The Cloud x The Hero Season3

ท่ามกลางสังคมที่มองไปทางไหนก็เจอแต่ปัญหา ถ้าใครสักคนมีความคิดดีๆ ที่จะแก้ปัญหา แต่เมื่อปรึกษาคนรอบข้าง ก็อาจจะได้รับคำตอบว่า “เลิกฝันเถอะ เป็นไปไม่ได้หรอก”

จะดีแค่ไหนถ้ามีที่สักแห่ง มีคนบอกเราว่า “เป็นไปได้สิ… มาคิดต่อด้วยกัน” แล้วช่วยเป็นที่ปรึกษา จนกระทั่งความฝันเราเป็นรูปเป็นร่าง

ที่ที่เราจะได้เจอเพื่อนที่มีความฝันคล้ายกัน ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้บ้าอยู่คนเดียว

ที่ที่สอนให้เราเชื่อว่า ทุกคนสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ที่แห่งนั้นมีอยู่จริง และมีชื่อว่า School of Changemakers

หากคุณมีความฝัน มีไอเดียดีๆ ที่คิดว่าจะทำให้สังคมดีขึ้น ขอเชิญเดินเข้ามา ที่แห่งนี้มีดิน น้ำ ปุ๋ย และสภาพแวดล้อมที่ดี ที่จะบ่มเพาะความฝันของคุณให้เติบโต

“เราเคยอยู่ในดาวที่อะไรก็เป็นไปไม่ได้ เราทำอะไรไม่ได้ แต่ครั้งหนึ่งมีคนพาเราเดินข้ามดาว ให้โอกาส ให้ประสบการณ์ ให้เราลองทำนู่นทำนี่ จนรู้สึกว่า เฮ้ย เราทำอะไรได้นี่ ตอนนี้เราเลยทำหน้าที่เหมือนพี่ๆ คือพาคนเดินทางข้ามดาว มาสู่ดาวแห่งความเป็นไปได้”

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

นุ้ย-พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ หัวเรือใหญ่ของ School of Changemakers สรุปสิ่งที่เธอและทีมงานทำมาตลอดสิบกว่าปี นั่นคือสนับสนุนคนที่อยากทำโครงการดีๆ เพื่อสังคมให้เริ่มต้นได้ และช่วยสนับสนุนตลอดเส้นทางของการฟันฝ่าอุปสรรค

จากจุดเริ่มต้นของการทำงานภายใต้องค์กร Ashoka ซึ่งสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้ทำโครงการเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง มาวันนี้ School of Changemakers ของเธอแยกออกมาเป็นอิสระ และทำงานกับกลุ่มคนที่หลากหลายขึ้น นับตั้งแต่คนรุ่นใหม่ คนวัยทำงาน อาจารย์ ไปจนถึงบริษัทใหญ่ๆ ที่อยากแก้ปัญหา

สิ่งที่อยากเห็นยังเหมือนเดิม อยากเห็นคนสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ทุกอาชีพ ทุกภาคส่วน ไม่ว่าใครก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ และถ้ามีคนแบบนี้เยอะๆ แก้ปัญหาเป็น เห็นอะไรที่มันดีขึ้นได้ก็ลุกขึ้นมาทำ ประเทศจะดีกว่านี้ ปัญหาเล็กก็มีคนดูแล ปัญหาใหญ่ก็มีคนดูแล”

สิ่งที่นุ้ยเชื่อมั่นมาตลอดก็คือพลังของคนเล็กๆ เธอบอกว่า คนยุคนี้ไม่ได้ ‘ไม่แคร์ปัญหาสังคม’ อย่างที่คนส่วนใหญ่คิด เพราะผลจากการทำ Market Research พบว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของคนไทยอยากแก้ปัญหา อยากทำอะไรดีๆ เพื่อสังคม แต่ใน 70 เปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านี้ไม่ได้ลงมือทำ ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง และไม่มีคนสนับสนุน

งานของนุ้ยและทีมคือ การเติมเต็มช่องว่างนี้

“มีคนสนใจแก้ปัญหาเยอะมาก รับกันไม่หวาดไม่ไหว รอบตัวเรามีแต่ปัญหา ทั้งฝุ่นละออง ขยะ มีใครบ้างไม่อินเรื่องรถติด มีใครบ้างที่ไม่มีเพื่อนเป็นโรคซึมเศร้า มีคนมากมายอยากแก้ปัญหา แต่ระบบสนับสนุนมีไม่พอ เพราะการจะแก้ปัญหาให้สำเร็จไม่ใช่มีแค่เราคนเดียว แต่ต้องมีระบบสนับสนุน หรือ Ecosystem”

