The Cloud x The Hero Season3

ใครไม่อยากแก่บ้าง

ความชราเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือการคงไว้ซึ่งการเรียนรู้ที่จะหาความสุข หาสังคมใหม่ๆ และมีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ มากกว่าแค่หายใจ

นี่คือเป้าหมายของ ‘YoungHappy’ ธุรกิจเพื่อผู้สูงอายุขนาดเล็กแต่ฝันใหญ่ อยากให้ผู้สูงอายุในเมืองไทยมีโอกาสหาความสุขในช่วงบั้นปลายชีวิตผ่านแอพพลิเคชัน กิจกรรม และเบอร์โทรศัพท์ให้โทรพูดคุยได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะดำเนินการมาเพียงปีครึ่ง แต่ธุรกิจนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของรายการใหญ่อย่าง Accelerator โครงการบ่มเพาะธุรกิจใหม่ของรัฐบาลมาเลเซีย และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปชนะงานประกวดธุรกิจเพื่อสังคมของสหประชาชาติอีกด้วย

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ฉันได้คุยกับ ณฎา ต้นสวัสดิ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งธุรกิจ YoungHappy และร้าน Indian Indigo เธอเรียนจบการเงินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำธุรกิจส่วนตัวมาตลอดกว่า 15 ปี กระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ชีวิตผ่านมรสุมอย่างหนักจนเธอต้องตั้งหลักและหันหัวเรือชีวิตใหม่ ก่อนจะไหลตามกระแสธารจนได้มาพบกับผู้ร่วมก่อตั้งอีก 3 คน ประกอบด้วย ธนากร พรหมยศ, จุติพร อู่ไพบูลย์ และ ธีรศักดิ์ มูลตุ้ย พวกเขาร่วมงานกันจนออกมาเป็นธุรกิจดีๆ เพื่อคนสำคัญในสังคมเราแบบนี้

แรงจูงใจ วิธีการ และผลกระทบของธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง ต้องลองไปฟัง

คงแก่เรียนเรื่องความสุข

“ธุรกิจที่เคยทำประสบความสำเร็จมากเลยนะ แต่ชีวิตก็มีวิกฤต ต้นปีโดนโกง กลางปีแม่เป็นมะเร็ง ปลายปีเลิกกับสามี ทั้งหมดเกิดภายในปีเดียวกัน แล้วสุดท้ายเราก็วูบในห้องน้ำ พอไปอยู่ในโรงพยาบาล ได้มีเวลานอนคิดว่าสุดท้ายชีวิตเราต้องการอะไร ชีวิตเสียทุกอย่างหมดเลย แต่เรายังมีชีวิต มีลมหายใจ แล้วเราโคตรเห็นคุณค่าของลมหายใจตัวเองเลย” เสียงของณฎาฟังดูมั่นคงเข้มแข็ง แม้พูดถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก

“หลังจากนั้นเราไม่ทำงานเลย เรียนอย่างเดียวปีหนึ่ง เรียนทำขนม เรียนปลูกผัก เรียนย้อมผ้า เรียนเทรดหุ้น เรียนทำโรงแรม เรียนทำร้านอาหาร เรียนด้วยความอยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเราทำอะไรได้ดี แล้วเราชอบอะไร” เธอทบทวนประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยสีสันให้เราฟัง

จากการลองผิดลองถูกและตรวจสอบตนเองจนแน่ใจ นฎาพบว่าตัวเองมีความสุขกับการเลี้ยงลูกทั้งสองคน การทำขนมปัง และการทำอะไรดีๆ ให้คนอื่น ตอนนั้นเธอเริ่มคิดว่าอยากหันไปทำงานมูลนิธิ แต่ธนากร วิศวกรหนุ่มผู้เคยร่วมงานด้วย ชักชวนให้เธอมาทำธุรกิจเพื่อคนรุ่นใหญ่ของสังคมเสียก่อน

