The Cloud x The Hero Season3

ท่ามกลางสังคมที่มองไปทางไหนก็เจอแต่ปัญหา ถ้าใครสักคนมีความคิดดีๆ ที่จะแก้ปัญหา แต่เมื่อปรึกษาคนรอบข้าง ก็อาจจะได้รับคำตอบว่า “เลิกฝันเถอะ เป็นไปไม่ได้หรอก”

จะดีแค่ไหนถ้ามีที่สักแห่ง มีคนบอกเราว่า “เป็นไปได้สิ… มาคิดต่อด้วยกัน” แล้วช่วยเป็นที่ปรึกษา จนกระทั่งความฝันเราเป็นรูปเป็นร่าง

ที่ที่เราจะได้เจอเพื่อนที่มีความฝันคล้ายกัน ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้บ้าอยู่คนเดียว

ที่ที่สอนให้เราเชื่อว่า ทุกคนสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ที่แห่งนั้นมีอยู่จริง และมีชื่อว่า School of Changemakers

หากคุณมีความฝัน มีไอเดียดีๆ ที่คิดว่าจะทำให้สังคมดีขึ้น ขอเชิญเดินเข้ามา ที่แห่งนี้มีดิน น้ำ ปุ๋ย และสภาพแวดล้อมที่ดี ที่จะบ่มเพาะความฝันของคุณให้เติบโต

“เราเคยอยู่ในดาวที่อะไรก็เป็นไปไม่ได้ เราทำอะไรไม่ได้ แต่ครั้งหนึ่งมีคนพาเราเดินข้ามดาว ให้โอกาส ให้ประสบการณ์ ให้เราลองทำนู่นทำนี่ จนรู้สึกว่า เฮ้ย เราทำอะไรได้นี่ ตอนนี้เราเลยทำหน้าที่เหมือนพี่ๆ คือพาคนเดินทางข้ามดาว มาสู่ดาวแห่งความเป็นไปได้”

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

นุ้ย-พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ หัวเรือใหญ่ของ School of Changemakers สรุปสิ่งที่เธอและทีมงานทำมาตลอดสิบกว่าปี นั่นคือสนับสนุนคนที่อยากทำโครงการดีๆ เพื่อสังคมให้เริ่มต้นได้ และช่วยสนับสนุนตลอดเส้นทางของการฟันฝ่าอุปสรรค

จากจุดเริ่มต้นของการทำงานภายใต้องค์กร Ashoka ซึ่งสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้ทำโครงการเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง มาวันนี้ School of Changemakers ของเธอแยกออกมาเป็นอิสระ และทำงานกับกลุ่มคนที่หลากหลายขึ้น นับตั้งแต่คนรุ่นใหม่ คนวัยทำงาน อาจารย์ ไปจนถึงบริษัทใหญ่ๆ ที่อยากแก้ปัญหา

สิ่งที่อยากเห็นยังเหมือนเดิม อยากเห็นคนสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ทุกอาชีพ ทุกภาคส่วน ไม่ว่าใครก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ และถ้ามีคนแบบนี้เยอะๆ แก้ปัญหาเป็น เห็นอะไรที่มันดีขึ้นได้ก็ลุกขึ้นมาทำ ประเทศจะดีกว่านี้ ปัญหาเล็กก็มีคนดูแล ปัญหาใหญ่ก็มีคนดูแล”

สิ่งที่นุ้ยเชื่อมั่นมาตลอดก็คือพลังของคนเล็กๆ เธอบอกว่า คนยุคนี้ไม่ได้ ‘ไม่แคร์ปัญหาสังคม’ อย่างที่คนส่วนใหญ่คิด เพราะผลจากการทำ Market Research พบว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของคนไทยอยากแก้ปัญหา อยากทำอะไรดีๆ เพื่อสังคม แต่ใน 70 เปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านี้ไม่ได้ลงมือทำ ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง และไม่มีคนสนับสนุน

งานของนุ้ยและทีมคือ การเติมเต็มช่องว่างนี้

“มีคนสนใจแก้ปัญหาเยอะมาก รับกันไม่หวาดไม่ไหว รอบตัวเรามีแต่ปัญหา ทั้งฝุ่นละออง ขยะ มีใครบ้างไม่อินเรื่องรถติด มีใครบ้างที่ไม่มีเพื่อนเป็นโรคซึมเศร้า มีคนมากมายอยากแก้ปัญหา แต่ระบบสนับสนุนมีไม่พอ เพราะการจะแก้ปัญหาให้สำเร็จไม่ใช่มีแค่เราคนเดียว แต่ต้องมีระบบสนับสนุน หรือ Ecosystem”

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

Ecosystem ของความฝัน

ต้นไม้จะสูงใหญ่ให้ดอกผลได้ แค่รดน้ำอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมีแมลง นก ไส้เดือน จุลินทรีย์ ไว้ช่วยทำหน้าที่ผสมเกสร กำจัดหนอน พรวนดิน ไปจนถึงตรึงไนโตรเจน นั่นคือ ‘ระบบนิเวศ’ (Ecosystem)

โครงการเพื่อสังคมจะสำเร็จได้ ก็ต้องอาศัยระบบนิเวศที่ดี ไม่ใช่แค่จัดประกวดโครงการ ให้เงิน ปล่อยให้เด็กไปทำ แล้วจบ

คนส่วนใหญ่นึกว่าถ้าจะทำโปรเจกต์ต้องมีเงินก่อน แต่ถ้าทำไปสักพักจะรู้ว่าเงินสำคัญน้อยสุด การเกิดโปรเจกต์หรือ Startup ดีๆ เราต้องสร้างระบบนิเวศให้มัน สร้างระบบบ่มเพาะที่ดี”

