ฟีนิกซ์ ลาวา (Phoenix Lava) คือธุรกิจซาลาเปาแบรนด์ไทยแท้ที่แหวกทุกกฎของซาลาเปา

ตั้งแต่การตามหากระดาษรองซาลาเปาที่แกะง่าย การหาสูตรแป้งเนื้อเนียนแต่รสสัมผัสหนึบหนับ ไส้ลาวาที่ไหลได้ 24 ชั่วโมง บรรจุอยู่ในกล่องสวยพร้อมให้ซื้อฝาก ไหนจะมาสคอตแบรนด์ที่ต่อยอดจากกล่องซาลาเปาไปเป็นเครื่องเขียนและตุ๊กตาให้แฟนคลับสะสม

คุณได้ยินไม่ผิด ใช่แล้ว น้องฟี (ย่อมาจากฟีนิกซ์) ลูกครึ่งซาลาเปาครึ่งนกมีแฟนคลับทั้งไทยและต่างประเทศ เพราะฟีนิกซ์ ลาวา มีสาขาที่เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเก๊า โด่งดังระดับที่บล็อกเกอร์ชาวมาเลเซียและฮ่องกงที่มีคนตามนับล้านตามมาชิมถึงประเทศไทย จนแฟนคลับพวกเขาและเธอร้องอยากกินซาลาเปาไส้ลาวาตามๆ กัน

กลับไปที่บรรทัดแรก ฟีนิกซ์ ลาวา คือแบรนด์ไทยแท้ๆ ที่เปลี่ยนโฉมหน้าซาลาเปาที่เราเคยรู้จักไปตลอดกาล

จากจุดเริ่มต้นของสามผู้ก่อตั้งได้แก่ ปริญญ์ สุขสมิทธิ์, พารณ สุขสมิทธิ์ และ พลอยนภัส จตุรพิธพรชัย ที่อยากเห็นคนต่อแถวรอซื้อซาลาเปาเหมือนที่เราคนไทยทำกับขนมเจ้าดังจากต่างถิ่น พวกเขาทำได้

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

ความชอบในรสชาติเป็นเรื่องส่วนบุคคล เราไม่อาจชี้นำว่าซาลาเปาไส้ไหลตามสมัยนิยมนี้อร่อยกว่าซาลาเปาลูกโตแบบที่คุ้นเคยได้แต่อย่างใด

เพียงแต่วิธีคิดเบื้องหลังธุรกิจของพวกเขาทั้งสามสดใหม่ และยังคงสดใหม่ นำไปปรับใช้กับทุกธุรกิจได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะขั้นตอนการทำซาลาเปาให้ดีกว่าของเดิมที่มี 10 เท่า ที่อ่านจบแล้วเปิดร้านได้ทันที หรือการรับมือกับระบบการบริหารที่มีแต่ความล้มเหลวเท่านั้นที่สอนคุณให้จดและจำได้ดี

ถ้าคุณคิดว่าเรื่องของพวกเขาเกิดขึ้นจากความโชคดีเพราะเดินตามต้นแบบอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เราขอให้คุณฟังเรื่องของพวกเขาพร้อมกัน

The Cloud เรามีนัดกับทั้งสามผู้ก่อตั้ง ที่ Phoenix Lava Coffee สาขาโพธิ์แก้ว ลาดพร้าว 101 ระหว่างรอเครื่องดื่มคลายร้อน ในมือเรามีหมั่นโถวที่เสิร์ฟพร้อมแกงกะหรี่หมูรสเข้มข้นซึ่งมีเฉพาะที่สาขานี้เท่านั้น  

ระหว่างอ่าน ใครจะสั่งซาลาเปาสักกล่องแกล้มไปด้วยเราก็ไม่ว่า จะเลือกรสต้นตำรับไข่เค็มลาวา ชาโคลงาดำลาวา หมอนทองลาวา อูจิมัทฉะลาวา ชีสเบคอนลาวา นามะช็อกโกลาวา ชาไทยลาวา หมูอบรมควัน มันม่วงแปะก๊วย ตามชอบ

รายละเอียดอยู่ท้ายบทความ เชิญคุณตามอัธยาศัย

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวาซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

ความฝันที่อยากทำธุรกิจที่มีคนมาต่อแถวรอซื้อ

หลังจากปริญญ์เรียนจบจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขากลับบ้านไปช่วยธุรกิจแป้งมันสำปะหลังของครอบครัว ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ก่อนตัดสินใจเดินทางไปเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้เวลาช่วงบ่ายหลังเรียนภาษาทำงานส่งหนังสือพิมพ์และเรียนรู้วิชาชีวิตอื่นๆ ขณะที่พารณซึ่งเรียนจบจากคณะวิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เดินทางไปเรียนภาษาที่ฟุกุโอกะพร้อมทำงานในโรงงานขนมญี่ปุ่นมันจู

