ธุรกิจ : บริษัท เอเซียแพค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ขนส่งจากกระดาษ

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2528 

อายุ : 36 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : วิสุทธิ์ ศรกาญจน์

ทายาทรุ่นสอง : นันทวุฒิ ศรกาญจน์ และ ณัชกมล เสถียรถิระกุล (หุ้นส่วน) บริษัท พิค อะ บ็อกซ์ บรรจุภัณฑ์ จำกัด (พ.ศ. 2563)

“ผมโตมาก็เห็นเศษกระดาษลูกฟูกกองเป็นภูเขา ซึ่งเป็นกระดาษสำหรับทำไส้ในกล่องลัง เราสนุกกับการเล่นมาก เพราะมันเหมือนกองทราย เราทั้งกระโดด วิ่งเล่นอยู่บนนั้น”

บรรยากาศที่ ฮัท-นันทวุฒิ ศรกาญจน์ ถ่ายทอดให้เราฟังเป็นการเปิดบทสนทนาที่พาเราย้อนกลับไปในความทรงจำกว่า 30 ปีที่เขามีต่อโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ย่านพระราม 3 ของพ่อ รากฐานสำคัญที่ผลักดันเขาให้ครุ่นคิดเกี่ยวกับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เรียนรู้ปัญหาความท้าทาย กลายเป็นจุดตั้งต้นของไอเดียธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรชื่อ Pick A Box ที่แก้ปัญหาทั้งหมดของธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบเก่า และเอาวิธีคิดบริหารแบบมหาชนมาใช้

โรงงานบรรจุภัณฑ์ของพ่อก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2528 ขับเคลื่อนด้วยความกล้าของ คุณพ่อวิสุทธิ์ ศรกาญจน์ อดีตพนักงานโรงงานถ้วยชามที่มองเห็นโอกาสธุรกิจไส้กระดาษลูกฟูกสำหรับล็อกสินค้า ซึ่งโรงงานของตัวเองต้องสั่งผลิตเป็นประจำ คุณพ่อวิสุทธิ์จึงลงทุนซื้อเครื่องจักรผลิตบรรจุภัณฑ์ลูกฟูกแม้จะใช้เครื่องไม่เป็น ไม่มีประสบการณ์การสร้างโรงงาน และเทรนพนักงานคนแรกด้วยการไปฝากโรงพิมพ์อื่นเลี้ยงดู

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

ฟังดูเป็นจุดเริ่มต้นที่บ้าบิ่นไม่ใช่น้อย แต่แนวทางการทำธุรกิจนั้นไม่มีผิดถูกและไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว โรงงานบรรจุภัณฑ์ที่รับผลิตแค่ไส้ในบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในวันแรก ขยับขยายกลายเป็นโรงงานกล่องที่รับงานทั้งงานพิมพ์ งานผลิต ให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมใหญ่ในช่วงระยะเวลา 10 ปีแรก ท่ามกลางบรรยากาศของเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูในเวลานั้น 

จากกองกระดาษลัง

“ตอนที่ผมอายุห้าหกขวบ ประมาณ พ.ศ. 2535 เป็นช่วงบูมของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยุคแรกเลยครับ” ฮัทเล่า “ตอนนั้นเศรษฐกิจดีมาก ทุกอย่างบูมไปหมด ทั้งธุรกิจผลิตไปจนถึงส่งออก คนใช้เงินกันเยอะ จากตอนเริ่มต้นที่มีพนักงานประมาณสิบห้าคน ไต่ขึ้นไปถึงเจ็ดสิบถึงแปดสิบคน ในช่วงที่พีกที่สุด”

นอกจากการกระโดดโลดเต้นบนกองกระดาษแล้ว การเติบโตมากับโรงงานบรรจุภัณฑ์ฝากฝังอะไรไว้ในดีเอ็นเอของเขามากกว่าที่คิดไว้ นั่นคือสัญชาตญาณของการคิด การออกแบบโครงสร้าง จากการเฝ้ามองพ่อทำงานมานาน 20 ปี

“ตอนเด็ก ผมใช้เวลาอยู่บ้านตลอดช่วงปิดเทอมซัมเมอร์ เราก็เห็นพี่ๆ พนักงานที่อยู่กันแบบครอบครัวตามสไตล์โรงงานคนจีน และได้เห็นป๊านั่งออกแบบกล่องทั้งวัน ตอนนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ ป๊าใช้คัตเตอร์เล่มเดียวออกแบบกล่อง ใช้สมองคิดแล้ววาดออกมาเลย 

“ผมเคยเห็นจานดาวเทียมวางอยู่ที่บ้าน ตอนแรกผมก็สงสัยว่าซื้อมาทำไม ปรากฏว่ามีลูกค้ามาจ้างป๊าออกแบบกล่องดาวเทียมไทยคมเพื่อส่งออกไปอินเดีย เขารู้ว่าป๊าเก่งทำเรื่องกล่องล็อก แต่ป๊านอนไม่หลับอยู่สองถึงสามวัน เพราะคิดไม่ออก เพราะจานเดียวเทียมมันมีทั้งจาน เสา กล่องรับสัญญาณ แต่อยู่ดีๆ ป๊าก็คิดออกกลางดึกตอนตีสาม แล้วลุกขึ้นมานั่งตัดนั่งพับเลย” ฮัทเล่าถึงวีรกรรมการทำงานของป๊าอย่างสนุกสนาน 

“ตอนนั้นผมก็ไม่รู้สึกตัวหรอก แต่เหมือนทุกอย่างที่ป๊าทำมันซึมเข้าไปในตัวผมเอง ผมเลยชอบตัวต่อ เลโก้ กันดั้ม ชอบมองหลักการในการประกอบ ล็อกตรงไหน หมุนตรงไหน”

