การท่องเที่ยวชักชวนให้เที่ยวเมืองรอง เพื่อให้เมืองรองได้อวดของดีๆ บ้าง เผื่อถูกใจนักท่องเที่ยว เมืองรองจะได้มีที่ยืนในการท่องเที่ยวบ้าง ครั้งนี้ชวนเที่ยวอำเภอโพธาราม ราชบุรี เมืองรองของเมืองรองอีกที ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพแค่ 80 กิโลเมตร ไปเช้าเย็นกลับได้ไม่ลำบาก 

อำเภอโพธาราม ราชบุรี คงมีคนรู้จักกันในฐานะที่มีหนังใหญ่วัดขนอน อย่างอื่นก็ไม่แตกต่างจากที่อื่นๆ มีภูเขา มีวัด สวน ทุ่งนา การชวนเที่ยวที่ที่ไม่ใช่เมืองเป้าหมายไม่มีอะไร ก็ดีอย่างเผื่อฟลุกได้อะไรจากสิ่งที่ไม่ได้คาดหวัง 

เที่ยวโพธารามไปเช้าเย็นกลับ ชิมอาหารในร้านที่คนพื้นถิ่นรู้จัก แต่โซเชียลยังไม่รู้จัก, ที่เที่ยวโพธาราม ราชบุรี

เอาเรื่องสิ่งแวดล้อมทางสังคมก่อน จากถนนเพชรเกษมเข้าอำเภอโพธาราม ก็เหมือนเมืองอื่นๆ มีปั๊มน้ำมัน มีร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง อู่ซ่อมรถ มีโรงเรียน พอข้ามทางรถไฟก็เป็นย่านธุรกิจ มีหลายยุคสมัย ธุรกิจใหม่เก่าคละๆ กัน ถนนมีหลายสาย แต่จะถูกบังคับให้ไปถึงย่านเก่าแก่ของเมืองที่อยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ที่นั่นเงียบๆ มีร่องรอยความเก่าแก่ ย่านนี้แหละที่เมื่อก่อนนั้นเป็นห้องแถวไม้ แต่ถูกมีไฟไหม้มาเป็นระลอกๆ และครั้งใหญ่สุด ที่เรียกว่าไฟไหม้ตลาดบนเมื่อ 50 ปีก่อน ทำเอาห้องแถวไม้แหว่งไปเยอะ ถ้าอยู่ได้ก็อยู่มาจนทุกวันนี้ ที่ถูกไฟไหม้วอดวายไปก็ปลูกใหม่เป็นตึกแถวสมัยนั้นไม่เกิน 3 ชั้น 

โพธารามเคยเป็นเมืองคนจีนหนาแน่น มีหลายกลุ่มภาษา ทั้งแต้จิ๋ว ไหหลำ แคะ กวางตุ้ง ที่สมัยก่อนมาทางเรือมาตามลำแม่น้ำแม่กลอง แต่ก็ทยอยๆ กันมาไม่ได้พรวดพราดมากันเต็มเมือง มาแล้วต่างฝ่ายก็ทำอาชีพตามที่ตัวเองถนัด ที่แน่ๆ คือค้าขาย จนมีคำกล่าวว่าเหมือนสำเพ็งในกรุงเทพฯ

เมื่อปักหลักถาวรแล้ว แต่ละกลุ่มภาษาก็สร้างศาลเจ้าตั้งเทพรูปเคารพของตัวเอง นั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ต่างคน ต่างมีศรัทธา ที่เห็นๆ จึงมีถึง 5 ศาลเจ้า แต่คนจีนจะเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าองค์ใดก็ให้ความสุข ร่มเย็น ความก้าวหน้า ให้เมืองทั้งนั้น 

โพธารามมีประเพณีประจำปีอย่างหนึ่งที่ทำกันมามากกว่า 100 ปีแล้ว จะอัญเชิญเทพรูปเคารพจากศาลเจ้าต่างๆ มาตั้งรวมกันในโรงเซ่นไหว้ชั่วคราว เป็นงานกุศลใหญ่โตมีความพร้อมเพรียง งานนี้มีขบวนแห่น่าตื่นเต้น น่าศรัทธา มีโรงทาน มีงิ้ว อีกอย่างที่คนจีนให้ความสำคัญมากที่ต้องมีโรงเรียนจีน ดั้งเดิมสำหรับลูกหลานจีน แต่ตอนหลังใครๆ ก็ไปเรียนได้ อีกอย่างตายแล้วไปไหน ก็มีสุสานอยู่แถวบ้านเลือกที่ไม่ไกลจากเมือง

โพธารามเคยเป็นเมืองคนจีนล้วนก็จริง พอผ่านมานานๆ เข้า การผสมผสานโดยการแต่งงานก็มีมาตลอด เป็นคนจีนต่างกลุ่มภาษากัน ทั้งกับคนมอญ คนลาว ที่เป็นคนพื้นถิ่น แต่ความแข็งแกร่งทางวัฒนธรรมจีนก็ไม่คลาย ทุกวันนี้ในเทศกาลตรุษจีน เชงเม้ง สารทจีน และเทศการกินเจ โพธารามจัดเต็ม หยุดปิดกิจการเกือบทั้งเมือง

มาถึงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ โพธารามจะไม่เหมือนอำเภอริมน้ำที่อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะมีความเป็นชุมชนเต็มทั้งสองฝั่งแม่น้ำ แต่โพธารามจะมีแค่ฝั่งชุมชนเมืองฝั่งเดียว ฝั่งตรงข้ามยังเป็นต้นไม้หนาแน่น เรียกว่าแน่นจนถึงตลิ่งริมน้ำ ถึงจะมีวัด มีบ้านเรือนเยอะแยะ แต่ทั้งหมดก็ซุกซ่อนใต้ร่มไม้ เดี๋ยวนี้จะมีบางวัดสร้างแพสำหรับเลี้ยงปลา และบางบ้านก็ต่อหน้าบ้างออกนอกแนวต้นไม้บ้าง แต่โดยรวมนั้นถือว่าเป็นเมืองสงบ มีธรรมชาติดีๆ อยู่มาก

จะมีที่อุจาดตาอยู่ที่หนึ่งเท่านั้น ที่มีตึกแท่งหนึ่งสูงโด่เด่อยู่ตีนสะพานแม่น้ำแม่กลอง ถ้าไปสร้างอยู่ในย่านธุรกิจกลางเมืองก็ไม่เป็นไร ในเจตนาคนสร้างคงอยากเห็นวิวเมือง เห็นวิวแม่น้ำ ก็กลับกลายเป็นว่า ตัวเองสร้างเสี้ยนวิวขัดแย้งกับความเก่าแก่ของเมืองกับธรรมชาติเขียวๆ เย็นตา 

เที่ยวโพธารามไปเช้าเย็นกลับ ชิมอาหารในร้านที่คนพื้นถิ่นรู้จัก แต่โซเชียลยังไม่รู้จัก, ที่เที่ยว โพธาราม ราชบุรี
เที่ยวโพธารามไปเช้าเย็นกลับ ชิมอาหารในร้านที่คนพื้นถิ่นรู้จัก แต่โซเชียลยังไม่รู้จัก, ที่เที่ยว โพธาราม ราชบุรี

จากองค์ประกอบเมืองก็ดูเงียบๆ ไม่คึกคัก ส่วนหนึ่งเพราะว่าโพธารามอยู่ตรงกลางระหว่างอำเภอบ้านโป่งกับตัวจังหวัดราชบุรี ที่แต่ละแห่งอยู่ห่างจากโพธารามไม่มาก ด้านบ้านโป่งเป็นอำเภอใหญ่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูง อีกด้านหนึ่งเป็นตัวจังหวัดราชบุรีนั่นเป็นศูนย์กลางความเจริญ ฉะนั้น โดยสภาพทางเศรษฐกิจและความเจริญบ้านโป่งจะเชื่อมโยงกับราชบุรีโดยตรง โดยกระโดดข้ามหัวโพธารามไป 

คนโพธารามเองอยากได้อะไร จะซื้ออะไร ก็ไปที่บ้านโป่งหรือราชบุรี เอาง่ายๆ ว่าโพธารามไม่มีโรงแรมสำหรับเซลล์แมนพัก ไม่มีห้องอาหาร เคยมีบ้างก็เปิดประเดี๋ยวประด๋าวสุดท้ายก็เลิก อาหารการกินที่นั่นทุกเช้าจะมีตลาดนัดหน้าเมือง วันอาทิตย์จะคึกคักใหญ่หน่อย สายหน่อยก็วาย นั่นบอกถึงคนจะทำกินเองในบ้าน ถึงกลางคืนมีตลาดนัดอาหารสำเร็จรูปนิดหน่อย ก็เผื่อคนหนีความจำเจหรือคนเดินทาง 

เที่ยวโพธารามไปเช้าเย็นกลับ ชิมอาหารในร้านที่คนพื้นถิ่นรู้จัก แต่โซเชียลยังไม่รู้จัก, ที่เที่ยว โพธาราม ราชบุรี

ถ้าใครอยากเห็นอะไรที่ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว จะเห็นได้ที่นั่น อย่างร้านตัดเย็บรองเท้าด้วยมือใช้หุ่นไม้ ร้านขายยาโบราณที่โบราณสมชื่อ เครื่องยายังใส่กระป๋องสังกะสี ชื่อยาเขียนด้วยมือมีภาษาจีนกำกับ แถมมีการปรุงยาแผนโบราณตามที่ต้องการด้วย มีร้านบัดกรีเครื่องสังกะสี มีรางน้ำ มีหม้อซึ้งสำหรับนึ่ง กระบวยตักน้ำรดผัก มีโรงเพาะถั่วงอก มีร้านทำเส้นบะหมี่ไข่ มีโรงน้ำปลา มีโรงเต้าหู้ นั่นเป็นสิ่งเป็นสิ่งที่มี ในความไม่มีอะไรของโพธาราม

เที่ยวโพธารามไปเช้าเย็นกลับ ชิมอาหารในร้านที่คนพื้นถิ่นรู้จัก แต่โซเชียลยังไม่รู้จัก, ที่เที่ยว โพธาราม ราชบุรี
เที่ยวโพธารามไปเช้าเย็นกลับ ชิมอาหารในร้านที่คนพื้นถิ่นรู้จัก แต่โซเชียลยังไม่รู้จัก, ที่เที่ยว โพธาราม ราชบุรี
เที่ยวโพธารามไปเช้าเย็นกลับ ชิมอาหารในร้านที่คนพื้นถิ่นรู้จัก แต่โซเชียลยังไม่รู้จัก, ที่เที่ยว โพธาราม ราชบุรี

