คุณว่าเรื่องบังเอิญ ถูกโชคชะตากำหนดไว้หรือไม่

เรื่องราวของบ้านอายุ 87 ปีและเจ้าของบ้านนี้มีแต่ความบังเอิญ

บังเอิญได้กลับมาพบรักกัน หลังแยกย้ายไปเรียนต่อนับ 10 ปี

บังเอิญได้ซื้อบ้านตัวเองคืน หลังเปลี่ยนมือไปเกือบ 30 ปี

บังเอิญได้เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ ก่อนเปิดกล้องเพียง 2 วัน

เราเองก็บังเอิญไปรู้เรื่องนี้เข้า ก่อนไปภูเก็ต 5 วัน เลยได้นัด ตี่-วีระชัย และ ขวัญ-กนกพรรณ ปรานวีระไพบูลย์ สองเจ้าของบ้านด้วยความตั้งใจ

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

ในตอนจบสุดท้ายนิยายรัก มักให้คนห่างไกลได้ย้อนกลับ กลับมาเพื่อพบเจอ บอกรักเธออีกครั้ง

ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยม ตี่ คือลูกหลานเจ้าของบ้านเลขที่ 65 ย่านในเหมือง ส่วนขวัญ บ้านอยู่ถนนถัดไป ถ้าให้เล่าแบบละครนิดหน่อย เธอบอกว่าตอนนั้นไม่ค่อยสนิทและหมั่นไส้มาก เขาทั้งรวยแถมยังเรียนเก่ง ทั้งที่เป็นเด็กหลังห้อง

เมื่อเรียนจบ ต่างคนต่างไปเรียนต่อ ทีแรกตี่ไม่ได้ตั้งใจกลับมาปักหลักที่บ้านเกิด เขาอยากเป็นสถาปนิกในเมืองหลวง แต่วิกฤตต้มยำกุ้งก็พาเขากลับมาเริ่มต้นชีวิตที่ภูเก็ต ไม่กี่ปีต่อมาก็ถึงตาขวัญหลบเรินบ้าง เลยทำให้ทั้งคู่มีโอกาสได้เจอกัน

21 ปีผ่านไป (รวบรัดเลย) ตี่กลายเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบ ROOF Design & Management Co.,Ltd. ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม Blu Monkey คาเฟ่ Good Café ร้านอาหาร Good•for•rest ร่วมกับขวัญ ซึ่งทำงานด้าน Gastronomy ให้กับทางเทศบาลนครภูเก็ตและเป็นตัวแทนเทศบาลฯ ประสานงานกับเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO ไปด้วย

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
ลูกกรงแบบที่ไม่ค่อยมีในไทย พบในปีนัง สิงคโปร์ ซึ่งลายแต่ละที่ไม่เหมือนกัน

แต่ความรัก (บ้าน) ดูเหมือนเลือนราง ปลายทางไม่เป็นดังใจ

“บ้านนี้ยุคคุณตา หรือ อาก๊อง-โฮ่เสง แซ่อ๋อง อดีตนายเหมือง เป็นบ้านของคนภูเก็ตจริงๆ เพราะเส้นนี้คือถนนดีบุก สมัยก่อนเป็นเหมืองแร่ คนที่ทำเหมืองมาสร้างบ้านกัน” สถาปนิกเจ้าของบ้านแบบเปอรานากันเริ่มต้นเล่า พร้อมเชื้อเชิญเราเดินผ่านส่วนหน้าบ้าน ห้องรับแขก เข้าไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวในโถงกลาง ข้างๆ เป็นจิ้มแจ้ ช่องแสงควบตำแหน่งบ่อน้ำ ถัดไปด้านหลังเป็นครัว

บ้านหน้ากว้างเกิน 4.5 เมตร ยาว 45 เมตร ขนาดพื้นที่ใช้สอยกว่า 300 ตารางเมตร แบ่งเป็นสามตอน วางตัวในแนวลึกจากถนนถลางจรดซอยสุ่นอุทิศ ส่วนการจัดวางข้าวของ-สารพัดเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ที่รายล้อม ทำให้รู้สึกราวกับนั่งอยู่ในมิวเซียม

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
บ่อน้ำที่ยังใช้อยู่จริง ตี่สันนิษฐานว่าเกิดจากการตั้งรกรากด้วยสายน้ำ ซึ่งทุกบ้านมีบ่อใต้ดินนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกัน

“คนภายนอกเห็นอยู่บ้านแบบนี้ จะจินตนาการว่ารวย อลังการ แต่เขาไม่รู้หรอกว่าข้างในนี้อยู่กันหกถึงเจ็ดครอบครัวใหญ่ แย่งที่นอนกัน” เขาเล่าต่อกลั้วเสียงหัวเราะ

“เอาจริงๆ เด็กๆ อยากย้ายออกทุกวัน ยิ่งเราเรียนสถาปัตย์ เฮ้ย ชีวิตมันไม่มินิมอลว่ะ เราหลงใหลในโมเดิร์นดีไซน์ แล้วทุกคนเป็นเหมือนกัน อยากไปอยู่หมู่บ้านจัดสรรทรงยุโรป ปูกระเบื้อง มีรั้ว มีแอร์ มีชักโครก พอเราอายุสิบแปดประมาณ พ.ศ. 2534 หลังคุณตาเสีย บ้านนี้ถูกขายไป ตอนนั้นไม่มีใครเสียใจเลยนะ ทุกคนดีใจ เพราะจะได้ย้ายไปอยู่บ้านใหม่กัน”

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
เพดานสูงโปร่ง ช่วยไหลเวียนอากาศ บ้านจึงเย็นสบายจากแอร์ธรรมชาติตลอดทั้งวัน