เพราะคิดถึงเรื่องการทำธุรกิจร่วมกันตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา ทุกครั้งที่เห็นคนไทยไปต่อแถวซื้อขนมเจ้าดังที่มาจากต่างประเทศ ทั้งปริญญ์และพารณจะเก็บทดความฝันที่อยากเป็นแบรนด์ไทยที่สร้างปรากฏการณ์ต่อแถวซื้อได้บ้าง ทั้งคู่ได้แต่ฝันถึงธุรกิจที่อยากทำมากมายกว่า 50 ธุรกิจ แต่ไม่เคยได้ทำจริงสักครั้ง เพราะที่ผ่านมาพวกเขามักจะหาข้ออ้างให้กับตัวเองเสมอ

“ข้ออ้างในชีวิตเยอะมาก ช่วงเรียนอยู่ปี 2 – 3 เราพูดตลอดว่าอยากทำนู่นทำนี่ อยากทำร้านไก่ทอด ร้านน้ำผลไม้ปั่น ทำเม็ดไข่มุกขาย เพราะที่บ้านเป็นโรงงานแป้งมันฯ หรอแม้กระทั่งให้บริการซื้อสินค้าตามสั่ง แต่ไม่เคยทำ อีกเหตุผลคือเรามีความกลัวว่าจะล้มเหลว และเราก็อยู่กับความกลัวนั้น” ปริญญ์สารภาพยิ้มๆ

จนกระทั่งวันหนึ่งได้รู้และเข้าใจว่าโลกนี้ยังมีธุรกิจอีกมากมายที่ไม่ได้คิดถึงหรือมีกำไรสูงสุดเป็นที่ตั้ง ปริญญ์จึงเริ่มมองหาฮีโร่ ซึ่งเขาคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นคือ สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs)

The Presentation Secrets of Steve Jobs: How to Be Insanely Great in Front of Any Audience คือหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจเล่มแรกที่ปริญญ์อ่าน บทเรียนแรกๆ ที่เขาเรียนรู้คือ “จงอย่าขาย What แต่ให้ขาย Why ก่อน”

การตามหาตัวตนในดินแดน 100,000 ขนมหวาน

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

“เราจะหาขนมที่อร่อยและเจ๋งที่สุดจากญี่ปุ่นกลับบ้านไปให้ได้” ลงชื่อ พารณ

“ผมมีปัญหาที่ไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ผมจะต้องรู้ให้ได้ว่าผมต้องการทำอะไรในชีวิต” ลงชื่อ ปริญญ์

คือข้อความบนแผ่นป้ายไม้ขอพรเอมะที่ทั้งคู่เขียนไว้เมื่อปี 2012 หลังจากนั้น 3 เดือน ปริญญ์รู้ตัวเองชัดเจนว่าเขาอยากทำธุรกิจ หลังจากลองทำสิ่งที่เคยกลัวและทำไม่ได้เมื่ออยู่ที่บ้านเกิด

มาถึงตรงนี้ พวกเรารู้อยู่แล้วว่าทั้งสองเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ซาลาเปาลาวาชื่อดัง

คำถามก็คือ ทำไมไม่ใช่ขนมญี่ปุ่น

ผู้เชี่ยวชาญด้านขนมอย่างพารณให้เหตุผลว่า ขนมญี่ปุ่นแท้ๆ ส่วนใหญ่ทำจากถั่วและมีรสหวานมาก ขณะที่ขนมญี่ปุ่นแบบที่คนไทยชอบจะเป็นขนมที่ประยุกต์แล้ว เช่นแพนเค้กหรือครีมอย่างตะวันตกที่เปลี่ยนเนื้อสัมผัสให้นุ่มฟูน่ากิน ประกอบกับคนรักของพารณในเวลานั้นแนะนำให้เขารู้จักซาลาเปาลาวาที่กำลังโด่งดังมากๆ ในไต้หวัน ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากความผิดพลาดระหว่างทำของเชฟจากโรงแรมเพนนินซูลา

หลังจากชิมซาลาเปาลาวาต้นตำรับของฮ่องกง ปริญญ์สนใจช่วงขณะของระยะเวลาหลังอุ่นร้อนที่ไส้ซาลาเปาจะยังคงไหลเยิ้มอยู่ เมื่อซื้อกลับไปก็พบว่าไส้จะยังคงเยิ้มอยู่ภายในเวลา 2 ชั่วโมง

“จากงบประมาณที่มี พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะทำร้านใหญ่โตขนาดที่มีพื้นที่นั่งรับประทาน แต่จะเป็นซุ้มขนาดพอดีให้คนซื้อกลับไปกินที่บ้าน ซึ่งมีโอกาสมากที่ลูกค้าจะกินไม่หมดภายใน 2 ชั่วโมง ดังนั้น มีวิธีการใดบ้างที่ไส้ซาลาเปาของเราจะไหลเยิ้มตลอด 24 ชั่วโมงได้” ปริญญ์เล่าที่มาขอโจทย์แรกสุด เพื่อทดสอบความเป็นไปได้

