ก่อนอ่านบทความนี้ เราอยากให้คุณมองไปรอบๆ บ้านว่า มีเครื่องใช้ไฟฟ้ากี่ชิ้นที่เป็นยี่ห้อ Philips บางคนอาจมีหนึ่ง หรืออาจมีสอง เครื่องใช้ไฟฟ้าของบางคนอาจเป็นฟิลิปส์ทั้งหมด (อย่างน้อยหลอดไฟก็หนึ่งแหละ)

ฟิลิปส์เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กำลังจะมีอายุครบ 128 ปีในปีนี้ แต่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าฟิลิปส์เป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ชั้นนำระดับโลก ทั้งเครื่องตรวจวัดสัญญาณชีพ เครื่องเอ็กซเรย์ หรือเครื่อง MRI มาก่อน เราเองก็เหมือนกัน และก็มีอีกหลายเรื่องที่เราเพิ่งรู้

15 เบื้องหลังของ Philips แบรนด์ที่อยู่คู่ทุกบ้านและไม่ได้มีแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า

หนึ่ง ฟิลิปส์ เป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดมาจากการผลิตหลอดไฟ ครั้งแรกที่บริษัทเริ่มผลิตเครื่องมือแพทย์มาคือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1919  จากคำขอของโรงพยาบาลในเนเธอแลนด์ให้ผลิตหลอดเอกซเรย์ให้

สอง ทีมฟุตบอลประจำเมือง Eindhoven ที่โด่งดังมากมีจุดเริ่มต้นจากฟิลิปส์

สาม ฟิลิปส์คือเจ้าแรกที่ผลิตเทปคาสเซ็ตต์ ซีดี และดีวีดี

และสี่ หลอดไฟฟิลิปส์ไม่ใช่ของฟิลิปส์อีกต่อไป

ฟิลิปส์เคยเป็นบริษัทหลอดไฟยักษ์ใหญ่ แต่ในวันนี้ฟิลิปส์มีตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าราคาหลักพัน ไปจนถึงอุปกรณ์การแพทย์มูลค่าร้อยล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวคือ ‘สุขภาพที่ดีของผู้คน’ ด้วยกลยุทธ์ของแบรนด์ที่เรียกว่า Health Continuum หรือการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร

แต่การเติบโตของฟิลิปส์ต้องผ่านอะไรมาบ้าง?

วิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด

เราได้คุยกับ วิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับแบรนด์ฟิลิปส์ ไปจนถึงแนวคิดทางธุรกิจที่ไม่ได้เน้นแค่ยอดขาย และฟิลิปส์ไม่อยากให้คนรู้จักในฐานะแบรนด์ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นแบรนด์ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้คน

ซึ่งหลายเรื่องอาจทำให้เราเปิดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม

15 เบื้องหลังของ Philips แบรนด์ที่อยู่คู่ทุกบ้านและไม่ได้มีแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า

1. สินค้าชิ้นแรกของฟิลิปส์คือ หลอดไฟ

ฟิลิปส์เคยเป็นโรงงานเป่าแก้ว และเป็นนามสกุลของผู้ก่อตั้งคือ Gerard และ Frederik พ่อของเขา พวกเขาเริ่มจากธุรกิจครอบครัวเล็กๆ ในเมืองที่มีแต่ทุ่งหญ้าอย่าง Eindhoven ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ต่อมาทั้งยุโรปและอเมริกาต่างเห็นตรงกันว่า โลกควรจะเลิกใช้เทียนไขได้แล้ว จึงมีการพัฒนาไฟฟ้าขึ้น และเป็นช่วงเดียวกันที่ Anton Philips น้องชายของ Gerard เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ เปลี่ยนจากธุรกิจครอบครัวเป็นธุรกิจระดับนานาชาติ เริ่มจากหลอดไฟเป็นผลิตภัณฑ์แรก Anton เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการส่งออกหลอดไฟโดยรถไฟจากสถานี Eindhoven ถ้าวันนี้ใครได้ไปสถานีหลักของ Eindhoven จะเจอรูปปั้นของ Anton อยู่ข้างหน้าสถานี จากบริษัทที่ผลิตแค่หลอดไฟอย่างเดียว ก็เริ่มขยายไปสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ

15 เบื้องหลังของ Philips แบรนด์ที่อยู่คู่ทุกบ้านและไม่ได้มีแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า

2. แบรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและคุณภาพชีวิตคนไปตลอดกาล

ธุรกิจของฟิลิปส์สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เมือง Eindhoven หลายด้าน เปลี่ยนเมืองที่มีแต่ทุ่งหญ้าให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม ชนิดที่ว่าถ้าหลับตาแล้วปาหิน ไม่ว่าจะไปโดนบ้านไหน บ้านนั้นจะต้องมีคนทำงานที่โรงงานฟิลิปส์ แม้แต่ทีมฟุตบอลประจำเมืองอย่าง PSV Eindhoven ก็มีต้นกำเนิดมาจากชมรมกีฬาของโรงงานเช่นเดียวกัน ตัว P ข้างหน้าก็ย่อมาจากชื่อ Philips นั่นแหละ

15 เบื้องหลังของ Philips แบรนด์ที่อยู่คู่ทุกบ้านและไม่ได้มีแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า

3. ‘นวัตกรรมเปลี่ยนโลก’ คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด

ฟิลิปส์ผ่านยุคสงครามโลกมาทั้งสองครั้ง เศรษฐกิจถดถอย ทำให้บริษัทอื่นๆ ที่ผลิตสินค้าใกล้เคียงกันเลิกกิจการไปเยอะ แต่ในยุคนั้นที่การสื่อสารยังไม่ง่ายและทั่วถึงเหมือนสมัยนี้ สิ่งที่ทำให้บริษัทต่างๆ อยู่ได้คือ ‘นวัตกรรมเปลี่ยนโลก’ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ฟิลิปส์อยู่ได้ ฟิลิปส์เป็นเจ้าแรกที่คิดค้นเทปคาสเซ็ตต์ ถ้าใครจะผลิตจะต้องมาจ่ายค่าธรรมเนียมให้ฟิลิปส์ นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ Sony คิดค้นแผ่นซีดี หลังจากนั้นก็มีดีวีดีออกมา จนสามารถปฏิวัติวงการด้านสื่อบันทึกเสียงไปอย่างสิ้นเชิง

15 เบื้องหลังของ Philips แบรนด์ที่อยู่คู่ทุกบ้านและไม่ได้มีแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า

4. เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามองให้ขาด

ถ้าเดินไปถามคนตามถนน 10 คน ว่ารู้จักฟิลิปส์จากอะไร ทั้งสิบคนคงจะตอบว่า หลอดไฟและทีวีสี จนกลายเป็นภาพจำของแบรนด์ไปโดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วฟิลิปส์เริ่มผลิตเครื่องเอกซเรย์มาตั้งแต่สมัยสงครามโลก และในสมัยนั้น ธุรกิจนิยมขยายตัวโดยการมีกิจการที่แตกต่างกันให้มากที่สุด ฟิลิปส์เองก็เป็นเจ้าของธุรกิจหลายอย่าง รวมถึง EMI Records ค่ายเพลงที่ผลิตศิลปินมากมาย เช่น Michael Jackson และ Madonna สุดท้ายฟิลิปส์ตัดสินใจขายธุรกิจค่ายเพลง หลายคนมองว่าเป็นเรื่องผิดพลาด แต่ผู้บริหารของฟิลิปส์มองขาด เขานำเงินที่ได้จากการขายธุรกิจค่ายเพลงจำนวนมหาศาลมาลงทุนขยายธุรกิจเครื่องมือแพทย์ เพราะเขาเล็งเห็นว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ เมื่อจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือเรื่องสุขภาพ

