รู้สึกเหมือนกันไหมว่าโลกเราทุกวันนี้ประสบภัยพิบัติรุนแรงและถี่ขึ้นกว่าที่เคย ทุกครั้งที่เปิดหน้าโซเชียลมีเดีย เราจะพบข่าวแผ่นดินไหว ไฟป่า พายุเข้า น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด ไปจนถึงคลื่นความร้อนที่คร่าชีวิตผู้คนได้ ผ่านตาวันละหลายสิบข่าว

เมื่อใดก็ตามที่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น ผู้คนทั่วโลกมักพุ่งเป้าความสนใจและความช่วยเหลือไปให้ ‘มนุษย์’ ผู้ประสบภัยก่อนเป็นอันดับแรก จนบางครั้งเราหลงลืมไปว่าในทุกภัยพิบัตินั้นมี ‘สัตว์’ เป็นผู้ประสบภัยด้วยเช่นกัน

เราเห็นภาพการเยียวยา ธารน้ำใจที่หลั่งไหลและผลลัพธ์การช่วยเหลือมนุษย์ผู้ประสบภัยที่เป็นรูปธรรม แต่ถ้าถามถึงสัตว์ประสบภัย เราเชื่อว่าหลายคนก็คงไม่รู้ว่าขั้นตอนการช่วยเหลือสัตว์ประสบภัยเหล่านั้นมีกระบวนการและผลลัพธ์อย่างไร

หมอน็อต-ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม คือสัตวแพทย์หนุ่มที่เดินทางไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อนำการเยียวยารักษาไปหาสัตว์ประสบภัยเหล่านั้น

ทุกวันนี้หมอน็อตรับหน้าที่เป็นผู้จัดการโครงการภัยพิบัติที่องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก หรือ World Animal Protection องค์กรนานาชาติที่ทำงานด้านการช่วยเหลือสัตว์โดยเฉพาะ

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

ภารกิจช่วยเหลือสัตว์ในสถานการณ์ไม่ปกติอย่างพื้นที่ประสบภัยพิบัตินั้นย่อมไม่ธรรมดา

ไม่ธรรมดาถึงขั้นที่หมอน็อตบอกว่า “ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ผมไม่เคยกลัวตาย”

01

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าบนโลกนี้มีภัยพิบัติเกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

“ทุกวันนี้ทีมงานของเรากระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วโลก และทำงานร่วมกันในการมอนิเตอร์สถานการณ์ภัยพิบัติรอบโลก” หมอน็อตเริ่มอธิบาย

“การมอนิเตอร์คือการสำรวจว่าพื้นที่ไหนมีแนวโน้มจะเกิดภัยพิบัติขึ้นบ้าง กว่าพายุแต่ละลูกจะเข้าฝั่ง มีระยะฟอร์มตัวอยู่หลายวัน เราจะเริ่มประเมินสถานการณ์ในการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ตอนนั้นเลย เพราะถ้าเรานั่งรอข่าวอยู่เฉยๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น กว่านักข่าวจะลงพื้นที่และรายงานข่าว บางทีมันอาจจะช้าไปแล้ว”

หมอน็อตอธิบายต่อว่า ส่วนใหญ่เมื่อเกิดภัยพิบัติทีมงานจะใช้เวลาตัดสินใจและประสานงานเพื่อเตรียมตัวลงพื้นที่ไม่เกิน 3 วัน โดยหลักการประเมินว่าจะลงพื้นที่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและผลกระทบของเหตุการณ์นั้น

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

“ถ้าเกิดน้ำท่วม เราก็ต้องประเมินว่าสถานการณ์น้ำเป็นยังไง น้ำหลากผ่านพื้นที่ไปเฉยๆ หรือน้ำท่วมขัง ถ้าเป็นอย่างหลังเราก็ต้องลงพื้นที่ เพราะมีคนและสัตว์ประสบภัยขาดน้ำและอาหาร

แต่ก็ต้องยอมรับว่าสัตว์มักเป็น Priority ที่ 2 เมื่อก่อนเวลาเราลงไปในพื้นที่มักถูกเจ้าหน้าที่กันไม่ให้เข้าไปดูสัตว์ ตอนนี้คนเริ่มเข้าใจมากขึ้น ว่าทำไมสัตวแพทย์อย่างเราต้องเข้าไปในพื้นที่ภัยพิบัติด้วย”

หมอน็อตเล่าว่า ความท้าทายของงานนี้อยู่ที่ความท้าทายและไม่มีสูตรตายตัว “เราขนอุปกรณ์เข้าไปได้อย่างจำกัด ดังนั้น ไม่ว่าจะปัญหาแบบไหน ก็ต้องพลิกแพลงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้จากข้อจำกัดที่มี”

ในการลงพื้นที่แต่ละครั้ง จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก “เวลาลงพื้นที่ ไม่เกี่ยวกับอายุหรือเพศ แต่ขึ้นอยู่กับความชำนาญการ เพราะคนที่จะลงไปในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไม่ปกติอย่างพื้นที่ประสบภัย ควรได้รับการเทรนด์มาในระดับหนึ่ง อย่างน้อยต้องรู้ว่าจะเอาตัวให้รอดได้ยังไง ไม่ใช่ว่าจะลงไปช่วย แต่กลายเป็นภาระของทีมงานคนอื่นแบบไม่รู้ตัว”

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

นอกจากความปลอดภัยแล้ว ในการลงพื้นที่แต่ละครั้งยังต้องอาศัยการประสานงานกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐหรือองค์กรของชุมชนในท้องถิ่น เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“เพราะเราไม่ใช่องค์กรใหญ่ ดังนั้น การทำงานกับภาครัฐจะช่วยให้เรารู้เป้าหมายและความต้องการของชุมชนได้อย่างแม่นยำ ที่สำคัญ ยังสามารถทำงานเพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืนได้ เพราะเราคงไม่สามารถจะลงพื้นที่อยู่กับชาวบ้านได้ตลอดไป สิ่งที่เราทำได้คือนำองค์ความรู้ไปมอบให้

“หลายครั้งเป็นชุมชนเดิมที่ประสบภัยพิบัติซ้ำๆ บางครั้งชาวบ้านเขาจัดการกันเองได้ บางครั้งมันก็ใหญ่โตมโหฬารจนเราต้องเข้าไปช่วย แต่เราก็ต้องประเมินด้วยว่า ทำไมครั้งนี้เขาช่วยตัวเองได้ ทำไมครั้งนี้เราต้องเข้าไปช่วย มีช่องว่างอะไรในความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติของเขาที่เราสามารถเข้าไปส่งเสริมได้บ้าง

“เราทำแบบนี้เพื่อให้เขาเตรียมพร้อมรับมือและช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ” หมอน็อตอธิบาย

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
02

“ภัยพิบัติประเภทไหนท้าทายที่สุดในการเข้าไปช่วยเหลือ” เราถาม

หมอน็อตตอบอย่างไม่ลังเล “ภัยแล้งยากที่สุด ถึงภาพที่ออกมาจะดูไม่ตื่นเต้นเท่าภาพสึนามิ แผ่นดินไหว แต่เหตุการณ์พวกนั้นเกิดแล้วจบทันที ยกเว้นบางกรณีอาจจะมีอาฟเตอร์ช็อกหรือมีผลกระทบต่อเนื่อง อย่างสึนามิที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ส่งผลกระทบไปถึงโรงงานนิวเคลียร์

“แต่ภัยแล้งเป็นภัยพิบัติที่กระทบในวงกว้างและยาวนาน ชาวบ้านบางคนหมดตัวเพราะเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ และในแง่การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือก็ยากเหมือนกัน

เพราะการเข้าไปช่วยเหลือชุมชนที่ประสบภัยพิบัติจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ชุมชนนั้นมีด้วย ถ้าทรัพยากรในชุมชนที่ประสบภัยแล้งร่อยหรอ ก็ย่อมส่งผลให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและระยะยาวเป็นไปอย่างยากลำบาก”

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

ประเทศไทยประสบภัยแล้งทุกปี แต่คนเมืองส่วนใหญ่ไม่รู้ อย่างที่ดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ที่หมอน็อตเคยลงไปช่วยเหลือสัตว์ของชุมชนเกษตรกรรมซึ่งประสบภัยแล้งยาวนานถึง 3 ปีติดต่อกัน

“คนในเมืองยังมีน้ำกินน้ำใช้เพราะมีน้ำสำรองไว้ในเขื่อน อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ แม่น้ำเจ้าพระยามาจากแม่น้ำ 4 สายคือวัง ยม น่าน และปิง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ใหญ่ที่สุดและไหลผ่านเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

“ในเขื่อนยังมีน้ำ แต่ลำน้ำต้นสายนั้นเหือดแห้งจนถึงก้นแม่น้ำ รถกระบะของทีมเราที่จะไปช่วยชาวบ้านอพยพสัตว์ต้องลงไปวิ่งตรงก้นแม่น้ำที่ปกติมีน้ำอยู่เต็ม มันแล้งจนชาวบ้านต้องเจาะบ่อบาดาลตรงก้นแม่น้ำและก้นทะเลสาบดอยเต่า บางจุดเจาะลงไปหลายสิบเมตร  

“บางจุดต้องเจาะลงไปเป็นร้อยเมตรกว่าจะเจอน้ำ ผมเคยไปช่วยสัตว์ประสบภัยแล้งที่ประเทศพม่าครั้งหนึ่ง แม่น้ำอิรวดีที่ว่ากว้างใหญ่มากก็แห้งจนถึงก้นแม่น้ำแบบนี้เหมือนกัน”