มาที่เป็นชื่อเสียงของโพธาราม คือหนังใหญ่วัดขนอน ที่ห่างจากสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองไปแล้วไม่เกิน 2 กิโลเมตร วัดขนอนมีกิตติศัพท์เรื่องอนุรักษ์หนังใหญ่ที่ยาวนานและครบสมบรูณ์ที่สุด ได้รับรางวัลต่างๆ นานาในฐานะผู้อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไทย แต่หนังใหญ่นั้นไม่ใช่นอนนิ่งๆ อยู่ในโรงเก็บ วัดขนอนสร้างโรงแสดงหนังใหญ่โอ่โถง ติดแอร์พร้อม แล้วจัดแสดงทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10 โมงเช้า ให้ดูฟรี 

แต่ใครที่จะไปดูนั้นต้องมีความตั้งใจที่อยากดูจริงๆ หนังใหญ่เป็นศิลปะการแสดงเรื่องราว รามเกียรติ์ เหมือนกับโขน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับโขนแล้ว โขนมีตัวแสดงเป็นคนเป็นๆ ใส่หัวโขน แสดงกริยาท่าทางชัดเจน ทั้งเครื่องแต่งตัวก็ระยิบระยับ โดยทั่วไปยังคิดหนักว่าจะดูดีหรือไม่ เอาง่ายๆ ว่าชวนคน 10 คนไปดูโขน จะมีกี่คนที่ยินดีไปดู 

สำหรับหนังใหญ่ก็เป็นเพียงแผ่นหนังฉลุลวดลายแบนๆ เชิดอยู่หลังฉากผ้ามีไฟส่องจะสนุกอย่างไร นี่แหละที่ต้องเตรียมตัว มีความพร้อมที่จะดู ที่แนะนำให้ดูนั้นเอาสิ่งดีๆ ของหนังใหญ่ก่อน 

อย่างแรกเป็นศิลปะการแสดงเก่าแก่อย่างหนึ่งในวัฒนธรรมไทยแถมหาดูได้ยาก อย่างที่สองวัดขนอนเข้าใจที่หยิบเอา รามเกียรติ์ ตอนที่น่าสนใจ มาแสดงสั้นๆ เพียง 45 นาที ยังไม่ทันเบื่อ อย่างที่สาม เมื่อดูจริงๆ แล้วจะได้อรรถรสของการบรรเลงดนตรีไทย จังหวะจะโคนของดนตรีเป็นการดำเนินเรื่อง เพลงตอนทัพยักษ์ รับกับทัพลิง พัลวันพันตู เพลงสนุกเร้าใจ ทำให้แผ่นหนังแบนๆ สีดำสีเดียวแถมอยู่ในฉากเงามีชีวิตชีวาได้ 

อย่างที่สี่ เป็นสิ่งที่น่าปลื้มใจและภูมิใจว่า การพากษ์ การเชิดหนัง และการบรรเลงดนตรีไทยนี้ เป็นฝีมือเด็กๆ ทั้งสิ้น มีทั้งเด็กผู้หญิง เด็กผู้ชาย ต่างวัยกัน เป็นเด็กๆ ในโรงเรียนในละแวกวัดขนอน ที่ทั้งวัดและครูสอนก็ทุ่มเทฝึกสอน จนปล่อยให้เด็กๆ แสดงฝีมือได้เอง นั่นน่าชื่นชม ดูแล้วคุ้มค่ากับการดูหนังใหญ่

ออกจากวัดขนอน ย้อนทางเก่า จะมีป้ายบอกไปเขาช่องพรานและเขาชะงุ้ม ซึ่งที่นั่นเป็นที่เที่ยวต่อไป เดี๋ยวเดียวเจอวัดเฉลิมอาสน์ทางซ้ายมือ ไปอีก 200 เมตร มีบ้านริมทางเปิดเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว สมัยก่อนชาวบ้านจะรู้จักกันว่า ก๋วยเตี๋ยวข้างโรงต่อเรือยาว เดี๋ยวนี้เรียกก๋วยเตี๋ยวป้าฮวย ป้าฮวยนั้นนั่งอยู่ในบ้านมานานนมแล้ว สื่อโซเซียลไปเอาชื่อมาพะเป็นยี่ห้อ

มีก๋วยเตี๋ยวหมู เย็นตาโฟ และก๋วยเตี๋ยวไก่ ก๋วยเตี๋ยวหมูเป็นแบบก๋วยเตี๋ยวไทย ที่ต้องกินหรือที่นิยมกินกัน เป็นเส้นเล็กน้ำต้มยำ ใส่หมูบด หมูต้มหั่น ใส่หัวไชโป๊วหั่น เต้าหู้หั่น กุ้งแห้งตัวเล็กๆ ถั่วลิสงบด พริกแห้ง รสก๋วยเตี๋ยวจะออกหวานนิดๆ ส่วนเย็นตาโฟ น้ำซอสนั้นมีส่วนผสมของเต้าหู้ยี้ด้วย ใส่ปลาหมึกสดบั้ง มีลูกชิ้น ทั้งสองอย่างอร่อย เป็นก๋วยเตี๋ยวหากินยาก เมื่อก่อนขายเรื่อยๆ เงียบๆ พอมีคนเอาไปแนะนำในสื่อโซเซียล คนเลยมากันครึกโครม แต่ก็ดีอย่างที่มีรถจอดหน้าบ้านเป็นที่สังเกตง่าย การแวะกินที่นี่เพื่อตุนใส่ท้องไว้ก่อนสำหรับไปเที่ยวศูนย์ศึกษาเขาชะงุ้ม

ศูนย์ศึกษาเขาชะงุ้มหรือเรียกเต็มๆ ว่า โครงการศึกษาวิธีฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ 