“แต่ตลกมาก วันหนึ่งเราได้ดูหนังสิงคโปร์เรื่อง The Little Nyonya ที่เกี่ยวกับวิถีชีวิต เป็นภาพสะท้อนเหมือนบ้านเก่าเลย เราก็ไม่รู้เป็นเพราะว่าวัยหรือยุคสมัยที่เรื่องพวกนี้มันกลับมามีคุณค่า คนไทยก็ทิ้งเรื่องรากเหง้าของตัวเองไประยะหนึ่ง แล้วหนังมันมากระตุกว่า เฮ้ย ไม่นะ จริงๆ ทุกรากมันก็มีค่า คุณกำลังจะตัดรากตัวเองแล้วไปต่อรากใหม่

“แล้วลูกสาวคนโตเป็นคนบอกเองว่า ปะป๊า เราเคยมีบ้านแบบนี้ ทำไมไม่หาซื้อบ้านแบบนี้แล้วมาทำอะไรแบบนี้ล่ะ จากนั้นก็ดูบ้านมาตลอด เริ่มมองจากเฟอร์นิเจอร์ ของเก่าๆ ที่เคยมี ซึ่งกองๆ อยู่ ไม่เคยสนใจเลย คราวนี้ไปไหนมาไหนก็เริ่มสะสมไว้” หลังพูดจบ เขาก็พาเดินสำรวจทุกซอกมุมบ้าน พลันสายตาเราสะดุดตาเข้ากับตู้เซฟสีเขียวใบเขื่องที่อยู่ในบ้านตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ที่เมื่อก่อนใช้เก็บใบรับรองการศึกษาของลูกๆ หลานๆ

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

กีดกันด้วยเวลาฉันยินดีรอ แต่กีดกั้นด้วยชะตาฉันคงต้องยอมพ่ายแพ้ ใช่ไหม (ไม่!)

“รอมาสิบสามปี เพิ่งได้ซื้อเมื่อสามปีก่อน พอดีคนขับรถเจ้าของบ้านแอบได้ยินว่าแกจะขาย เลยมาบอกเรา” ขวัญ ผู้บังเอิญจะซื้อบ้านเก่าของสามีคืนเริ่มต้นเล่าด้วยความตื่นเต้น

บ้านเปลี่ยนมือไปเป็นของ คุณพรรณี บำรุงผล ภริยาอดีตกงสุลอังกฤษประจำฮ่องกงราว 30 ปี แต่ยังคงเก็บบันทึกความทรงจำไว้ให้ ของบางชิ้นยังอยู่เหมือนเดิม หลายชิ้นเติมแต่งเข้ามาโดยคุณพรรณี นักประมูล ผู้ชื่นชอบสะสมของเก่า โดยเฉพาะ ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ บางชิ้นมีความเป็นเปอรานากัน บางชิ้นก็สไตล์ยุโรปจากอังกฤษบ้าง ฮอลแลนด์บ้าง บางชิ้นเดินทางมาจากจีนกวางตุ้ง-ฮ่องกง บางชิ้นอายุเกิน 200 ปีก็มี ส่วนบ้านได้รับการดูแลอย่างดี ไม่เคยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใดๆ

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
กระเบื้องทำมือสไตล์เปอรานากันที่อายุเท่าบ้าน

“เรื่องมันมีอยู่ว่า…” เธอเกริ่น

“แกบอกว่า นอนอยู่บ้านนี้แล้วฝันถึงผู้ชายคนหนึ่งใส่สูทขาว ทีแรกแกก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เลยไปถามคนแถวนี้ว่าลูกหลานเขาไปอยู่ไหนกัน จนมาเจอคุณแม่ที่ร้าน ช่วงตรุษจีนเลยขอเข้ามาตั้งโต๊ะไหว้ จากนั้นก็มาทุกปี

“เรารู้ว่าพี่ตี่เขารักและผูกพันอยู่แล้ว ยิ่งเราเป็นคนที่ชอบวัฒนธรรมภูเก็ต พอเรามาได้สัมผัส ได้มาเห็นบ้านยิ่งชอบ ลูกสาวมาด้วยก็ชอบ เพราะไปภูเก็ตสเก็ชเชอร์วอล์กตามเมืองเก่าที่พ่อเขาจัด เหมือนได้ปลูกฝังเขาตั้งแต่เด็ก พอเห็น ก็อยากมาอยู่ อยากได้บ้านคืน แต่พอหลังไหว้เสร็จ ก็ไม่เคยกล้าคุยกับแกนะว่าสนใจอยากซื้อ”

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
หน้าต่างซ้อนหน้าต่างที่ซ่อนดีเทลการออกแบบไว้เพื่อระบายอากาศ หากฝนตกก็เปิดได้และมีลูกกรงเพื่อความปลอดภัยอีกชั้น

13 ปีผ่านไป เมื่อสามีเสียชีวิต คุณพรรณีตัดสินใจขายบ้าน โอกาสที่รอคอยก็เดินทางมาเคาะประตูแบบที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว

“เราเดินทางไปต่างจังหวัด เลยรีบโทรไปถามราคา แล้วก็ตกลงกันในโทรศัพท์ว่าให้รอก่อนนะ วางเงินจองไว้ เดี๋ยวกลับไปพรุ่งนี้ จะทำสัญญาเลย อุปสรรคหลังจากนี้ก็เรื่องเงิน มูลค่ามันเยอะ ทำเรื่องอยู่หลายธนาคาร จนบังเอิญไปหาอีกธนาคารหนึ่ง ทีแรกไปคุยเรื่องบ้านหลังอื่น คุยไปคุยมาลองถามว่าจะมากู้บ้านเก่าได้ไหม ผู้จัดการเขาถามว่าได้มายังไง เพราะรู้มาว่าในย่านนี้ไม่มีใครขายบ้าน ที่ขายก็สภาพไม่ดีเท่านี้ พอเขารู้ว่าเป็นลูกหลานก็ไม่แปลกใจ