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

ที่ดอยเต่า ชาวบ้านทำสวนลำไยเป็นอาชีพหลัก และเลี้ยงปศุสัตว์เป็นอาชีพเสริม เมื่อไม่มีน้ำผลผลิตก็ไม่งอกเงย เมื่อไม่มีผลผลิตก็ไม่มีเงินซื้ออาหารให้วัวกิน พื้นดินแตกระแหงจนไม่มีแม้แต่หญ้า ดังนั้น ชาวบ้านจึงต้องอพยพสัตว์ไปยังศูนย์อพยพเพื่อหาน้ำและอาหารให้สัตว์กิน

“เวลามีภัยพิบัติใดก็ตามชาวบ้านจะรักและหวงแหนสัตว์ของพวกเขามาก ผมเคยไปช่วยเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดที่ประเทศอินโดนีเซีย ชาวบ้านจะไม่ยอมออกมาจากเขตภัยพิบัติ ถ้าเขาไม่ได้เอาสัตว์ออกมาด้วย พอภูเขาไฟระเบิด เขม่า ขี้เถ้า ลงมาปกคลุมพื้นที่เกษตรกรรม พืชผลในไร่กลายเป็นศูนย์ สัตว์คือทรัพย์สินอย่างเดียวที่เขาหลงเหลืออยู่ เป็นอนาคตของพวกเขา”

03

เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาเกิดเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าถล่มชายฝั่งบนเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบมากถึง 1.6 ล้านคน มีรายงานผู้เสียชีวิตกว่าพันคน ยังไม่รวมถึงสัตว์อีกนับไม่ถ้วนที่ล้มตายหรือถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง

หมอน็อตและทีมงานเป็นหนึ่งในคณะที่ลงพื้นที่เมืองปาลู ซึ่งเป็นเมืองที่ประสบภัยพิบัติครั้งนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่สัตว์ประสบภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

“หลังจากตัดสินใจว่าจะลงพื้นที่ ผมและทีมงานนั่งเครื่องบินไปลงที่ฝั่งใต้ของอินโดนีเซีย เพราะเครื่องบินไม่สามารถลงจอดที่เมืองปาลูซึ่งเป็นจุดหมายได้ เราจึงต้องเหมารถจากตอนใต้มายังตอนกลาง ซึ่งกว่าจะหารถได้ก็ใช้เวลาเกือบ 1 วัน

“นั่งรถมาอีก 1,060 กิโลเมตร ใช้เวลาร่วม 20 ชั่วโมงกว่าจะเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย เพราะต้องใช้เส้นทางที่เลาะทางเขาเข้ามาทั้งหมด เวลาเจอปั๊มน้ำมันก็ต้องคอยแวะเติม เชื่อไหมว่าแต่ละปั๊มมีรถต่อคิวเติมน้ำมันติดยาวเป็นกิโล ใช้เวลารอไม่ต่ำกว่าชั่วโมง

“พอใกล้ถึงจุดหมายเราเริ่มเห็นผู้ประสบภัยใช้ชีวิตอยู่ตามท้องถนน เริ่มพบแพะแกะที่ป่วยและมีบาดแผล เราก็ดำเนินการช่วยเหลือนำอาหารไปให้ จนมาถึงจุดหมาย วินาทีแรกที่เปิดกระจกคือได้กลิ่นเน่าลอยมาก่อนเลย

“เราลงพื้นที่ครั้งแรกเป็นเวลา 3 วัน เริ่มจากการเข้าไปสำรวจจุดพักพิงที่ประชาชนอพยพมาอาศัยอยู่ พร้อมสัตว์ต่างๆ เพื่อประเมินความเสียหายอย่างเร่งด่วน

พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ มอบชุดอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อรักษาสัตว์ในพื้นที่ภัยพิบัติ และวางแผนให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องด้วยการนำทีมสัตว์แพทย์อาสาเข้าไปในพื้นที่ ก่อนจะเดินทางกลับออกมา เบ็ดเสร็จรวมระยะทางไป-กลับ 2,000 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาอยู่บนรถร่วม 50 ชม.”  

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

เรื่องระยะทางและการเข้าถึงที่ยากลำบากกับภัยพิบัติเป็นของคู่กันอยู่แล้ว หมอน็อตเล่าต่อถึงการเข้าไปช่วยสัตว์ประสบที่ประเทศวานูอาตู ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไปเท่านั้น

“วานูอาตูโดนพายุไซโคลน Pam ถล่ม กวาดล้างไป 98% ของประเทศ ภาพที่เราเห็นตอนเฮลิปคอปเตอร์บินไปถึงคือซากต้นไม้ล้มระเนระนาด ทุกอย่างโกร๋นหมด เหลือบ้านพักอยู่เพียงไม่กี่หลัง มองออกไปไกลๆ ในมหาสมุทรยังเห็นมวลเมฆพายุดำเป็นปื้น บรรยากาศหดหู่และน่ากลัวมาก

“ชาวบ้านที่นั้นเลี้ยงหมูเป็นหลัก ปกติเขาจะเอามะพร้าวให้หมูกิน ทีนี้พอโดนพายุ มะพร้าวไม่เหลือเลยสักต้น ชาวบ้านไม่มีอะไรให้หมูกิน เราก็สังเกตเห็นว่ายังพอมีต้นกล้วยเหลืออยู่ ซึ่งชาวบ้านที่นั่นเขาไม่รู้ว่าต้นกล้วยกินได้ สรุปหมูคอกนั้นก็รอดชีวิตเพราะได้ภูมิปัญญาของไทยเรานี่แหละ”

หมอน็อตบอกว่านี่คือการบริหารองค์ความรู้ “ภูมิปัญญาท้องถิ่นคือสิ่งที่บางครั้งอาจไม่ได้ถูกแชร์ออกไปในวงกว้าง แต่มันถูกพิสูจน์แล้วจากคนหลากรุ่นในชุมชนว่ามันใช้งานได้จริง

“การที่เรามีโอกาสได้ไปเห็นความเดือดร้อนและช่วยแก้ไขปัญหาที่ประเทศอื่นๆ เราก็พยายามนำภูมิปัญญาของไทยไปประยุกต์ใช้ และเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะมีโอกาสได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เราไปเห็นจากที่อื่นๆ ในโลกมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาที่ประเทศไทยเช่นกัน” หมอน็อตเล่ายิ้มๆ

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
04

ถามว่าอะไรคือแรงบันดาลใจให้หมอน็อตไม่ย่อท้อกับการอุทิศตนเพื่อทำงานที่ท้าทาย แม้รู้ดีว่าการลงพื้นที่ทุกครั้งเต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก

หมอน็อตบอกว่า “ผมเชื่อว่างานทุกงานมีความลำบาก ไม่ใช่แค่งานนี้ ผมเพียงแต่รู้ว่างานที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสัตว์ที่กำลังเผชิญกับภัยพิบัติ ผมมีความสุขที่ได้เห็นว่าผลจากงานที่ผมทำ ทำให้ชาวบ้านและสัตว์ได้กลับไปมีชีวิตแบบที่ควรจะมี และควรจะเป็นอีกครั้ง

“เราไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ 100% ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม ผมมักปลอบใจตัวเองเสมอว่าตราบที่เราทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดและเร็วที่สุด ผลออกมาจะเป็นอย่างไร มันคือความจริงที่เราต้องยอมรับ หากผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง เราก็ต้องเรียนรู้ และนำมาเป็นบทเรียนในครั้งต่อไป”

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

สำหรับเป้าหมายจากนี้ นอกจากหมอน็อตยังคงมุ่งมั่นทำงานตรงนี้ต่อไปให้นานที่สุด เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปบนเส้นทางการทำงานตั้งแต่วันแรกมาจนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่า 10 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สังคมตื่นตัวเรื่องการช่วยเหลือสัตว์

จากช่วงแรกที่เข้ามาทำงานตรงนี้ คนไทยรวมทั้งสัตวแพทย์เองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่างานจัดการภัยพิบัติของสัตว์นั้นคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรด้วยซ้ำ เพราะถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากในภูมิภาคอาเซียน

“ตัวผมเองแม้จะเรียนจบสัตวแพทย์ก็ยังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจมากนัก รู้แต่มีแพสชันตั้งแต่สมัยเรียนว่าอยากทำงานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ ดังนั้น พอเรียนจบแล้วเห็นว่าทางองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเปิดรับอินเทิร์น ผมเลยลองมาสมัคร ปรากฏว่าได้ จึงมีโอกาสทำงานมาจนถึงทุกวันนี้”

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

หมอน็อตเชื่อว่า 10  ปีจากนี้ไปน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอีก โดยเฉพาะการผลักดันให้ภาครัฐมีกลไกในการช่วยเหลือสัตว์ในภาวะภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนเกิด-ระหว่างและหลังเกิดภัยพิบัติทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

“ตอนนี้เราเดินหน้าไปเยอะแล้วในเชิงทฤษฎี แต่เราอยากให้เห็นในเชิงปฏิบัติ ทั้งในการยกระดับการเตือนภัย และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ

“ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ผมไม่เคยกลัวตาย แต่ผมกลัวว่าลงพื้นที่ไปแล้วจะช่วยอะไรไม่ได้มากกว่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น สำหรับผม มันคือความล้มเหลว”

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
ภาพ : World Animal Protection

          

รู้สึกเหมือนกันไหมว่าโลกเราทุกวันนี้ประสบภัยพิบัติรุนแรงและถี่ขึ้นกว่าที่เคย ทุกครั้งที่เปิดหน้าโซเชียลมีเดีย เราจะพบข่าวแผ่นดินไหว ไฟป่า พายุเข้า น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด ไปจนถึงคลื่นความร้อนที่คร่าชีวิตผู้คนได้ ผ่านตาวันละหลายสิบข่าว

เมื่อใดก็ตามที่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น ผู้คนทั่วโลกมักพุ่งเป้าความสนใจและความช่วยเหลือไปให้ ‘มนุษย์’ ผู้ประสบภัยก่อนเป็นอันดับแรก จนบางครั้งเราหลงลืมไปว่าในทุกภัยพิบัตินั้นมี ‘สัตว์’ เป็นผู้ประสบภัยด้วยเช่นกัน

