10 กุมภาพันธ์ 2564
4 K

พักเรื่องวัฒนธรรมการกินแบบอิตาเลียนไว้สักครู่ มาดูแง่มุมอื่นที่สำคัญไม่แพ้กันบ้าง คราวนี้ขอเสนอเรื่อง Piazza 

Piazza-Pizza ?

ก่อนอื่น คำนี้ออกเสียงว่า ปิ-ยัต-ส่ะ 

ดูเผินๆ คล้ายกับคำว่า Pizza มาก ในการเขียนนั้น ต่างกันแค่ตัว a ตัวเดียว ส่วนในการพูด เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งตอนไปเรียน ด้วยความหิวและความเหนื่อยลนลาน ฯลฯ ก็ไปที่ร้านพิซซ่าเจ้าประจำแล้วบอกคนขายว่า “ขอ Piazza ชิ้นหนึ่ง” คนขายซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดีเหยียดแขนขวาจนสุดแขนชี้ออกไปนอกร้าน พลางบอกว่า “ไปแทะเอาที่โน่น” นิ้วป้อมสั้นของเธอพุ่งปลายไปที่กลางเมือง 

Piazza คืออะไร

มันคือลานกว้างหน้าอาคารบ้านเรือน มักจะมีสิ่งก่อสร้างล้อมรอบ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีทุกด้าน อีกทั้งรูปทรงก็ไม่แน่ไม่นอน

ในภาษาไทย มักมีคนแปลคำนี้ว่า จัตุรัส ซึ่งเข้าใจว่าแปลมาจากคำว่า Square จากภาษาอังกฤษอีกทีหนึ่ง นับเป็นการแปลที่ราชบัณฑิตฯ ไทยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย เพราะในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ มีคำอธิบายถึงคำว่า ‘จัตุรัส’ ไว้อย่างเดียว คือ เรียกรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่าที่มีมุมภายในเป็นมุมฉาก ว่าสี่เหลี่ยมจัตุรัส

จริงๆ ตัวเองชอบคำว่า ‘ลาน’ เหมือนลานคนเมือง (ถนน) หน้าพระลาน ลานพระบรมรูปทรงม้า ฯลฯ แต่ครั้นจะดึงดันเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ลาน’ หลายคนก็คงไพล่นึกไปถึงลานนวดข้าวอะไรทำนองนั้น สรุปว่า อยากเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ นี่ก็จะเรียกสลับไปมาตามอารมณ์ 

Piazza สำคัญอย่างไร

Piazza เป็นสิ่งสำคัญสำหรับวิถีชีวิตอิตาเลียนมาก หมู่บ้านจะเล็กจะใหญ่ยังไงก็ต้องมี Piazza มันเป็นเหมือนพื้นที่สาธารณะที่เราจะมาพบปะทำกิจกรรมอะไรกันก็ได้ เปรียบไปก็คล้ายๆ ลานวัดหรือลานหน้าศาลากลางบ้านเรา ในหมู่บ้านเล็กๆ ไกลปืนเที่ยงหน่อยก็มาตากข้าวตากของ ถ้าเป็นในเมืองอันสวยงาม ก็มีร้านอาหารร้านกาแฟเอาโต๊ะมากางอยู่ริมขอบให้นั่งดูวิว ดูคน และให้คนมาดู บ้างก็เป็นตลาด เป็นลานคอนเสิร์ต นึกอะไรออกอีกไหม อ้อ เผาศัตรูทางการเมือง ที่ฟลอเรนซ์ก็ทำกันมาแล้วในอดีต เอาซี่

Piazza ที่อยากพาไปรู้จัก

ขอเอาตัวเองเป็นเกณฑ์เลยนะ ไม่มีการทำสำรวจหรือสถิติใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้เรียงลำดับอะไรด้วย นึกอะไรออกก็เขียนไปตามนั้น

