“ขาขาวมานั่งใกล้เหม็นคาวฮากสิออก

ขาลายมานั่งใกล้หอมเนียมอ้มทะบ่ปาน”

กลอนผญาโบราณของชาวอีสาน เล่าถึงคนรุ่นคุณย่าคุณยายว่าเขากรี๊ดหนุ่มๆ ที่สักขาลายกันขนาดไหน ถ้าให้แปลก็จะประมาณว่า “เนี่ย! พวกขาขาวๆ น่ะ ไม่ต้องมานั่งใกล้ๆ เลย ฉันรังเกียจ เหม็น จะอ้วก แต่สำหรับผู้บ่าวที่สักขาลายถ้าจะมานั่งใกล้ๆ ก็ยินดีมากจ้ะ ก็แหม มันหอมเหมือนกลิ่นใบเนียมอ้มอย่างไรอย่างนั้น” 

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด
ฮักเสมอเด้อยาย

เกือบ 10 ปีที่ศึกษาเรื่องวัฒนธรรมอีสาน ฉันเคยเห็น ‘ผู้บ่าวขาลาย’ จากเพียงภาพถ่ายหรือภาพสเก็ตช์จากสมุดบันทึกของครูบาอาจารย์เท่านั้น จึงเป็นความใฝ่ฝันมาโดยตลอดว่า อยากจะเห็นตำนานหนุ่มฮอตแห่งยุคสมัยให้เป็นบุญตาสักครั้งหนึ่งในชีวิต

มาสบโอกาสเอาก็ตอน…

“หมอ อาจารย์ชาญพิชิต พงษ์ทองสำราญ สิมาบรรยายเรื่องสักขาลาย แล้วมื่ออื่นสิไปนำหาผู้บ่าวขาลายที่ภูผาม่าน ไปนำกันบ่” พี่สาวในแวดวงวัฒนธรรมที่รักใคร่กันเอ่ยชวน

แหม! เรื่องแบบนี้ไม่เห็นต้องถาม ฉันใช้เวลาตัดสินใจเพียง 0.000 วินาทีเท่านั้นก็ตอบตกลง

ถึงวันออกเดินทาง ฝนที่ตกหนักมาตั้งแต่กลางไม่อาจละลายความมุ่งมั่นของเราได้ อาจารย์ชาญพิชิตหรือที่เราถือวิสาสะเรียกเขาว่า ‘อาจารย์โบ้’ เล่าว่า เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เขามีโครงการถ่ายรูปต้นไม้ใหญ่ทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันได้มีโอกาสไปทำงานสตรีทอาร์ตที่จังหวัดน่าน และมีโอกาสไปชมภาพปู่ม่านย่าม่าน ที่วัดภูมินทร์ แต่จุดที่เขาให้ความสำคัญกลับอยู่ที่รอยสักที่ต้นขาของปู่ม่าน จึงเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการสักขาลาย

ในขณะที่เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อถ่ายภาพต้นไม้ใหญ่ ก็สืบหาผู้ที่สักขาลายไปด้วย โดยส่วนใหญ่มักจะได้รับคำตอบว่าเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้รู้สึกว่า ‘เรามาช้าไป’ โปรเจกต์ต้นไม้จึงต้องพับลงลิ้นชักไปก่อน และหันมาจริงจังกับโปรเจกต์สักขาลาย

“ผมใช้วิธีสืบหาข้อมูลทั้งจากการถามและอินเทอร์เน็ต แล้วติดต่อ อบต. ให้ช่วยนำทางไป เพราะเขามีความชำนาญในการใช้เส้นทางท้องถิ่นมากกว่าเรา” อาจารย์หนุ่มผู้หลงเสน่ห์รอยสักเล่าถึงวิธีการทำงานของเขา

อำเภอเมืองขอนแก่นอยู่ห่างจากอำเภอภูผาม่านเพียง 113 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 ชั่วโมงก็มาถึงที่หมาย ท้องฟ้าที่หมาดฝนไปแล้ว เป็นนิมิตหมายอันดีว่าภารกิจในวันนี้จะสำเร็จลุล่วง 

เรามุ่งหน้าสู่วัดสว่างอารมณ์ หลวงพ่อเจ้าอาวาสจะเป็นผู้นำทางเราไปพบผู้บ่าวขาลายแห่งภูผาม่าน ที่จริงอาจารย์โบ้เคยมาเก็บภาพรอยสักขาลายของคุณตาไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ครั้งนี้เป็นการนำหนังสือภาพที่แสดงในงานนิทรรศการสักอีสานมามอบให้ และถ่ายภาพบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ในแต่ละช่วงปี

