10 กุมภาพันธ์ 2564
3 K

พักเรื่องวัฒนธรรมการกินแบบอิตาเลียนไว้สักครู่ มาดูแง่มุมอื่นที่สำคัญไม่แพ้กันบ้าง คราวนี้ขอเสนอเรื่อง Piazza 

Piazza-Pizza ?

ก่อนอื่น คำนี้ออกเสียงว่า ปิ-ยัต-ส่ะ 

ดูเผินๆ คล้ายกับคำว่า Pizza มาก ในการเขียนนั้น ต่างกันแค่ตัว a ตัวเดียว ส่วนในการพูด เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งตอนไปเรียน ด้วยความหิวและความเหนื่อยลนลาน ฯลฯ ก็ไปที่ร้านพิซซ่าเจ้าประจำแล้วบอกคนขายว่า “ขอ Piazza ชิ้นหนึ่ง” คนขายซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดีเหยียดแขนขวาจนสุดแขนชี้ออกไปนอกร้าน พลางบอกว่า “ไปแทะเอาที่โน่น” นิ้วป้อมสั้นของเธอพุ่งปลายไปที่กลางเมือง 

Piazza คืออะไร

มันคือลานกว้างหน้าอาคารบ้านเรือน มักจะมีสิ่งก่อสร้างล้อมรอบ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีทุกด้าน อีกทั้งรูปทรงก็ไม่แน่ไม่นอน

ในภาษาไทย มักมีคนแปลคำนี้ว่า จัตุรัส ซึ่งเข้าใจว่าแปลมาจากคำว่า Square จากภาษาอังกฤษอีกทีหนึ่ง นับเป็นการแปลที่ราชบัณฑิตฯ ไทยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย เพราะในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ มีคำอธิบายถึงคำว่า ‘จัตุรัส’ ไว้อย่างเดียว คือ เรียกรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่าที่มีมุมภายในเป็นมุมฉาก ว่าสี่เหลี่ยมจัตุรัส

จริงๆ ตัวเองชอบคำว่า ‘ลาน’ เหมือนลานคนเมือง (ถนน) หน้าพระลาน ลานพระบรมรูปทรงม้า ฯลฯ แต่ครั้นจะดึงดันเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ลาน’ หลายคนก็คงไพล่นึกไปถึงลานนวดข้าวอะไรทำนองนั้น สรุปว่า อยากเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ นี่ก็จะเรียกสลับไปมาตามอารมณ์ 

Piazza สำคัญอย่างไร

Piazza เป็นสิ่งสำคัญสำหรับวิถีชีวิตอิตาเลียนมาก หมู่บ้านจะเล็กจะใหญ่ยังไงก็ต้องมี Piazza มันเป็นเหมือนพื้นที่สาธารณะที่เราจะมาพบปะทำกิจกรรมอะไรกันก็ได้ เปรียบไปก็คล้ายๆ ลานวัดหรือลานหน้าศาลากลางบ้านเรา ในหมู่บ้านเล็กๆ ไกลปืนเที่ยงหน่อยก็มาตากข้าวตากของ ถ้าเป็นในเมืองอันสวยงาม ก็มีร้านอาหารร้านกาแฟเอาโต๊ะมากางอยู่ริมขอบให้นั่งดูวิว ดูคน และให้คนมาดู บ้างก็เป็นตลาด เป็นลานคอนเสิร์ต นึกอะไรออกอีกไหม อ้อ เผาศัตรูทางการเมือง ที่ฟลอเรนซ์ก็ทำกันมาแล้วในอดีต เอาซี่

Piazza ที่อยากพาไปรู้จัก

ขอเอาตัวเองเป็นเกณฑ์เลยนะ ไม่มีการทำสำรวจหรือสถิติใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้เรียงลำดับอะไรด้วย นึกอะไรออกก็เขียนไปตามนั้น

1. Piazza di Spagna

5 จัตุรัสกลางเมือง (Piazza) ที่สวยเก๋ที่สุดในอิตาลี
ภาพ : unsplash.com

ปิ-ยัต-ส่ะ-ดิ-สปัน-ยา แปลให้คุ้นขึ้นมาอีกนิดคือ ‘จัตุรัสสเปน’

