19 มิถุนายน 2563
31 K

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

วิจัย อัมราลิขิต คือนายกเทศมนตรีแห่งเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ผู้ดำรงตำแหน่งมานานถึง 8 สมัย เขาใช้เวลากว่า 30 ปี เปลี่ยนเมืองเล็กๆ ที่ถูกมองข้าม เพราะไม่ฉูดฉาดตระการตาเหมือนเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ในภาคตะวันออก ให้กลายเป็นเมืองที่ได้รับการยอมรับว่าน่าอยู่ติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เมื่อสภาพแวดล้อมดี คุณภาพชีวิตของคนที่นี่ก็ดีตามไปด้วย

เราขับรถจากกรุงเทพฯ มาพนัสนิคม ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง เมื่อมาถึงได้เดินสำรวจเมืองไปรอบๆ ก็อดคิดว่าตัวเองอยู่ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ ด้วยบ้านเรือนน่ารักกระจุกกระจิกร้อยเรียงกันไว้ด้วยถนนขนาด Human Scale เหมาะกับการเดินของมนุษย์ ไม่ข่มขวัญผู้เดินอย่างถนนสายมหึมาในกรุงเทพฯ ที่รถราแล่นฉิวแถบจะเฉี่ยวคนเดิน

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก
วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

จนถึงปัจจุบัน พนัสนิคมมีรางวัลการันตีความเจ๋งจริงอยู่มากมาย อย่างการได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระดับอาเซียน รวมถึงเป็นเมืองน่าอยู่อันดับหนึ่งของประเทศในระดับเทศบาล และเป็น 1 ใน 1,000 เมืองระดับโลกที่องค์การอนามัยโลกให้การยอมรับว่า รณรงค์พิทักษ์คุณภาพชีวิตและสุขภาพคนเมืองอย่างตั้งอกตั้งใจ

เราจะไปคุยกับ วิจัย อัมราลิขิต ผู้ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวไปเมื่อปีที่แล้ว และอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ถึงการบริหารงานอย่างเข้าใจชุมชน ทำให้ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติในพนัสนิคมร่วมมือร่วมใจช่วยกันก่อร่างสร้างเมืองมายาวนานหลายทศวรรษ ภายใต้ความเฉียบคมในการบริหารงานและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของชายคนนี้

01

ภารกิจสร้างเมือง

ผมเป็นคนพนัสนิคมโดยกำเนิด เมื่อสี่สิบปีที่แล้วไปเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโท สาขาวิศวกรรมโยธาที่มหาวิทยาลัยแอครอน รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้ชีวิตที่ต่างประเทศอยู่เจ็ดปี ไม่เคยคิดจะอยู่ที่นั่นถาวร รู้ดีว่าสักวันหนึ่งเราจะนำความรู้กลับมาเมืองไทย” 

คุณวิจัยกลับมาใน พ.ศ. 2520 สิ่งแรกที่ทำคือช่วยธุรกิจโรงสีของที่บ้าน “คุณพ่อผมใฝ่ฝันจะทำโรงสีข้าวนึ่งที่อบข้าวให้แห้งโดยไม่ต้องตาก สุดท้ายก็ทำสำเร็จเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ตอนนั้นโด่งดังมาก มีคนมาดูเทคโนโลยีเยอะแยะ แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจปิดกิจการ เพราะอำเภอพนัสนิคมไม่ใช่แหล่งผลิตข้าว เกษตรกรพอมีแต่ไม่มาก ทำให้ผลผลิตในพื้นที่มีไม่พอที่จะส่งมาเข้ากระบวนการที่โรงานเราได้ ถ้าจะไปซื้อจากแหล่งปลูกข้าวทางอีสานก็ไม่คุ้มต้นทุนการขนส่ง” 

ช่วงเดียวกันนั้น อดีตนายกเทศมนตรีเมืองพนัสนิคม จรวย บริบูรณ์ เมื่อทราบว่าคุณวิจัยกลับจากประเทศสหรัฐอเมริกาและมีความรู้ด้านวิศวกรรมโยธา จึงชักชวนให้คุณวิจัยลงรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกเทศมนตรีใน พ.ศ. 2523 เพื่อจะได้นำความรู้ที่ร่ำเรียนมาช่วยพัฒนาเมืองพนัสนิคม

7 ปีต่อมา คุณวิจัยก็ได้รับเลือกให้เป็นนายกเทศมนตรีในวัย 30 ต้นๆ เท่านั้น 

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

“ทีแรกก็กังวลเหมือนกันนะ หน้าที่ของนายกเทศมนตรี พูดง่ายๆ คือการบริหารเมืองทั้งเมือง ผมก็เอาแนวคิดจากการบริหารอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในเวลานั้นมาประยุกต์ใช้กับการบริหารเมือง มี Foreman มี Supervisor มาดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่หรือคนงานในแต่ละระดับขั้นเลย แต่กว่าจะจับทางถูกก็ใช้เวลาหลายปีเหมือนกัน 

“ต้องให้เครดิตท่านนายกฯ คนเก่า ท่านเป็นคนมีวิสัยทัศน์มาก คิดดูว่าเมื่อสี่สิบ ห้าสิบปีก่อน ท่านสร้างอะไรหลายๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้คำนึงถึง เช่น บ่อบำบัดน้ำเสียจากโรงฆ่าสัตว์ก่อนทิ้งน้ำลงสู่ลำคลองสาธารณะ ทำเป็นที่แรกในประเทศไทย

“เมื่อผมมารับช่วงต่อ ด้วยความที่จบมาทางด้านวิศวะและเรียนด้านสิ่งแวดล้อมมาบ้าง ทำให้เข้าใจระบบงานได้อย่างรวดเร็ว เวลามีคนมาดูงานก็อธิบายได้อย่างชัดเจน จากตรงนี้ ทำให้ส่วนกลางรู้ว่าผมมีความรู้ทางด้านนี้ จึงเริ่มชวนผมไปบรรยายเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ที่อื่นๆ ฟัง”

คุณวิจัยเล่าพร้อมรอยยิ้มว่า จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่เวลาไปบรรยายแล้วแนะนำตัวว่ามาจากพนัสนิคม คนจะส่ายหน้าไม่รู้จัก งงกันว่ามันคือที่ไหน 

“ผมค่อนข้างอึดอัดพอสมควร พนัสเนี่ย เป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดชลบุรี ณ ตอนนั้นเลยนะ ทำไมไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเลยล่ะ รู้จักกันแต่บางแสน พัทยา ทำให้ผมมุ่งมั่นตั้งใจว่า ในฐานะผู้บริหารเทศบาล จะต้องทำให้คนรู้จักพนัสนิคมให้ได้ เมื่อคนรู้จัก คนก็จะแวะมา สิ่งนี้จะสร้างเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นได้”