สิ่งที่เธอทดลองทำเองในตอนนั้น ช่างคล้ายคลึงกับกิจกรรมต่างๆ ที่ YoungHappy จัดให้เหล่าผู้สูงอายุในตอนนี้ นั่นคือการลองทำกิจกรรมแปลกใหม่ไปเรื่อยๆ จนอาจพบว่าตัวเองถนัดอะไรที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อนก็ได้ เมื่อได้เจอความสุขในแบบที่ต่างไป ชีวิตก็กลับมามีค่าอีกครั้ง

เพราะการค้นพบไม่มีคำว่าสายเกินไป

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ปัญหาเก่าแก่ในสังคมเมือง

จากจุดมุ่งหมายของธุรกิจดังกล่าว กลุ่มเป้าหมายของ YoungHappy จึงเป็นเฉพาะกลุ่มผู้เกษียณอายุ (ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป) ในเมืองกรุง และมีสภาวะร่างกายที่ยังดูแลตัวเองได้ เนื่องจากคนกลุ่มนี้แม้จะสุขภาพกายแข็งแรงดี แต่สุขภาพใจอาจไม่ได้รับการดูแลจนเหงาหงอย ส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่รู้ว่ามีกิจกรรมที่ไหนให้ไป และชุมชนเมืองต่างจากต่างจังหวัดตรงที่ไม่ได้สนิทสนมกันอย่างใกล้ชิด ต่างคนต่างอยู่ในบ้านของตนเอง จึงยิ่งโดดเดี่ยวขึ้นไปอีก

“หากเทียบกับกลุ่มที่ทำอะไรคล้ายๆ กัน เช่น กรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งเราทำงานร่วมกันบ่อยมาก ทางกรมจะเน้นไปด้านผู้ที่ด้อยโอกาสก่อน หรือศูนย์ต่างๆ ของรัฐก็มีกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุฟรีอยู่เพียบ แต่พอเป็นพ่อแม่เราไป เขาจะรู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของเขา คนกลุ่มนี้เลยเป็นช่องว่างในสังคม ไม่รู้จะอยู่ตรงไหน” เธออธิบายเพิ่มเติม

แรงบันดาลใจเริ่มต้นของณฎามาจากตอนที่สอนพ่อแม่ตัวเองใช้แอพ แล้วพบว่าเป็นเรื่องยากลำบากจนน่าประหลาดใจ เมื่อมาทำ YoungHappy เธอจึงลงไปทดลองศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยการเป็นจิตอาสาสอนผู้สูงวัยและผู้ป่วยอัลไซเมอร์ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก “ที่เราสอนเขา สำหรับเรามันโคตรง่าย แต่การสอนเขามันท้าทายมาก พอเขาทำได้เขาเลยรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มาก” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม ความท้าทายนี้เองที่ผลักดันให้เธอมุ่งมั่นทำธุรกิจเพื่อพวกเขาต่อ
YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ถึงจะแก่แต่ก็มีหัวใจ

ในช่วงเวลาที่เข้าไปคลุกคลีกับพี่ป้าน้าอา ณฎาได้เรียนรู้หลายสิ่งเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ที่แตกต่างจากความเข้าใจเดิมของเธอ ตัวอย่างเช่น พวกเขาอยากทำกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ไม่แน่ใจว่ามีกิจกรรมไหนที่ไปทำได้บ้าง หรือพวกเขาอยากทำกิจกรรมกับคนรุ่นเดียวกันมากกว่าคนรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะเขาซึ่งช้ากว่าจะได้ไม่รู้สึกกดดันหรือเป็นตัวถ่วง

“อย่างเรื่องส่งรูปเนี่ย วัยรุ่นไม่เข้าใจจริงๆ นะว่าสวัสดีวันจันทร์ วันอังคาร วันพระ จะส่งมาทำไม พอไปถามเขา เขามีคำตอบ 2 อย่าง อย่างแรก เขาพิมพ์ไม่ไหว ส่งรูปง่ายกว่า และสอง เขาส่งไปให้ใคร เพื่อจะบอกคนนั้นว่า ฉันยังมีชีวิตอยู่นะ อย่าลืมฉัน” นฎาเล่าถึงตัวอย่างการมองในมุมของผู้สูงวัยให้ฟัง