“ปรากฏว่าธนาคารนี้จบเร็วมาก สองอาทิตย์โอนเลย พอโอนปุ๊บ คุณพรรณีก็บอกว่า เนี่ยซื้อไว้สิเลขบ้านน่ะ ฉันก็ซื้อไว้แล้วนะ ซึ่งปกติไม่เล่นหวย แต่ไหนๆ ก็มีคนทักเลยซื้อไว้ แล้วงวดนั้นออก 65 ตรงๆ ขนลุกเลยสิบสามใบ”

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
ตู้สไตล์เปอรานากัน ทรงแบบยุโรป แต่เป็นขาสิงห์ แกะสลักหน้าบานแบบจีน

“กว่าจะได้มาก็แรงอธิษฐานด้วยมั้ง อธิษฐานว่า อากง ถ้าอยากให้ได้กลับมาเป็นของลูกหลาน ก็ช่วยดลบันดาลให้ได้กลับมานะ ช่วยกันหลายคนเลยตอนนั้น

“และเราว่าเป็นเรื่องจังหวะเวลาของมันด้วย มันยากมากที่เขาจะขาย แล้วขายให้เราอีก ซึ่งถ้าไปขายให้คนอื่นอาจได้ราคาเยอะกว่านี้ก็ได้ หรือเก็บไว้ให้ลูกแกก็ได้ แต่แกบอกว่า ‘เจ้าของบ้านเขาเลือกคนซื้อแล้ว’ คำนี้เลย ซึ่งรอบนี้แกฝันถึงอากง ในฝันถามชื่อด้วย ตอนมาเล่าบอกชื่อได้ตรงเป๊ะ เลยขนลุก เพราะเราเป็นคนที่ไม่ได้เชื่อเรื่องพวกนี้ แล้วก็ไม่ได้มีจิตสัมผัส แต่คุณพรรณีบอกแกมีนะ

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
โถงชั้นสอง ที่เด็กชายตี่ต้องนอนปูผ้าเรียงกัน

“จริงๆ ก่อนหน้านี้มีหลายหลังเสนอมา เราก็เกือบซื้อหลายหลังนะ บ้านสไตล์เดียวกัน คนละถนน แต่เรามีเอ๊ะ มีนึกในหัวว่ารอบ้านอีกหลังดีกว่า หรือเราน่าจะอยู่บ้านหลังนู้น แล้วคิดอีกว่าถ้าบ้านหลังนี้ขายล่ะ เลยเผื่อใจรอ ไม่ตัดสินใจ แบบขอรอก่อนอีกนิดแล้วกัน จนสิบกว่าปี” เจ้าของบ้านเก่าเล่าใหม่อย่างออกรส เมื่อนึกย้อนไปถึงวันนั้น

 “…กีดกั้นด้วยเวลาฉันยินดีรอ” เราแซว

“ใช่ๆ เหมือนซีรีส์เลยเนอะ พอถึงเวลาเขาได้คู่กัน ส่วนเราได้เป็นเจ้าของบ้าน” เธอรีบตอบรับพร้อมเสียงหัวเราะ

แม้แรกเจอต่างคนไม่รู้จัก แต่ปักใจเพียงครั้งเดียว ติดในใจชั่วกาล

ความบังเอิญอย่างสุดท้ายของบ้านหลังนี้ คือการได้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากบ้านของ ‘เต๋’ พระเอกในซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ กำกับและเขียนบทโดย บอส-นฤเบศ กูโน ผลิตโดย นาดาวบางกอก ร่วมกับ LINE TV ซึ่งกำลังจะออกอากาศภาคสองเดือนมีนาคมนี้

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
ตกแต่งลูกฟักและช่องเปิดด้วยกระจกสีที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมโกธิก

“ช่วงหลัง COVID-19 ทีมงานมาพักที่โรงแรมเรา แบบปิดโรงแรมเลยเดือนหนึ่ง แล้วน้องที่เป็นเซลล์รู้จักกับทีมงานคนหนึ่ง ซึ่งระหว่างถ่ายน้องๆ เขาก็ช่วยเหลือกันว่าขาดเหลืออะไร ทีมงานก็บอกว่ายังขาดเฟอร์นิเจอร์บางชิ้น เขาเลยบอกให้ลองไปดูที่บ้านเจ้านายน่าจะมี

“พอทุกคนเห็นบ้านก็ตะลึง แล้วพูดว่านี่คือโลเคชันในฝันที่ของซีรีส์เรื่องนี้เลย ห้องนั่งเล่นได้ ห้องนอนได้ ห้องทานข้าวได้ ห้องครัว ได้ทั้งเรื่อง

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

“คุณบอส ผู้กำกับ เขาก็รีบโทรหาคุณย้ง ตกบ่ายเขาขอถ่ายรูปบล็อกช็อต แล้วขอตกลงเช่าใช้สถานที่วันนั้นเลย เราก็ยินดีมาก

“เขาบอกเราว่าก่อนหน้านี้ ทีมงานมาเดินสำรวจบ้านทุกหลังในเส้นนี้ แล้วก็ไปติดต่อหลายๆ ที่ไว้แล้ว แต่บ้านเราปิดไว้ ซึ่งไม่เคยมีใครได้เห็นข้างใน” ชายเจ้าของโลเคชันฟ้าประทานเล่าระหว่างเดินขึ้นชั้นสองไปยังดาดฟ้า ก่อนชวนเราถ่ายภาพตามรอยซีรีส์ในมุมเดียวกันเปี๊ยบ