โจทย์การทำซาลาเปาที่ดีกว่าซาลาเปา 10 เท่า

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

ปริญญ์เก็บข้อมูลการขายของร้านซาลาเปาในไทยจากการเฝ้าสังเกต จนพบว่าร้านส่วนใหญ่นำซาลาเปาใส่กล่องพลาสติกแล้วติดเทปกาวใส ซึ่งแกะออกยาก

“วันหนึ่ง ได้ยินคุณป้าโต๊ะด้านหลังบอกพนักงานว่าขอซื้อซาลาเปาไปฝากคน บวกกับพลังของบรรจุภัณฑ์ที่ซึมซับมาจากการใช้ชีวิตในญี่ปุ่น เราตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะทำซาลาเปาโอมิยาเกะ” ปริญญ์เล่าย้อนไปถึงวันแรกที่คิดเริ่มต้นจริงจัง

‘โอมิยาเกะ’ เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ของฝาก

“การจะทำสินค้าซึ่งใช้เป็นของฝากนั้นประกอบด้วยอะไร และต้องให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง” เราถาม

“ในวงการสตาร์ทอัพมีความเชื่อว่า ถ้าจะลงมือทำแล้วต้องดีกว่าเดิม 10 เท่า ในวันที่ตั้งใจแล้วว่าจะทำซาลาเปา พวกเราตั้งโจทย์และแก้ไข้จนได้ซาลาเปาที่ดีกว่า 10 เท่า ดังนี้” ปริญญ์และพารณรีบผลัดกันเล่า

1 กระดาษรองซาลาเปาชนิดแกะง่าย

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

ถ้าคุณเคยเผลอกินกระดาษซาลาเปา พวกเราคือเพื่อนกัน

ปริญญ์เล่าเหตุผลของการมีอยู่ของกระดาษวางซาลาเปาที่กั้นกลางไม่ให้แป้งซาลาเปาติดกับซึ้งระหว่างอุ่นนึ่ง “จะมีทางใดบ้างมั้ยที่เราจะกินซาลาเปาโดยไม่เผลอกินกระดาษเข้าไป” เขาตั้งคำถามและใช้เวลาค้นหาอยู่ 3 – 4 เดือน จึงพบกับกระดาษใช้รองทาโกะยากิ เมื่อถามเพื่อนหรืออาจารย์ที่เป็นคนญี่ปุ่นก็ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนี้หาซื้อที่ไหนหรือแม้แต่มีชื่อเรียกว่าอะไร

ปริญญ์นำคำว่า ‘กระดาษ- ไม้-ซาลาเปา’ ไปค้นหาในร้านค้าออนไลน์เจ้าใหญ่ จนรู้จักกับกระดาษเคียวกิ หรือกระดาษที่ทำจากเยื่อต้นสน ซึ่งมีมากในประเทศที่มีอากาศเย็นชื้นแบบญี่ปุ่น ยิ่งเป็นพื้นที่ที่ฝนตกเยอะที่สุด ต้นสนยิ่งหนาแน่นและแข็งแรง และจังหวัดที่ฝนตกเยอะที่สุดก็คือ จังหวัดกุนมะ อยู่ห่างจากโตเกียวไปทางด้านเหนือ 2 ชั่วโมง

“จำได้เลยว่าดีใจจนน้ำตาไหล เพราะนอกจากไม่ชื้นแล้วยังทำให้ซาลาเปาแกะง่าย กระดาษไม่ติดแป้ง” ปริญญ์เล่า จนถึงวันนี้ ฟีนิกซ์ ลาวา ก็ยังคงใช้กระดาษจากสหกรณ์เคียวกิในกุนมะรองซาลาเปาทุกลูกเหมือนวันแรกที่เริ่มต้น

2 แป้งซาลาเปาเนียนนุ่มเคี้ยวหนึบหนับ

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

“ที่โอซาก้ามีร้านอาหารจีนที่ทำซาลาเปาอร่อยมากๆ แป้งหนึบหนับเพราะเขาผสมแป้งข้าวเหนียวเข้าไปนิด แป้งโมจิเข้าไปหน่อย ทำให้แป้งมีเนื้อสัมผัสหนึบหนับ ผมชอบกินร้านนี้มาก วันที่พวกเราตัดสินใจจะเริ่มทำซาลาเปา ผมซื้อจากโอซาก้าและส่งตรงไปให้พารณที่ฟุกุโอกะ” ปริญญ์เล่าโจทย์ที่มอบหมายให้พารณคิดค้นและพัฒนาสูตรแป้งซาลาเปาหน้าตาสวยผิวเนียนนุ่ม