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

02

เมืองที่สนใจเรื่องขยะ

“แต่การจะทำให้คนมาเที่ยวได้ เราต้องมีแรงดึงดูดใจให้เขามาเที่ยว และเมื่อเขาประทับใจ เขาก็จะมาซ้ำ สิ่งแรกที่ผมทำคือการทำให้เมืองสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเริ่มจากเรื่องขยะ ผมให้เจ้าหน้าที่สำรวจ พบว่าแต่ละวันเมืองเราสร้างขยะยี่สิบห้าตัน ตอนนั้นเรามีประชากรแค่หนึ่งหมื่นสองพันคน สถิติสากลระบุว่าคนหนึ่งคนจะผลิตขยะเฉลี่ยหนึ่งกิโลกรัมต่อวันเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น ในเทศบาลของเราควรมีขยะไม่เกินสิบสองตันต่อวัน แล้วขยะมาจากไหนตั้งเท่าตัว

“เรามาถึงบางอ้อ เมื่อพบว่าถามบาทวิถี เราจึงจัดตั้งถังขยะไว้ทุกหนึ่งร้อยเมตรให้ชาวบ้านมาทิ้ง ทีมงานเทศบาลก็สบาย แค่ตามเก็บเป็นจุดๆ ไป ถนนในเทศบาลมีความยาวทั้งหมดประมาณยี่สิบหกกิโลเมตร เท่ากับเรามีสองร้อยหกสิบถังทั่วเขตเทศบาล ถังขยะตามท้องถนนเป็นแรงจูงใจให้คนอยากทิ้งขยะ แถมยังเป็นจุดที่คนต่างพื้นที่แอบเอาขยะมาทิ้ง ทำให้ปริมาณขยะแต่ละวันมีมากกว่าที่ควรจะเป็นนับเท่าตัว สร้างค่าใช้จ่ายในการบำบัดถึงปีละสี่ล้านบาท”

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

คุณวิจัยจึงประชุมกับชาวบ้านเพื่อบอกเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และหารือว่าถ้าเอาถังขยะทั้งหมดออก แล้วให้ชาวบ้านแยกขยะใส่ถุงดำ ตั้งไว้หน้าบ้านแทน ทุกคนโอเคไหม ประชามติส่วนใหญ่เห็นด้วย ทุกวันนี้พนัสนิคมมีขยะแค่ 14 ตันต่อเดือน และลดค่าใช้จ่ายในการบำบัดขยะลงเหลือ 1.5 ล้านบาทต่อปี เหลือเงิน 2.5 ล้านบาทต่อปีที่นำไปพัฒนาชุมชนในด้านอื่นๆ ได้อีก

“หลายปีที่ผ่านมาเรารณรงค์ให้คนเลิกใช้โฟมหีบห่ออาหาร แม่ค้าคนไหนใช้โฟม เราไม่ให้ขายในเขตเทศบาล ต้องแยกขยะด้วยนะ บ้านไหนไม่แยกขยะ รถขยะจะไม่เก็บขยะบ้านนั้น

“แม้เราจะสามารถแก้ไขเรื่องพฤติกรรมการใช้โฟมได้อย่างจริงจัง แต่ก็มีบางปัญหาที่แก้ไขเด็ดขาดไม่ได้ อย่างการใช้ถุงพลาสติก ตอนแรกผมต้องการให้ประชาชนในเทศบาลเปลี่ยนมาใช้ถุงพลาสติกย่อยสลายได้ (Biodegradable Plastic) เพื่อช่วยย่นระยะในการย่อยสลายและลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม จึงประกาศใช้ระยะเวลาหนึ่ง

“จากนั้นสอบถามผลการดำเนินการกับประชาชน ก็พบปัญหาว่าถุงแบบย่อยสลายได้ยืดหยุ่นและทนความร้อนได้น้อยกว่าถุงพลาสติกแบบปกติ เวลาใส่ของร้อนๆ ถุงมักจะรั่ว หรือถ้าใส่ของหนักก็จะขาดทันที เราก็พิจารณาและประนีประนอมในเรื่องนี้”

คุณวิจัยให้ความสำคัญกับการแยกขยะมาก นอกจากรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางในบ้าน และสนับสนุนรถซาเล้งรับซื้อขยะไปรีไซเคิลแล้ว ยังมีการจัดทำโครงการธนาคารขยะ แยกขยะปลายทาง รวมถึงนำขยะย่อยสลายได้มาทำปุ๋ยหมักอย่างจริงจัง เมื่อเป็นเช่นนี้ บ่อทิ้งขยะที่เดิมมีพื้นที่หลายสิบไร่จึงแทบไม่ได้ใช้งาน และเปลี่ยนมาเป็นสวนเกษตรกรรมปลอดสารพิษแทน

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

03

เมืองแห่งสายน้ำที่ใสสะอาด

ที่พนัสนิคม ทุกครัวเรือนมีบ่อดักไขมันจากการอุปโภค บริโภค จากนั้นน้ำเสียจะไหลลงสู่ท่อระบายน้ำเสียที่แยกจากคลองระบายน้ำอย่างเป็นสัดส่วน ไม่ได้ปล่อยให้น้ำฝนและน้ำเสียไหลระบายรวมกันอย่างที่เราเห็นตามคลองในกรุงเทพฯ ท่อระบายน้ำเสียเหล่านี้มีปลายทางอยู่ที่โรงงานบำบัดน้ำเสียแบบ Oxydation Pond ที่นอกเมือง 

“ระบบท่อระบายน้ำเสียเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่ยุคคุณจรวย เริ่มแรกแนวท่อถูกวางไว้กลางลำคลอง แต่ปัญหาที่ตามมาคือเราลอกคลองไม่ได้ ฤดูน้ำหลาก บางทีน้ำก็พาตะกอนต่างๆ มาด้วย ทำให้บางทีท่อน้ำเสียที่วางอยู่กลางคลองหลุด ท่อตันกันไปหมด เป็นหน้าที่ผมที่จะต้องแก้ไข สุดท้ายก็ได้ไอเดีย นำท่อน้ำเสียเหล่านั้นมาแขวนไว้กับ Retaining Wall ไม่เสียพื้นที่ ง่ายต่อการซ่อมบำรุง

