The Cloud x The Hero Season3

ถ้าตอนนี้เป็นเวลาตี 2 คุณเครียดเรื่องงานจนนอนไม่หลับ อีกไม่กี่ชั่วโมงคุณต้องตื่นไปทำงานแล้ว ความกังวลเรื่องต่างๆ ยิ่งประเดประดัง คุณจะปรึกษาใครได้บ้าง

ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน ‘Relationflip’ ก็มีนักจิตวิทยาพร้อมดูแลคุณ

ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลหรือคลินิก แต่เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เริ่มต้นจากความคิดของ วินัดดา จ่าพา ที่อยากให้บริการด้านจิตวิทยาตลอด 24 ชั่วโมงผ่านการคุยโทรศัพท์ เธอจึงจับมือกับเพื่อนนักจิตวิทยา พรทิพย์ แม่นทรง และทีมงาน ร่วมกันตั้งศูนย์รวมนักจิตวิทยาคุณภาพเพื่อดูแลพนักงานบริษัทในเมือง

พวกเขาเชื่อว่า ถ้าเยียวยาจิตใจคนกลุ่มนี้ได้ ความสัมพันธ์รอบตัวพวกเขาจะดีขึ้น สังคมเมืองก็จะดีขึ้นไปด้วย

Relationflip, วินัดดา จ่าพา, พรทิพย์ แม่นทรง, จิตแพทย์

ธุรกิจที่ดีต่อใจคนเมือง

วินัดดาเรียนจบมาจากภาคออกแบบอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เธอไม่มีความรู้ทั้งเรื่องธุรกิจ จิตวิทยา หรือเทคโนโลยี แม้แต่น้อย มีแต่เพียงความมุ่งมั่นว่าอยากทำธุรกิจเพื่อสังคม และไม่อยากทำสิ่งที่มาไวไปเร็ว

“ธุรกิจอะไรที่พอจะช่วยสังคมได้อย่างยั่งยืนบ้าง” เธอตั้งคำถามแรก

เธอพบว่า สิ่งที่ยั่งยืน คือความเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลงในที่นี้หมายถึงตัวมนุษย์เอง ชีวิตกับความเปลี่ยนแปลงเป็นของคู่กันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ พอโตขึ้นร่างกายก็เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนจากโรงเรียนเป็นมหาวิทยาลัย จากโสดเป็นมีแฟน จากงานแบบหนึ่งเป็นงานอีกแบบหนึ่ง ในแต่ละวัยมีประเภทการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันไปตามธรรมชาติ

ความยากคือ เราจะจัดการกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอย่างไร

ทางออกหนึ่งคือ การปรึกษาและระบายกับนักจิตวิทยา วิชาชีพที่พร้อมจะช่วยให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเราเองมากขึ้น

“เวลาเจาะลงไป ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสัมพันธ์ทั้งนั้น ไม่ความสัมพันธ์กับหัวหน้า ก็กับลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า คนทั้งนั้น และความสัมพันธ์ภายในตัวเอง รักตัวเองเมตตาตัวเองไหม ต้องกลับมาจัดการตรงนี้ก่อนที่จะไปจัดการความคาดหวังของคนอื่น” พรทิพย์อธิบายในฐานะนักจิตวิทยา พร้อมกับชี้ว่านี่คือที่มาของชื่อธุรกิจ ที่เน้นเรื่องการ Flip Relationship หรือปรับเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อความสัมพันธ์นั่นเอง

คนส่วนใหญ่มักไปหานักจิตวิทยาเมื่อป่วยและต้องการการรักษา แต่พวกเธออยากให้บริการ ‘เชิงป้องกัน’ คือให้คำปรึกษาเรื่องเบื้องต้น เช่น อาการเครียด วิตกกังวล ไม่สบายใจ ซึ่งไม่ว่าใครก็ต้องเคยเผชิญ Relationflip จะเป็นพื้นที่ให้ระบายอารมณ์ หรือคลายปมเล็กๆ ก่อนปัญหาจะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นการตรวจสุขภาพเรื่อยๆ ก่อนจะสายเกินแก้