แต่โรงงานบรรจุภัณฑ์ของป๊าก็ต้องฝ่ามรสุมทางธุรกิจไม่ต่างจากโรงงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวันที่วิกฤตต้มยำกุ้งมาเยือนใน พ.ศ. 2540 ทำให้โรงงานต้องลดขนาดลงจนเหลือพนักงานแค่ 20 คน วันที่โดนลูกค้ารายใหญ่เบี้ยวไม่จ่ายค่าจ้างจนทำให้ซวนเซไป แต่ป๊าก็ยังยืนหยัดดำเนินธุรกิจเรื่อยมาเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง ในขณะเดียวกันนั้น ฮัทที่เฝ้ามองอยู่ได้แต่สงสัย ว่าทำไมพ่อจึงต้องอดทนทำงานหนักในอุตสาหกรรมแบบนี้ นั่นทำให้เขาเลือกเบนเข็มออกไปทำงานในธนาคาร และศึกษาด้านการเงินจนจบปริญญาโท เพื่อมองหาทางเลือกให้กับตัวเอง

โดยที่ไม่นึกไม่ฝัน ว่าวันหนึ่งจะได้หวนกลับมาที่จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง คือกองกระดาษลังที่เห็นมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

ทางเลือกบนทางแยก

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

ในวันที่เรียนจบกลับมาจากสหราชอาณาจักร ฮัทพบกับทางแยกของชีวิตที่เกิดจากความท้าทายด้านสภาพเศรษฐกิจและการเมืองของไทยใน พ.ศ. 2556 ทำให้เส้นทางอาชีพด้านการเงินของเขาไม่ใช่ตัวเลือกปลอดภัยอย่างที่หวังไว้

“เวลาเราเรียนด้านการเงินในต่างประเทศก็สนุกครับ ได้ฝึก Critical Thinking เรียนรู้เรื่องการลงทุนในระบบเศรษฐกิจโลก แต่พอกลับมาไทย ช่วงนั้นมีวิกฤตในประเทศ มีการปฏิวัติ เศรษฐกิจอยู่ในขาลง ธุรกิจเกี่ยวกับการเงินหรือการปล่อยกู้ก็เริ่มน่ากลัว 

“ตอนนั้นเองถึงเริ่มมองกลับมาว่า ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่บ้านผมเป็นธุรกิจปลายน้ำ เวลาได้รับผลกระทบจะโดนหลังสุด เพราะยังไงทุกธุรกิจก็ต้องใช้บรรจุภัณฑ์ ผมเลยตัดสินใจว่าจะกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านดูสักตั้ง”

ฮัทสละบทบาทนักการธนาคาร กลับเข้าสู่กงสีของครอบครัวที่มีพ่อเป็นหัวเรือใหญ่ และได้เผชิญกับปัญหาคลาสสิกที่ทายาทธุรกิจทุกคนรู้สึกเชื่อมโยงได้ เมื่อคลื่นลูกใหม่กับคลื่นลูกเก่าเข้าปะทะกัน ฮัทเริ่มต้นมองหาทางเดินที่เป็นของตัวเองอีกครั้ง ทับทิม-ณัชกมล เสถียรถิระกุล แฟนสาวที่เฝ้ามองการเติบโตของฮัทมายาวนานตั้งแต่สมัยเรียน ได้เข้ามาสะกิดเขาให้มองเห็นศักยภาพในตัวเอง

“จริงๆ ตั้งแต่เรียนมหาลัยมาด้วยกัน ฮัทเป็นคนชอบคิดนอกกรอบ ตอนอยู่คณะ เขาเป็นคนครีเอตป้ายกิจกรรม เขาชอบศิลปะ ดีไซน์เวที แผ่นป้าย เราก็ถามเขาตลอดว่า ทำไมเธอไม่ไปเรียนทางนั้น

“จนจังหวะที่เขาเริ่มอยากทำธุรกิจอะไรสักอย่างของตัวเอง มันประจวบเหมาะกับเราที่ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการวางระบบให้บริษัทใหญ่มานาน ก็อยากเริ่มต้นทำอะไรเองด้วยเหมือนกัน เราสองคนเลยมานั่งหาข้อมูล และวิเคราะห์ด้วยกันอยู่เป็นปีว่าจะทำอะไรกันได้บ้าง ศึกษาทั้งเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร เพราะที่บ้านทับทิมมีธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตร เทกสตาร์ทอัพเพราะมันเป็นเทรนด์ของยุคสมัย แต่สุดท้ายเราก็กลับมามองที่ต้นทุนที่ฮัทมีอยู่ในตัวเอง คือความรู้เรื่องบรรจุภัณฑ์ แม้เขาจะไม่เคยรู้ตัวว่ามีอยู่ก็ตาม”

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

มุมมองที่แตกต่าง

“ผมไม่เคยรู้ว่าตัวเองมองกระดาษไม่เหมือนคนอื่น” ฮัทว่า

“คนอื่นมองกระดาษหรือป้ายเป็นแผ่น แต่ผมมองที่โครงสร้างของมัน ขัดกันยังไง ทำอย่างไรให้ตั้งได้แข็งแรง พอคิดกันว่าเราน่าจะเริ่มจากต้นทุนที่เรามี ผมก็มาคิดต่ออีกว่า เวลาทำงานในโรงงานของป๊า มีหลายเรื่องที่ผมอยากทำแต่ยังไม่มีโอกาสได้ลอง หนึ่งในนั้นคือการทำบรรจุภัณฑ์ที่มีดีไซน์ซับซ้อนและการพิมพ์จำนวนน้อย เพราะโรงงานเรารับลูกค้าธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใหญ่เป็นหลัก แบบค่อนข้างตายตัว ไม่มีการพิมพ์อะไรมากมาย เครื่องจักรของเราจึงไม่ได้ซัพพอร์ตการทำชิ้นงานละเอียดหรืองานจำนวนน้อยไปด้วย”