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

“เมืองของเรามีคลองระบายน้ำสองสายไหลขนาบ นอกจากจัดการเรื่องการปล่อยน้ำเสียลงในลำคลองแล้ว เรากังวลเรื่องดินถล่มและการรุกล้ำพื้นที่คลอง เลยมีการทำ Retaining Wall หรือกำแพงกันดิน ระยะจากต้นถึงสุดเขตคลองระยะสองกิโลเมตรครึ่ง ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน นับการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะสร้างประโยชน์หลายต่อในเวลาต่อมา” 

คุณวิจัยบอกว่า พนัสนิคมเป็นเมืองเล็ก ถ้าขยะเต็มเมือง น้ำในลำคลองเน่าเสีย คุณภาพชีวิตของผู้คนย่ำแย่แน่นอน และที่นี่ก็ไม่มีพื้นที่พอจะมาซุกซ่อนปัญหาไว้ใต้พรม 

“ทุกวันนี้เรามีโซเชียลมีเดียที่ใครจะพูดอะไรก็ได้ ถ้าการทำงานของเทศบาลส่วนไหนผิดพลาด เราก็ยอมรับผิดและพร้อมที่จะแก้ไข แต่ก็มีเหมือนกันที่บางคนพูดเอามัน ไม่มีเหตุและผล ในกรณีอย่างนี้ ผมจะชี้แจงจนกว่าจะเคลียร์กันทุกฝ่าย ผมไม่กังวลเรื่องคะแนนเสียง เราเอาความถูกต้อง เอาความจริง ประชาชนรู้ว่าเราพยายามผลักดันอะไร และเราทำจริง วัดด้วยผลงานไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู”

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก
วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

04

เมืองเล็กที่เต็มไปด้วยต้นไม้

เมืองเล็กๆ ขนาดไม่ถึง 3 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้มีสนามกีฬาและสวนสาธารณะอยู่ถึง 9 แห่ง มีทั้งสวนขนาดใหญ่และสวนเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ชุมชนต่างๆ ที่เท่มากคือสวนแห่งล่าสุดออกแบบตามหลัก Universal Design ที่ทุกคนรวมถึงผู้สูงวัย คนพิการ และเด็กๆ มาใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย มีราวจับและทางลาดตลอดทาง

พนัสนิคมมีจำนวนผู้สูงอายุอยู่ถึง 22 เปอร์เซ็นต์จากประชากรทั้งหมด ถือว่าเยอะมาก เรียกได้ว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ มีผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง ที่ต้องไปเยี่ยมเยียนกันเป็นประจำ โปรเจกต์ล่าสุดที่กำลังดำเนินการคือการสร้างศูนย์ Day Care สำหรับผู้สูงอายุ

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก
วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

“ผู้สูงอายุแบ่งเป็นเป็นสี่ประเภท หนึ่ง ผู้สูงอายุติดสังคม คือคนที่ยังสามารถไปไหนมาไหนได้สะดวกด้วยตัวเอง สอง ผู้สูงอายุภาวะเสี่ยง คือผู้สูงอายุที่ต้องใช้ไม้เท้าและมีคนติดตามอยู่ด้วยตลอด สาม ผู้สูงอายุติดบ้าน คือผู้สูงอายุที่อาจจะยังแข็งแรงในระดับหนึ่ง แต่เสี่ยงต่อการหลงหรืออุบัติเหตุเมื่อออกจากบ้าน และสี่ ผู้สูงอายุติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

“เรามีผู้สูงอายุเยอะ จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาของศูนย์ Day Care สำหรับดูแล คือผู้สูงอายุภาวะเสี่ยงและผู้สูงอายุติดบ้านให้สามารถออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้อย่างปลอดภัย ในขณะเดียวกันเราก็มีทีมแพทย์และอาสาสมัครอาสาสมัครสาธารณสุข ออกเยี่ยมผู้สูงติดเตียงอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ

“ที่ศูนย์นี้จะมีพยาบาลและเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ ถ้าคุณต้องไปทำงานตอนกลางวัน แต่เป็นห่วงคุณพ่อคุณแม่อายุมากที่อยู่บ้านตามลำพัง ก็พาพวกท่านมาฝากไว้ที่ศูนย์แห่งนี้ได้ เราจะดูแลให้ เป็นความรับผิดชอบของเทศบาลเลย” 

คุณวิจัยอธิบายต่อว่า “เมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้วตอนที่ผมมารับตำแหน่ง มีต้นไม้รอบเมืองไม่ถึงหนึ่งพันต้น เราเริ่มปลูกต้นไม้ ปลูกไปเรื่อยๆ จนทุกวันนี้มีต้นไม้อยู่มากกว่าสี่พันต้น ทุกต้นได้รับการขึ้นทะเบียนหมด โดยแบ่งเป็นต้นไม้ที่เทศบาลดูแล และต้นไม้ที่ให้แต่ละชุมชนเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ที่ต้นไม้มีป้ายหมายเลขเขียนไว้ชัดเจนว่าต้นไม้ต้นนี้ใครเป็นผู้ดูแล นอกจากจะรู้จำนวนที่ชัดเจนแล้ว เรายังคิดอัตราลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากตัวเลขต้นไม้ได้ด้วย”

คุณวิจัยเล่าว่ากรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมกำลังจะมาใส่คิวอาร์โค้ดกำกับต้นไม้แต่ละต้นด้วย ต่อไปถ้าอยากรู้ว่าต้นไม้นี้คือต้นอะไร ก็สแกนป้ายแล้วข้อมูลจะปรากฏขึ้น วิธีการนี้จะช่วยให้เด็กรุ่นใหม่เข้าถึงและเข้าใจเรื่องความสำคัญของต้นไม้กับพื้นที่สีเขียว

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก
วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

เทศบาลเมืองพนัสนิคมมีนโยบายทำให้เมืองสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ เพราะรู้ดีว่าการปล่อยก๊าซชนิดนี้เป็นสาเหตุของโลกร้อน มีการลดการใช้พลังงานที่เป็นรูปธรรม โดยเก็บสถิติการใช้ไฟฟ้า น้ำประปา และน้ำมันเชื้อเพลง โดยเทศบาลยังลงมือทำให้ประชาชนดูเป็นตัวอย่าง ด้วยการเปลี่ยนหลอดไฟนีออนทั้งหมดเป็นหลอดไฟ LED และใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ทำได้อย่างสัญญาณไฟจราจร

“ที่นี่เราทำงานกันเป็นทีม สิ่งแวดล้อม สุขภาวะ คุณภาพชีวิต เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ตั้งแต่เทศบาลไปจนถึงประชาชนที่จะต้องร่วมมือกันสร้างขึ้น”

