11 กุมภาพันธ์ 2565
1 K

บ้านที่จากมา

ฉันโตพอจะรับรู้ว่าชุมชนไม่ได้มีเพียงภาพสวยงามของทุ่งข้าวเขียว สายลม และท้องฟ้า เบื้องหลังรอยยิ้มของผู้ที่ถูกเรียกว่าชาวบ้าน ยังมีน้ำตา หนี้สิน การถูกเอารัดเอาเปรียบ โครงสร้างอันบิดเบี้ยวภายใจในผู้คนและคำถามมากมายผลักให้ฉันเตรียมตัวและเตรียมใจ เก็บกระเป๋าเดินทางอีกครั้ง

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

ฉันตัดสินใจเป็นอาสาสมัครในวัย 24  ช่วงวัยที่เชื่อมั่นในกำลังกายและกำลังใจ แม้จะเติบโตมาในยุคสมัยที่ใครต่างสนใจการสร้างตัวตนของตนเองเพื่อความอยู่รอด แต่เสี้ยวหนึ่งของชีวิต ฉันตัดสินใจใช้เวลาสนใจผู้คนและโครงสร้างสังคม ภายใต้โครงการบัณฑิตอาสาสมัครจากแนวคิดและปณิธานของ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หากชีวิตฉันจะพอเป็นประโยชน์ต่อใคร ๆ ได้บ้าง นอกจากความคิดฝันและแสวงหาอย่างอุดมคติ การใช้ชีวิตและลงมือทำ คือการพิสูจน์ตัวเองที่ดีที่สุด แม้เป็นการโยกย้ายอีกครั้ง แม้ไม่รู้ว่าจะต้องไปอยู่ที่ไหน หากที่นั่นชื่อว่าบ้านนอกหรือชนบท  ฉันไม่เคยกลัวเลย 

ก่อนออกเดินทาง

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

ก่อนถูกส่งไปเป็นอาสาสมัครในพื้นที่ชุมชน 3 เดือนแรก ฉันและเพื่อนร่วมรุ่นอีก 7 คน ในนามบัณฑิตอาสาสมัคร เราเรียนทฤษฎีเกี่ยวกับงานพัฒนาสังคม การเปลี่ยนแปลงของชนบท กระบวนการทำงานชุมชน ความหลากหลายของวัฒนธรรม รวมทั้งบทเรียนเพื่อปรับการใช้ชีวิตให้พร้อมเป็นอาสาสมัคร และทดลองใช้ชีวิตในชุมชน ตลอด 3 เดือนในวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เรื่องเล่า เรื่องราว ประสบการณ์จากคณาจารย์และรุ่นพี่ถูกถ่ายทอดให้หัวใจเราพองโต นับวันรอที่จะได้ลงพื้นที่ แม้ไม่รู้ว่าเราแต่ละคนนั้นจะได้ไปใช้ชีวิต 7 เดือนข้างหน้าที่ตรงไหนของประเทศไทย 

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

หมวก 3 ใบ กับภารกิจอาสาสมัคร

นอกจากหัวใจของอาสาสมัคร การเสียสละ การยอมรับความแตกต่าง การไปใช้ชีวิตในชุมชนในนามบัณฑิตอาสาสมัคร เรายังมีภารกิจหลักที่คอยเป็นเครื่องย้ำเตือนไม่ให้ไหวเอนไปกับอุปสรรค เป็นตัวกำหนดบทบาทและการวางตัว พวกเราเรียกว่าหมวก 3 ใบ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจและสลับสวมให้ถูกเวลา หมวกใบที่ 1 คือบทบาทลูกหลานชาวบ้านในชุมชน  หมวกใบที่ 2 คือผู้ประสานงานโครงการที่รับมอบหมาย หมวกใบที่ 3 คือสมาชิกในองค์กรที่ลงไปปฏิบัติงาน 

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

แม้ในตอนแรกเราต่างอยู่ในสภาวะกล้า ๆ กลัว ๆ เมื่อได้ยินภารกิจที่ต้องลงไปปฏิบัติด้วยตัวคนเดียว แต่ก็ยังมีเรื่องให้หัวเราะทั้งน้ำตา เพราะพี่ ๆ บัณฑิตอาสาสมัครรุ่นก่อน ๆ ที่ผ่านการลงพื้นที่แล้ว มักเล่าให้ฟังว่าเมื่อลงไปอยู่ในหมู่บ้านจริง ๆ แล้ว ราวกับมีหมวกเป็นพันใบที่ต้องสวม มีหลายเรื่องให้เราต้องทำและรับผิดชอบ เราต้องมีสติและเลือกสวมให้เหมาะกับสถานการณ์ หมวกจะได้ช่วยบังแดดร้อนมากกว่าเป็นเครื่องประดับหรือเป็นภาระที่ต้องสวมไว้

