บนโลกของเรามีคนเกือบ 1 พันล้านคนเข้าไม่ถึงน้ำดื่มสะอาด และเด็กเกือบ 1,000 คนเสียชีวิตไปในแต่ละวันเพราะโรคที่มากับน้ำ (มากกว่าโรคมาลาเรียและเอดส์รวมกันเสียอีก) นอกจากนี้ การเข้าไม่ถึงน้ำสะอาดยังส่งผลกว้างกว่ามิติสุขภาพ อาทิ เด็กๆ ที่ป่วยเพราะการดื่มน้ำไม่สะอาดจะขาดเรียน ขณะที่พ่อแม่ต้องขาดงาน ขาดรายได้

มีคนพยายามแก้ปัญหาใหญ่ระดับโลกด้วยวิธีหลากหลาย หนึ่งในนั้นคืองานออกแบบที่เราชอบจนขอหยิบมาพูดถึงวันนี้ นั่นคือ ‘ผงทำน้ำสะอาด’ ที่มีชื่อว่า P&G™ Purifier of Water เจ้าผลิตภัณฑ์ซองเล็กนี้ไม่ได้มีรูปลักษณ์สวยเก๋ แต่เข้าไปแก้โจทย์ยากได้ถูกจุดจนสร้างอิมแพคในระดับนานาชาติ

ลองฉีกซองดูความช่างคิดที่ซ่อนอยู่ข้างในงานออกแบบชิ้นนี้กัน

สะอาดให้ถูกวิธี

  เมื่อพูดถึงการเข้าถึงน้ำสะอาด หลายคนอาจนึกถึงวิธีอย่างต่อท่อประปา แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับบริบทของหลายพื้นที่ องค์การอนามัยโลกระบุไว้ว่า การจัดการน้ำระดับครัวเรือน (บำบัดและเก็บน้ำไว้ใช้) คือทางแก้ปัญหาที่ดีสำหรับประชากรกลุ่มขาดโอกาสที่สุดก่อนน้ำประปาจะมาถึง

แต่การจะพบทางแก้ปัญหาแท้จริงนั้นไม่ง่าย ใน ค.ศ. 1999 – 2001 บริษัท P&G™ ซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหลากหลายชนิดได้ร่วมกับ U.S. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ทดลองสร้างที่กรองน้ำราคาถูก ซึ่งดูเป็นตัวเลือกที่ดีไม่ใช่เล่น แต่ผลลัพธ์คือที่กรองอุดตันอย่างรวดเร็วเพราะความขุ่นของน้ำสกปรก และกลุ่มผู้หญิงที่เข้าร่วมการทดสอบก็ระบุว่าวิธีนี้ไม่มีประสิทธิภาพ 

ทีม P&G™ และ CDC จัดกิจกรรมร่วมกันต่อมาอีกหลายครั้ง จนกระทั่งพวกเขาตัดสินใจทำการ Reverse Engineering (ย้อนไปแยกแยะต้นทางอย่างละเอียด) กับระบบบำบัดน้ำของเทศบาล แล้วทำให้สารเคมีเหล่านั้นมาอยู่ในรูปแบบผง 

และนี่คือต้นกำเนิดผงทำสะอาด นวัตกรรมที่แก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงน้ำดื่มปลอดภัยที่ถูกต้อง

P&G™ Purifier of Water ผงที่เปลี่ยนน้ำเสียหลายพันล้านลิตรเป็นน้ำใสดื่มได้

เข้าถึงง่าย ไม่ยาก ไม่แพง

ผงทำน้ำสะอาดนี้เล็กพริกขี้หนูอย่างไร

อย่างแรกคือ นอกจากเป็นผงแล้ว ผลิตภัณฑ์ 1 ซองยังมีขนาดแค่ 4 กรัม (มีคนเปรียบเทียบว่าเล็กเท่าซองซอสมะเขือเทศร้านฟาสต์ฟู้ดเท่านั้น) ความกะทัดรัดนี้ทำให้เข้าถึงพื้นที่ซึ่งเกิดภัยพิบัติหรือพื้นที่ทุรกันดาร อันเป็นพื้นที่สำคัญที่ผู้คนขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดได้ง่าย