ฮัทและทับทิมจึงเห็นช่องว่างทางธุรกิจ 

“เราเอาข้อมูลนี้มาประกอบร่างกับเทรนด์ต่างๆ ที่เรารีเสิร์ชกันมา กลายเป็นคอนเซปต์ของโรงพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ซึ่งเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และมีบริการที่ใส่ใจกับความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด”

ทางเลือกบนทางแยกสำคัญในชีวิตของฮัท จึงเป็นการเก็บเกี่ยวเอาเมล็ดพันธุ์ประสบการณ์ด้านบรรจุภัณฑ์ที่เห็นมาตั้งแต่เล็ก มาประกอบร่างกับประสบการณ์ทางการเงินของตน และประสบการณ์ด้านการวางระบบธุรกิจของคนรัก เพื่อสร้างเป็นทางเดินใหม่ในแบบของตัวเอง จนกลายเป็นโรงงานบรรจุภัณฑ์หน้าใหม่ที่ชื่อ Pick A Box ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาแก้ปัญหาให้กับลูกค้า ทั้งงาน Customization บรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์แบรนด์ต่างๆ นวัตกรรมกล่อง SuperLock ปกป้องสินค้าที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ และใช้เทคโนโลยี Drop Test มาสร้างความมั่นใจว่ากล่องที่ออกแบบกับ Pick A Box นั้นไม่ว่าจะตกท่าไหน ก็ไม่ทำให้ของข้างในเสียหายแน่นอน

แนวทางธุรกิจใหม่นี้ไม่กระทบโรงงานเก่าของพ่อ แม้จะต้องหาฐานลูกค้าใหม่ทั้งหมด แต่พวกเขาตั้งใจจะทำสิ่งใหม่อย่างดีที่สุด

การเดินทางครั้งใหม่ในช่วงวิกฤต

แต่การตั้งไข่ในธุรกิจ Red Ocean อย่างสิ่งพิมพ์-บรรจุภัณฑ์ นั้นไม่ใช่งานง่าย เมื่อธรรมชาติของลูกค้าคุ้นชินกับการค้นหาเจ้าที่ให้ราคาถูกที่สุด โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์โลกไม่เป็นใจ ส่ง COVID-19 มาเป็นความท้าทาย จึงน่าสนใจว่าทั้งคู่ผ่านความท้าทายเหล่านี้มาได้อย่างไร

“ผมกับทับทิมวางแผนกันมาตั้งแต่ก่อน COVID-19 จะระบาด แต่ไม่นานหลังเครื่องจักรเครื่องแรกที่เราสั่งมาส่งถึงโรงงานก็มีประกาศล็อกดาวน์ในประเทศไทย ตอนแรกเราเครียดกันมาก แต่เมื่อมาลองทบทวนถึง Business Model ที่คิดกัน ถามตัวเองว่ามันยังไปต่อได้หรือไม่ในสถานการณ์นี้ คำตอบก็คือ ได้”

ทับทิมเล่าต่อไปถึงการเอาตัวรอดของโรงงานบรรจุภัณฑ์ใหม่ในวิกฤตการณ์ระดับโลก

“โชคดีที่เครื่องพิมพ์เครื่องแรกที่มาถึงเป็นเครื่องพิมพ์ระบบดิจิทัล ทำให้เราได้ทดลองงานสเกลเล็กก่อน ในวันที่ยังไม่มีอะไรพร้อมเลยสักอย่าง งานแรกของเราเป็นงานพิมพ์กล่องส่งยาให้กับโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งในตอนนั้นโรงพยาบาลเป็นศูนย์รับผู้ป่วย COVID-19 ทำให้ต้องขอความร่วมมือผู้ป่วยที่รับยาเป็นประจำให้รับยาทางไปรษณีย์แทน อันนี้เป็นงานการกุศล เราไม่ได้คิดเงินกับเขา แต่มันคือโปรเจกต์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้และปรับตัวกับเครื่องจักร”

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

โอกาสที่มาถึงพร้อมกับวิกฤตโรคระบาด คงหนีไม่พ้นเทรนด์การเติบโตของบรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่ง ในวันที่ทุกคนออกจากบ้านได้ยากขึ้น การซื้อสินค้าออนไลน์ก็ขยายตัวตาม ฮัทเองใช้ทักษะนักการเงินที่มีอยู่ในตัววิเคราะห์เรื่องนี้ไว้ในใจ เขาจึงไม่ถอยแม้ธุรกิจสายการผลิตอื่นๆ จะได้รับผลกระทบจนต้องลดกำลังการผลิตลง

ส่วนทับทิมเองมองว่า นี่เป็นโอกาสที่ทำให้จุดเด่นของ Pick A Box แข็งแรงขึ้นไปอีก 

“เราเป็นโรงพิมพ์บรรจุภัณฑ์ที่ Customer-centric มากค่ะ ยิ่ง COVID-19 ทำให้การซื้อขายออนไลน์บูมกว่าที่เคยเป็นมา เรามีบริการครบวงจรเอาไว้รองรับลูกค้ารายย่อยหรือแบรนด์ร้านค้าออนไลน์ ตั้งแต่การใช้ประสบการณ์ของตัวเองในฐานะที่ปรึกษา วางแนวทางการตลาดให้ลูกค้า มีบริการให้คำปรึกษาฟรีอย่างใส่ใจโดยทีมบริการลูกค้ากว่าสิบคน และทีมกราฟิกสี่คนที่ทำบรีฟสองบรรทัดของลูกค้าให้กลายเป็นภาพได้ แก้แล้วแก้อีกจนลูกค้าพอใจโดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม ไปจนถึงดูแลการผลิตอย่างครบวงจรตามงบที่ลูกค้ามี

