สมัยยังเป็นเด็กเวลาที่ไปเรียนพิเศษแถวสยามสแควร์ หลายๆ คนอาจจะเป็นแบบผม ที่เห็นคนมากมายยืนออกันอยู่ริมถนนอังรีดูนังต์ในวันอาทิตย์ตอนเย็นๆ เวลาถามผู้ใหญ่ ทุกคนก็ตอบว่าคนพวกนี้มาสนามม้า พอผมถามต่อไปว่าแล้วข้างในมีอะไร ผู้ใหญ่คนเดิมก็มักจะตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน ก่อนจะปรามเราว่ามันเป็นที่ของผู้ใหญ่ อย่าไปข้องแวะด้วยดีกว่า เวลาผ่านมาจนเราอายุเลยเกณฑ์ที่จะเข้าไปในสนามม้าได้แล้ว แต่ผมก็ยังไม่เคยเข้าไปเลยสักที ก็เหมือนหลายๆ อย่างในชีวิตที่พอเราโตขึ้นก็มักจะหลงลืมไป จนผมได้ยินข่าวการปิดตัวของสนามม้านางเลิ้ง และจะมีการแข่งม้าในนั้นเป็นครั้งสุดท้าย พาให้นึกถึงความขี้สงสัยของตัวเองตอนเด็กขึ้นมา ถ้าไม่ลองเข้าไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะได้เข้าไปอีกทีตอนไหนแล้ว

ในวันอาทิตย์ที่ร้อนอบอ้าว ผมก้าวลงจากแท็กซี่ลงหน้าสนามม้านางเลิ้ง หรือราชตฤณมัยสมาคม บางทีคนก็เรียกกันว่าสนามไทย เพราะเป็นที่ของชาวไทย ต่างกับทางราชกรีฑาสโมสรตรงอังรีดูนังต์ซึ่งเป็นสนามของฝรั่ง แม้จะเปิดให้บริการมาแล้วกว่า 100 ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6  แต่ตัวอาคารก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ดีด้วยเทคโนโลยีทางวิศวกรรมในยุคนั้น เพราะจุดประสงค์หลักที่ใช้สำหรับการดูแข่งม้า หลังคาของสนามม้าแห่งนี้จึงเป็นคอนกรีตหล่อ ซึ่งทำให้ไม่มีเสาตรงกลางมาบดบังการแข่งม้าเลย แม้ว่าสนามแห่งนี้จะกว้างมากๆ ก็ตาม รูปแบบโครงหลังคาแบบนี้ยังมีเหลืออยู่แค่ไม่กี่ที่ในไทย หนึ่งในนั้นคือโรงพิมพ์ธนบัตรเก่า หรือปัจจุบันคือศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ตรงพระราม 8 นั่นเอง

เท่าที่ดูด้วยตาเปล่ามีคนเดินเข้าสนามม้ากันอย่างหนาตา คงเพราะเป็นวันสุดท้าย หน้าประตูทางเข้ามีร้านขายหนังสือวิเคราะห์การแข่ง ปากกา และให้เช่ากล้องส่องทางไกล ซึ่งราคาเพียง 30 บาทต่อวันเท่านั้น จากการพูดคุยสอบถามก็ได้ความว่าหลายๆ คนที่มาเช่านั้นมีกล้องส่องทางไกลอยู่ที่บ้านด้วย แต่เลือกมาเช่าเพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าจะมาสนามม้า (คนที่คงไม่อยากให้รู้มากที่สุดก็คงไม่แคล้วจะเป็นภรรยานั่นแหละ)

หลังจากต่อคิวซื้อบัตรผ่านประตูทางเข้าในราคา 50 บาทแล้ว ในที่สุดผมก็จะได้เดินทะลุเข้าไปยังตัวสนามม้าที่สงสัยมานานสักที หลังจากคุณป้ารับตั๋วไปก่อนจะฉีกและส่งคืนมา แทนที่จะรับไปเลยก็เพื่อให้เก็บเป็นที่ระลึก ภาพเบื้องหน้านั้นมันดูไม่เหมือนกับบ่อนการพนันแบบที่เคยได้ยินมาสักเท่าไร แต่เป็นเหมือนโรงอาหารผสมกับการมาปิกนิกที่ทุกคนมาพบปะแฮงเอาต์กันมากกว่า ผมเคยอ่านเจอในหนังสือของพญาอินทรีแห่งสวนอักษร ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ว่า ในสมัยก่อนสนามม้านี่เป็นเหมือนแหล่งพบปะสังสรรค์กันของคนในชุมชน ถ้าอยากหาใครก็ให้ไปหาในสนามม้า คล้ายกับเป็นชมรมของเหล่าสุภาพบุรุษตามแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ ใช่ วันหยุดของผู้ชายในยุคนั้นหรือยุคไหนๆ ก็คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่าเครื่องดื่มเย็นๆ บุหรี่สักมวน (ภายในสนามม้าแห่งนี้สามารถสูบบุหรี่ได้ทุกที่ โดยไม่มีกฎข้อห้ามใดๆ) และการแข่งกีฬาตรงหน้า เพราะเป็นที่ของเหล่าสุภาพบุรุษ ที่นี่เลยมีกฎข้อบังคับเรื่องเครื่องแต่งกายด้วย เราจึงไม่สามารถใส่รองเท้าแตะเดินเข้าไปด้านในได้เลย