1. Piazza di Spagna

5 จัตุรัสกลางเมือง (Piazza) ที่สวยเก๋ที่สุดในอิตาลี
ภาพ : unsplash.com

ปิ-ยัต-ส่ะ-ดิ-สปัน-ยา แปลให้คุ้นขึ้นมาอีกนิดคือ ‘จัตุรัสสเปน’

ยังไม่คุ้นอีกหรือ

อ๊ะ ‘บันไดสเปน’ ดีขึ้นไหม

ความจริงที่น่าสนใจก็คือ อิตาเลียนไม่เรียกตรงนี้ว่าบันไดสเปน แต่เรียกว่าจัตุรัสสเปน จัตุรัสนี้ไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยม และไม่ได้เป็นของสเปน แต่ที่เรียกว่าจัตุรัสสเปน เพราะมีสถานทูตสเปนประจำวาติกันตั้งอยู่ด้านหนึ่ง ถ้าท่านเคยไปมา แล้วนึกจิ๊จ๊ะขึ้นมาว่าไม่เห็นจะมีเลย ก็จะบอกว่า มันไม่ได้ตั้งอยู่หน้าบันได อีกทั้งไม่ได้ตั้งอยู่บนปลายสุดของบันได อันนั้นเป็นโบสถ์ (ของฝรั่งเศสอีกต่างหาก) สถานทูตที่ว่านี้อยู่เขยิบออกไปอีกหน่อย ตรงแถวที่มีแท่งหินโอเบลิสก์อยู่นั่นล่ะ

แต่ก็เถียงไม่ได้ว่าจัตุรัสแห่งนี้มีดีที่บันได กล่าวคือบันไดแห่งนี้ เมื่อสมัยที่สร้างนั้นเป็นทั้งบันไดที่มีหน้ากว้างที่สุดและยาวที่สุดในยุโรป การออกแบบก่อสร้างก็มีการจัดประกวดอย่างจริงจังจนได้แบบนี้ออกมา นับว่าไม่เสียแรงที่ประกวดประขันกันมา

ถ้าคุยกับคนรุ่นก่อน (ทั้งไทยทั้งเทศ) ที่เคยมาเยี่ยมเยือนที่นี่ ก็มักจะพูดคล้ายๆ กันว่า เป็นที่รวมศิลปินวาดภาพเหมือน ใครไปใครมาก็จะต้องมานั่งกินไอศกรีม ดูผู้คน นักท่องเที่ยวก็จะมานั่งให้ศิลปินวาดรูป ปัจจุบันทำไม่ได้แล้ว อย่าว่าแต่วาดรูปไม่ได้เลย นั่งก็ไม่ได้แล้ว 

2. Piazza del Campo แห่งเซียน่า (Siena)

5 จัตุรัสกลางเมือง (Piazza) ที่สวยเก๋ที่สุดในอิตาลี
ภาพ : www.artribune.com
5 จัตุรัสกลางเมือง (Piazza) ที่สวยเก๋ที่สุดในอิตาลี
ภาพ : www.10cose.it

ปิยั๊ตส่ะ เดล กัมโป เป็นลานที่มีเสน่ห์มากที่สุด (แห่งหนึ่ง) ในอิตาลี นอกเหนือจากรูปทรงที่เปรี้ยวกล้าแล้ว (รูปหอยหรือพัดแล้วแต่จะมอง) พื้นลานยังลาดลง ด้วยองศาที่เหมาะแก่การนั่งทอดหุ่ยทอดอารมณ์ยิ่งนัก ดังนั้น ถ้าคุณได้มีโอกาสไปหรือได้ดูรูป คุณจะเห็นผู้คนนั่งกันกระจัดกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ทอดสายตามองไปข้างหน้าราวกับว่าอยู่ริมทะเล แต่จริงๆ แล้วเห็นแต่ตึกศาลาว่าการเมืองและหอคอยสูงตระหง่านตั้งอยู่ ความเคลิบเคลิ้มคิดว่านั่งอยู่ริมทะเลนั้น ฉันเคยคิดว่าตัวเองคิดอยู่คนเดียว จนกระทั่งบ่ายหนึ่งในฤดูร้อน สตรีวัยกลางคนไม่แคร์สังคมผู้หนึ่ง ก็มาทำให้ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้คิดไปคนเดียว เธอเอาผ้าขนหนูชายหาดมาปู นอนคว่ำ เปลื้องผ้า ปลดตะขอยกทรง อาบแดด ร้อนถึงตำรวจต้องมาเป่านกหวีดปรี๊ดๆ เชิญเธอออกไปออกไปจากหาดทิพย์ของเธอ 