“เราเน้นเรื่อง Creativity กับ Innovation มากๆ และสอดแทรกเข้าไปในสินค้าและบริการด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นกล่อง SuperLock ที่นำ Know-how ของโรงงานป๊ามาพัฒนา เพื่อช่วยรักษาสภาพสินค้าภายในของลูกค้าให้ไม่บุบสลาย แถมยังผ่านการทำ Drop Test จนมั่นใจว่าหล่นแล้วหล่นอีกก็ไม่เป็นอะไร ตกมุมไหนก็ไม่แตก แล้วก็ใช้เทคนิคเคลือบที่ใช้ในงานพิมพ์มาใช้กับบรรจุภัณฑ์เพื่อให้เกิดกล่องกันน้ำได้ อันนี้ก็เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศไทย ที่เราต้องส่งของกันแม้วันฝนตก”

และอีกความต้องการหนึ่งของลูกค้ายุคใหม่ที่แบรนด์ต้องตอบโจทย์ให้ได้คือ เรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฮัทขยายความกับเราว่า โรงงานของเขาจะเสนอให้ลูกค้าใช้กระดาษรีไซเคิลแล้วก่อนเสมอ รวมถึงมีทางเลือกกระดาษจากป่าปลูกหมุนเวียน หมึกพิมพ์ชนิดน้ำ และหมึกถั่วเหลืองให้ลูกค้าได้เลือกใช้ เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดสารเคมีในกระบวนการผลิตไปจนถึงขั้นตอนการย่อยสลายของบรรจุภัณฑ์ให้กลับคืนสู่ผืนดินได้อย่างเป็นมิตร

“เหมือนเราเป็นหมอฟันเลยค่ะ เรารับฟังอาการว่าฟันผุตรงไหน ปวดตรงไหน จะใช้อะไรแก้ เลือกกระดาษแบบไหนจะตอบโจทย์ แล้วก็รักษาให้หาย คือจัดการผลิตกล่องให้ด้วย ตั้งแต่กล่องไปรษณีย์ กล่องพัสดุ กล่องเสื้อผ้า รองเท้า กล่องปฏิทิน ไปจนถึงกล่องเครื่องสำอาง กล่องอาหาร กล่องครัวซองต์ กล่องพวงมาลัยรถวินเทจที่ส่งขายต่างประเทศ 

“ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่เรามีโอกาสได้เจอลูกค้าจริงๆ เราเลยให้เวลากับแต่ละรายเต็มที่ ถึงไหนถึงกันเลย” รอยยิ้มของทับทิบช่วยเสริมให้เรารู้ว่า เธอเพลิดเพลินกับงานนี้มากเหลือเกิน

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน
Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

ปลูกสร้างกระดูกสันหลังของธุรกิจ

นอกจากเรื่องการผลิตและลูกค้า ปัญหาปราบเซียนต่อมาคือการหาทีมงานที่รู้ใจ ซึ่งฮัทแง้มกับเราว่า นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เซอร์ไพรส์ เพราะแทนที่ COVID-19 จะเป็นวิกฤต กลับกลายเป็นโอกาสให้เขาได้คัดคนคุณภาพมาร่วมงาน

“ผมจำได้เลยว่าเราติดประกาศหน้าโรงงานแค่สองวันเท่านั้น แต่มีคนมาสมัครงานกับโรงงานใหม่แกะกล่องของเราเกือบสี่สิบคนตั้งแต่วันแรก เวลานั้นโรงงานส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ มีแต่จะลดวันผลิตลง พนักงานก็ได้รับเงินเดือนแค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ทำให้พวกเขาต้องมองหางานใหม่ แต่ด้วยงบประมาณที่เราวางกันไว้ เราสามารถจ่ายค่าจ้างได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์”

การได้พนักงานที่ทำงานในโรงงานสายการผลิตมาก่อน ย่อมเป็นผลดีสำหรับธุรกิจเริ่มใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทาย ทั้งฮัทและทับทิมต้องทำงานหนัก กะเทาะเปลือกความเคยชินเดิมๆ เพื่อสร้างระบบการทำงานอย่างที่พวกเขาฝันไว้ให้เกิดขึ้นจริง

พวกเขาใช้แนวคิดแบบบริษัทใหญ่เข้ามาจัดระเบียบโรงพิมพ์เพิ่งสร้างแห่งนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม เทรนพนักงานแบบ 1 ต่อ 1 ให้เข้าใจความสำคัญของระบบตรวจวัดประสิทธิภาพในการทำงาน การจัดการเอกสารอย่างมีระบบ เพราะเชื่อว่ารากฐานหลังบ้านที่ดี จะเป็นกุญแจสำคัญไปสู่ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน
Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

“จริงๆ มันไม่ง่ายสำหรับผมนะครับ เพราะเดิมทีโรงงานที่บ้านเป็นระบบจีน หนึ่งคนทำทุกอย่าง แต่ผมรู้ว่าการมีระบบมันสำคัญ และจะช่วยให้เราเห็นปัญหาได้เร็ว แก้ปัญหาได้ตรงจุด ผมกับทับทิมเลยเป็นผู้บริหารที่ไม่ได้นั่งออฟฟิศ แต่เราลงไปทำงานควบคู่กับพนักงานทุกคน เพื่อให้เขาเห็นว่าเราจริงจังแค่ไหน”

ทับทิมเสริมพร้อมรอยยิ้มว่า “เราพยายามทำให้ระบบเป็นเรื่องสนุกให้ได้ รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมที่ดี ให้พนักงานสื่อสารกันภายใน และเข้าใจกันให้มากที่สุด เราวางระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) และ KPI (Key Performance Indicator) เพื่อให้บริษัทและทีมงานพร้อมผลิต และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอ”

แม้ในวันที่เราได้คุยกับทายาทและพาร์ตเนอร์ธุรกิจของเขานั้น เพิ่งผ่านวันครบรอบ 1 ปีของบริษัทมาได้ไม่นาน และพวกเขายังเผยให้ฟังว่า มีการปรับระบบภายในกันอยู่เสมอ แต่ก็เห็นได้ชัดว่า Pick A Box ก็เป็นธุรกิจที่ก้าวผ่านช่วงเวลาที่เริ่มต้นจากสถานการณ์ติดลบมาได้แล้วอย่างงดงาม 