พารณบอกว่า สูตรแป้งที่ยากจะลอกเลียนแบบนี้เกิดจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ เขาเริ่มแกะสูตรแป้งเนียนนุ่มจากคลิปวิดีโอที่ลูกค้าถ่ายบรรยากาศการปั้นซาลาเปาสดๆ หน้าร้าน แล้วทดลองทำซ้ำๆ จนพบความแตกต่างระหว่างซาลาเปาฟูๆ แบบไทยและซาลาเปาเหนียวหนึบแบบญี่ปุ่น ซึ่งเกิดจากส่วนผสมและวิธีการทำที่กลับกันเล็กน้อย

“ซาลาเปาแบบไทยใช้วิธีผสมแป้งกับยีสต์แล้วขึ้นฟูรอบหนึ่งก่อน แล้วจึงใส่ไส้ จากนั้นปล่อยขึ้นฟูอีกรอบก่อนนำไปนึ่ง ขณะที่แบบญี่ปุ่นจะขึ้นฟูแป้งซาลาเปาก้อนใหญ่ก่อน แล้วตัดแบ่งเป็นลูกเล็กแล้วขึ้นฟูอีกรอบ จากนั้นใส่ไส้แล้วนึ่งทันที” แค่ได้ยินวิธีการของพารณก็รู้สึกสนุกจนอยากได้หมั่นโถวมากินเรียกน้ำย่อย ยากเกินไปหากรอฟังให้ถึงข้อ 10

3 ไส้ลาวาพร้อมไหลตลอด 24 ชั่วโมง

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

6 เดือน 17 วัน คือจำนวนวันที่ใช้ทดลองสูตรไส้ซาลาเปา

เหตุผลที่ปริญญ์และพารณอยากทำไส้ซาลาเปาให้ไหลตลอด 24 ชั่วโมงเพราะพวกเขารู้ว่าลูกค้าไม่ได้กินทันทีหลังจากที่ซื้อไป

“ความยากอยู่ที่การหาสัดส่วนที่พอดีกันของไส้ ซึ่งประกอบด้วยส่วนที่เป็นน้ำ น้ำมัน และไส้ เพราะหากผสมกันไม่ดีไส้จะแยกชั้นและส่วนที่เป็นน้ำมันจะซึมเข้าแป้งทำให้ไส้ไม่ไหล” พารณเล่าถึงส่วนที่ละเอียดอ่อนที่สุดของการทำซาลาเปา

4 สีธรรมชาติ ทั้งสวยและบอกรสชาติ

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

เพราะประสบการณ์จุดแดงบนซาลาเปาของเราไม่เท่ากัน

จุดแดงของบ้างร้านคือไส้หวาน ขณะที่บางร้านคือไส้เค็ม ฟีนิกซ์ ลาวา จึงแยกสีบอกไส้ให้ลูกค้ารู้ว่า ซาลาเปาลูกไหน รสชาติไหน

แป้งสีแดง มาจากบีตรูตผสมวิตามินซีเล็กน้อยให้สียังแดงอยู่ ไม่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อโดนความร้อน สำหรับไส้นามะช็อกโกลาวา

แป้งสีเหลือง มาจากดอกคำฝอยที่ปลูกเอง สำหรับไส้หมอนทองลาวา

แป้งสีเขียว มาจากมัทฉะผสมผักโขมจากเชียงใหม่ สำหรับไส้อูจิมัทฉะลาวา

พารณเล่าเหตุผลที่ต้องลงมือทำสีธรรมชาติเหล่านี้ด้วยตัวเองแทนการซื้อสีธรรมชาติมาใช้ว่า พวกเขาอยากมีส่วนช่วยอุดหนุนเกษตรกรผู้ตั้งใจ ก่อนจะตามมาด้วยการพัฒนาซาลาเปารูปหน้าและทรงอื่นๆ เช่น ทุเรียน เห็ดหอม หรือเสียบไม้แบบขนมดังโงะ ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความอร่อยที่ชาวฟีนิกซ์ลาวาภูมิใจนำเสนอ

5 และ 6 บรรจุภัณฑ์และมาสคอต ของฝากจากญี่ปุ่น

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

เพราะคุณสมบัติทั้งสองข้อนี้มาพร้อมกัน

ปริญญ์ตั้งโจทย์จากคำถามว่า บรรจุภัณฑ์ที่ดีคืออะไร อะไรคือเหตุผลของขนาดและลำดับการห่อของก่อน-หลังแบบคนญี่ปุ่นที่เขาคลั่งไคล้