Piazza del Campo แห่งนี้ พอถึงงานแข่งม้าที่รู้กันกันในชื่อ Palio ทางเมืองก็จะเอาทรายมาเทลงตรงถนนรอบ Piazza แล้วในบัดดล ลานแห่งนั้นก็กลายเป็นสนามแข่งม้า โดยมีผู้ชมคนดูยืนอยู่ตรงกลาง

3. Piazza San Marco แห่งเวนิส

5 จัตุรัสกลางเมือง (Piazza) ที่สวยเก๋ที่สุดในอิตาลี
ภาพ : artacadia.org/info/piazza-san-marco

เราจะไม่พูดถึงห้องนั่งเล่นของยุโรปตามคำนิยามของนโปเลียนได้อย่างไร

ไม่ต้องพูดถึงประวัติศาสตร์หรือสุนทรียศิลป์ใดๆ พูดกันตามที่ตาเห็น Piazza นี้ดูโอ่อ่า สมมาตร ตัวอาคาร 3 ด้านมีรูปทรงเหมือนกันดูเป็นระเบียบ อีกด้านหนึ่งนั้นเล่าก็มีวิหารใหญ่ตั้งอยู่ เงยหน้าอีกนิดก็เป็นหอคอยสูงตระหง่าน สรุปว่าสวย ครบ จบในที่เดียว

แต่สำหรับฉันแล้ว อีกสิ่งที่ทำให้จัตุรัสนี้เป็นที่น่าประทับใจเข้าไปอีก คือร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ เพราะมันทำให้เป็นที่นั่งเล่นมากๆ ร้านกาแฟสำคัญทางประวัติศาสตร์คือฟลอเรียน (Florian) ซึ่งเป็นร้านกาแฟร้านแรกของโลก ที่บริเวณหน้าร้าน ทางร้านจะจัดให้มีวงดนตรีออร์เคสตราวงเล็ก ๆ เล่นบรรเลงให้ฟัง เวลาไปเวนิส ฉันชอบชวนสมัครพรรคพวกย่องออกมาจากที่พักในยามค่ำ เพื่อมานั่งดื่มด่ำน้ำตารินฟังเพลงที่นี่ ฉันยอมประหยัดค่าเดินทาง ค่าที่พัก ด้วยวิธีต่างๆ แต่การนั่งอาบแสงจันทร์จิบเครื่องดื่มอุ่นๆ ฟังดนตรีที่ฟลอเรียนนี่ เป็นกิจกรรมประจำปีที่ยอมทุบกระปุกจริงๆ 

4. Piazza dei Miracoli

5 จัตุรัสกลางเมือง (Piazza) ที่สวยเก๋ที่สุดในอิตาลี
ภาพ : beforechartres.blog

เดย์-มิราโกลี แปลว่า แห่งสิ่งมหัศจรรย์

ถึงบอกเสียงอ่านและคำแปลไป แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่คุ้นอยู่ดี แต่พอบอกว่า ก็ตรงหอเอนปิซ่ายังไงเล่า ก็จะนึกออกทันที