จากบทเรียนต่างๆ ทำให้พวกเธอสรุปสโลแกนของ YoungHappy ออกมาเป็น ‘สนุก มีคุณค่า พึ่งพาตัวเองได้’ นั่นคือเน้นตอบโจทย์ผู้สูงอายุเหล่านี้ ที่ต้องการจะมีความสุข และทำสิ่งดีๆ ให้สังคม โดยไม่เป็นภาระใครนั่นเอง

วิธีการที่เหมาะสมแก่เป้าหมาย

ศูนย์กลางของธุรกิจนี้ คือแอพซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวของผู้สูงวัยแต่ละคน “ในเชิงธุรกิจ เฟซบุ๊กกับไลน์เป็นเหมือนบ้านเช่า แต่แอพเหมือนเป็นบ้านของเราเอง” ณฎาบอกสาเหตุของการเลือกทำแอพ

รวมถึงเหตุผลด้านการใช้งานที่เธอเรียนรู้จากการทำจิตอาสาว่า ผู้สูงวัยจะต้องการให้ได้สิ่งที่ต้องการภายใน 3 คลิก หากเป็นเว็บไซต์หรือบริการผ่านแอพอื่นๆ อาจสร้างความยุ่งยากให้เขามากเกินไป เทียบกับแอพเดียวที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ เช่น มีปุ่มขนาดใหญ่ๆ จะได้กดง่าย หรือมีปุ่มสำหรับโทรศัพท์คุยกับคนจริงๆ เพราะคนกลุ่มนี้ถนัดโทรมากกว่ากรอกรายละเอียดลงทะเบียน

ในแอพมีทั้งบทความที่มีข้อมูลถูกต้องให้อ่านและแชร์ต่อได้ รวมถึงประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ที่ YoungHappy จัดเอง หรือไม่ก็จัดร่วมกับองค์กรอื่น ตั้งแต่การไปเที่ยวด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน เรียนวิธีการทำ CPR เรียนรู้การทำเพจ เขียนโปรแกรม หรือแม้แต่เรียนเป็นบาริสต้าก็มี

สิ่งสำคัญอีกอย่างในแอพคือคอลเซ็นเตอร์ ที่พร้อมให้บริการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม โทรมาได้ทุกเรื่องตั้งแต่ขอความช่วยเหลือเรื่องต่างๆ จนกระทั่งแค่หาเพื่อนพูดคุยแก้เหงา

“บางคนก็เข้าใจนะว่า YoungHappy เป็นออร์แกไนเซอร์จัดงานคนแก่ แต่งานหลักของเราคือทำอะไรก็ได้ให้เขายังแอคทีฟและยังแฮปปี้ ตามชื่อเลย” นฎาเล่าพร้อมรอยยิ้ม “หลังจากนี้เราอยากขยายจนเป็น One-stop Service สำหรับผู้สูงอายุ ในเชิง e-Commerce ด้วย เราอยากขายสิ่งที่เขาต้องการ โดยเลือกก่อนว่ามันโอเคกับเขาจริงๆ”

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว

เมื่อเป็นสมาชิกของ YoungHappy แล้วจะได้อะไรบ้าง

ณฎาตอบโดยเทียบกับประสบการณ์ของเธอเอง “เราย้อนนึกถึงตัวเราเอง พอเราเจอสิ่งที่ชอบ เวลาตื่นมาแล้วชีวิตมีความหมาย เราอยากให้เขาเจอจุดนั้นบ้าง ส่วนเรื่องเพื่อน ตอนเราเรียนก็ได้เจอสังคมใหม่ๆ ต่างจากสังคมเดิมที่เราอยู่มา 15 ปี คนแก่ที่เขาอยู่ออฟฟิศเดิมมา 30 ปี พอเกษียณออกมาก็ไม่เหลือใคร การไปเจอสังคมใหม่ เจอเพื่อนใหม่ น่าจะดีกับเขา”