คนกลับบ้าน

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

ก่อนเวลาที่ลงไปใช้ชีวิต 2 สัปดาห์ พวกเราบัณฑิตอาสาสมัครก็ได้รู้พื้นที่ปฏิบัติงานของตัวเอง นั่นเป็นเวลาไม่มากไม่น้อยเกินไปที่จะพอหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวก่อนเดินทาง ฉันได้ขึ้นเหนือ พื้นที่บ้านนากว้าว (กิ่ว) ม.4 ต.บ้านกิ่ว อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ปฏิบัติงานภายใต้โครงการ คนรุ่นใหม่ใส่ใจชุมชน องค์กรฮักกรีน (HugGreen)  เป็นกลุ่มคนทำงานพัฒนาในบ้านเกิด หมู่บ้านที่ฉันจะไปอยู่ เมื่อค้นข้อมูลก็ได้รู้ว่ามีชื่อเสียงอยู่บ้าง มีบันทึกไว้ในสื่อต่าง ๆ ทั้งบทสัมภาษณ์และรายการโทรทัศน์ ภาพการทำงานกับชาวต่างชาติ ดูเป็นหมู่บ้านที่พัฒนาไปไกลมากแล้ว ฉันแอบหวั่นใจ เพราะอาจไม่ใช่ชนบทในภาพฝันที่เงียบสงบและมีชาวบ้านในภาพจำ แต่เป็นชนบทที่มีคนกลับบ้านพร้อมกับความรู้ไปพัฒนาหมู่บ้าน

แต่นั่นคงเป็นโอกาสดีที่ฉันจะได้เรียนรู้งานพัฒนาของคนกลับบ้านตามหัวข้อที่ฉันสนใจ 

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน 

กลุ่มฮักกรีน (HugGreen) หรือองค์กรที่ลงมาปฏิบัติงาน เป็นกลุ่มลูกหลานเกษตรกรที่กลับบ้านมาใช้ชีวิตและช่วยต่อยอดด้านการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การท่องเที่ยวชุมชน ให้กับกลุ่มฮักน้ำจาง กลุ่มเกษตรอินทรีย์รุ่นพ่อแม่ พี่ ๆ ทุกคนในกลุ่ม แรกมารวมตัวกันทำงานในรูปแบบอาสาสมัคร ไม่มีเงินเดือนตอบแทนเหมือนพนักงานประจำ มีเพียงใจรักและแนวคิดที่อยากแบ่งปันสิ่งที่ตนเองมีให้กับคนรอบตัว 

เริ่มจากการเข้ามาช่วยงานด้านเอกสาร การทำมาตรฐานเกษตรอินทรีย์  การประสานงาน เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างคนในชุมชนและคนนอกชุมชน พี่ ๆ ในกลุ่มเรียกการใช้ชีวิตช่วงนี้ว่าเป็นเสมือนโครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน 

ปิ๊ก ในภาษาถิ่นเหนือ หมายถึง กลับ และ Pick ในภาษาอังกฤษ หมายถึง การยกระดับ การเลือกสรร Pickbaan Project  คือโครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เลือกกลับมายกระดับบ้านเกิด มากกว่าการกลับมาอยู่บ้านแบบธรรมดา กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานตัวจริง เคยเติบโตและอาศัยอยู่ในพื้นที่ เรียกได้ว่าเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยต่อแล้วเติมเต็มงานพัฒนาชุมชน ความเข้าใจบริบทพื้นที่ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะไม่สร้างงานที่ฉาบฉวย เพื่อผลประโยชน์ชั่วคราวหรือส่งผลกระทบด้านลบให้กับพื้นที่ ถือเป็นจุดเด่นยิ่งของกลุ่มคนรุ่นใหม่กลับบ้าน

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

From H to N  Philosophy of HUGGREEN

“HUG ไม่ได้แปลแค่ว่า กอด และ GREEN ไม่ได้แปลแค่ว่า สีเขียว”