อันที่จริงหอเอนนั้นเป็นเพียง 1 ในสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ 4 แห่งของลานกว้างแห่งนี้… เอาใหม่ ว่ากันจริงๆ ตรงนี้คือพื้นที่ของวิหารแห่งเมืองปิซา ถ้าเดินจากประตูกำแพงเข้าไปก็จะเจอหอน้ำมนต์ก่อน จากนั้นเป็นโบสถ์ (ซึ่งสวยมาก) หอเอนนั้นคือหอระฆัง และอีกสิ่งที่ผู้คนมักละเลยกันไป คือทางด้านซ้ายมือคือสุสาน

ความเปรี้ยวคือ ในขณะที่ที่อื่นนั้นอาคารก่อสร้างจะตั้งอยู่รอบๆ แต่นี่คือ เอาโบสถ์เอาหอน้ำมนต์มาวางอยู่ตรงกลาง Piazza เลย

ส่วนกิจกรรมอันโด่งดังที่ทำใน Piazza แห่งนี้ แน่นอน คือการหย่อนลูกตุ้มโชว์ของกาลิเลโอ จากหอระฆังเอียง

5. Piazza San Pietro แห่งนครวาติกัน

5 จัตุรัสกลางเมือง (Piazza) ที่สวยเก๋ที่สุดในอิตาลี
ภาพ : serenamarletta.wordpress.com

ถ้าว่ากันจริงๆ นี่เราข้ามประเทศแล้วนะนี่ เพราะวาติกันไม่ถือเป็นประเทศอิตาลี แต่ก็เอาเถอะ

จัตุรัสลานกว้างแห่งนี้ตั้งอยู่ด้านหน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ภาพจำติดตาคือลานกว้างๆ ทรง (เหมือนจะ) กลม แนวโค้งทั้งสองด้านมีเสาเรียงราย ตรงกลางมีแท่งเสาโอเบลิสก์

กิจกรรมที่ทำอยู่ทุกวันอาทิตย์ของที่นี่ คือ สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จออกมาที่หน้าต่างเพื่อพบปะศาสนิกชน ทั้งนี้ไม่รวมถึงในโอกาสสำคัญอื่นๆ อีกด้วย

ย้อนกลับมาที่แนวเสา ซึ่งมีทั้งหมด 284 ต้นนั้น ก็มีกิจกรรมให้เราได้ร่วมสนุกกันนิดหน่อยกันเหงา นั่นก็คือเมื่อเราไปยืนตรงลานด้านหน้าแนวเสาเหล่านี้ ให้มองหาหมุดกลมหินอ่อนสีขาวใหญ่ขนาดฝ่าเท้า (สนุกตรงนี้) หากคุณยืนอยู่บนหมุดนี้แล้วมองเข้าไปในแนวเสา คุณจะเห็นแต่เฉพาะเสาต้นหน้าเท่านั้น เสาที่อยู่ด้านหลังจะแอบหลังเสาหัวแถวอย่างมิดชิดเงียบงัน และเป็นอย่างนี้ทั้งสองฝั่ง

ส่วนการออกแบบลานนี้ให้เป็นโค้งๆ อย่างนั้น ก็ไม่ใช่เอาความเก๋เป็นที่ตั้ง หากแต่สร้างให้เป็นดั่งแขนของพระเจ้า ขอจงเอื้อมมือและโอบกอดเราผู้ผ่านเข้ามา

ยกตัวอย่างมาให้เห็นแต่ piazza ที่หลายท่านคุ้นเคยเพื่อให้เห็นชีวิตและกิจกรรมที่เกิดขึ้น ณ ลานโล่งนั้น ถ้าหาก Piazza มีชีวิต จะต้องเป็นบุคคลที่น่าสัมภาษณ์ที่สุดในการเรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตอิตาเลียนอย่างแน่นอน

ฉันเป็นคนชอบนั่ง Piazza ชอบนั่งดูผู้คนแล้วนึกไปเรื่อยว่า คนสมัยก่อนเขาจะแต่งตัวกันยังไงนะ เขาจะเดินด้วยท่าทางแบบนี้มั้ยนะ เวลาเขาเจอกันเขาจะทักกันอย่างนี้ไหมนะ แล้วในอนาคตล่ะจะเป็นอย่างไร