ระบบนิเวศที่นุ้ยกล่าวถึงประกอบด้วย

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

หนึ่ง ความรู้และเครื่องมือ จะได้เข้าใจปัญหาจริงๆ นุ้ยให้ความสำคัญกับการเข้าใจ Insight ของปัญหามาก จะได้เห็นโอกาสในการแก้ปัญหา เช่น อยากให้คนกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ต้องมองไปที่ Insight ซึ่งก็คือพฤติกรรมการเลือกกินของคน อาจจะพบว่าคนมักเลือกอาหารที่มีกลิ่นหอม ก็ต้องทำเมนูที่หอมที่สุดเป็นเมนูสุขภาพ ถ้าการเลือกมาจากตำแหน่งของถาดอาหาร ก็ต้องเอาเมนูผักวางด้านหน้าให้เด่นๆ การมองเช่นนี้ต่างจากการมองแบบ ‘Root Cause’ (รากของปัญหา) ที่เน้นการแก้ที่สาเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่จะจบตรงที่สร้างความตระหนัก แต่ยากในเชิงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (รู้ว่าของทอดไม่ดี แต่อดใจไม่ได้)

สอง พี่เลี้ยงหรือโค้ช เป็นที่ปรึกษา รับฟัง แนะนำ ช่วยอุดช่องว่างที่เราคิดไม่ถึง เพราะบางครั้งการคิดคนเดียว เราอาจคิดว่าแผนเราสมบูรณ์แบบแล้ว

สาม ชุมชน (Community) การทำอยู่คนเดียว สู้อยู่คนเดียว เวลาเจอปัญหาอาจหมดแรงได้ง่าย แต่ถ้าเรามีชุมชน ได้เห็นเพื่อนที่ร่วมฝัน ร่วมบ้าไปกับเรา แม้จะทำคนละโครงการ แต่อย่างน้อยเราก็จะมีกำลังใจว่ามีคนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน

สุดท้าย เงินทุนตั้งต้น

ทั้งสี่ปัจจัยนี้คือสิ่งที่ School of Changemakers มีให้ ผู้ที่สนใจเดินเข้ามาหาได้หลากหลายช่องทาง เช่น โครงการ Penguin Incubation เปิดให้คนที่มีไอเดียโครงการหรือกิจการเพื่อสังคมสมัครเข้ามา ทีมที่ได้รับคัดเลือกจะได้เข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะ (Incubation) เป็นเวลา 8 เดือน มีพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา มีเวิร์กช็อป และเงินทุนตั้งต้นให้

ส่วนคนที่ยังมีไอเดียไม่ชัดเจน ก็จองคิวเข้ามาปรึกษา Helpdesk กับผู้เชี่ยวชาญได้ จัดประมาณเดือนละ 2 ครั้ง

นอกจากนั้น ยังมีโครงการที่ร่วมกับองค์กรอื่นๆ เช่น The Hero ที่ร่วมกับ สสส. และ The Cloud เปิดพื้นที่ให้คนอายุ 18 – 24 ปี ที่กำลังเรียนอยู่ระดับมหาวิทยาลัยหรือเทียบเท่าส่งโครงการเข้ามา ด้วยความเชื่อที่ว่าทุกคนมีความเป็นฮีโร่อยู่ในตัวเอง อาจจะไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงระดับโลก แต่แค่เปลี่ยนจากจุดเล็กๆ ที่ทำให้ชีวิตใครบางคนดีขึ้น ก็นับว่ามีความหมาย

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

เริ่มจากจุดเล็กๆ ที่เราทำได้

หลายคนคิดว่าปัญหาสังคมเป็นเรื่องใหญ่เกินกำลังคนเล็กๆ แต่โครงการของเด็กๆ หลายโครงการที่นุ้ยและทีมงานช่วยบ่มเพาะ อาจทำให้เราเปลี่ยนความคิด

“กลุ่มนักเรียน ม.4 ที่ปากช่องเขาอินเรื่องขยะพลาสติกในทะเลมาก พวกเขาไปหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตมา 40 กว่าหน้า แล้วก็ทำโครงการไปเล่าเรื่องนี้ให้รุ่นน้องที่โรงเรียนอีกแห่งในอำเภอเดียวกันฟัง เล่าจบมีเด็ก ม.1 อีกสิบกว่าคนสนใจมาก มาชวนเขาคุยต่อว่าจะทำอะไรกันได้บ้าง ช่วงนั้นมีงานวิ่ง กลุ่มเด็กๆ ก็เข้าไปคุยกับผู้จัดงาน อาสาทำระบบจัดการขยะ ซึ่งทำได้สุดยอดมากถึงกับมีคนอยากจ้างต่อ”

โครงการ Guidelight เป็นผลงานของกลุ่มนักศึกษาที่เห็นปัญหาว่าเพื่อนตาบอดที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถอ่านชีทเตรียมสอบได้ ต้องรอเพื่อนตาดีให้ช่วยอ่านให้ฟัง พวกเขาจึงเข้าไปคุยกับศูนย์ช่วยเหลือนักศึกษาพิการของมหาวิทยาลัย จนเกิดโครงการที่นักศึกษาตาบอดนำชีตไปให้ศูนย์ฯ สแกนขึ้นเว็บได้ จากนั้นจะมีอาสาสมัครมาช่วยพิมพ์อีกที นักศึกษาตาบอดก็ใช้โปรแกรมแปลงข้อความให้เป็นเสียงเพื่อเปิดฟังทบทวนเนื้อหาได้ นักศึกษาตาบอดจึงมีผลการเรียนดีขึ้นมาก

ต่อมาพวกเขาได้ร่วมกับมูลนิธิแห่งหนึ่งจ้างนักศึกษาตาบอดที่เข้าเรียนให้ทำชีตวิชานั้นๆ ขึ้นเว็บไซต์ ทำให้นักศึกษาตาบอดผลิตสื่อได้เอง ได้ทั้งความภาคภูมิใจและรายได้เสริม