ที่นั่นมีเรื่องเดิมว่า ข้าราชการคนหนึ่งมีที่ดินอยู่ 695 ไร่ เคยปลูกมันสำปะหลัง อ้อย มานานมาก จนพื้นดินหมดสภาพ ปลูกอะไรไม่ได้แล้ว พื้นดินเป็นดินลูกรังแตกระแหง แถมยังขุดบ่อลึกเอาดินลูกรังไปขายอีกด้วย ก็ยกที่ดินนั้นให้รัชกาลที่ 9 ต่อมาก็มีราษฎรคนอื่นๆ ก็ทูลเกล้าฯ ถวายเพิ่มเติม จนมีเนื้อที่ทั้งหมด 869 ไร่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับไว้ แล้วเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรเมื่อ พ.ศ. 2529 ทรงมีพระราชดำริว่าให้ป่าปลูกป่าเอง เมื่อนานๆ เข้าพื้นที่ดินมันค่อยๆ ฟื้นสภาพ มีหญ้า มีวัชพืช มีพืชล้มลุก การทับถมมีขึ้นเรื่อยๆ ฝนตกเมื่อพื้นดินชุ่มฉ่ำ ต้นไม้สูงๆก็เกิดขึ้นเอง ใบไม้แห้งๆ ร่วงหล่น ย่อยสลาย กลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติ ต้นไม้มีมากขึ้นเป็นทวีคูณ พอเริ่มแน่นความชุ่มชื้นก็กลับคืนมาจนเป็นป่าขึ้นมา 

เที่ยวโพธารามไปเช้าเย็นกลับ ชิมอาหารในร้านที่คนพื้นถิ่นรู้จัก แต่โซเชียลยังไม่รู้จัก, ที่เที่ยวโพธาราม ราชบุรี

ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรอีกหลายครั้ง ตอนนี้มีโครงการปลูกต้นไม้ยืนต้นที่ได้ประโยชน์และทนทาน มีไผ่ มะขาม มีแปลงทดลองปลูกหญ้าแฝก โดยรวบรวมสายพันธุ์หญ้าแฝกเพื่อศึกษาความลึกของรากที่สามารถป้องกันการทลายของหน้าดิน มีแปลงพืชไร่ พืชสวน นาข้าว เลี้ยงสัตว์ ระบบนิเวศความเป็นป่านั้น มีการเอื้อหนุนกัน มีป่าก็มีสัตว์อาศัยต้นไม้ ต้นไม้ก็อาศัยสัตว์ 

เดี๋ยวนี้ศูนย์ศึกษาเขาชะงุ้มเป็นป่า มีทางวิ่งชมรอบๆ ร่มรื่นและเย็นตา บ่อลูกรังกลายเป็นอ่างเก็บน้ำเขาชะงุ้ม ด้านหน้าปลูกต้นปอเทืองเต็มเป็นทุ่ง ตรงนั้นจะถูกใจคุณผู้หญิงทุกวัยที่เอาตัวแหวกเข้าไปยืนถ่ายรูปกลางทุ่งสีเหลืองของปอเทือง อีกด้านมีซุ้มขายผลิตผลการเพาะปลูก หน้าไหนมีอะไรก็เอาออกมาขาย โดยสรุปแล้วเป็นสถานที่ต้องมาเที่ยว มาดู สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงทำไว้ให้ศึกษา ที่น่าไปดูอย่างยิ่งเป็นหน่วยราชการ ที่ปล่อยให้มีการบุกรุกที่ดินสาธารณะ แม้กระทั่งป่าสงวนฯ ก็ยังถูกบุกรุก ไปยึดคืนเอามาแล้วให้ป่าปลูกป่าให้หมด

มาเป็นเรื่องกินบ้าง โพธารามนั้นโด่งดังเจ้าตำรับเนื้อต้มบ้านสิงห์ เมื่อก่อนต้องไปกินที่บ้านสิงห์ เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าเนื้อต้มบ้านสิงห์จริงๆ อยู่ตรงไหน ทุกคนเป็นเนื้อต้มบ้านสิงห์หมด ทั่วราชบุรีก็มีหลายเจ้า ศาลายาก็มี นครนายก โคราช ภูเก็ต ก็มีหมด ฉะนั้นใครชอบที่ไหน ฝีมือใครดีกว่ากันหรือไม่ อันนี้ต้องว่ากันไป 

เอาร้านที่ยังมีอยู่ในโพธารามดีกว่า ที่แนะนำนั้นเป็นร้านง่ายๆ ซุกซ่อนอยู่บ้าง โพธารามนั้นเคยมีชื่อเสียง มีร้านทำบะหมี่ไข่ ที่นวด ขี่ ขย่ม ด้วยท่อนไม่ไผ่ มีอยู่หลายร้าน ร้านก๋วยเตี๋ยวจากที่อื่นๆ ก็มาเอาบะหมี่จากที่นี่ไปใช้ ร้านหยูไฮ่ก็เป็นร้านหนึ่งที่ทำบะหมี่ไข่ ร้านดั้งเดิมเป็นห้องแถวไม้อยู่ในซอยศรีสวัสดิ์ ด้านปลายของย่านเก่าหน้าเมือง ร้านนี้ขายก๋วยเตี๋ยวเป็ดด้วย บะหมี่ไข่จะซื้อกลับบ้านก็ได้ รู้สึกว่าถุงละ 38 บาท ก๋วยเตี๋ยวเป็ดของร้านนี้อร่อย ตอนหลังน้องชายไปเปิดในถนนเชิดชัย ตรงข้ามวิกครูทวี ชื่อร้านหยูไฮ่ 2 ขายก๋วยเตี๋ยวเป็ด ข้าวหมูแดง หมูกรอบ หมูสะเต๊ะ