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

ทายาทรุ่นสองผู้ขอลองสยายปีกด้วยตัวเอง

“แม้ว่าป๊าจะไม่ได้เข้ามาช่วยในการสร้าง Pick A Box เลย แต่ป๊าก็มองดูอยู่ห่างๆ ครับ ในวันที่ผมทำงานกับเขา เราต้องยอมตามเขาตลอด แต่วันนี้พอเขาได้เห็นว่าเราต่อยอดสิ่งนี้ขึ้นมาเองได้ เขาก็ดูจะฟังผมมากขึ้นนะ” 

หลังจากเติบโตผ่านการเฝ้ามองโรงงานกล่องกระดาษของป๊าที่มีแต่ลูกค้ารายใหญ่มาอย่างยาวนาน ผ่านการบ่มเพาะและเพิ่มเติมทักษะ ประสบการณ์ที่หลากหลาย ได้พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่เป็นส่วนประกอบใหม่ ทายาทรุ่นสองก็พร้อมจะลองสยายปีกด้วยตัวเองในที่สุด

“ถ้าถามว่าวันนี้ลูกค้าเยอะหรือยัง ก็บอกได้แค่ว่าค่อนข้างแน่นครับ และถ้าถามว่าเหนื่อยไหม ทุกวันนี้ผมเดินแค่ในโรงงานก็วันละหนึ่งหมื่นห้าพันก้าว

“ทั้งหมดนี้เพื่อให้ Pick A Box บรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่เป็นแค่โรงงานผลิต แต่เป็นพาร์ตเนอร์ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ทำงานเคียงข้างลูกค้าให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดทั้งในด้านความสร้างสรรค์และนวัตกรรมครับ”

ฮัทยิ้มบางและตอบคำถามของเราด้วยท่าทีพึงใจ ราวกับจะสื่อสารว่า แม้การเริ่มธุรกิจใหม่นี้จะเหนื่อยแค่ไหนก็เป็นความเหนื่อยที่คุ้มค่าอยู่นั่นเอง

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เฮงง่วงเฮียงบ้านไผ่ จำกัด 

ประเภทธุรกิจ : แปรรูปเนื้อสัตว์

ปีที่ก่อตั้งเฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) : พ.ศ. 2499

ผู้ก่อตั้ง : อากงเลี่ยงเฮง  

ทายาทรุ่นสอง : คุณอาภรณ์ ลิ้มธีระกุล

ทายาทรุ่นสาม : คุณชัญญา อังวราวงศ์

บ้านเฮง ร้านอาหารเช้าที่ขยายเวลาเปิดเพื่อชาวตื่นสาย และมีกุนเชียงเป็นตัวเอกของเรื่อง เพราะกุนเชียงที่ว่าไม่ใช่กุนเชียงธรรมดา แต่คือ ‘กุนเชียงบ้านไผ่’ ที่โด่งดังระดับประเทศมากว่า 70 ปี แต่ตำนานไม่อาจอยู่ได้ตลอดไป หากไม่ปรับตัวและทำความเข้าใจกับตลาดสมัยใหม่ คุณฝน-ชัญญา อังวราวงศ์ จึงรับไม้ต่อจาก คุณแม่อาภรณ์ ลิ้มธีระกุล เพื่อสานต่อกิจการอันภาคภูมิใจของครอบครัว เพื่อให้ไปต่อได้ในวันที่คลื่นลูกใหม่มากมายกำลังโถมเข้ามาสู่เมืองขอนแก่น

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองวันนี้ ชวนมาเรียนรู้เรื่องราวธุรกิจครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนของทายาทรุ่นที่ 3 ที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำ สร้างความแตกต่าง รวมถึงแนวคิดการพัฒนาร้านบ้านเฮงเพื่อพาคนในชุมชนและแขกของเมืองขอนแก่นไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งสอนให้รู้ว่าการสานต่อธุรกิจไม่ได้มีแค่การต่อยอดจากสินค้าเดิมเท่านั้น

เฮงง่วนเฮียง(ตราตึก) ต้นตำรับกุนเชียงบ้านไผ่

กิจการบ้านเฮงชื่อเดิมคือ เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ก่อตั้งโดย อากงเลี่ยงเฮง เป็นแบรนด์เก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองของแก่นมาเกือบ 70 ปี ดั้งเดิมมาจากบ้านไผ่ ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่อายุเกิน 50 ขึ้นไป ต้องเคยได้ยินแน่นอนว่ากุนเชียงบ้านไผ่ของขอนแก่นมีชื่อเสียงระดับประเทศ จนทำให้สมัยก่อนกุนเชียงโซนเยาวราชที่โด่งดังเรื่องอาหารจีนก็จะมาซื้อของจากที่นี่ แล้วเอาไปขายต่อ ปัจจุบันลดลงเพราะพอขายดีหลายเจ้าก็เข้ามาผลิตเอง 

คุณฝนเล่าว่า เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ไม่ใช่กุนเชียงบ้านไผ่เจ้าแรก บ้านไผ่จะมีเจ้าดั้งเดิม 2 เจ้า คือพี่สาวของอากง กับอากงเลี่ยงเฮง พี่สาวอากงบอกให้อากงมาอยู่เมืองไทย แล้วก็มาทำอยู่ในเมืองเดียวกัน ทั้งสองแบรนด์เป็นคนละสูตรและมีปรัชญาในการทำธุรกิจไม่เหมือนกัน ฉะนั้น สไตล์หรือว่าสูตรอาหารจึงไม่เหมือนกันเลย 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

“เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” คือปรัชญาธุรกิจของอากงในมุมมองของคุณฝน ซึ่งคำว่าเสียหน้าไม่ได้นั้นมีความหมายว่าต้นทุนเท่าไหร่เท่ากัน แต่ถ้าลูกค้าบอกว่าไม่อร่อย กินแล้วรู้สึกว่าสินค้าไม่ดีนั้นไม่ได้ กุนเชียงที่ร้านจะมีจุดเด่นที่เด่นมาตั้งแต่สมัย 70 ปีที่แล้ว คือกุนเชียงจะไม่มีกลิ่นอับ 

คุณฝนเล่าต่อถึงประวัติของการทำกุนเชียง กุนเชียงเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ใช้เศษหมูที่เหลือจากการทำอย่างอื่น เอาไปบดแล้วนำมาทำเป็นกุนเชียง แปลว่าหลังจากทำอย่างอื่นมาทั้งวัน เหลือหมูอะไรก็เอามาทำเป็นกุนเชียง เอามาบด บด ๆ ผสมกับมันหมู แล้วเอามาทำกุนเชียง 

“อะไรก็ตามที่อยู่นอกตู้เย็นนาน ๆ กลิ่นมันจะไม่สดใหม่ ฉะนั้น กุนเชียงบางแบรนด์เขาจะใส่เครื่องเทศเข้าไปเยอะ ๆ เพื่อดับกลิ่นอับ แต่ของเราจะยังได้กลิ่นอยู่ กุนเชียงบางยี่ห้อกลิ่นมันจะหืน ๆ อับ ๆ แล้วก็จะมีกลิ่นเครื่องเทศตีกัน” เราพอจะนึกออกถึงกุนเชียงที่เคยลิ้มลอง ซึ่งบางครั้งก็ได้กลิ่นตามที่คุณฝนอธิบาย 

“แต่ว่าอากงไม่ได้ทำแบบนั้นด้วยปรัชญาของแก ไม่ใช่ปรัชญาหรอก แกเป็นคนแบบนั้น” คนนั้นแบบนั้นก็คืออากงท่านจะใช้หมูสดจากโรงชำแหละที่ส่งมาตอนตี 3 – 4 ทำกุนเชียงตอน 7 โมงเช้า เรียกได้ว่าทำกันแบบสด ๆ ไม่ใช้เศษหมูจากที่ไหนทั้งสิ้น เพราะถ้าเป็นเศษหมูจะควบคุมยากและมักมีกลิ่น กุนเชียงเฮงง่วนเฮียงจึงควบคุมปริมาณมันได้ค่อนข้างแน่นอน 

“อาหารถ้าใช้วัตถุดิบดีก็อร่อยไปครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลือเป็นฝีมือ” คุณฝนสรุปเคล็ดลับการทำอาหารของอากง

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ก่อนจะเป็นบ้านเฮง

การสร้างมุมมองที่ดีต่อลูกค้า คือปัจจัยแรกของการเริ่มทำธุรกิจ สิ่งที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นนอกจากดีเอ็นเอแล้ว ก็คือความคิดของแต่ละเจนเนอเรชันที่มีต่อลูกค้า

ของแบรนด์บ้านเฮงก็ยังเป็นมุมมองเดียวกันด้วย

“คุณแม่กับอากงเป็นคนพิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบเหมือนกันเลย ตัวเองทำกินอย่างไร ลูกค้าต้องได้กินอย่างนั้น เราไม่อยากกินสารกันบูด เราไม่อยากกินผงชูรส ลูกค้าก็ได้กินแบบที่เรากิน ก็คือไม่ใส่” 

เป้าหมายของทั้งสามรุ่นคือความจริงใจต่อลูกค้า จนเกิดคำถามว่า คุณฝนมองลูกค้าเหมือนคนในครอบครัวแบบที่หลาย ๆ แบรนด์ใช้ข้อคิดนี้เป็นคำโฆษณาหรือไม่

“ลูกค้าไม่ใช่คนในครอบครัว แต่ไม่ว่าลูกค้าเป็นใครก็ตาม มาตรฐานของที่บ้านก็คือ เอาสิ่งที่ดีให้แขกเสมอ” ทายาทกิจการอาหารเอ่ยตรงไปตรงมา เธอคือผู้เสียสละความฝันในการเรียนต่อเพื่อมาทำแบรนด์บ้านเฮงให้เกิดขึ้น

“ตอนแรกเราโชคดีที่ได้ทุนนักกีฬามหาวิทยาลัยของ University of Illinois Chicago เราจบด้านจิตวิทยา ตอนเรียนใกล้จบเลือกมหาวิทยาลัยแล้ว แล้วก็เลือกโปรแกรมแล้วว่าจะไปเรียนต่อหมอจิตวิทยา แต่ว่ามี Deep Conversation กับคุณแม่ในช่วงที่กลับเมืองไทยก่อนจะกลับไปเรียนต่อ คุณแม่อายุ 60 ปีพอดี แกบอกว่ากลับมาอยู่กับแกเถอะ เพราะว่าแกน่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 15 – 20 ปี กลับมาอยู่ด้วยกัน แล้วจะทำอะไรก็ทำ” 

บทสนทนาในวันนั้นทำให้ว่าที่จิตแพทย์ผันตัวกลับมาจับงานด้านธุรกิจของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความกดดันของคนรุ่นเก่า และความเสี่ยงของการจะรีแบรนด์ให้คนจำแบรนด์เก่าได้ พร้อมสร้างฐานลูกค้าแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ ‘บ้านเฮง’ ให้คนจดจำ ถือว่าเป็นงานที่ยากมากพอสมควร

“พอกลับมาเห็นกิจการที่บ้าน เรารู้สึกได้เลยว่ากิจการที่บ้านกำลังจะแย่ พี่น้องคนอื่นไม่มีใครถนัดในการที่จะมาแทนคุณแม่ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด เพราะเขาถนัดด้านอื่นกัน” 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