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

Ecosystem ของความฝัน

ต้นไม้จะสูงใหญ่ให้ดอกผลได้ แค่รดน้ำอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมีแมลง นก ไส้เดือน จุลินทรีย์ ไว้ช่วยทำหน้าที่ผสมเกสร กำจัดหนอน พรวนดิน ไปจนถึงตรึงไนโตรเจน นั่นคือ ‘ระบบนิเวศ’ (Ecosystem)

โครงการเพื่อสังคมจะสำเร็จได้ ก็ต้องอาศัยระบบนิเวศที่ดี ไม่ใช่แค่จัดประกวดโครงการ ให้เงิน ปล่อยให้เด็กไปทำ แล้วจบ

คนส่วนใหญ่นึกว่าถ้าจะทำโปรเจกต์ต้องมีเงินก่อน แต่ถ้าทำไปสักพักจะรู้ว่าเงินสำคัญน้อยสุด การเกิดโปรเจกต์หรือ Startup ดีๆ เราต้องสร้างระบบนิเวศให้มัน สร้างระบบบ่มเพาะที่ดี”

ระบบนิเวศที่นุ้ยกล่าวถึงประกอบด้วย

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

หนึ่ง ความรู้และเครื่องมือ จะได้เข้าใจปัญหาจริงๆ นุ้ยให้ความสำคัญกับการเข้าใจ Insight ของปัญหามาก จะได้เห็นโอกาสในการแก้ปัญหา เช่น อยากให้คนกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ต้องมองไปที่ Insight ซึ่งก็คือพฤติกรรมการเลือกกินของคน อาจจะพบว่าคนมักเลือกอาหารที่มีกลิ่นหอม ก็ต้องทำเมนูที่หอมที่สุดเป็นเมนูสุขภาพ ถ้าการเลือกมาจากตำแหน่งของถาดอาหาร ก็ต้องเอาเมนูผักวางด้านหน้าให้เด่นๆ การมองเช่นนี้ต่างจากการมองแบบ ‘Root Cause’ (รากของปัญหา) ที่เน้นการแก้ที่สาเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่จะจบตรงที่สร้างความตระหนัก แต่ยากในเชิงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (รู้ว่าของทอดไม่ดี แต่อดใจไม่ได้)

สอง พี่เลี้ยงหรือโค้ช เป็นที่ปรึกษา รับฟัง แนะนำ ช่วยอุดช่องว่างที่เราคิดไม่ถึง เพราะบางครั้งการคิดคนเดียว เราอาจคิดว่าแผนเราสมบูรณ์แบบแล้ว

สาม ชุมชน (Community) การทำอยู่คนเดียว สู้อยู่คนเดียว เวลาเจอปัญหาอาจหมดแรงได้ง่าย แต่ถ้าเรามีชุมชน ได้เห็นเพื่อนที่ร่วมฝัน ร่วมบ้าไปกับเรา แม้จะทำคนละโครงการ แต่อย่างน้อยเราก็จะมีกำลังใจว่ามีคนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน

สุดท้าย เงินทุนตั้งต้น

ทั้งสี่ปัจจัยนี้คือสิ่งที่ School of Changemakers มีให้ ผู้ที่สนใจเดินเข้ามาหาได้หลากหลายช่องทาง เช่น โครงการ Penguin Incubation เปิดให้คนที่มีไอเดียโครงการหรือกิจการเพื่อสังคมสมัครเข้ามา ทีมที่ได้รับคัดเลือกจะได้เข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะ (Incubation) เป็นเวลา 8 เดือน มีพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา มีเวิร์กช็อป และเงินทุนตั้งต้นให้

ส่วนคนที่ยังมีไอเดียไม่ชัดเจน ก็จองคิวเข้ามาปรึกษา Helpdesk กับผู้เชี่ยวชาญได้ จัดประมาณเดือนละ 2 ครั้ง

นอกจากนั้น ยังมีโครงการที่ร่วมกับองค์กรอื่นๆ เช่น The Hero ที่ร่วมกับ สสส. และ The Cloud เปิดพื้นที่ให้คนอายุ 18 – 24 ปี ที่กำลังเรียนอยู่ระดับมหาวิทยาลัยหรือเทียบเท่าส่งโครงการเข้ามา ด้วยความเชื่อที่ว่าทุกคนมีความเป็นฮีโร่อยู่ในตัวเอง อาจจะไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงระดับโลก แต่แค่เปลี่ยนจากจุดเล็กๆ ที่ทำให้ชีวิตใครบางคนดีขึ้น ก็นับว่ามีความหมาย