5. ผลิตสินค้าจากพฤติกรรมของคน

ดีเอ็นเอของฟิลิปส์คือนวัตกรรมที่นำหน้าแบรนด์อื่นๆ การคิดค้นนวัตกรรมขึ้นมาสักอย่าง ต้องเริ่มจากการสังเกตสภาพสังคมในช่วงนั้น ความต้องการของผู้คน บริบทของสังคม หลังจากนั้นจึงสร้างโปรโตไทป์ขึ้นมาเพื่อให้คนเอาไปลองใช้ เก็บผลตอบรับและนำไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์ จนมีคุณภาพที่จะวางจำหน่ายได้ เช่น หม้อทอด Air Fryer เกิดจากการวิเคราะห์พฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบัน ในยุคที่คนในชนบทเข้ามาในเมืองมากขึ้น การซื้อบ้านสักหลังไม่ใช่เรื่องง่ายๆ คนส่วนใหญ่จึงนิยมซื้อหรือเช่าคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่จำกัด ซึ่งแน่นอนว่าไม่สะดวกในการทำอาหาร กระทะแบบที่ใช้ผัดผักบุ้งไฟแดงกับเตาแก๊สจึงไม่ตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่อีกต่อไป ผสมผสานกับเทรนด์เรื่องการรักสุขภาพเข้าไป หม้อทอดไร้น้ำมันก็เลยเกิดขึ้น

15 เบื้องหลังของ Philips แบรนด์ที่อยู่คู่ทุกบ้านและไม่ได้มีแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า

6. สินค้าอาจไม่เหมือนกันทั่วโลกและหม้อหุงข้าวไม่มีขายในยุโรป

ฟิลิปส์แบ่งศูนย์ Research & Development สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าตามภูมิภาค เพราะการใช้ชีวิตของคนในแต่ละส่วนของโลกไม่เหมือนกัน อย่างในยุโรปไม่มีหม้อหุงข้าวขาย เพราะเขาไม่ทานข้าว ฟิลิปส์ในประเทศแถบเอเชียเรียกร้องให้มีหม้อหุงข้าวมานานมาก และในที่สุดก็มีผลิตภัณ์นี้ขายในทวีปเอเชียเมื่อประมาณ 10 ปีนี้เอง โดยเลือกจากขนาดของตลาดสินค้าและยอดขายที่จะทำได้เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางธุรกิจ  ซึ่งในตอนนี้มีประเทศอินโดนีเซียครองตลาดประเทศที่ซื้อหม้อหุงข้าวมากที่สุด

7. ทำธุรกิจแบบปลาเร็วกินปลาช้า

สมัยก่อน การทำธุรกิจมักยึดหลัก ‘ปลาใหญ่กินปลาเล็ก’ ทั้งในยุโรปและอเมริกาจะขยายธุรกิจด้วยการซื้อ ยิ่งมีธุรกิจเยอะ บริษัทยิ่งใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้เทรนด์เปลี่ยนไปแล้ว เริ่มมีการขายกิจการออกไปและโฟกัสในสิ่งที่ต้องการมากขึ้น กลายเป็น ‘ปลาเร็วกินปลาช้า’ ธุรกิจต้องลีน ต้องกระชับ เพื่อที่จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว      

​นอกจากนี้ บริบทของแต่ละภูมิภาคก็ไม่เหมือนกัน ฟิลิปส์ปรับโพสิชันของแบรนด์ไปตามตลาดที่เข้าไป ในอเมริกาและยุโรปจะครองตลาดไฮเอนด์ และตลาดนั้นมีกำลังซื้อมาก ราคาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการซื้อของ ในขณะที่ทางแถบเอเชียที่มีความหลากหลายทางชนชั้น กำลังซื้อของคนในตลาดระดับกลางมีมากกว่า ฟิลิปส์จึงต้องปรับโพสิชันตัวเอง มีการใช้โรงงานจีนเพื่อผลิตสินค้าระดับกลางเพื่อส่งออกในภูมิภาค

8. ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ไม่ได้อยู่แค่ในโรงพยาบาล

เพราะทำธุรกิจแบบปลาเร็วกินปลาช้า เมื่อไม่นานมานี้ฟิลิปส์ได้ขายธุรกิจหลอดไฟเพื่อกลับมาโฟกัสผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่ปัญหาที่ยังพบในประเทศไทยคือ ไม่ใช่ทุกคนที่รู้ว่านอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว ฟิลิปส์ทำกิจการเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ และทุกผลิตภัณฑ์ของฟิลิปส์เกี่ยวข้องกับสุขภาพที่ดีทั้งนั้น Health Continuum คือกลยุทธ์ของฟิลิปส์ ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คือการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร  ตลาดของฟิลิปส์จึงไม่ได้มีแต่ในโรงพยาบาล เพราะเชื่อว่าสุขภาพที่ดี ไม่ต้องรอป่วยแล้วเข้าโรงพยาบาล แต่ต้องเริ่มต้นจากที่บ้าน อย่างเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ หรือที่เราเรียก เครื่อง AED ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับช่วยชีวิตฉุกเฉิน ก็จะเห็นติดตั้งตามสถานที่สาธารณะต่างๆ