ก่อนเรียนรู้สิ่งอื่นใดในองค์กร อย่างแรกเราต้องเข้าใจความหมายของชื่อก่อน พี่โย ผู้ริเริ่มสร้างแนวคิดและพื้นที่กลุ่มฮักกรีน (HugGreen) เล่าว่าทุก ๆ ตัวอักษรก่อนประกอบเป็นชื่อ มีที่มาเกี่ยวโยงกับแนวคิดงานพัฒนาทั้งหมด HUGGREEN ไม่ใช่เพียงชื่อที่ตั้งขึ้นให้พ้องกับกลุ่มฮักน้ำจาง กลุ่มเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่เพียงอย่างเดียว 

HUG ไม่ได้แปลแค่ว่า กอด และ GREEN ไม่ได้แปลแค่ว่า สีเขียว มีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าความหมายของการโอบกอดดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมรอบตัว และ H ถึง N มีความหมายที่ซ่อนอยู่เพื่อเป็นเป้าหมายการดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง
ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

H – Happiness ส่งเสริมให้ผู้ที่สนใจในการเกษตรอินทรีย์ได้มีส่วนร่วมกิจกรรมอย่างมีความสุข U – Understanding ช่วยสร้างความเข้าใจและให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจในเรื่องเกษตรอินทรีย์ G – Gender ส่งเสริมความเท่าเทียมในกลุ่มเกษตรกร G – Give ส่งเสริมให้เกิดสังคมการแบ่งปันในชุมชน R – Responsibility ส่งเสริมให้ทุกคนเกิดความรู้สึกรับผิดชอบ ต่อตัวเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมที่ทุกคนได้ทำร่วมกัน E – Earth ส่งเสริมให้เกิดความตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม รู้ถึงคุณค่า รวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม E – Engagement ส่งเสริมให้แต่ละภาคส่วนได้มีส่วนร่วม ผูกพันต่อชุมชน และพร้อมจะร่วมกันพัฒนาสังคมให้ยั่งยืนร่วมกัน N – Network ให้ความสำคัญต่อการทำงานร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เห็นได้ว่าทุกความหมายที่ซ่อนอยู่ในตัวอักษร นอกจากจะเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมงานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นประเด็นพัฒนาหลักในพื้นที่ ยังเป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคม

ชีวิตในคอนเทนต์

วันแรกที่มาเป็นอาสาสมัคร มีเพียงหัวใจที่เปิดรับการเรียนรู้ จะว่าไปฉันเชื่อว่านี่เป็นชีวิตที่หลายคนใฝ่ฝัน การได้ทำงานในชุมชนเกษตรอินทรีย์ ตื่นเช้ามาเห็นแปลงผักเขียวและงดงามทุกวันจากการดูแลของชาวบ้าน 

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

ฉันพักในบ้านพักโฮมสเตย์ เป็นบ้านไม้หลังน้อยที่สร้างขึ้นเป็นหลังแรกของพี่เลี้ยงในพื้นที่ ร่องรอยภายในบ้านทำให้ฉันพอนึกภาพตามจากคำบอกเล่าได้ว่า บ้านหลังนี้เคยมีอาสาสมัครมาพักก่อนหน้าแล้วทั้งไทยและต่างชาติ พื้นที่ทำงานหลักของฉันเป็นร้านกาแฟเล็ก ๆ ในชุมชน ชื่อ Café HugGreen งานหลักเป็นการทำความรู้จักและเรียนรู้งานในคาเฟ่ เริ่มตั้งแต่ดูแลพื้นที่ ทำความสะอาด จนถึงทำเครื่องดื่ม นอกจากชาและกาแฟที่ต้องเรียนรู้ ชุมชนยังมีเครื่องดื่มผักเชียงดา ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผักพื้นบ้านในหมู่บ้าน มีทั้งสูตรดั้งเดิมและปรุงผสมสมุนไพร ที่คิดค้นจากการเรียนรู้และทดลองของคนในชุมชน  

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

นอกจากนี้บทบาทของบัณฑิตอาสาสมัครไม่เพียงแต่การทำงานในองค์กร เมื่อมีเวลาว่าง ฉันใช้เวลาช่วงหนึ่งปั่นจักรยานไปในหมู่บ้าน เพื่อเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิต เข้าร่วมงานประเพณีต่าง ๆ ทั้งงานบุญ งานขึ้นบ้านใหม่ พิธีสืบชะตา ฯ ส่วนหนึ่งเพื่อการเรียนรู้ และส่วนหนึ่งเป็นภารกิจมอบหมายในการบันทึกข้อมูลชุมชน  