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด
โบสถ์กลางน้ำวัดสว่างอารมณ์ วัดท้องที่แห่งนี้มีอายุกว่า 200 ปี ได้รับการพัฒนาเป็นระยะ
โดยชื่อสว่างอารมณ์ ท่านเจ้าอาวาสให้ข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะเคยมีพระนักปฏิบัติเคยใช้สถานที่แห่งนี้เพื่อพบความสงบสว่างในใจ

ระหว่างที่รอหลวงพ่อปฏิบัติกิจสงฆ์กับญาติโยม เราจึงแวะไปชมภาพจิตรกรรมที่เพื่อนของเราได้มาฝากฝีมือไว้ที่โบสถ์ เมื่อฉันผลักประตูไม้หนาหนักเข้าไป แสงสีที่สะท้อนออกมาจากภายในโบสถ์ทำให้ฉันต้องร้องว้าว เพราะภาพวาดนั้นฉีกขนบของภาพจิตรกรรมเสียกระจุยกระจาย นับตั้งแต่ลายเส้นที่ไม่ได้อยู่ในอิริยาบถร่ายรำแบบโบราณ แต่เป็นลายเส้นอย่างที่วัยรุ่นเขาเรียกตะมุตะมิอย่างไรอย่างนั้น รวมถึงสีสันสะท้อนแสงสุดจ๊าบ 

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด

ห่มสวรรค์ อู่ม่านทรัพย์ ศิลปินผู้วาดและทีมงานเล่าว่า 

“เหตุที่สื่อภาพพุทธประวัติออกมาในลักษณะนี้ เพราะต้องการให้เข้าถึงได้ง่ายทุกเพศทุกวัย ไม่น่าเบื่อ” 

ถึงเวลาต้องเดินทางไปพบคุณตาเจ้าของรอยสักในตำนาน แต่ญาติโยมยังหลั่งไหลมากราบหลวงพ่อไม่ขาดสาย โชคดีที่เพื่อนศิลปินของเรามีความชำนาญเส้นทางในพื้นที่ จึงรับมอบหมายจากหลวงพ่อให้นำทางเราด้วยความยินดี ถนนคอนกรีตเล็กๆ ของหมู่บ้านนำเราไปยังบ้านนาฝาย รถนำทางแล่นผ่านโรงเรียนประจำหมู่บ้านซึ่งร้างนักเรียนเพราะเป็นวันอาทิตย์ ก่อนจะไปหยุดนิ่งที่หน้าร้านขายของชำแห่งหนึ่ง

ทุกคนในบ้านล้วนหันมามองอาคันตุกะแปลกหน้าเป็นตาเดียว เมื่อชายชราที่นอนอยู่บนตั่งลุกขึ้นนั่งห้อยขา เห็นรอยสักจากต้นขาถึงหัวเข่าคล้ายเป็นกางเกงอีกตัว ทำให้เราทราบในทันทีว่า นี่ละ คุณตาปุ่น ตู้สมบัติ ผู้บ่าวขาลายในตำนาน

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด
อาจารย์ชาญพิชิต พงษ์ทองสราญ และ คุณตาปุ่น ตู้สมบัติ

ลายสักขาของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคอีสานนั้นมีความแตกต่างกันออกไป ที่อาจารย์โบ้ได้บันทึกภาพไว้นั้น ได้แก่ เผ่ากะตาก กะเลิง ผู้ไท และไท-ลาว ส่วนลายสักบนขาของคุณตาปุ่นนั้นเป็นลักษณะลายอย่างชาติพันธุ์ไท-ลาว เน้นไปที่ลวดลายมอม สัตว์ในจินตนาการ มากกว่าลายพรรณพฤกษา

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด
รอยสักรูปตัวมอม จะมีลูกเล่นบางอย่างให้เราต้องมองหา คือ มอมตัวผู้จะหางตั้งและมอมตัวเมียจะหางตก

ลายสักต้นขานี้พ่อใหญ่บางท่านสักลายถึงหัวเข่าจนคล้ายกางเกงขาสั้น แต่บางท่านสักยาวเหมือนสวมกางเกงขายาวก็มี ทั้งนี้เพื่อความสวยงามเท่านั้น ซึ่งต่างจากรอยสักที่หวังผลทางพุทธคุณ จึงต้องสักในส่วนที่สูงกว่าเอวขึ้นไป

ดังที่ได้เล่าไปเมื่อตอนต้นว่า ผู้บ่าวขาลายนั้นเป็นที่นิยมชมชอบในหมู่สาวๆ รุ่นคุณย่าคุณยาย เป็นเพราะการสักในบริเวณนั้นผู้สักจะได้รับความเจ็บปวดมาก สาวๆ จึงมองว่าผู้บ่าวขาลายนั้นมีความอดทนและดูแลครอบครัวได้

