“ขาขาวมานั่งใกล้เหม็นคาวฮากสิออก

ขาลายมานั่งใกล้หอมเนียมอ้มทะบ่ปาน”

กลอนผญาโบราณของชาวอีสาน เล่าถึงคนรุ่นคุณย่าคุณยายว่าเขากรี๊ดหนุ่มๆ ที่สักขาลายกันขนาดไหน ถ้าให้แปลก็จะประมาณว่า “เนี่ย! พวกขาขาวๆ น่ะ ไม่ต้องมานั่งใกล้ๆ เลย ฉันรังเกียจ เหม็น จะอ้วก แต่สำหรับผู้บ่าวที่สักขาลายถ้าจะมานั่งใกล้ๆ ก็ยินดีมากจ้ะ ก็แหม มันหอมเหมือนกลิ่นใบเนียมอ้มอย่างไรอย่างนั้น” 

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด
ฮักเสมอเด้อยาย

เกือบ 10 ปีที่ศึกษาเรื่องวัฒนธรรมอีสาน ฉันเคยเห็น ‘ผู้บ่าวขาลาย’ จากเพียงภาพถ่ายหรือภาพสเก็ตช์จากสมุดบันทึกของครูบาอาจารย์เท่านั้น จึงเป็นความใฝ่ฝันมาโดยตลอดว่า อยากจะเห็นตำนานหนุ่มฮอตแห่งยุคสมัยให้เป็นบุญตาสักครั้งหนึ่งในชีวิต

มาสบโอกาสเอาก็ตอน…

“หมอ อาจารย์ชาญพิชิต พงษ์ทองสำราญ สิมาบรรยายเรื่องสักขาลาย แล้วมื่ออื่นสิไปนำหาผู้บ่าวขาลายที่ภูผาม่าน ไปนำกันบ่” พี่สาวในแวดวงวัฒนธรรมที่รักใคร่กันเอ่ยชวน

แหม! เรื่องแบบนี้ไม่เห็นต้องถาม ฉันใช้เวลาตัดสินใจเพียง 0.000 วินาทีเท่านั้นก็ตอบตกลง

ถึงวันออกเดินทาง ฝนที่ตกหนักมาตั้งแต่กลางไม่อาจละลายความมุ่งมั่นของเราได้ อาจารย์ชาญพิชิตหรือที่เราถือวิสาสะเรียกเขาว่า ‘อาจารย์โบ้’ เล่าว่า เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เขามีโครงการถ่ายรูปต้นไม้ใหญ่ทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันได้มีโอกาสไปทำงานสตรีทอาร์ตที่จังหวัดน่าน และมีโอกาสไปชมภาพปู่ม่านย่าม่าน ที่วัดภูมินทร์ แต่จุดที่เขาให้ความสำคัญกลับอยู่ที่รอยสักที่ต้นขาของปู่ม่าน จึงเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการสักขาลาย

ในขณะที่เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อถ่ายภาพต้นไม้ใหญ่ ก็สืบหาผู้ที่สักขาลายไปด้วย โดยส่วนใหญ่มักจะได้รับคำตอบว่าเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้รู้สึกว่า ‘เรามาช้าไป’ โปรเจกต์ต้นไม้จึงต้องพับลงลิ้นชักไปก่อน และหันมาจริงจังกับโปรเจกต์สักขาลาย

“ผมใช้วิธีสืบหาข้อมูลทั้งจากการถามและอินเทอร์เน็ต แล้วติดต่อ อบต. ให้ช่วยนำทางไป เพราะเขามีความชำนาญในการใช้เส้นทางท้องถิ่นมากกว่าเรา” อาจารย์หนุ่มผู้หลงเสน่ห์รอยสักเล่าถึงวิธีการทำงานของเขา

อำเภอเมืองขอนแก่นอยู่ห่างจากอำเภอภูผาม่านเพียง 113 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 ชั่วโมงก็มาถึงที่หมาย ท้องฟ้าที่หมาดฝนไปแล้ว เป็นนิมิตหมายอันดีว่าภารกิจในวันนี้จะสำเร็จลุล่วง 

