มุมหนึ่งของ เผือก-พงศธร จงวิลาส คือดีเจวิทยุช่อง 94 EFM และหนึ่งในพิธีกรประจำรายการ พุธทอล์ค พุธโทร
อีกมุมหนึ่งของเขาคือสามีและคุณพ่อมือใหม่ของลูกชายวัยขวบกว่าๆ

ส่วนอีกมุุม เขาคือนักสะสมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวละคร Joker ตั้งแต่ฝาขวดแชมพู รองเท้าคอนเวิร์ส ถึงสเก็ตบอร์ดที่มีอายุกว่า 30 ปี

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

เขาเริ่มต้นจากชื่นชอบมิติของตัวละครฝั่งอธรรม เป็นกองเชียร์นักมวยปล้ำที่เป็นตัวตลก สู่การเป็นนักสะสมที่มีโจ๊กเกอร์นับไม่ถ้วน นอกจากมีฟิกเกอร์ตัวละครโจ๊กเกอร์จากในหนังเกือบทุกเวอร์ชันแล้ว ยังมีของสะสมที่ไม่ค่อยพบเห็นตามร้านขายของเล่นอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นแผ่นมาส์กหน้าลายโจ๊กเกอร์ที่น่าจะหมดอายุแล้ว ชุดของสะสมรถแข่งสมัยที่ทำลวดลายเป็นโจ๊กเกอร์ หุ่นเชิดโจ๊กเกอร์ Bearbrick หลายรุ่น แผ่นเสียงประกอบทีวีซีรีส์เรื่อง Batman สมัยที่ ซีซาร์ โรเมโร (Cesar Romero) รับบทเป็นโจ๊กเกอร์ แม้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ จิปาถะอย่างเข็มกลัด เผือกก็ยังสะสมไว้

เขานำเราสู่ห้องส่วนตัวที่มีโจ๊กเกอร์อยู่ทุกซอกทุกมุม พร้อมเล่าว่า ฮีธ เลดเจอร์ (Heath Ledger) คือโจ๊กเกอร์คนโปรดของเขา แต่ก็ดีใจมากที่ วาคีน ฟินิกซ์ (Joaquin Phoenix) ได้เป็นโจ๊กเกอร์เวอร์ชันล่าสุด ก่อนหยิบชุดหมีสีม่วงลายสูทของโจ๊กเกอร์ขึ้นมาให้ดู แล้วบอกอย่างเขินๆ ว่า

“ขอใส่ได้ไหม ไม่ค่อยได้ใส่เลย”

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

ว่าด้วยเรื่องอธรรม

ในวัยเด็ก หลายคนที่เติบโตมากับภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือหนังสือการ์ตูน ล้วนมีฮีโร่อยู่ในใจตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอุลตร้าแมน ไอ้มดแดง ขบวนการ 5 สี หรือดราก้อนบอล การเป็นฮีโร่ผดุงความยุติธรรมเป็นคอนเซปต์ที่เข้าใจกันทั่วโลกว่าความดีย่อมชนะความชั่ว แต่สำหรับเผือกแล้วกลับต่างออกไป

“ฝ่ายตัวเอกเดี๋ยวมันก็ชนะ ไม่ได้น่าสนใจอะไรมากมาย มาสูตรเดิมตลอด อย่างอุลตร้าแมน สุดท้ายเดี๋ยวพระเอกก็ชนะ ท่าไม้ตายท่าเดิม ส่วนตัวร้ายผมว่ามันน่าสนใจ มันมีท่าใหม่ๆ มีความสามารถใหม่ๆ คือยังไงก็แพ้แหละ แต่เราชอบที่มันมักมีอะไรใหม่ๆ และหน้าตามันแปลกดี”

เผือกอธิบายด้วยท่าทีที่พอรู้ว่าไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายธรรมะมากเท่าไหร่ ไม่ใช่ในแง่เกลียดชังตัวเอก แต่เขาว่า การดีไซน์คาแรกเตอร์ของฝ่ายพระเอกไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ ถ้าเทียบกับตัวละครฝ่ายอธรรมที่ดูมีมิติมากกว่า มีคาแรกเตอร์ที่หลากหลายกว่า น่าติดตาม แบบที่ต้องรอลุ้นว่าในสัปดาห์หน้าสัตว์ประหลาดที่จะออกมาต่อกรกับอุลตร้าแมนเป็นตัวอะไร หรือจะงัดท่าไม้ตายอะไรมาใช้

