The Cloud x The Hero Season3

ใครไม่อยากแก่บ้าง

ความชราเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือการคงไว้ซึ่งการเรียนรู้ที่จะหาความสุข หาสังคมใหม่ๆ และมีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ มากกว่าแค่หายใจ

นี่คือเป้าหมายของ ‘YoungHappy’ ธุรกิจเพื่อผู้สูงอายุขนาดเล็กแต่ฝันใหญ่ อยากให้ผู้สูงอายุในเมืองไทยมีโอกาสหาความสุขในช่วงบั้นปลายชีวิตผ่านแอพพลิเคชัน กิจกรรม และเบอร์โทรศัพท์ให้โทรพูดคุยได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะดำเนินการมาเพียงปีครึ่ง แต่ธุรกิจนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของรายการใหญ่อย่าง Accelerator โครงการบ่มเพาะธุรกิจใหม่ของรัฐบาลมาเลเซีย และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปชนะงานประกวดธุรกิจเพื่อสังคมของสหประชาชาติอีกด้วย

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ฉันได้คุยกับ ณฎา ต้นสวัสดิ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งธุรกิจ YoungHappy และร้าน Indian Indigo เธอเรียนจบการเงินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำธุรกิจส่วนตัวมาตลอดกว่า 15 ปี กระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ชีวิตผ่านมรสุมอย่างหนักจนเธอต้องตั้งหลักและหันหัวเรือชีวิตใหม่ ก่อนจะไหลตามกระแสธารจนได้มาพบกับผู้ร่วมก่อตั้งอีก 3 คน ประกอบด้วย ธนากร พรหมยศ, จุติพร อู่ไพบูลย์ และ ธีรศักดิ์ มูลตุ้ย พวกเขาร่วมงานกันจนออกมาเป็นธุรกิจดีๆ เพื่อคนสำคัญในสังคมเราแบบนี้

แรงจูงใจ วิธีการ และผลกระทบของธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง ต้องลองไปฟัง

คงแก่เรียนเรื่องความสุข

“ธุรกิจที่เคยทำประสบความสำเร็จมากเลยนะ แต่ชีวิตก็มีวิกฤต ต้นปีโดนโกง กลางปีแม่เป็นมะเร็ง ปลายปีเลิกกับสามี ทั้งหมดเกิดภายในปีเดียวกัน แล้วสุดท้ายเราก็วูบในห้องน้ำ พอไปอยู่ในโรงพยาบาล ได้มีเวลานอนคิดว่าสุดท้ายชีวิตเราต้องการอะไร ชีวิตเสียทุกอย่างหมดเลย แต่เรายังมีชีวิต มีลมหายใจ แล้วเราโคตรเห็นคุณค่าของลมหายใจตัวเองเลย” เสียงของณฎาฟังดูมั่นคงเข้มแข็ง แม้พูดถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก

“หลังจากนั้นเราไม่ทำงานเลย เรียนอย่างเดียวปีหนึ่ง เรียนทำขนม เรียนปลูกผัก เรียนย้อมผ้า เรียนเทรดหุ้น เรียนทำโรงแรม เรียนทำร้านอาหาร เรียนด้วยความอยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเราทำอะไรได้ดี แล้วเราชอบอะไร” เธอทบทวนประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยสีสันให้เราฟัง

จากการลองผิดลองถูกและตรวจสอบตนเองจนแน่ใจ นฎาพบว่าตัวเองมีความสุขกับการเลี้ยงลูกทั้งสองคน การทำขนมปัง และการทำอะไรดีๆ ให้คนอื่น ตอนนั้นเธอเริ่มคิดว่าอยากหันไปทำงานมูลนิธิ แต่ธนากร วิศวกรหนุ่มผู้เคยร่วมงานด้วย ชักชวนให้เธอมาทำธุรกิจเพื่อคนรุ่นใหญ่ของสังคมเสียก่อน