เราเห็นภาพการเยียวยา ธารน้ำใจที่หลั่งไหลและผลลัพธ์การช่วยเหลือมนุษย์ผู้ประสบภัยที่เป็นรูปธรรม แต่ถ้าถามถึงสัตว์ประสบภัย เราเชื่อว่าหลายคนก็คงไม่รู้ว่าขั้นตอนการช่วยเหลือสัตว์ประสบภัยเหล่านั้นมีกระบวนการและผลลัพธ์อย่างไร

หมอน็อต-ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม คือสัตวแพทย์หนุ่มที่เดินทางไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อนำการเยียวยารักษาไปหาสัตว์ประสบภัยเหล่านั้น

ทุกวันนี้หมอน็อตรับหน้าที่เป็นผู้จัดการโครงการภัยพิบัติที่องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก หรือ World Animal Protection องค์กรนานาชาติที่ทำงานด้านการช่วยเหลือสัตว์โดยเฉพาะ

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

ภารกิจช่วยเหลือสัตว์ในสถานการณ์ไม่ปกติอย่างพื้นที่ประสบภัยพิบัตินั้นย่อมไม่ธรรมดา

ไม่ธรรมดาถึงขั้นที่หมอน็อตบอกว่า “ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ผมไม่เคยกลัวตาย”

01

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าบนโลกนี้มีภัยพิบัติเกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

“ทุกวันนี้ทีมงานของเรากระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วโลก และทำงานร่วมกันในการมอนิเตอร์สถานการณ์ภัยพิบัติรอบโลก” หมอน็อตเริ่มอธิบาย

“การมอนิเตอร์คือการสำรวจว่าพื้นที่ไหนมีแนวโน้มจะเกิดภัยพิบัติขึ้นบ้าง กว่าพายุแต่ละลูกจะเข้าฝั่ง มีระยะฟอร์มตัวอยู่หลายวัน เราจะเริ่มประเมินสถานการณ์ในการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ตอนนั้นเลย เพราะถ้าเรานั่งรอข่าวอยู่เฉยๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น กว่านักข่าวจะลงพื้นที่และรายงานข่าว บางทีมันอาจจะช้าไปแล้ว”

หมอน็อตอธิบายต่อว่า ส่วนใหญ่เมื่อเกิดภัยพิบัติทีมงานจะใช้เวลาตัดสินใจและประสานงานเพื่อเตรียมตัวลงพื้นที่ไม่เกิน 3 วัน โดยหลักการประเมินว่าจะลงพื้นที่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและผลกระทบของเหตุการณ์นั้น

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

“ถ้าเกิดน้ำท่วม เราก็ต้องประเมินว่าสถานการณ์น้ำเป็นยังไง น้ำหลากผ่านพื้นที่ไปเฉยๆ หรือน้ำท่วมขัง ถ้าเป็นอย่างหลังเราก็ต้องลงพื้นที่ เพราะมีคนและสัตว์ประสบภัยขาดน้ำและอาหาร

แต่ก็ต้องยอมรับว่าสัตว์มักเป็น Priority ที่ 2 เมื่อก่อนเวลาเราลงไปในพื้นที่มักถูกเจ้าหน้าที่กันไม่ให้เข้าไปดูสัตว์ ตอนนี้คนเริ่มเข้าใจมากขึ้น ว่าทำไมสัตวแพทย์อย่างเราต้องเข้าไปในพื้นที่ภัยพิบัติด้วย”

หมอน็อตเล่าว่า ความท้าทายของงานนี้อยู่ที่ความท้าทายและไม่มีสูตรตายตัว “เราขนอุปกรณ์เข้าไปได้อย่างจำกัด ดังนั้น ไม่ว่าจะปัญหาแบบไหน ก็ต้องพลิกแพลงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้จากข้อจำกัดที่มี”

ในการลงพื้นที่แต่ละครั้ง จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก “เวลาลงพื้นที่ ไม่เกี่ยวกับอายุหรือเพศ แต่ขึ้นอยู่กับความชำนาญการ เพราะคนที่จะลงไปในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไม่ปกติอย่างพื้นที่ประสบภัย ควรได้รับการเทรนด์มาในระดับหนึ่ง อย่างน้อยต้องรู้ว่าจะเอาตัวให้รอดได้ยังไง ไม่ใช่ว่าจะลงไปช่วย แต่กลายเป็นภาระของทีมงานคนอื่นแบบไม่รู้ตัว”

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

นอกจากความปลอดภัยแล้ว ในการลงพื้นที่แต่ละครั้งยังต้องอาศัยการประสานงานกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐหรือองค์กรของชุมชนในท้องถิ่น เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“เพราะเราไม่ใช่องค์กรใหญ่ ดังนั้น การทำงานกับภาครัฐจะช่วยให้เรารู้เป้าหมายและความต้องการของชุมชนได้อย่างแม่นยำ ที่สำคัญ ยังสามารถทำงานเพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืนได้ เพราะเราคงไม่สามารถจะลงพื้นที่อยู่กับชาวบ้านได้ตลอดไป สิ่งที่เราทำได้คือนำองค์ความรู้ไปมอบให้

“หลายครั้งเป็นชุมชนเดิมที่ประสบภัยพิบัติซ้ำๆ บางครั้งชาวบ้านเขาจัดการกันเองได้ บางครั้งมันก็ใหญ่โตมโหฬารจนเราต้องเข้าไปช่วย แต่เราก็ต้องประเมินด้วยว่า ทำไมครั้งนี้เขาช่วยตัวเองได้ ทำไมครั้งนี้เราต้องเข้าไปช่วย มีช่องว่างอะไรในความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติของเขาที่เราสามารถเข้าไปส่งเสริมได้บ้าง

“เราทำแบบนี้เพื่อให้เขาเตรียมพร้อมรับมือและช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ” หมอน็อตอธิบาย

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
02

“ภัยพิบัติประเภทไหนท้าทายที่สุดในการเข้าไปช่วยเหลือ” เราถาม

หมอน็อตตอบอย่างไม่ลังเล “ภัยแล้งยากที่สุด ถึงภาพที่ออกมาจะดูไม่ตื่นเต้นเท่าภาพสึนามิ แผ่นดินไหว แต่เหตุการณ์พวกนั้นเกิดแล้วจบทันที ยกเว้นบางกรณีอาจจะมีอาฟเตอร์ช็อกหรือมีผลกระทบต่อเนื่อง อย่างสึนามิที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ส่งผลกระทบไปถึงโรงงานนิวเคลียร์

“แต่ภัยแล้งเป็นภัยพิบัติที่กระทบในวงกว้างและยาวนาน ชาวบ้านบางคนหมดตัวเพราะเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ และในแง่การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือก็ยากเหมือนกัน

เพราะการเข้าไปช่วยเหลือชุมชนที่ประสบภัยพิบัติจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ชุมชนนั้นมีด้วย ถ้าทรัพยากรในชุมชนที่ประสบภัยแล้งร่อยหรอ ก็ย่อมส่งผลให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและระยะยาวเป็นไปอย่างยากลำบาก”

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

ประเทศไทยประสบภัยแล้งทุกปี แต่คนเมืองส่วนใหญ่ไม่รู้ อย่างที่ดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ที่หมอน็อตเคยลงไปช่วยเหลือสัตว์ของชุมชนเกษตรกรรมซึ่งประสบภัยแล้งยาวนานถึง 3 ปีติดต่อกัน

“คนในเมืองยังมีน้ำกินน้ำใช้เพราะมีน้ำสำรองไว้ในเขื่อน อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ แม่น้ำเจ้าพระยามาจากแม่น้ำ 4 สายคือวัง ยม น่าน และปิง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ใหญ่ที่สุดและไหลผ่านเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

“ในเขื่อนยังมีน้ำ แต่ลำน้ำต้นสายนั้นเหือดแห้งจนถึงก้นแม่น้ำ รถกระบะของทีมเราที่จะไปช่วยชาวบ้านอพยพสัตว์ต้องลงไปวิ่งตรงก้นแม่น้ำที่ปกติมีน้ำอยู่เต็ม มันแล้งจนชาวบ้านต้องเจาะบ่อบาดาลตรงก้นแม่น้ำและก้นทะเลสาบดอยเต่า บางจุดเจาะลงไปหลายสิบเมตร  

“บางจุดต้องเจาะลงไปเป็นร้อยเมตรกว่าจะเจอน้ำ ผมเคยไปช่วยสัตว์ประสบภัยแล้งที่ประเทศพม่าครั้งหนึ่ง แม่น้ำอิรวดีที่ว่ากว้างใหญ่มากก็แห้งจนถึงก้นแม่น้ำแบบนี้เหมือนกัน”

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

ที่ดอยเต่า ชาวบ้านทำสวนลำไยเป็นอาชีพหลัก และเลี้ยงปศุสัตว์เป็นอาชีพเสริม เมื่อไม่มีน้ำผลผลิตก็ไม่งอกเงย เมื่อไม่มีผลผลิตก็ไม่มีเงินซื้ออาหารให้วัวกิน พื้นดินแตกระแหงจนไม่มีแม้แต่หญ้า ดังนั้น ชาวบ้านจึงต้องอพยพสัตว์ไปยังศูนย์อพยพเพื่อหาน้ำและอาหารให้สัตว์กิน