ยกตัวอย่างกรณีที่เห็นจริง คุณลุงอรรณพ อดีตผู้บริหารเก่าแก่ มาร่วมกิจกรรมของพวกเธอแทบทุกครั้ง ตั้งแต่การเรียนทำเดคูพาจ เรียนการทำธุรกิจขายของออนไลน์ ไปจนถึงเรียนตัดต่อวิดีโอ ก่อนจะประมวลความรู้ทั้งหมดมาเปิดเพจเฟซบุ๊ก ขายที่วางโทรศัพท์ซึ่งทำจากไม้เป็นลายเดคูพาจ จนถึงตอนนี้ก็ยังรักและสนิทสนมกับชุมชนเล็กๆ นี้อยู่ จนภรรยาของแกได้ช่วยทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ของ YoungHappy ไปโดยปริยาย

ไม่เพียงสมาชิกเท่านั้น เจ้าของธุรกิจอย่างณฎาเองก็ได้ฝึกตนเองหลายอย่าง ทั้งเรื่องความใจเย็น และการเรียนรู้ที่จะลดตัวตน เมื่อไม่ว่าจะเถียงอย่างไรก็ไม่มีทางชนะ จึงได้ฝึกพูดคำว่าขอบคุณและขอโทษให้ติดปาก ในขณะเดียวกัน งานนี้ก็ได้มอบความรู้สึกดีๆ ให้ ผ่านการดูแลคนที่ไม่ใช่ญาติผู้ใหญ่ และช่วยให้เขาได้มีความสุข

“อยู่กับคนกลุ่มนี้แล้วเราเองก็ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง เช่นวันก่อนจัดงานฉายหนัง แล้วหน้างานก็ให้เขาเขียน Post-it บอกความฝันของฉัน หลังเลิกงานพี่ก็ไปอ่านดู แล้วพบว่าเขาขออยู่ 2 อย่าง คือขอให้แข็งแรง และขอให้มีความสุข มันเลยเหมือนสะท้อนว่าปลายทางชีวิตของคนคนหนึ่ง ก็ขอแค่นี้หรือเปล่า” ณฎาพูดทั้งรอยยิ้ม

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

หากใครสนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว YoungHappy เริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการโหลดแอพทั้งใน App Store และ Google Play เลย
Facebook : ยังแฮปปี้ YoungHappy

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ถ้าเล่นดนตรีได้ดี เราก็คือพ่อมดแม่มด นลี อินทรนันท์ หรือ ‘ครูเบลล่า’ บอกระหว่างการสนทนา

ผู้หญิงตรงหน้าฉันคือคนที่คลุกคลีกับดนตรีมาทั้งชีวิตและศรัทธาในพลังเสียงเพลง ด้านหนึ่งเธอคือนักดนตรีและครูผู้สอนดนตรีในเชียงใหม่มายาวนาน ส่วนอีกด้าน เธอคือผู้หญิงที่มุ่งมั่นใช้เสียงเพลงสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม

ครูเบลล่า

ก่อนจะพูดถึง ‘คีตาทาน’ โรงเรียนดนตรีเพื่อสังคมที่เธอก่อตั้ง คงต้องย้อนเล่าไปถึงจุดเริ่มต้น เมื่อครูเบลล่าเข้าไปสอนดนตรีให้เด็กในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเชียงใหม่ ซึ่งรับฝากขังเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ชั่วคราว แต่ในช่วงราว 3 เดือนที่พวกเขาอยู่ ก็อาจไม่ได้มีกิจกรรมหรือหลักสูตรอบรมให้ทำมากนัก