9. คิดค้นนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ในอนาคต

การทำธุรกิจและการคิดค้นนวัตกรรมของฟิลิปส์ จะมองไปข้างหน้าเสมอ ในขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัล ฟิลิปส์จึงเชื่อว่าในอนาคตทุกอย่างจะเชื่อมต่อกัน และคำว่า Connected Healthcare จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ข้อมูลสุขภาพของคนจะสามารถส่งไปยังโรงพยาบาล บริษัทประกัน หรือแพทย์ประจำตัวได้ ต่อไปเราอาจจะไม่ต้องรอจนป่วยหนักจนเข้าโรงพยาบาล แต่ถ้ามีอาการผิดปกติจากข้อมูลสุขภาพที่เช็กได้ แพทย์จะติดต่อเราเอง เครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในครัวเรือนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้ Connected Healthcare เกิดขึ้น นวัตกรรมของฟิลิปส์จึงจำเป็นต้องตอบโจทย์ในเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

วิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด

10.  ขายพร้อมอายุการทำงานของพนักงานเสมอ

เคล็ดลับที่ทำให้ฟิลิปส์แตกต่างคือ พนักงานที่ทำงานมานานหลายสิบปี ยิ่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ราคาสูงยิ่งจำเป็นต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ของพนักงานหลังการขาย ดังนั้น ทุกครั้งที่ฟิลิปส์ขายสินค้า ผู้ซื้อจะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ พร้อมๆ กับทีมงานที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ทำงานมาเป็นสิบๆ ปีไปพร้อมกัน

11.  การตลาดที่บอกผู้บริโภคว่าเขาต้องการอะไร

หลักการในการทำการตลาดของฟิลิปส์คือ สื่อสารในสิ่งที่คนอาจจะต้องการอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีใครไปบอกว่าเขาต้องการอะไร เพราะอะไร อย่างเหตุการณ์สภาวะฝุ่นละออง PM2.5 เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา ทำให้เครื่องฟอกอากาศของฟิลิปส์ขายดีจนขาดตลาด ทั้งๆ ที่ผลิตภัณฑ์นี้มีมานานมากแล้ว แต่คนไทยยังไม่เข้าใจว่ามันจำเป็นกับชีวิตเขายังไง สิ่งที่ฟิลิปส์ทำคือแคมเปญการตลาดที่คัดเลือกครอบครัว 30 ครอบครัว ให้เอาเครื่องฟอกอากาศนี้ไปทดลองใช้ พอใช้แล้วก็ขอฟีดแบ็ก สิ่งที่ได้เป็นรูปธรรม คือ ผู้บริโภคที่ได้ทดลองใช้จริงว่าเครื่องฟอกอากาศฟิลิปส์ ช่วยฟอกอากาศภายในบ้าน และลดอาการภูมิแพ้ของคนในครอบครัวได้ โดยเฉพาะบ้านที่มีลูกเล็กจะเห็นผลได้ชัดเจน นี่คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากกว่ายอดขาย

15 เบื้องหลังของแบรนด์ที่อยู่คู่ทุกบ้านและไม่ได้มีแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า
15 เบื้องหลังของแบรนด์ที่อยู่คู่ทุกบ้านและไม่ได้มีแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า

12.  เราสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่าต่อผู้คน

ถ้าลองสังเกตโฆษณา หรือ Ad ของฟิลิปส์จะพบว่าจะมีรูปคนอยู่ในนั้นเสมอ วิโรจน์บอกว่า ฟิลิปส์เป็นบริษัทนวัตกรรม แต่ถ้าเอาเรื่องนี้ไปพูดกับคนแข็งๆ ดื้อๆ คนจะเข้าไม่ถึง Ad ของฟิลิปส์จึงมีคนอยู่ตลอด เพราะต้องการสื่อให้ลูกค้าเห็นว่าฟิลิปส์เป็นส่วนหนึ่งในทุกช่วงชีวิต และนวัตกรรมของเราช่วยสร้างคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้จริงๆ เหมือนกับสโลแกนที่ติดไว้หน้าบริษัทที่บอกว่า Philips delivers innovation that matters to you.