“เวลามีภัยพิบัติใดก็ตามชาวบ้านจะรักและหวงแหนสัตว์ของพวกเขามาก ผมเคยไปช่วยเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดที่ประเทศอินโดนีเซีย ชาวบ้านจะไม่ยอมออกมาจากเขตภัยพิบัติ ถ้าเขาไม่ได้เอาสัตว์ออกมาด้วย พอภูเขาไฟระเบิด เขม่า ขี้เถ้า ลงมาปกคลุมพื้นที่เกษตรกรรม พืชผลในไร่กลายเป็นศูนย์ สัตว์คือทรัพย์สินอย่างเดียวที่เขาหลงเหลืออยู่ เป็นอนาคตของพวกเขา”

03

เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาเกิดเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าถล่มชายฝั่งบนเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบมากถึง 1.6 ล้านคน มีรายงานผู้เสียชีวิตกว่าพันคน ยังไม่รวมถึงสัตว์อีกนับไม่ถ้วนที่ล้มตายหรือถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง

หมอน็อตและทีมงานเป็นหนึ่งในคณะที่ลงพื้นที่เมืองปาลู ซึ่งเป็นเมืองที่ประสบภัยพิบัติครั้งนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่สัตว์ประสบภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

“หลังจากตัดสินใจว่าจะลงพื้นที่ ผมและทีมงานนั่งเครื่องบินไปลงที่ฝั่งใต้ของอินโดนีเซีย เพราะเครื่องบินไม่สามารถลงจอดที่เมืองปาลูซึ่งเป็นจุดหมายได้ เราจึงต้องเหมารถจากตอนใต้มายังตอนกลาง ซึ่งกว่าจะหารถได้ก็ใช้เวลาเกือบ 1 วัน

“นั่งรถมาอีก 1,060 กิโลเมตร ใช้เวลาร่วม 20 ชั่วโมงกว่าจะเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย เพราะต้องใช้เส้นทางที่เลาะทางเขาเข้ามาทั้งหมด เวลาเจอปั๊มน้ำมันก็ต้องคอยแวะเติม เชื่อไหมว่าแต่ละปั๊มมีรถต่อคิวเติมน้ำมันติดยาวเป็นกิโล ใช้เวลารอไม่ต่ำกว่าชั่วโมง

“พอใกล้ถึงจุดหมายเราเริ่มเห็นผู้ประสบภัยใช้ชีวิตอยู่ตามท้องถนน เริ่มพบแพะแกะที่ป่วยและมีบาดแผล เราก็ดำเนินการช่วยเหลือนำอาหารไปให้ จนมาถึงจุดหมาย วินาทีแรกที่เปิดกระจกคือได้กลิ่นเน่าลอยมาก่อนเลย

“เราลงพื้นที่ครั้งแรกเป็นเวลา 3 วัน เริ่มจากการเข้าไปสำรวจจุดพักพิงที่ประชาชนอพยพมาอาศัยอยู่ พร้อมสัตว์ต่างๆ เพื่อประเมินความเสียหายอย่างเร่งด่วน

พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ มอบชุดอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อรักษาสัตว์ในพื้นที่ภัยพิบัติ และวางแผนให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องด้วยการนำทีมสัตว์แพทย์อาสาเข้าไปในพื้นที่ ก่อนจะเดินทางกลับออกมา เบ็ดเสร็จรวมระยะทางไป-กลับ 2,000 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาอยู่บนรถร่วม 50 ชม.”  

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

เรื่องระยะทางและการเข้าถึงที่ยากลำบากกับภัยพิบัติเป็นของคู่กันอยู่แล้ว หมอน็อตเล่าต่อถึงการเข้าไปช่วยสัตว์ประสบที่ประเทศวานูอาตู ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไปเท่านั้น

“วานูอาตูโดนพายุไซโคลน Pam ถล่ม กวาดล้างไป 98% ของประเทศ ภาพที่เราเห็นตอนเฮลิปคอปเตอร์บินไปถึงคือซากต้นไม้ล้มระเนระนาด ทุกอย่างโกร๋นหมด เหลือบ้านพักอยู่เพียงไม่กี่หลัง มองออกไปไกลๆ ในมหาสมุทรยังเห็นมวลเมฆพายุดำเป็นปื้น บรรยากาศหดหู่และน่ากลัวมาก

“ชาวบ้านที่นั้นเลี้ยงหมูเป็นหลัก ปกติเขาจะเอามะพร้าวให้หมูกิน ทีนี้พอโดนพายุ มะพร้าวไม่เหลือเลยสักต้น ชาวบ้านไม่มีอะไรให้หมูกิน เราก็สังเกตเห็นว่ายังพอมีต้นกล้วยเหลืออยู่ ซึ่งชาวบ้านที่นั่นเขาไม่รู้ว่าต้นกล้วยกินได้ สรุปหมูคอกนั้นก็รอดชีวิตเพราะได้ภูมิปัญญาของไทยเรานี่แหละ”

หมอน็อตบอกว่านี่คือการบริหารองค์ความรู้ “ภูมิปัญญาท้องถิ่นคือสิ่งที่บางครั้งอาจไม่ได้ถูกแชร์ออกไปในวงกว้าง แต่มันถูกพิสูจน์แล้วจากคนหลากรุ่นในชุมชนว่ามันใช้งานได้จริง

“การที่เรามีโอกาสได้ไปเห็นความเดือดร้อนและช่วยแก้ไขปัญหาที่ประเทศอื่นๆ เราก็พยายามนำภูมิปัญญาของไทยไปประยุกต์ใช้ และเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะมีโอกาสได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เราไปเห็นจากที่อื่นๆ ในโลกมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาที่ประเทศไทยเช่นกัน” หมอน็อตเล่ายิ้มๆ

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
04

ถามว่าอะไรคือแรงบันดาลใจให้หมอน็อตไม่ย่อท้อกับการอุทิศตนเพื่อทำงานที่ท้าทาย แม้รู้ดีว่าการลงพื้นที่ทุกครั้งเต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก

หมอน็อตบอกว่า “ผมเชื่อว่างานทุกงานมีความลำบาก ไม่ใช่แค่งานนี้ ผมเพียงแต่รู้ว่างานที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสัตว์ที่กำลังเผชิญกับภัยพิบัติ ผมมีความสุขที่ได้เห็นว่าผลจากงานที่ผมทำ ทำให้ชาวบ้านและสัตว์ได้กลับไปมีชีวิตแบบที่ควรจะมี และควรจะเป็นอีกครั้ง

“เราไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ 100% ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม ผมมักปลอบใจตัวเองเสมอว่าตราบที่เราทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดและเร็วที่สุด ผลออกมาจะเป็นอย่างไร มันคือความจริงที่เราต้องยอมรับ หากผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง เราก็ต้องเรียนรู้ และนำมาเป็นบทเรียนในครั้งต่อไป”

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

สำหรับเป้าหมายจากนี้ นอกจากหมอน็อตยังคงมุ่งมั่นทำงานตรงนี้ต่อไปให้นานที่สุด เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปบนเส้นทางการทำงานตั้งแต่วันแรกมาจนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่า 10 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สังคมตื่นตัวเรื่องการช่วยเหลือสัตว์

จากช่วงแรกที่เข้ามาทำงานตรงนี้ คนไทยรวมทั้งสัตวแพทย์เองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่างานจัดการภัยพิบัติของสัตว์นั้นคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรด้วยซ้ำ เพราะถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากในภูมิภาคอาเซียน

“ตัวผมเองแม้จะเรียนจบสัตวแพทย์ก็ยังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจมากนัก รู้แต่มีแพสชันตั้งแต่สมัยเรียนว่าอยากทำงานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ ดังนั้น พอเรียนจบแล้วเห็นว่าทางองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเปิดรับอินเทิร์น ผมเลยลองมาสมัคร ปรากฏว่าได้ จึงมีโอกาสทำงานมาจนถึงทุกวันนี้”

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์

หมอน็อตเชื่อว่า 10  ปีจากนี้ไปน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอีก โดยเฉพาะการผลักดันให้ภาครัฐมีกลไกในการช่วยเหลือสัตว์ในภาวะภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนเกิด-ระหว่างและหลังเกิดภัยพิบัติทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

“ตอนนี้เราเดินหน้าไปเยอะแล้วในเชิงทฤษฎี แต่เราอยากให้เห็นในเชิงปฏิบัติ ทั้งในการยกระดับการเตือนภัย และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ

“ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ผมไม่เคยกลัวตาย แต่ผมกลัวว่าลงพื้นที่ไปแล้วจะช่วยอะไรไม่ได้มากกว่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น สำหรับผม มันคือความล้มเหลว”

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม, สัตวแพทย์
ภาพ : World Animal Protection

          

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ คืออาจารย์ นักวิจัย และที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนที่เราเคยพบเจอ 

เริ่มตั้งแต่การแต่งกายภายนอกที่สวมใส่ผ้าไทยอยู่เสมอ สลัดภาพดอกเตอร์จากเมืองนอกทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และภายในที่คิดถึงทั้งการสร้างประโยชน์ทางธุรกิจและสังคมไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว ผ่านการใช้งานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อน เปลี่ยนเรื่องยากให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงและใช้งานได้

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

จากประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี เขาให้คำปรึกษา ผลักดันผู้ประกอบอาหารเล็กใหญ่มามากกว่า 2,000 ราย และอีกนับร้อยชุมชน ตั้งแต่กระดาษว่างเปล่าจนถึงผลิตภัณฑ์ขายดิบขายดีในท้องตลาด 

เราอาจเปิดเผยชื่อสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นความลับทางธุรกิจของที่ปรึกษา แต่เชื่อว่าหลายแบรนด์เคยผ่านตาคุณมาอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นคือน้ำเต้าหู้โทฟุซังและกล้วยตาก Banana Society

ปัจจุบัน เขาคือผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร (EAST) ทำงานร่วมกับหน่วยงานมากมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ ทั้ง SME และธุรกิจท้องถิ่นให้เฉิดฉาย