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

“เราชื่นชมเขานะ ที่ถ่ายทอดความเป็นวิถีเดิมของคนภูเก็ตผ่านตัวละคร เรื่องราว สถานที่ต่างๆ และทำการบ้านได้ดีมาก ขนาดตัวเราเองอยู่มาจนจะห้าสิบแล้ว ยังไม่รู้เลยว่ามีบ้านที่ทะลุไปศาลเจ้าแสงธรรมได้ เขาเอาเกร็ดแบบนี้ใส่เข้าไปในบทละครว่า โอ้เอ๋วกับเต๋เดินทะลุทางเข้าในบ้านออกไปที่ศาลเจ้า” แฟนซีรีส์ตัวยงช่วยเสริมเรื่องราว Behind the Scenes

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

ยามที่เราทั้งสองได้พานพบ ลบเรื่องราวอดีตที่ร้าวราน เธอคือความรักแท้ ที่ฉันหามาเนิ่นนาน

“ทีแรกจะรีโนเวตบ้านให้โมเดิร์นขึ้น ให้ทันสมัยเหมือนสิงคโปร์ หลังซีรีส์มาถ่าย คิดว่าคงไม่เปลี่ยนแล้ว คุณพรรณี เธอรักบ้าน รักเฟอร์นิเจอร์ เลยดูแลไว้ดีมาก มากจนขนาดขายให้เราแล้ว ยังเข้ามาดูแลให้ น้ำ ไฟ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างตรุษจีนปีล่าสุดก่อนที่แกเสีย ก็ซื้อที่ห้อยตรุษจีนอันใหม่มาแขวนหน้าบ้านให้ เพราะของเก่ามันซีดแล้ว”

ตี่เล่าต่อว่า หลังซื้อบ้าน คนที่ดีใจและภูมิใจที่สุดคือคุณแม่ เธอมีความสุขมากเวลาได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ยิ่งพอเวลาผ่านไป ทุกคนก็ดีใจด้วย ทั้งญาติๆ คนรอบข้างทั้งซอยยังตามมาแสดงความยินดีที่คนคุ้นเคยจะกลับมาอยู่

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

“เราอยากเก็บไว้และสานต่อให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่สวยงามแล้วก็มีคุณค่า อยากส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานในสภาพที่ดี จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ด้วยว่าภูเก็ตยุคสมัยหนึ่ง มีบ้านแบบนี้แค่ช่วงสองถึงสามถนนในย่านเมืองเก่า ซึ่งมันสร้างเรื่องราวขึ้นใหม่ไม่ได้ และแอนทีคจนประเมินค่าไม่ได้แล้ว

“หลายครั้งที่ได้มา มีเรื่องราวภายใต้ดีไซน์หรือแปลนบางอย่างย้อนกลับมาเยอะเลย ตอนเด็กๆ เราก็ไม่รู้ว่าอยู่เพราะอะไร จำภาพได้ว่าแสงตรงนี้ดีมาก อยู่ได้ทั้งวัน นอน อ่านหนังสือ มีบันไดวนที่เราใช้เป็นสนามเด็กเล่นวิ่งขึ้นลง โถงหน้าบ้านที่เป็นลานตีปิงปอง ครัวที่เคยช่วยผู้ใหญ่ทำอาหาร เลยทำให้เรากลายเป็นคนชอบเข้าครัว”

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
บันไดวนเหล็ก ร่องรอยความรุ่งเรืองในยุคเหมืองแร่ของภูเก็ต

นอกจากเป็นบ้านที่ครอบครัวปรานวีระไพบูลย์อยากกลับมาอยู่ ในอนาคตพวกเขาอาจเปิดให้เข้าชมได้ แต่จะเป็นรูปแบบไหนต้องติดตามตอนต่อไป

“เรามีโอกาสได้พารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาของรัฐหนึ่งในอเมริกามาเยี่ยมชมบ้านพร้อมท่านผู้ว่า เราก็รู้สึกภูมิใจนะที่บ้านเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูเก็ต ถ่ายทอดความเป็นอยู่ของคนที่นี่ อย่างน้อยได้ช่วยประชาสัมพันธ์ในเชิงวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เพราะว่าแน่นอนมันเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เลยคิดว่าถ้ามีเรื่องอาหารด้วย คนจะได้ประสบการณ์อีกรูปแบบ ซึ่งหายากมากๆ ในภูเก็ต

“คุยกันว่าเราจะทำโมเดลไหนดีที่เปิดให้เข้านะ แต่เก็บความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัยของเราด้วย อาจทำเป็น Chef’s Table หรือเป็นเวิร์กช็อปสอนทำขนม เราเองโตมากับที่บ้านขายขนมโบราณ ขนมเทียน โกสุ้ย อังกู๊ หรือทำเรื่องเสื้อผ้าสไตล์บาบ๋า ย่าหยา ก็อาจจะมีเสื้อแบบโบราณหรือผ้าที่เราสะสมมาจัดแสดงให้ความรู้ และนัดก่อนเข้ามาชม” หญิงในชุดบาบ๋าเล่าถึงอนาคตด้วยแววตาเปล่งประกาย

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

ทั้งคู่เชื่อเหมือนกันว่าการพัฒนาเป็นการอนุรักษ์อย่างหนึ่ง โดยรากคือสิ่งที่เกิดขึ้นและส่งต่อมาเรื่อยๆ เป็นสารตั้งต้นหรือมรดกที่มีคุณค่ามากพอให้รักษาแล้วพัฒนาต่อ อาจไม่ใช่ฟังก์ชันเดิม แต่บาลานซ์ว่าอันไหนเก่า อยากเก็บอดีตก็เก็บไป อันไหนต้องร่วมสมัยเพื่อให้ไปต่อได้ก็ทำ