ยังไม่คุ้นอีกหรือ

อ๊ะ ‘บันไดสเปน’ ดีขึ้นไหม

ความจริงที่น่าสนใจก็คือ อิตาเลียนไม่เรียกตรงนี้ว่าบันไดสเปน แต่เรียกว่าจัตุรัสสเปน จัตุรัสนี้ไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยม และไม่ได้เป็นของสเปน แต่ที่เรียกว่าจัตุรัสสเปน เพราะมีสถานทูตสเปนประจำวาติกันตั้งอยู่ด้านหนึ่ง ถ้าท่านเคยไปมา แล้วนึกจิ๊จ๊ะขึ้นมาว่าไม่เห็นจะมีเลย ก็จะบอกว่า มันไม่ได้ตั้งอยู่หน้าบันได อีกทั้งไม่ได้ตั้งอยู่บนปลายสุดของบันได อันนั้นเป็นโบสถ์ (ของฝรั่งเศสอีกต่างหาก) สถานทูตที่ว่านี้อยู่เขยิบออกไปอีกหน่อย ตรงแถวที่มีแท่งหินโอเบลิสก์อยู่นั่นล่ะ

แต่ก็เถียงไม่ได้ว่าจัตุรัสแห่งนี้มีดีที่บันได กล่าวคือบันไดแห่งนี้ เมื่อสมัยที่สร้างนั้นเป็นทั้งบันไดที่มีหน้ากว้างที่สุดและยาวที่สุดในยุโรป การออกแบบก่อสร้างก็มีการจัดประกวดอย่างจริงจังจนได้แบบนี้ออกมา นับว่าไม่เสียแรงที่ประกวดประขันกันมา

ถ้าคุยกับคนรุ่นก่อน (ทั้งไทยทั้งเทศ) ที่เคยมาเยี่ยมเยือนที่นี่ ก็มักจะพูดคล้ายๆ กันว่า เป็นที่รวมศิลปินวาดภาพเหมือน ใครไปใครมาก็จะต้องมานั่งกินไอศกรีม ดูผู้คน นักท่องเที่ยวก็จะมานั่งให้ศิลปินวาดรูป ปัจจุบันทำไม่ได้แล้ว อย่าว่าแต่วาดรูปไม่ได้เลย นั่งก็ไม่ได้แล้ว 

2. Piazza del Campo แห่งเซียน่า (Siena)

5 จัตุรัสกลางเมือง (Piazza) ที่สวยเก๋ที่สุดในอิตาลี
ภาพ : www.artribune.com
5 จัตุรัสกลางเมือง (Piazza) ที่สวยเก๋ที่สุดในอิตาลี
ภาพ : www.10cose.it

ปิยั๊ตส่ะ เดล กัมโป เป็นลานที่มีเสน่ห์มากที่สุด (แห่งหนึ่ง) ในอิตาลี นอกเหนือจากรูปทรงที่เปรี้ยวกล้าแล้ว (รูปหอยหรือพัดแล้วแต่จะมอง) พื้นลานยังลาดลง ด้วยองศาที่เหมาะแก่การนั่งทอดหุ่ยทอดอารมณ์ยิ่งนัก ดังนั้น ถ้าคุณได้มีโอกาสไปหรือได้ดูรูป คุณจะเห็นผู้คนนั่งกันกระจัดกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ทอดสายตามองไปข้างหน้าราวกับว่าอยู่ริมทะเล แต่จริงๆ แล้วเห็นแต่ตึกศาลาว่าการเมืองและหอคอยสูงตระหง่านตั้งอยู่ ความเคลิบเคลิ้มคิดว่านั่งอยู่ริมทะเลนั้น ฉันเคยคิดว่าตัวเองคิดอยู่คนเดียว จนกระทั่งบ่ายหนึ่งในฤดูร้อน สตรีวัยกลางคนไม่แคร์สังคมผู้หนึ่ง ก็มาทำให้ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้คิดไปคนเดียว เธอเอาผ้าขนหนูชายหาดมาปู นอนคว่ำ เปลื้องผ้า ปลดตะขอยกทรง อาบแดด ร้อนถึงตำรวจต้องมาเป่านกหวีดปรี๊ดๆ เชิญเธอออกไปออกไปจากหาดทิพย์ของเธอ 