นุ้ยเล่าว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จคือ ต้องเลือกทำในสิ่งที่เราอินกับมันจริงๆ เท่านั้น

“คนเราไม่ควรจะทำอะไรก็ได้ ควรทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองอิน ถ้าทำสิ่งที่ตัวเองไม่อิน ก็ไม่มีอิมแพค” นุ้ยยืนยัน

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

อีกตัวอย่างเป็นของนักศึกษาวิศวะที่ชื่นชอบการประดิษฐ์หุ่นยนต์มาก พวกเขาคิดจะทำปลอกคอน้องหมาที่มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิ เพื่อแจ้งเตือนเจ้าของเมื่อน้องหมาป่วย ปลอกคอนี้มีขายที่ต่างประเทศในราคาสูงลิ่วถึง 50,000 พวกเขาอยากทำให้ถูกลงคนทั่วไปจะได้เข้าถึงได้ แต่เมื่อยิ่งทำก็ยิ่งเข้าใจว่าทำไมมันถึงแพง เพราะยาก มีตัวแปรเยอะ ในวันที่พวกเขารู้สึกเหมือนเจอทางตัน ก็ยังมีทางออก

ตัวต้นแบบที่เขาทำอยู่ในโรงพยาบาลสัตว์ ซึ่งอยู่ในห้องแอร์ ก็ลดตัวแปรเรื่องอุณหภูมิได้ คุณหมอที่ช่วยดูบอกว่างานที่น้องๆ ทำใช้ได้นะ เพราะหมาที่ออกมาจากห้องผ่าตัดและอยู่ใน ICU พยาบาลต้องเช็กอุณหภูมิทุก 2 ชั่วโมง โดยต้องเสียบเทอร์โมมิเตอร์ที่ก้นน้องหมา หมาก็ทรมาน แถมพยาบาลก็มีงานเยอะอยู่แล้ว ปลอกคอที่พวกเขาคิดจึงมีประโยชน์กับโรงพยาบาล พอไฟขึ้น พยาบาลก็มาได้ สัตวแพทย์บอกว่าทำมาเลย เขาซื้อได้” นุ้ยเล่าถึงกรณีที่โครงการไม่สามารถไปได้ถึงระดับที่ฝัน แต่ก็มีความหมาย

99.99 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ทำโปรเจกต์ ไปเจอมูลค่าตอนทำนี่แหละ ต้องให้โอกาสตัวเองลอง ทุกคนเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองทำได้ ตอนที่เรานั่งข้างนอก เราจะคิดแบบคนวงนอก ไม่เห็นโอกาส ทุกอย่างใหญ่หมด แต่พอไปทำจริง Solution เล็กๆ ก็จะมีตลาด มีมูลค่าของมัน”

นุ้ยย้ำถึงสิ่งสำคัญว่าเราต้องกล้าเริ่มต้น หลายครั้ง สิ่งที่พวกเขาทำก็สร้างมูลค่า หรือกลายเป็นอาชีพ เป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่คนทำได้ค่าตอบแทนเลี้ยงชีพ ในขณะที่สิ่งที่ทำก็มีประโยชน์ต่อคนอื่น

Social Enterprise เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีคนลงทุนกับตรงนี้เยอะขึ้น สังคมรับได้มากขึ้นว่าการทำเพื่อสังคม ถ้ามีไอเดียดี โมเดลดี เรายอมจ่ายตังค์ คุณไม่ต้องทำฟรี ไม่ต้องกินแกลบ แล้วถ้าคุณมีความเป็นมืออาชีพ มันก็สร้างอิมแพกได้จริง”

หนึ่งในตัวอย่างของโครงการที่นุ้ยช่วยบ่มเพาะมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ชื่อ ‘a-chieve โตแล้วไปไหน’ น้องกลุ่มนี้เข้าโครงการกับนุ้ยตั้งแต่พวกเขายังเป็นนักศึกษาปี 2 ผ่านมาแล้ว 8 ปีแล้วพวกเขาก็ยังทำโครงการนี้อยู่ และกลายมาเป็นกิจการเพื่อสังคมเต็มตัว

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

โครงการนี้เริ่มจากการเห็นปัญหาว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักตัวเอง ทำให้เลือกคณะผิด พวกเขาจึงทำโครงการที่หวังให้เด็กนักเรียนมัธยมปลายได้มีข้อมูลและรู้จักอาชีพต่างๆ มากขึ้น เริ่มตั้งแต่กิจกรรม Job Shadow รับสมัครพี่ต้นแบบและเด็กที่สนใจ จับคู่ให้เด็กๆ ได้ตามติดชีวิตการทำงานของพี่ๆ 2 สัปดาห์ ไปจนถึงกิจกรรม Open World เปิดโลกแต่ละสายอาชีพแบบเจาะลึก ให้เด็กสมัครมาพร้อมพ่อแม่ เพื่อให้รับรู้ข้อมูลพร้อมๆ กัน ไปจนถึงงานใหญ่อย่าง ‘ฟัก ฝัน Festival’ ที่รวมทุกอาชีพในงานเดียว มีเด็กร่วมงานนับพันคน

วันนี้พวกเขาคิดถึงขั้นอยากจะส่งต่อความรู้ ข้อมูลต่างๆ ที่พวกเขาสะสมมาตลอด 8 ปี ให้ครูแนะแนวตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงนักเรียนมากขึ้น

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกโครงการที่สำเร็จ หลายต่อหลายครั้งที่โครงการการก็ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง นุ้ยกล่าวว่าจาก 1,000 โปรเจกต์ มีแค่ 1 โปรเจกต์เท่านั้นที่เรียกได้ว่าไปถึงเป้าหมายที่วางไว้