“เราก็อยากสื่อสารกับคนรุ่นใหม่หรือรุ่นเราบางคนว่าการรักษามีทางของมัน ไม่จำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้หรือคงไว้เหมือนเดิม เราเคยผ่านจุดที่เป็นเด็กรุ่นใหม่แล้วไม่ค่อยอินกับของพวกนี้ เลยอยากทำให้เป็นโมเดลให้เห็นและส่งต่อว่าทำแบบนี้ได้ ถัดมาเราก็ต้องตีความว่าตอนนี้สังคมต้องการอะไร บริบทจะเป็นอะไร อย่างละครทำให้การท่องเที่ยวภูเก็ตบูมขึ้นเยอะในสถานการณ์ COVID-19 เราก็อยากขยี้ตรงนั้นต่อ

“และการกลับมาใหม่ เราอยากเห็นภาพของคำว่ายั่งยืน การอยู่ต่อไป ไม่ใช่การฉกฉวยโอกาส หรือว่าหากินอย่างเดียว ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ถ้าจัดการดีๆ ก็ยั่งยืนได้” เขาว่า

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
ขนบความงามตามแบบบ้านโบราณด้วยช่องเปิดที่วางแปลนให้ตรงกันหมด

“ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในซีรีส์ เพราะมันอยู่ตลอดไป ย้อนมาดูเมื่อไหร่ก็ได้ เหมือนสมัยนั้นที่เราดู The Little Nyonya ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งในการเล่าเรื่องเรื่องราวประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมให้คนรุ่นใหม่ ได้รู้จักภูเก็ตในอีกแง่มุมหนึ่ง นอกจากจุดเช็กอิน อย่างทะเล ภูเขา ได้มาสัมผัสและซึมซับวัฒนธรรม

“อยากให้บ้านโบราณทำให้คนกลับมาดูแล้วบอกว่า เฮ้ย! สวยจัง แทนที่จะบอกว่าโบร้าณ โบราณ เหมือนยุคหนึ่งที่เรามองบ้านแบบนี้ว่า หูย ไม่เอา มันเชย” เธอทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

Avatar

ธาม โรจนอุดมวุฒิกุล

อดีตช่างภาพอิสระ คิดว่าการเล่าเรื่องด้วยภาพสำคัญไม่แพ้ตัวอักษร ชอบกินกาแฟในวันที่นอนเยอะ และกินโกโก้ในวันที่นอนน้อย แพ้แมวเวลาทำเสียงกรน ในอนาคตอยากทำเพลงของตัวเองสักเพลง (ถ้าเป็นไปได้)

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

คุณพอจะมีเวลาสัก 2 – 3 นาทีไหม?

เปล่าชวนทำงานผ่านเน็ตที่บ้าน แต่เรากำลังจะพาไปเยี่ยมบ้านที่กลายมาเป็นที่ทำงานทุกวันของ โปเต้-วิภาวัส ดาราพงศ์ และ กีวี่-กวิตา ศรีสันต์ สองหุ้นส่วน TA.THA.TA แบรนด์กระเป๋าผ้าดีไซน์สวย

โปเต้-วิภาวัส ดาราพงศ์ และ กีวี่-กวิตา ศรีสันต์

หลังประตูรั้วบานใหญ่ตรงหน้าคือสตูดิโอสีขาวสะอาด ไม่บอกก็แทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าตึกหน้าแคบแห่งนี้เคยรับหน้าที่เป็นโรงจอดรถเก่ามาก่อน

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

“เรารู้สึกว่ามันเป็นบ้านมากกว่าออฟฟิศ” โปเต้เอ่ยขณะกำลังง่วนอยู่กับการจัดแจงโต๊ะที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ตัดเย็บกระเป๋าบนชั้น 3 ของ TA.THA.TA Studio ก่อนเริ่มต้นเล่าเรื่องโฮมออฟฟิศขนาดอบอุ่นนี้ให้เราฟัง

รู้จักใครที่เล่นอินเทอร์เน็ตวันละ 2 – 3 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวันบ้างหรือเปล่า?

เริ่มแรก TA.THA.TA ลงทุนด้วยเงินเพียง 3,000 บาท โปเต้ออกแบบและตัดเย็บกระเป๋าคุณภาพดีด้วยมือลงขายในแฟนเพจ จาก 1 ใบ เป็น 2 ใบ จาก 2 เป็น 3 จาก 3 เป็น 4 ที่ต่อยอดไปเรื่อยๆ ด้วยฝีมือ ฝีเข็ม และด้วยกำไร 

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

เหมือนสูตรสำเร็จที่ได้ยินบ่อย แต่พิสูจน์แล้วว่าของที่เราเองยังอยากใช้ คิดทุกใบให้หน้าตาแบบที่ตัวเองชอบ ใส่ใจทุกรายละเอียดการผลิตและมองหาสิ่งที่ตลาดยังไม่มีนั้น มีลู่ทางให้ไปต่อได้เสมอ

จากอยากทำก็กลายเป็นชอบ จากชอบกลายเป็นรัก และเพราะรักโปเต้ก็ลงมือทำให้กลายเป็นงานอดิเรกที่จริงจังขึ้น ตอนเช้าเธอออกไปทำงานประจำ ตอนเย็นก็กลับมาทำกระเป๋า พอเสาร์-อาทิตย์ก็ไปขายที่ Aree Garden ก่อนชักชวนกีวี่ เพื่อนร่วมงาน มาทำด้วยกัน

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งคู่ลาออกจากงานประจำมาปั้นฝันให้ใหญ่ขึ้น คือการสมัครเข้าโครงการ Talent Thai กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จากที่คิดว่าจะทำขายออนไลน์ เมื่อมองเห็นทางไปต่อและไม่อยากให้กระเป๋าที่พวกเธอหลงรักเป็นแค่งานอดิเรกอีกแล้ว ทั้งคู่ชักชวนกันออกจากงานประจำ มาทำกระเป๋าอย่างจริงจัง