ตอนนี้ไปก่อนล่ะ ว่าจะไปกิน Pizza ที่ Piazza ถ้าที่ Piazza เขาไม่ให้กิน Pizza ก็คงจะต้องหาที่นอก Piazza เพื่อกิน Pizza ต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง 

dictionary.orst.go.thwww.treccani.it/enciclopedia

www.vatican.va

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เขียนเรื่องนี้ด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากไอร้อนของประเทศเรา ในอิตาลีตอนนี้ยังไม่ร้อนหรอก อากาศดีด้วยซ้ำ จะร้อนเอาจริงจัง สิงหาฯ โน่น แล้ว เมื่อเอย เมื่อนั้น เราก็จะได้เจออิตาเลียนเต็มเมืองไทย ส่วนจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า หนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือหนีเสือปะจระเข้นั้น ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

หน้าร้อนในอิตาลีนั้น นับคร่าว ๆ เอาช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม อย่าลืมว่าอิตาลีมี 4 ฤดู ฤดูละ 3 เดือน คูณ 4 ก็ 12 เดือน พอดิบพอดี

พอย่างเข้าหน้าร้อน อิตาเลียนก็จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งท่าจะเตรียมเที่ยวกันท่าเดียว เรื่องวางแผนเที่ยวน่ะเหรอ บางบ้านวางกันเป็นปี หาไม่แล้วที่พักหรืออะไรต่ออะไรก็จะเต็มเอา

ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม อย่าได้ติดต่อธุรกิจ เพราะมักจะไม่ได้รับการตอบรับ จะทำอะไรให้รีบทำเสียตอนนี้ หรือไม่อีกทีก็เริ่มชีวิตกันใหม่ต้นเดือนกันยายน… ไม่ได้ฟังดูเหมือนโหราพยากรณ์เกินไปใช่ไหม

จะดึงดันไปเที่ยวอิตาลีช่วงนั้นเหรอ เอาซี่… (เสียงสูงมาก) ถ้าคิดว่ายังร้อนในไทยไม่พอ แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะของ Sales ช่วงกรกฎาฯ ก็ล่อตาล่อใจอยู่ใช่หยอกเสียเมื่อไหร่ แต่ถ้าไปช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีแนวโน้มสูงว่าจะได้พบเมืองร้าง หากคิดว่า ดีสิ เมืองจะได้สงบ ๆ ก็ให้นึกด้วยว่า ร้านอาหารใด ๆ ก็อาจจะปิดด้วย เราก็อาจจะต้องต้มมาม่ากินอย่างสงบ ในโรงแรมอันแสนสงบไปด้วยเช่นกัน

สรุปว่า คนทั้งประเทศพร้อมใจกันเที่ยวโดยไม่ได้นัดหมายนั่นเอง (โถ พระหมายของโยม โดนอีกแล้ว) เมื่อคนไม่อยู่ จะเปิดร้านไว้ทำไม ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวด้วยสิ

หยิบยืมเงินเที่ยว

การเที่ยวแต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะ อาจารย์ชาวอิตาเลียนเคยบอกว่า บางคนถึงกับหยิบยืมเงินคนใกล้ตัวเพื่อไปเที่ยว ร้อนถึงนักเรียนไทยผู้ไม่เข้าใจความคิดนี้เลย ถามว่า ทำไมไม่รอให้มีเงินแล้วค่อยไปเที่ยวละ อาจารย์บอกว่า “เพราะหน้าร้อนไม่เคยคอยใคร”