ปริญญ์บอกว่า บรรจุภัณฑ์ที่ทำให้เขาเห็นวิธีคิดของคนญี่ปุ่นที่มีต่อสิ่งต่างๆ เพียงเพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น เช่น มีครั้งหนึ่งเขาไปเที่ยววัดในคาโกชิมา พบคุณป้ากำลังเรียงส้มโดยค่อยๆ หมุนส้มทีละลูกให้อยู่ในตำแหน่งเดียวกันเพราะรู้ดีว่าตำแหน่งไหนแข็งแรงและอ่อนไหวต่อการขนส่ง ทำให้เขาเริ่มสนุกกับการทำบรรจุภัณฑ์ที่คิดถึงผู้รับ

ลำพังแค่กล่องกระดาษสวยๆ ทำให้แป้งติดกล่องกระดาษ ปริญญ์จึงตามหาถุงกระดาษขนาดพอดีกับซาลาเปาลูกต่อลูก ทั้งยังเก็บอุณหภูมิและมีพื้นที่ให้ติดสติกเกอร์บอกรสชาติของซาลาเปา

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

กล่องที่ลูกค้าเห็นแล้วจดจำแบรนด์ได้ คือโจทย์สำคัญของการออกแบบกล่องใส่ซาลาเปา ซึ่งนอกจากความยาวของกล่องขนาด 37.5 เซนติเมตรจะรับกันพอดีกับตู้เย็นขนาดมาตรฐาน ด้านหน้าของกล่องยังเป็นหน้านกฟีนิกซ์

“เมื่อเลือกแล้วว่าจะมีมาสคอต เราไม่อาจประนีประนอมกับการออกแบบได้แม้เพียงนิดเดียว เพราะเป็นสิ่งที่อยู่กับแบรนด์ไปตลอด ซึ่งผลจากการปรับแบบร่างกว่า 50 ครั้งก็ทำให้ได้รับรางวัลบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมจาก DEmark Award 2015” ปริญญ์เล่ากระบวนการกว่าจะเป็นน้องฟีนิกซ์ มาสคอตทรงซาลาเปารวมกับลูกนกหน้าตาเรียบง่าย ก่อนจะเสริมว่า เหตุผลที่พวกเขาตั้งใจกับกล่องใส่ซาลาเปาและมาสคอตขนาดนี้ เพราะเห็นแก่เครื่องมือสื่อสารตัวตนของแบรนด์เป็นสำคัญ ซึ่งมีประสิทธิภาพไม่แพ้ความอร่อยคุณภาพของซาลาเปา

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

7 ร้านนี้อยู่แล้วรวย

แม้ใครจะบอกด้วยความเป็นห่วงให้ลองขายผ่านทางออนไลน์หรือออกร้านตามงานก่อน

ปริญญ์กลับเห็นต่างว่า การออกร้านตามงานแล้วขายไม่ดีอย่างที่คาดหวังจะทำให้ถอดใจยอมทิ้งสิ่งที่ทำมากว่าครึ่งปีลงง่ายๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานั้น เขาและน้องชายจึงเลือกเดิมพันแบรนด์ทั้งแบรนด์กับการสร้างร้านขนาด 15 ตารางเมตร สาขาเดียวที่ The Sense คอมมูนิตี้เปิดใหม่ย่านปิ่นเกล้าในเวลานั้น โดยลงทุนกับอุปกรณ์และการตกแต่งร้านตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ ตู้เย็นเก็บของ ความสวยงามสะอาดเรียบร้อยของพื้นที่ ตามมาด้วยสีไฟที่ร้านและรายละเอียดอื่นๆ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตอนพัฒนาสูตรซาลาเปา

8 ลงมือเขียนวัฒนธรรมองค์กรตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นทำธุรกิจ

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

เมื่อมีหน้าร้าน ก็ต้องมีคน

เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการดูแลบริหารคนตั้งแต่ต้นลม ปริญญ์ลงมือเขียนวัฒนธรรมองค์กรตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำร้าน “เราเป็นใคร คิดยังไง ต้องการคนแบบไหนมาทำงาน” ปริญญ์เล่า

มีวินัย รู้จักคิดจากมุมมองลูกค้าหรือคนนอกสถานการณ์ และส่งมอบงานเกินความคาดหมาย คือคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากการรับสมัครงานที่ไหน

ในใบสมัครรับพนักงานรุ่นแรก Phoenix Lava มีคำถามที่ยากกว่าการสอบปลายภาคของวิชาที่ยากที่สุด ความว่า “ในเหตุการณ์สมมติที่มีคนเดินมาชนกล้องและขาตั้งกล้องของคุณซึ่งตั้งอยู่กลางสถานที่จัดงานแห่งหนึ่ง ด้วยอารมณ์โกรธ คุณจะพูดกับเขาคนนั้นว่าอย่างไร” ปริญญ์ดัดแปลงคำถามข้อนี้จากเจ้านายเก่า เมื่อครั้งสอบสัมภาษณ์ทำงานในบริษัทหนังสือพิมพ์ที่ญี่ปุ่น

