เราเชื่อเสมอว่าประวัติศาสตร์มีหลากหลายแง่มุม มิติประวัติศาสตร์ซ้อนทับกันหลายชั้นในเมืองและพื้นที่ ทั้งในรูปแบบที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าปรากฏในสถาปัตยกรรม จิตรกรรมฝาผนัง กิจวัตรประจำวัน และประเพณีในชุมชน ดังนั้นคนเราจึงเรียนรู้วัฒนธรรมได้มากมายจากการสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน ประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ทุกหนทุกแห่ง และจากการเป็นนักสำรวจมาเนิ่นนาน เราใช้เวลาส่วนใหญ่เดินทาง สังเกต และมองหาชั้นหลักฐานของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมรอบตัว

ภาพถ่ายเป็นวิธีการบันทึกอย่างหนึ่งที่เก็บอารมณ์ชั่วคราวที่ผู้คนรู้สึกต่อโลกรอบตัวไว้ได้ ภาพถ่ายชุดนี้เก็บประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสเนื้อแท้ความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทั้งสองแบบ ซึ่งแยกออกจากกันไม่ได้


I have always believed history to be multi-dimensional, and that there are numerous historic layers that are self-evident in both the tangible and intangible elements of cities and spaces: architecture, mural arts, and day-to-day activities and traditions within communities. As such, a person can learn tremendous amounts about a culture by being meticulously observant. History is hidden everywhere, and having always been an explorer, I spend most of my time traveling, observing, and looking for evidence of the historical and cultural layers around me.

Photography is a form of documentation that is capable of capturing momentary emotions and feelings that people possess towards the world around them. This collection of photos captures history and culture that is both tangible and intangible, so that people could sense the intrinsic connection that exists between the two, and that one cannot come without the other.

เราเชื่อเสมอว่าประวัติศาสตร์มีหลากหลายแง่มุม มิติประวัติศาสตร์ซ้อนทับกันหลายชั้นในเมืองและพื้นที่ ทั้งในรูปแบบที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าปรากฏในสถาปัตยกรรม จิตรกรรมฝาผนัง กิจวัตรประจำวัน และประเพณีในชุมชน ดังนั้นคนเราจึงเรียนรู้วัฒนธรรมได้มากมายจากการสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน ประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ทุกหนทุกแห่ง และจากการเป็นนักสำรวจมาเนิ่นนาน เราใช้เวลาส่วนใหญ่เดินทาง สังเกต และมองหาชั้นหลักฐานของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมรอบตัว

ภาพถ่ายเป็นวิธีการบันทึกอย่างหนึ่งที่เก็บอารมณ์ชั่วคราวที่ผู้คนรู้สึกต่อโลกรอบตัวไว้ได้ ภาพถ่ายชุดนี้เก็บประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสเนื้อแท้ความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทั้งสองแบบ ซึ่งแยกออกจากกันไม่ได้


I have always believed history to be multi-dimensional, and that there are numerous historic layers that are self-evident in both the tangible and intangible elements of cities and spaces: architecture, mural arts, and day-to-day activities and traditions within communities. As such, a person can learn tremendous amounts about a culture by being meticulously observant. History is hidden everywhere, and having always been an explorer, I spend most of my time traveling, observing, and looking for evidence of the historical and cultural layers around me.

Photography is a form of documentation that is capable of capturing momentary emotions and feelings that people possess towards the world around them. This collection of photos captures history and culture that is both tangible and intangible, so that people could sense the intrinsic connection that exists between the two, and that one cannot come without the other.