“เด็กแสบนี่ดนตรีและกีฬาสยบเขาได้ เพราะดนตรีกับกีฬามีพลังของความสนุก และเขาก็อยากเล่นเป็นเหมือนไอดอลที่เห็นบ้าง” ครูเบลล่าอธิบาย แล้วเล่าต่อว่าสัญชาตญานนักดนตรีทำให้เธอเฝ้ามองหาเด็กๆ ที่มีพรสวรรค์ จนพบ ติ๊ก-เจริญ ส่วยอย่า และ โอ-ภัทรภูมิ ธนสุทิน ซึ่งต้องเข้ามาอยู่ที่นี่ด้วยคดียาเสพติด ครูเบลล่าเห็นว่าทั้งคู่น่าจะไปได้ดีบนเส้นทางดนตรี นอกจากสอนพวกเขาขณะอยู่ในสถานพินิจฯ เธอจึงช่วยดูแลเมื่อทั้งคู่ออกมาสู่โลกภายนอก ทั้งสอนดนตรี ส่งเสียด้านการศึกษา และอบรมขัดเกลา ไม่ต่างจากผู้ปกครองคนหนึ่ง

การดูแลเด็กหนุ่ม 2 คนไม่ง่าย หลายครั้งเกิดปัญหาจนครูเบลล่าแทบถอดใจ แต่ท้ายที่สุด โอและติ๊กก็เติบโตตลอดรอดฝั่ง หากขณะที่เด็ก 2 คนในความดูแลเติบโตแข็งแรง ครูเบลล่ากลับตัดสินใจยอมถอยออกมาจากงานดนตรีในสถานพินิจฯ

“ผนังของอบายมุขนี่ลื่นมาก” เธอบอก “เด็กพยายามปีนขึ้นมา ในที่สุดก็จะไหลกลับลงไปเพราะทนต่อแรงดึงดูดสู่ความเลวไม่ได้ มันยากจนครูเหนื่อย เรียกว่ายกมือยอมแพ้แล้ว และมองว่าตรงนั้นคือปลายเหตุ เด็กที่พังมาแล้วด้วยสังคมย่ำยี กว่าจะให้กลับมาเป็นดีได้ยากมาก กระนั้นเลย เรามาทำงานต้นน้ำดีกว่า”

ด้วยเหตุนี้ ครูเบลล่าจึงหันมาก่อร่างสร้าง ‘คีตาทาน’ มันคือโรงเรียนดนตรีในบ้านดินสีน้ำตาลอมเหลืองที่ครูเบลล่ากับเพื่อนช่วยกันสร้าง ตั้งอยู่บริเวณชุมชนใกล้วัดโป่งน้อย เชียงใหม่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหา โดยเฉพาะปัญหามั่วสุมของเยาวชนที่อาจนำไปสู่ปัญหายาเสพติดได้  

คีตาทาน คีตาทาน คีตาทาน

เช่นที่ชื่อบอกใบ้ไว้ แนวคิดของคีตาทานคือ ‘โรงเรียนดนตรี 0 บาท’ ซึ่งเปิดสอนดนตรีฟรีให้เด็กในชุมชน อย่างไรก็ตาม เด็กๆ ที่เข้ามาจะไม่ใช่แค่ได้ความรู้ด้านดนตรี แต่พวกเขาจะได้พบพื้นที่สร้างสรรค์ซึ่งเปิดให้มานั่งเล่นอินเทอร์เน็ต เรียนอังกฤษ (ครูเบลล่าเคยเป็นครูสอนอังกฤษด้วย) จนถึงกินอาหารอร่อย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ที่เป็นอย่างนี้ เพราะครูเบลล่าตั้งใจทำทุกทางเพื่อดึงดูดเด็กๆ ซึ่งอยู่ในวัยประถมให้ใช้เวลาว่างในบ้านดินหลังนี้ แทนที่จะไปมั่วสุมตามที่ต่างๆ

“ถ้าเด็กมีตังค์เขาก็ไม่มาเรียนหรอก เพราะที่นี่ไม่มีแอร์ ไม่มีอะไรเหมือนโรงเรียนดนตรีทั่วไป เป็นบ้านดินแบบสมถะ แต่เด็กมาแล้วก็ได้เล่นอะไรสนุกแน่ๆ ได้ตีกลอง เล่นกีตาร์ ซึ่งก็ยังดีกว่าเขาไปคลุกอยู่ตามร้านเกม ส่วนทางพ่อแม่ มันก็ยังดีกว่าเขาต้องให้ลูกอยู่บ้านคนเดียว ทิ้งลูกไว้ตามร้านเกม หรือต้องหอบหิ้วไปที่ทำงานด้วยในช่วงปิดเทอมหรือเสาร์-อาทิตย์” ครูเบลล่ากล่าว