เรามุ่งหน้าสู่วัดสว่างอารมณ์ หลวงพ่อเจ้าอาวาสจะเป็นผู้นำทางเราไปพบผู้บ่าวขาลายแห่งภูผาม่าน ที่จริงอาจารย์โบ้เคยมาเก็บภาพรอยสักขาลายของคุณตาไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ครั้งนี้เป็นการนำหนังสือภาพที่แสดงในงานนิทรรศการสักอีสานมามอบให้ และถ่ายภาพบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ในแต่ละช่วงปี

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด
โบสถ์กลางน้ำวัดสว่างอารมณ์ วัดท้องที่แห่งนี้มีอายุกว่า 200 ปี ได้รับการพัฒนาเป็นระยะ
โดยชื่อสว่างอารมณ์ ท่านเจ้าอาวาสให้ข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะเคยมีพระนักปฏิบัติเคยใช้สถานที่แห่งนี้เพื่อพบความสงบสว่างในใจ

ระหว่างที่รอหลวงพ่อปฏิบัติกิจสงฆ์กับญาติโยม เราจึงแวะไปชมภาพจิตรกรรมที่เพื่อนของเราได้มาฝากฝีมือไว้ที่โบสถ์ เมื่อฉันผลักประตูไม้หนาหนักเข้าไป แสงสีที่สะท้อนออกมาจากภายในโบสถ์ทำให้ฉันต้องร้องว้าว เพราะภาพวาดนั้นฉีกขนบของภาพจิตรกรรมเสียกระจุยกระจาย นับตั้งแต่ลายเส้นที่ไม่ได้อยู่ในอิริยาบถร่ายรำแบบโบราณ แต่เป็นลายเส้นอย่างที่วัยรุ่นเขาเรียกตะมุตะมิอย่างไรอย่างนั้น รวมถึงสีสันสะท้อนแสงสุดจ๊าบ 

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด

ห่มสวรรค์ อู่ม่านทรัพย์ ศิลปินผู้วาดและทีมงานเล่าว่า 

“เหตุที่สื่อภาพพุทธประวัติออกมาในลักษณะนี้ เพราะต้องการให้เข้าถึงได้ง่ายทุกเพศทุกวัย ไม่น่าเบื่อ” 

ถึงเวลาต้องเดินทางไปพบคุณตาเจ้าของรอยสักในตำนาน แต่ญาติโยมยังหลั่งไหลมากราบหลวงพ่อไม่ขาดสาย โชคดีที่เพื่อนศิลปินของเรามีความชำนาญเส้นทางในพื้นที่ จึงรับมอบหมายจากหลวงพ่อให้นำทางเราด้วยความยินดี ถนนคอนกรีตเล็กๆ ของหมู่บ้านนำเราไปยังบ้านนาฝาย รถนำทางแล่นผ่านโรงเรียนประจำหมู่บ้านซึ่งร้างนักเรียนเพราะเป็นวันอาทิตย์ ก่อนจะไปหยุดนิ่งที่หน้าร้านขายของชำแห่งหนึ่ง

ทุกคนในบ้านล้วนหันมามองอาคันตุกะแปลกหน้าเป็นตาเดียว เมื่อชายชราที่นอนอยู่บนตั่งลุกขึ้นนั่งห้อยขา เห็นรอยสักจากต้นขาถึงหัวเข่าคล้ายเป็นกางเกงอีกตัว ทำให้เราทราบในทันทีว่า นี่ละ คุณตาปุ่น ตู้สมบัติ ผู้บ่าวขาลายในตำนาน

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด
อาจารย์ชาญพิชิต พงษ์ทองสราญ และ คุณตาปุ่น ตู้สมบัติ

ลายสักขาของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคอีสานนั้นมีความแตกต่างกันออกไป ที่อาจารย์โบ้ได้บันทึกภาพไว้นั้น ได้แก่ เผ่ากะตาก กะเลิง ผู้ไท และไท-ลาว ส่วนลายสักบนขาของคุณตาปุ่นนั้นเป็นลักษณะลายอย่างชาติพันธุ์ไท-ลาว เน้นไปที่ลวดลายมอม สัตว์ในจินตนาการ มากกว่าลายพรรณพฤกษา

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด
รอยสักรูปตัวมอม จะมีลูกเล่นบางอย่างให้เราต้องมองหา คือ มอมตัวผู้จะหางตั้งและมอมตัวเมียจะหางตก