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

เริ่มจากจุดเล็กๆ ที่เราทำได้

หลายคนคิดว่าปัญหาสังคมเป็นเรื่องใหญ่เกินกำลังคนเล็กๆ แต่โครงการของเด็กๆ หลายโครงการที่นุ้ยและทีมงานช่วยบ่มเพาะ อาจทำให้เราเปลี่ยนความคิด

“กลุ่มนักเรียน ม.4 ที่ปากช่องเขาอินเรื่องขยะพลาสติกในทะเลมาก พวกเขาไปหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตมา 40 กว่าหน้า แล้วก็ทำโครงการไปเล่าเรื่องนี้ให้รุ่นน้องที่โรงเรียนอีกแห่งในอำเภอเดียวกันฟัง เล่าจบมีเด็ก ม.1 อีกสิบกว่าคนสนใจมาก มาชวนเขาคุยต่อว่าจะทำอะไรกันได้บ้าง ช่วงนั้นมีงานวิ่ง กลุ่มเด็กๆ ก็เข้าไปคุยกับผู้จัดงาน อาสาทำระบบจัดการขยะ ซึ่งทำได้สุดยอดมากถึงกับมีคนอยากจ้างต่อ”

โครงการ Guidelight เป็นผลงานของกลุ่มนักศึกษาที่เห็นปัญหาว่าเพื่อนตาบอดที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถอ่านชีทเตรียมสอบได้ ต้องรอเพื่อนตาดีให้ช่วยอ่านให้ฟัง พวกเขาจึงเข้าไปคุยกับศูนย์ช่วยเหลือนักศึกษาพิการของมหาวิทยาลัย จนเกิดโครงการที่นักศึกษาตาบอดนำชีตไปให้ศูนย์ฯ สแกนขึ้นเว็บได้ จากนั้นจะมีอาสาสมัครมาช่วยพิมพ์อีกที นักศึกษาตาบอดก็ใช้โปรแกรมแปลงข้อความให้เป็นเสียงเพื่อเปิดฟังทบทวนเนื้อหาได้ นักศึกษาตาบอดจึงมีผลการเรียนดีขึ้นมาก

ต่อมาพวกเขาได้ร่วมกับมูลนิธิแห่งหนึ่งจ้างนักศึกษาตาบอดที่เข้าเรียนให้ทำชีตวิชานั้นๆ ขึ้นเว็บไซต์ ทำให้นักศึกษาตาบอดผลิตสื่อได้เอง ได้ทั้งความภาคภูมิใจและรายได้เสริม

นุ้ยเล่าว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จคือ ต้องเลือกทำในสิ่งที่เราอินกับมันจริงๆ เท่านั้น

“คนเราไม่ควรจะทำอะไรก็ได้ ควรทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองอิน ถ้าทำสิ่งที่ตัวเองไม่อิน ก็ไม่มีอิมแพค” นุ้ยยืนยัน

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

อีกตัวอย่างเป็นของนักศึกษาวิศวะที่ชื่นชอบการประดิษฐ์หุ่นยนต์มาก พวกเขาคิดจะทำปลอกคอน้องหมาที่มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิ เพื่อแจ้งเตือนเจ้าของเมื่อน้องหมาป่วย ปลอกคอนี้มีขายที่ต่างประเทศในราคาสูงลิ่วถึง 50,000 พวกเขาอยากทำให้ถูกลงคนทั่วไปจะได้เข้าถึงได้ แต่เมื่อยิ่งทำก็ยิ่งเข้าใจว่าทำไมมันถึงแพง เพราะยาก มีตัวแปรเยอะ ในวันที่พวกเขารู้สึกเหมือนเจอทางตัน ก็ยังมีทางออก

ตัวต้นแบบที่เขาทำอยู่ในโรงพยาบาลสัตว์ ซึ่งอยู่ในห้องแอร์ ก็ลดตัวแปรเรื่องอุณหภูมิได้ คุณหมอที่ช่วยดูบอกว่างานที่น้องๆ ทำใช้ได้นะ เพราะหมาที่ออกมาจากห้องผ่าตัดและอยู่ใน ICU พยาบาลต้องเช็กอุณหภูมิทุก 2 ชั่วโมง โดยต้องเสียบเทอร์โมมิเตอร์ที่ก้นน้องหมา หมาก็ทรมาน แถมพยาบาลก็มีงานเยอะอยู่แล้ว ปลอกคอที่พวกเขาคิดจึงมีประโยชน์กับโรงพยาบาล พอไฟขึ้น พยาบาลก็มาได้ สัตวแพทย์บอกว่าทำมาเลย เขาซื้อได้” นุ้ยเล่าถึงกรณีที่โครงการไม่สามารถไปได้ถึงระดับที่ฝัน แต่ก็มีความหมาย