05

พัฒนาคนได้ ก็พัฒนาเมืองด้วย

เขตเทศบาลเมืองพนัสนิคมประกอบไปด้วย 12 ชุมชนย่อย คุณวิจัยเชื่อมั่นในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เชื่อในเรื่องแนวคิดพัฒนาชุมชนแบบ Bottom Up หมายถึงความต้องการที่แท้จริงมาจากชุมชนและลงมือปฏิบัติด้วยชุมชน 

“วิธีเสริมสร้างความเข้มแข็ง กลมเกลียวให้ชุมชน คือคุณต้องชี้ให้เขาเห็นว่าตัวเขานั้นมีจุดอ่อน จุดแข็ง ศักยภาพและอุปสรรคที่กีดขวางการพัฒนาของเขาคืออะไร ผมใช้ SWOT Analysis มาทำกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน อบรม ระดมสมอง ให้ความรู้ รับฟัง เอาเขามาเป็นทีม เหมือนสร้างเทศบาลเล็กๆ อยู่ในเทศบาลใหญ่อีกที

“เชื่อไหม ผมจัดงานประเพณีประจำเมืองชื่อ ‘งานบุญกลางบ้านและเผยแพร่เครื่องจักสานพนัสนิคม’ จนถึงปัจจุบันจัดมาต่อเนื่องยี่สิบแปดปีแล้ว เราไม่เคยจ้างคนนอกมาเป็นออแกไนเซอร์เลย เราทำเองกันหมด ในเมืองของเรามีคนอยู่สามเชื้อชาติ คือไทย ลาว และจีน ผมก็เอาวัฒนธรรมและประเพณีทั้งสามเชื้อชาติมารวมกัน จัดเป็นงานนี้ขึ้นมา งานประสบความสำเร็จและคนเยอะมาก จนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาสนับสนุนเรา”

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก
วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

เข้าไปในลานไทยก็จะเจอประเพณีวัฒนธรรมไทย มีการละเล่น เพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง 

เข้าไปในลานลาวก็จะเจอพิธีบายศรีสู่ขวัญ การละเล่นโปงลาง ลำซิ่ง และอะไรต่างๆ เข้าไปปุ๊บได้กลิ่นปลาร้าปั๊บ 

เข้าไปในลานจีน จะมีการปลูกผักสวนครัว มีอุปรากรจีนมาเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม

“อีกงานที่เราจัดคือประเพณีไหว้พระจันทร์ เราจัดมาเป็นปีที่สิบแปดแล้ว เชื่อไหมว่าผมเอาคนไทยกับคนลาวมาตั้งโต๊ะไว้พระจันทร์ได้ แม้จะเป็นวัฒนธรรมจีน เพราะคนทั้งสามเชื้อชาติในเมืองเรามีความสนิทสนมกลมเกลียวและทำงานไปด้วยกัน งานต่างๆ มันเลยยั่งยืน เพราะเราใช้ประชาชนเป็นฐานในการทำงาน ตรงนี้แหละคือสิ่งที่เราประสบความสำเร็จที่สุด

“เมื่อประชาชนทุกคนรู้ว่าเมืองกำลังขับเคลื่อนไปทางไหน และเขารู้ว่าตัวเองอยู่ตรงจุดใด มีหน้าที่รับผิดชอบอะไร เขาจะทำมันอย่างเต็มที่ นี่คือหัวใจของการพัฒนาชุมชน”

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

Writer & Photographer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

6 พฤศจิกายน 2563
4 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

Taboo หรือเรื่องต้องห้าม อาจรวมไปถึงการห้ามถาม ห้ามอยากรู้ ห้ามสงสัย แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมการตั้งคำถามตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก และเพื่อชวนกันมาตั้งคำถามในสิ่งที่เด็กๆ นึกสงสัยให้มีคำตอบ รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์ จึงจัดตั้งเว็บไซต์ในชื่อ ‘หิ่งห้อยน้อย’ ขึ้น เสมือนเป็นกลุ่มลับสำหรับเด็กๆ ขี้สงสัยโดยเฉพาะ

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

ตอนยังเป็นเด็ก รวงทัพพ์บอกว่าเธอสงสัยต่อสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่อาจหาคำตอบให้กับเธอได้ และนั่นกลับกลายเป็นความกลัวในวัยเด็กที่เธอต้องเผชิญ จากคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบ อย่างเช่นเรื่องของความตาย 

“เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเด็กที่เสียแม่ไป เราไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงอยากนอนมากกว่าตื่น เพราะว่าเขาอยากหนีความจริงไงคะ ความจริงบางอย่างถ้ามันไม่ได้ถูกอธิบายเหตุผล มันก็จะยาก แล้วจะกลายเป็นปมที่ใหญ่ขึ้น เราก็เลยเพิ่งมาเข้าใจว่าทำไมเราถึงกลัวมากในวันที่เสียพ่อไป เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเด็กไม่สามารถจะรับรู้อะไร ไม่เชื่อว่าเด็กคือคนที่รับรู้ หรือทำความเข้าใจกับอะไรได้ ทั้งกับเรื่องความสูญเสียหรือว่าเรื่องที่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย”

ในวันที่เทคโลยีไม่ใช่กำแพงข้อจำกัดด้านเพศและวัย แต่กลายเป็นสะพานเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้มนุษยชาติ การค้นหาคำตอบให้คำถามของเด็กเยาวชน อาจไม่ได้ตั้งต้นจากแหล่งๆ เดิมอีกต่อไป แต่มีประตูสู่โลกกว้างมากมายเปิดกว้างรออยู่ 

ดังนั้นหิ่งห้อยน้อย จึงเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและหาคำตอบ ไปจนถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงแสดงออกทางความคิดเห็นต่อเรื่องอ่อนไหวในสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศศึกษา การคุกคามทางเพศ ท้องไม่พร้อม อนามัยเจริญพันธุ์ การหย่าร้าง การกลั่นแกล้งรังแก ความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงความตาย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการสร้างความคิดแบบ Critical Thinking ให้เยาวชน

“ทำไมมันถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ ทำไมเราถึงหาคำตอบไม่ได้ เราก็เลยต้องทำสื่อแล้วกันที่จะช่วยให้เขา เอ๊ะ อ๋อ ให้สิ่งที่เขาตั้งคำถามกับมัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

01

หิ่งห้อยถือกำเนิด

“รวงเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ เป็นเด็กจังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อกับแม่เป็นครู แล้วเขาก็คงจะเห็นระบบการศึกษาว่าการศึกษามันมีหลากหลายมาก เขาอ่านหนังสือการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว เราก็เลยเป็นเด็กที่ทำทุกอย่างได้แล้วไปโรงเรียน” เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้น 