คำกล่าวสั้น ๆ ถึงแม้จะไม่สามารถอ้างถึงอิตาเลียนในภาพรวมได้ แต่สะท้อนให้ตระหนักได้ว่า ความแตกต่างระหว่างเรากับเขาอย่างหนึ่งคือ ฤดูกาลที่ชัดเจน สำหรับเรา ไปหน้าไหนก็คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก ไม่สิ พอถึงหน้าหนาวเราก็เต้นหรับ ๆ ขยับเตรียมขึ้นเหนือเหมือนกันละ

กลับมามองเขาบ้าง ถ้าเขามีเงินในช่วงที่อากาศไม่ดีล่ะ ถ้ามีเงินในช่วงที่ลูก ๆ เปิดเทอมล่ะ ฯลฯ การไม่ไปเที่ยวหน้าร้อนก็คือ สูญเสียวันเวลาพักผ่อนไป 1 ปีนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อตอนอิตาลีคิดจะปิดประเทศช่วงโควิดนั้น ไม่มีช่วงไหนเลยที่คนอิตาเลียนจะเดือดเนื้อร้อนใจได้มากเท่ากับตอนที่กลัวว่า หน้าร้อนจะไม่ได้เที่ยว

ความร้อนแบบอิตาเลียน

ความร้อนของฤดูร้อนในอิตาลีหรือในยุโรปนั้น ยากแท้หยั่งถึง เรา ซึ่งถึงไม่ชอบแต่ก็แอบขิงคนทั้งโลกว่า เรามีหน้าร้อนที่ร้อนที่สุด ร้อนราวกับซ้อมตกนรกก็มิปานนั้น เมื่อเปรียบกับร้อนแบบอิตาลี เป็นความร้อนกันคนละแบบ

อิตาลีเวลาร้อนจัด ๆ จะร้อนแบบซาวน่า คือ แห้ง ๆ แผดเผา ในขณะที่ของไทยร้อนแบบห้องอบไอน้ำ เหงื่อตกเผาะ ๆ ๆ ตัวเหนียวหนุบหนับตลอดเวลา แต่ที่ทำให้หน้าร้อนในอิตาลีดูสิ้นหวังไปกว่า คือ เราโผไปหาความเย็นที่ไหนไม่ได้เลย ห้างก็ไม่ได้ใหญ่โตให้เราเดินแช่แอร์ได้ (อิตาเลียนเองก็ไม่ค่อยมีนิสัยชอบเดินห้าง) ร้านต่าง ๆ ถ้าไม่ใหญ่จริงก็ไม่มีแอร์

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
ภาพ : www.italymagazine.com

แล้วคลายร้อนกันอย่างไร

สมัยนี้ที่ไหนก็คงมีแอร์ แต่โดยทั่วไปสิ่งแรกที่ทำคือ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง ให้ลมเข้า สมัยที่เรียนอยู่ในยุคต้น 90 ก็เป็นอย่างนั้น พอถึงหน้าร้อน โรงเรียนก็เปิดหน้าต่าง วันดีคืนดีคงเห็นว่าทั้งเด็กทั้งครูหน้าโรยกันไปตาม ๆ กัน ก็ซื้อพัดลมมาให้ตัวนึง นับว่าน่ารักมาก ขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเมืองเซียน่ามา ณ ที่นี้ด้วย

ในยุคเดียวกัน บนรถก็เปิดหน้าต่าง ทั้งรถเมล์ รถไฟ โรงภาพยนตร์หลายแห่งปิดหน้าร้อน แต่ก็ทำให้เกิดความโรแมนติกในหลาย ๆ ที่ กล่าวคือ มีการจัดหนังกลางแปลง อย่างเช่นที่เมืองเซียน่า จัดฉายหนังกลางแปลงกันบนโรงละครโบราณ ที่ป้อมปราการของเมืองกันเลยทีเดียว

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
หนังกลางแปลงที่เซียนา
ภาพ : www.radiosienatv.it
คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
สถานที่ฉายหนังยามที่ไม่มีหนัง มันคือโรงละครโบราณ
ภาพ : www.gazzettadisiena.it

พัดลมของพี่ ส.ว.