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

ในแต่ละวันดูจะเป็นชีวิตที่สุขสบาย ตื่นเช้ารับไอหมอก เดินไปเก็บผักมาทำอาหาร พักบ้านโฮมสเตย์ ใช้ชีวิตในพื้นที่คาเฟ่ แต่ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวแบบนี้ อาจกล่าวได้เช่นนั้น ถ้าหากฉันมาในฐานะนักท่องเที่ยวหรืออาสาสมัครสุดสัปดาห์ แต่ในบทบาทบัณฑิตอาสาสมัคร เราต้องเตรียมพร้อมเสมอ ราวกับไม่มีวันเวลาหยุดตลอดระยะการปฏิบัติงาน 

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

เราไม่ได้เดินทางมาเพื่อเป็นผู้เสพเพียงอย่างเดียว การลงมาใช้ชีวิตในชุมชนในฐานะอาสาสมัคร หลายสิ่งที่ได้รับจากชุมชน ทำให้เราไม่อาจเพิกเฉยแม้แต่วินาที สิ่งที่ต้องเรียนรู้อื่น ๆ เช่น การประสานงานกับหน่วยงานชุมชน การดูแลเอกสารให้กับชาวบ้าน การเขียนจดหมายให้องค์กร เก็บข้อมูลและทำโครงการร่วมกับเด็กและเยาวชน การรับและดูแลแขกที่เข้ามาพักและเรียนรู้ในชุมชน จึงไม่ใช่ภาพงดงามทุกขณะ วันเวลาทำให้เราได้เรียนรู้และเห็นความจริงมากขึ้น แต่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าเสียเวลาเลยสักวินาทีที่นี่ แม้ฉันต้องเตรียมพร้อมและเพิ่มความรู้เสมอเพื่อการดำรงอยู่ในแต่ละวัน

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

7 เดือนเหมือนฝัน

ก่อนออกเดินทาง ไม่มีใครรู้ว่า 7 เดือนข้างหน้า ชีวิตจะเป็นอย่างไร 

7 เดือนที่นี่มีทั้งเสียงหัวเราะและหยาดน้ำตา การลงมาอยู่ในชนบท ใช้ชีวิตอาสาสมัคร ไม่ใช่ภาพฝันเมื่อเราเดินทางมาถึงวันสุดท้ายที่ครบกำหนดปฏิบัติงาน กว่าจะผ่านครึ่งแรกของช่วงเวลาลงพื้นที่ ฉันได้แค่ขอบคุณทุกคนที่แม้ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ แต่ยังคอยรับฟังและให้กำลังใจ บ้านที่ฉันจากมา เพื่อน พี่ น้อง คณาจารย์ที่มอบโอกาสและเครื่องมือในการใช้ชีวิต ที่สำคัญที่สุดคงเป็นทุกชีวิตในพื้นที่ปฏิบัติงาน ชาวบ้าน เด็ก ๆ พี่เลี้ยงและพี่ ๆ ในองค์กร ที่มอบโอกาสให้ฉันได้เรียนรู้ ใช้ชีวิตและวันเวลาร่วมกัน มอบโอกาสให้ฉันได้ทำงาน เติบโต เป็นผู้รับและผู้ให้ 

เคยได้ยินมาว่าถ้าเรามีความสุข เวลาจะผ่านไปเร็ว 7 เดือนที่นี่จึงเหมือนพริบตาเดียว 

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

อย่าพยายามตามหาความหมายของชีวิต จงใช้ชีวิต

ในช่วงแรกฉันเป็นเช่นหนุ่มสาวนักแสวงหา ใช่รู้ว่าชีวิตจริง ๆ นั้นเป็นเช่นไร ติดอยู่ในโลกความคิด ตรรกะและระแวงระวัง สังคมและแวดล้อมที่ฉันเติบโตมา บางครั้งราวกับถูกบีบอัดและผลักไสตลอดเวลา ไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างเบาสบาย เราใฝ่ฝันและคาดหวังความสำเร็จ อยากได้ มี เป็น เช่นคนอื่นอย่างเนรมิต เมื่อผิดหวังก็ล่มสลายอย่างง่ายดาย แหลกลาญเกินกอบกู้ อาจโทษสังคมบิดเบี้ยวที่หล่อหลอม อาจโทษหัวใจที่ไหวเอนของตนเอง 