อย่างที่สอง ผงอัจฉริยะนี้ช่วยให้น้ำสะอาดได้อย่างสะดวก เรียบง่าย โดยทำงานเหมือนแม่เหล็กที่ดูดฝุ่นและสารพิษออกจากน้ำสกปรก ผลิตภัณฑ์ 1 ซองทำให้น้ำสะอาดได้ถึง 10 ลิตร ภายใน 30 นาที ใช้อุปกรณ์แค่ถังน้ำ ช้อน และผ้าสำหรับกรอง 

ขั้นตอนคือ ฉีกผงทำน้ำสะอาดใส่ถังที่มีน้ำเสียอยู่ คน 5 นาทีจนน้ำใส พักทิ้งไว้ 5 นาที แล้วเอาน้ำนั้นมากรองผ่านผ้าฝ้าย 100 เปอร์เซ็นต์ที่สะอาด รออีก 20 นาทีจนน้ำพร้อมดื่ม แล้วเก็บใส่ภาชนะที่เหมาะสม

อย่างสุดท้าย ผงทำน้ำสะอาดนี้ราคาถูกมาก 1 ซองราคาเพียง 10 เซนต์หรือประมาณ 3 บาทเท่านั้น (เฉลี่ย 1 เซนต์ต่อน้ำ 1 ลิตร) เพราะทางบริษัทขายในราคาทุนหรือ At Cost ช่วยให้คนที่รายได้ไม่สูงสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้

แม้ผงทำน้ำสะอาดนี้จะมีจุดอ่อนอยู่บ้าง เช่น วิธีใช้นั้นจำเป็นต้องมีการฝึกสอน ไม่อย่างนั้นอาจทำผิดได้ แต่ก็พูดได้ว่านี่คือทางแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

P&G™ Purifier of Water ผงที่เปลี่ยนน้ำเสียหลายพันล้านลิตรเป็นน้ำใสดื่มได้
P&G™ Purifier of Water ผงที่เปลี่ยนน้ำเสียหลายพันล้านลิตรเป็นน้ำใสดื่มได้

สะอาดอย่างยั่งยืน

P&G™ นำผงทำน้ำสะอาดนี้ไปอยู่ในส่วนโปรแกรม P&G™ Children’s Safe Drinking Water โดยเปิดโอกาสให้คนนอกบริจาคเงินเพื่อนำผงทำน้ำสะอาดนี้ไปช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย 

เนื่องจากผลิตภัณฑ์นี้ราคาไม่สูง เงินบริจาคเพียง 1 ดอลลาร์ฯ จึงช่วยให้เด็ก 1 คน เข้าถึงน้ำสะอาดได้นานถึง 50 วัน ขณะที่ เงิน 30 ดอลลาร์ฯ ช่วยให้ครอบครัวขนาด 4 คน เข้าถึงน้ำสะอาดตลอดปี 

นอกจากนั้น บริษัทยังเน้นจำหน่ายผงอัจฉริยะนี้ให้องค์กรเพื่อสังคมนานาชาติในราคาต้นทุน Financial Times วิเคราะห์ว่า วิธีการนี้ช่วยให้ผงทำน้ำสะอาดอยู่รอดในตลาด โดยมีเหล่าพาร์ตเนอร์จัดการเรื่องการแจกจ่ายสินค้าให้ฟรี

 ทั้งหมดนี้ช่วยให้งานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาน้ำดื่มชิ้นนี้อยู่ช่วยแก้ปัญหาให้ผู้คนได้ยั่งยืนยาวนาน

P&G™ Purifier of Water ผงที่เปลี่ยนน้ำเสียหลายพันล้านลิตรเป็นน้ำใสดื่มได้
P&G™ Purifier of Water ผงที่เปลี่ยนน้ำเสียหลายพันล้านลิตรเป็นน้ำใสดื่มได้

พลังความสะอาด 

“ฉันมีลูกสี่คนที่มักจะเป็นโรคอุจจาระร่วงเนื่องจากความไม่สะอาดและการดื่มน้ำจากบ่อที่ไม่ได้ทำให้สะอาดเสียก่อน ผงทำน้ำสะอาดนี้ช่วยให้เรามีน้ำสะอาดดื่มกัน” 