“ในยุคสมัยที่ยังไม่มีหมึกสำหรับสักโดยเฉพาะ ช่างจะใช้น้ำว่าน เขม่าก้นหม้อ และน้ำดีของสัตว์ เช่น งูจงอาง งูเหลือม หมี ปลาช่อน มาเป็นส่วนประกอบของน้ำหมึกแล้วแต่สูตรของช่างแต่ละคน” อาจารย์โบ้เล่า ทำให้ฉันอดคิดถึงเรื่องสุขอนามัยไม่ได้ ซึ่งต่อมาจึงได้ทราบว่า คนที่สัก 10 คน จะมีผู้เสียชีวิตราว 2 – 3 คน 

คุณตาปุ่นปีนี้อายุ 107 ปีแล้ว ร่างกายไม่ได้แข็งแรงดังเดิม ลูกหลานจึงได้พามาดูแลใกล้ชิด โดยคุณตาอยู่บ้านหนึ่ง และคุณยายคู่ชีวิตอยู่อีกบ้านหนึ่ง ภารกิจของเราวันนี้จึงไม่เพียงนำหนังสือภาพถ่ายสักอีสานมามอบให้ท่าน ถ่ายรูปแล้วกลับ แต่ยังเพื่อถ่ายภาพของท่านและคู่ชีวิตไว้เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ 2 ปีหลังจากทำหนังสืออีกด้วย เมื่อคุณตายินยอมร่วมทาง เราจึงยกโขยงมุ่งหน้าไปตามเส้นทางแคบๆ ที่ฉันสันนิษฐานว่าอาจจะเคยเป็นทางเกวียนของหมู่บ้านมาก่อน

บ้านของคุณยายอยู่ห่างออกไปราว 5 กิโลเมตร ข้ามสะพานผ่านฝายน้ำล้นมุ่งหน้าสู่บ้านนาฝายเหนือ แต่เราทำความเร็วมากนักไม่ได้ ต้องค่อยๆ ไปช้าๆ แบบเต่ากัดยาง เพราะเกรงว่าคุณตาปุ่นจะเมารถ คุณยายกำลังนั่งเล่นกับลูกหลานที่หน้าบ้าน เมื่อเห็นว่าใครนั่งรถเข็นเข้ามา ดวงตาฝ้าฟางก็ฉายแววยินดี 

“จำได้บ่ว่านี่ใคร” อาจารย์หนุ่มจากกรุงเทพฯ เปิดหนังสือไปที่รูป (อดีต) บ่าวขาลาย ที่ใส่แว่นตาสีเหลืองสุดเฟี้ยว 

ผู้อาวุโสทั้งสองยิ้มอารมณ์ดี ตอบเบาๆ ว่า “จำได้ๆ”

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด

เอาล่ะ! เริ่มงานกันได้ เราช่วยกันจัดฉากแบบง่ายๆ แค่ใช้เก้าอี้ยาวและติดผ้าด้ายดิบเป็นฉากหลัง เมื่อกล้องพร้อม พระเอกนางเอกพร้อมเข้าฉาก ลูกชายคนหนึ่งของคุณยายจึงช่วยอุ้มท่านมาวางไว้บนเก้าอี้อย่างเบามือ  ส่วนคุณตาเมื่อเดินมาถึงและนั่งลงเรียบร้อยดีแล้ว ฝ่ายคอสตูมจำเป็นจึงได้เข้ามาช่วยจัดแต่งเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย จัดแจงกางเกงขาสั้นของคุณตาพับขึ้นอีก ให้เผยรอยสักสวยงาม เมื่อเสียงชัตเตอร์ดังขึ้น ภาพน่ารักๆ แบบยังเป็นข้าวใหม่ปลามันก็ทำให้เรายิ้ม ความชื่นมื่นหน้าตาเป็นเช่นนี้เอง 

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเขียนอิสระ นิยมศิลปะและวัฒนธรรมพื้นถิ่น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

29 มิถุนายน 2560
2 K

หากตอนนี้เรากำลังยืนอยู่ ณ พื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย สถานที่ซึ่งไม่ใช่หนึ่งในสามจังหวัดชายแดนใต้ ภาพตรงหน้าที่เห็นอยู่ตอนนี้ ก็คงเป็นแค่อะไรที่แสนจะสามัญ-ธรรมดา แต่ไม่ใช่กับที่นี่