 มีอีกร้านชื่อโอชา ตั้งหลักง่ายๆ ก่อนจะข้ามทางรถไฟมีทางซ้ายมือไปโรงพยาบาลโพธาราม ผ่านไฟแดงแรกไปแล้ว เมื่อถึงไฟแดงที่สองก็เลี้ยวซ้าย มีตึกแถวติดต่อเป็นแนว ร้านโอชาอยู่ประมาณกลางๆ ทางซ้ายมือ จะไม่ค่อยเห็นเพราะว่ามีต้นไม้บัง ร้านนี้เปิดเที่ยงตรง ไป 11.45 น. ก็ยังไม่ขาย คนขายเป็นเจ๊สามคน รูปร่าง หน้าตาเหมือนกัน แถมไม่ยิ้มทั้งสามคน ไปบอกก่อนว่าจะเอาอะไรก็ไม่ได้ ถึงคิวจะมาถามเอง

มีข้าวหมูแดง หมูกรอบอร่อย น้ำราดหมูแดงสีแดงๆ ตามสไตล์ราชบุรี นครปฐม ต้องขอต้นหอมกินด้วยจึงครบถ้วน บะหมี่ เกี๊ยว หมูแดง หมูกรอบ อร่อย กินอย่างแห้งก็ยอด ที่น่ากินเป็นเกี๊ยวแห้ง หมูกรอบ ต้องขอถั่วงอกมากๆ ด้วย บางวันจะมีกากหมูใส่ถุงขาย ทอดมาใหม่ๆ ถ้ามีต้องรีบซื้อ เอามาใส่ก๋วยเตี๋ยวกินที่บ้านในวันหลัง หรือเอาไปผัดพริกขิงกากหมู

อีกร้านต้องไปที่เจ็ดเสมียน ริมถนน เยื้องกับวัดเจ็ดเสมียน ห่างจากทางรถไฟนิดเดียว เป็นร้านอาหารตามสั่ง ที่รู้จักกันจะเรียกว่าร้านลุงเสาร์ ทำกันอยู่สองคนผัวเมีย ลุงเสาร์เป็นคนปักษ์ใต้ ส่วนเมียเป็นคนราชบุรี รายการที่ลุงเสาร์ทำมีไก่ต้มขมิ้น คั่วกลิ้งหมู ปลาดุกหรือปลาไหลผัดเผ็ด ส่วนเมียทำหลายอย่างจะเอาอะไรได้ทั้งนั้น ขายตั้งแต่เช้าพอใกล้เที่ยงหลายอย่างอาจจะมีไม่ครบ เป็นร้านที่คนพื้นถิ่นรู้จัก ดียังไม่มีสื่อโซเซียลแนะนำ 

อีกร้านหนึ่งต้องออกจากโพธาราม จะไปราชบุรี แต่ต้องวิ่งเส้นใน สังเกตเห็นทางรถไฟไปเรื่อยๆ จากโพธาราม 3 – 4 กิโล จะเห็นศาลาที่พักริมทาง และสะพานเตี้ยๆ ก่อนถึงสะพานมีป้ายบอกว่า คลองวัดโพธิ์เจริญ ต้องเลี้ยวซ้ายก่อนถึงสะพาน มีร้านที่ไม่เหมือนร้าน เพราะหันหลังร้านออกถนน โต๊ะ เก้าอี้ จะหันไปหาคลอง ชื่อล้านนี้ ที่ต้องกินมีหอยทอดกระทะร้อน หอยบางวันก็ใหญ่ บางวันก็เล็ก ขึ้นอยู่ว่าไปได้ขนาดไหนมา แต่ไม่ว่าเป็นหอยขนาดไหน อร่อยทั้งนั้น ถ้าอยากกินข้าวก็มีข้าวผัดแกงเขียวหวานแห้ง แล้วต้องสั่งไก่ต้มข่ามาด้วย ล้านนี้เสาร์-อาทิตย์ ยังขาย จะหยุดวันพระเท่านั้น

เที่ยวโพธารามไปเช้าเย็นกลับ ชิมอาหารในร้านที่คนพื้นถิ่นรู้จัก แต่โซเชียลยังไม่รู้จัก, ที่เที่ยวโพธาราม ราชบุรี
เที่ยวโพธารามไปเช้าเย็นกลับ ชิมอาหารในร้านที่คนพื้นถิ่นรู้จัก แต่โซเชียลยังไม่รู้จัก, ที่เที่ยวโพธาราม ราชบุรี

นี่เป็นที่เที่ยวแบบเมืองรอง ของกินก็แบบรองๆ ไปแล้วไม่ชอบก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อเป็นรองก็ไม่ได้คาดหวังอยู่แล้ว แต่ถ้าชอบก็ถือว่าฟลุก วันหน้าวันหลัง มาใหม่เท่านั้นเอง

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

รสเกษม

เรื่องอาหารยุคเก่า วัฒนธรรมการกินในวันวาน เปรียบเทียบกับสมัยใหม่โดยนักชิมรุ่นเก๋า