ระยะเวลา 6 ปี กระเป๋าของพวกเธอเดินทางไกลไปอีกซีกโลก จนได้วางขายที่ยุโรปอย่างในสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ฝรั่งเศส และเยอรมนี ที่ฟังแล้วใจพองไปด้วย

แม้จะเติบโตไปอีกขั้น แต่วิธีทำงานของทั้งคู่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ไม่ว่าจะไปออกร้านที่ไหน โปเต้และกีวีก็ยังไปขายด้วยตัวเองเสมอ เพราะอยากเจอ อยากรู้จัก และได้พูดคุยกับลูกค้าเหมือนอย่างวันแรก 

งานนี้ทำที่บ้านได้

เมื่องานอดิเรกกลายมาเป็นงานหลัก… เริ่มต้นทั้งคู่ใช้บ้านหลังเก่าอายุหลักเลขสามของครอบครัวเป็นห้องทำงาน

หน้าต่างน้อย ห้องมืด และอัดแน่นไปด้วยกระเป๋าที่มากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมส่งผลกับงานออกแบบ พวกเธอเลยตัดสินใจทุบโรงจอดรถข้างบ้านและวาดแบบหน้าตาสตูดิโอที่เธออยากอยู่ในมืออย่างเรียบง่าย โจทย์คือโปร่งโล่ง และแสงที่เอื้อต่อการนั่งทำงานมากที่สุด ก่อนส่งต่อให้สถาปนิกขึ้นแบบโครงสร้างให้ทั้งหมด

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

TA.THA.TA (ตถตา) ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ‘เป็นจริงเช่นนั้นเอง’ ถ้าคำนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นก็คล้ายกับ ‘วาบิซาบิ’ ที่แปลว่า ‘สัจจะวัสดุ’ แก่นแนวคิดนี้ส่งต่อมาถึงโฮมออฟฟิศของพวกเธอด้วย ฉะนั้น ที่นี่เลยเน้นเผยพื้นผิวของเหล็ก คอนกรีต และไม้อย่างเป็นธรรมชาติและเป็นจริงเช่นนั้นเอง

ตึกหน้ากว้างเพียง 4 เมตร ยาว 8 เมตร และสูง 3 ชั้นครึ่ง มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 200 ตารางเมตร พื้นที่เล็กๆ แต่ด้านในกลับไม่ดูแคบ เพราะด้านหน้าอาคารหันหน้ารับแสงแดดและต้นไม้ใหญ่ทางทิศตะวันออก เปิดช่องแสงจนสว่างพอที่จะนั่งทำงานได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ผ่านฟาซาด (Façade) แบบ 2 ชั้น หรือ Double Skin ที่ชั้นในกรุกระจกเต็มผืน และชั้นนอกสุดปูตะแกรงเหล็กฉีกทาสีขาวหลายแพตเทิร์น 

ฟาซาดแบบนี้เป็นไอเดียที่ได้ทั้งความเก๋เท่และฟังก์ชันที่ช่วยพรางสายตาจากข้างนอก รวมถึงช่วยกรองปริมานแสง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อนั่งทำงานด้านในก็จะไม่รู้สึกอึดอัด ทึบตัน เพราะช่องของเหล็กฉีก เมื่อมองลอดจากด้านในออกไปยังเห็นต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่แผ่กระจายให้ร่มเงาพ่วงจุดพักสายตาในบางเวลา

และตะแกรงเหล็กฉีกสีขาวนี้ยังนำมาใช้กับช่องเปิดอื่นๆ และราวกันตกด้วย ซึ่งหลอกตาให้พื้นที่ดูโปร่งโล่ง ไม่อึดอัดได้อย่างแนบเนียนและน่ารัก

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

พื้นที่ทั้งสามชั้นของ TA.THA.TA Studio ถูกวางฟังก์ชั้นอย่างเรียบง่าย ชั้นแรกเป็นที่สต๊อกสินค้าเพื่อให้ง่ายต่อการขนส่ง ส่วนชั้น 2 เป็นที่ QC ตรวจคุณภาพสินค้าและประกอบส่วนที่เป็นแฮนด์เมดบางอย่างเช่น หูกระเป๋าหรือบางรุ่นที่ต้องดีไซน์ลวดลายด้วยมือ ชั้น 3 เป็นพื้นที่ทำงานของโปเต้กับกีวี่ ส่วนหลังคาจั่วที่มองเห็นจากด้านนอกเป็นพื้นที่ชั้นลอยที่เจ้าตัวบอกว่าอาจจะทำห้องนอนใต้หลังคา หรือพื้นที่นั่งเล่นในอนาคต

เพราะมีพื้นที่ไม่มาก ห้องน้ำเลยถูกออกแบบให้ยื่นออกไปด้านนอกระหว่างชั้น 2 กับชั้น 3 ต่อเนื่องไปยังชั้นหนึ่งซึ่งเตรียมไว้เป็นห้องเก็บของโดยเสริมคานรับ

ทั้งคู่ตกแต่งภายในเอง เน้นเติมความอบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนและเรียกความสดชื่นด้วยสีเขียวของต้นไม้แซมไปกับเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งบางชิ้นเป็นของเก่าที่มีอยู่แล้ว บางชิ้นเจ้าตัวก็ไปเลือกซื้อเอง โปเต้กระซิบว่า “เลือกแบบถูกและประหยัด” อย่างโต๊ะไม้นี้เธอก็เลือกซื้อมาแค่โครงขา ส่วนท็อปโต๊ะก็ให้ช่างไม้ตัดมาให้ 

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

ส่วนของแต่งบ้านและของกระจุกกระจิกที่ประดับอยู่ทุกมุมห้องมาจากของสะสมที่ทั้งคู่ยอมรับตรงๆ ว่ามีแต่ของ “หน้าตาประหลาด” ทั้งนั้น