สิ่งที่เธอทดลองทำเองในตอนนั้น ช่างคล้ายคลึงกับกิจกรรมต่างๆ ที่ YoungHappy จัดให้เหล่าผู้สูงอายุในตอนนี้ นั่นคือการลองทำกิจกรรมแปลกใหม่ไปเรื่อยๆ จนอาจพบว่าตัวเองถนัดอะไรที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อนก็ได้ เมื่อได้เจอความสุขในแบบที่ต่างไป ชีวิตก็กลับมามีค่าอีกครั้ง

เพราะการค้นพบไม่มีคำว่าสายเกินไป

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ปัญหาเก่าแก่ในสังคมเมือง

จากจุดมุ่งหมายของธุรกิจดังกล่าว กลุ่มเป้าหมายของ YoungHappy จึงเป็นเฉพาะกลุ่มผู้เกษียณอายุ (ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป) ในเมืองกรุง และมีสภาวะร่างกายที่ยังดูแลตัวเองได้ เนื่องจากคนกลุ่มนี้แม้จะสุขภาพกายแข็งแรงดี แต่สุขภาพใจอาจไม่ได้รับการดูแลจนเหงาหงอย ส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่รู้ว่ามีกิจกรรมที่ไหนให้ไป และชุมชนเมืองต่างจากต่างจังหวัดตรงที่ไม่ได้สนิทสนมกันอย่างใกล้ชิด ต่างคนต่างอยู่ในบ้านของตนเอง จึงยิ่งโดดเดี่ยวขึ้นไปอีก

“หากเทียบกับกลุ่มที่ทำอะไรคล้ายๆ กัน เช่น กรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งเราทำงานร่วมกันบ่อยมาก ทางกรมจะเน้นไปด้านผู้ที่ด้อยโอกาสก่อน หรือศูนย์ต่างๆ ของรัฐก็มีกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุฟรีอยู่เพียบ แต่พอเป็นพ่อแม่เราไป เขาจะรู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของเขา คนกลุ่มนี้เลยเป็นช่องว่างในสังคม ไม่รู้จะอยู่ตรงไหน” เธออธิบายเพิ่มเติม

แรงบันดาลใจเริ่มต้นของณฎามาจากตอนที่สอนพ่อแม่ตัวเองใช้แอพ แล้วพบว่าเป็นเรื่องยากลำบากจนน่าประหลาดใจ เมื่อมาทำ YoungHappy เธอจึงลงไปทดลองศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยการเป็นจิตอาสาสอนผู้สูงวัยและผู้ป่วยอัลไซเมอร์ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก “ที่เราสอนเขา สำหรับเรามันโคตรง่าย แต่การสอนเขามันท้าทายมาก พอเขาทำได้เขาเลยรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มาก” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม ความท้าทายนี้เองที่ผลักดันให้เธอมุ่งมั่นทำธุรกิจเพื่อพวกเขาต่อ
YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ถึงจะแก่แต่ก็มีหัวใจ

ในช่วงเวลาที่เข้าไปคลุกคลีกับพี่ป้าน้าอา ณฎาได้เรียนรู้หลายสิ่งเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ที่แตกต่างจากความเข้าใจเดิมของเธอ ตัวอย่างเช่น พวกเขาอยากทำกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ไม่แน่ใจว่ามีกิจกรรมไหนที่ไปทำได้บ้าง หรือพวกเขาอยากทำกิจกรรมกับคนรุ่นเดียวกันมากกว่าคนรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะเขาซึ่งช้ากว่าจะได้ไม่รู้สึกกดดันหรือเป็นตัวถ่วง

“อย่างเรื่องส่งรูปเนี่ย วัยรุ่นไม่เข้าใจจริงๆ นะว่าสวัสดีวันจันทร์ วันอังคาร วันพระ จะส่งมาทำไม พอไปถามเขา เขามีคำตอบ 2 อย่าง อย่างแรก เขาพิมพ์ไม่ไหว ส่งรูปง่ายกว่า และสอง เขาส่งไปให้ใคร เพื่อจะบอกคนนั้นว่า ฉันยังมีชีวิตอยู่นะ อย่าลืมฉัน” นฎาเล่าถึงตัวอย่างการมองในมุมของผู้สูงวัยให้ฟัง