การให้คำปรึกษาของอาจารย์นั้นไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่รับโจทย์ แก้ปัญหา แต่พากลับไปคิดถึงแก่นแท้ จิตวิญญาณของธุรกิจว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร เพราะไม่อยากให้เกิดธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวแล้วล้มหายตายจากไป แต่ควรจะขับเคลื่อนสังคมด้วย แม้จะใช้เวลานาน ทำงานแทบไม่ได้หยุดก็ตาม

ต่อให้คุณไม่ได้ทำงานในวงการอาหาร แต่เราอยากให้คุณได้อ่านเรื่องราวนี้ไปด้วยกัน

เพราะนี่เป็นบทสนทนาที่จะชวนตั้งคำถามที่คุณอาจรู้สึกว่าควรมีใครสักคนถามคุณมาตั้งนานแล้ว และกลับไปตามหารากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง

01

อาหารและงานที่ดี

“อาหารที่ดีต้องประโลมตา บรรจงรส จรรโลงใจ” บัณฑิตกล่าวคำพูดของคุณแม่ อดีตนักเรียนโรงเรียนการเรือน ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในเส้นทางชีวิตของเขา

“แม่บอกเสมอว่าอาหารคือหนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญของเรา คำพูดดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ผมใช้บอกลูกศิษย์อยู่เสมอเลย” 

แต่ย้อนไปในวัยเด็ก ความสนใจด้านอาหารยังไม่เกิดขึ้นในความคิดของบัณฑิต เขารู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเห็นการทำงานของโรงงานอาหารที่แม่เขาเป็นผู้จัดการอยู่ และการเข้าเรียนด้านเทคโนโลยีอาหารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็อาจถือเป็นเรื่องจับพลัดจับผลู 

จนกระทั่งเจออีกหนึ่งแรงบันดาลใจคืออาจารย์ผู้ชี้ทาง

“ในรุ่นผม เราถูกปลูกฝังกันว่ามหาวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งในร่มเงาที่ทำให้สังคมผาสุก ซึ่งไม่เกิดขึ้นจากการเอาความรู้ที่เรียนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม หน้าที่ของอาจารย์ที่เติมปัญญาและเปลี่ยนผู้คนคือหนึ่งในหนทางนั้น

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ด้วยว่า การทำงานที่ดีคืองานที่ ‘สัมผัสฟ้า ซับน้ำตาดิน’ คือไปถึงความรู้ขั้นสูงสุดแล้วเอาลงมาแก้ไขปัญหาให้กับสังคม นั่นกลายเป็นปรัชญาในการทำงานของผม” 

หลังเรียนจบ บัณฑิตศึกษาต่อด้านวิศวกรรมอาหารจนถึงระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เติบโตในหน้าที่การงานจนเป็นผู้จัดการโรงงานที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ชีวิต เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่สายวิชาการตามเจตนารมณ์ที่เคยมี และค้นพบจุดบอดที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำอะไร

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

“เราค้นพบว่างานวิจัยที่ดีคือพื้นฐานของทุกอย่างเลย แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่บอกคนได้ว่าคุณมีความรู้แล้ว จะเอาความรู้ไปสร้าง Know-how ของตัวเองได้อย่างไร และต้องมี Know-why ด้วย คือไม่ใช่จะทำแต่สินค้าออกมาขาย แต่ต้องรู้ว่าทำไปทำไม ตอบโจทย์ตลาดไหม

“นอกจากสร้างผลกำไรแล้ว เรามองว่าธุรกิจควรสร้างประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น สนับสนุนชาวบ้าน เชิดชูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาของพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่สามารถออกแบบกระบวนการทางสังคม” อาจารย์เล่าความเชื่อเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อน พร้อมบอกว่าตอนนั้นยังไม่เห็นภาพเหมือนกันว่างานนี้จะเป็นอย่างไร แต่ต้องลองดู

เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจการเชื่อมองค์ความรู้จากงานวิจัยที่คนมักมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยาก เข้าสู่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม

02 

Ego & Eco

ธุรกิจที่บัณฑิตดำเนินการให้คำปรึกษาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ โดยทำงานร่วมกันผ่านการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ 

หนึ่ง ธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานเช่นเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช.) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการตั้งแต่ยังมีเพียงแค่โจทย์ วางคอนเซปต์ วิจัย จนถึงทดสอบตลาด

เช่น imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

สอง ธุรกิจพื้นถิ่นหรือธุรกิจชุมชนที่มักมีวัตถุดิบและแรงงาน แต่อาจขาดทักษะผู้ประกอบการและต้องการความช่วยเหลือ บัณฑิตและทีมงานจะลงพื้นที่ไปสำรวจความเป็นอยู่ พูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“ผมมองว่าหน้าที่ของผมคือการช่วยคนให้กินดีอยู่ดี มีงานทำ มีความสุขในพื้นที่ เราเข้าไปเป็นเหมือนตัวเร่ง (Catalyst) ให้แต่ละชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เวียนพื้นที่ไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่เราร่วมมือด้วย”

โดยทั้งสองแบบ บัณฑิตไม่เพียงให้คำปรึกษา แต่จะแฝงกระบวนการตามหาหัวใจของธุรกิจ เพื่อสร้าง ‘Soul Business’ ที่อยู่รอดและคำนึงถึงทั้ง Ego (ตัวเอง) และ Eco (ระบบนิเวศ) 

“แต่ละธุรกิจเป็นเหมือนร่างกายที่ต้องการอวัยวะแตกต่างกันไป เราพบว่าต่อให้ภูมิคุ้มกันดีแค่ไหน แต่ถ้าทั้งระบบไม่มี Herd Immunity เวลาคนอื่นตาย คุณก็ตายด้วย เหมือนปลาหนึ่งตัวที่เน่าในบ่อ

“คนอาจจะบอกว่าเราโง่ที่ทำแบบนี้ เพราะทำแล้วไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นมา แต่เขาไปวัดจากเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร”

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำอย่างไรล่ะจึงจะสร้าง Soul Business ให้เกิดขึ้นจริง 

Pinarie, Lupin chips
03

Search Inside Yourself

“คนอยากทำธุรกิจมาปรึกษาร้อยคน จะตอบคำถามเราไม่ได้สักแปดสิบคนแล้วเดินกลับไปอึ้งๆ” บัณฑิตเล่าบรรยากาศการให้คำแนะนำธุรกิจที่ทำให้คนงง และต้องกลับไปคิดทบทวนคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ไม่ได้โหดร้ายเย่อหยิ่งแต่อย่างใด สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะคนชอบเข้ามาหาหนทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสวงหาวิธีสร้างรายได้ทางธุรกิจเสร็จสรรพ แต่ลืมคำนึงถึงว่าตัวเองเป็นใคร ทำไปเพื่ออะไร

“จริงๆ การทำสินค้าเป็นสิ่งที่มาทีหลังเลย อย่างแรกที่คุณควรทำคือสำรวจตัวเองก่อนว่าพร้อมไหม สมมติผลตอบแทนต้องรออีกสักประมาณสี่ปีอย่างต่ำ คุณทนได้หรือเปล่า คุณแน่ใจไหมว่าจะขายให้ใคร เขามีแนวโน้มจะชอบของคุณหรือเปล่า พอเหลือยี่สิบคน ก็จะถามลึกไปอีกว่าสภาพคล่องเป็นอย่างไร จะหาเงินทุนจากไหน บางคนแค่ตั้งโจทย์ใช้เวลาเก้าเดือน 

“เราต้องตั้งคำถามเหล่านี้ให้มีคำตอบชัดก่อน ถ้าไม่ชัด เราไม่ทำ ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นภาพคนที่มีมะม่วงล้นก็กวนขาย แต่ไม่รู้ว่าขายใคร ทำไปเป็นปีก็ไม่หมด เห็น SME เกิดสิบ ตายแปด ในหนึ่งปี เราไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เลยต้องพาเขาไปเห็นปัญหาของตัวเอง ด้วยตัวเองก่อน” บัณฑิตเล่ากระบวนการที่คิดอย่างละเอียด เพราะธุรกิจขนาดเล็กต้องคิดคำนวณให้รัดกุมอย่างมาก บางครั้งต้องล้มกระดาน คิดโจทย์ใหม่ตั้งแต่ต้น

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

ส่วนระหว่างทาง เขาและทีมจะพยายามเสริมแทรกการคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ใช่บอกตรงๆ แต่ผ่านคำถามให้คิด

เช่น ถ้าทำธุรกิจที่มีแหล่งวัตถุดิบ 2 เจ้า เจ้าแรกเป็นเกรดเอ ราคา 17 บาท เจ้าสองเป็นเกรดซี ราคา 7 บาท บัณฑิตจะถามว่าวัตถุดิบแบบไหนเหมาะกับงานของเรา เราอาจต้องการแค่เกรดซีเพื่อนำมาแปรรูปต่อก็ได้ พร้อมถามว่าเจ้าของวัตถุดิบจะได้อะไรจากเราบ้าง ถือเป็นราคาที่ดีไหม เราเอาเปรียบเขาหรือเปล่า

“ระหว่างการให้คำปรึกษา เราจะกระตุ้นให้คนเห็นว่าธุรกิจที่เขาทำสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมากแค่ไหน เขาจะค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ 

“แต่มันไม่ใช่จะเกิดขึ้นในปีเดียวนะ บางคนต้องใช้เวลานานห้าถึงสิบปีเลย เขาถึงจะเห็นว่าตัวเองเดินได้แบบไม่ต้องเอาเปรียบใคร ระหว่างนั้นเราจะคอยเลี้ยงดูและทำให้เขาเห็น แม้ใช้เวลานานมากก็ตาม”

04

นักสืบ พยาบาล แพทย์ ครู

“เห็นการแต่งตัวของผมไหม ผมใส่แบบนี้แล้วเหมือนคุณลุงในชุมชนเลย” บัณฑิตเล่าหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาทำงานร่วมกับชุมชนสำเร็จ ในขณะที่หลายคนทำแล้วไม่เกิดผล