พลิกโฉมตึกเก่าให้กลายเป็นบ้านที่เฮง เฮง เฮง

เดิมเป็นแบรนด์ที่บ้านไผ่ ห่างจากตัวเมืองไปสัก 30 – 40 กิโลเมตร คุณแม่เห็นโอกาสการทำธุรกิจจึงขออากงมาเปิดสาขาใหม่และผลิตเองที่อำเภอเมืองขอนแก่น ด้วยความที่สมัยนั้นคุณแม่เป็นคนหัวทันสมัย เลยมาซื้อที่ตรงกลางเมือง แล้วเปิดกิจการขายของฝากของตัวเองได้สำเร็จ 

30 กว่าปีผ่านไป ก็กลับมารีโนเวตครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง 

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“การรีโนเวตรอบล่าสุดเรามีความเข้าใจมากขึ้น มีความรู้เรื่องตลาดมากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น เห็นชัดว่าเราคือใคร มีจุดเด่นด้านอะไรในตลาด เรามีสิ่งที่คุณต้องการ ฉะนั้น เราก็จะขยี้เรื่องนี้ ร้านก็เลยจะออกมาค่อนข้างอิงตัวตนของแบรนด์” การทำร้านใหม่แบบยกแผง รวมถึงการเปลี่ยนชื่อนั้นต้องทำให้ลูกค้าเก่ายังจำอัตลักษณ์แบรนด์ได้ และต้องดึงดูดใจลูกค้าใหม่ ๆ สุดท้ายเลยจบที่การออกแบบตึกใหม่ ให้สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์บ้านเฮง เป็นเหมือนห้องรับแขกของคนเมืองขอนแก่น ณ สถานที่เดิมที่คุณแม่เริ่มไว้

“บ้านเฮงไม่ได้สร้างตึกก่อนนะ เกิดจากการทำรีเสิร์ช เราคือใคร กลับไปถามลูกค้าว่าเขาเข้าใจว่าเราเป็นใคร” คำถามสั้น ๆ ตอบยาก แต่บ้านเฮงตอบได้

“เราเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในภาคอีสาน สถาปนิกที่ออกแบบที่นี่ไม่ใช่สถาปนิกที่ออกแบบร้านอาหาร ร้านค้า แต่เป็นสถาปนิกที่ออกแบบบ้าน” สัมผัสแรกของการไปเหยียบร้านบ้านเฮงจึงเป็นความรู้สึกของบ้านคนไทยเชื้อสายจีน แต่ก็แอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายอีสานที่ไม่ใช่ความลำบากแร้นแค้น หากแต่คือความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารแบบที่คนกรุงคาดไม่ถึง ในร้านเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างถูกต้อง มีการการันตี และที่สำคัญคือน่ารับประทาน เป็นของฝากที่จะทำให้คนซื้อไม่ต้องอายใครเมื่อมาขอนแก่น

“เราดูแลลูกค้าโดยมองว่าเขาคือคนที่มาเยี่ยมบ้านเรา บ้านเฮงมีน้ำชาให้ฟรีตลอดเพราะเป็นวัฒนธรรมคนจีน มาบ้านต้องมีน้ำชาให้ดื่ม” ผู้คนในไทยถูกหล่อหลอมวัฒนธรรมจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่ สังคมไทยนั้นผสมไปด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา แต่รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ล้วนที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารของลูกค้าอย่างเรา ๆ ซึ่งบ่งบอกว่าเราคือแขกของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างแท้จริง

“คอนเซ็ปต์ในการออกแบบบ้านกับชื่อคือ บ้านเฮง บ้านนี้เป็นบ้านของเรา เราจะเปิดต้อนรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแขกเราเอง แขกของเพื่อน หรือว่าแขกที่มาเยี่ยมเมืองขอนแก่น เรารับทุกคน แล้วจะบริการสิ่งที่มีคุณภาพดี ให้กินดี อยู่ดี สบายใจ” มีคำกล่าวว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ถ้าเราเริ่มวันด้วยอาหารที่อร่อยแล้ว วันนั้นก็จะเป็นวันที่ดีสำหรับทุกคน

บ้านเฮงไม่ได้เติบโตเพราะโชคช่วย

“เราเป็นคน All or Nothing ก็คือร้อยเปอร์เซ็นหรือศูนย์เปอร์เซ็น ถ้าไม่ดี เราไม่ทำ” ความตั้งใจแน่วแน่และความพยายามอาจเป็นที่มาในความเฮงของคุณฝนก็เป็นได้

บ้านเฮงแปลว่า บ้านที่อยู่แล้วโชคดี แต่ร้านนี้เกิดขึ้นได้จากน้ำพักน้ำแรงของคนในครอบครัวที่ส่งต่อมาจากรุ่นอากงจนถึงคุณฝน ไม่ได้มีโชคช่วยแต่อย่างใด แน่นอนว่าการบริหารงานของคุณฝนนั้นแตกต่างจากคุณแม่ และคุณแม่ก็มีแผนที่แตกต่างจากอากง ทุกเจนเนอเรชันล้วนมีแรงบันดาลใจและความเป็นตัวตนภายในที่แตกต่างกัน 

ความยากอย่างหนึ่งของการรับไม้ต่อ คือการทำอย่างไรให้คนเก่าแก่ทั้งระดับผู้บริหารและพนักงาน ยอมรับและทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าไปบริหารได้อย่างไม่มีปัญหา เคล็ดลับของคุณฝนมีทั้งหมด 4 ข้อ

“สิ่งแรกคือช่วงระหว่างวัย 18 – 24 ปี เราหายไปเพราะอยู่ที่อเมริกา แล้วคนที่จากไปกับคนที่กลับมามันชัดมากว่าคนละคนกัน เลยทำให้เขาตกใจ ถ้าเขาเห็นเราทุกวัน มันยากมากที่จะยอมรับว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ด้วยความที่เราหายไป 6 ปี แล้วความคิดไม่เหมือนเดิม กลายเป็นคนละคนอย่างชัดเจน เขาก็เลยปฏิบัติต่อเราอย่างจริงจังมากขึ้น” นั่นคือข้อแรก 