ประโยคด้านบนคือเสียงจาก Diarry Yafa คุณแม่วัย 32 ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง Diarry คือหนึ่งในผู้คนมากมายที่ผงทำน้ำสะอาดซองเล็กนี้ช่วยเปลี่ยนชีวิต 

ตั้งแต่ ค.ศ. 2004 งานออกแบบนี้ช่วยเปลี่ยนน้ำเสียเป็นน้ำใสไปแล้วมากกว่า 17 พันล้านลิตร โดยขจัดสิ่งสกปรกและมลพิษ ช่วยให้น้ำสะอาดขนาดเด็กทารกดื่มได้ และกำจัดต้นเหตุโรคอุจจาระร่วง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์

ส่วนในด้านเครือข่าย ตอนนี้ P&G™ ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์มากกว่า 150 ราย นั่นหมายความว่าผลิตภัณฑ์ซองเล็กแต่ผลลัพธ์ทรงพลังนี้ได้ถูกส่งถึงมือเด็กและผู้ใหญ่ที่ต้องการ ปัจจุบัน ผงทำน้ำสะอาดได้รับการแจกจ่ายไปยังมากกว่า 90 ประเทศในทวีปอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย

ใน ค.ศ. 2025 นี้ P&G™ ตั้งเป้าหมายว่าจะช่วยให้น้ำสะอาดได้ครบ 25 พันล้านลิตร

เมื่อมองดูงานออกแบบชิ้นเล็กแต่เปี่ยมประสิทธิภาพและเส้นทางที่มันเดินมา เราเชื่อว่าเป้าหมายของพวกเขาไม่ไกลเกินจริง 

P&G™ Purifier of Water ผงที่เปลี่ยนน้ำเสียหลายพันล้านลิตรเป็นน้ำใสดื่มได้

ข้อมูลอ้างอิง

  • www.wvi.org
  • www.pg.com
  • csdw.org
  • www.ft.com

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

ในยุคโลกไร้พรมแดนแบบนี้ คุณอาจเคยฝันถึงการไปใช้ชีวิตและทำงานที่มุมอื่นของโลก แต่หลายครั้งการปักหลักในดินแดนใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคทางภาษา การต้องแข่งขันหางานทำ รวมถึงการรับมือกับทัศนคติที่คนในประเทศนั้นมีต่อผู้มาใหม่อย่างเรา 

Migrateful’ คือธุรกิจเพื่อสังคมของอังกฤษที่มองเห็นปัญหานี้ และอยากช่วยให้คุณภาพชีวิตของสมาชิกใหม่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพ (ย้ายมาแบบสมัครใจ) ผู้ลี้ภัย (ย้ายด้วยเหตุจำเป็น เช่น ภัยสงคราม) หรือผู้ขอลี้ภัย (รอรับสถานะผู้ลี้ภัยอยู่) 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ได้ช่วยคนกลุ่มนี้แบบให้เปล่า แต่ชวนพวกเขามาทำงานที่ได้แสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่

นั่นคือการทำอาหาร

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

Migrateful ชวนเหล่าผู้ย้ายถิ่นฐานซึ่งชอบเข้าครัวเป็นทุนเดิมมาสวมหมวกเชฟ สอนคนในดินแดนใหม่ทำอาหารจากบ้านเกิดที่จากมา มากกว่าการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ห้องเรียนนี้คือสถานที่เพิ่มพลังและปูทางสู่บ้านใหม่ให้เชฟแต่ละคน

ขอเชิญเปิดประตูห้องเรียนที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจากอาหารนานาชาติ ตั้งแต่ศรีลังกา จาไมกา จนถึงซีเรีย แล้วลิ้มรสเรื่องราวของ Migrateful ไปด้วยกันค่ะ

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

ห้องเรียนที่เกิดจากการสัมผัสปัญหาจริง

Migrateful ก่อตั้งโดย Jess Thomson หญิงสาวที่มีโอกาสได้เข้าไปทำงานในแนวหน้าเพื่อช่วยเหลือผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในหลากหลายพื้นที่ และได้เห็นปัญหาที่คนกลุ่มนี้ต้องเผชิญ จนเกิดแรงบันดาลใจช่วยพวกเขาให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