ในอีกแง่หนึ่ง พวกเธอมองว่า เรามีธุรกิจเพื่อสังคมที่ช่วยเหลือคนในชุมชนชนบทมากมายแล้ว ทำไมจะมีเพื่อคนเมืองบ้างไม่ได้ แม้ชีวิตในกรุงจะมีเงินทองและความสะดวกสบายมากกว่าคนต่างจังหวัด ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีความสุขกว่า คนเมืองก็อาจต้องการความช่วยเหลือไม่ต่างกัน

จากแนวคิดที่ว่า ต้องดีต่อสังคมอย่างยั่งยืน จึงกลายมาเป็นระบบดูแลใจคนกรุงในชื่อ Relationflip

Relationflip, วินัดดา จ่าพา, พรทิพย์ แม่นทรง, จิตแพทย์

เจ้านายด่า โทรหาพี่

กรุงเทพฯ มีประชากรอยู่ 10 ล้านคน จะให้บริการเยียวยาทุกคนคงไม่ไหว Relationflip เลยเน้นกลุ่มพนักงานบริษัท โดยใช้ระบบ Business to Business คือเข้าไปทำสัญญากับบริษัทโดยตรง ในรูปแบบการซื้อแพ็กเกจ

การ ‘ซื้อ’ 1 ครั้ง พนักงานของบริษัทจะได้รับชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านเพี่อจองเวลาใช้บริการในเว็บไซต์ จำนวนการใช้งานรวมของแต่ละบริษัทจะขึ้นกับแพ็กเกจที่ซื้อ ถือเป็นสวัสดิการให้พนักงานได้มีที่ระบายและดูแลสุขภาพจิต เช่นเดียวกับสวัสดิการดูแลสุขภาพกายที่ต้องมีเป็นพื้นฐาน

วินัดดาเคยเป็นพนักงานประจำ เธอจึงเข้าใจสภาวะเหน็ดเหนื่อยตึงเครียดของคนกลุ่มนี้เป็นอย่างดี รวมถึงสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่กีดกันไม่ให้ไปพบนักจิตวิทยาเพื่อจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง

พนักงานประจำเครียดนะ สมัยนี้ทำงานกันวันละมากกว่า 8 ชั่วโมง ถึงเงินเดือนเป็นแสน แต่คุณรู้ได้ยังไงว่าหลังม่านเขาไม่ได้มีปัญหา เรามองว่าถ้าแก้ปัญหากลุ่มพนักงานประจำได้ก็น่าจะดี เพราะเขาคือกำลังหลักของครอบครัว โดยเฉพาะในด้านการเงิน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงกับคนกลุ่มนี้ จึงมักจะส่งผลถึงรุ่นลูกและรุ่นพ่อแม่ คือเด็กและผู้อาวุโสในสังคมด้วย” วินัดดาอธิบาย

การแก้ปัญหาพนักงานบริษัทเพียงหนึ่งคน อาจช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นได้ทั้งครอบครัว

แต่พวกเขาไม่ได้เลือกดูแลแต่พนักงานบริษัทเท่านั้น หากบุคคลทั่วไปคนใดผ่านมาเห็นและอยากลองใช้บริการบ้าง ขอเชิญส่งข้อความเข้าไปที่เพจเฟซบุ๊กได้เลย จะมีคนตอบรับและจัดการเรื่องต่อให้เอง

Relationflip, วินัดดา จ่าพา, พรทิพย์ แม่นทรง, จิตแพทย์ม สวนสาธารณะ

ผู้ฟังที่ดี

Relationflip มีนักจิตวิทยาที่ร่วมทำงานด้วย 37 ราย ทุกรายล้วนทำงานประจำตามโรงพยาบาลและคลินิกของตนเอง แต่รับงานนี้เป็นงานนอกเวลาเพื่อเพิ่มรายได้และประสบการณ์ของตัวเอง

นักจิตวิทยาทุกคนต้องผ่านการคัดเลือกด้วยการสอบแข่งขันและทำแบบประเมินต่างๆ ให้ได้ตามมาตรฐานของทีม เมื่อเข้ามาทำงานจริง จะมีคนคอยควบคุมดูแลอีกที ผู้ใช้บริการจึงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องคุณภาพ