“เราชอบอ่านหนังสือ และที่บ้านจะพาไปร้านหนังสือทุกๆ เดือน เราเองก็ชอบอยู่ในห้องสมุด เป็นหนอนหนังสือเลย ได้อ่านหนังสือพวก หลายชีวิต ของคึกฤทธิ์ ปราโมช หรืออะไรแปลกๆ ตั้งแต่ประถม พอมัธยมก็อ่านงานของ อัลแบร์ กามูว์ แบบหนักๆ แล้ว เราก็เลยไม่ค่อยอินกับระบบโรงเรียนมาก เป็นเด็กที่ค่อนข้างประหลาดเหมือนกัน”

เธอบอกกับเราว่า เธอเป็นเด็กที่ครูมักจะมองว่าเป็นเด็กดื้อ

“ครูเขาพูดกับเราไม่ดีและคุกคามเราด้วย ทุกครั้งที่เราเข้าห้องเรียน เราจะถูกด่า เขาเคยพูดกับเราว่า พฤติกรรมแบบนี้คือพ่อแม่ไม่สั่งสอน เราก็จะยิ่งเจ็บ แต่สำหรับมุมเรา พ่อแม่เราเขาสอนดี แต่ที่เราเป็นแบบนี้เพราะเราเป็นเอง จากนั้นเราก็เลยไม่ไปโรงเรียนเลยสามเดือน แม่ก็คงเห็นแหละว่าเราไม่ค่อยโอเค ระหว่างสามเดือนนั้นเราก็ไปห้องสมุด ไปพิพิธภัณฑ์ ไปวัด ไปดูต้นไม้ แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องเชื่อมั่นในตัวของเรา ว่าเราไม่ได้เกเร จนพี่ชายเข้าไปที่โรงเรียนแล้วก็ดูว่ามันเกิดอะไรกับน้อง พอพี่เขาเห็นความรุนแรงแบบนั้นจริง เขาก็เลยให้เราย้ายโรงเรียน ซึ่งตามหลักอำนาจนิยม เราจะเห็นว่าครูหรือผู้ใหญ่กดขี่เรามากแค่ไหน” หลังจากนั้นเธอจึงไม่เชื่อมั่นในการเรียนในโรงเรียนอีก

จากนั้นเธอก็เริ่มมีคำถามกับตัวเอง 

“แล้วเราเป็นคนที่แอบชอบผู้หญิงด้วย แล้วก็แอบชอบผู้ชายด้วย มันก็เกิดคำถามว่า ‘แล้วเราเป็นอะไรวะ’ แล้วยุคนั้นมันไม่ได้มีอะไรที่จะบอกเราได้เลย ในสังคมจะบอกว่ามีแค่กะเทย มีทอม ก็มีแค่นั้นอะ แล้วเราเป็นอะไรล่ะ เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เราก็เลยเข้าไปในหาข้อมูลเองตามเว็บไซต์ต่างๆ สมัยนั้น”

และเป็นอีกครั้งที่เธอพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง แต่เช่นเคยที่คำถามไม่เคยได้รับคำตอบสร้างปมความเจ็บปวดทางจิตใจกับเธอมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนเราอายุสิบสอง พ่อเราเสีย คืนนั้นทุกคนไปโรงพยาบาลกันหมด ส่วนเราไปในเช้าวันที่พ่อกำลังจะเสียแล้ว ผู้ใหญ่คนอื่นไม่ให้เราออกไปข้างนอก แล้วจะให้เราทำยังไงล่ะ ในเมื่อพ่อเราตาย แล้วเราก็เห็นว่าเราต้องย้ายบ้านนะ แล้วก็เห็นคนมาจีบแม่เรา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ซึ่งผู้ใหญ่ไม่กล้าพูดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราต้องใส่ชุดดำร้อยวัน เหมือนต้องอยู่กับความทุกข์หรือสีดำในแบบที่เขาบอก เราก็สงสัยว่ามันจะเปลี่ยนไปในด้านไหน เด็กอายุสิบสองมันไม่เหมือนเด็กอายุห้าขวบ ในเรื่องของการรับรู้ทางความตาย แต่ผู้ใหญ่คนไทยก็ชอบบอกว่า เขาขึ้นสวรรค์ หรือว่า เดี๋ยวเขาก็กลับมา ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เราก็รู้แล้วแหละว่าพ่อตาย แต่ว่าเราจะทำความเข้าใจยังไงว่ามันจะต้องก้าวต่อไปนะ” 

และเพราะการที่เธอชอบอ่านหนังสือยากๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำให้เธอเริ่มเข้าใจว่าเธอเองก็ทำหนังสือได้ เพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวที่ผู้ใหญ่มักไม่พูดกันโดยตรง อย่างเรื่องของความตายหรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ

“เพราะบางครั้งคำพูดของผู้ใหญ่ เขาก็มีเรื่องที่ไม่พูดตรงไปตรงมา มันไม่ชัด ทำให้เราสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ เราก็เลยอยากเป็นนักเขียนหนังสือเด็กตั้งแต่ตอนนั้น” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

02

หิ่งห้อยสร้างสรรค์

เมื่อรวงทัพพ์เรียนจบจากสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก เธอได้มีโอกาสไปทำงานตามสำนักพิมพ์ มูลนิธิต่างๆ และเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่เคยได้รับการพูดถึง

 “พอเวลาเราเจอเด็กในพื้นที่จริง แล้วเด็กบอกว่าเด็กถูกล่วงละเมิด ความรู้หรือข้อมูลที่มันปิด มันไม่พอที่จะช่วยเขาเลย ปกติสื่อจะเสนอแค่สิ่งที่เขาอยากให้เห็น แต่ว่ามันมีอะไรอีกมากที่ไม่ได้พูดออกไป อย่างตอนนี้มีสื่อทางเลือกเยอะมาก ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้จริงไหม แต่เราเห็นว่ามันไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้รู้ข้อมูลพวกนี้เลย

“อีกอย่างคือที่ไทยไม่มีหนังสือที่พูดถึงความตายมากกับเด็กๆ ทั้งที่ในต่างประเทศ เราเห็นว่าเขามีสื่อในรูปแบบของนิทานเด็กที่อธิบายเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง นี่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนนะ หรือถ้าที่อินเดียจะมี Do and Don’t ด้วยซ้ำ แต่ที่ไทยเหมือนเราทำให้เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนห้ามพูด แล้วไปหาความรู้เอาเอง ซึ่งมันผิดมาก 