วันหนึ่งในพื้นที่ปฏิบัติงาน พี่เลี้ยงบอกฉันว่า “อย่าพยายามตามหาความหมายของชีวิต จงใช้ชีวิต” 

แรกทีเดียวฉันไม่เข้าใจ ชีวิตที่ใช้ไปวัน ๆ นั้นจะเรียนรู้ได้อย่างไร หากวันเวลาผ่านไปอย่างไร้หลัก ปราศจากสิ่งเป็นเช่นคนอื่น ๆ เขาเป็น ต่อเมื่อฉันได้เรียนรู้ที่จะทำตามหัวใจและใช้ชีวิต อยู่กับชาวบ้าน เรียนและเลียนเอาจากเขา ฉันจึงเข้าใจสิ่งหนึ่ง สิ่งซึ่งเรียกว่า ‘ธรรมชาติ’ สิ่งที่สมควรให้ชีวิตได้เป็น ปล่อยให้ได้เป็น

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

ถ้าเรามีความสุข เวลาจะผ่านไปเร็ว

บทเรียนสำคัญจากการมาเป็นอาสาสมัคร ใช่เพียงแนวคิดทฤษฎีในการใช้ชีวิตในชนบท ชุดความรู้ในการดำรงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับงานพัฒนา งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และความรู้ต่าง ๆ เป็นเพียงเครื่องมือให้ได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายและสนุกขึ้น แต่การได้ลงมาใช้ชีวิตในสถานที่ที่ไม่อาจได้มีเวลาเตรียมตัวมาก่อน ผู้คนที่ไม่รู้จัก การดำรงอยู่และการสร้างสัมพันธ์บนฐานความเป็นมนุษย์ ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย การเรียนรู้ที่จะปรับตัว เปิดใจเห็นผู้คนอื่น ๆ มากกว่าตนเอง บทเรียนเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะโอกาสที่ได้เข้ามาเรียนรู้ การได้ใช้ชีวิตจริงลดทอนภาพจำอุดมคติ

ฉันเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร แต่สำนึกอาสาสมัครจากช่วงหนึ่งที่เราได้ลงมาใช้ชีวิตในนามบัณฑิตอาสาสมัครจะอยู่ในใจของเราตลอด แม้ฉันอาจไม่ใช่อาสาสมัครที่สมบูรณ์พร้อมในทุกช่วงเวลา  

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

ที่สำคัญ การมาอยู่กับคนกลับบ้าน ทำให้ฉันค้นพบความหมายของบ้านที่มากกว่าที่อยู่อาศัย ที่เกิดหรือเพียงที่เติบโต บ้านไม่ใช่เพียงสถานที่เดิมที่เราจดจำ คุ้นเคย หรือยึดติด บ้านเป็นความรู้สึกและสำนึกในใจบางอย่างที่ทำให้เราอบอุ่นเมื่อได้ใช้ชีวิต บ้านที่งดงามคงเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันสร้าง เช่นเดียวกับ ครอบครัว ชุมชน สังคม ที่เป็นหน่วยใหญ่ขึ้นไป

เคยได้ยินมาว่าถ้าเรามีความสุข เวลาจะผ่านไปเร็ว มาถึงตรงนี้ฉันก็ยอมรับว่าเวลาของการเป็นอาสาสมัครกว่าครึ่งปีผ่านไปเร็วจริง ๆ ในช่วงชีวิตหนึ่ง เราได้คิดฝันถึงสิ่งใดบ้าง งานการใดจะมอบพลังให้เราหรือลดทอนพลังของเรา

อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวกับพวกเราเสมอว่า “ไม่มีสิ่งใดดำมืดหรือขาวบริสุทธิ์ ล้วนแล้วแต่ระคนปนกันเป็นสีเทา” การอยู่ร่วมอย่างไม่ตัดสิน ยอมรับในความไม่สมบูรณ์พร้อมทั้งตนเองและผู้อื่น เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ในสังคม สมบัติสำคัญของอาสาสมัคร อาจเพียงหัวใจความเป็นมนุษย์ ที่มีความรักความเข้าใจ ความเคารพในวิถีและตัวตนของผู้คนอื่น ๆ หากใช่ชุดความรู้มากมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ แต่ไร้ซึ่งความเมตตาอาทร 