เห็นผัดกะเพราใส่ถั่วฝักยาว ที่ตอนนี้เกทับบลัฟแหลกกันในสื่อโซเซียล จุดเริ่มต้นคงมีคนไปเจอที่เขาใส่ถั่วฝักยาว แล้วมาตั้งเรื่องว่าใส่ถั่วฝักยาวด้วย หรือดัดแปลงเวอร์ไปหรือเปล่า ก็มีคนอ้างหนังสือตำราอาหารเก่าว่าใส่ถั่วฝักยาวมาตั้งแต่ 50 ปีโน่นแล้ว ยังไม่หยุดแค่นั้น มีคนอ้างหนังสือตำราเก่าขึ้นไปอีกว่า ผัดกะเพราเก่าแก่น่ะ ใส่ขิงแห้ง พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู หอมแดง กระเทียม พริกไทย รากผักชี ฉะนั้นเรื่องใส่ถั่วฝักยาวนั่นเพิ่งเกิดอุแว้ๆ ทีหลัง

ที่ยกเอาหนังสือมาอ้างอิง มาเป็นข้อหักล้างนั้นถือว่าดี เพราะเท่ากับมีการอ่านหนังสือ ไปค้นคว้ามา ลองอ่านหนังสือแล้ว จะไม่ได้เห็นเรื่องที่อยากดูเท่านั้น จะไปเห็นสูตรอาหารอื่นๆ ผ่านตาด้วย อาจจะเจอสิ่งที่นึกไม่ถึง กลายเป็นความรู้เพิ่มขึ้น เรื่องความรู้ที่มาจากการอ่านหนังสือจะจำได้แม่นกว่า

อาหารการกินทุกวันนี้ ผ่านการเคลื่อนไหว ปรับโน่นปรุงนี่ มีมาทุกยุคสมัยแล้ว ไม่ใช่โผล่พรวดพราดก็ลงตัวเลย ผมจะเอาเรื่องผัดกะเพรามาเล่นกับเขาบ้าง ก่อนอื่นที่มาของต้นกะเพรานั้น ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจนว่าเอามาจากใคร เอามาเมื่อไหร่ เป็นเพียงต้นไม้ล้มลุก รสร้อน กลิ่นฉุนเท่านั้น และมีอยู่ 2 อย่าง อย่างใบแดงและใบขาว

เอาอย่างที่เคยเห็นบ้าง ต้นกะเพรานี่เป็นต้นไม้เกินกิน พอดอกแก่ เม็ดเกสรปลิวกระจายไปทั่ว ตกที่ไหนได้น้ำฝนหน่อย ก็เป็นต้นใหม่ขึ้นมา ขึ้นอยู่กับบ้านก็เป็นกะเพราบ้าน ปลิวไปตกในป่าก็เป็นกะเพราป่า ตอนแรกๆ ต้นงาม ใบใหญ่ดี พอเป็นพุ่มใหญ่ขึ้น ใบจะเล็กแคระแกรนไปบ้าง ชาวบ้านตั้งแต่โบร่ำโบราณรู้จักดีว่าฉุน ร้อนเด็ดขาด 

เคยเจอชาวนารุ่นปู่ตา เคยเล่าถึงเรื่องผัดกะเพราว่า ชาวนากับงูเห่านั้นคู่กันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ในนางูเห่าเยอะ เพราะมันกินหนูนาที่มากินต้นข้าว ชาวนาเขารู้ว่ารูงูไหนยังใหม่ แสดงว่ายังมีงู ขุดลงไปได้งูไม่พลาด ได้มาแล้ววงกินเหล้าก็เกิดขึ้น กับแกล้มเหล้าชั้นดีไม่มีอะไรดีเท่างูเห่าผัดกะเพรา ส่วนใหญ่จะเชื่อว่างูเห่ามันโด๊ป เพิ่มพละกำลังเป็นเลิศ ถลกหนังงูแล้วสับละเอียด เอาพริกขี้หนูเป็นกำมือ ตำหยาบๆ ใส่ใบกะเพราเป็นหอบ ผัดเผ็ดๆ เค็มๆ และร้อนใบกะเพรา รสชาติโดดจนหัวสั่นเท่าไหร่ยิ่งดี ไม่เปลืองกับแกล้ม เรื่องชาวนากินงูเห่าเป็นกับแกล้มหายสาบสูญไปนานแล้ว 

เคยไปกินผัดกะเพราที่ตำบลโรงช้าง พิจิตร ในวงกินเหล้าเหมือนกัน มือผัดกะเพราบอกว่าบ้านนอกนั้น จะกินผัดกะเพราต้องเนื้อสับอย่างเดียว หมู ไก่ ให้ไปไกลๆ ใส่พริกขี้หนูเยอะๆ ใส่ใบกะเพราธรรมดายังไม่พอ ต้องใส่ใบกะเพราควายด้วย ความจริงคือใบยี่หร่านั่นเอง ชาวบ้านที่นั่นเรียกกะเพราควาย เพราะมันชอบขึ้นตรงดินปนขี้ควายหรือแถวคอกควายนั่นเอง รสชาติเนื้อสับผัดใส่กะเพราและกะเพราควายเผ็ดร้อนนั้นไม่รู้ลืม ทำกินเองก็ไม่อร่อยเท่าที่โรงช้าง พิจิตร ฉะนั้นผัดกะเพราผัดใส่โน่นใส่นี่ไม่เป็นเรื่องแปลก ขอให้อร่อยเทียมเมฆก็พอ