บรรยากาศยามเย็นของตลาดในตัวเมือง ซึ่งคับคั่งไปด้วยผู้คนที่กำลังออกมาจับจ่ายซื้อหาอาหารเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปในช่วงเวลาอันแสนสำคัญของศาสนาอิสลาม-เดือนเราะมะฎอน

ในช่วงหนึ่งของแต่ละปี ชาวมุสลิมทั่วโลกจะต้องถือศีลอดในเวลากลางวันไปจนถึงช่วงเวลาก่อนเช้าของอีกวันเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม มันไม่ใช่เพียงแค่การอดน้ำ อดอาหาร หรือการที่ใครสักคนไม่สามารถรับประทานสิ่งใดได้เลยนอกจากการกลืนน้ำลาย แต่การถือศีลอดยังหมายความรวมไปถึงการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักคำสอนของศาสนาทั้งภายนอกและภายใน การฝึกฝนความอดทนอดกลั้น การเข้าใจถึงความยากไร้ การเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้ และหันมาทำความเข้าใจในคัมภีร์อัลกุรอานและหลักคำสอนของอิสลามที่แท้จริง

‘ตลาดจะบังติกอ’ ในวันนี้ยังคงหนาแน่นไปด้วยผู้คนเหมือนทุกๆ ปีที่ผ่านมา ช่วงเวลาก่อนการละศีลอดสำหรับเรานั้น ถือเป็นอีกช่วงของวันที่ยาวนาน น่าตื่นเต้น และสนุกที่สุด ในเวลาเดียวกัน เพราะทุกๆ คนในครอบครัวจะออกไปจ่ายตลาดเพื่อเลือกซื้ออาหารที่ตัวเองต้องการจะรับประทาน ภาพตรงหน้าที่เห็นคือการที่คนคนหนึ่งซึ่งไม่ได้กินอะไรเลยมาทั้งวัน กำลังเลือกซื้อและหยิบทุกอย่างที่ขวางหน้าจนไม่ลืมหูลืมตา (ฮา)

ตลาดจะบังติกอ ตลาดจะบังติกอ ตลาดจะบังติกอ ตลาดจะบังติกอ ตลาดจะบังติกอ

หลังกลับมาจากการซื้อของ ทุกคนจะช่วยกันจัดเตรียมสำรับสำหรับจัดโต๊ะอาหาร การจัดสำรับอาหารในเดือนเดือนนี้จะมีความพิเศษกว่ามื้ออาหารในวันธรรมดาทั่วๆ ไป ทั้งในแง่ของรูปร่างหน้าตาและปริมาณ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาอาหารคาวหวานนับสิบ น้ำดื่มรสชาติต่างๆ ที่แตกต่างกันไป และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือผลไม้ที่เข้ามาทดแทนการขาดน้ำตาลอย่างอินทผลัม

ในหลายๆ ครั้งที่เราเลือกซื้ออาหารมากเกินความจำเป็น มันทำให้เราอดนึกถึงคนยากไร้ที่ไม่ได้ทานอะไรมาทั้งวันไม่ได้ และหากยิ่งพวกเขาเป็นชาวมุสลิมที่ต่างกำลังทำการถือศีลอดเช่นเดียวกันนั้น เขาเหล่านั้นจะหิวกระหายมากเพียงใด?

เรายังมีโอกาสได้เลือกซื้ออาหารตามที่ต้องการ ยังมีโอกาสได้กินอาหารตามที่เราชอบ ในบางครั้ง อาหารที่ซื้อมาก็เยอะเกินไปจนเหลือไปถึงมื้อต่อไป แต่สำหรับพวกเขานั้น, เขาอาจมีโอกาสได้ทานเพียงข้าวไม่กี่คำ มีกับข้าวใช้ทานร่วมในสำรับไม่กี่อย่าง หรือสำหรับบางครอบครัวที่ลำบากมากๆ อาจไม่ได้รับประทานอะไรเลยนอกจากน้ำเพียงไม่กี่แก้ว

และด้วยเหตุผลนี้เอง ครอบครัวของเราเลยมีกิจกรรมอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำร่วมกันกับกลุ่มนักปั่นจักรยานสายกิน ‘กลุ่ม NIGHT RIDE’ ซึ่งในวันปกติธรรมดาพวกเราจะออกไปปั่นเพื่อหาของกินในตัวเมืองปัตตานีกันทุกๆ คืนวันพุธ แต่กิจกรรมที่ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นพิเศษในเดือนเดือนนี้ คือการที่พวกเราจะระดมเงินทุนเพื่อซื้อของใช้ที่จำเป็น อาหารคาวหวาน เครื่องดื่ม และเดินทางไปร่วมละศีลอดกับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่พ่อและแม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบของสามจังหวัดชายแดนใต้

ภาพเหล่านั้น ยังคงติดอยู่ในส่วนลึกของใจในทุกๆ ครั้งที่เรานึกถึง

มันเป็นเหมือนความหดหู่ ที่ถูกเติมเต็ม
ความยากไร้ ที่ถูกมอบให้
ความสูญเสีย ที่ยังอาจติดอยู่ในใจ

แค่ขอให้พวกเขาเข้มแข็งขึ้น ได้ในสักวัน. . .