และความชอบในตัวละครร้ายของเขาเริ่มชัดเจนขึ้นตอนได้ดูมวยปล้ำครั้งแรก

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

“เราเช่าวิดีโอมาดูน่าจะเป็นร้อยๆ ม้วนเลยมั้ง ยุคนั้นมีนักมวยปล้ำชื่อ Jake The Snake Roberts เอางูขึ้นมาบนเวที เอามากัดกันจริงๆ เราเป็นเด็กตอนนั้นแทบหัวใจวายตาย ทำไมมันโหดอย่างงี้วะ อย่างตอนที่ The Undertaker เปิดตัวครั้งแรก มันเท่มาก มันเป็นผีดิบ น่าจะเพราะมวยปล้ำนี่แหละที่ทำให้เราชอบฝ่ายอธรรม พวกตัวร้ายในมวยปล้ำมันจะมีความเท่อยู่”

ความชอบในฝ่ายอธรรมเริ่มสะสมมากขึ้น แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เผือกหันมาชอบตัวตลกอย่างจริงจัง คือการได้ดูการแข่งขันของนักมวยปล้ำชื่อ Doink The Clown ที่ใบหน้าเพนต์เป็นตัวตลก ถึงแม้จะมีรอยยิ้ม แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่แฝงด้วยความน่ากลัวและความโหดร้าย เป็นความย้อนแย้งที่ทำให้คาแรกเตอร์ดูมีมิติ ด้วยใบหน้าที่เหมือนเป็นฉากหน้าซึ่งคาดเดาอารมณ์ไม่ได้ ตัวละครที่เป็นตัวตลกจึงเป็นสิ่งที่เผือกชื่นชอบมาตั้งแต่นั้น

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า
เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า
เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

“ลึกๆ แล้วคุณเป็นคนมีลักษณะนิสัยเหมือนตัวละครฝ่ายอธรรมหรือเปล่า” เราถาม

“ส่วนหนึ่งคนอาจชอบคาแรกเตอร์ที่คล้ายกับตัวเอง แต่ก็มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ชอบคาแรกเตอร์ที่ไม่เหมือนตัวเองเลย เป็นสิ่งที่ตัวเองไม่มีวันเป็นได้ เราน่าจะเป็นอย่างหลัง เห็นแบบนี้จริงๆ แล้วเราเป็นคนซอฟต์มาก หยวนมาก ไม่หือไม่อือกับใคร ส่วนใหญ่เราเป็นคนเงียบๆ เป็นคนนิ่งๆ ส่วนคาแรกเตอร์ที่เป็นตัวเฮฮาหรือตลกแบบในหนัง อย่างเพื่อนพระเอก หรือเป็นแค่ชาวบ้านสี่ ชาวบ้านห้า ที่ทุกคนเห็น จะเป็นตอนที่เราอยู่เพื่อนสนิทเท่านั้น” เขาเล่ากลั้วหัวเราะ

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

โจ๊กเกอร์คนแรกที่รู้จัก

ย้อนกลับไปสมัยที่เผือกเป็นนักเรียน แต่ละสัปดาห์จะมีกิจกรรมดูภาพยนตร์หลังเลิกเรียน จัดโดยอาจารย์สอนศิลปะ ซึ่งครั้งหนึ่งฉายเรื่อง Batman (1989) ภาคที่มี ไมเคิล ตีตัน (Michael Keaton) รับบทเป็นแบทแมน และ แจ็ก นิโคลสัน (Jack Nicholson) รับบทเป็นโจ๊กเกอร์ นั่นเลยเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้เผือกได้มารู้จักกับโจ๊กเกอร์อย่างจริงจัง

“ดูไม่รู้เรื่องหรอก Batman ภาคหนึ่ง ดูจบเรื่องได้นี่แม่งเก่งมาก หลับตลอด ไม่รู้จักหรอก ใครวะ ทิม เบอร์ตัน (Tim Burton) แต่ไอ้ตัวตลกตัวนี้จำได้ดีเพราะมันเท่ จำได้แค่นี้ นั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นโจ๊กเกอร์ แต่ไม่ได้ถึงขนาดที่เอามาวาดเก็บหรือสะสมอะไรหรอกนะ พอเราโตมา ความชอบก็สะสมอยู่ในข้างในเรื่อยๆ แต่เรายังไม่มีที่วาง ไม่มีเงินที่จะซื้ออะไรแบบนี้”