 “ตอนเราทำงานมูลนิธิในส่วนของการพัฒนาหนังสือเด็ก เวลาเราลงพื้นที่ เราก็จะเห็นเด็กที่ครอบครัวแตกแยก แล้วไม่มีใครลงไปคุยกับเขาเลย เรื่องเพศ เรื่องทำแท้งปลอดภัย เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิของเขาโดยตรง เราเลยรู้สึกว่า เราจะทำงานแบบนี้ ในระบบที่มันไม่มีสื่อแบบนี้ได้หรอ ก็เลยสอบชิงทุนไปเรียนที่อินเดีย ซึ่งเป็นการเรียนหนึ่งปีที่ไม่มีวุฒินะ เป็นการเรียนเพื่อเรียนอย่างเดียว

“คนก่อตั้งคือ ซาเบรีย เทนเบอร์เกน ผู้หญิงตาบอดผู้ก่อตั้งโรงเรียนให้เด็กตาบอดที่ธิเบต เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล ผู้หญิงคนนี้เป็นเมนเทอร์ของเรา แล้วเขาก็เข้าใจความซับซ้อนของเราด้วย เพราะเขาเป็น Queer เราเพิ่งไปเข้าใจตอนนั้นเองว่าเราเป็น Queer ตอนที่เราต้องติ๊กว่าเราเป็นเพศอะไร มันก็จะมีหญิง ชาย แล้วก็อื่นๆ ใช่ไหมคะ โรงเรียนก็จะมีแพลตฟอร์มให้เราเลือก เห้ย เราเป็นอื่นๆ ได้ด้วย”

เธอเล่าถึงตอนที่เธอสัมผัสถึงปัญหาผ่านสังคมต่างประเทศในอีกมุมที่น่าสนใจ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“ก่อนหน้าที่เราจะไปอินเดีย เราได้ไปยูกันดา โปแลนด์ เยอรมนี เพราะว่าเราเจอเพื่อนบางคนที่เขาพาเราไปทางนั้น เราก็เลยได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น อย่างตอนที่เราไปเยอรมนีช่วงที่มีผู้ลี้ภัยหนีสงครามมา ช่วงนั้นเราเห็นว่าเขามีนิทรรศการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในห้องสมุดเด็ก ซึ่งมันเป็นประเด็นที่เราไม่พูด เช่นเรื่องชาวโรฮีนจา เราจะไม่พูด เราจะไม่สนใจ แต่ที่นั่นเขาพูด

“หรืออย่างโปแลนด์ ที่เราเห็นคือเขาค่อนข้าง Conservative มาก แต่ว่าคนออกมาพูดเรื่องการทำแท้งปลอดภัยกันทั้งเมือง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ พูดกันทั้งเมือง เห้ย มันก็พูดได้นี่หว่า หรือที่ยูกันดา เขามีโรงเรียนทางเลือกให้คนที่ไม่ได้มีเงินแต่ว่ามีความตั้งใจมาเรียน ก็คล้ายๆ กับที่เราไปเรียนที่อินเดีย คนมีลูกเขาก็นั่งอุ้มลูกไปด้วย นั่งเรียนคอมพิวเตอร์ไปด้วย แล้วมีโปรเจกต์ ทำยังไงให้มีน้ำหรือให้มีพื้นที่ที่ซ่อมรถได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะมันไม่มีน้ำหรือที่ซ่อมรถได้ในที่ทุรกันดาร ซึ่งมันน่าสนใจมาก 

“แล้วพอเราได้ไปเรียน เราก็เห็นปัญหาที่อินเดียเยอะมาก ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ เกี่ยวกับเพศ มันก็เลยเป็นการเขย่าเราอีกรอบ 

 “เราไม่ต้องอยู่ในระบบการเรียนแบบเดิมอีกแล้วพอเราไปเรียนที่อินเดีย ตอนนั้นเราเลือกเรียนทางด้านศิลปะ เพราะว่าเรามาจากการเขียนและการทำหนังสือเด็ก มันก็พัฒนาเราไป จากตอนแรกที่เราคิดว่าจะทำหนังสือเด็กตอนเรียนจบแต่เราก็เปลี่ยนใจ เพราะว่าลักษณะการเสพสื่อของเด็กเปลี่ยนไป การเข้าถึงที่เป็นอิสระและเป็นออนไลน์มากขึ้น เราเลยคิดกลับมาสร้างสื่อเพื่อเด็กในรูปแบบออนไลน์ดีกว่า”

03

หิ่งห้อยน้อยคลับ

หิ่งห้อยน้อยจึงปรากฏตัวขึ้น ในฐานะของเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาพูดคุยกัน และเมื่อเราถามถึงเหตุผลว่าทำไมจะต้องเป็นหิ่งห้อย รวงทัพพ์ก็บอกกับเราว่า

“จริงๆ หิ่งห้อยเป็นเหมือนความลับบางอย่างที่เด็กสงสัย เราคิดว่าหลายคนก็อาจจะชอบมัน แล้วมันก็เป็นเพื่อนของเราได้ในเวลาที่มืดมาก หิ่งห้อยเชื่อมโยงกับเด็กมาก เพราะในความเชื่อของเรา เราคิดว่าเด็กจะเติบโตได้ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่านั้น หิ่งห้อยก็เหมือนกัน จะเติบโตได้ในดินดี น้ำดี อากาศดี อีกอย่างมันไม่ได้สว่างตลอด มีตอนที่มันมืดด้วย ก็เลยเลือกใช้หิ่งห้อยแทนความสงสัยของเด็กๆ ด้วย

“ที่ไทยไม่มีเว็บไซต์ให้เด็กนะ แล้วเราก็รู้แหละว่าเว็บไซต์จะไม่ได้ฮิตมาก แต่ว่าเว็บไซต์ของเราพิเศษตรงที่เด็กเข้ามาแล้วสามารถไปตั้งแอคเคาต์นิรนาม เพื่อถามเรื่องที่เขาสนใจได้

“การออกแบบก็คือชื่อว่าหิ่งห้อยน้อยคลับ เป็นภาพต้นไม้ที่เกาะกลางน้ำ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าจะไม่มีใครตามเขาเข้าไปได้ เราจะพูดอะไรก็ได้ แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันในนั้นได้ ต่อมาก็จะมีหอประกายข่าว เป็นพื้นที่บอกข่าวว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเชิงเรื่องต้องห้ามต่างๆ อย่างเรื่องเพศหรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็จะมีพื้นที่บอร์ดรวมให้เขามาคุยกัน ส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับเราว่าเราทำงานอะไร แล้วก็ในส่วนของมีนโยบายด้วย”