Writer & Photographer

สิริกิติยา เจนเซน

นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ที่สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป และคุยกับผู้คน

Photo Essay

เรื่องเล่าผ่านภาพถ่าย

อดีตนักศึกษาล้วนเคยมีช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างยากลำบากที่สุด ทั้งกดดันและยาวนาน แต่เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เรียกได้ว่า เป็นด่านแรกในการพิสูจน์ตัวเองก่อนจะไปเผชิญชีวิตวัยทำงาน นั่นคือช่วงของการทำโปรเจกต์จบหรือทีสิส ที่หลายคนคงจำเรื่องราวเหล่านี้ได้ไม่ลืม เช่นเดียวกับโปรเจกต์นี้

ชุดภาพถ่ายนี้เป็นผลงานของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่บังเอิญมีใจให้ศิลปะ เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นคณะวิทยาศาสตร์ แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักของการทำโปรเจกต์นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องศิลปะเลย แต่ในเมื่อเราไม่สามารถบอกรักวิทยาศาสตร์ได้อย่างหมดหัวใจ เลยได้แอบบอกรักศิลปะ ผ่านสีสันระดับจุลภาคในโปรเจกต์ของภาควิชาวัสดุศาสตร์นี้

โปรเจกต์นี้ได้ศึกษาอิทธิพลของความร้อนต่อโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้าไร้สนิม หรือสเตนเลสที่เรารู้จักกัน

เมื่อมันได้รับความร้อนมากพอ ฟิล์มใสๆ บนผิวสเตนเลสจะค่อยๆ หนาขึ้นเป็นกลไกตามธรรมชาติ และเมื่อมีแสงมาตกกระทบฟิล์มเหล่านี้ จะเกิดการหักเหให้เห็นเป็นสีต่างๆ ซึ่งเป็นกลไกเดียวกันกับปรากฏการณ์สายรุ้งของละอองน้ำ

ความหนาของฟิล์มที่แตกต่างกันจึงหักเหแสงออกมาได้สีแตกต่างกัน ทำให้ความตื่นเต้นของการทำโปรเจกต์เกิดขึ้นทุกๆ ครั้งที่ได้มองสีสันที่มหัศจรรย์เหล่านี้ผ่านกล้องจุลทรรศน์

อดีตนักศึกษาล้วนเคยมีช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างยากลำบากที่สุด ทั้งกดดันและยาวนาน แต่เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เรียกได้ว่า เป็นด่านแรกในการพิสูจน์ตัวเองก่อนจะไปเผชิญชีวิตวัยทำงาน นั่นคือช่วงของการทำโปรเจกต์จบหรือทีสิส ที่หลายคนคงจำเรื่องราวเหล่านี้ได้ไม่ลืม เช่นเดียวกับโปรเจกต์นี้

ชุดภาพถ่ายนี้เป็นผลงานของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่บังเอิญมีใจให้ศิลปะ เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นคณะวิทยาศาสตร์ แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักของการทำโปรเจกต์นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องศิลปะเลย แต่ในเมื่อเราไม่สามารถบอกรักวิทยาศาสตร์ได้อย่างหมดหัวใจ เลยได้แอบบอกรักศิลปะ ผ่านสีสันระดับจุลภาคในโปรเจกต์ของภาควิชาวัสดุศาสตร์นี้

โปรเจกต์นี้ได้ศึกษาอิทธิพลของความร้อนต่อโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้าไร้สนิม หรือสเตนเลสที่เรารู้จักกัน

เมื่อมันได้รับความร้อนมากพอ ฟิล์มใสๆ บนผิวสเตนเลสจะค่อยๆ หนาขึ้นเป็นกลไกตามธรรมชาติ และเมื่อมีแสงมาตกกระทบฟิล์มเหล่านี้ จะเกิดการหักเหให้เห็นเป็นสีต่างๆ ซึ่งเป็นกลไกเดียวกันกับปรากฏการณ์สายรุ้งของละอองน้ำ

ความหนาของฟิล์มที่แตกต่างกันจึงหักเหแสงออกมาได้สีแตกต่างกัน ทำให้ความตื่นเต้นของการทำโปรเจกต์เกิดขึ้นทุกๆ ครั้งที่ได้มองสีสันที่มหัศจรรย์เหล่านี้ผ่านกล้องจุลทรรศน์

Writer & Photographer

พศิกา สรรเสริญ

ศรัทธาในวิทย์ ดำเนินชีวิตด้วยศิลป์ ปัจจุบันเป็นวิศวกรที่เหนื่อยล้าคนหนึ่ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load