เผือกเล่าว่า เด็กยุคเขาสะสมการ์ดพลัง สติกเกอร์ ขนมโดราเอมอน บ้านไหนที่มีมากกว่านี้คือคนมีฐานะ

“ผมเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีของเล่น ถ้าอันไหนฮิตกันช่วงนั้นก็อาจจะมีได้บ้าง หนึ่งอัน พอเป็นกระสัย ส่วนใหญ่ไปเล่นกันบ้านเพื่อนมากกว่า ทั้งพวกของเล่นหรือเครื่องเกมต่างๆ เมื่อก่อนมันเป็นหมู่บ้านทาวน์เฮ้าส์ เลยสนิทกัน”

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า
เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

“จนวันหนึ่งตอนทำงานแล้ว ไปเดินที่ตลาดรถไฟรัชดา เจอหัวขวดแชมพูที่หมดแล้ว เป็นของเก่ามาวางขาย ฝาขวดเป็นหัวโจ๊กเกอร์อันละยี่สิบบาท เราตัดสินใจซื้อมาแล้วก็เก็บไว้แต่ฝา อันนั้นคือของสะสมโจ๊กเกอร์ชิ้นแรก โดยตั้งกฎกับตัวเองไว้ว่า จะซื้อเฉพาะตัวที่เจอต่อหน้าเท่านั้น ไม่เข้าไปซื้อออนไลน์ มันต้องเป็นเหมือนบุพเพสันนิวาสให้เรามาเจอกัน” นักสะสมเล่าก่อนชี้ให้ดู

เมื่อมีหนึ่งย่อมมีสอง และกฎแรกก็ค่อยๆ ได้รับการผ่อนปรนไปตามกาลเวลา จนตอนนี้ฝาผนังทั้งสองด้านในห้องส่วนตัวของเผือกเต็มไปด้วยของเล่นโจ๊กเกอร์จากหลายที่ เมื่อมองไปยังตู้ติดกัน ข้างในมีคอลเลกชันรองเท้าของคอนเวิร์สลายโจ๊กเกอร์ ซึ่งเผือกสารภาพว่าไม่เคยใส่เลยสักครั้ง อีกด้านเป็นกล่องฟิกเกอร์โจ๊กเกอร์อีกหลายกล่องที่ยังไม่มีที่วางบนชั้น และนี่คือส่วนหนึ่งของคอลเลกชันของเผือก

1. The Joker Mechanical Wind Up Tin Toy

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

“เราไปเจอโจ๊กเกอร์สังกะสีที่สะพานเหล็ก ราคาขายแพงมากสำหรับเราตอนนั้น ก็เลยเข้าไปดูใน eBay รอว่าเมื่อไหร่จะมีคนขาย ตัวนี้ใช้เวลารออยู่นานนะ สองสามวันเข้าไปเช็กที น่าจะเกือบปีได้ กว่าจะมีคนโพสต์ขาย ราคาในตอนนั้นถูกกว่าประมาณครึ่งหนึ่งเลย เรียกว่าเป็นตัวแรกที่เราซื้อจาก eBay”

2. Batman-Joker Skull โดย Jack of the Dust

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

 “ชิ้นนี้เป็นงานของศิลปินชื่อ Jack of the Dust พอดีมีเพื่อนไปเจองานเขาแล้วก็ถามเราว่าจะเอาอะไรไหม เราเลยเข้าไปดูว่าเขามีงานอะไรบ้าง จุดเด่นของเขาคือทำงานศิลปะโดยมีพื้นฐานเป็นหัวกะโหลก บางอันทำเป็นบอนไซ บางอันทำเป็นคาแรกเตอร์ ซึ่งชิ้นนี้เป็นหัวกะโหลกแบทแมน แต่หน้าเป็นโจ๊กเกอร์”

3. Pig Pig Man Joker โดย Kaiju Tan

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

“ตัวนี้เป็นหนึ่งในตัวที่ราคาสูงที่สุดในตู้นี้ ปกติผมไม่ซื้อของที่แพงมากๆ ตอนที่ซื้อมาก็แอบนอยด์เหมือนกันว่าทำอะไรลงไปวะ ไม่กล้าแกะเลย งานนี้เป็นงานของศิลปิน Kaiju Tan พอซื้อมาผมก็นั่งมองว่า เชี่ย น่ากลัวมาก ดูแล้วหลอนมาก แต่ว่ามันก็ถูกใจผมในความแปลก ถ้าเอามาวางคู่กับตัวที่เราซื้อทั่วๆ ไปที่เป็น Heath Ledger คนก็จะถามว่าอันนี้อะไรวะ ตัวนี้ตัวอะไรวะ ก็เลยชอบ” 