Relationflip ยังเป็นผลดีต่อนักจิตวิทยาที่เข้าร่วมด้วย เพราะพวกเขาจะได้ฝึกปรือฝีมืออีกด้านหนึ่ง ปกติแล้วนักจิตวิทยาเหล่านี้จะได้รับแต่คนไข้เคสที่มีปัญหาใหญ่ เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการชัดเจน ผู้ป่วยที่กินยารักษาหรือบำบัดมาก่อนแล้ว เป็นต้น และมักเป็นเคสที่มีเนื้อหาคล้ายกันตามแผนกที่ตนเองสังกัด ต่างจากเคสของ Relationflip ที่เต็มไปด้วยปัญหาธรรมดาทั่วไปทุกรูปแบบ ตั้งแต่อกหัก ทะเลาะกับพ่อแม่ จนถึงเข้ากับเพื่อนที่ทำงานไม่ได้ ผู้ให้คำปรึกษาจึงได้ฝึกให้คำปรึกษาด้านอื่นๆ ด้วย

Relationflip, วินัดดา จ่าพา, พรทิพย์ แม่นทรง, จิตแพทย์, สวนสาธารณะ

พนักงานสุขภาพจิตดี บริษัทก็มีความสุข

การรับฟังและเป็นที่ปรึกษาทางจิตใจดูเหมือนจะเป็นการปลอบใจธรรมดาๆ แต่ว่ามันพิเศษกว่านั้นเยอะ

พนักงานของบริษัทที่ซื้อแพ็กเกจมักไม่มีเวลาไปหานักจิตวิทยา เพราะตรงกับช่วงเวลาทำงาน การลางานไปก็อาจจะถูกมองว่าไม่เหมาะ แต่การระบายผ่าน Relationflip สามารถทำตอนดึกได้ เลือกเวลาและสถานที่ระบายได้เอง ระบายได้ทันที ไม่ต้องอัดอั้นไว้จนถึงวันนัด

พรทิพย์เล่าว่า บางเคสครั้งแรกไม่เชื่อใจนักจิตวิทยาเลย ตั้งใจเข้ามาเพื่อท้าทาย เมื่อเวลาผ่านไปผู้ใช้บริการกลับได้คลายปมในจิตใจ ช่วยให้เขาจัดการความสัมพันธ์ภายในตัวเอง และระหว่างตัวเองกับครอบครัวได้ดีขึ้น

วินัดดาพูดในมุมของบริษัทว่า Relationflip มีการประมวลผลการปรึกษาให้บริษัทผู้จ้างประกอบด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลคำปรึกษาและคำแนะนำว่า บริษัทควรช่วยเหลือพนักงานอย่างไร ปรับปรุงส่วนไหน เพราะถ้าบริษัทไม่ช่วยดูแลจิตใจพนักงาน ก็อาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสังคมอย่างนึกไม่ถึง

แน่นอนว่าข้อมูลทั้งหมดล้วนเก็บเป็นความลับส่วนบุคคล วินัดดาและพรทิพย์ต่างยืนยันว่าพวกเธอให้ความสำคัญกับส่วนนี้มาก เพราะการรักษาความลับได้เป็นเงื่อนไขหลักที่จะทำให้บุคคลหนึ่งไว้ใจมากพอที่จะเปิดใจให้กับเหล่านักจิตวิทยา

Relationflip, วินัดดา จ่าพา, พรทิพย์ แม่นทรง, จิตแพทย์

สวัสดิการดูแลสุขภาพจิต

เมื่อฉันถามถึงสิ่งที่ทีมอยากทำต่อไปในอนาคต พวกเธอสองคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า คงจะดีหากทุกคนได้เข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตอย่างเป็นอิสระมากกว่านี้ คงจะดีหากระบบประกันสุขภาพจิตกลายเป็นของธรรมดาทั่วไปที่ไม่ว่าบริษัทไหนก็ต้องมี