ผมมาย้อนเรื่องตำราอาหารเก่าแก่ อย่างที่คนเอามาอ้างในผัดกะเพราใส่ถั่วฝักยาวนั้น จะมีตำราอยู่ 2 ประเภท มีตำราที่เขียนโดยนักเขียนเรื่องอาหาร มีสำนักพิมพ์พิมพ์จำหน่าย กับหนังสือที่แจกเป็นที่ระลึกในงานศพ จุดประสงค์ผู้พิมพ์เพื่อเป็นอนุสรณ์และให้ประโยชน์กับได้ผู้รับ หนังสือส่วนใหญ่เป็นเรื่องพุทธศาสนาในเรื่องต่างๆ และเป็นตำราอาหาร ซึ่งตำราต่างๆ นั้นจะเป็นอาหารประจำบ้าน มาจากฝีมือย่า ยาย และแม่ของบ้าน มีอาหารอะไรบ้าง ใช้อะไรมาทำ ปรุงรสอย่างไร รุ่นลูกรุ่นหลานถือว่าเป็นคัมภีร์ของครอบครัว ก็อยากเอาคัมภีร์นั้นเผยแพร่ 

คนที่ได้รับหนังสือแล้ว จะเอาไปอ่าน เอาไปทำก็สุดแล้วแต่ ฉะนั้นตำราอาหารจากครอบครัวจึงมีความเฉพาะตัว เป็นหนังสือตำราที่น่าสนใจ แต่อาจจะอยู่ในวงแคบหน่อย พิมพ์ไม่มาก เมื่อคนได้รับแล้วก็อยู่ยังแต่ในบ้านอีก ไม่เหมือนหนังสือตำราอาหารที่วางขาย ซึ่งมีหลายสำนักพิมพ์ ถ้าขายดี พิมพ์ครั้งที่ 2 – 3 ยิ่งกว้างขวาง สูตรอาหารส่วนใหญ่มักจะคล้ายๆ กัน ฉะนั้นถ้าเปรียบเทียบสูตรอาหารในหนังสืองานศพ จะมีความเฉพาะตัว มีความน่าสนใจ แต่ไม่แพร่หลาย ส่วนหนังสือตำราอาหารทั่วไปจะแพร่หลายกว่าและมีสูตรคล้ายๆ กัน 

เป็นธรรมดาไม่ว่าจะเป็นตำราอาหารจากทางไหน เมื่อมีคนอ่าน มีคนทำ ย่อมมีการปรับ เติมแต่ง อันนั้นเป็นเรื่องปกติของคนทำอาหาร แต่ก็มีที่ชอบฉวัดเฉวียน จุดประสงค์หนีความจำเจ อย่างผัดกะเพราใส่ถั่วงอก ผัดไทยใช้เส้นมาม่า ใส่แครอท ใส่เห็ด ต้มหมูพะโล้ใส่มะเขือเทศ หอมใหญ่ ต้มข่าไก่ใช้น้ำเต้าหู้แทนกะทิ นี่มีคนทำอย่างนั้นจริงๆ แต่จะมีคนเห็นดีเห็นงาม ทำตามนั้นจะมีมากน้อยขนาดไหนไม่รู้

การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของอาหาร และอาหารที่ธรรมชาติไม่ให้เปลี่ยน
การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของอาหาร และอาหารที่ธรรมชาติไม่ให้เปลี่ยน

ตามที่เล่ามานั้น แสดงให้เห็นถึงอาหารดิ้นตลอดเวลา แต่จะมีอาหารประเภทหนึ่งที่นิ่งๆ เคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เหตุผลคือมีพืชผักเป็นตัวหลักเหมือนเป็นกฎตายตัว พืชผักบางอย่างเหมาะสมกับอาหารบางอย่างเท่านั้น คนเคยทำก็ไม่เขว ไม่วอกแวกเอาอย่างอื่นมาทดแทน ที่สำคัญที่สุด พืชผักหลายอย่างนั้นมีฤดูกาล อาหารจึงต้องตามฤดูกาลไปด้วย 

การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของอาหาร และอาหารที่ธรรมชาติไม่ให้เปลี่ยน

มีหลายตัวอย่าง อย่างแรกเป็นเห็ดโคนธรรมชาติ จะไม่ใช่เห็ดโคนญี่ปุ่นหรือเห็ดโคนน้อยที่เพาะขายกันเอิกเกริก เห็ดโคนธรรมชาติหรือที่เรียกว่าเห็ดโคนปลวกนั้นมีปีละครั้ง ประมาณปลายเดือนตุลาคม ต้นเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น

เห็ดโคนนี่ทำไมถึงเป็นที่ต้องการและต้องทำอะไรกิน ก่อนอื่นต้องดูเบื้องหลังการเกิดขึ้นของมัน ซึ่งอาจจะละเอียดหน่อย ตามพื้นดินรกๆ ชื้นๆ ร่มเงา ส่วนใหญ่ตามชายป่า มีรังปลวกอยู่ใต้พื้นดิน ปลวกมันอยู่ได้เพราะไปคาบเศษไม้ เศษใบไม้ทับถมเข้ารังเพื่อเป็นอาหาร แต่กินเองไม่ได้ เพราะตัวมันไม่มีระบบย่อยอาหาร เจ้ากองเศษไม้ที่อยู่ใต้ดินเมื่อผุละเอียดจะเกิดจะเป็นจุลินทรีย์ เป็นน้ำตาลขึ้นมา น้ำตาลนี่เองเป็นอาหารของปลวก พอปลายเดือนตุลาคม ปลวกกลายเป็นแมงเม่า บินออกไปเพื่อผสมพันธ์ุแล้วไม่กลับรังหรือหารังไม่เจอ อาหารของปลวกก็เหลือ จุลินทรีย์ที่ว่าก็ก่อตัวเป็นเห็ดขึ้น แล้วเตรียมที่จะพุ่งขึ้นจากดิน