จากบทเรียนต่างๆ ทำให้พวกเธอสรุปสโลแกนของ YoungHappy ออกมาเป็น ‘สนุก มีคุณค่า พึ่งพาตัวเองได้’ นั่นคือเน้นตอบโจทย์ผู้สูงอายุเหล่านี้ ที่ต้องการจะมีความสุข และทำสิ่งดีๆ ให้สังคม โดยไม่เป็นภาระใครนั่นเอง

วิธีการที่เหมาะสมแก่เป้าหมาย

ศูนย์กลางของธุรกิจนี้ คือแอพซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวของผู้สูงวัยแต่ละคน “ในเชิงธุรกิจ เฟซบุ๊กกับไลน์เป็นเหมือนบ้านเช่า แต่แอพเหมือนเป็นบ้านของเราเอง” ณฎาบอกสาเหตุของการเลือกทำแอพ

รวมถึงเหตุผลด้านการใช้งานที่เธอเรียนรู้จากการทำจิตอาสาว่า ผู้สูงวัยจะต้องการให้ได้สิ่งที่ต้องการภายใน 3 คลิก หากเป็นเว็บไซต์หรือบริการผ่านแอพอื่นๆ อาจสร้างความยุ่งยากให้เขามากเกินไป เทียบกับแอพเดียวที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ เช่น มีปุ่มขนาดใหญ่ๆ จะได้กดง่าย หรือมีปุ่มสำหรับโทรศัพท์คุยกับคนจริงๆ เพราะคนกลุ่มนี้ถนัดโทรมากกว่ากรอกรายละเอียดลงทะเบียน

ในแอพมีทั้งบทความที่มีข้อมูลถูกต้องให้อ่านและแชร์ต่อได้ รวมถึงประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ที่ YoungHappy จัดเอง หรือไม่ก็จัดร่วมกับองค์กรอื่น ตั้งแต่การไปเที่ยวด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน เรียนวิธีการทำ CPR เรียนรู้การทำเพจ เขียนโปรแกรม หรือแม้แต่เรียนเป็นบาริสต้าก็มี

สิ่งสำคัญอีกอย่างในแอพคือคอลเซ็นเตอร์ ที่พร้อมให้บริการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม โทรมาได้ทุกเรื่องตั้งแต่ขอความช่วยเหลือเรื่องต่างๆ จนกระทั่งแค่หาเพื่อนพูดคุยแก้เหงา

“บางคนก็เข้าใจนะว่า YoungHappy เป็นออร์แกไนเซอร์จัดงานคนแก่ แต่งานหลักของเราคือทำอะไรก็ได้ให้เขายังแอคทีฟและยังแฮปปี้ ตามชื่อเลย” นฎาเล่าพร้อมรอยยิ้ม “หลังจากนี้เราอยากขยายจนเป็น One-stop Service สำหรับผู้สูงอายุ ในเชิง e-Commerce ด้วย เราอยากขายสิ่งที่เขาต้องการ โดยเลือกก่อนว่ามันโอเคกับเขาจริงๆ”

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว

เมื่อเป็นสมาชิกของ YoungHappy แล้วจะได้อะไรบ้าง

ณฎาตอบโดยเทียบกับประสบการณ์ของเธอเอง “เราย้อนนึกถึงตัวเราเอง พอเราเจอสิ่งที่ชอบ เวลาตื่นมาแล้วชีวิตมีความหมาย เราอยากให้เขาเจอจุดนั้นบ้าง ส่วนเรื่องเพื่อน ตอนเราเรียนก็ได้เจอสังคมใหม่ๆ ต่างจากสังคมเดิมที่เราอยู่มา 15 ปี คนแก่ที่เขาอยู่ออฟฟิศเดิมมา 30 ปี พอเกษียณออกมาก็ไม่เหลือใคร การไปเจอสังคมใหม่ เจอเพื่อนใหม่ น่าจะดีกับเขา”