ที่สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ไม่ใช่เรื่องความสามารถนะ แต่เป็นจังหวะชีวิตมากกว่า บางคนทำแล้วมีจังหวะชีวิตแค่นี้ อาจต้องไปเรียนหรือไปทำงานต่อ บางคนเลือกเรื่องที่ไม่อิน ก็ต้องเปลี่ยนไปทำเรื่องอื่น คนที่ทำสำเร็จคือแจ็กพอตว่าเจอจังหวะเหมาะ แล้วเจอเรื่องที่ชอบ

แต่อีก 999 โปรเจกต์ที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ความทุ่มเทเหล่านั้นก็ไม่ได้สูญเปล่า

ประสบการณ์ตรงนั้นเหมือนการฝังระเบิด เป็น Seed หรือ Time Bomb ที่จะถูกจุดเมื่อถึงเวลา อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าเขาทำอะไรได้ คนพวกนี้พอเขาไปทำงานบริษัท เขาก็จะไม่ใช่คนนั่งเฉย ถ้าเขาเห็นปัญหา เห็นโอกาสในการทำอะไรใหม่ๆ เขาจะลุกขึ้นมาทำ”

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

ความหวังและอนาคต

วันนี้กิจการเพื่อสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทยอีกต่อไป แทบทุกโรงเรียน ทุกมหาวิทยาลัย ต่างมีวิชาที่ให้เด็กทำโครงการ มีพื้นที่ให้เขาได้ทดลองความฝัน มีทุนให้พวกเขาได้เริ่มต้น สิ่งที่นุ้ยและ School of Changemakers ทำทุกวันนี้ จึงขยับขยายไปมากกว่าแต่ก่อน

“เราไปหนุนอาจารย์ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย หรือกลุ่ม NGOs เราจะช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ในการบ่มเพาะเด็ก เอาความรู้ เครื่องมือต่างๆ ไปให้ เพราะการสนับสนุนเด็กใช้เวลาเยอะ ปีหนึ่งเราทำเองอย่างมากก็ได้ 40 ทีม แต่ประเทศชาติเรามีคนอยากทำมากกว่านั้น ถ้าอาจารย์ทำเป็น เขาจะทำได้ทุกปี ได้ทุกเทอม มันกว้างกว่าเรา จาก 40 ทีม ก็กลายเป็น 400 หรือ 4,000 ทีม

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

“ด้วยความที่ทีมเราเล็ก เราเลยทำสิ่งที่เป็น Innovation ทำสิ่งที่เป็นช่องว่าง ที่ยังไม่มีใครทำ ทุกปีเราจะมานั่งดูว่าตอนนี้สังคมเราขาดอะไร ตอนนี้มันขาดระบบ Incubation เราก็เลือกทำเรื่องนี้ อีกอย่างที่เราเห็นว่าเป็นช่องว่างและอยากทำ ก็คือเรื่อง Insight เราอยากทำแพลตฟอร์มให้คนมาหา Insight ว่าโอกาสในการแก้ปัญหาอยู่ตรงไหน ถ้าอีก 3 ปีข้างหน้า มีเรื่องนี้แล้ว เราก็เปลี่ยนไปทำเรื่องอื่น”

นุ้ยบอกว่ามีคนเข้ามาหา School of Changemakers ตลอด มีไม่น้อยที่เป็นบริษัทใหญ่ๆ ที่เข้ามาปรึกษาว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สังคมดีขึ้น มีทั้งพนักงานบริษัทตัวเล็กๆ เช่น HR ที่มาขอคำแนะนำว่าจะทำโครงการอะไรให้คนทำงานมีความสุขมากขึ้นเพื่อให้อัตราการลาออกน้อยลง ไปจนถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังวางแผนอยากทำให้ลูกบ้านมีชีวิตที่ดี ให้หมู่บ้านเป็น Zero Waste และอื่นๆ อีกมากมาย เธอบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้สังคมนี้ดีขึ้น

“เรามีความหวังกับสังคมนี้เสมอ เพราะเราเจอแต่ด้านดีของคน แต่ละวันคุณเจอแต่คนที่อยากจะแก้ปัญหา อยากทำอะไรดีๆ ได้อยู่ท่ามกลางคนที่คิดบวก คิดดี”

งานที่เธอทำไม่ง่าย แต่เธอเรียกความท้าทายนั้นว่า ความสุข

แต่ละปีเราเห็นผลลัพธ์ว่าเราช่วยให้คนที่อยากทำอะไรดีๆ เริ่มต้นได้ เราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาทำฝันให้เป็นจริงได้ แล้วเรื่องราวของแต่ละคน จากวันที่เขาอยากทำจนถึงวันที่เขาทำได้ มันเปลี่ยนชีวิตเขายังไง และเขาไปเปลี่ยนชีวิตคนอื่นยังไง มันยิ่งกว่ารางวัลใดๆ มันทำให้ชีวิตเราทุกวันโคตรมีความหมาย”

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

www.schoolofchangemakers.com

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทางลาดขนานกับบันได ราวจับขนาบข้างทางเดิน ประตูขนาดกว้างกว่าปกติแต่ไม่มีลูกบิด ห้องน้ำใหญ่พิเศษเพื่อทุกคนโดยไม่ต้องแบ่งแยก

เราไล่มองรายละเอียดต่าง ๆ อย่างประทับใจเมื่อพบเห็นต้นแบบอาคารในฝัน ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้พิการแบบไม่ต้องเรียกร้อง

หลังสั่งเครื่องดื่มเมนูโปรดด้วยการจดบนกระดาษ ถูกคิดเงินด้วยพนักงานอัธยาศัยดี และใช้ภาษามือในการส่งต่อออเดอร์ ไม้สุดท้ายคือบาริสต้าใบหน้าเปื้อนยิ้มรับหน้าที่ชงกาแฟให้ถึงมือลูกค้า อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้รสชาติของมันกลมกล่อมกว่าที่ไหน 

คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) บอกกับเราในภายหลังว่า “ลองไปดูที่ร้านกาแฟข้างล่าง แคชเชียร์ผมเป็นออทิสติก ยิ้มแย้ม มีความสุข เขาทำงานได้ ทิ้งปมด้อยว่าเขาเป็นอะไร”

60+ Plus Bakery & Chocolate Cafe คือชื่อร้านกาแฟที่ท่านว่า ส่วน ศพอ. เป็นสิ่งที่เราจะนั่งลงคุยกับท่านในวันนี้ ถึงความเป็นมาและความพิเศษที่ทำให้ศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้ยืนหยัดเพื่อคนพิการมานานกว่า 20 ปี และผ่านการฝึกฝนอาชีพผู้พิการมาแล้วนับ 4,000 คน

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

ตัดสายสะดือ

ท่านพิรุณพาเราย้อนกลับไปช่วง พ.ศ. 2536 – 2544 หรือเรียกอีกอย่างว่าทศวรรษคนพิการ ผลจากการที่องค์การสหประชาชาติ (UN) เริ่มร่างอนุสัญญาคนพิการขึ้นมาเพื่อพัฒนากลุ่มเปราะบาง รัฐบาลญี่ปุ่นเล็งเห็นว่าจะเป็นการดีหากมีศูนย์พัฒนาศักยภาพคนพิการขึ้นมาสักแห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงร่วมมือกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของของมนุษย์ และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) 

ท่านพิรุณถึงกับบอกว่า 2 องค์กรนี้เปรียบได้กับผู้ตัดสายสะดือให้ ศพอ. ถือกำเนิดขึ้นมาใน พ.ศ. 2545 ตามมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ศพอ. ยังได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (ESCAP) ให้เป็นศูนย์ประสานงานด้านความพิการระดับภูมิภาคอีกด้วย

ในช่วงปีแรก จะเป็นการทำงานพัฒนาคนพิการระหว่าง JICA กับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นำความรู้วิทยาการที่รุดหน้าไปไกลของญี่ปุ่น ฝึกอบรมและถ่ายทอดให้กับประเทศต่าง ๆ จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม ศพอ. ถึงเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาชาวต่างชาติมากกว่าคนไทยเองเสียอีก

ที่สำคัญคือ JICA ไม่เพียงแค่ถ่ายทอดวิชาการอย่างเดียว ตึกที่เรานั่งสนทนากันอยู่ รวมทั้งตึกฝึกอบรมด้านหลัง ก็เป็นตึกที่ทางการญี่ปุ่นส่งมอบให้ โดยใช้หลัก Universal Design ในการออกแบบ ที่ผ่านมาก็มีคณะสถาปัตย์หลากหลายสถาบัน รวมถึงโรงแรมชั้นนำต่าง ๆ เข้ามาขอเรียนรู้งาน เพราะไม่ใช่แค่คนพิการ แต่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุในไม่ช้า และทุกคนต่างก็ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงภูมิสถาปัตย์

“เราก็ใช้ประโยชน์ในเรื่องพัฒนาคนพิการเยอะ ไม่เพียงแต่คนต่างชาตินะ องค์กรคนพิการไทยก็มาใช้ เราอยู่ชั้น 2 สภาคนพิการแห่งชาติอยู่ชั้น 3 แบ่งกันใช้พื้นที่เพื่อทำงานเรื่องคนพิการโดยเฉพาะ”

พันธมิตรคนต่อไปที่เข้ามาจับมือกับ ศพอ. คือกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ ที่จะช่วยทำให้ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก เป็นศูนย์ของผู้พิการทั้งภูมิภาคอย่างแท้จริง

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ
คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

บ้านพี่ เมืองน้อง

เพียงปีแรกที่เข้ามา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ก็ร่วมกับ ศพอ. และ JICA สร้างโครงการ Third Country Training Programme (TCTP) ขึ้นใน พ.ศ. 2557 มีภารกิจสำคัญคือ ฝึกอบรมและถ่ายทอดวิชาการให้แก่กลุ่มผู้พิการเกิดใหม่ในประเทศอาเซียน ได้แก่ ผู้เป็นออทิสติก ดาวน์ซินโดรม และกลุ่มผู้มีปัญหาทางการได้ยิน ภายใต้หลักการพัฒนาชุมชนอย่างมีส่วนร่วม หรือ Community-Based Inclusive Development: CBID โดยมีการดำเนินงาน ดังนี้

พ.ศ. 2557 ฝึกอบรมผู้มีปัญหาทางการได้ยิน

พ.ศ. 2558 ฝึกอบรมผู้เป็นออทิสติก

พ.ศ. 2559 ฝึกอบรมผู้เป็นดาวน์ซินโดรม

พ.ศ. 2560 ใช้กีฬาเข้ามาช่วยในการพัฒนาศักยภาพคนพิการด้านกายภาพ มุ่งเน้นที่กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 

พ.ศ. 2561 – 2562 ฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพคนพิการในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมด

มาถึงตรงนี้ ท่านพิรุณเน้นย้ำว่า อยากอธิบายเรื่องหลักการฝึกฝนที่ว่าให้เราเข้าใจ 

“แพทย์เข้ามาดูแลรักษาฟื้นฟูความพิการ แต่หลังจากฟื้นฟูแล้ว คนพิการก็ต้องอยู่ในสังคมให้ได้ CBID คือการนำความพิการมามีส่วนร่วมในสังคม ศพอ. จึงใช้ชุมชนเป็นฐานในการพัฒนา