หากถามว่าแล้วในประเด็นต้องห้ามทั้งหลาย มีเรื่องอะไรบ้างที่เด็กๆ สนใจ เราก็พบคำตอบ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“เรื่องที่เด็กเขาสนใจเยอะที่สุดคือเรื่องการบูลลี่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องเพศ เรื่องประจำเดือนด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่การส่งเสริมเรื่องจริยธรรมอะไร เพียงแต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ควรพูดถึงได้

“เราเลยพยายามจะสร้างให้สื่อของเรา เพื่อใช้อธิบายแทนคำพูดที่เราจะพูดไปตรงๆ อย่างเช่นเราทำเพลงที่พูดถึงคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องรับมือกับลูกที่เมนส์มาครั้งแรก คือเราก็จะเข้าไปแทนใจของผู้ปกครองด้วย แล้วก็แทนใจของเด็กด้วย หลายคนก็บอกว่าดูแล้วร้องไห้นะ เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอยู่กับพ่อที่เลิกกับแม่ แล้วตอนที่เขาเมนส์มา เขาก็ไม่กล้าบอกพ่อ มันก็เหมือนไปโดนใจคนบางกลุ่ม”

“บางคนเป็นซึมเศร้าที่กำลังรักษาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร เขาก็มาคุยกับเรา บางทีก็ตลกมาก ทำการบ้านเลขไม่ถูกเขาก็มาให้เราช่วย หรือว่ามีปัญหาเรื่องเพื่อน เรื่องท้องไม่พร้อม ถ้าเรามีแพลตฟอร์มอื่นที่เราส่งต่อ เราก็จะส่งต่อไปให้เขาดูแลต่อ” 

ด้วยการพัฒนาสื่อจากหนังสือเล่มสู่แอนิเมชันและเพลงเกี่ยวกับประเด็นที่เด็กๆ สงสัย ก็จำเป็นต้องทุ่มทั้งเวลาและกำลัง

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราเพิ่งทำงานได้ปีกว่าๆ เอง แล้วเราทำงานคนเดียวค่ะ เปิดเว็บไซต์ คิดรูปแบบ ทำเองหมด ถ้าเรามีแหล่งทุน หรือว่ามีบุคลากรที่เข้าใจในงานนี้ มันก็จะไปเร็วกว่านี้ แต่ว่าเนื่องจากเวลาด้วย แล้วก็ COVID-19 ด้วย ทำให้เรายังไม่ได้โปรโมต และยังไปคุยกับเด็กๆ ที่โรงเรียนไม่ได้ว่าเว็บไซต์เราใช้งานยังไง ตอนนี้ในเฟซบุ๊กเลยได้รับการตอบรับจากเด็กเป็นส่วนมาก ก็น่าสนใจที่เด็กเลือกจะมาคุยกับเราในข้อความจริงๆ ดังนั้นการทำงานที่เราทำอยู่จะไม่เหมือนงานเด็กนะ มันเป็นงานสิทธิและงานสื่อที่เอามารวมกันมากกว่า”

“เราเรียกตัวเองว่าเป็น Artivist นะ เราคือศิลปินที่ใช้ศิลปะมาเพื่อทำงานเชิง Action ที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ในเรื่องสิทธิ มันอธิบายความเป็นเราได้ดีกว่าการบอกว่าเราเป็นนักกิจกรรม เพราะนักกิจกรรมอาจจะต้องพูดเร็วๆ 

ถ้าเทียบกับพริก 5 สี เธอบอกว่าหิ่งห้อยน้อยจะเป็นพริกสีม่วงที่ต่างจากพริกสีอื่นๆ

“Kanthari แปลว่าพริกขี้หนูที่มันเผ็ดร้อน มีห้าสี สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง แล้วก็สีม่วง เราเป็นสีม่วง เป็นคันธารีที่ทำงานศิลปะ เราจะเป็นสีประหลาดๆ ขึ้นมาให้มันต่างจากสีพริกทั่วไป งานที่เราทำก็เลยเป็นงานศิลปะ เป็นเพลง แอนิเมชัน ที่ใช้เวลาหน่อย ใช้ความร่วมมือของศิลปินมาทำ”

นอกจากการขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว เธอยังลงพื้นที่เพื่อไปช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่จริงอีกด้วย 

“ช่วง COVID-19 ที่เราก็ลงพื้นที่ เราพยายามขยายเรื่องผ้าอนามัย เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่ทำ คนที่ได้รับผลกระทบก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ อย่างเรื่องถุงยังชีพหลายใบก็ไม่ได้ใส่ผ้าอนามัยใช่ไหมคะ เราก็เลยลงพื้นที่ให้เห็นเลยว่า ถ้าเขาไม่มีผ้าอนามัย เขาไปเอาข้าวแจกไม่ได้นะ

“อย่างเราเจอเคสในคลองเตย ที่เขาออกไปเอาข้าวตามจุดแจกไม่ได้ เพราะว่าเขาเมนส์มาแล้วเขาไม่มีผ้าอนามัย ซึ่งถ้าเราถามหลายคนในช่วงนั้น เขาก็จะบอกว่าเขาใช้ทิชชู ใช้กระดาษแทนผ้าอนามัย คือเขาไม่มีจริงๆ เพราะช่วง COVID-19 เป็นช่วงที่ล็อกดาวน์ หลายคนไม่มีงานทำ เราก็เลยขอรับบริจาคผ้าอนามัย เพื่อเปลี่ยนความคิดเขาว่ามันจำเป็นนะ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีคนส่งมาและเราก็ยังขอรับอยู่ พอเราได้รับมาเราก็จะส่งต่อ ให้กลุ่มผู้หญิงบริการ หรือว่ากลุ่มเด็กที่ต้องการต่อไป 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“แล้วก็มีเรื่องเพศในม็อบ เราร่วมกับผู้หญิงปลดแอกเพื่อขยายเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าที่เด็กออกมาเรียกร้อง คือเรื่องที่เด็กอยากจะพูด มีเด็กคนหนึ่งเขามาบอกว่าเขาเป็นเกย์ แล้วเขาโดนครูผู้ชายจับก้น แต่พอเขาไปบอก ผอ. เขาก็บอกว่าเขารู้แล้ว แต่ไม่ทำอะไร ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นเลยเป็นสาเหตุที่เขาออกมาเคลื่อนไหว นี่คือความจริงของเด็กที่พูดไม่ได้

“เพราะว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจว่า สิทธิเด็กคือสิทธิมนุษยชน แล้วไม่เข้าใจว่าเด็กที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องคือนักกิจกรรมเด็ก กฎหมายไทยไม่ได้ปกป้องหรือไม่ได้ทำงานลงมาถึงนักกิจกรรมเด็ก” 