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ยาอมแก้ไอสมุนไพรลูกกลม เม็ดเล็ก รสชาติแรกลองเฝื่อนหน่อย ๆ อมไปแล้วหวานนิด ๆ ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเมื่อเห็นตะขาบเลื้อยอยู่บนซอง

ตราตะขาบ 5 ตัวอยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกวันนี้มียอดขายหลายร้อยล้านบาท ส่งออกไปยังอาเซียนและหลากหลายประเทศ โดยยังคงโลโก้ตะขาบขนาบข้างในซองดังเดิม มีสรรพคุณแก้ไอได้ชะงักงัน เป็นดั่งฮีโร่ยาสมุนไพรไทยคู่บ้านที่สืบทอดรุ่นต่อรุ่นมาตลอด ความท้าทายใหม่ของแบรนด์ในยุคนี้ คือทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สนใจแบรนด์สินค้าจากสมุนไพรไทย ไม่มองว่าเชย ตกยุค แต่เก๋าจนอยากรู้จัก จำสรรพคุณของตะขาบ 5 ตัวได้แบบไม่กลัวความขม

ถ้าเคยตัดสินยาอมแก้ไอจากรูปลักษณ์ วันนี้ขอชวนมาทำความรู้จักตะขาบ 5 ตัวให้ลึกลงอีกสักหน่อย จากวันแรกที่ผู้ก่อตั้งรุ่นหนึ่งแบกกระเป๋าเดินขายยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ จนถึงวันนี้ที่คลิปหนังโฆษณาเกิดไวรัล คนดูหลายล้านวิว ฮีโร่คนเดิมคนนี้เข้าไปนั่งในใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร

The Cloud ชวนมาพูดคุยกับ คุณอรมณส์ แก่นศักดิ์ศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และ คุณไพบูลย์ สิมะวรา ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ ของบริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด เผยให้เห็นเรื่องราวกว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์ยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวในทุกวันนี้

1. ชายลึกลับบนซองตะขาบ 5 ตัว คือ จุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้ปรุงยาสมุนไพรเป็นงานพาร์ตไทม์จนได้ดี

ย้อนกลับไปในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้เคยเป็นเด็กช่วยปรุงยาในร้านหมอจีน ได้ย้ายถิ่นฐานจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำสวน เลี้ยงเป็ดไก่ไปเพื่อยังชีพ พอเริ่มมีเงินทุนจึงนำไปเปิดร้านขายของชำในตลาด

ราว พ.ศ. 2478 จึงย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ย่านตลาดเก่า เยาวราช เขายังคงรับจ้างแบกหามในตอนกลางวันและปรุงยาตอนกลางคืน แต่ด้วยความรู้ติดตัวด้านยาสมุนไพร เป็นอย่างดี พอมีเวลาว่างจากงานจึงริเริ่มคิดสูตรยาสมุนไพรและทดลองปรุงยาอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิดตามแบบฉบับของตนเอง เพื่อใช้กันเองในหมู่ญาติและคนใกล้ชิด ยาแก้ไอเป็นยาที่คนละแวกนั้นเริ่มชอบมากสุด จึงเริ่มนำไปฝากขายตามร้านยาภายใต้ชื่อ ‘ยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ’

หากเป็นสมัยนี้คงเรียกงานปรุงยาของนายจุ้ยไซว่างานพาร์ตไทม์ ใช้วิธีทำเป็นงานเสริมปั้นแบรนด์ไปเรื่อย ๆ สลับกับงานประจำเพื่อหาเลี้ยงชีพ

2. หิ้วกระเป๋าขายยาตามร้านกว่า 20 ปี จนเกิด Word of Mouth ชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวติดหูลูกค้า

