18 Sep 2018
2 PAGES
1 K

สมัยยังเป็นเด็กเวลาที่ไปเรียนพิเศษแถวสยามสแควร์ หลายๆ คนอาจจะเป็นแบบผม ที่เห็นคนมากมายยืนออกันอยู่ริมถนนอังรีดูนังต์ในวันอาทิตย์ตอนเย็นๆ เวลาถามผู้ใหญ่ ทุกคนก็ตอบว่าคนพวกนี้มาสนามม้า พอผมถามต่อไปว่าแล้วข้างในมีอะไร ผู้ใหญ่คนเดิมก็มักจะตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน ก่อนจะปรามเราว่ามันเป็นที่ของผู้ใหญ่ อย่าไปข้องแวะด้วยดีกว่า เวลาผ่านมาจนเราอายุเลยเกณฑ์ที่จะเข้าไปในสนามม้าได้แล้ว แต่ผมก็ยังไม่เคยเข้าไปเลยสักที ก็เหมือนหลายๆ อย่างในชีวิตที่พอเราโตขึ้นก็มักจะหลงลืมไป จนผมได้ยินข่าวการปิดตัวของสนามม้านางเลิ้ง และจะมีการแข่งม้าในนั้นเป็นครั้งสุดท้าย พาให้นึกถึงความขี้สงสัยของตัวเองตอนเด็กขึ้นมา ถ้าไม่ลองเข้าไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะได้เข้าไปอีกทีตอนไหนแล้ว

ในวันอาทิตย์ที่ร้อนอบอ้าว ผมก้าวลงจากแท็กซี่ลงหน้าสนามม้านางเลิ้ง หรือราชตฤณมัยสมาคม บางทีคนก็เรียกกันว่าสนามไทย เพราะเป็นที่ของชาวไทย ต่างกับทางราชกรีฑาสโมสรตรงอังรีดูนังต์ซึ่งเป็นสนามของฝรั่ง แม้จะเปิดให้บริการมาแล้วกว่า 100 ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6  แต่ตัวอาคารก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ดีด้วยเทคโนโลยีทางวิศวกรรมในยุคนั้น เพราะจุดประสงค์หลักที่ใช้สำหรับการดูแข่งม้า หลังคาของสนามม้าแห่งนี้จึงเป็นคอนกรีตหล่อ ซึ่งทำให้ไม่มีเสาตรงกลางมาบดบังการแข่งม้าเลย แม้ว่าสนามแห่งนี้จะกว้างมากๆ ก็ตาม รูปแบบโครงหลังคาแบบนี้ยังมีเหลืออยู่แค่ไม่กี่ที่ในไทย หนึ่งในนั้นคือโรงพิมพ์ธนบัตรเก่า หรือปัจจุบันคือศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ตรงพระราม 8 นั่นเอง

เท่าที่ดูด้วยตาเปล่ามีคนเดินเข้าสนามม้ากันอย่างหนาตา คงเพราะเป็นวันสุดท้าย หน้าประตูทางเข้ามีร้านขายหนังสือวิเคราะห์การแข่ง ปากกา และให้เช่ากล้องส่องทางไกล ซึ่งราคาเพียง 30 บาทต่อวันเท่านั้น จากการพูดคุยสอบถามก็ได้ความว่าหลายๆ คนที่มาเช่านั้นมีกล้องส่องทางไกลอยู่ที่บ้านด้วย แต่เลือกมาเช่าเพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าจะมาสนามม้า (คนที่คงไม่อยากให้รู้มากที่สุดก็คงไม่แคล้วจะเป็นภรรยานั่นแหละ)

หลังจากต่อคิวซื้อบัตรผ่านประตูทางเข้าในราคา 50 บาทแล้ว ในที่สุดผมก็จะได้เดินทะลุเข้าไปยังตัวสนามม้าที่สงสัยมานานสักที หลังจากคุณป้ารับตั๋วไปก่อนจะฉีกและส่งคืนมา แทนที่จะรับไปเลยก็เพื่อให้เก็บเป็นที่ระลึก ภาพเบื้องหน้านั้นมันดูไม่เหมือนกับบ่อนการพนันแบบที่เคยได้ยินมาสักเท่าไร แต่เป็นเหมือนโรงอาหารผสมกับการมาปิกนิกที่ทุกคนมาพบปะแฮงเอาต์กันมากกว่า ผมเคยอ่านเจอในหนังสือของพญาอินทรีแห่งสวนอักษร ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ว่า ในสมัยก่อนสนามม้านี่เป็นเหมือนแหล่งพบปะสังสรรค์กันของคนในชุมชน ถ้าอยากหาใครก็ให้ไปหาในสนามม้า คล้ายกับเป็นชมรมของเหล่าสุภาพบุรุษตามแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ ใช่ วันหยุดของผู้ชายในยุคนั้นหรือยุคไหนๆ ก็คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่าเครื่องดื่มเย็นๆ บุหรี่สักมวน (ภายในสนามม้าแห่งนี้สามารถสูบบุหรี่ได้ทุกที่ โดยไม่มีกฎข้อห้ามใดๆ) และการแข่งกีฬาตรงหน้า เพราะเป็นที่ของเหล่าสุภาพบุรุษ ที่นี่เลยมีกฎข้อบังคับเรื่องเครื่องแต่งกายด้วย เราจึงไม่สามารถใส่รองเท้าแตะเดินเข้าไปด้านในได้เลย