“เราเป็นคนชอบของหน้าตาประหลาด อย่างกระจกสีแดงรูปหน้าคนที่ใครมาแล้วก็ชอบเอาไปถ่ายรูปมาก หน้าตามันจะเพี้ยนๆ ที่เห็นแล้วถ้าไม่ซื้อคงเสียดาย มีหุ่นจำลองร่างกายมนุษย์ด้วยนะ ซื้อมาจากแถวกำแพงเพชร เป็นของมือสองเหมือนกัน อายุ 20 กว่าปี ตอนแรกกลัวมากเลย แต่ว่าไม่มีอะไร ถ้าเกิดมีก็คงเอาไปทิ้ง (หัวเราะ) กีวี่เองก็ชอบของแปลกๆ แบบนี้เหมือนกัน ส่วนมากเราไปซื้อจากร้านที่เขากำลังจะเจ๊ง อันละ 20 บาท” เธอบอกพลางหยิบนู่นหยิบนี่มาให้เราดูอย่างนึกสนุก

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

“รูปปั้นเหมาเจ๋อตุงตัวมี 2 ตัว ตอนแรกเราเห็นที่ร้านหนึ่งเขาตั้งขายราคาตัวละตัวเป็นแสนเลย ด้านล่างมีตัวเลขรหัสซึ่งผลิตจากอิตาลี  เขาก็บอกว่า ที่ตั้งราคานี้เพราะไม่อยากขาย ยิ่งตอนนี้ราคาขึ้นด้วย น่าจะหายากแล้ว คือเราอยากได้มาก แต่ก็ไม่ได้ซื้อมา จนไปเดินแถวคลองถม” เธอแอบกระซิบพิกัดด้วยเสียงเบาลง ราวกับไม่อยากให้ใครรู้แหล่งขุมทรัพย์ของเธอ “ไปเดินแถวเวิ้งนาครเขษม” เธอเล่าต่อด้วยเสียงเจือหัวเราะ

“มีบ้านหนึ่งเขาขายของเก่า ร้านก็ดูรกมาก มองผ่านๆ รกจนดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่บังเอิญเราไปเห็นตัวนี้เข้า ตั้งไว้ฝุ่นเขรอะเลย เราก็ถามเขาว่าขายมั้ย ปรากฏว่าขายอยู่ที่ 3,000 บาท จังหวะนั้นซื้อแบบไม่คิดเลย เราบอกเขาว่า ‘พี่ ถ้ามีอีกโทรมาตามหน่อยนะ’ เหมือนเขาก็งงๆ เออๆ เดี๋ยวพี่โทรมาตามก็ได้ แล้วก็ได้ตัวข้างล่างมาอีกตัวจริงๆ มีอีกตัวหนึ่งนะ แต่ยังไม่ได้ไปเอาเลย เป็นแบบสีครึ่งตัว แต่อย่าไปแย่งกันนะ (หัวเราะ)

“คือทั้งหมดนี้ก็ได้มาแบบฟลุกๆ เราไม่รู้หรอกว่าตอนนี้มันราคาเท่าไร จะถึงแสนจริงไหม เราชอบแล้วเรารู้สึกว่าว่ามันน่ารักดีแล้วก็มีเลขรหัส ดูเป็นของพิเศษที่เก็บไว้ได้”

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต
TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

“ถ้าถามกีวี่ กีวี่น่าจะชอบโมบายนกตัวนี้ที่ได้มาจากไต้หวัน ตอนแรกได้ตัวเล็กมาก่อน เห็นแล้ว เฮ้ย! ชอบมาก อยากได้มาติดออฟฟิศ ไปยืนดู แล้วก็นึกไม่ออกว่าออฟฟิศควรจะห้อยตัวเล็กหรือตัวใหญ่ถึงจะสวย เลือกกันอยู่นาน จนตัดสินใจว่าตัวเล็กน่าจะใส่กระเป๋าเดินทางกลับมารอด เพราะตัวใหญ่กล่องมันยาว แต่พอห้อยปุ๊บก็รู้สึกว่ามันเล็กไป แล้วพอไปออกงาน BIG+BIH ประมาณ 2 ปีถัดมามั้ง อยู่ดีๆ แบรนด์นี้มาขายด้วย ซึ่งเหลือตัวเดียวอีกแล้ว เป็นตัวโชว์ เราก็เลยเดินไปถามเขาว่าขายมั้ย เขาบอกว่ามันพัง แต่เราดูไม่ออกว่ามันพังยังไง มีรอยนิดหน่อยเองมั้ง เห็นเราอยากได้ เขาก็เลยลดแบบถูกมาก ถูกกว่าที่เราซื้อตัวนั้นอีก”

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต
TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

ที่มาของของแต่ละชิ้นยิ่งฟังยิ่งสนุก ถ้าจะให้เธอเล่าถึงของทุกชิ้นในบ้าน ต้องใช้เวลาค่อนวันแน่ๆ แต่เท่านี้ก็เชื่อหมดใจแล้วว่า ทั้งโปเต้และกีวีชอบสะสมของเล่นหน้าตาแปลกจริงๆ 

“เหมือนว่ารวมทุกอย่างที่เราชอบไว้เลย” เราเอ่ยพลางเคียงคอแทนคำถาม

“ใช่ๆ ชอบแบบไหนเราก็เซฟรูปเก็บไว้ ตอนนั้นคิดกันไว้แค่ว่าอยากให้ตึกนี้สีขาว เพราะว่าของที่เรามีมันสีสันมาก กระเป๋าก็สี ของแต่งบ้านก็สี เราอยากให้ทุกอย่างรวมๆ ในที่นี้แล้วดูไม่แข่งกันเกิน อยากให้ของที่เราเก็บไว้มันเด่น” เธอบอกก่อนพาเราเดินดูรอบๆ ห้องอีกครั้ง