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซพาครอบครัวอพยพหนีสงครามไปอยู่ที่อำเภอพระประแดงชั่วคราว ครั้งนั้นเจอน้ำท่วมใหญ่ สังเกตเห็นตะขาบหนีน้ำมาเกาะตามฝาบ้าน เห็นสัตว์มีพิษแล้วนึกถึงความเชื่อของศาสตร์การรักษาอาการป่วยแบบจีนสมัยโบราณที่เชื่อว่าพิษล้างพิษ ตะขาบถือเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์มีพิษจึงมีสรรพคุณช่วยล้างพิษได้

นายจุ้ยไซจึงเกิดไอเดียนำตะขาบมาทำเป็นเครื่องหมายการค้า ส่วนเลข 5 คือเลขมงคลของชาวจีน หากสังเกตชื่อแบรนด์สินค้าที่คุ้นหูในอดีต จะพบว่าหลายแบรนด์นิยมนำเลข 5 มาตั้งชื่อ ไม่ว่าจะเป็น 5 เจดีย์ หรือ 5 มังกร รวมทั้งครอบครัวของนายจุ้ยไซยังมีลูกถึง 10 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 5 คน ผู้หญิง 5 คน เลข 5 จึงเป็นเลขที่ทั้งมีความมงคลและผูกพัน เกิดเป็นชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัว พร้อมซองยาที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปตะขาบขนาบทั้งสองข้างและรูปนายจุ้ยไซอยู่ตรงกลาง

ด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อและเชื่อมั่นในสรรพคุณยาของตนเอง เขายังคงหิ้วกระเป๋าเดินทางไปฝากขายตามร้านขายยาต่าง ๆ เป็นเวลา 20 กว่าปีจนสินค้าเริ่มติดหู ลูกค้าจดจำได้ ลูกค้าบอกปากต่อปากจนสามารถขยายกิจการ เช่าตึกแถวเปิดร้านขายยาซิมเทียนฮ้อที่ศาลเจ้าแซ่ซิ้ม ตากสิน ซ.8 ฝั่งธนบุรี ใน พ.ศ. 2496 ทั้งขายยาสำเร็จรูป จัดยาสมุนไพร และตรวจผู้ป่วย

3. ตะขาบ 5 ตัวไม่ได้ขายแค่ยาแก้ไอ แต่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศด้วยเพื่อความหลากหลาย

จากร้านขายยาเติบโตเป็นบริษัทผลิตยาอย่างเดียวแบบเต็มตัว ในยุคของทายาทรุ่นสองภายใต้ชื่อ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ในเวลาต่อมา โดยสร้างโรงงานใหม่ที่เขตบางขุนเทียนนี้ สามารถพัฒนากระบวนการผลิตยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ร่วมกับแรงงานคน และเพิ่มบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะทาง เพื่อร่วมทำการวิจัยกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและทันสมัยเรื่อยมา

น้อยคนจะรู้ว่านอกจากยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวแล้ว บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ยังมีบริษัทในเครือคือ บริษัท ห้าตะขาบ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าสินค้ายาจากต่างประเทศหลากหลายชนิด อย่างแผ่นแปะพริก ปอราส แคพซิคัม พลาสเตอร์ แผ่นแปะบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ยาน้ำมันสมุนไพร ยู่ยี่ออยล์ที่มีประวัติกว่า 150 ปีในมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยคัดเลือกยาที่เป็นที่ยอมรับในท้องถิ่น มีประวัติขึ้นชื่ออย่างยาวนานในประเทศนั้น ๆ เหมือนยาแก้ไอตะขาบ 5 ตัว เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าและเพิ่มความหลากหลายของสินค้า รวบรวมของดีให้คนไทยได้ใช้ โดยไม่ทอดทิ้งเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตราตะขาบ ปัจจุบันอยู่ในช่วงข้อต่อเพื่อที่จะมารับช่วงของทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของตระกูลที่ทำงานร่วมกันเพื่อขยับขยายกิจการ

7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก
7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก

4. ยาสมุนไพรไทยลุคบ้าน ๆ ที่พร้อมคิดค้นสูตรใหม่ให้อมง่าย และปรับแพ็กเกจให้เข้ากับยุคสมัย