“สุขภาพกายหรือทำฟันยังเป็นสวัสดิการพื้นฐานขององค์กรได้เลย แล้วทำไมเรื่องสุขภาพจิตซึ่งเป็นพื้นฐานของคนยิ่งกว่าอีกถึงไม่ควรจะมีล่ะ” วินัดดาตั้งคำถาม

“เราอยากให้เป็นกฎหมายด้วยซ้ำว่า ไม่ว่าองค์กรจะเล็กหรือใหญ่ เราอยากผลักดันให้เรื่องนี้เป็นนโยบาย เหมือนที่คุณมีตู้ยาในห้องพยาบาลน่ะ”

ทั้งคู่จึงขอฝากถึงองค์กรต่างๆ ที่คอยดูแลสุขภาพประชาชนไทย ให้ช่วยกันผลักดันประเด็นนี้ให้กลายเป็นสวัสดิการซึ่งทุกคนเข้าถึงได้เท่าเทียมกัน Relationflip เองก็พร้อมจะร่วมมือ เพื่อช่วยดูแลใจชาวประชา ก่อนที่ปัญหาทางใจเล็กๆ น้อยๆ จะใหญ่โตบานปลายจนกลายเป็นภาระมากขึ้น

เมื่อเห็นปัญหาที่ไม่มีคนแก้ อย่าคิดว่ามันแก้ไม่ได้ มันก็แค่ไม่มีคนแก้เท่านั้นเอง ถ้าคุณคิดว่ามันท้าทาย ก็ลองสู้กับมันสักตั้ง อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง Relationflip ก็ได้

ไปแล้วนะคะ เครียดก็โทรมาใหม่” วินัดดากล่าวทิ้งท้าย

Relationflip, วินัดดา จ่าพา, พรทิพย์ แม่นทรง, จิตแพทย์

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จะดีแค่ไหน หากอาหารที่เรากินไม่เพียงอร่อยระดับแสงพุ่งออกจากปาก แต่ยังเป็นมิตรต่อสุขภาพและโลกด้วย

หากใครเคยดูสารคดี Food Inc. คงติดตากับภาพลูกไก่นับหมื่นตัวถูกลำเลียงไปตามสายพานเพื่อเข้าเครื่องเชือด หรือภาพฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีสัตว์แออัดยัดเยียดเต็มพื้นที่ แต่ละตัวแทบไม่มีที่ว่างให้ขยับไปไหนมาไหน หน้าที่อย่างเดียวในชีวิตของพวกมันคือกิน กิน แล้วก็กิน ราวกับว่าเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต

แน่นอนว่าคงไม่มีสัตว์ตัวไหนมีสุขภาพดีได้ภายใต้สภาพแวดล้อมแบบนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือยาปฏิชีวนะมากมายที่ถูกผสมในอาหารและฉีดให้พวกมัน ไปจนถึงฮอร์โมนเร่งโตเพื่อย่นระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยที่สุดและสร้างกำไรมากที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจที่เนื้อสัตว์ที่ขายกันทุกวันนี้ทั่วโลกมีสารเคมีมากมายตกค้าง และโลกเราก็มีเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น ยังไม่นับรวมสารเคมีหรือยาที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น คำพูดที่ว่า การเลือกกินของเราช่วยกำหนดอนาคตโลกได้ จึงไม่ใช่คำพูดเกินจริงแต่อย่างใด

โชคดีที่ว่าทุกวันนี้เรามีทางเลือกในการกินมากขึ้น และหนึ่งในทางเลือกของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่เป็นมิตรต่อโลกและสุขภาพที่เราอยากชวนมารู้จักวันนี้ ก็คือผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่มีชื่อว่า Sloane’s

