยาลัยที่จัดการได้ ก็เลยขอบริจาคหรือมีคนที่สนับสนุน ส่งมา หรือคัดแยก มาช่วยเรา รวมทั้งหน่วยงานทางสิ่งแวดล้อม กลุ่มจิตอาสาจากมหาวิทยาลัยอื่นก็มีนะ ที่คัดแยกแล้วส่งมา 

“บางทีก็ได้จากในตลาดสดนี่แหละ ด้วยความเป็นอาชีพของเขาที่ต้องกินต้องใช้เลยไม่มีเวลามาก แต่ถ้าถามเขาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของตลาด คนขาย คนซื้อ เขาก็อยากแยกขยะเหมือนกัน อาจารย์จึงเริ่มอีกโครงการหนึ่งคือ นำถุงพลาสติกจากเมื่อวานกลับมาด้วย คือเราจ่ายกับข้าวอะไรวันนี้ พรุ่งนี้ต้องไปจ่ายตลาดอีก ก็เอาถุงพลาสติกของเมื่อวานกลับมาไว้ที่ตลาด ตลาดในเชียงใหม่ก็จะคัดแยกมาไว้แล้วส่งมาให้เรา 

“สำหรับผู้ที่สนใจอยากส่งขยะถุงพลาสติกที่คัดแยกแล้วมาสนับสนุนโครงการ ส่งมาให้ภาควิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้เสมอ หากใครไม่สะดวกส่งจริงๆ สำหรับในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่หรือพื้นที่ใดก็ตาม เพียงแค่คัดแยกขยะบรรจุในถุง เจ้าหน้าที่เก็บขยะจะทำการคัดแยกและส่งมาทางภาควิชาเอง

ถึงตรงนี้ อาจารย์เป้าย้ำถึงการแยกขยะหลายครั้ง ถ้าเราไม่แยกขยะ จะเกิดอะไรขึ้น?

“เพราะว่าขยะมันไม่มีที่ไป มันก็จะกองสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และถ้าไม่คัดแยกมันก็จบอยู่ที่ไม่เผาก็ฝัง เผานี่ไม่มีใครแฮปปี้กับวิธีการนี้แน่ๆ เพราะทำให้โลกร้อน ทำลายชั้นบรรยากาศ ถ้าฝังลงดินก็เป็นผลเสียต่อพื้นที่การเกษตร บริเวณนั้นเราก็จะอยู่อาศัยไม่ได้ แล้วก็ทำกสิกรรมไม่ได้ มันก็จะขยายเป็นปัญหาต่อไปอีก ยังไม่รวมว่าขยะจากต่างประเทศมาหาเรา ขยะอยู่ในสุญญากาศแล้ว มันต้องหาที่ไปให้มันที่ไม่ใช่โยนกันไปมา ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ขยะจะล้นโลก” อาจารย์เป้าตอบทิ้งท้าย

 ศ. ดร.เวชสวรรค์ หล้ากาศ หรือ อาจารย์เป้า

เป็นเรื่องดีมากที่ไม่ว่าจะภาครัฐก็ดี เอกชน นักกิจกรรม หรือคนตัวเล็กๆ อย่างเราก็ดี ต่างเห็นความสำคัญอย่างพร้อมเพรียง เกิดเป็นนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมมากมาย 

อย่างการลดใช้พลาสติกที่เข้มข้นกว่าเทรนด์ถุงผ้าที่ฉาบฉวย ทั้งการงดแจกถุงพลาสติกในร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วใช้กล่องลังเหลือๆ จากสต๊อกสินค้าของร้านเป็นหีบห่อบรรจุสินค้ากลับบ้าน 

รวมถึงการปรากฏตัวของหลอดนานาชนิดเพื่อทดแทนหลอดพลาสติก เทรนด์ปิ่นโตที่กำลังมาแรง การประกาศรับบริจาคขยะพลาสติกประเภทต่างๆ เพื่อนำไปใช้หมุนเวียนในหลายโอกาส หรือกระทั่งการแปรรูปขยะเหล่านั้นให้หมุนเวียนได้อย่างไม่รู้จบ 

ทั้งหมดนี้คือการผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลากหลายข้อไปพร้อมกัน ทั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 9Industry, Innovation and Infrastructure ที่มุ่งเน้นเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นการผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 13 Climate Action ที่มุ่งเน้นการบูรณาการมาตรการรับมือสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยเช่นกัน

Writer

Avatar

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

Avatar

ภูพิงค์ ตันเกษม

ชีวิตผม ชอบการเดินทาง ชอบทำอาหาร และรักการบันทึกความทรงจำด้วยภาพถ่าย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load