“การทำงานกับชุมชนต้องเริ่มจากทัศนคติก่อน ต้องเริ่มจากว่าเราไม่ได้เป็นผู้กอบกู้ หรือจะเอาอะไรไปให้เขานะ แต่ในฐานะเพื่อนที่ไปเรียนรู้ ผมไม่เคยบอกเลยว่าจะไปช่วยอะไรเขา แต่เริ่มจากมองเห็นปัญหาด้วยแว่นตาเดียวกันกับเขาก่อน คุยกับเขา เขากินอะไรก็กิน บางคนแค่ต้องการที่ระบาย เราก็ฟัง ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปด้วยแนวคิดนี้ ”

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต
บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

บัณฑิตเสริมต่อว่า เขาพยายามวางตัวให้เป็นนักสืบก่อนเมื่อเริ่มเข้าไปในชุมชน เพื่อถามคำถามต่างๆ ให้เขาได้คิดและตอบ หลังจากนั้นจะทำหน้าที่เป็นพยาบาลเยียวยาบาดแผลของคนไข้ ต่อด้วยเป็นแพทย์ผ่าตัดที่ลงมือแก้ไขปัญหา และสุดท้ายเป็นคุณครูที่ช่วยถอดบทเรียนสิ่งที่ได้เรียนรู้

แต่คนจำนวนมากเริ่มสวมบทบาทการลงพื้นที่ด้วยการเป็นตำรวจ ตรวจจับข้อผิดพลาด ตามด้วยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและปอเต็กตึ้ง ทำให้การทำงานร่วมกับชุมชนล้มเหลว

หวานอย่างมีหวัง
หวานอย่างมีหวัง

หนึ่งในเคสที่ประสบความสำเร็จในการทำงานชุมชนของบัณฑิตคือ ‘หวานอย่างมีหวัง’ น้ำตาลมะพร้าวแท้ของ อาจารย์ปรีชา เจี๊ยบหยู จากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย

“อาจารย์ปรีชาเป็นคนสอนผมว่านักวิชาการชอบเอาซากความรู้มาเก็บไว้เต็มตู้หนังสือเลย แต่เขาไม่อยากได้สิ่งนั้น อยากได้หลักวิชาการคู่กับวิชานอกตำราที่กลั่นกรองมาจากภูมิปัญญามากกว่า” 

น้ำตาลมะพร้าวนี้มีสรรพคุณมากมาย คนเบาหวานทานได้เพราะมีอินนูลิน ลดการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร เก็บเกี่ยวจากต้นมะพร้าววันละ 2 เวลา เรียกว่าน้ำตาลเช้าและน้ำตาลบ่าย ด้วยกระบอกไม้ไผ่ที่ช่วยให้น้ำตาลเสียช้าและไม่ต้องใส่สารเพิ่ม (แลกมากับกระบวนการล้างและต้มที่เพิ่มขึ้น) ดำเนินงานโดยกลุ่มในชุมชนที่มีความเข้มแข็ง 

แต่ปัญหาคือ คนไม่ค่อยเชื่ออาจารย์ปรีชา เพราะไม่ได้เป็นนักวิชาการ และผู้ผลิตจำนวนมากใส่สารปลอมปนในน้ำตาลเยอะ ทำลายความเป็นธรรมชาติ แต่กลับเรียกผลิตภัณฑ์ตัวเองว่าเป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้อยู่เต็มตลาด

บัณฑิตจึงเข้าไปคิดเรื่องแบรนด์ จนเกิดเป็นคำว่า ‘น้ำตาลของจริง’ และเก็บข้อมูลให้คนเห็นว่าใน 1 ปี น้ำตาลแต่ละช่วงเป็นอย่างไรบ้าง ข้อดีข้อด้อยเป็นอย่างไร พิสูจน์เรื่องวัสดุต่างๆ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ 

หลังดำเนินงานมากว่า 5 ปี น้ำตาลมะพร้าวของอาจารย์ปรีชากำลังจะได้รับการจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสมุทรสงคราม และที่ผ่านมา มีคนติดต่อเข้าไปดูงานมากถึงปีละหลายพันคน 

“เราได้นำความรู้วิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ภูมิปัญญา ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชุมชนด้วย” บัณฑิตยิ้ม งานแบบนี้ไม่มีใครเด่นกว่าใคร เพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันของจริง

05

ออกดอก ขยายผล

หลายคนชื่นชมแนวคิดของบัณฑิต แต่มองว่าการทำงานช้าเกินไป ไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว (Speed & Scale)

ด้วยเหตุนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา บัณฑิตจึงพยายามมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือทั้งหมดให้อยู่บนแพลตฟอร์มหนึ่งที่ลักษณะคล้ายสถาบัน มีทั้งคอร์สออนไลน์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หากมีปัญหา ก็มีทีมให้คำปรึกษาคอยช่วยโค้ช มีห้องวิจัยให้มาฝึกทดลองอย่างครบครัน 

รวมถึงพยายามขยายเครือข่ายให้มากขึ้น เช่น ร่วมงานกับหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ในเครือข่ายมากถึง 33 สถาบัน

“เราอาจทำคนเดียวไม่ไหว ก็ต้องให้คนอื่นมาช่วย ให้อาจารย์และนักศึกษานำกระบวนการที่เราใช้ไปขยายผลต่อผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่” 

และอีกโปรเจกต์หนึ่งที่บัณฑิตกำลังพัฒนาร่วมกับชุมชนอยู่คือ ‘Route to the Root’ พัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวความเป็นมา ให้ผู้บริโภคสำรวจกลับไปได้ถึงรากเหง้า ที่มาไปที่ของสินค้าแต่ละอย่าง โดยติดต่อไปวางขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างตลาดให้แก่ชุมชน 

รักษารากฐานแบบเดิมไว้ แต่ขยายผลให้กว้างไกลขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการมากขึ้น เป็นความหวังให้กับธุรกิจโดยเฉพาะในยามวิกฤตเช่นนี้

06

ใจใหญ่กว่าตัว

“ผมตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากๆ เลยว่าทำอะไรอยู่ บางทีทำไปก็ดูจะไม่เห็นผลเลย เคยคิดว่าจะหยุดเหมือนกัน” บัณฑิตเล่าว่าทำงานในแวดวงมานาน 20 กว่าปี ย่อมมีท้อบ้างเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ที่อัตราความสำเร็จของธุรกิจที่ให้คำปรึกษาอยู่ที่ราว 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก่อนจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์

“สิ่งที่ทำให้ผมยังทำงานต่อคือการถามตัวเองว่า หนึ่ง เราทำแล้วได้อะไร สอง ถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจไหม หลายครั้งคนมักติดอยู่ที่คำถามข้อแรก แต่ผมจะพยายามถามตัวเองข้อที่สองก่อน แล้วได้คำตอบเสมอว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจมาก

“ผมมองว่าโอกาสในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตมันไม่ได้มีมาบ่อย ถ้าไม่คว้าไว้ก็เป็นอากาศ และถึงต้องล้มเหลว เรามองว่ามันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ต้องล้มบ่อยๆ จนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

“สองความคิดนี้ทำให้ไม่ว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน ไม่ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ ผมยังคงทำอยู่ มันมีโดดเดี่ยวบ้างบนเส้นทางนี้ แต่ชีวิตก็เป็นแบบนั้น เกิดมาคนเดียว เราก็ตายคนเดียวเหมือนกัน”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นทางนี้ไม่หนักหนาจนเกินไปคือ ทีมงานที่ทำงานร่วมกันภายในทีม EAST กับบัณฑิตราว 20 คนที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี 

“ก่อนน้องๆ ในทีมจะเข้ามาทำงานร่วมกัน คำถามหลักที่ผมจะถามพวกเขาคือ ถ้าคุณทำงานสักชิ้นแล้วต้องล้ม คุณคิดว่าคุณล้มได้สักกี่ครั้ง คำตอบของเขาจะบ่งชี้เองว่าเขาเหมาะกับงานนี้หรือเปล่า หลายคนตอบว่าล้มได้เยอะ คำถามคือ พอคุณลุกขึ้นมา คุณมีวิธีจัดการตัวเองอย่างไร

“สุดท้าย ผมถามว่าถ้างานเหล่านี้เกิดพรากชีวิตส่วนอื่นๆ ของคุณขึ้นมา คุณจะเสียดายลมหายใจตรงนี้ไหม เพราะงานแบบนี้ล้มเยอะมากนะ คุณจะรู้สึกล้มเหลว สูญเสียศักดิ์ศรี และวันหยุดของเราคือวันที่คนอื่นประสบความสำเร็จ ดังนั้น เราไม่ได้หาคนเก่ง เรื่องนั้นฝึกกันได้ แต่เราตามหาคนที่ใจใหญ่กว่าตัวมหาศาล” 

คนที่มีคุณสมบัตินี้คือทีมงานที่อยู่เคียงข้างบัณฑิต และพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ไม่น้อยหน้าใคร

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ คืออาจารย์ นักวิจัย และที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนที่เราเคยพบเจอ 

เริ่มตั้งแต่การแต่งกายภายนอกที่สวมใส่ผ้าไทยอยู่เสมอ สลัดภาพดอกเตอร์จากเมืองนอกทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และภายในที่คิดถึงทั้งการสร้างประโยชน์ทางธุรกิจและสังคมไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว ผ่านการใช้งานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อน เปลี่ยนเรื่องยากให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงและใช้งานได้

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

จากประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี เขาให้คำปรึกษา ผลักดันผู้ประกอบอาหารเล็กใหญ่มามากกว่า 2,000 ราย และอีกนับร้อยชุมชน ตั้งแต่กระดาษว่างเปล่าจนถึงผลิตภัณฑ์ขายดิบขายดีในท้องตลาด 