ลายสักต้นขานี้พ่อใหญ่บางท่านสักลายถึงหัวเข่าจนคล้ายกางเกงขาสั้น แต่บางท่านสักยาวเหมือนสวมกางเกงขายาวก็มี ทั้งนี้เพื่อความสวยงามเท่านั้น ซึ่งต่างจากรอยสักที่หวังผลทางพุทธคุณ จึงต้องสักในส่วนที่สูงกว่าเอวขึ้นไป

ดังที่ได้เล่าไปเมื่อตอนต้นว่า ผู้บ่าวขาลายนั้นเป็นที่นิยมชมชอบในหมู่สาวๆ รุ่นคุณย่าคุณยาย เป็นเพราะการสักในบริเวณนั้นผู้สักจะได้รับความเจ็บปวดมาก สาวๆ จึงมองว่าผู้บ่าวขาลายนั้นมีความอดทนและดูแลครอบครัวได้

“ในยุคสมัยที่ยังไม่มีหมึกสำหรับสักโดยเฉพาะ ช่างจะใช้น้ำว่าน เขม่าก้นหม้อ และน้ำดีของสัตว์ เช่น งูจงอาง งูเหลือม หมี ปลาช่อน มาเป็นส่วนประกอบของน้ำหมึกแล้วแต่สูตรของช่างแต่ละคน” อาจารย์โบ้เล่า ทำให้ฉันอดคิดถึงเรื่องสุขอนามัยไม่ได้ ซึ่งต่อมาจึงได้ทราบว่า คนที่สัก 10 คน จะมีผู้เสียชีวิตราว 2 – 3 คน 

คุณตาปุ่นปีนี้อายุ 107 ปีแล้ว ร่างกายไม่ได้แข็งแรงดังเดิม ลูกหลานจึงได้พามาดูแลใกล้ชิด โดยคุณตาอยู่บ้านหนึ่ง และคุณยายคู่ชีวิตอยู่อีกบ้านหนึ่ง ภารกิจของเราวันนี้จึงไม่เพียงนำหนังสือภาพถ่ายสักอีสานมามอบให้ท่าน ถ่ายรูปแล้วกลับ แต่ยังเพื่อถ่ายภาพของท่านและคู่ชีวิตไว้เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ 2 ปีหลังจากทำหนังสืออีกด้วย เมื่อคุณตายินยอมร่วมทาง เราจึงยกโขยงมุ่งหน้าไปตามเส้นทางแคบๆ ที่ฉันสันนิษฐานว่าอาจจะเคยเป็นทางเกวียนของหมู่บ้านมาก่อน

บ้านของคุณยายอยู่ห่างออกไปราว 5 กิโลเมตร ข้ามสะพานผ่านฝายน้ำล้นมุ่งหน้าสู่บ้านนาฝายเหนือ แต่เราทำความเร็วมากนักไม่ได้ ต้องค่อยๆ ไปช้าๆ แบบเต่ากัดยาง เพราะเกรงว่าคุณตาปุ่นจะเมารถ คุณยายกำลังนั่งเล่นกับลูกหลานที่หน้าบ้าน เมื่อเห็นว่าใครนั่งรถเข็นเข้ามา ดวงตาฝ้าฟางก็ฉายแววยินดี 

“จำได้บ่ว่านี่ใคร” อาจารย์หนุ่มจากกรุงเทพฯ เปิดหนังสือไปที่รูป (อดีต) บ่าวขาลาย ที่ใส่แว่นตาสีเหลืองสุดเฟี้ยว 

ผู้อาวุโสทั้งสองยิ้มอารมณ์ดี ตอบเบาๆ ว่า “จำได้ๆ”

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด

เอาล่ะ! เริ่มงานกันได้ เราช่วยกันจัดฉากแบบง่ายๆ แค่ใช้เก้าอี้ยาวและติดผ้าด้ายดิบเป็นฉากหลัง เมื่อกล้องพร้อม พระเอกนางเอกพร้อมเข้าฉาก ลูกชายคนหนึ่งของคุณยายจึงช่วยอุ้มท่านมาวางไว้บนเก้าอี้อย่างเบามือ  ส่วนคุณตาเมื่อเดินมาถึงและนั่งลงเรียบร้อยดีแล้ว ฝ่ายคอสตูมจำเป็นจึงได้เข้ามาช่วยจัดแต่งเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย จัดแจงกางเกงขาสั้นของคุณตาพับขึ้นอีก ให้เผยรอยสักสวยงาม เมื่อเสียงชัตเตอร์ดังขึ้น ภาพน่ารักๆ แบบยังเป็นข้าวใหม่ปลามันก็ทำให้เรายิ้ม ความชื่นมื่นหน้าตาเป็นเช่นนี้เอง 