เจสร่วมเรียนคอร์สของ Year Here แพลตฟอร์มที่ช่วยพัฒนาระบบนิเวศของธุรกิจเพื่อสังคม แล้วจากการได้ทำงานกับกลุ่มผู้ลี้ภัยหญิง ผู้ก่อตั้งก็พบว่าพวกเธอกระตือรือร้นที่จะพูดคุยถึงอาหารจานโปรด

“นั่นคือตอนที่ฉันคิดว่านี่คือทักษะซึ่งพวกเธอทุกคนมี เกือบทุกคนว่างงานเพราะข้อจำกัดทางภาษาและเพราะคุณสมบัติที่มีอยู่ไม่เป็นที่ยอมรับในอังกฤษ นี่เป็นทางที่จะช่วยให้พวกเธอได้มีงานทำ” 

ใน ค.ศ. 2017 Migrateful จึงลืมตาดูโลก แล้วจากห้องเรียนขนาดกะทัดรัดในบ้านของเจส ไอเดียนี้ก็เติบโตเป็นธุรกิจเพื่อสังคมเต็มตัวที่มีรายละเอียดน่าสนใจอัดแน่น

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

ห้องเรียนที่ผู้มาใหม่เป็นคุณครู

  พวกเขาตั้งใจช่วยเสริมพลังผู้อพยพและผู้ลี้ภัยให้เข้าสู่บ้านใหม่ได้อย่างราบรื่น ตั้งแต่พัฒนาทักษะ เสริมสร้างความมั่นใจ สร้างรายได้ จนถึงช่วยให้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 

 ก่อนเริ่มคลาสสอนทำอาหาร องค์กรจึงมีโปรแกรมฝึกฝนพวกเขาให้กลายเป็นเชฟเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยพัฒนาทักษะภาษา และช่วยให้ผู้ที่เคยสนุกกับการทำอาหารในบ้านกลายเป็นเชฟสอนทำอาหารเต็มตัว 

หลังผ่านการฝึกฝนเรียบร้อย เหล่าเชฟจะมีโอกาสเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิดให้ชาวอังกฤษ โดยใครที่มีสิทธิ์ในการทำงานแล้วก็จะได้รับค่าจ้างด้วย คลาสที่ว่านี้มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งเรียนเป็นกลุ่ม เรียนตัวต่อตัว จนถึงเรียนทางออนไลน์ และทุกคลาสที่เปิดให้จองจะมีคำอธิบายน่าสนใจ ชวนให้ผู้ชอบเข้าครัวและอยากเรียนรู้วัฒนธรรมเข้ามาเปิดโลกร่วมกัน

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด
Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

ตัวอย่างเช่น ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2021 นี้ จะมีคลาสสอนทำอาหารซีเรียโดย เชฟ Lina คุณแม่ลูกสามที่ลี้ภัยสงครามจากบ้านเกิดมาอังกฤษใน ค.ศ. 2017 ลินาหัดทำอาหารมาตั้งแต่อายุ 14 และงานครัวก็กลายเป็นงานอดิเรกที่เธอโปรดปราน ส่วนตัวอย่างอาหารซีเรียที่เธอจะสอนก็เช่น สลัดมันฝรั่งและ Borak ขนมอบซึ่งมีชีสเป็นส่วนประกอบสำคัญ 

นอกจากคลาสสอนทำอาหารแบบนี้ Migrateful ยังมีบริการอีกหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไปจัดคลาสกับองค์กรต่างๆ บริการจัดเลี้ยงที่คนร่วมงานจะได้สัมผัสอาหารนานาชาติ ซึ่งทำโดยคนประเทศนั้นตัวจริง หรือช่วงปลายปีที่บรรยากาศคริสต์มาสลอยกรุ่นในอากาศแบบนี้ ผู้ที่สนใจก็จองคลาสเพื่อหัดทำอาหารสำหรับเทศกาลกับเพื่อนร่วมงานได้