จึงไม่แปลกใจเลยที่มองไปทางไหนก็เจอลุงๆ น้าๆ กินดื่มกันอยู่ คุณพี่ทางด้านนั้นนั่งโต๊ะพร้อมเครื่องดื่มและกับแกล้มชุดใหญ่ บางคนก็มีแค่เบียร์คนละกระป๋องในมือและไปนั่งตรงอัฒจันทร์พร้อมอ่านโปรแกรมการแข่งในมือ ถ้ากลัวร้อนก็นั่งอยู่ในร่มเงาด้านในได้เพราะมีทีวีถ่ายทอดการแข่งให้ลุ้น หรือถ้ารวยหน่อยก็อาจจะสมัครเป็นสมาชิกถาวรของสนามที่ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ ซึ่งจะมีห้องอาหารและที่นั่งพักซึ่งหรูหรา ดูมีระดับกว่า ให้ใช้งาน

หลังจากเข้าไปหาที่นั่งเหมาะๆ ได้แล้ว เสียงการบรรยายตรงหน้าก็บอกว่าการแข่งขันจะเริ่มในอีกไม่ช้า มีการนำม้าที่จะแข่งในรอบนั้นๆ มาเดินโชว์ตัวที่สนามหลังจากที่พาลงมาจากรถ และให้เดินผ่อนคลายในคอกม้าด้านหลังสนามแล้ว หลายคนรอบตัวผมเริ่มลุกลี้ลุกลนหยิบเอากล้องส่องทางไกลมาส่องดูหน่วยก้านแต่ละตัวที่เดินเรียงกันออกมา ก่อนที่หน้าซุ้มขายบัตรรับแทงว่าตัวไหนจะเข้าวินก็เริ่มเนืองแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งได้เวลากรรมการจึงนำม้าทุกตัวไปเข้ายังจุดปล่อยตัวที่เป็นคอกแคบๆ แยกซองใครซองมัน

หลังจากได้สัญญาณปล่อยตัว จ๊อกกี้แต่ละคนก็บังคับให้ม้าพุ่งทะยานออกไปอย่างสุดฝีเท้า ก็ระยะทางในการพิสูจน์ม้าของสนามม้าแห่งนี้นั้นเพียงแค่ 1,200 เมตรหรือหนึ่งกิโลเมตรนิดๆเท่านั้นเอง เพียงพริบตาเดียวเหล่าฝูงม้าก็วิ่งเข้ามาใกล้ผู้ชมซึ่งอยู่อีกฝั่งของสนามมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเสียงเชียร์จากทุกคนในสนามที่ดังขึ้นๆ เรื่อยๆ จนมีม้าวิ่งผ่านเส้นชัยไปนั่นแหละเสียงเชียร์จึงได้เงียบลง แทนที่ด้วยเสียงโห่ฮาของบรรดาผู้ที่พ่ายแพ้ต่อการเดิมพัน

สารภาพด้วยใจจริงว่าหลังการแข่งขันที่เพิ่งจบลงไป หัวใจผมยังคงเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น เสียงคนเชียร์ เสียงของม้า เสียงคนพากย์ และบรรยากาศเจือกลิ่นควันบุหรี่เหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่หาดูหาฟังและเข้าใจได้ไม่ง่ายนักในโลกของคนในยุคนี้ ผมจึงไม่แปลกใจนักที่รู้ว่าสนามม้าแห่งนี้ประสบปัญหาขาดทุนและจะต้องเลิกราไปไม่ต่างจากกิจการที่ถูกคิดมาเมื่อ 100 ปีก่อนอย่างอื่นๆ เช่น โทรเลข แต่อย่างน้อยเสียงและบรรยากาศของการแข่งในวันนี้จะดังกึกก้องอยู่ในใจเราต่อไปอย่างแน่นอน

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Photo Essay

เรื่องเล่าผ่านภาพถ่าย

ความหลากหลายกลายเป็นเรื่องราวที่ผมเก็บใส่หัวทีละนิด และการเจอผู้คนก็เหมือนการอ่านหนังสือหนึ่งเล่ม ไม่ใช่หนังสือธรรมดา แต่เป็น ‘หนังสือชีวิต’ ที่ผมต้องถ่ายทอดผ่านภาพถ่าย