ภายใต้คำตอบที่ไม่มีผิดไม่มีถูกของคำถามนี้ เขาชวนเราคิดว่าหากมองให้ดีจะเห็นว่าการตั้งกล้องบนพื้นที่สาธารณะที่รู้แน่ๆ ว่าจะมีคนเดินมาชน เราซึ่งเป็นผู้ตั้งกล้องก็ถือว่ามีความผิดด้วยส่วนหนึ่ง

นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างข้อสอบคัดสรรผู้ร่วมงานแบบคนญี่ปุ่นที่ปริญญ์และพารณนำมาใช้กับฟีนิกซ์ ลาวา จากจุดของฟีนิกซ์ ลาวา ที่มีผู้ก่อตั้งเพียง 3 คน วันนี้ ฟีนิกซ์ ลาวา เติบโต มีพนักงานในสำนักงานใหญ่ 10 คน โรงงาน 14 คน และหน้าร้านอีก 20 คน ที่เชื่อในฟีนิกซ์ ลาวา และอยู่ร่วมกันทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นไป

ขายดีตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

ปริญญ์บอกว่า ฟีนิกซ์ฯ สอนให้เขาเอาชนะความกลัวด้วยการเตรียมพร้อม

“ในช่วงแรก พวกเราทำซาลาเปากันเองวันละ 300 ชิ้นสำหรับขายที่สาขา The Sense ต่อมา มีพี่ที่เปิดร้านอยู่ร่วมโครงการกันที่ The Sense เดินเข้ามาบอกว่าชอบสิ่งที่เราทำมาก ก่อนจะช่วยเป็นธุระติดต่อสยามพารากอนให้เราไปงานออกร้าน ซึ่งทำยอดขายเป็น 3 เท่าของหน้าร้าน จำได้ดีเลยว่าตอนนั้นเหนื่อยสุดๆ

“ต่อมารายการ SME ตีแตก THE FINAL ติดต่อให้ไปร่วมรายการ ตอนนั้นลังเลเพราะเราเพิ่งทำร้านได้แค่ 4 เดือนเท่านั้น แถมทำธุรกิจไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่ก็คิดแล้วว่าไม่มีอะไรจะเสีย ในที่สุดก็เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย” ปริญญ์เล่าจุดเปลี่ยนสำคัญของฟีนิกซ์ ลาวา

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

หลังจากเปิดสาขาแรกแล้วประสบความสำเร็จสุดๆ ฟีนิกซ์ ลาวา เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้ขยายสาขาเรื่อยๆ ไปจนถึง 18 สาขา แต่ก็ต้องปิดตัวรวดเดียวถึง 10 สาขาในเวลาต่อมา

บทเรียนจากการขยายสาขาและปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ปริญญ์และพารณรู้และยอมรับว่าพวกเขาลืมคิดถึงสิ่งที่สำคัญของธุรกิจ นั่นคือ ซาลาเปาที่ไม่หลากหลายมากพอจะทำให้คนซื้อได้บ่อยๆ ไปจนถึงระบบการบริหารร้าน

“เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเรามั่นใจในตัวเองมากเกินไป เราละเลยคุณภาพของสินค้า คุณภาพของการบริการ ก่อนหน้านี้เราคิดแต่จะวิ่ง ทั้งๆ ที่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารองเท้าที่ใส่เดินอยู่นั้นจะเหมาะกับการวิ่งหรือเปล่า ขนาดไม่พอดีหรือเปล่า หรือแม้แต่ผูกเชือกรองเท้าไม่แน่นพอ แล้ววันหนึ่งที่เราสะดุดเชือกล้มลงจึงได้รู้และซ่อมพื้นรองเท้าใหม่ ปรับขนาดเลือกให้ดีเพื่อจะลองวิ่งใหม่อีกสักครั้ง” ปริญญ์สรุปบทเรียนธุรกิจอย่างเข้าใจง่าย

ฟีนิกซ์ ลาวา สาขาเวียดนาม สิงคโปร์ มาเก๊า

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

เมื่อกลับมาดูแล 8 สาขาที่มีให้แข็งแรง ไม่รีบไม่เร่งจนเกินพอดี ก็ทำให้ทีมมีเวลาพัฒนาสินค้าแบบอื่นๆ หนึ่งในนั้นได้แก่ ซาลาเปาไส้ทุเรียน

“ขายดีมาก มีคนเวียดนามมาเหมาไส้ทุเรียนเป็นพันๆ ชิ้น จนได้รับสายจากนักลงทุนที่เวียดนามติดต่อให้ไปเปิดสาขาที่นั่น ขายดีมากขนาดที่คนเวียดนามต่อแถวซื้อยาวเต็มถนน ก่อนจะตามมาด้วยแผนการขยายสาขาในเวียดนาม” ปริญญ์เล่า ซึ่งการเปิดตลาดที่เวียดนามครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