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

รดา วัชรพลชัย

อาสาสมัครไกลบ้าน ที่ใช้ชีวิตตามธรรมชาติและธรรมดาในชนบท

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 มิถุนายน 2560
1 K

Croatia เป็นประเทศขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศแถบ Eastern Europe ที่สวยที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในแถบ Adriatic Sea ภูมิประเทศและภูมิอากาศในช่วงฤดูร้อนจึงเป็นช่วงที่เหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยวเมืองและธรรมชาติ

เหตุเกิดขึ้นเมื่อเราร่วมลงแข่งงานวิ่ง 100 Miles of Istria ระยะ 42 กิโลเมตรของ Ultra-Trail World Tour การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะเคยใฝ่ฝันไว้ว่าอยากจะมาประเทศแถบนี้ อยากมาชิมบรรยากาศของทะเลเอเดรียติกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

Adriatic Sea Croatia

เมืองที่มีงาน 100 Miles of Istria นี้ไม่ได้เป็นเมืองหลวง เลยทำให้การวางแผนในการเดินทางนี้ค่อนข้างจะยากลำบาก เพราะต้องต่อบินหลายต่อจาก Bangkok-London-Venice แล้วยังต้องนั่งรถจากเวนิซข้ามมา Slovenia (สโลวีเนีย) แล้วจึงถึงจุดหมายปลายทางที่อิสเตรีย ประเทศโครเอเชีย รวมแล้วทั้งหมดใช้เวลาการเดินทางเกือบ 40 ชั่วโมงเลยทีเดียว

อิสเตรียเป็นแคว้นเล็กๆ ที่ประกอบไปด้วยเมืองเล็กๆ อย่าง Umag, Rovinj, Motovun, Lovran ซึ่งแต่ละเมืองมีประชากรอยู่เพียงหมื่นกว่าคน และแน่นอน ชาวเอเชียเป็นความแปลกตาสำหรับคนพื้นเมือง เราพักอยู่ที่เมืองอูมัก ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของการแข่งขันครั้งนี้ อูมักเป็นเมืองที่ติดทะเล ร้านอาหารส่วนใหญ่จะเป็นแบบโฮมเมด มีทั้งพาสต้า สเต๊ก และอาหารทะเล อาหารที่นี่รสชาติต่างจากอาหารอิตาเลียน โดยจะปรุงอาหารแบบธรรมชาติ เน้นวัตถุดิบดี และอาหารรสไม่จัด นอกจากอูมักแล้ว เราขับรถไปเที่ยวเมืองโรวินจ์ที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งมีท่าเรือตกปลาของโครเอเชีย สถาปัตยกรรมแบบ Venetian และย่านเมืองเก่าใจกลางเมือง นับเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ และถูกจัดให้เป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดในเอเดรียติกอีกด้วย

Croatia Croatia Croatia

ชื่องาน 100 Miles 0f Istria จริงๆ แล้วมาจากระยะ 100 ไมล์ซึ่งเป็นระยะสูงสุด และเป็นเส้นทางวิ่งรอบแคว้นอิสเตรียเลย อีเวนต์นี้เป็นงานวิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ดังนั้น การจัดการแข่งขันต้องบริหารจัดการหลายส่วน ซึ่งเป็นไปอย่างราบรื่นและมืออาชีพ ทุกคำถามมีคำตอบ มีข้อมูลให้อ่านครบถ้วน ทั้งการอธิบายเส้นทางวิ่ง คำแนะนำในการเดินทาง หรือการจองที่พัก แบบนี้สิที่เขาเรียกว่าระดับโลก

มาถึงเราบ้าง การเตรียมตัวก่อนวิ่งของเราเป็นไปอย่างเรียบง่าย เพราะระยะของเราไม่เยอะมาก แต่ก็แอบหวั่นใจว่าจะจบหรือไม่ เพราะไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศและภูมิอากาศ ระยะของเราคือ 42 km ปล่อยตัวที่เมืองโมโตวุน ซึ่งต้องนั่งรถออกไปจากอูมักอีก 45 นาที และต้องวิ่งจากจุดปล่อยตัว ผ่านอีก 3 เมือง 3 เขา และกลับมาจบที่อูมัก หลายคนอาจจะคิดว่าวิ่งต่างประเทศอากาศจะต้องเย็นสบาย แต่เรื่องจริงนั้นตรงกันข้าม ถึงอากาศจะเย็น แต่แดดแผดเผาไม่แพ้ประเทศไทยเลย