Piazza del Campo แห่งนี้ พอถึงงานแข่งม้าที่รู้กันกันในชื่อ Palio ทางเมืองก็จะเอาทรายมาเทลงตรงถนนรอบ Piazza แล้วในบัดดล ลานแห่งนั้นก็กลายเป็นสนามแข่งม้า โดยมีผู้ชมคนดูยืนอยู่ตรงกลาง

3. Piazza San Marco แห่งเวนิส

5 จัตุรัสกลางเมือง (Piazza) ที่สวยเก๋ที่สุดในอิตาลี
ภาพ : artacadia.org/info/piazza-san-marco

เราจะไม่พูดถึงห้องนั่งเล่นของยุโรปตามคำนิยามของนโปเลียนได้อย่างไร

ไม่ต้องพูดถึงประวัติศาสตร์หรือสุนทรียศิลป์ใดๆ พูดกันตามที่ตาเห็น Piazza นี้ดูโอ่อ่า สมมาตร ตัวอาคาร 3 ด้านมีรูปทรงเหมือนกันดูเป็นระเบียบ อีกด้านหนึ่งนั้นเล่าก็มีวิหารใหญ่ตั้งอยู่ เงยหน้าอีกนิดก็เป็นหอคอยสูงตระหง่าน สรุปว่าสวย ครบ จบในที่เดียว

แต่สำหรับฉันแล้ว อีกสิ่งที่ทำให้จัตุรัสนี้เป็นที่น่าประทับใจเข้าไปอีก คือร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ เพราะมันทำให้เป็นที่นั่งเล่นมากๆ ร้านกาแฟสำคัญทางประวัติศาสตร์คือฟลอเรียน (Florian) ซึ่งเป็นร้านกาแฟร้านแรกของโลก ที่บริเวณหน้าร้าน ทางร้านจะจัดให้มีวงดนตรีออร์เคสตราวงเล็ก ๆ เล่นบรรเลงให้ฟัง เวลาไปเวนิส ฉันชอบชวนสมัครพรรคพวกย่องออกมาจากที่พักในยามค่ำ เพื่อมานั่งดื่มด่ำน้ำตารินฟังเพลงที่นี่ ฉันยอมประหยัดค่าเดินทาง ค่าที่พัก ด้วยวิธีต่างๆ แต่การนั่งอาบแสงจันทร์จิบเครื่องดื่มอุ่นๆ ฟังดนตรีที่ฟลอเรียนนี่ เป็นกิจกรรมประจำปีที่ยอมทุบกระปุกจริงๆ 

4. Piazza dei Miracoli

5 จัตุรัสกลางเมือง (Piazza) ที่สวยเก๋ที่สุดในอิตาลี
ภาพ : beforechartres.blog

เดย์-มิราโกลี แปลว่า แห่งสิ่งมหัศจรรย์

ถึงบอกเสียงอ่านและคำแปลไป แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่คุ้นอยู่ดี แต่พอบอกว่า ก็ตรงหอเอนปิซ่ายังไงเล่า ก็จะนึกออกทันที

อันที่จริงหอเอนนั้นเป็นเพียง 1 ในสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ 4 แห่งของลานกว้างแห่งนี้… เอาใหม่ ว่ากันจริงๆ ตรงนี้คือพื้นที่ของวิหารแห่งเมืองปิซา ถ้าเดินจากประตูกำแพงเข้าไปก็จะเจอหอน้ำมนต์ก่อน จากนั้นเป็นโบสถ์ (ซึ่งสวยมาก) หอเอนนั้นคือหอระฆัง และอีกสิ่งที่ผู้คนมักละเลยกันไป คือทางด้านซ้ายมือคือสุสาน