เราอาจเปิดเผยชื่อสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นความลับทางธุรกิจของที่ปรึกษา แต่เชื่อว่าหลายแบรนด์เคยผ่านตาคุณมาอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นคือน้ำเต้าหู้โทฟุซังและกล้วยตาก Banana Society

ปัจจุบัน เขาคือผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร (EAST) ทำงานร่วมกับหน่วยงานมากมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ ทั้ง SME และธุรกิจท้องถิ่นให้เฉิดฉาย

การให้คำปรึกษาของอาจารย์นั้นไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่รับโจทย์ แก้ปัญหา แต่พากลับไปคิดถึงแก่นแท้ จิตวิญญาณของธุรกิจว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร เพราะไม่อยากให้เกิดธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวแล้วล้มหายตายจากไป แต่ควรจะขับเคลื่อนสังคมด้วย แม้จะใช้เวลานาน ทำงานแทบไม่ได้หยุดก็ตาม

ต่อให้คุณไม่ได้ทำงานในวงการอาหาร แต่เราอยากให้คุณได้อ่านเรื่องราวนี้ไปด้วยกัน

เพราะนี่เป็นบทสนทนาที่จะชวนตั้งคำถามที่คุณอาจรู้สึกว่าควรมีใครสักคนถามคุณมาตั้งนานแล้ว และกลับไปตามหารากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง

01

อาหารและงานที่ดี

“อาหารที่ดีต้องประโลมตา บรรจงรส จรรโลงใจ” บัณฑิตกล่าวคำพูดของคุณแม่ อดีตนักเรียนโรงเรียนการเรือน ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในเส้นทางชีวิตของเขา

“แม่บอกเสมอว่าอาหารคือหนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญของเรา คำพูดดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ผมใช้บอกลูกศิษย์อยู่เสมอเลย” 

แต่ย้อนไปในวัยเด็ก ความสนใจด้านอาหารยังไม่เกิดขึ้นในความคิดของบัณฑิต เขารู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเห็นการทำงานของโรงงานอาหารที่แม่เขาเป็นผู้จัดการอยู่ และการเข้าเรียนด้านเทคโนโลยีอาหารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็อาจถือเป็นเรื่องจับพลัดจับผลู 

จนกระทั่งเจออีกหนึ่งแรงบันดาลใจคืออาจารย์ผู้ชี้ทาง

“ในรุ่นผม เราถูกปลูกฝังกันว่ามหาวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งในร่มเงาที่ทำให้สังคมผาสุก ซึ่งไม่เกิดขึ้นจากการเอาความรู้ที่เรียนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม หน้าที่ของอาจารย์ที่เติมปัญญาและเปลี่ยนผู้คนคือหนึ่งในหนทางนั้น

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ด้วยว่า การทำงานที่ดีคืองานที่ ‘สัมผัสฟ้า ซับน้ำตาดิน’ คือไปถึงความรู้ขั้นสูงสุดแล้วเอาลงมาแก้ไขปัญหาให้กับสังคม นั่นกลายเป็นปรัชญาในการทำงานของผม” 

หลังเรียนจบ บัณฑิตศึกษาต่อด้านวิศวกรรมอาหารจนถึงระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เติบโตในหน้าที่การงานจนเป็นผู้จัดการโรงงานที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ชีวิต เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่สายวิชาการตามเจตนารมณ์ที่เคยมี และค้นพบจุดบอดที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำอะไร

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

“เราค้นพบว่างานวิจัยที่ดีคือพื้นฐานของทุกอย่างเลย แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่บอกคนได้ว่าคุณมีความรู้แล้ว จะเอาความรู้ไปสร้าง Know-how ของตัวเองได้อย่างไร และต้องมี Know-why ด้วย คือไม่ใช่จะทำแต่สินค้าออกมาขาย แต่ต้องรู้ว่าทำไปทำไม ตอบโจทย์ตลาดไหม

“นอกจากสร้างผลกำไรแล้ว เรามองว่าธุรกิจควรสร้างประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น สนับสนุนชาวบ้าน เชิดชูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาของพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่สามารถออกแบบกระบวนการทางสังคม” อาจารย์เล่าความเชื่อเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อน พร้อมบอกว่าตอนนั้นยังไม่เห็นภาพเหมือนกันว่างานนี้จะเป็นอย่างไร แต่ต้องลองดู

เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจการเชื่อมองค์ความรู้จากงานวิจัยที่คนมักมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยาก เข้าสู่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม

02 

Ego & Eco

ธุรกิจที่บัณฑิตดำเนินการให้คำปรึกษาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ โดยทำงานร่วมกันผ่านการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ 

หนึ่ง ธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานเช่นเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช.) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการตั้งแต่ยังมีเพียงแค่โจทย์ วางคอนเซปต์ วิจัย จนถึงทดสอบตลาด

เช่น imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

สอง ธุรกิจพื้นถิ่นหรือธุรกิจชุมชนที่มักมีวัตถุดิบและแรงงาน แต่อาจขาดทักษะผู้ประกอบการและต้องการความช่วยเหลือ บัณฑิตและทีมงานจะลงพื้นที่ไปสำรวจความเป็นอยู่ พูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“ผมมองว่าหน้าที่ของผมคือการช่วยคนให้กินดีอยู่ดี มีงานทำ มีความสุขในพื้นที่ เราเข้าไปเป็นเหมือนตัวเร่ง (Catalyst) ให้แต่ละชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เวียนพื้นที่ไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่เราร่วมมือด้วย”

โดยทั้งสองแบบ บัณฑิตไม่เพียงให้คำปรึกษา แต่จะแฝงกระบวนการตามหาหัวใจของธุรกิจ เพื่อสร้าง ‘Soul Business’ ที่อยู่รอดและคำนึงถึงทั้ง Ego (ตัวเอง) และ Eco (ระบบนิเวศ) 

“แต่ละธุรกิจเป็นเหมือนร่างกายที่ต้องการอวัยวะแตกต่างกันไป เราพบว่าต่อให้ภูมิคุ้มกันดีแค่ไหน แต่ถ้าทั้งระบบไม่มี Herd Immunity เวลาคนอื่นตาย คุณก็ตายด้วย เหมือนปลาหนึ่งตัวที่เน่าในบ่อ

“คนอาจจะบอกว่าเราโง่ที่ทำแบบนี้ เพราะทำแล้วไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นมา แต่เขาไปวัดจากเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร”

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำอย่างไรล่ะจึงจะสร้าง Soul Business ให้เกิดขึ้นจริง 

Pinarie, Lupin chips
03

Search Inside Yourself

“คนอยากทำธุรกิจมาปรึกษาร้อยคน จะตอบคำถามเราไม่ได้สักแปดสิบคนแล้วเดินกลับไปอึ้งๆ” บัณฑิตเล่าบรรยากาศการให้คำแนะนำธุรกิจที่ทำให้คนงง และต้องกลับไปคิดทบทวนคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ไม่ได้โหดร้ายเย่อหยิ่งแต่อย่างใด สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะคนชอบเข้ามาหาหนทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสวงหาวิธีสร้างรายได้ทางธุรกิจเสร็จสรรพ แต่ลืมคำนึงถึงว่าตัวเองเป็นใคร ทำไปเพื่ออะไร

“จริงๆ การทำสินค้าเป็นสิ่งที่มาทีหลังเลย อย่างแรกที่คุณควรทำคือสำรวจตัวเองก่อนว่าพร้อมไหม สมมติผลตอบแทนต้องรออีกสักประมาณสี่ปีอย่างต่ำ คุณทนได้หรือเปล่า คุณแน่ใจไหมว่าจะขายให้ใคร เขามีแนวโน้มจะชอบของคุณหรือเปล่า พอเหลือยี่สิบคน ก็จะถามลึกไปอีกว่าสภาพคล่องเป็นอย่างไร จะหาเงินทุนจากไหน บางคนแค่ตั้งโจทย์ใช้เวลาเก้าเดือน 

“เราต้องตั้งคำถามเหล่านี้ให้มีคำตอบชัดก่อน ถ้าไม่ชัด เราไม่ทำ ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นภาพคนที่มีมะม่วงล้นก็กวนขาย แต่ไม่รู้ว่าขายใคร ทำไปเป็นปีก็ไม่หมด เห็น SME เกิดสิบ ตายแปด ในหนึ่งปี เราไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เลยต้องพาเขาไปเห็นปัญหาของตัวเอง ด้วยตัวเองก่อน” บัณฑิตเล่ากระบวนการที่คิดอย่างละเอียด เพราะธุรกิจขนาดเล็กต้องคิดคำนวณให้รัดกุมอย่างมาก บางครั้งต้องล้มกระดาน คิดโจทย์ใหม่ตั้งแต่ต้น

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

ส่วนระหว่างทาง เขาและทีมจะพยายามเสริมแทรกการคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ใช่บอกตรงๆ แต่ผ่านคำถามให้คิด

เช่น ถ้าทำธุรกิจที่มีแหล่งวัตถุดิบ 2 เจ้า เจ้าแรกเป็นเกรดเอ ราคา 17 บาท เจ้าสองเป็นเกรดซี ราคา 7 บาท บัณฑิตจะถามว่าวัตถุดิบแบบไหนเหมาะกับงานของเรา เราอาจต้องการแค่เกรดซีเพื่อนำมาแปรรูปต่อก็ได้ พร้อมถามว่าเจ้าของวัตถุดิบจะได้อะไรจากเราบ้าง ถือเป็นราคาที่ดีไหม เราเอาเปรียบเขาหรือเปล่า

“ระหว่างการให้คำปรึกษา เราจะกระตุ้นให้คนเห็นว่าธุรกิจที่เขาทำสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมากแค่ไหน เขาจะค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ 