จากโรงงานขนาด 1 ห้องแถว กลายเป็น 3 ห้องแถว ต้องมีตู้แช่ขนาดตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้เพื่อเก็บสินค้า และชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานต่อเนื่องของเหล่ามือปั้นซาลาเปาซึ่งเข้างานตั้งแต่ตี 5 เลิกงาน 2 ทุ่ม ติดต่อกันนานนับเดือน เพื่อผลิตซาลาเปาให้ทันกับจำนวนสั่งซื้อข้ามประเทศ นั่นคือ จำนวนที่ไม่น้อยกว่า 60,000 ลูก

พร้อมๆ กับที่ฟีนิกซ์ ลาวา เริ่มเป็นที่รู้จักในสิงคโปร์ ผ่านแอปพลิเคชันสั่งอาหารชื่อ airfrov ซึ่งชาวสิงคโปร์สั่งกันเข้ามาหลายร้อยออร์เดอร์จนนักลงทุนติดต่อให้ไปเปิดสาขาที่สิงคโปร์

“มีคนมาเลเซียซื้อซาลาเปากลับไปกินและเขียนรีวิวในเว็บ openrice ตามด้วยบล็อกเกอร์จากฮ่องกงที่มีคนตามนับล้านคนมาซื้อซาลาเปาจากร้านสาขาอิเซตัน จำได้เลยว่ามีงานเปิดสาขาสิงคโปร์วันเดียวกับที่มาเก๊า ตอนนั้นยอมรับว่าหัวใจพองโตมากๆ แต่ผ่านไปเพียง 3 เดือน ยอดสั่งซื้อที่เคยมีมหาศาลก็ลดน้อยถอยลงตามวัฏจักรร้านขนมหวานที่จะขายดีมากช่วง 3 เดือนแรก” ปริญญ์เล่า

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

Phoenix Lava – Macau

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

Phoenix Lava – Vietnam

Phoenix Lava – Singapore
ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา
Phoenix Lava – Malaysia

9 Phoenix Kaizen

Kaizen หรือการค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละนิดทำให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน

“เรายอมรับนะว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนใครบอกว่าซาลาเปาไม่อร่อยเราจะไม่สนใจ เพราะเราเชื่อว่ามันอร่อยแล้ว แต่วันนี้เราขอรับฟังทุกความคิดเห็นเลย โดยมีทีมวิจัยและติดตามผลเป็นพิเศษหลังปิดออร์เดอร์ออนไลน์ 24 ชั่วโมง เขาจะติดต่อลูกค้าทุกคนที่สั่งสินค้าเมื่อวานเพื่อขอข้อติชมเก็บเป็นข้อมูล

“ทุกวันนี้มีนักลงทุนคนติดต่อจากแคนาดาให้ไปเปิดสาขาที่นั่น ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจองตั๋วเครื่องบินแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใจร้อนแบบนั้นแล้ว เราใช้วิธีคุยกับคู่ค้าให้มากขึ้น ว่าหากเราต้องการรักษาคุณภาพของซาลาเปาให้อร่อยเหมือนกับที่ไทยจะมีความเป็นไปได้แค่ไหน การบริการจะดีเหมือนที่นี่ไหม เราอยากให้ลูกค้าซื้อของเราไปแล้วกลับมาซื้อซ้ำอีก ไม่อยากแค่ขายดีแล้วจบไป เราจึงจำเป็นต้องคุยกับนักลงทุนมากขึ้น คิดหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่รีบแล้วดีกว่า” ปริญญ์ยิ้มตอบ

ซาลาเปาแห่งการไฮ่

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

“ธุรกิจก็เหมือนคนเราต่างต้องการเวลาในการค้นหาตัวเอง ในวันที่เราอยากทำให้ฟีนิกซ์ ลาวา เป็นของฝากที่ทุกคนนึกถึง เราจะเลือกใช้วิธีการหนึ่ง แต่ในวันที่เราพบว่าฟีนิกซ์ฯ มีพลังมากกว่านั้น นอกจากของคุณภาพดี อร่อย มันคือหน้าตาของผู้ให้ คือเครื่องมือที่ใช้เชื่อมโยงความสัมพันธ์ เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะรับผิดชอบความประทับใจของลูกค้าของลูกค้า” ปริญญ์เล่าถึงความตั้งใจที่เปลี่ยนไป

มากกว่าการเป็นซาลาเปาของฝากหน้าตาเป็นมิตร ฟีนิกซ์ ลาวา ตั้งใจจะเป็นซาลาเปาแห่งการให้ ทั้งจากการต่อยอดมาสคอตแบรนด์ซาลาเปา เป็นสินค้า ตุ๊กตา เครื่องเขียนเครื่องใช้ลวดลายน้องฟีนิกซ์ ให้ความสุขจากการได้หยิบจับใช้งานจริง