หน้าที่การงานก็ทำให้พานพบความหลากหลาย ทั้งเพศ ผู้คน ชีวิต และเรื่องราว ในเดือนแห่ง Pride Month นี้ ช่างภาพแฟชั่นวัย 39 ผู้รับค่าจ้างและสนุกกับการลั่นชัตเตอร์มาตลอด 17 ปี ตั้งใจถ่ายทอด ‘ความหลากหลาย’ ผ่านนิทรรศการ Natural Beauty ชุดภาพ ‘ความงามในแบบเรา’ เพราะผมเชื่อว่า ความงามในแบบเราเกิดจากความมั่นใจ

เป็นความมั่นใจที่เริ่มต้นจากการเข้าใจตัวเอง ยอมรับตัวเอง และรักตัวเอง 

เมื่อใดก็ตามที่เรามั่นใจ ความงามนั้นจะเฉิดฉายขึ้นมาเองโดยธรรมชาติอย่างเป็นธรรมชาติ

ภาพที่ 1 นายแบบคนนี้เป็นคนอีสาน เป้าหมายของเขาคือฮอลลีวูด เขาบอกผมว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เนื้อตัวเขาต้องแสงแดด มันทำให้เขามีพลัง เหมือนมองเห็นตัวเองชัด ยอมรับ มั่นใจ และภูมิใจในสิ่งที่เป็น

ภาพที่ 2 ทุกคนต้องมีแสงนำทางของตัวเอง ทางมืดแค่ไหนก็ไม่หลง

ภาพที่ 3 เวลาเห็นผู้หญิงสองคนเดินด้วยกัน อยู่ด้วยกันแล้ว ผมรู้สึกถึง ‘ความเป็นตลอดไป’ ได้มากกว่า

ภาพที่ 4 ผมเข้าใจว่า ‘กว่าความงามจะปรากฏผ่านสายตา เพราะเราเข้าใจชีวิตได้มากพอ’ ชีวิตของ ‘ซานิ’ สะท้อนออกมาผ่านดวงตากลมโตสวย

ภาพที่ 5 ระหว่างถ่ายภาพนี้ ผมชวนกาย (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสำรองห้องพัก โรงแรมอวานี) คุยถึงมุมมองความรัก กายบอกผมว่า ‘เวลาคบกับใคร จงเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ แต่ขอให้เป็นตัวเองให้มากที่สุด’ และในมุมม่านสีดำ แววตานิ่ง-สงบ มันกำลังเล่าเรื่องราวของเขา ณ โมเมนต์นั้น ภาพใบนี้คือภาพที่ผมรู้สึกว่าเขาเป็นตัวเองที่สุด

ภาพที่ 6 ผมมีโอกาสถ่าย บัวชมพู ฟอร์ด ในบ้านของเขาด้วยแสงธรรมชาติ ไม่ใช่บ้านใครทุกคนจะตั้งฉากใหญ่รับแสงธรรมชาติได้แบบนี้ ผมพลอยได้รับพลังจากพื้นที่ที่ถูกจัดการ-วางแผนให้ชีวิตอยู่ในสเปซที่สวยงาม ผมตั้งใจเก็บโมเมนต์ของเธอผ่านภาพพลิ้วไหวใบนี้

ภาพที่ 7 แสงที่ริมหน้าต่าง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่นายแบบมองมา, แสงสีแดงเล็ก ๆ แทนชีวิตกลางคืน ตัดกับท้องฟ้าในวันปกติธรรมดา เป็นจังหวะเดียวกันกับชีวิตของป๊อป ผู้จัดการฝ่ายการประชุมและสัมนา โรงแรมอวานี เขาบอกผมว่า ‘ความสุขเกิดขึ้นได้ หากหาเวลาให้ตัวเองมากพอ’

ภาพที่ 8 ผมหยิบสูทผ้าไทยสีม่วงของแม่มาให้ Hiro Namba นายแบบคนญี่ปุ่นใส่ คนคงนึกไม่ออก ‘ผู้ชายกับชุดแม่’ เข้ากันได้อย่างไร แต่ ‘ความมั่นใจ’ ก็ทำให้ชุดดูกลายเป็นงาน Bespoke แสนพอดีตัว

ภาพที่ 9 คนเรามีความหลากหลายทางร่างกาย เมื่อใดที่เรายอมรับ ‘ร่างกายของเรา’ ได้ ลองเติมความเป็นแฟชั่นลงไป มันจะทำให้เราเจอเส้นทางของตัวเองที่ชัดเจนขึ้น, ภาพนี้เป็นคอลเลกชันหนึ่งในแบรนด์ LaLaLove ของ ลินดา เจริญลาภ

ภาพที่ 10 กางเกงว่ายน้ำลายเสือแทนความจัดจ้าน เหมือนมันเปล่งเสียงตะโกนคำว่า ‘Fearless!’ ราวกับว่ากำลังเปลี่ยนฤดูร้อนให้เป็นกลายเป็นวันที่ไม่ต้องแคร์ใคร พอไม่ต้องแคร์ใคร เราจะเห็นตัวเองชัดเจน

ชมนิทรรศการ Natural Beauty ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายนนี้ ชั้น 11 Avani+ Riverside Bangkok Hotel

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load