“แต่มันไม่ใช่จะเกิดขึ้นในปีเดียวนะ บางคนต้องใช้เวลานานห้าถึงสิบปีเลย เขาถึงจะเห็นว่าตัวเองเดินได้แบบไม่ต้องเอาเปรียบใคร ระหว่างนั้นเราจะคอยเลี้ยงดูและทำให้เขาเห็น แม้ใช้เวลานานมากก็ตาม”

04

นักสืบ พยาบาล แพทย์ ครู

“เห็นการแต่งตัวของผมไหม ผมใส่แบบนี้แล้วเหมือนคุณลุงในชุมชนเลย” บัณฑิตเล่าหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาทำงานร่วมกับชุมชนสำเร็จ ในขณะที่หลายคนทำแล้วไม่เกิดผล

“การทำงานกับชุมชนต้องเริ่มจากทัศนคติก่อน ต้องเริ่มจากว่าเราไม่ได้เป็นผู้กอบกู้ หรือจะเอาอะไรไปให้เขานะ แต่ในฐานะเพื่อนที่ไปเรียนรู้ ผมไม่เคยบอกเลยว่าจะไปช่วยอะไรเขา แต่เริ่มจากมองเห็นปัญหาด้วยแว่นตาเดียวกันกับเขาก่อน คุยกับเขา เขากินอะไรก็กิน บางคนแค่ต้องการที่ระบาย เราก็ฟัง ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปด้วยแนวคิดนี้ ”

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต
บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

บัณฑิตเสริมต่อว่า เขาพยายามวางตัวให้เป็นนักสืบก่อนเมื่อเริ่มเข้าไปในชุมชน เพื่อถามคำถามต่างๆ ให้เขาได้คิดและตอบ หลังจากนั้นจะทำหน้าที่เป็นพยาบาลเยียวยาบาดแผลของคนไข้ ต่อด้วยเป็นแพทย์ผ่าตัดที่ลงมือแก้ไขปัญหา และสุดท้ายเป็นคุณครูที่ช่วยถอดบทเรียนสิ่งที่ได้เรียนรู้

แต่คนจำนวนมากเริ่มสวมบทบาทการลงพื้นที่ด้วยการเป็นตำรวจ ตรวจจับข้อผิดพลาด ตามด้วยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและปอเต็กตึ้ง ทำให้การทำงานร่วมกับชุมชนล้มเหลว

หวานอย่างมีหวัง
หวานอย่างมีหวัง

หนึ่งในเคสที่ประสบความสำเร็จในการทำงานชุมชนของบัณฑิตคือ ‘หวานอย่างมีหวัง’ น้ำตาลมะพร้าวแท้ของ อาจารย์ปรีชา เจี๊ยบหยู จากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย

“อาจารย์ปรีชาเป็นคนสอนผมว่านักวิชาการชอบเอาซากความรู้มาเก็บไว้เต็มตู้หนังสือเลย แต่เขาไม่อยากได้สิ่งนั้น อยากได้หลักวิชาการคู่กับวิชานอกตำราที่กลั่นกรองมาจากภูมิปัญญามากกว่า” 

น้ำตาลมะพร้าวนี้มีสรรพคุณมากมาย คนเบาหวานทานได้เพราะมีอินนูลิน ลดการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร เก็บเกี่ยวจากต้นมะพร้าววันละ 2 เวลา เรียกว่าน้ำตาลเช้าและน้ำตาลบ่าย ด้วยกระบอกไม้ไผ่ที่ช่วยให้น้ำตาลเสียช้าและไม่ต้องใส่สารเพิ่ม (แลกมากับกระบวนการล้างและต้มที่เพิ่มขึ้น) ดำเนินงานโดยกลุ่มในชุมชนที่มีความเข้มแข็ง 

แต่ปัญหาคือ คนไม่ค่อยเชื่ออาจารย์ปรีชา เพราะไม่ได้เป็นนักวิชาการ และผู้ผลิตจำนวนมากใส่สารปลอมปนในน้ำตาลเยอะ ทำลายความเป็นธรรมชาติ แต่กลับเรียกผลิตภัณฑ์ตัวเองว่าเป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้อยู่เต็มตลาด

บัณฑิตจึงเข้าไปคิดเรื่องแบรนด์ จนเกิดเป็นคำว่า ‘น้ำตาลของจริง’ และเก็บข้อมูลให้คนเห็นว่าใน 1 ปี น้ำตาลแต่ละช่วงเป็นอย่างไรบ้าง ข้อดีข้อด้อยเป็นอย่างไร พิสูจน์เรื่องวัสดุต่างๆ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ 

หลังดำเนินงานมากว่า 5 ปี น้ำตาลมะพร้าวของอาจารย์ปรีชากำลังจะได้รับการจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสมุทรสงคราม และที่ผ่านมา มีคนติดต่อเข้าไปดูงานมากถึงปีละหลายพันคน 

“เราได้นำความรู้วิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ภูมิปัญญา ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชุมชนด้วย” บัณฑิตยิ้ม งานแบบนี้ไม่มีใครเด่นกว่าใคร เพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันของจริง

05

ออกดอก ขยายผล

หลายคนชื่นชมแนวคิดของบัณฑิต แต่มองว่าการทำงานช้าเกินไป ไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว (Speed & Scale)

ด้วยเหตุนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา บัณฑิตจึงพยายามมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือทั้งหมดให้อยู่บนแพลตฟอร์มหนึ่งที่ลักษณะคล้ายสถาบัน มีทั้งคอร์สออนไลน์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หากมีปัญหา ก็มีทีมให้คำปรึกษาคอยช่วยโค้ช มีห้องวิจัยให้มาฝึกทดลองอย่างครบครัน 

รวมถึงพยายามขยายเครือข่ายให้มากขึ้น เช่น ร่วมงานกับหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ในเครือข่ายมากถึง 33 สถาบัน

“เราอาจทำคนเดียวไม่ไหว ก็ต้องให้คนอื่นมาช่วย ให้อาจารย์และนักศึกษานำกระบวนการที่เราใช้ไปขยายผลต่อผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่” 

และอีกโปรเจกต์หนึ่งที่บัณฑิตกำลังพัฒนาร่วมกับชุมชนอยู่คือ ‘Route to the Root’ พัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวความเป็นมา ให้ผู้บริโภคสำรวจกลับไปได้ถึงรากเหง้า ที่มาไปที่ของสินค้าแต่ละอย่าง โดยติดต่อไปวางขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างตลาดให้แก่ชุมชน 

รักษารากฐานแบบเดิมไว้ แต่ขยายผลให้กว้างไกลขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการมากขึ้น เป็นความหวังให้กับธุรกิจโดยเฉพาะในยามวิกฤตเช่นนี้

06

ใจใหญ่กว่าตัว

“ผมตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากๆ เลยว่าทำอะไรอยู่ บางทีทำไปก็ดูจะไม่เห็นผลเลย เคยคิดว่าจะหยุดเหมือนกัน” บัณฑิตเล่าว่าทำงานในแวดวงมานาน 20 กว่าปี ย่อมมีท้อบ้างเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ที่อัตราความสำเร็จของธุรกิจที่ให้คำปรึกษาอยู่ที่ราว 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก่อนจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์

“สิ่งที่ทำให้ผมยังทำงานต่อคือการถามตัวเองว่า หนึ่ง เราทำแล้วได้อะไร สอง ถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจไหม หลายครั้งคนมักติดอยู่ที่คำถามข้อแรก แต่ผมจะพยายามถามตัวเองข้อที่สองก่อน แล้วได้คำตอบเสมอว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจมาก

“ผมมองว่าโอกาสในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตมันไม่ได้มีมาบ่อย ถ้าไม่คว้าไว้ก็เป็นอากาศ และถึงต้องล้มเหลว เรามองว่ามันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ต้องล้มบ่อยๆ จนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

“สองความคิดนี้ทำให้ไม่ว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน ไม่ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ ผมยังคงทำอยู่ มันมีโดดเดี่ยวบ้างบนเส้นทางนี้ แต่ชีวิตก็เป็นแบบนั้น เกิดมาคนเดียว เราก็ตายคนเดียวเหมือนกัน”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นทางนี้ไม่หนักหนาจนเกินไปคือ ทีมงานที่ทำงานร่วมกันภายในทีม EAST กับบัณฑิตราว 20 คนที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี 

“ก่อนน้องๆ ในทีมจะเข้ามาทำงานร่วมกัน คำถามหลักที่ผมจะถามพวกเขาคือ ถ้าคุณทำงานสักชิ้นแล้วต้องล้ม คุณคิดว่าคุณล้มได้สักกี่ครั้ง คำตอบของเขาจะบ่งชี้เองว่าเขาเหมาะกับงานนี้หรือเปล่า หลายคนตอบว่าล้มได้เยอะ คำถามคือ พอคุณลุกขึ้นมา คุณมีวิธีจัดการตัวเองอย่างไร

“สุดท้าย ผมถามว่าถ้างานเหล่านี้เกิดพรากชีวิตส่วนอื่นๆ ของคุณขึ้นมา คุณจะเสียดายลมหายใจตรงนี้ไหม เพราะงานแบบนี้ล้มเยอะมากนะ คุณจะรู้สึกล้มเหลว สูญเสียศักดิ์ศรี และวันหยุดของเราคือวันที่คนอื่นประสบความสำเร็จ ดังนั้น เราไม่ได้หาคนเก่ง เรื่องนั้นฝึกกันได้ แต่เราตามหาคนที่ใจใหญ่กว่าตัวมหาศาล” 

คนที่มีคุณสมบัตินี้คือทีมงานที่อยู่เคียงข้างบัณฑิต และพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ไม่น้อยหน้าใคร

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load