ทำอย่างอื่นเป็นรายได้เสริมด้วยก็ได้

และเมื่องานอดิเรกกลายมาเป็นงานหลัก… หน้าที่งานอดิเรกอย่างใหม่เลยตกเป็นของเจ้าแคคตัสสายพันธุ์ Lophophora ที่เธอบอกว่ากำลังปลูกอย่างจริงจังสุดๆ ถึงขั้นสร้างโรงเรือนหลังเล็กไว้โดยเฉพาะ

แคคตัสสายพันธุ์ Lophophora

บนชั้น 3 ริมโต๊ะทำงาน มุมรับแสงที่ดีที่สุดถูกจับจองจนเต็มพื้นที่ กระถางเพาะพันธุ์ขนาดย่อมอัดแน่นไปด้วยแคคตัสไซส์จิ๋ว ชูคอรับแสงแดดริมกระจกบานใหญ่

“จริงๆ ตรงนี้ไม่ได้ปลูก แต่เป็นที่เพาะต้นเล็ก เพราะตรงนี้แดดมันน้อย มันโดนแค่ช่วงสองโมงถึงสี่ห้าโมง ช่วงเวลามันสั้น และมีพวกที่เอามาเปลี่ยนดิน ที่โรงเรือนมันร้อนก็เลยพามาตากแอร์

แคคตัสสายพันธุ์ Lophophora
ตามไปส่องต่อได้ที่ @cactusmartin

“เรียกว่าทำเป็นรายได้พิเศษ เริ่มจากชอบเลี้ยง ก็เลยลองหาข้อมูลการปลูก-วิธีเพาะเองหมดเลย แล้วเราขายเฉพาะในออนไลน์ ขายได้ก็ขาย บางครั้งก็ลงขายในกลุ่มคนรักแคคตัสในเฟซบุ๊กด้วย แต่เราก็ไม่ได้ทำกลางวันนะ ทำตอนกลางคืน เพราะว่าเพาะตอนกลางวันไม่ได้ มันร้อน กลางคืนก็ยกขึ้นมานั่งทำตรงนี้แหละ ดูหนังไปด้วย” พูดจบ โปเต้ก็ชวนเราเดินไปเยี่ยมโรงเรือนไซส์มินิที่อยู่ข้างบ้าน

ไม่จำกัดเวลาในการทำงาน ความสุขจะขึ้นอยู่กับเวลาในการทำงานจริง

กิจวัตรประจำวันของโปเต้และกีวี่เป็นไปอย่างเรียบง่าย ตื่นเช้าเดินมาทำงาน กลางวันเดินไปกินข้าวในบ้าน และกลับมาทำงานต่อจนเสร็จ

“ตัดเวลาเดินทางออกไปก็ได้ชั่วโมงการทำงานที่มากขึ้นแล้ว” เธอว่า เรารีบพยักหน้าแบบเห็นด้วยสุดๆ

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

“การทำงานที่บ้าน เรารู้สึกว่ามันมีผลต่อคุณภาพชีวิตมากกว่า คือเราวัดไม่ได้ว่ามันส่งผลกับงานว่าทำอยู่บ้านแล้วทำงานนี้ดีมากเลย เพราะว่าชิลล์กว่า ทำอยู่ที่อื่นก็อาจจะได้แบบนี้เหมือนกัน แต่เราอยู่ที่นี่มันใกล้บ้านจนรู้สึกว่ามันคือบ้าน เราไม่รู้ว่ามันเป็นข้อดีหรือข้อเสีย บางคนอาจจะว่าเป็นข้อเสีย เพราะกลายเป็นว่าเราอยู่ที่นี่ได้ถึงสี่ห้าทุ่ม แต่เรากลับไม่รู้สึกอึดอัดว่า เฮ้ย ทำไมยังต้องทำงานอยู่ เรานั่งเปิดคอม ดูหนังไปด้วย แล้วงานก็ทำไปด้วยได้ มันก็เหมือนได้ชั่วโมงการทำงานที่มากขึ้น แล้วปริมาณงานมันก็มากขึ้นตาม

โปเต้-วิภาวัส ดาราพงศ์ และ กีวี่-กวิตา ศรีสันต์

“บางคนถาม ทำไมยังทำกัน 2 คนไหว เราไม่ได้รู้สึกว่างานเยอะจนต้องจ้างคนเพิ่ม เรามีความสุขนะ เพราะมีเวลา เหมือนเราอยู่บ้านแล้วก็ทำอะไรไปด้วย เสาร์-อาทิตย์ถ้าไม่มีอะไรทำเราก็มานั่งทำที่นี่ทุกวัน

“มันก็มีที่ต้องอยู่ทำถึงดึกเลย แต่ว่าก็ไม่ได้ตลอดเวลาขนาดนั้น ทุกคนจะคิดว่าเราทำงานอยู่บ้านแล้วเรามีเวลามาก จะหยุดตอนไหนก็ได้ แต่จริงๆ ไม่ เรายังมีพนักงานที่ต้องดูแล มีของที่ต้องส่ง คือต้องวางแผนดีๆ ว่าช่วงไหนคือช่วงที่เราส่งของไปเมืองนอกเยอะๆ แล้วหลังจากนั้นเราจะหยุดช่วงไหน 

“ทำงานเองที่บ้านต้องมีวินัยมากนะ เพราะถ้าเกิดเป็นคนที่ไม่ยอมตื่นหรือนอนเยอะกว่าจะทำก็แย่เลยอะ ชีวิตก็จะแบบเป๋ๆ”  โปเต้ทิ้งท้าย

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load