ขอแทรกเรื่องส่วนตัว ย้อนไปเมื่อปี 1992 อันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักความร้อนของอิตาลี บ้านที่ฉันพักอยู่นั้น มีพี่คนไทยอยู่พร้อมกับแฟนอันเป็นหนุ่มหล่อลูกผู้มีอันจะกินจากทางใต้ของอิตาลี ให้ชื่อภาษาไทยยามเม้าต่อหน้าและลับหลังว่า พี่ ส.ว.อันย่อมาจาก Salvatore ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ พูดชื่อนี้ทีไรหันขวับทุกที

พี่ ส.ว. รักแฟนมาก เมื่อสาวเจ้าบ่นว่าร้อน พี่ ส.ว. ได้ซื้อของที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านมาให้ตนเองและแฟน นั่นคือ พัดลม

วันที่พี่ ส.ว. ถือพัดลมเข้าบ้านมานั้น คนข้างบ้านและผู้ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยต่างมองตามอย่างตื่นเต้น มองตามตั้งแต่ประตูเข้าบ้านไปจนพี่ ส.ว. เปิดพัดลมให้มันส่ายหน้าไปมา ทุกคนทำหน้าเหมือนกลัวห้องจะพองลม

จะว่าไป พัดลมก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายนัก แต่ถ้าคิดว่าในปีหนึ่งจะได้เปิดแค่ราว 2 เดือน กับอีกอย่าง ลมที่ออกมาก็ไม่ค่อยต่างจากไดร์เป่าผมขนาดใหญ่สักเท่าไหร่ ก็ดูเป็นของฟุ่มเฟือยนิด ๆ สำหรับคนอิตาเลียน ทั้งนี้ไม่นับทางใต้ที่อุณหภูมิสูงกว่าทางเหนือ พัดลมก็อาจะไม่ได้เป็นของหายากเท่า

ของกินหน้าร้อน

ย่อมไม่ใช่ข้าวแช่ที่เอามาเข่นกันว่าของใครของแท้ คนไหนของปลอม คนนี้เจ้า คนนั้นไพร่

แน่นอน ไอศกรีมย่อมมาแรงโดยไม่ต้องเสียเวลาบรรยาย แต่อีกอย่างคือ ‘กรานีตา’ (granita) ต้นตำรับต้องของเกาะซิชีเลีย มันก็คล้าย ๆ น้ำผลไม้แช่เย็นจนขึ้นเกล็ดนั่นล่ะ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
กรานีตามะนาว
ภาพ : calabrianelpiatto.it

ส่วนผลไม้หน้าร้อนของอิตาลี ได้แก่ เชอรี่ สตรอเบอรี่ มะเดื่อ (Fig) แอปริคอต เนสโปลา (Nespola ในภาษาอิตาเลียน ชื่ออังกฤษคือ Medlar) ลูกพลัม พีช แตงโม เบอรี่ต่าง ๆ (อิตาเลียนเรียกรวม ๆ ว่า ผลไม้สีแดง) เมล่อน เป็นอาทิ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
เนสโปลา
ภาพ : www.cedior.com

ส่วนผลไม้อีกอย่างที่จะโผล่มาตอนหน้าร้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่ผลไม้อิตาเลียนหรอกนะ คือ มะพร้าว ขายชิ้นละราว ๆ 1 ยูโร การจัดวางของการขายมะพร้าวนี้เหมือนกันทุกแห่งคือ เรียงรายเป็นชั้นอยู่ในน้ำพุขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวทั้งอิตาเลียนและไม่อิตาเลียน ชอบซื้อเอามาขบกิน ใช่ ต้องขบ หรือไม่ก็เอากระต่ายมาขูด เพราะหน้าตาดูแก่ห้าวเหลือเกิน เหมาะแก่การนำไปคั้นกะทิต้มสายบัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : www.afar.com