“สอง คือ ต้องเป็นคนพูดจริงทำจริง ไม่กลัวลำบาก เพราะคนรุ่นเก่าเขาจะไม่ชอบคนที่ตื่นสาย การตื่นสายก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน แต่มันไม่ได้ใจคนรุ่นเก่าตั้งแต่แรก แล้วจะทำงานลำบาก ก็แค่ตื่นเช้าหน่อยแล้วทำให้เขาเห็น ประสบความสำเร็จหรือเปล่าไม่รูู้ แต่เราโคตรพยายาม ดึกก็ทำ เช้าก็ทำ” ซึ่งสิ่งนี้เป็นข้อถกเถียงเป็นอย่างมากระหว่างคนต่างเจนเนอเรชัน

“สาม ทำให้เห็นทั้งลับหลังและต่อหน้า ต้องทำให้เขาเห็น เราเคยทำงานทั้งวันแต่แม่บ่นเพราะแม่ไม่รู้ว่าเราทำงาน เปลี่ยนใหม่ เราย้ายโต๊ะทำงานไปทำงานข้างห้องแม่ ให้แกเห็นว่าเรานั่งทำงาน คือใช้ชีวิตเหมือนเดิมให้แกเห็น ทำดีก็ต้องทำดีให้เขารู้ด้วยว่าเราทำ” นี่คือการแก้ปัญหาที่แก้ยากระดับพอ ๆ กับน้ำท่วม เชื่อว่าGen Y-Z หลายคนต้องเคยประสบกับปัญหานี้อย่างแน่นอน

“สี่ อย่าไปเก๊กกับผู้ใหญ่ แล้วเล่าให้เขาฟังทั้งอันที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว อัปเดตเหมือนเขาเป็นสมุดบันทึก อันไหนที่เราผิดก็ยอมรับไปเลย แต่เราต้องบอกเขาว่าได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาด เขาถึงจะรู้สึกว่ามันคุ้ม เพราะตอนที่เราพลาด เราได้ประสบการณ์จริง ผู้ใหญ่รุ่นใหญ่ ๆ เขาจะแพ้ผลงานกับความพยายาม” นี่คือหลักที่คุณฝนนำมาใช้จริงกับการทำงานกับคนรุ่นเก่าที่ไม่ง่าย ต้องอาศัยทั้งความพยามยามจนพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถนำองค์กรได้

ไม่ว่าใครก็ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราเป็นคนที่ต้องมั่นใจว่าคนในครอบครัวของเรา หรือคนในการดูแลของเรา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็เลยสามารถขึ้นมาอยู่ตำแหน่งที่สูงที่สุดของบริษัทได้ ใครมาเป็นลูกน้องเรา เราอยากให้เขามีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี” คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้มีผู้นำที่ใส่คุณภาพชีวิตของเรา สิ่งนี้จะทำให้ความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้น แล้วกิจการก็จะเติบโตมากขึ้นตาม หากมีพนักงานที่ตั้งใจบริการออกมาจากความรักในงาน เพราะงานนั้นส่งเสริมชีวิตของเขา 

“การที่เราเลือกจะสร้างบ้านเฮงขึ้นมาให้เป็นร้านอาหาร และเป็นอาหารเช้าอีกต่างหาก มี 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือตอนทำตอนรีเสิร์ช เราเห็นลูกค้าบริโภคสินค้าประเภทของเราตอนเช้าเป็นหลัก กินตอนเช้า กินกับข้าวต้ม 

“อีกอย่างหนึ่งนอกจากเราได้รู้ว่าเขาบริโภคของเราตอนไหน ขอนแก่นยังไม่มีร้านอาหารเช้าที่ให้คุณภาพชีวิตกับคนเมือง เราต้องการให้ร้านบ้านเฮงเพิ่มภาพชีวิตให้กับคนในขอนแก่น ทั้งเขามากินเองและพาคนอื่นมารับรอง มันถือเป็นคุณภาพชีวิตนะ ซึ่งในการบริหารแบรนด์เราใช้แค่เรื่องนี้เลย ต้องทำอย่างไรให้เพิ่มคุณภาพชีวิต เพิ่มสิ่งดี ๆ เข้ามาในเมืองนี้ เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนที่นี่”

คุณภาพชีวิต ไม่ได้หมายถึงการมีเงินอย่างเดียวเท่านั้น แม้เงินจะเป็นปัจจัยใหญ่ของชีวิต แต่มันคือการดำรงชีวิตของมนุษย์ในระดับที่เหมาะสมตามความจำเป็นพื้นฐานในสังคมหนึ่ง อย่างน้อยก็น่าจะมีอาหารที่ดีให้เลือกสรรอย่างเพียงพอ มีสุขภาพกายและจิตใจดี รวมทั้งได้รับการบริการพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อาหารที่ดีก็จะเป็นสิ่งแรกที่เป็นพลังในการสร้างคนในสังคมขึ้นมา เพื่อประกอบการดำรงชีพอย่างยุติธรรม

“สุดท้ายเรากลับมาถามตัวเองว่าทำไมต้องใช้ของดี ถ้าใช้ของไม่ดีก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่อื่น ไม่ได้พัฒนาอะไรให้คนที่นี่ แล้วเราก็ไม่อยากกินด้วย”

จากการสัมภาษณ์ของคุณฝน จะเห็นได้ว่าเธอมีแนวคิดคล้ายกันกับอากง คือมีความหวังดีต่อลูกค้า ไม่ใช่การเสียหน้าไม่ได้ แต่คือความเชื่อมั่นว่าวัตถุดิบที่ดีจะนำไปสู่อาหารที่ดี และอาหารการกินที่ดีก็จะส่งผลให้คนในสังคมมีชีวิตที่ดีมากขึ้น สุขภาพดีมากขึ้น คุณภาพชีวิตดีมากขึ้น

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load