ยกตัวอย่างกรณีที่เห็นจริง คุณลุงอรรณพ อดีตผู้บริหารเก่าแก่ มาร่วมกิจกรรมของพวกเธอแทบทุกครั้ง ตั้งแต่การเรียนทำเดคูพาจ เรียนการทำธุรกิจขายของออนไลน์ ไปจนถึงเรียนตัดต่อวิดีโอ ก่อนจะประมวลความรู้ทั้งหมดมาเปิดเพจเฟซบุ๊ก ขายที่วางโทรศัพท์ซึ่งทำจากไม้เป็นลายเดคูพาจ จนถึงตอนนี้ก็ยังรักและสนิทสนมกับชุมชนเล็กๆ นี้อยู่ จนภรรยาของแกได้ช่วยทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ของ YoungHappy ไปโดยปริยาย

ไม่เพียงสมาชิกเท่านั้น เจ้าของธุรกิจอย่างณฎาเองก็ได้ฝึกตนเองหลายอย่าง ทั้งเรื่องความใจเย็น และการเรียนรู้ที่จะลดตัวตน เมื่อไม่ว่าจะเถียงอย่างไรก็ไม่มีทางชนะ จึงได้ฝึกพูดคำว่าขอบคุณและขอโทษให้ติดปาก ในขณะเดียวกัน งานนี้ก็ได้มอบความรู้สึกดีๆ ให้ ผ่านการดูแลคนที่ไม่ใช่ญาติผู้ใหญ่ และช่วยให้เขาได้มีความสุข

“อยู่กับคนกลุ่มนี้แล้วเราเองก็ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง เช่นวันก่อนจัดงานฉายหนัง แล้วหน้างานก็ให้เขาเขียน Post-it บอกความฝันของฉัน หลังเลิกงานพี่ก็ไปอ่านดู แล้วพบว่าเขาขออยู่ 2 อย่าง คือขอให้แข็งแรง และขอให้มีความสุข มันเลยเหมือนสะท้อนว่าปลายทางชีวิตของคนคนหนึ่ง ก็ขอแค่นี้หรือเปล่า” ณฎาพูดทั้งรอยยิ้ม

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

หากใครสนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว YoungHappy เริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการโหลดแอพทั้งใน App Store และ Google Play เลย
Facebook : ยังแฮปปี้ YoungHappy

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทั้งเราและคุณต่างรู้ดีว่า ปัญหาเกี่ยวกับผู้พิการทางสายตาไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย และทุกวันนี้ก็มีคนที่ลงไปช่วยแก้ปัญหาอยู่มากมาย แต่เหตุผลที่เราสนใจสิ่งที่ หลุยส์-กฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์ กำลังทำนั่นเพราะเป็น ‘คำตอบ’ จากคนตัวเล็กๆ ที่มีวิธีคิดและทำสร้างสรรค์ ทั้งยังเติบโตต่อยอดกลายเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้ใครก็เข้ามามีส่วนร่วมได้

สิ่งที่หลุยส์ทำเรียกว่า The Blind Theatre

ละครที่คนตาบอดเล่นงั้นเหรอ? คุณอาจสงสัย

The Blind Theatre The Blind Theatre

ทั้งใช่และไม่ใช่ เพราะนี่คือละครที่คนตาดีและคนตาบอดร่วมกันทำ โดยมีจุดเริ่มเริ่มต้นที่ ‘ความมืด’ พื้นที่ที่คนตาบอดจะไม่ได้เป็นเพียงผู้รับ แต่ได้ลงมือทำและสร้างประสบการณ์ไปพร้อมกับคนตาดี

จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้เกิดขึ้นหลังหลุยส์เรียนจบด้านการแสดงและมองหาวิธีที่การแสดงจะกลายมาเป็นอาชีพเลี้ยงตัว ตอนนั้นเอง เขาได้เจอกับ ท็อฟฟี่ ผู้พิการทางสายตาในโครงการอาสาสมัครโครงการหนึ่ง และพบว่าเด็กคนนี้ฝันอยากเปลี่ยนแปลงสังคม จึงเลือกเรียนรัฐศาสตร์เพื่อไปเป็นนักการเมือง

“มันเซอร์ไพรส์มาก คิดดูสิ ในชีวิตเรามีคนตาดีสักกี่เปอร์เซ็นต์กันที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมแล้วจะไปเป็นนักการเมือง แต่ท็อฟฟี่คิด” หลุยส์บอก