ของกินที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ไม่ได้มีเพียงผลไม้เท่านั้น ตามร้านขายเครื่องดื่ม (Bar) เครื่องดื่มบางอย่างก็จะมีขายเฉพาะช่วงหน้าร้อนเช่นกัน เช่น ชาพีชเย็น นมอัลมอนด์เย็น ปัจจุบันทุกอย่างมีขายเป็นกล่องหมดแล้ว แต่ถ้าจะกินแบบสด ๆ กดจ๊อกใส่แก้วแบบน้ำเก๊กฮวยตามตู้แช่หน้าร้านขายยาในเมืองไทย ต้องรอหน้าร้อนเท่านั้น หมดหน้าร้อน เก็บเรียบ อยากกินต้องทำเอง

คนอิตาเลียนไปไหนช่วงหน้าร้อน

โดยทั่วไปแล้ว ยุคก่อนโควิด สถิติบอกว่า คนอิตาเลียนนิยมเที่ยวในประเทศมากกว่านอกประเทศ ในประเทศก็ได้แก่ เกาะซาร์เดนยา (Sardegna) เกาะซิชิเลีย (Sicilia) แคว้นปูลเยีย (Puglia) ที่อยู่ตรงส้นรองเท้าบูต นอกประเทศก็ได้แก่ หมู่เกาะเล็ก ๆ แถวสเปน สรุปว่าโดยส่วนใหญ่ไม่ไปไหนไกล น่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางนั่นเอง เพราะเวลาไปทีก็ยกกันไปทั้งครอบครัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
เกาะซาร์เดนยา
ภาพ : www.worldatlas.com

แต่ในปี 2020 มหาวิทยาลัยคูซาโน (Università Cusano) ได้ทำวิจัยซึ่งก็อิงกับสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (Istat) ออกมาว่า คนอิตาเลียนในท่องเที่ยวน้อยลงมาก และนิยมเที่ยวกันอยู่แต่ในแคว้นที่ตัวเองอยู่ การเที่ยวก็เป็นไปเพื่อพักผ่อนหย่อนใจจริง ๆ การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ดูโบสถ์ ดูพิพิธภัณฑ์น้อยลงไม่ใช่แค่กว่าเดิม แต่ลดลงอย่างฮวบฮาบ

เหตุผลหลักของการไม่เที่ยว คือเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง การกลัวโควิดมาเป็นอันดับสอง ส่วนถ้าจะออกไปเที่ยวนอกแคว้นนั้น แคว้นที่คนอยากไปที่สุดสองแคว้นคือ แคว้นทัสกานีและแคว้นปูลเยีย ที่ได้กล่าวไปแล้ว

แต่มีสถานที่อีกแห่ง ที่เชื่อว่า หากถามวัยรุ่นอิตาเลียนจะต้องติดโผอย่างแน่นอน คือ รีมีนี (Rimini)

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
รีมีนี 
ภาพ : it.hotels.com

รีมีนี เป็นเมืองที่มีชายหาดกว้าง ยาว ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอิตาลี อยู่ในแคว้นเอมิเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) แล้วก็มีเมืองอื่น ๆ ในละแวก เช่น เชเซนาติโค (Cesenatico) อันเป็นฉากของซีรีส์ Netflix เรื่อง ‘Summertime’ ใครอยากพอเห็นภาพวัยรุ่นอิตาเลียนในช่วงหน้าร้อนริมหาด ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ เพลงเพราะ นางเอกหน้าเก๋มาก

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : cdn.shopify.com
วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : movieplayer.it

จริง ๆ แล้ว เคยคิดที่จะพาลูกศิษย์ลูกหาไปเริงร่าอยู่ริมหาดกับคนอิตาเลียน

แต่ไม่กล้าเสี่ยงเลย

โควิดก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่กลัวกว่านั้นคือ

ขากลับ จะไม่ยอมกลับด้วยน่ะสิ

แหล่งข้อมูล 

www.unicusano.it/blog

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load