จึงไม่แปลกใจเลยที่มองไปทางไหนก็เจอลุงๆ น้าๆ กินดื่มกันอยู่ คุณพี่ทางด้านนั้นนั่งโต๊ะพร้อมเครื่องดื่มและกับแกล้มชุดใหญ่ บางคนก็มีแค่เบียร์คนละกระป๋องในมือและไปนั่งตรงอัฒจันทร์พร้อมอ่านโปรแกรมการแข่งในมือ ถ้ากลัวร้อนก็นั่งอยู่ในร่มเงาด้านในได้เพราะมีทีวีถ่ายทอดการแข่งให้ลุ้น หรือถ้ารวยหน่อยก็อาจจะสมัครเป็นสมาชิกถาวรของสนามที่ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ ซึ่งจะมีห้องอาหารและที่นั่งพักซึ่งหรูหรา ดูมีระดับกว่า ให้ใช้งาน

หลังจากเข้าไปหาที่นั่งเหมาะๆ ได้แล้ว เสียงการบรรยายตรงหน้าก็บอกว่าการแข่งขันจะเริ่มในอีกไม่ช้า มีการนำม้าที่จะแข่งในรอบนั้นๆ มาเดินโชว์ตัวที่สนามหลังจากที่พาลงมาจากรถ และให้เดินผ่อนคลายในคอกม้าด้านหลังสนามแล้ว หลายคนรอบตัวผมเริ่มลุกลี้ลุกลนหยิบเอากล้องส่องทางไกลมาส่องดูหน่วยก้านแต่ละตัวที่เดินเรียงกันออกมา ก่อนที่หน้าซุ้มขายบัตรรับแทงว่าตัวไหนจะเข้าวินก็เริ่มเนืองแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งได้เวลากรรมการจึงนำม้าทุกตัวไปเข้ายังจุดปล่อยตัวที่เป็นคอกแคบๆ แยกซองใครซองมัน

หลังจากได้สัญญาณปล่อยตัว จ๊อกกี้แต่ละคนก็บังคับให้ม้าพุ่งทะยานออกไปอย่างสุดฝีเท้า ก็ระยะทางในการพิสูจน์ม้าของสนามม้าแห่งนี้นั้นเพียงแค่ 1,200 เมตรหรือหนึ่งกิโลเมตรนิดๆเท่านั้นเอง เพียงพริบตาเดียวเหล่าฝูงม้าก็วิ่งเข้ามาใกล้ผู้ชมซึ่งอยู่อีกฝั่งของสนามมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเสียงเชียร์จากทุกคนในสนามที่ดังขึ้นๆ เรื่อยๆ จนมีม้าวิ่งผ่านเส้นชัยไปนั่นแหละเสียงเชียร์จึงได้เงียบลง แทนที่ด้วยเสียงโห่ฮาของบรรดาผู้ที่พ่ายแพ้ต่อการเดิมพัน

สารภาพด้วยใจจริงว่าหลังการแข่งขันที่เพิ่งจบลงไป หัวใจผมยังคงเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น เสียงคนเชียร์ เสียงของม้า เสียงคนพากย์ และบรรยากาศเจือกลิ่นควันบุหรี่เหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่หาดูหาฟังและเข้าใจได้ไม่ง่ายนักในโลกของคนในยุคนี้ ผมจึงไม่แปลกใจนักที่รู้ว่าสนามม้าแห่งนี้ประสบปัญหาขาดทุนและจะต้องเลิกราไปไม่ต่างจากกิจการที่ถูกคิดมาเมื่อ 100 ปีก่อนอย่างอื่นๆ เช่น โทรเลข แต่อย่างน้อยเสียงและบรรยากาศของการแข่งในวันนี้จะดังกึกก้องอยู่ในใจเราต่อไปอย่างแน่นอน

CONTRIBUTOR

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

อดีตนักศึกษาสถาปัตย์ที่หันเหเปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก และนักหัดเขียน โดยพึ่งมีหนังสือของตัวเองเล่มแรกชื่อ 'ราชาสถาน นิทานตื่นนอน'