คลาสสอนทำอาหารของ Migrateful จึงไม่ใช่แค่ห้องเรียนทั่วไป แต่เป็นพื้นที่แนะนำตัวผู้อพยพและผู้ลี้ภัยกับบ้านหลังใหม่ พื้นที่ซึ่งช่วยให้พวกเขารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และพร้อมจะก้าวสู่สังคมอย่างมั่นคงกลมกลืน 

“เมื่อเข้ามาในกลุ่มนี้ เราไม่ได้ถูกเรียกว่าผู้ลี้ภัยหรือผู้ขอรับสิทธิลี้ภัย เราได้รับการเรียกเป็นบุคคล ซึ่งหมายถึงเราได้รับความเคารพ ความรัก และความใส่ใจ” เชฟ Noor จากปากีสถานกล่าวไว้ 

เรื่องราวหลังคลาสสอนทำอาหารจานเด็ดจากบ้านเกิดผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ที่ยกระดับชีวิตคนสอนและเปิดโลกผู้เรียน
เรื่องราวหลังคลาสสอนทำอาหารจานเด็ดจากบ้านเกิดผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ที่ยกระดับชีวิตคนสอนและเปิดโลกผู้เรียน

ห้องเรียนที่กว้างใหญ่ขึ้นทุกวัน

จาก ค.ศ. 2017 ห้องเรียนสอนทำอาหารของ Migrateful ค่อยๆ เติบโตขึ้น และได้รับการตอบรับอย่างดีจากสังคม

ปัจจุบันพวกเขาช่วยสนับสนุนเหล่าเชฟได้ 66 คนจากมากกว่า 30 ประเทศ จัดคลาสไปแล้ว 1,878 ครั้ง มีผู้เข้าร่วม 20,211 คน และ 99.2 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนบอกว่าจะแนะนำคลาสนี้ให้คนอื่นต่อ

“ห้องเรียนนี้เป็นวิธีเพิ่มคุณค่าให้กับการใช้เวลาช่วงเย็น ทั้งการทำและกินอาหารกับผู้คนใหม่ๆ การพูดคุยและเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิต อาหาร และวัฒนธรรมของคนอื่น” หนึ่งในผู้ร่วมคลาสสอนทำอาหารรีวิว 

เพราะอย่างนี้ ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Migrateful จะระดมทุนจำนวน 121,554 ยูโร เพื่อสร้างโรงเรียนสอนทำอาหารของตัวเองในลอนดอนได้สำเร็จภายในเดือนเดียว (ก่อนหน้านี้พวกเขาต้องตระเวนจัดคลาสตามสถานที่ต่างๆ) โดยได้เงินไปเกินเป้าที่ตั้งไว้ และมีหนึ่งในผู้สนับสนุนใหญ่คือ Sadiq Khan นายกเทศมนตรีของลอนดอน ซึ่งร่วมลงขันไป 45,000 ยูโร

และขณะที่ตัวธุรกิจเพื่อสังคมนี้เติบโต เหล่าเชฟที่ Migrateful ช่วยเหลือก็ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสวยงาม ตัวอย่างเช่น เชฟ Majeda จากซีเรีย ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นเชฟที่นี่ ก่อนจะได้มีโอกาสเปิดธุรกิจของตัวเองในเวลาต่อมา

Migrateful จึงนับเป็นตัวอย่างของประตูที่ช่วยให้กลุ่มคนที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังในสังคมก้าวสู่ชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง ที่สำคัญคือ เป็นการก้าวไปด้วยการใช้ทักษะที่พวกเขาชื่นชอบและเชี่ยวชาญ

คงจะดีถ้ามีประตูเช่นนี้เปิดขึ้นทุกหนทุกแห่งในสังคม เป็นโอกาสให้ทุกคนได้แสดงศักยภาพและเติบโตงดงามในแบบของตัวเอง 

เรื่องราวหลังคลาสสอนทำอาหารจานเด็ดจากบ้านเกิดผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ที่ยกระดับชีวิตคนสอนและเปิดโลกผู้เรียน

ข้อมูลอ้างอิง

www.migrateful.org

www.spacehive.com

www.nesta.org.uk

www.theguardian.com

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load