มากกว่าตื่นเต้นในความคิดอีกฝ่าย หลุยส์เองก็อยากลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงสังคมเช่นกัน เพียงแต่เครื่องมือที่รู้จักคุ้นเคยคือ การแสดง ชายหนุ่มจึงแนะนำให้ท็อฟฟี่รู้จักเครื่องมือนี้

“เราเริ่มแชร์ประเด็นว่า ถ้าเป็นคนตัวเล็กที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ที่จริงไม่ต้องเป็นนักการเมืองก็ได้ หนังหรือละครเวทีก็เป็นสื่อกลางเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงสังคมได้ พูดไปตอนแรกท็อฟฟี่ยังไม่เข้าใจเลยว่าละครเวทีกับวิทยุและหนังมันอันเดียวกันไหม เขาไม่เคยดู เราเลยบอกว่าไม่เป็นไร มาหาวิธีทำร่วมกัน” หลุยส์อธิบาย

นอกจากเชื่อมั่นในละครเวที หลุยส์ยังมองว่าหลายครั้งเมื่อเราช่วยเหลือสังคม ความช่วยเหลือนั้นเป็นการให้ฝ่ายเดียว แต่ที่จริงแล้ว การร่วมกันแก้ปัญหาต่างหากที่จะทำให้คนที่เราช่วยรู้สึกได้รับโอกาส เขาจะได้เป็นผู้ให้และรับพร้อมกัน และสร้างความสัมพันธ์ก็จะทำให้การช่วยเหลือนั้นยั่งยืนและเกิดขึ้นต่อเนื่องด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น หลุยส์ยังเชื่อว่าสิ่งที่เขาจะทำควรเอื้อให้คนตาดีและผู้พิการทางสายตามีส่วนร่วมกันอย่างเท่าเทียม

“ถ้าเราบังเอิญไปเจอคนที่มีฝันเดียวกัน แล้วอยากร่วมทางฝันกับเขาไปเรื่อยๆ เรารู้สึกว่ารูปแบบที่มีต้องไม่เอื้อให้ใครรู้สึกนำใครมากเกินไป” ชายหนุ่มบอก

The Blind Theatre จึงเกิดขึ้น ในรูปแบบที่ไม่ใช่แค่การให้คนตาบอดมายืนบนเวที หรือไปสอนการแสดงให้พวกเขาเฉยๆ หลุยส์พยายามหาจุดศูนย์กลางที่จะทำให้คนตาดีและคนตาบอดแสดง รวมถึงรับชมละครอย่างเท่าเทียม จนพบกับ ‘ความมืด’ ที่ทำให้ The Blind Theatre เป็นละครเวทีของทุกคน

The Blind Theatre

“คนตาบอดเขามีความมืดอยู่แล้ว คนตาดีพอหลับตาเราก็เท่ากัน มืดเหมือนกัน ความมืดเป็นของทุกคน ละครของเราจึงแสดงและรับชมในความมืด” หลุยส์กล่าว

เขาพยายามทำละครร่วมกับคนตาบอดสำเร็จ จนเกิดเป็นละครเวที “เรื่องเล่าจากหิ่งห้อย” ละครในความมืดที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก บทเพลง “นิทานหิ่งห้อย” ของศิลปินเฉลียง และภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Grave of the Fireflies เขาเริ่มต้นจากแสดงในโรงละครมหาวิทยาลัยไม่กี่รอบ มีคนดูจำนวนหนึ่ง โดยจัดทำภายใต้ชื่อ Volunteer for ME  

1 ปีผ่านไป หลุยส์ยังอยากพัฒนาสิ่งที่ทำ เขารีสเตจการแสดงขึ้นอีกครั้ง โดยคราวนี้ใช้ชื่อว่า The Blind Theatre เต็มปากเต็มคำ การแสดงครั้งนี้ฮอตฮิต แต่หลังจบละคร หลุยส์กลับเลือกที่จะหยุดเพื่อตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่ได้จากการทำละครคืออะไร  แม้ภาพที่คนดูเห็นจะประสบความสำเร็จ แต่เขากลับพบว่าการร่วมทำงานกับผู้พิการทางสายตาแบบ ‘ห้าสิบห้าสิบ’ นั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