ศีลอด ศีลอด ปัตตานี

ไม่เพียงแต่ช่วงเวลาดีๆ ที่ทุกคนในครอบครัวจะได้รับประทานอาหารร่วมกัน แต่ยังมีอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญในเดือนเราะมะฎอนที่ชาวมุสลิมจะได้ทำการละหมาดตะรอเวี๊ยะฮฺที่มัสยิดใกล้บ้าน ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่ทุกคนจะมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน ได้กล่าวทักทาย หรือที่เรียกว่าการให้สลาม ซึ่งสิ่งสำคัญเหล่านี้อาจเป็นอะไรที่เรามองข้ามมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

บรรยากาศภายใน ‘มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี’ วันนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งกายในชุดหลากสีสัน วันนี้คืออีกช่วงเวลาสำคัญที่มุสลิมทุกคนจะมารวมตัวกันที่มัสยิดเพื่อทำการละหมาดในวันอีด (Eid al-Fitr) หลังจากนั้นก็จะทำการบริจาคทาน (ในกรณีที่ทำได้) และเดินทางไปพบปะญาติพี่น้องในเวลาต่อไป

ปัตตานี ศีลอด ปัตตานี

เราเป็นอีกคนที่กำลังอยู่ในสถานที่ซึ่งความสูญเสียสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงขณะ และทุกคน ณ ที่แห่งนี้ก็รู้ดีว่าเหตุการณ์ความไม่สงบจะเกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ ผู้คนภายนอกอาจตั้งคำถามว่า ทำไมพวกเราถึงยังใช้ชีวิตกันอย่างปกติ ทำไมคนถึงยังกล้าออกมาละหมาดกันจนเต็มมัสยิด? คนจากภายนอกที่ไม่ได้อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้อาจเกิดคำถามภายในว่า ‘ทำไม’

แน่นอนว่า, สิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความเคยชิน หรือแม้แต่เปลี่ยนเป็นระบบทางความคิดที่ทำให้เราทุกคน ณ ที่แห่งนี้รู้สึกว่าควรทำใจ แต่ยิ่งเราอยู่ใกล้กับความสูญเสียมากเท่าไหร่ ความตระหนักถึง ‘การจากไป’ และความใส่ใจใน ‘การมีอยู่’ ก็ยิ่งมากขึ้นเท่ากัน

ภายใน 365 วัน มีแค่ 2 ช่วงเวลาต่อปีเท่านั้นที่ชาวมุสลิมจะมีโอกาสได้ทำอะไรเพื่อให้ได้เข้าใจและเข้าถึงหลักคำสอนของศาสนาอิสลามมากเท่านี้ หลายๆ เดือนที่ผ่านมาเราอาจไม่เคยเห็นคุณค่าของน้ำสักแก้ว ข้าวสักจาน หรือแม้แต่ของหวานสักชิ้น หลายๆ เดือนที่ผ่านมา เราอาจไม่เคยเข้าใจความยากไร้ของผู้คนที่ไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อข้าวกิน และหลายๆ ช่วงเวลา เรามักให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ไกลตัว มากกว่าคนที่อยู่ใกล้ใจ

เรารู้สึกขอบคุณช่วงเวลาอันแสนพิเศษของศาสนาอิสลามเวลานี้ และสถานที่ซึ่งอยู่ใกล้กับความสูญเสียอย่างจังหวัดปัตตานี เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นคุณค่าของทุกช่วงขณะที่เรายังกินดีอยู่ดี และตระหนักอยู่ในทุกช่วงวินาที ว่าทุกอย่างล้วนต้องจากไป. . .

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ชานิตยา จีน่า ดานิชสกุล

นักศึกษาวิชาการละคอนจบใหม่จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้หลงใหลในการแบกเป้เพื่อออกเดินทางไปเป็นคนแปลกหน้าตามสถานที่ต่างๆตั้งแต่เริ่มเข้ามหา’ลัย มีความฝันอยากเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ ที่สามารถเดินทางไปได้เรื่อยๆ และกลับมาเปิดโฮสเทลในบ้านเกิดที่ปัตตานี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load