“ในส่วนที่เราช่วยได้ คือเราช่วยทำเป็นงานศิลปะให้ได้ แต่ถ้าเราพูดแบบตรงๆ เลย เด็กจะมีความรู้สึกว่าถูกคุกคาม เราเลยทำยังไงให้สันติมากที่สุด ซึ่งงานนี้ก็ต้องคุยกับนักสันติวิธี ว่าจะทำยังไงให้ศิลปินผลิตผลงานที่ไม่ผลิตซ้ำความรุนแรง เพราะว่าภาพบางภาพที่อยู่ในช่วงนี้มันก็รุนแรงมาก แล้วมันก็จะสร้างความบอบช้ำทางจิตใจซ้ำกับเด็กอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยากและท้าทายมาก” 

04

หิ่งห้อยกับเรื่องต้องห้าม

“เพราะว่าความจริงมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องเผชิญ หลายคนอาจบอกว่าเด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ แต่พอเราโตมาแล้วเราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์หรอก เราเรียนรู้เยอะมากด้วยศักยภาพของเราเอง แล้วอีกอย่างคือมนุษย์เกิดมาด้วยความสงสัยอยู่แล้ว ความจริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่เราจะต้องสงสัยได้ เราก็คิดว่าเราอยากทำให้เขาได้รู้ บางทีก็ความจริงนั้นอาจจะเจ็บบ้าง แต่มันก็คือความจริง” 

หลายครั้งเรื่องต้องห้ามพูดถึง ส่วนหนึ่งคือเรื่องที่เรากลัวเมื่อต้องพูด

“จริงๆ เด็กๆ ไม่ได้กลัวนะคะ แต่เขาถูกหล่อหลอมให้กลัวมากกว่า อย่างหลานสาวเนี่ยเขาฟันน้ำนมจะหลุด นี่คือความเจ็บปวดทางด้านร่างกายนะ แล้วบ้านเรามีแต่ให้โยนฟันขึ้นไปข้างบน แต่มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยเขียนนิทานกลอนอันหนึ่งให้เขาถอนฟันเองได้ บอกเขาว่ามันจะเจ็บแป๊บเดียว แล้วฟันมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่นะ

“ทุกครั้งพอเขาถอนฟันเอง เขาก็จะเก็บใส่กล่อง แล้วเขาบอกว่าหนูอยากเป็นหมอฟัน เรารู้สึกดีที่มันเกิดขึ้น เพราะเราเห็นว่าเขาไม่กลัวกับความเจ็บปวดที่มันต้องเกิด” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราควรคุยกันค่ะ เพราะว่าเรามาจากยุคที่ไม่เหมือนกัน มันมีหนังสือที่น่าสนใจเรื่อง Walden Pond ของเฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau) พูดประมาณว่า คุณเป็นผู้ใหญ่ คุณบอกไม่ได้หรอกว่าสิ่งนี้มันจะถูกและดีด้วยวิธีการนี้เสมอไป เพราะเรามาจากฐานยุคหรือฐานของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย เราสอนกันไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้คือการที่คุณคอยซัพพอร์ตเขา 

“เราเลยอยากเป็นคนซัพพอร์ตเด็ก แต่เราจะไม่บอกว่านี่คือถูก นี่คือผิด เราพูดไม่ได้ เพราะเขาเลือกเองได้ เขาคิดเองได้ คุณก็คิดเองได้ ทุกคนคิดเองได้ ของที่อยู่ในหัว ใครจะมาบงการไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ เหมือนคนเรากำลังเจาะดูในหัว ว่า เห้ย นี่ผิดนะ เอาความคิดมาตัดสินกัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

05

หิ่งห้อยในอนาคต

เมื่อพูดถึงโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปของหิ่งห้อยน้อย

“เรากำลังมีโปรเจกต์หนึ่งที่น่าจะออกช่วงวันเด็กปีหน้าค่ะ เราอยากทำงานอาร์ตจากเรื่องราวของเด็กๆ ที่พูดถึงความทุกข์ของเด็กไทยประมาณสามสิบภาพ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรามี แล้วก็จะจัดนิทรรศการจริงให้มันอยู่ในชีวิตประจำวันได้ นี่คือสิ่งที่เราจะทำต่อไป”

การได้พบปะกับหิ่งห้อยน้อยตัวเป็นๆ ในปัจจุบัน เธอก็บอกว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ หลายคนที่กล้าออกมาตั้งคำถามกันมากขึ้น

“เราไม่ได้จะบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นนะ เราคิดว่าเด็กจริงๆ เป็นแบบนี้ แต่เราต่างหากที่ไม่ถูกทำให้พัฒนาต่อยอดไป เหมือนถูกกดไว้ ไม่ถูกสอนให้ตั้งคำถาม เราเห็นความแตกต่างเลยนะเวลาเข้าไปในโรงเรียนในเมือง เด็กจะไม่กล้าพูด ไม่มียกมือเลย ถ้าเราไปโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เราจะพบว่าเขาแย่งกันพูดเลย ถามกันไม่หยุด”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่อยากให้เด็กๆ เริ่มต้นตั้งคำถาม

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“อยากให้เขาเริ่มตั้งคำถามค่ะ อาจจะเริ่มกับชีวิตตัวเองก่อนก็ได้ ว่าอยากได้อะไร หรือถ้าไม่อยากได้อะไรก็ปฏิเสธได้ แล้วก็หาความสุขให้กับตัวเอง ข้างในเรามันถามอยู่ตลอดเวลา มันไม่กลัวที่จะถาม หาคำตอบให้ตัวเอง เรื่องที่พูดไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา”

“สังคมตอนนี้เราว่าก็เริ่มเห็นอะไรที่เป็นทิศทางของการตั้งคำถามมากขึ้น แล้วก็มีการเขย่ากันเยอะ ดังนั้นมันจะมีการสั่นมาก สังคมที่เราอยากเห็นคือสังคมที่มีพื้นที่ให้กับทุกคน ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองได้ ได้มีความภูมิใจ ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อจะมีพื้นที่ให้เขาแน่นอน ทั้งในการแสดงความคิดหรือการดำเนินชีวิต เราก็อยากเป็นสื่อทางเลือกหนึ่ง 

“ตอนนี้เราว่าถ้าผู้ใหญ่คิดว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ก็ได้พลังเยอะนะที่จะพัฒนาประเทศนี้ ทุกคนก็ทำงานกันอยู่ เด็กเองก็กำลังทำงานของเขาอยู่เหมือนกัน” เธอบอกเราทิ้งท้ายก่อนที่บทสนทนาจะจบลง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load