99.99 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ทำโปรเจกต์ ไปเจอมูลค่าตอนทำนี่แหละ ต้องให้โอกาสตัวเองลอง ทุกคนเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองทำได้ ตอนที่เรานั่งข้างนอก เราจะคิดแบบคนวงนอก ไม่เห็นโอกาส ทุกอย่างใหญ่หมด แต่พอไปทำจริง Solution เล็กๆ ก็จะมีตลาด มีมูลค่าของมัน”

นุ้ยย้ำถึงสิ่งสำคัญว่าเราต้องกล้าเริ่มต้น หลายครั้ง สิ่งที่พวกเขาทำก็สร้างมูลค่า หรือกลายเป็นอาชีพ เป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่คนทำได้ค่าตอบแทนเลี้ยงชีพ ในขณะที่สิ่งที่ทำก็มีประโยชน์ต่อคนอื่น

Social Enterprise เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีคนลงทุนกับตรงนี้เยอะขึ้น สังคมรับได้มากขึ้นว่าการทำเพื่อสังคม ถ้ามีไอเดียดี โมเดลดี เรายอมจ่ายตังค์ คุณไม่ต้องทำฟรี ไม่ต้องกินแกลบ แล้วถ้าคุณมีความเป็นมืออาชีพ มันก็สร้างอิมแพกได้จริง”

หนึ่งในตัวอย่างของโครงการที่นุ้ยช่วยบ่มเพาะมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ชื่อ ‘a-chieve โตแล้วไปไหน’ น้องกลุ่มนี้เข้าโครงการกับนุ้ยตั้งแต่พวกเขายังเป็นนักศึกษาปี 2 ผ่านมาแล้ว 8 ปีแล้วพวกเขาก็ยังทำโครงการนี้อยู่ และกลายมาเป็นกิจการเพื่อสังคมเต็มตัว

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

โครงการนี้เริ่มจากการเห็นปัญหาว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักตัวเอง ทำให้เลือกคณะผิด พวกเขาจึงทำโครงการที่หวังให้เด็กนักเรียนมัธยมปลายได้มีข้อมูลและรู้จักอาชีพต่างๆ มากขึ้น เริ่มตั้งแต่กิจกรรม Job Shadow รับสมัครพี่ต้นแบบและเด็กที่สนใจ จับคู่ให้เด็กๆ ได้ตามติดชีวิตการทำงานของพี่ๆ 2 สัปดาห์ ไปจนถึงกิจกรรม Open World เปิดโลกแต่ละสายอาชีพแบบเจาะลึก ให้เด็กสมัครมาพร้อมพ่อแม่ เพื่อให้รับรู้ข้อมูลพร้อมๆ กัน ไปจนถึงงานใหญ่อย่าง ‘ฟัก ฝัน Festival’ ที่รวมทุกอาชีพในงานเดียว มีเด็กร่วมงานนับพันคน

วันนี้พวกเขาคิดถึงขั้นอยากจะส่งต่อความรู้ ข้อมูลต่างๆ ที่พวกเขาสะสมมาตลอด 8 ปี ให้ครูแนะแนวตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงนักเรียนมากขึ้น

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกโครงการที่สำเร็จ หลายต่อหลายครั้งที่โครงการการก็ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง นุ้ยกล่าวว่าจาก 1,000 โปรเจกต์ มีแค่ 1 โปรเจกต์เท่านั้นที่เรียกได้ว่าไปถึงเป้าหมายที่วางไว้

ที่สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ไม่ใช่เรื่องความสามารถนะ แต่เป็นจังหวะชีวิตมากกว่า บางคนทำแล้วมีจังหวะชีวิตแค่นี้ อาจต้องไปเรียนหรือไปทำงานต่อ บางคนเลือกเรื่องที่ไม่อิน ก็ต้องเปลี่ยนไปทำเรื่องอื่น คนที่ทำสำเร็จคือแจ็กพอตว่าเจอจังหวะเหมาะ แล้วเจอเรื่องที่ชอบ