สุดท้าย หลุยส์เลือกหยุดทำละครเพื่อตามหาความหมายและรูปแบบละครเวทีที่เขาต้องการ แล้วระหว่างทางนั้นเอง เขาก็ได้เห็นปัญหาที่แท้จริงของผู้พิการทางสายตา นั่นคือทุกคนเฝ้ารอโอกาสบางอย่าง เพราะสิ่งที่เป็นอยู่อาจไม่ใช่สิ่งที่พอใจที่สุด แต่การจะลุกขึ้นไปหาการเปลี่ยนแปลงหรือทางเลือกใหม่ก็ไม่ง่าย

แน่นอนว่าการมีโอกาสเล่นละครเวทีอาจเป็นทางออกหนึ่ง แต่หลุยส์ตั้งคำถามขึ้นว่า จะเป็นยังไงหากเราสร้างทางเลือกและปรากฏการณ์แบบเดียวกับ ‘นิทานหิ่งห้อย’ ได้ด้วยเครื่องมือแบบอื่นๆ

“คนตาบอดไมได้อยากทำแค่ละครเวที เขายังมีอีกหลายอย่างที่อยากลองทำในชีวิต ซึ่งถ้าเขาไม่ได้ต้องการแค่นี้แต่ต้องการทางเลือกบางอย่าง คนที่จะมาตอบปัญหานี้ได้ก็ไม่ใช่แค่พวกเราแล้ว แต่คือทุกคนในสังคม” หลุยส์แจกแจงความคิด

The Blind Theatre The Blind Theatre

แล้ว The Blind Theatre ก็พัฒนาสู่ The Blind Theatre School

ไม่ใช่เวทีหรือที่นั่งในโรงละคร แต่คือพื้นที่ซึ่งเชื้อเชิญให้คนในสังคมมาออกแบบกิจกรรมให้คนตาดีและผู้พิการทางสายตาทำร่วมกัน (นั่นแปลว่าผู้พิการทางสายตาก็เสนอกิจกรรมสนุกเข้ามาได้) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการแสดงอย่างเดียว เป้าหมายที่หลุยส์วางไว้คือ กิจกรรมเหล่านี้จะสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้ผู้คนได้ และในอนาคต เขาหวังจะต่อยอดมันสู่กิจการเพื่อสังคมด้วย

“มันไม่ได้มีความหมายแค่ทำแล้วเจอทักษะใหม่ๆ เจอความตื่นเต้นนะ ถ้าสิ่งที่คุณออกแบบร่วมกันมันดันเวิร์กหรือไปต่อได้ นั่นหมายถึงว่า สังคมไทยจะมีอาชีพทางเลือกใหม่ขึ้นมา ไม่ใช่แค่สำหรับคนตาบอด แต่รวมถึงสำหรับคนตาดีด้วย” หลุยส์ชี้ให้เราเห็น 

หลังโครงการนี้เริ่มต้นไม่นาน ก็มีผู้สนใจส่งไอเดียกิจกรรมเข้ามากมาย ทีมงาน The Blind Theatre กำลังง่วนอยู่กับการเก็บข้อมูล เพื่อรวบรวมกลุ่มคนที่สนใจกิจกรรมคล้ายกัน เช่น การทำหนัง ทำอาหาร ทำละครเวที มาจัดเป็นเวิร์กช็อปเพื่อพูดคุยวางแผน หาแนวทางให้กิจกรรมต่อไป รวมทั้งยังคงไม่หยุดมองหากิจกรรมอื่นๆ ที่หลากหลาย

และนั่นหมายความว่า คุณเองก็ก้าวเข้าร่วมรั้วโรงเรียน Blind Theatre School ได้เช่นกัน

The Blind Theatre

Facebook l The Blind Theatre Thailnad

Writer

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

นักศึกษาฝึกงานรหัส 001 ที่ใส่ต่างหูห่วงตลอดเวลา วางแผนจะอุทิศปัจจุบันและอนาคตให้การเขียน

Photographer

กมลชนก คัชมาตย์

นักศึกษาฝึกงานเอกภาพยนตร์ มนุษย์ 24 บุคลิก รักการอ่านมาก แต่รักแมวมากกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load