เวลาปล่อยตัวเริ่มใกล้เข้ามา ใจก็ตุบๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมแข่ง Ultra-Trail World Tour เราตื่นเต้นมากๆ ยืดเส้นรอเวลา พอเสียงแตรดังขึ้นก็ออก start! เพื่อไม่ให้ขายหน้าคนเอเชีย (เราเป็นเอเชียคนเดียวใน race นี้) เลยใส่ไปเต็มที่ พยายามวิ่งให้อยู่ในอันดับกลางๆ (ที่จริงอยากอยู่แนวหน้า แต่ไม่สามารถจริงๆ) ท่องในใจว่า pride of Asia อย่าทำให้ขายหน้าชาวโลก แค่ได้วิ่งแซงฝรั่ง เราก็ดีใจแล้ว

Ultra Trail World Tour

Ultra Trail World Tour Ultra Trail World Tour

ด้วยความที่ต้องขึ้นวิ่งเขา บวกกับใส่ไปเต็มในช่วงแรก ทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่กลัวหนาว กลับกลายเป็นว่าต้องถอดแขนยาวออก เก็บผ้า buff แล้วเหลือแต่แขนสั้น ก็ค่อยวิ่งได้สบายขึ้น และไหม้ไปตามระเบียบ เป็นการแข่งขันวิ่งที่ท้าทายและสนุกมาก ทางสวย ได้ผ่านทั้งเมืองยุโรปเก่าและทางวิ่ง มีชาวบ้านเชียร์ตลอดมุมเมือง และมีบรรยากาศที่เป็นมิตร อาหารที่มีให้นักวิ่งในงานเป็นพาร์มาแฮม ชีส และช็อกโกแลต อุดมสมบูรณ์ไปตลอดระยะทาง

วิ่งไปได้จนเหลือเพียง 10 กิโลเมตรสุดท้าย เวลา 2 ทุ่ม พระอาทิตย์ก็เริ่มตก อากาศพลิกอย่างมหันต์ จากที่ร้อนมากๆ กลายเป็นเย็นจัด เสื้อแขนยาวที่แบกมาตลอดสามสิบกว่าโลเลยได้มาเป็นประโยชน์อีกครั้ง จาก 10 โล เป็น 5 โล จาก 5 โล เป็น 500 เมตร ซึ่งเป็น 500 เมตรที่รู้สึกว่ามันไกลกว่า 42 โลทั้งหมดที่วิ่งมา ร่างกายเริ่มอ่อนล้า ท้องเริ่มร้อง ขาเริ่มก้าวไม่ออก จะเดินก็ไม่ได้เพราะตะคริวจะกิน และจะยิ่งทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าเดิม สิ่งที่ทำได้ ณ เวลานั้นคือท่อง (อีกแล้ว) ว่า ให้มันจบๆ ไป อย่าหยุด ไปต่อ จนเห็นเส้นชัยแรงก็มาจากไหนไม่รู้ ขาหายล้า วิ่งเข้าเส้นชัยด้วยแรงพาร์มาแฮมทั้งหมดที่เหลือ จบเสียที 42 โลของเรา น้ำตาแทบไหลตอนที่ได้รับเหรียญ ดีใจ ได้กินข้าวแล้ว 

42 กิโลเมตรนี้เราใช้เวลาไปทั้งหมด 8 ชั่วโมงกว่าๆ ต้องขอบคุณผู้จัดที่ใจดีให้เวลากับนักวิ่งเหลือเฟือ ทำให้วิ่งจบได้อย่างสวยงาม นับว่าเป็นการแข่งวิ่งที่ต้องทุ่มเทเตรียมตัวพอสมควร การเดินทางค่อนข้างยากและใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและหาที่ไหนไม่ได้อีก การวิ่งระยะยาวสำหรับเราไม่ใช่เพื่อแข่งขันกับคนอื่น แต่คือการแข่งกับตัวเอง เอาชนะใจตัวเอง อย่างที่มีคนเคยเขียนไว้ว่า “The real purpose of running is not to win the race but to test the limit of the human’s heart.”

Ultra Trail World Tour

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ญดา เลิศวิเศษปัญญา

amateur runner และ brand manager แบรนด์เสื้อผ้า activewear

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load