นอกจากนี้ การเกิดขึ้นของคีตาทานไม่ใช่แค่ช่วยเยาวชนตั้งแต่ต้นน้ำ แต่ครูเบลล่ายังตั้งใจเปิดโรงเรียนนี้เพื่อให้โอและติ๊ก สองชายหนุ่มที่เธอดูแลมาตั้งแต่เป็นเด็กหนุ่มได้ใช้ความสามารถทำประโยชน์แก่ผู้อื่น

คีตาทาน คีตาทาน คีตาทาน

“เราพยายามจะทำให้ทั้งโอทั้งติ๊กได้มีโอกาสถ่ายทอดความรู้ของตัวเองให้น้อง เรียนรู้การเป็นผู้นำ เป็นตัวอย่างที่ดีให้น้อง และที่สำคัญมากคือ เรียนรู้ที่จะเป็นครู เราก็จะปล่อยหน้าที่สอนดนตรีให้เป็นของสองคนนี้” ครูเบลล่าเล่า

ตอนนี้คีตาทานอายุได้เกือบ 2 ปีแล้ว ยังคงเป็นโรงเรียน 0 บาทที่อบอุ่นด้วยเยาวชนและอบอวลด้วยเสียงเพลง ในวาระพิเศษ ครูเบลล่าจะชวนเด็กๆ ออกไปแสดงดนตรี โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะกลับมาเลี้ยงดูโรงเรียน อีกส่วนมอบให้เด็กๆ เป็นอั่งเปา

ขณะที่คุณครูโอและคุณครูติ๊กก็ยังคงสอนดนตรีให้น้องๆ พร้อมกันนั้น พวกเขาก็ตั้งใจว่า จะกลับไปช่วยพัฒนาบ้านเกิดที่จากมา (ครูเบลล่าเล่าว่า ติ๊กซึ่งเป็นชาวเขาเผ่ามูเซอได้เริ่มต้นไปทำกิจกรรมที่เมืองปายบ้านเกิดแล้ว)

คีตาทาน

คีตาทาน คีตาทาน

“เราก็มีความสุขทุกวัน” ครูเบลล่าเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “เห็นความเจริญในเด็กที่เริ่มกล้าพูดได้เต็มปากว่าตัวเองเป็นครูแล้ว เรียกตัวเองว่าครูกับน้องๆ เวลาเห็นเขาสอนเด็ก ทำอะไรโดยที่ครูไม่ต้องสั่งได้ เหมือนโตเป็นผู้ใหญ่ เราก็มีความสุขที่เห็นทั้งตัวคนสอนและคนเรียนเริ่มไปทางบวกทีละนิดทีละน้อย”

แน่นอน เวทมนตร์จากดนตรีคือตัวช่วยแสนสำคัญในเรื่องทั้งหมด

คีตาทาน

“พลังของดนตรีเอาไปใช้ได้หลายอย่าง เยียวยาคนเหงา คนเป็นทุกข์ จนถึงทำให้คนสามัคคีกลมเกลียว มีวินัย และดนตรีก็คือสะพานที่ทำให้ครูเข้าไปถึงเด็กพวกนี้ แล้วช่วยประคองเขาให้เติบโตเป็นคนที่มีคุณค่าได้” ครูเบลล่าบอกฉัน

อย่างไรก็ตาม ฉันมั่นใจว่าทุกสิ่งที่แม่มดตรงหน้าสร้างสรรค์ขึ้นไม่ได้เกิดจากพลังเสียงเพลงเท่านั้น หากยังเกิดจากพลังความรักที่ผู้หญิงคนหนึ่งถ่ายทอดสู่เด็กๆ คนแล้วคนเล่า

นำพาพวกเขาสู่แสงสว่างอย่างงดงาม

คีตาทาน

Facebook l บ้านดิน คีตาทาน

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load