แต่อีก 999 โปรเจกต์ที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ความทุ่มเทเหล่านั้นก็ไม่ได้สูญเปล่า

ประสบการณ์ตรงนั้นเหมือนการฝังระเบิด เป็น Seed หรือ Time Bomb ที่จะถูกจุดเมื่อถึงเวลา อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าเขาทำอะไรได้ คนพวกนี้พอเขาไปทำงานบริษัท เขาก็จะไม่ใช่คนนั่งเฉย ถ้าเขาเห็นปัญหา เห็นโอกาสในการทำอะไรใหม่ๆ เขาจะลุกขึ้นมาทำ”

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

ความหวังและอนาคต

วันนี้กิจการเพื่อสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทยอีกต่อไป แทบทุกโรงเรียน ทุกมหาวิทยาลัย ต่างมีวิชาที่ให้เด็กทำโครงการ มีพื้นที่ให้เขาได้ทดลองความฝัน มีทุนให้พวกเขาได้เริ่มต้น สิ่งที่นุ้ยและ School of Changemakers ทำทุกวันนี้ จึงขยับขยายไปมากกว่าแต่ก่อน

“เราไปหนุนอาจารย์ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย หรือกลุ่ม NGOs เราจะช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ในการบ่มเพาะเด็ก เอาความรู้ เครื่องมือต่างๆ ไปให้ เพราะการสนับสนุนเด็กใช้เวลาเยอะ ปีหนึ่งเราทำเองอย่างมากก็ได้ 40 ทีม แต่ประเทศชาติเรามีคนอยากทำมากกว่านั้น ถ้าอาจารย์ทำเป็น เขาจะทำได้ทุกปี ได้ทุกเทอม มันกว้างกว่าเรา จาก 40 ทีม ก็กลายเป็น 400 หรือ 4,000 ทีม

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

“ด้วยความที่ทีมเราเล็ก เราเลยทำสิ่งที่เป็น Innovation ทำสิ่งที่เป็นช่องว่าง ที่ยังไม่มีใครทำ ทุกปีเราจะมานั่งดูว่าตอนนี้สังคมเราขาดอะไร ตอนนี้มันขาดระบบ Incubation เราก็เลือกทำเรื่องนี้ อีกอย่างที่เราเห็นว่าเป็นช่องว่างและอยากทำ ก็คือเรื่อง Insight เราอยากทำแพลตฟอร์มให้คนมาหา Insight ว่าโอกาสในการแก้ปัญหาอยู่ตรงไหน ถ้าอีก 3 ปีข้างหน้า มีเรื่องนี้แล้ว เราก็เปลี่ยนไปทำเรื่องอื่น”

นุ้ยบอกว่ามีคนเข้ามาหา School of Changemakers ตลอด มีไม่น้อยที่เป็นบริษัทใหญ่ๆ ที่เข้ามาปรึกษาว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สังคมดีขึ้น มีทั้งพนักงานบริษัทตัวเล็กๆ เช่น HR ที่มาขอคำแนะนำว่าจะทำโครงการอะไรให้คนทำงานมีความสุขมากขึ้นเพื่อให้อัตราการลาออกน้อยลง ไปจนถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังวางแผนอยากทำให้ลูกบ้านมีชีวิตที่ดี ให้หมู่บ้านเป็น Zero Waste และอื่นๆ อีกมากมาย เธอบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้สังคมนี้ดีขึ้น

“เรามีความหวังกับสังคมนี้เสมอ เพราะเราเจอแต่ด้านดีของคน แต่ละวันคุณเจอแต่คนที่อยากจะแก้ปัญหา อยากทำอะไรดีๆ ได้อยู่ท่ามกลางคนที่คิดบวก คิดดี”

งานที่เธอทำไม่ง่าย แต่เธอเรียกความท้าทายนั้นว่า ความสุข

แต่ละปีเราเห็นผลลัพธ์ว่าเราช่วยให้คนที่อยากทำอะไรดีๆ เริ่มต้นได้ เราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาทำฝันให้เป็นจริงได้ แล้วเรื่องราวของแต่ละคน จากวันที่เขาอยากทำจนถึงวันที่เขาทำได้ มันเปลี่ยนชีวิตเขายังไง และเขาไปเปลี่ยนชีวิตคนอื่นยังไง มันยิ่งกว่ารางวัลใดๆ มันทำให้ชีวิตเราทุกวันโคตรมีความหมาย”

School of Changemakers, องค์กรเพื่อสังคม, The Hero Season3, สสส

www.schoolofchangemakers.com

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load