ตามหาผู้บ่าวขาลายคนสุดท้ายแห่งภูผาม่าน วัย 107 ปี ที่ย่ายายชาวขอนแก่นกรี๊ด

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเขียนอิสระ นิยมศิลปะและวัฒนธรรมพื้นถิ่น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใคร ๆ ก็คุ้นหูคุ้นตากันดีในสื่อสากล แต่ถ้าว่ากันเรื่องธรรมชาติวิทยา ก็ออกจะชวนตื่นเต้นตาโตอยู่ไม่น้อย ด้วยความเป็นทวีปโดดเดี่ยวเหงา ๆ ในซีกโลกใต้ที่แผ่นดินเคลื่อนตัวแยกห่างไกลมานานหลายล้านปี ทำให้สิงสาราสัตว์ พืชพรรณบนทวีปมีวิวัฒนาการเป็นของตัวเอง

แถมมีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์จนต้องคว้ากล้องออกมาถ่ายกันแทบไม่ทัน

Bennetts wallaby  : Triabunna, Tasmania 
Bennetts wallaby (Notamacropus rufogriseus)
พบเจอกันโดยบังเอิญในเช้าวันหนึ่งที่ Triabunna, Tasmania 

น่าตื่นเต้นทบทวีเมื่อผู้เขียนมีโอกาสเยี่ยมเยือนเกาะแทสเมเนีย (Tasmania) ที่แม้แต่คนออสเตรเลียยังบอกว่าช่างห่างไกลเหลือเกิน โดยเกาะดังกล่าวมีสถานะเป็นรัฐ (State) ภายใต้เครือรัฐออสเตรเลีย เมืองหลวงคือ โฮบาร์ต (Hobart) เป็นเกาะที่รุ่มรวยด้วยธรรมชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งไปกว่าแผ่นดินใหญ่ออสเตรเลียเสียอีก แต่เนื่องจากเป็นทริปทำงาน เส้นทางที่เจ้าบ้านผู้จัดงานพาไปชมจึงเป็นอุทยานแห่งชาติ เดินง่าย จบในวันเดียว (เพื่อไม่ให้ผู้ร่วมงานเหนื่อยจนสลบเหมือดไปก่อนงานจะเริ่ม) เส้นทางที่ผู้เขียนไปเยือน คือ Maria Island (ออกเสียงว่า มา-ราย ตามคนท้องถิ่น) ที่นี่เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ห่างจากโฮบาร์ตไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ การเดินทางก็ง่ายดาย มีเรือข้ามฟากให้บริการหลายรอบต่อวัน โดยขึ้นเรือจากท่าเรือเมือง Triabunna ห่างไปเพียง 16 กิโลเมตร ใช้เวลา 45 นาทีโดยประมาณ

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
แผนที่แสดงตำแหน่งของ Tasmania และ Maria Island
ภาพ : http://exploringtheearth.com/2014/11/30/mariaisland 

การตั้งชุมชนบนเกาะมีมานานกว่า 35,000 ปี ชาวอะบอริจินในเกาะนี้มีชื่อว่า Puthikwilayti และ เกาะนี้มีชื่อภาษาพื้นเมืองว่า wukaluwikiwayna ส่วนชาวยุโรปเป็นผู้มาทีหลัง โดยใช้พื้นที่เกาะแห่งนี้เป็นสถานที่เนรเทศนักโทษในปี 1825 (เทียบได้กับเกาะตะรุเตาหรือเกาะเต่าในสมัยก่อน)