และการให้ธุรกิจมีโอกาสสร้างผลกระทบที่ดีต่อสังคมในทางที่ทำได้จริง

“เราตั้งใจทำ Delivery Box Set ขนาดใหญ่เท่ากล่องพิซซ่า ใส่ซาลาเปามินิลาวา 20 ลูก ซึ่งถ้าออกแบบด้วยแนวคิดเดิม นั่นคือ ขอแค่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มาวันนี้ก็คงไม่พอ ในเมื่อเรามีพื้นที่บนกล่อง 10 x 10 นิ้ว จะดีแค่ไหนหากเราจะใช้พื้นที่นั้นบอกต่อสิ่งดีๆ ที่มากกว่าการโฆษณาตัวเอง เราเริ่มจากตามหาโครงการของมูลนิธิที่ต้องการพื้นที่สื่อ เช่น มูลนิธิที่ขาดการบริจาคอวัยวะ มีคนบริจาคเพียง 261 คน ขณะที่มีผู้ป่วยต้องการอวัยะปีละ 6,401 คน เป็นต้น ผมมั่นใจเลยว่าอย่างน้อยจะมีคน 3,000 – 5,000 คนที่เห็นโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการเหล่านี้บนกล่อง และนี่คือวิธีการง่ายๆ ที่ธุรกิจก็สามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ไม่มากก็น้อย” ปริญญ์เล่าความตั้งใจใหม่ล่าสุดของเขา

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

10 ขอเก็บข้อนี้ไว้ก่อน เพื่อรอการพัฒนา

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

ประสบการณ์การผลิตซาลาเปาให้เพียงพอต่อรายการสั่งซื้อจากทั้งสามประเทศ สอนบทเรียนยิ่งใหญ่ให้ชาวฟีนิกซ์ ลาวา ว่าปริมาณอาจไม่สำคัญเท่าคุณภาพ ปัจจุบัน ปริญญ์กำหนดจำนวนสูงสุดของการสั่งซื้อซาลาเปาของคู่ค้าสาขาต่างประเทศแต่ละครั้ง โดยคำนวณจากยอดขายในแต่ละวันและสภาพคล่องของแต่ละสาขาเพื่อไม่ให้เกิดการผลิตที่มากเกินความจำเป็น

“เมื่อก่อนเราสนใจจะเป็บแบรนด์ไทยที่มีสาขาในต่างประเทศให้มากที่สุด มาวันนี้เราขอที่จะไม่ผลิตซาลาเปาในจำนวนเยอะซึ่งเราเคยผลิตมากสุด 15,000 ลูกต่อวัน แต่จะผลิตในจำนวนที่เราทำได้ดีที่สุดนั่นคือ 4,000 – 5,000 ลูกเท่านั้น” พารณ ผู้ดูแลการผลิตเล่าถึงแผนงานที่เปลี่ยนไป

“ถ้าถามว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ เราจะยังคงตัดสินใจเดินหน้าขยายสาขาและผลิตซาลาเปาจำนวนมากๆ จนละเลยคุณภาพแบบนี้ไหม เรายังยืนยันว่าเราคงจะเลือกทำแบบเดิมเพราะทำให้วันนี้เราได้เรียนรู้ การทำฟีนิกซ์ ลาวา หลายปีที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามหาศาลมาก เกินที่คิดฝันมากๆ แล้วกับการที่ธุรกิจอายุ 4 ปี มีสาขาในต่างประเทศ 3 ประเทศ” ปริญญ์สรุปทิ้งท้าย

ซาลาเปา, ฟีนิกส์ลาวา

Lesson Learnt

มีคำแนะนำจากปริญญ์และพารณฝากถึงผู้ประกอบการรุ่นใหม่ว่า คงจะดีหากเราเริ่มคิดทำธุรกิจเพราะเจอปัญหาที่อยากแก้ไข ไม่ใช่ทำเพราะอยากรวยหรือเพราะเห็นเพื่อนแล้วขายดี

“สำหรับเรา แพสชัน คือผลลัพธ์จากการทดลองทำอะไรหลายๆ อย่าง ลงมือทำแล้วจะเจอปัญหา ซึ่งถ้าคุณสนุกกับปัญหานั้น รู้สึกอยากแก้ไขมัน นั่นแหละแพสชัน นอกจากจะเป็นประโยชน์เพราะปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว เราเองก็ยิ่งสนุก โดยเฉพาะในวันที่ท้อแท้อยากเลิกเพราะมองไม่เห็นทางออก แพสชันนี้จะเหนี่ยวรั้งคุณไว้ให้มีแรงทำสิ่งนั้นต่อไป” ปริญญ์ทิ้งท้ายคำแนะนำ

 

ขอบคุณสถานที่
Phoenix Lava Coffee สาขาโพธิ์แก้ว ลาดพร้าว 101
https://lavabun.com
Facebook : Phoenix Lava 
Instagram : Phoenix_Lava

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

21 พฤศจิกายน 2565
6 K

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load