จังหวะพอดีที่ปลายเดือนตุลาคม ปลายฝน จะมีช่วงหนึ่งที่ร้อนอบอ้าวหลายวัน ชาวบ้านเรียกว่าร้อนเห็ด แล้วคืนหนึ่งฝนจะตกหนักเทกระหน่ำเป็นการอำลาฟ้า พื้นดินนิ่มแฉะ เห็ดก็พุ่งขึ้นจากดินมาได้ ชาวบ้านมือโปรหาเห็ดเขารู้ จ้องอยู่แล้ว เข้าป่าตั้งแต่ยังไม่สว่าง มีไฟฉายกับมีดแซะ คนไหนเร็วก็ได้เห็ดเยอะ สายๆ เอาออกมา ทำเพิงขายริมถนน พื้นที่ที่มีเห็ดขายมากมีแถบอำเภอไทรโยค กาญจนบุรี แถบอำเภอหนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี และแถบกำแพงเพชรบางแห่ง 

ชาวเมืองที่เป็นนักกินเห็ดก็รู้เหมือนกัน จังหวะที่ฝนตกหนักส่างฟ้า เช้าขึ้นจะรีบวิ่งรถออกมาซื้อ เท่าไหร่ก็ซื้อ ไม่ต้องลังเล ช้าจะถูกแย่งไปหมด เมื่อ 4 ปีก่อนกิโลละ 500 เดี๋ยวนี้เท่าไหร่ไม่รู้ 

เห็ดโคนนั้นหวานและกรอบมาก ต้องต้มยำน้ำใสอย่างเดียว ห้ามใส่เนื้อสัตว์ใดๆ แม้กระทั่งกุ้ง ไม่ให้มารบกวนรสชาติของเห็ด ได้กินเห็ดโคนปีละครั้งถือว่าโชคดี จะหวังปีหน้า ปีต่อๆ ไป ก็ไม่แน่ว่าได้กินหรือไม่

การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของอาหาร และอาหารที่ธรรมชาติไม่ให้เปลี่ยน

นั่นอย่างแรกที่เป็นต้มยำโคน คงที่ตลอดกาล มาดูอีกอย่างพอเข้าหน้าหนาว ดอกสะเดาออก ก็ต้องปลาดุกย่าง น้ำปลาหวาน ดอกสะเดาลวก เดี๋ยวนี้กุ้งแม่น้ำ เลี้ยงบ่อ แถบสุพรรณมีเยอะ จะใช้ย่างแทนปลาดุกก็ดี แต่ที่แน่นอนตายตัว เป็นน้ำปลาหวานที่มีน้ำมะขาม น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ใครอย่าได้อุตริใส่เห็ดฟาง ใส่หอมใหญ่ ถือว่าเป็นผู้บ่อนทำลายน้ำปลาหวาน

เล่าเรื่องความดิ้นได้ไม่ตายตัวของสูตรอาหาร และวัตถุดิบตามฤดูกาลที่เหมาะกับอาหารในบางช่วงบางเวลาเท่านั้น

ส้มซ่าอีกอย่างที่ต้องใช้ในหมี่กรอบ ไส้กรอกปลาแนมขาดส้มซ่าไม่ได้ เดี๋ยวนี้ส้มซ่าเริ่มหมดลงไปเรื่อยๆ ก็พื้นที่สวนแถบนนทบุรี บางกรวย ตลิ่งชัน ไม่มีแล้ว แล้วพาเอาพืชผักหลายอย่างหายไปด้วย

เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งไปตลาดนัดชาวบ้านที่สามร้อยยอด ชาวบ้านเอาส้มซ่าใส่กระจาดมาขาย ถามว่าปลูกไว้ทำอะไร เขาบอกเอาไว้ทำยา เสร็จกันอยู่ผิดที่ผิดทาง จะซื้อมาทำหมี่กรอบ ไส้กรอกปลาแนม ก็ทำไม่เป็นเอาไปแจกใครก็ไม่รู้ใครจะเอา

เล่าเรื่องความดิ้นได้ไม่ตายตัวของสูตรอาหาร และวัตถุดิบตามฤดูกาลที่เหมาะกับอาหารในบางช่วงบางเวลาเท่านั้น

เข้าหน้าหนาวนี้อีกอย่างที่มีลูกข้าวสารออก ลูกข้าวสารเป็นลูกไม้พื้นเมือง ต้นเป็นต้นไม้เลื้อยชอบเกาะตามต้นไผ่ ลูกข้าวสารต้องแกงส้ม ถ้าใครเคยกินแกงส้มมะละกอดิบ แล้วมากินแกงส้มลูกข้าวสาร ต้องลืมแกงส้มมะละกอดิบ เรื่องแกงส้มยังมีอีกต้องไหลบัว ลูกฟักข้าว ซึ่งเหมือนธรรมชาติส่งมาเพื่อให้ทำแกงส้ม

เล่าเรื่องความดิ้นได้ไม่ตายตัวของสูตรอาหาร และวัตถุดิบตามฤดูกาลที่เหมาะกับอาหารในบางช่วงบางเวลาเท่านั้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ที่เป็นอาหารดิ้นไม่ได้ โดยถูกพืชผักตามฤดูกาลบังคับให้อยู่ในกรอบ แล้วเชื่อว่าคงไม่มีใครแผลงเอาโน่นมาเติมนี่ ไม่เหมือนผัดกะเพราใส่ถั่วฝักยาวหรืออื่นๆ ที่ออกนอกกรอบหน่อย ก็โดนถูกเกทับบลัฟแหลกเหมือนตอนนี้

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load