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

ความน่าสนใจของแบรนด์นี้ ไม่เพียงแต่ประวัติของเชฟผู้ก่อตั้งที่มีดีกรีเป็นถึงอดีตเชฟโรงแรม 5 ดาว และร้านอาหารมิชลินสตาร์มานานกว่า 20 ปีเท่านั้น แต่ความพิเศษมาก ๆ อีกอย่างก็คือความใส่ใจด้านความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่การเลือกที่มาของเนื้อสัตว์จากฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์อย่างใส่ใจในสวัสดิภาพสัตว์และไม่ใช้สารเคมี โรงฆ่าสัตว์ที่มีจริยธรรม ความพยายามในการลดรอยเท้าคาร์บอน ไปจนถึงการใช้ทุกส่วนของสัตว์แบบไม่เหลือทิ้ง

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

อะไรที่ทำให้เชฟชาวอังกฤษคนนี้ใส่ใจเรื่องความยั่งยืนขนาดนี้ และเนื้อสัตว์ที่มาจากการผลิตที่ยั่งยืนจะมีรสชาติต่างจากสัตว์จากฟาร์มอุตสาหกรรมอย่างไร ไปฟังเชฟเล่ากันเลย

Happy Animals, Tasty Meat

“เนื้อสัตว์ที่คุณภาพดีและรสชาติดี ต้องมาจากสัตว์ที่สุขภาพดีและมีความสุข”

นั่นคือแนวคิดหลักของ โจ สโลน (Joe Sloane) เชฟชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งแบรนด์ Sloane’s และนั่นจึงทำให้ผลิตภัณฑ์ของเขา ตั้งแต่เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ไส้กรอกหลากหลายสูตร แฮม เบคอน พาย เบอร์เกอร์ และอื่น ๆ อีกกว่า 300 รายการ ล้วนมีรสชาติพิเศษ

“ถ้าสัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีที่นอนที่สบาย ไม่ใช่คอกแคบ ๆ มีพื้นที่ให้เดินอย่างอิสระ ก็จะเป็นสัตว์ที่สุขภาพดีและมีความสุข ซึ่งทำให้รสชาติและคุณภาพของเนื้อสัตว์ดีกว่ามาก ๆ”

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส
Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

ความใส่ใจในที่มาของเนื้อสัตว์ของเชฟโจมีความละเอียดถึงขนาดว่า เขาต้องลงพื้นที่ไปดูฟาร์มทุกแห่งที่เขาทำงานด้วย ตั้งแต่ดูว่าสัตว์มีชีวิตอย่างไร กินอะไร นอนแบบไหน คอกเป็นยังไง คุณภาพชีวิตของสัตว์เป็นยังไง ก่อนจะตัดสินใจซื้อสัตว์จากฟาร์มเหล่านั้น และไม่ใช่แค่ขั้นตอนการเลี้ยงเท่านั้นที่สำคัญ แม้กระทั่งโรงฆ่าสัตว์ เขาก็ต้องลงพื้นที่ไปเลือกด้วยตัวเองเช่นกัน

“นอกจากต้องเป็นโรงฆ่าสัตว์ที่มีใบรับรองอย่างถูกต้องและมีห้องเก็บความเย็นแล้ว วิธีการฆ่าก็ต้องมีจริยธรรมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นคือทำอย่างรวดเร็วจนสัตว์ไม่ทันได้รู้สึก และต้องเข้าห้องทีละตัว เพื่อสร้างความเครียดให้พวกมันน้อยที่สุด แล้วโรงฆ่าก็ต้องอยู่ใกล้ฟาร์ม เพื่อที่สัตว์จะได้ไม่ต้องเครียดจากการเดินทางไกล”

เชฟโจเล่าว่าการให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ของเขา ไม่เพียงแต่มาจากเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อยากให้สัตว์ต้องเจ็บปวดทรมาน อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเรื่องคุณภาพของเนื้อสัตว์ด้วย เพราะสัตว์ที่ผ่านโรงเชือดแบบอุตสาหกรรมที่สร้างความเครียดสูงจะมีคุณภาพและรสชาติที่แย่กว่ามาก