ถ้าเด็กเป็นออทิสติกอยู่บ้าน ให้พ่อแม่สอนอย่างเดียว การพัฒนาช้า ต้องเอาชุมชน หมู่บ้าน หลากหลายองค์กรเข้ามาช่วยบูรณาการ หลัก CBID จะเข้ามาดูแลสภาพจิตใจ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ตอนที่ผมอบรมคนพิการแรก ๆ เขาไม่กล้าพูด เจียมเนื้อเจียมตัวเหมือนมีปมด้อย ตอนนี้เขาโต้ตอบเหมือนคนทั่วไปแล้ว” ท่านว่า

ส่วน พ.ศ. 2563 – 2565 ที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างเจอวิกฤตโควิด-19 เล่นงาน ทั้ง 3 องค์กร ก็ได้จัดตั้งหลักสูตรการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของคนพิการขึ้นมา เพราะเชื่อว่าผู้พิการจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ถูกนึกถึงเสมอ

“ปกติเวลาเกิดภัยพิบัติขึ้นมา โดยธรรมชาติก็ต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่คนพิการเขาเคลื่อนไหวลำบาก มีขายังวิ่งไม่ทันเลย แล้ววีลแชร์จะทันเหรอ เราต้องสร้าง Awareness ให้กับเขา และให้วิธีการช่วยเหลือ”

ตลอดระยะเวลา 9 ปี นอกจากจะมีโครงการที่ร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ยังมีโครงการที่ทำร่วมกับ ศพอ. โดยเฉพาะ อาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศกระจายความช่วยเหลือให้ผู้พิการในประเทศต่าง ๆ อีกด้วย

เห็นได้ชัดใน พ.ศ. 2564 จากโครงการเพิ่มศักยภาพการจัดการเรียนร่วมสำหรับผู้เชี่ยวชาญชาวมัลดีฟส์ สังกัดกรมการเรียนร่วม (IED) และครูจากโรงเรียนแกนนำในเมือง Male และ Atolls ประเทศมัลดีฟส์ โดยได้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมาช่วยปูพื้นฐานเรื่องการศึกษา พัฒนาหลักสูตร และอบรมครูอาจารย์ ศพอ. เองทำหน้าที่เผยแพร่หลักการ CBID คือการเรียนการสอนจะเกิดขึ้นในห้องอย่างเดียวไม่ได้ ชุมชน ผู้ปกครอง จะต้องให้ความร่วมมือด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ให้การช่วยเหลือและประสานงานกับทุกฝ่ายจนโครงการนี้เกิดขึ้น

“หลังเทรนออนไลน์แล้ว TICA ก็มีความเห็นว่า อยากให้ ศพอ. และ มศว ไปดูพื้นที่ในมัลดีฟส์ว่าจะบริหารจัดการยังไง พอได้ไอเดียแล้วก็ให้พวกเขาเดินทางมาดูระบบการศึกษาพิเศษที่ไทย เป็นการแสดงบทบาทของประเทศเราโดยมี TICA เป็นตัวขับเคลื่อน”

ยอมรับตามตรงว่า เราไม่เคยคิดภาพปัญหาคนพิการในประเทศทะเลสีครามอย่างมัลดีฟส์มาก่อน คำถามต่อไปจึงเป็นการขอให้ท่านพิรุณชี้แจงแถลงไข

“จากสถิติขององค์การสหประชาชาติ คนพิการทั่วโลกมี 10 เปอร์เซ็นต์ ไม่นับที่เพิ่มขึ้นจากอุบัติเหตุ 

“ประเทศไทยมี 67 ล้านคน คนพิการก็คงมีประมาณ 6,700,000 คน ซึ่งจริง ๆ มีมากกว่านั้น แต่ในจำนวน 6 ล้าน มีคนมาลงทะเบียนผู้พิการที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการประมาณ 2 ล้านกว่าคนแค่นั้นเอง 

“บางครอบครัวเขาไม่ยอมให้คนพิการออกจากบ้าน อาจจะอาย กลัวหลงทาง แต่โลกปัจจุบันคุณไม่ต้องอาย คุณควรให้โอกาสเขาออกมาเจอสายลมแสงแดดบ้าง เก็บตัวแต่ในบ้าน ในโรงพยาบาล ไม่ใช่วิธีแก้ที่ถูกต้อง”

คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

พิเศษใส่ไข่

การออกมาเจอสายลมแสงแดด อาจหมายความถึงการเดินทางมาฝึกฝนทักษะที่ ศพอ. ก็เป็นได้

ท่านพิรุณมองเห็นว่า รูปแบบการสอนที่ผ่านมาเน้นเรื่องกายภาพเป็นหลัก หลังท่านเข้ามารับหน้าที่ก็ได้ริเริ่มการนำมิติเศรษฐศาสตร์เข้ามาผสมผสาน เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพคนพิการดำเนินไปได้อย่างครบวงจรและยั่งยืน คือ หนึ่ง ต้องสร้างอาชีพ สอง ต้องสร้างรายได้ และสาม ต้องสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงได้ 

“ผมยกตัวอย่าง เช่น จักรยานหนึ่งคัน ที่ผ่านมาคุณทำให้องค์ประกอบจักรยานมีสองล้อที่แข็งแรง แต่ถ้าคุณยังต้องลากจูงมันไปก็ไม่ใช่ คุณต้องมีโซ่ที่จะขับเคลื่อนให้เขาไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเอง

“ถ้าคุณเอาแต่สุขภาพแข็งแรง แล้วเขาอยู่ยังไง คนพิการก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ถ้าเขาได้ใช้ศักยภาพที่มีในตัวเอง ทำงาน หาเงิน ก็จะมีความภาคภูมิใจว่าขนาดเขาพิการยังทำงานมีเงินได้ ไปถึงการสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วไป”