4. Joker Phuak

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

“รุ่นน้องเจ้าของร้าน Play House ที่เป็นคนจัดงาน Thailand Toy Expo เขาอยากทำฟิกเกอร์คนดังเหมือนอย่างที่เมืองนอกบ้าง เขาเลยเริ่มจากทำของผมก่อน มีทำเป็นเวอร์ชันโจ๊กเกอร์ให้ด้วยนะ แต่ขายไม่ค่อยออกหรอกครับ ไปนั่งเซ็นชื่ออยู่ที่ Thailand Toy Expo มีคนมาซื้อบ้างอยู่ไม่กี่ตัว แล้วเขาก็ไม่ทำต่ออีกเลย นี่เลยเป็นฟิกเกอร์ผมตัวแรกและตัวสุดท้าย แล้วที่ฮาคือผมเคยไปเดินย่านขายของเล่นที่ฮ่องกง มีตัวนี้วางอยู่ คนขายคงมาเดินงานนี้ ขายแพงขึ้นจากเดิม 400 บาท แต่ก็ไม่มีใครซื้อหรอกนะ”

5. Duela Dent

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

“อันนี้เป็นของเล่นโมเอะของญี่ปุ่น ของเล่นประเภทนี้เน้นความเซ็กซี่และทรวดทรง ตัวนี้ทำเป็น Duela Dent ลูกสาว Harvey Dent เวอร์ชันโจ๊กเกอร์ หายากมาก ไปเดินที่อากิฮาบาระยังไม่มีใครรู้จักเลย ผมใช้เวลาตามหาอยู่เกินหนึ่งปีแน่นอน คนทั่วไปอาจจะไม่รู้จัก เพราะมีจักรวาลของมัน บางจักรวาลคนนั้นเป็นแบทแมน อีกจักรวาลหนึ่งคนนี้เป็นโรบิน และมันมีเยอะมาก” 

6. The Dark Knight : The Joker’s Thugs

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

“เราชอบแพ็กเกจอันนี้มาก มันเป็นฉากแรกของ The Dark Knight ฉากปล้นธนาคาร ซึ่งเป็นสุดยอดซีเควนซ์หนึ่งของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูด ถ้าพูดถึงซีเควนซ์ของหนังที่มีคนจดจำเยอะมาก ฉากปล้นแบงก์ต้องติดหนึ่งในห้า การเปิดตัวหนังที่มันตราตรึง แทบจะทุกสเต็ปของหนังที่มันเริ่มปล้น ไปจนถึงตอนที่รถคันนี้ขับออกไป”

 7. Vision Joker Cruiser Skateboard

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

“ถ้าถามว่าอันไหนที่คิดว่าโหดสุดแล้วในบ้านหลังนี้ คือแผ่นนี้แผ่นเดียวเลย มาจาก ค.ศ. 1989 เป็นงานของ Vision ซึ่งทำออกมาหลายสีมาก แล้วเราเคยพลาดไม่ซื้อตอนที่มันเป็นราคาหนึ่ง เพราะรู้สึกว่าแพงไป จำได้ว่าพอเรารู้สึกอยากได้อีกทีราคาพุ่งแทบจะสองเท่า และการจะมีบอร์ดหลุดมาโดยที่ยังไม่ได้ประกอบเล่นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย มันต้องมาจากคนที่สะสมเท่านั้น และถ้าถามว่าชิ้นไหนจะเป็นสุดท้ายที่จะขาย ก็คงเป็นชิ้นนี้เหมือนกัน”

8. Joker Collection and Drawing โดย Ron English

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า
เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