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่จดจำตะขาบ 5 ตัวเป็นยาอมแก้ไอสมุนไพรที่แก้เจ็บคอได้อย่างชะงักงัน ด้านรสชาตินั้นว่ากันว่า แรก ๆ มันขม แต่อมไปมันจะหวาน โดยความหวานมาจากสมุนไพรล้วน ไม่ใส่น้ำตาล เด็ดขาดแต่ละมุนละม่อม ทำให้ชุ่มคอ เมื่อดื่มน้ำหรือชาร้อนตาม ความชุ่มคอนั้นจะยิ่งทวีคูณ

สิ่งที่ตะขาบ 5 ตัวอยากบอกคือ อย่าตัดสินกันที่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะแม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ เป็นยาสมุนไพรไทย แต่อมแล้วหายได้จริง พิสูจน์แล้วทั้งจากการบอกต่อกันปากต่อปากมาเป็นเวลากว่า 80 ปี และผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จาก สวทช. พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ภายใน 5 นาที ข้อดีของสมุนไพรไทย คือ ไม่ดื้อยา อมได้บ่อยตามต้องการ ต่างจากยาสมัยใหม่ที่อาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกาย

นอกจากรสสมุนไพรแบบดั้งเดิมแล้ว แบรนด์ยังพัฒนาสูตรยาอมให้หลากหลาย เคลือบรสมิ้นท์ บ๊วย ตะไคร้ เพื่อตอบโจทย์คนที่กลัวความขม และยังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์แบบซองดั้งเดิม เพิ่มแบบตลับและสเปรย์แก้ไอเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาของลูกค้า สำหรับคนที่ชอบภาพลักษณ์ทันสมัย การพกตลับยาอมแก้ไอจะสะดวกกว่า ส่วนคนที่ไม่อยากอมยานาน ไม่อยากอมสมุนไพรแล้วลิ้นดำ แบบสเปรย์ก็เข้ามาตอบโจทย์เป็นทางเลือกใหม่ที่ละลายเสมหะ ทำให้ชุ่มคอได้เหมือนกัน

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

5. บทสนทนาระหว่าง 2 เจเนอเรชันที่อยากให้คนรุ่นใหม่เปิดใจให้ตะขาบในหนังโฆษณาฝีมือ ต่อ ธนญชัย

ด้วยเป็นยาอมสมุนไพรแผนโบราณที่โด่งดังมานานร่วมศตวรรษ ความท้าทายของตราตะขาบ 5 ตัว คือ ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากเปิดใจลอง เพราะแบรนด์มั่นใจว่าถ้ารู้จักแล้วจะรัก ลองแล้วชอบในประสิทธิภาพแน่นอน

ความตั้งใจของแบรนด์ คือสื่อสารภาพลักษณ์ให้มีความคลาสสิกแต่เท่ เป็นแบรนด์จากภูมิปัญญาไทยที่ถูกใจคนรุ่นใหม่แต่ก็ไม่ทิ้งลูกค้าเก่า หนังโฆษณาล่าสุดของตะขาบโดย ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย แห่งฟีโนมีนา เล่าเรื่องการคุยกันของพ่อกับลูก เปรียบสมุนไพรไทยเป็นญาติผู้ใหญ่ที่อบอุ่น เป็นมิตร แก้ปัญหาเก่ง สอดแทรกมุกโดนใจวัยรุ่น ให้ปรับภาพลักษณ์สมุนไพรไทยที่ดูล้าสมัยให้เป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย เล่าเรื่องความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชันผ่านการสอดแทรกภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าและการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่ที่แม้แตกต่างกัน แต่ด้วยความรักก็ทำให้เข้าใจกันได้

หากแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวที่อายุกว่า 80 ปีเป็นคน คงเป็นแด๊ดดี้สายวินเทจที่ไม่เคยเชยตามกาลเวลา ยังแต่งตัวด้วยชุดเดิมแต่พร้อมเล่นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ TikTok เป็นตะขาบที่พร้อมปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว ใช้ทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ปรับตามไลฟ์สไตล์ลูกค้าเสมอ พร้อมก้าวเข้าหาคนรุ่นใหม่ โดยยังคงความเป็นตัวเองไปด้วย

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

6. ตะขาบไม่ทิ้งลาย Takabb x Greyhound x SAPPE เพิ่มสินค้าที่เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ 