ธุรกิจเพื่อผู้พิการ (Disability Inclusive Business) เป็นกลยุทธ์หลักที่ ศพอ. เลือกใช้เป็นทางออกของเรื่องนี้ ตัวอย่างที่ใกล้ที่สุด จึงเป็นร้านกาแฟที่มีบาริสต้าเปื้อนยิ้มและแคชเชียร์ออทิสติก

60+ Plus Bakery & Chocolate Cafe เป็นโครงการธุรกิจเพื่อสังคมที่ให้ผู้พิการได้ฝึกภาคปฏิบัติในสนามจริง เสิร์ฟจริง ชงจริง ขายจริง สนับสนุนให้พวกเขาได้เป็นผู้ทำขนมปังด้วยตัวเอง โดยมีแบรนด์ขนมปังชื่อดังอย่าง Yamazaki ให้ความช่วยเหลือในการฝึกสอนให้ได้มาตรฐานเดียวกัน วัตถุดิบเดียวกัน ราคาเดียวกัน เหมือนเป็นอีกหนึ่งสาขาของ Yamazaki ต่างแค่มีผู้เล่นเป็นคนพิการเท่านั้น ผู้พิการบางส่วนถึงกับถูกจ้างให้เป็นพนักงานประจำสาขาต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำไป

ส่วนช็อกโกแลตที่ว่าทำยาก ก็ไม่ยากเกินกว่าจะคณามือคนพิการสักเท่าไร จากความช่วยเหลือของ MarkRin แบรนด์ช็อกโกแลตสัญชาติไทยที่เจ้าของใช้เวลาวิจัยต้นโกโก้มานานถึง 30 ปี ได้ออกมาเป็นขนมฝีมือคนพิการที่วางเรียงรายอยู่หน้าร้านรอให้เลือกซื้อ 

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ
ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

“มือหนึ่งของร้านเราเป็นคนหูหนวก ทั้งชงกาแฟ ทั้งทำช็อกโกแลตเยี่ยมมาก ตอนนี้เขากลายเป็นอาจารย์สอนคนพิการรุ่นใหม่ ๆ” ท่านพิรุณเล่าพร้อมประกายความสุขในแววตา

ผู้เข้าร่วมอบรมส่วนใหญ่ที่มีความหลากหลาย ทั้งพิการทางการมองเห็น การได้ยิน ทางร่างกาย ทางจิตใจ ทางสติปัญญา การเรียนรู้ จะได้รับการว่าจ้างในบริษัทเอกชนมากมาย โดยสิ่งแรกที่ผู้เข้าร่วมต้องเผชิญร่วมกัน คือการละลายพฤติกรรม

“เราต้องละลายพฤติกรรม ให้เขาลืมว่าตัวเองพิการอะไร ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้ความพิการประเภทอื่น ๆ ที่เขาต้องอยู่ด้วย คนออทิสติกต้องเรียนรู้เรื่องคนหูหนวกตาบอด”

“Café Amazon เอาคนหูหนวกจากที่นี่ไป 10 กว่าคน ความพิการอย่างเดียวของเขาคือการสื่อสาร แต่แก้ไขได้ด้วยการใช้วิธีเขียนหรือภาษามือง่าย ๆ เขาก็ทำงานได้เกือบเท่าคนปกติ ต่างกันแค่เล็กน้อย”

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีศูนย์ฝึกอบรมโรมแรมสำหรับคนพิการครบวงจรแห่งแรกในประเทศ ด้วยความช่วยเหลือจากโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทาราศูนย์ราชการ

และการสนับสนุนจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สอนเรื่องการบริการ การทำความสะอาด การทำรูมเซอร์วิส ห้องอาหาร คอฟฟี่ช็อป ฯลฯ จนโรงแรมระดับ 5 ดาวหลายที่ต้องต่อคิวกันแย่งตัวเลยทีเดียว 

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

พูดถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในประเทศกันไปแล้ว หลังได้รับความร่วมมือจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ในการกระจายความรู้สู่คนพิการในภูมิภาค รวมถึงพูดคุยกับฝ่ายนโยบายในกลุ่มประเทศอาเซียน น่าสนใจว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นให้เห็นบ้าง

“สิ่งที่ผมเดินไปคุยกับหน่วยงานของเขา คือกฎหมายของเขาส่งเสริมคนพิการยังไง ผมคิดว่าของไทยเราไปไกลมาก”

นั่นคือมาตรา 33 ที่ถูกบรรจุใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐรับ คนพิการเข้าทำงานตามลักษณะของงานในอัตราส่วนร้อยละ 1

สิ่งที่ทำให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากขึ้นคือมาตรา 34 ว่าด้วยนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่ไม่ได้รับคนพิการเข้าทำงานตามจำนวน จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนตามค่าแรงขั้นต่ำต่อวันใน 1 ปี ราว ๆ 1 แสนบาท

“มาตรา 34 จึงสำคัญมาก ทำให้คนต้องจ้างผู้พิการ นอกจากทำให้นายจ้างคิดถึงคนอื่น ๆ ในสังคม เราต้องการให้คนพิการทำงานได้เหมือนคนปกติ ซึ่งที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เขายังไม่มี คุยกับเขาเสร็จ เขาขอกฎหมายไทยไปดูได้ไหม เขาต้องแก้และพัฒนากฎหมายตัวเอง”

ท่านพิรุณเล่าว่าสถิติการจ้างงานในช่วง 5 ปีนี้ มีการจ้างงานคนพิการในภาคเอกชนประมาณ 75 – 80 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเยอะพอสมควร แต่ก็ใช่ว่าไม่มีปัญหาหากเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