Maria Island อยู่ห่างจากเกาะแทสเมเนียไม่มาก จึงมีนักโทษว่ายน้ำหนีไปขึ้นฝั่งบนเกาะแทสเมเนียสำเร็จอยู่เป็นประจำ ปลายยุค 1800 จึงถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทำเกษตรและอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ แต่สุดท้ายก็สู้ราคาสินค้าที่ผลิตบนเกาะแทสเมเนียไม่ได้ (เพราะต้องบวกค่าขนส่งขึ้นฝั่งเข้าไปอีก) กิจกรรมต่าง ๆ ค่อย ๆ เลิกราในทศวรรษ 1960 เกาะแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งประสบความสำเร็จในปี 1971 ทำให้เกาะมารายเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาตินับแต่นั้นมา

กิจกรรมศึกษาธรรมชาติบนเกาะมีมากมาย ทั้งปีนเขา แคมป์ปิ้ง พายคายัค ดำน้ำดูปะการัง เดินชมธรรมชาติแบบสั้น ๆ ในกรณีที่มีเวลาเพียงวันเดียว แถมเป็นฤดูหนาว จึงเหลือเพียงการเดินเส้นทางระยะสั้นเท่านั้นที่ทำได้ ผู้เขียนพร้อมเพื่อนร่วมทางตกลงกันว่าจะเดินเท่าที่ไหว ไม่ฝืนสังขาร และแวะเพียงไม่กี่จุด ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราสนุกสนานและมีความทรงจำดี ๆ กับเกาะมารายได้แบบไม่รู้ลืม

ณ ขณะที่เรือใกล้เทียบท่า Darlington, Maria Island ท่าเรือแห่งเดียวของเกาะ
ณ ขณะที่เรือใกล้เทียบท่า Darlington, Maria Island ท่าเรือแห่งเดียวของเกาะ

เริ่มกันที่ Darlington จุดนี้เป็นท่าเรือหลักของเกาะ กลุ่มอาคารทั้งเก่าและใหม่ล้วนกระจุกตัวอยู่ที่นี่ มีทั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ห้องน้ำ บ้านพัก รวมถึงซากอาคารเก่ายุคร้อยกว่าปีก่อน คณะทัวร์เฉพาะกิจของเราเดินเลี้ยวไปทางขวา จากท่าเรือ Darlington เลาะเลียบชายฝั่ง ระหว่างทางเจอเจ้าถิ่นที่ไม่กลัวผู้มาเยือนเลยแม้แต่นิด ให้ความรู้สึกถึงการเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติอย่างแท้จริง พอเราขึ้นจากเรือปุ๊บ ก็พบนก Australian pied cormorant (Phalacrocorax varius) นกชายฝั่งท้องถิ่นแถบออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มองไกล ๆ ตกใจนึกว่าเพนกวิน จนกระทั่งฝูงสยายปีกจึงแก้ไขความเข้าใจผิดไปได้

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินออกจากท่าเรือ Darlington ได้ไม่นานก็เจอกับ Tasmanian Pademelon (Thylogale billardierii) สัตว์ตระกูลเดียวกับจิงโจ้และวัลลาบี (Wallaby) พบเฉพาะในแทสเมเนียเท่านั้น เป็นสัตว์ขี้อาย ชอบหลบหลืบตามสุมทุมพุ่นไม้ และกระโดดหนีอย่างไวเมื่อพอเจอคณะของพวกเรา

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินไปอีกเล็กน้อยก็จ๊ะเอ๋กับ Common Wombat (Vombastus ursinus) สัตว์ท้องถิ่นขวัญใจชาวออสซี ด้วยรูปลักษณ์ต้วมเตี้ยมตะมุตะมิ ไม่วิ่งหนีคน วอมแบตเป็นสัตว์มีถุงหน้าท้อง (Marsupial) นับเป็นญาติใกล้ชิดกับโคอาลา และเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดที่มีพฤติกรรมการขุดโพรงดินเพื่ออยู่อาศัย