“ต้องอธิบายก่อนว่า รอน อิงก์ลิช (Ron English) เป็นศิลปินระดับโลกและ Street Artist ที่ดังมากๆ เราชอบผลงานเขามานาน พอเขาเริ่มทำโจ๊กเกอร์ก็ดีใจมาก แล้วเขาก็ทำเยอะจนต้องขอร้องว่าหยุดทำสักที ซื้อไม่ไหวแล้วพี่รอน เนี่ย มันออกมาบางตัวเหมือนกันเลย แค่ไม่มีแต้มใต้ตา เปลี่ยนนิดเดียว บางตัวมีแต้มใต้ตาสีดำ บางตัวแต้มใต้ตาอีกสีหนึ่ง ไหว้ล่ะพี่ หยุดทำสักทีเถอะ 

“เคยมีโอกาสได้เจอตัวจริงที่เขามางาน Thailand Toy Expo เราเลยหอบข้าวหอบของเอาไปให้เขาเซ็น และน้องที่จัดงานก็เซอร์ไพรส์ให้พี่รอนวาดอะไรให้ก็ได้ เลยได้ภาพนี้มา เราก็เลยเอามาเข้ากรอบ”

เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า
เปิดห้องลับของ ดีเจเผือก พงศธร จงวิลาส ดูของสะสม Joker ตั้งแต่ฝาแชมพู สเก็ตบอร์ด จนแผ่นมาส์กหน้า

ห้องหมกตัว

“เมื่อก่อนผมเริ่มจากช่องแค่นี้”

เผือกผายมือทั้งสองข้างไปยังขวาสุดของตู้วางของสะสมที่มีขนาดกว้างประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด 3 ช่องใหญ่ๆ คาดว่ากว่าจะได้มาเต็มทั้งสามช่องนี้ คงใช้เวลาไปไม่ต่ำกว่า 10 ปี

“กลับมาทุกครั้ง ก่อนเข้าห้องเราจะมาหยุดที่ตู้พวกนี้ก่อน ยืนมองว่าจะวางตรงไหนได้อีก ก่อนหน้านี้ผมจำได้หมด ถ้าตัวไหนหายคือรู้ แต่ตอนนี้มันเยอะจนหลุดรอดสายตาไปบ้าง”

เดินผ่านตู้โจ๊กเกอร์ตรงทางเดิน เข้าไปในห้องที่เผือกเรียกว่า ‘ห้องหมกตัว’ เต็มไปด้วยข้าวของที่บ่งบอกตัวตนของเขา มีทั้งกล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตต์ รวมถึงเครื่องเล่นเกมตู้ขนาดใหญ่ที่วางอยู่หน้าห้อง เราสงสัยว่าบังเอิญไปหรือเปล่าที่นักแสดงซึ่งคนจดจำว่าอารมณ์ขัน สะสมโจ๊กเกอร์

“สมัยเด็กๆ เราเป็นคนเฮฮา เราโตมากับการเป็นตัวโจ๊กของเพื่อนในห้อง มีครั้งหนึ่งไปเรียนพิเศษตอนปอสอง อาจารย์บอกว่านาฬิกาตาย เราบอกว่ามันไม่ตายครับ แค่โคม่าครับ ยังดิ้นอยู่เลย คนก็ฮากันในห้อง แล้วก็ลามไปถึงเรื่องของการออกไปโต้วาทีหน้าห้อง ออกไปเล่นละครหน้าห้องเป็นฤาษีใส่กางเกงยีนส์ ฤาษีเปรี้ยว มันเลยติดคาแรกเตอร์ในการแสดง จังหวะ อารมณ์ขัน มันคงอยู่ในตัวเราตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัวว่ามี”

พอเก็บไปได้สักพัก ตัวละครที่สะสมค่อนข้างซ้ำกันไปมา เผือกเลยหันมาสะสมสิ่งที่มีความเป็น ‘โจ๊กเกอร์’ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นตัวละครโจ๊กเกอร์ แต่ต้องมีความพิเศษ ความแปลกประหลาด เป็นงานดีไซน์ที่น้อยคนจะสะสม

“ถ้าได้ทำโจ๊กเกอร์ในแบบของตัวเอง จะทำแบบไหน” เราถาม

“ผมเหรอ… ผมจะทำเป็นเด็กทารกอยู่ในผ้าอ้อม แล้วมีหน้าเป็นโจ๊กเกอร์” เผือกตอบ ขณะเดียวกับที่เสียงของลูกชายวัยขวบกว่าๆ ของเขาดังเข้ามาในห้อง

Writer

ภูมิ เพชรโสภณสกุล

อดีตนักศึกษาเอกปรัชญา นักหัดถ่าย นักหัดเขียน เป็นทาสแมว ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักดนตรี

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load