“สิ่งที่ผมห่วงคือการจ้างงานของกลุ่มพิการทางสติปัญญา ถ้าทางด้านสายตา หู เขาสมองปกติ ทำงานได้ เพียงแต่การเคลื่อนไหวมีปัญหา แต่ถ้าพิการสติปัญญา บางคนจะเรียนรู้ช้า ทำได้สัก 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ของคนหูหนวก คนจะไม่ค่อยจ้าง ถ้ามีความเป็นธรรม เราต้องให้โอกาสคนพิการทุกประเภท และใช้งานในเรื่องที่เขาถนัด”

“วิธีแก้คือข้อสมมติฐาน คุณจะเลือกตามโควต้าหรือลักษณะงาน ถ้าเลือกตามลักษณะงาน ยังไงคุณก็หาคนไม่ได้หรอก แต่ถ้าคุณเลือกจ้างตามโควต้า แล้วคุณค่อยมาหาลักษณะงานที่เขาพอจะทำได้ เช่น งานประชาสัมพันธ์ คอลเซนเตอร์ ขนาดขนมปัง ช็อกโกแลตยังทำได้เลย ทำไมงานบริการจะทำไม่ได้”

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ
ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

ไทย – กล้า

จากการทำงานร่วมกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) มาอย่างยาวนาน ประหนึ่งมิตรที่พึ่งพา เกื้อกูล อาศัยกันเสมอ ทำให้ผู้พิการทั่วทั้งภูมิภาคเข้าถึงโอกาส และมองเห็นความหวังในการมีชีวิต เราถามท่านพิรุณว่าอยากเห็นความร่วมมืออะไรอีกจากมิตรแท้ผู้นี้

TICA ช่วยพัฒนามาแล้วทั่วโลก เรื่องเกษตร ท่องเที่ยว หมู่บ้าน เกี่ยวกับการทำมาหากินทั้งหมด ผมอยากให้ TICA มองเรื่องการพัฒนาสังคมมากขึ้นท่านพิรุณตอบคำถามโดยทันที ชี้แจงครบถ้วน ราวกับเตรียมเรื่องนี้มาช้านาน

เริ่มจากด้านทวิภาคี ในแต่ละปีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) จะมีการเจรจากับแผนงานความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เช่น ไทย-ลาว ไทย-กัมพูชา ท่านพิรุณต้องการให้มองถึงเรื่องความพิการด้วย เพราะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าที่ควร หรือไม่มีความรู้ในด้านการพัฒนาคนพิการ อย่างไรก็ดี ศพอ. เปรียบได้กับองค์ผู้รับนโยบายมาปฏิบัติให้เป็นจริง จึงพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกองค์กรเพื่อช่วยพัฒนาคนพิการในอนาคต

ด้านพหุภาคีที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ทำงานร่วมกับ JICA และ มศว ตอนนี้ก็ให้ความสำคัญเรื่องการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ท่านพิรุณเสนอให้ทุกกลุ่มให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องคนพิการเพิ่มด้วย

“โครงการ 60+ plus ก็เป็นโมเดลที่ดี ผมให้เขาเรียนรู้หน้าร้านทั้งหมด การคุย ดูแลลูกค้า แคชเชียร์ การตั้งของ แพ็กเกจจิ้ง ถ้าเขาเบื่อที่จะทำงานก็ไปเปิด Entrepreneurship ของเขาเอง 2 – 3 ปีก่อน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ก็มาดูโครงการ บอกว่าช่วยมาทำให้เขาได้ไหม มันเป็นโครงการที่จับต้องได้”

ผลงานของ APCD เป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างประเทศที่ TICA อยากจะนำเสนอให้ผู้เข้าร่วมงาน GSSD Expo 2022 ได้เห็นถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม รวมทั้ง TICA ได้นำเสนอช็อกโกแลตที่ทำโดยผู้พิการเพื่อแจกให้ผู้เข้าร่วมงานในงาน ระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565 อีกด้วย

แล้วมีธุรกิจอะไรอีกนอกจากร้านกาแฟที่คนพิการสามารถทำได้ – เราถาม

“มองตามความจริง คุณจะทำอะไรที่ยากมากไม่ได้ แต่ผมมองว่าโรงเรียนสารพัดช่างเป็นสิ่งที่คนพิการทำได้ อย่างช่างแอร์ทำได้แน่ คนพิการก็เหมือนคนทั่วไป ทำบ่อย ๆ ก็ครูพักลักจำ เด็กออทิสติกถ้าทำซ้ำ ๆ เขาก็ทำได้นะ คนหูหนวก มือไม้เขาก็มี พวกงานอิเล็กทรอนิกส์ทำได้แน่” ท่านแนะนำ

“บางคนมองว่าการฝึกคนพิการมันคือการฟื้นฟูสมรรถนะ แต่ผมว่าควรจะคิดให้ไกลกว่านั้น คุณสอนเขาค้าขาย ทำธุรกิจเอง เพิ่มทักษะอาชีพให้ เขาก็จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องขอใครกิน”

เป้าหมายสุดท้ายของท่านพิรุณ ผู้อำนวยการบริหารคนปัจจุบันของ ศพอ. จึงเป็นการได้เห็นสังคม Inclusive ที่คนพิการไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตได้อิสระดังเช่นคนปกติ และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 

ด้วยความช่วยเหลือจากนานาประเทศ จากพันธมิตรที่มีอย่างเหนียวแน่นอย่าง TICA เราเชื่อว่าภาพนั้นจะเกิดขึ้นจริงในเร็ววัน

“ผมก็เคยถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องทำ แต่ความพิการไม่ใช่ความผิดของคนพิการ ชีวิตมันต้องเดินหน้า ไม่ว่าจะพิการหรือปกติ สิ่งที่เราทำคือการบอกให้เขาอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะรัฐบาลไทย พ่อแม่ สังคม ดูแลเขาไม่ได้ตลอดชีวิต” ท่านพิรุณแสดงเจตจำนงปิดท้าย

คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load