แม้เจ้าวอมแบตจะดูเฉื่อยชิลล์ในภาวะปกติ แต่เมื่อมีภัย มันก็วิ่งได้เร็วถึง 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง อีกเรื่องที่น่าสนใจ คืออุจจาระของวอมแบตมีรูปทรงลูกบาศก์ แม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทำไมวอมแบตผลิตอุจจาระออกมาเป็นรูปทรงนั้น แต่ค่อนข้างแน่ชัดว่ามันมีประโยชน์แง่ใช้สอย เนื่องจากวอมแบตใช้อุจจาระในการบอกอาณาเขตและดึงดูดเพศตรงข้าม รูปทรงดังกล่าวทำให้อุจจาระไม่กลิ้งหายหรืออยู่ผิดที่ผิดทางจากที่ควรจะเป็น ด้วยความสำคัญเช่นนั้น ทำให้วอมแบตผลิตอุจจาระออกมาจำนวนมากจนกองเกลื่อนไปทั่วทุ่งหญ้า เรียกได้ว่าเดินไปทางไหนก็เหยียบโดนแน่นอน โชคดีที่อาหารหลักของพวกมันคือหญ้า ทำให้อุจจาระเกาะเป็นก้อน ไม่เหลวหรือเหนียวจนติดรองเท้ากลับมาด้วย

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

  เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติของ Maria Island สัญจรได้ทั้งคนเดินและจักรยาน โดยจักรยานนำมาเองจากบ้านหรือเช่าจากท่าเรือ แล้วนำลงเรือเฟอร์รี่มาเองจากฝั่งแทสเมเนียก็ได้ การปั่นจักรยานเป็นทางเลือกที่ดี หากต้องแข่งกับเวลาและมีความแข็งแรงมากพอ เพราะภูมิประเทศบนเกาะมารายเต็มไปด้วยเนินเขาน้อยใหญ่ วิธีนี้เป็นทางเลือกที่ค่อนข้างท้าทาย คณะของผู้เขียนจึงเลือกเดินไปเท่าที่ทำได้ดีกว่า

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินจาก Darlington อย่างช้า ๆ ไม่เร่งรีบ ราว ๆ 1 ชั่วโมง ในที่สุดเราก็มาพักเที่ยงกันที่ The Painted Cliffs ประติมากรรมธรรมชาติจากหินทรายและออกไซด์ธาตุเหล็ก ผลงานสร้างสรรคจ์ากการกัดเซาะโดยน้ำทะเล น้ำฝน คลื่นลม และกาลเวลา ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะและเป็นหนึ่งในจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวหลัก ระยะทางเดินราว 2 กิโลเมตรเศษจาก Darlington

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
มุมมองจากบนหน้าผา เห็นเกาะแทสเมเนียอยู่ไม่ไกล พร้อมทะเลใสสีครามเข้มเห็นไปถึงโขดหินด้านล่าง
มองกลับไปอีกทาง เห็นเวิ้งอ่าวโค้ง หาดทรายสีขาว (Rutherford Beach) และเนินทุ่งหญ้าที่เดินข้ามผ่านมา
มองกลับไปอีกทาง เห็นเวิ้งอ่าวโค้ง หาดทรายสีขาว (Rutherford Beach) และเนินทุ่งหญ้าที่เดินข้ามผ่านมา
เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
Maria Island ยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณดึกดําบรรพ์จําพวกเฟิร์นที่เติบโตอัดแน่นกินบริเวณเป็นทุ่งกว้าง
เดินย้อนเส้นทางกลับมายัง Darlington เพื่อไปสํารวจฝั่งเหนือของเกาะ
เดินย้อนเส้นทางกลับมายัง Darlington เพื่อไปสํารวจฝั่งเหนือของเกาะ
ห่านดินกินหญ้าของแท้ Cape Barren goose (Cereopsis novaehollandiae) ห่านหายากขนาดใหญ่พบเจอเฉพาะบางบริเวณชายฝั่งทางใต้ของออสเตรเลียและบางส่วนของชายฝั่งแทสเมเนีย แต่พบเจอเกลื่อนกลาดบน Maria Island
ห่านดินกินหญ้าของแท้ Cape Barren goose (Cereopsis novaehollandiae) ห่านหายากขนาดใหญ่พบเจอเฉพาะบางบริเวณชายฝั่งทางใต้ของออสเตรเลียและบางส่วนของชายฝั่งแทสเมเนีย แต่พบเจอเกลื่อนกลาดบน Maria Island
Ile du Nord เกาะหินแกรนิตเล็ก ๆ ทางทิศเหนือของ Maria Island
Ile du Nord เกาะหินแกรนิตเล็ก ๆ ทางทิศเหนือของ Maria Island
เป็นเขตอุทยานแห่งชาติที่มีความสําคัญในด้านการอนุรักษพันธุ์สัตว์ และไม่มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