ความเป็นผู้ใหญ่ที่ทันยุคสมัยของตะขาบ 5 ตัว คือการพร้อมสร้างสรรค์สิ่งใหม่กับแบรนด์รุ่นใหม่อยู่เสมอโดยไม่ละทิ้งความเป็นตัวเอง ตราตะขาบเคยคิดอยากทำแบรนด์ให้โมเดิร์นขึ้น มินิมอลขึ้นตามกระแส แต่พบว่าหากขาดภาพตะขาบและอากงไป ก็จะขาดตัวตนของแบรนด์ที่เป็นภาพจำของยาสมุนไพรคู่คนไทยไป จึงยังคงโลโก้เดิม แล้วหาทางทำให้ภาพลักษณ์ของตะขาบเป็นแบรนด์ที่วัยรุ่นอยากรู้จักและอยู่ในไลฟ์สไตล์ให้ได้

เพราะเป็นแด๊ดดี้ก็เก๋าได้ ‘ตะขาบ’ ร่วมกับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยอายุ 40 ปีอย่าง Greyhound ที่มีประสบการณ์ในการทำสินค้าไลฟ์สไตล์มากมาย และมีจุดเด่นในการคิดนอกกรอบและทดลองสิ่งใหม่ ๆ สร้างสรรค์ลายวินเทจอย่างตะขาบ 5 ตัวให้เป็นลายคลาสสิกสุดเท่บนสินค้าของที่ระลึกอย่างเสื้อผ้าและกระเป๋า สร้างความผูกพันและติดตากับลายตะขาบในชีวิตประจำวัน

กลางปีที่ผ่านมา Takabb ยังร่วมกับ SAPPE แบรนด์เครื่องดื่มทางเลือกสุขภาพของคนรุ่นใหม่ เช่น บิวตี้ดริงก์ที่เน้นฟังก์ชันสุขภาพหลากหลาย ปรับตามเทรนด์ไลฟ์สไตลรักสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ออกสินค้าเครื่องดื่มสมุนไพรไทย Functional Herbal Drink แบบช็อต สำหรับเสริมความมั่นใจในการใช้เสียง ดึงจุดเด่นของสมุนไพรไทยให้เด่นขึ้น เพิ่มทางเลือกให้คนเจเนอเรชั่น Y และ Z ที่พร้อมอยากลองของใหม่

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

7. แบรนด์ตะขาบไทยอยากเติบโตไปไกลทั่วโลก มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและไม่หยุดพัฒนา

ความตั้งใจของตะขาบ 5 ตัว ไปอยากเติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลก อยากนำตราตะขาบสินค้าภูมิปัญญาไทยให้คนต่างชาติได้รู้จัก

ตราตะขาบเริ่มส่งออกไปยังหลากหลายประเทศ เริ่มจากฮ่องกงเป็นที่แรกใน พ.ศ. 2548 ตั้งแต่สมัยที่ไม่มียาแผนโบราณออกจำหน่ายมากนัก เมื่อเริ่มขยายไปยังประเทศที่มีอิทธิพลอย่างสิงคโปร์ได้แล้ว ก็ขยายต่อไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย จนขยายครอบคลุมในแถบอาเซียน ทั้งบรูไน กัมพูชา ลาว พม่า พร้อมมีแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ทั้งรัสเซียและแถบอินเดียอีกในอนาคต

สมัยก่อนภาพลักษณ์ยาสมุนไพรไทยที่ Made in Thailand ยังคล้ายสินค้าจากจีนอยู่ เมื่อสะสมการสร้างชื่อมาอย่างยาวนาน พิสูจน์สรรพคุณได้จริงทำให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในต่างประเทศ โดยทุกครั้งที่แบรนด์ตีตลาดใหม่ จะต้องศึกษาวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ เช่น คนรัสเซียไม่ชอบความหวาน ประเทศมุสลิมมีข้อกำหนดด้านฮาลาล เป็นต้น

ความท้าทายของการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงเป็นการไม่หยุดพัฒนาสินค้าและระบบการทำงาน คงตำราสมุนไพรดั้งเดิมแต่ก็ไม่ Out พร้อมสร้างความแปลกใหม่ให้เข้าถึงง่ายอยู่เสมอ

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load