ความเปรี้ยวคือ ในขณะที่ที่อื่นนั้นอาคารก่อสร้างจะตั้งอยู่รอบๆ แต่นี่คือ เอาโบสถ์เอาหอน้ำมนต์มาวางอยู่ตรงกลาง Piazza เลย

ส่วนกิจกรรมอันโด่งดังที่ทำใน Piazza แห่งนี้ แน่นอน คือการหย่อนลูกตุ้มโชว์ของกาลิเลโอ จากหอระฆังเอียง

5. Piazza San Pietro แห่งนครวาติกัน

5 จัตุรัสกลางเมือง (Piazza) ที่สวยเก๋ที่สุดในอิตาลี
ภาพ : serenamarletta.wordpress.com

ถ้าว่ากันจริงๆ นี่เราข้ามประเทศแล้วนะนี่ เพราะวาติกันไม่ถือเป็นประเทศอิตาลี แต่ก็เอาเถอะ

จัตุรัสลานกว้างแห่งนี้ตั้งอยู่ด้านหน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ภาพจำติดตาคือลานกว้างๆ ทรง (เหมือนจะ) กลม แนวโค้งทั้งสองด้านมีเสาเรียงราย ตรงกลางมีแท่งเสาโอเบลิสก์

กิจกรรมที่ทำอยู่ทุกวันอาทิตย์ของที่นี่ คือ สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จออกมาที่หน้าต่างเพื่อพบปะศาสนิกชน ทั้งนี้ไม่รวมถึงในโอกาสสำคัญอื่นๆ อีกด้วย

ย้อนกลับมาที่แนวเสา ซึ่งมีทั้งหมด 284 ต้นนั้น ก็มีกิจกรรมให้เราได้ร่วมสนุกกันนิดหน่อยกันเหงา นั่นก็คือเมื่อเราไปยืนตรงลานด้านหน้าแนวเสาเหล่านี้ ให้มองหาหมุดกลมหินอ่อนสีขาวใหญ่ขนาดฝ่าเท้า (สนุกตรงนี้) หากคุณยืนอยู่บนหมุดนี้แล้วมองเข้าไปในแนวเสา คุณจะเห็นแต่เฉพาะเสาต้นหน้าเท่านั้น เสาที่อยู่ด้านหลังจะแอบหลังเสาหัวแถวอย่างมิดชิดเงียบงัน และเป็นอย่างนี้ทั้งสองฝั่ง

ส่วนการออกแบบลานนี้ให้เป็นโค้งๆ อย่างนั้น ก็ไม่ใช่เอาความเก๋เป็นที่ตั้ง หากแต่สร้างให้เป็นดั่งแขนของพระเจ้า ขอจงเอื้อมมือและโอบกอดเราผู้ผ่านเข้ามา

ยกตัวอย่างมาให้เห็นแต่ piazza ที่หลายท่านคุ้นเคยเพื่อให้เห็นชีวิตและกิจกรรมที่เกิดขึ้น ณ ลานโล่งนั้น ถ้าหาก Piazza มีชีวิต จะต้องเป็นบุคคลที่น่าสัมภาษณ์ที่สุดในการเรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตอิตาเลียนอย่างแน่นอน

ฉันเป็นคนชอบนั่ง Piazza ชอบนั่งดูผู้คนแล้วนึกไปเรื่อยว่า คนสมัยก่อนเขาจะแต่งตัวกันยังไงนะ เขาจะเดินด้วยท่าทางแบบนี้มั้ยนะ เวลาเขาเจอกันเขาจะทักกันอย่างนี้ไหมนะ แล้วในอนาคตล่ะจะเป็นอย่างไร

ตอนนี้ไปก่อนล่ะ ว่าจะไปกิน Pizza ที่ Piazza ถ้าที่ Piazza เขาไม่ให้กิน Pizza ก็คงจะต้องหาที่นอก Piazza เพื่อกิน Pizza ต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง 

dictionary.orst.go.thwww.treccani.it/enciclopedia

www.vatican.va

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load