จาก Darlington ราว ๆ ครึ่งชั่วโมงแบบเดินเร็ว ๆ ผู้เขียนพบกับ The Fossil Cliffs หน้าผาหินปูนทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ เป็นบริเวณที่มีการพบซากฟอสซิลดึกดําบรรพ์อายุประมาณ 100 ล้านปีของสัตว์ทะเลจําพวกหอย เพรียง และปะการัง ในอดีตหินปูนในบริเวณนี้เคยถูกสกัดและลำเลียงไปผลิตเป็นปูนซีเมนต์ในช่วงปี 1920 จึงมีร่องรอยรางของรถรางขนส่งในบริเวณใกล้เคียงอยู่ด้วย

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ทุ่งหญ้ากว้างเป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์ ในจำนวนนี้ดูเหมือนว่าจิงโจ้ Forester Kangaroo (Macropus giganteus) ดูโดดเด่นกว่าผู้อาศัยสายพันธุ์อื่น ช่วงบ่ายแก่ ๆ เป็นเวลาอาหารพอดี เราโชคดีได้เฝ้าสังเกตการณ์จากระยะไกล เห็นจิงโจ้ฝูงใหญ่นอนเอกเขนกสลับกับเล็มหญ้าบนพื้น แม้ดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่รู้กันโดยทั่วว่า อันที่จริงแล้วจิงโจ้เป็นสัตว์ค่อนข้างอันตราย หากอยู่ใกล้ ๆ เกิดโชคร้ายโดนจิงโจ้หมายหัว คุณอาจโดนฟาดแข้ง ฟาดหางใส่ก็เป็นได้ การชมจากระยะไกลจึงปลอดยภัยกว่าสำหรับคนและจิงโจ้

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ในบริเวณทุ่งหญ้าเดียวกันนั้นเอง ผู้เขียนพบบ้านของวอมแบตเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งจะขุดโพรงดินเพื่ออยู่อาศัยไว้ใต้พุ่มไม้ และพรางตัวจากศัตรูตามธรรมชาติ โพรงแรกเห็นเจ้าบ้านนั่งเฝ้าอยู่ด้านหน้าราวกับกำลังระวังภัย ส่วนโพรงที่สอง เจ้าบ้านดูวุ่นวายอยู่กับภารกิจในโพรงที่ไม่แน่ใจว่าคืออะไร

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ทริปนี้จบลงในช่วงเวลาโพล้เพล้ ผู้เขียนเดินทางกลับฝั่งแทสเมเนียพร้อมเพื่อน ๆ ทุกคนตื่นเต้น สนุกสนานกับประสบการณ์ที่พบเจอ หวังว่าทริปถัดไปในออสเตรเลียจะมีเรื่องสนุกอีกมากรอเราอยู่

ข้อควรรู้ 

  • การเดินทางจาก Hobart มายัง Triabunna เพื่อลงเรือเฟอร์รี่มา Maria Island มีเพียงวิธีเดียว คือ ขับรถส่วนตัว โดยมากนักท่องเที่ยวมักเช่ารถขับมาจากสนามบิน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • นอกจากนั่งเรือเฟอร์รี่แล้ว วิธีเดินทางที่ทำได้ คือเครื่องบินเล็กส่วนบุคคล โดยต้องทำเรื่องแจ้งทางอุทยานฯ ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน
  • Maria Island เป็นเขตอนุรักษ์ จึงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านค้า และถังขยะ ควรพกเสบียง น้ำจืด และอุปกรณ์กันหนาว/ฝน/แดด ไปพร้อมกัน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง และ เก็บขยะทุกชิ้นด้วยตนเองเมื่อออกจากเกาะ

ข้อมูลอ้างอิง : parks.tas.gov.au/explore-our-parks/maria-island-national-park

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ศุจีภรณ์ ตันติพงษ์

นักศึกษาไทยใน Sydney, Australia นักเดินทางมือสมัครเล่น ในมือถือกล้องกลางวันมองพื้น กลางคืนมองดาว มีความอยากรู้ อยากเห็น เป็นแพสชันหลักของชีวิต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load