“เมื่อสัตว์เครียด ร่างกายมันจะปล่อยอะดรีนาลีน เช่น ในหมูจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า PSE นั่นคือ Pale (ซีด) Soft (นิ่ม) Exudative (มีน้ำเยิ้ม) ซึ่งในบางกรณีที่แย่มาก ๆ เนื้อเหล่านั้นจะนำมาทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากบดหรือนำไปทำไส้กรอกราคาถูก หรือต่อให้อาการไม่ได้หนักมาก มันก็ยังมีความแตกต่างอยู่ดี เพราะเมื่อเนื้อหมูสูญเสียความชื้น เนื้อที่ได้ก็จะแห้งและไม่อร่อย ซึ่งก็ไม่ใช่แค่หมูเท่านั้น แต่สัตว์อื่น ๆ ที่ถูกฆ่าในสภาวะเครียดก็ส่งผลต่อคุณภาพเช่นกัน อย่างที่ญี่ปุ่นเขาจะมีเทคนิคฆ่าปลาที่เรียกว่า Ike-Jime ที่จะทำให้ได้เนื้อปลาคุณภาพสูงสุดด้วยเหตุผลเดียวกัน ความเครียดส่งผลแย่ต่อเราทุกคน และการที่ผมเป็นเชฟ ผมย่อมต้องการเนื้อสัตว์ที่คุณภาพดีที่สุด รสชาติดีที่สุด”

นอกจากจะเลือกที่มาของสัตว์เพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุดและดีต่อสวัสดิภาพสัตว์มากที่สุดแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของ Sloane’s คือ เขาจะเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่หาได้ในประเทศเป็นหลัก ยกเว้นเครื่องปรุงบางชนิดที่ไม่มีในไทยจริง ๆ จึงจะนำเข้า ทั้งนี้ก็เพื่อลดรอยเท้าคาร์บอนในการขนส่ง

“ผมไม่ได้ต่อต้านการนำเข้า เพียงแต่ว่าตัวเลือกแรกของผมจะเป็นวัตถุดิบในท้องถิ่น ผมจะนำเข้าทำไมในเมื่อผมหาวัตถุดิบที่ดีกว่าได้ที่นี่ หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Export Quality (คุณภาพระดับส่งออก) ผมไม่ต้องการคุณภาพระดับนั้น แต่ผมต้องการคุณภาพในระดับที่ว่าถ้ามีปัญหาอะไร ผมยกหูโทรศัพท์คุยกับเจ้าของฟาร์มได้โดยตรง แทนที่จะต้องโทรหาใครไม่รู้จากอีกซีกโลก การทำงานกับผู้เลี้ยงสัตว์โดยตรงย่อมดีกว่า และเท่ากับเป็นการสนับสนุนฟาร์มท้องถิ่นด้วย”

แม้ว่าฟาร์มหลายแห่งในไทยที่เขาทำงานด้วยจะไม่ได้มีตรารับรองความเป็นออร์แกนิกจากองค์กรใด ๆ ทำให้เขาเลือกที่จะไม่ใช้คำว่า ‘ไส้กรอกออร์แกนิก’ ในการประชาสัมพันธ์แบรนด์ อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่เขาลงพื้นที่ไปเยี่ยมฟาร์มด้วยตนเอง และผ่านการพูดคุยกับเจ้าของฟาร์ม ทำให้เขามั่นใจว่าเนื้อสัตว์ทั้งหมดที่ได้มาล้วนมีที่มาอย่างใส่ใจสวัสดิภาพสัตว์และสิ่งแวดล้อม

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

“ฟาร์มส่วนใหญ่ที่เราทำงานด้วย เขามีแนวคิดและความตั้งใจแบบเดียวกับเราอยู่แล้ว นั่นคือการเลี้ยงสัตว์แบบใส่ใจ เพื่อให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่เราตั้งไว้ แล้วเราก็มีการสุ่มตรวจสารเคมีในเนื้อสัตว์เป็นระยะด้วย”

หลังจากคัดสรรที่มาของเนื้อสัตว์ที่ได้คุณภาพแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการแล่และนำมาทำอาหาร ซึ่งหัวใจหลักของความยั่งยืนในขั้นตอนนี้ก็คือการมีเศษหลือทิ้งให้น้อยที่สุด ซึ่งสำหรับเชฟโจแล้ว เขาล้ำไปอีกขั้นด้วยการซื้อสัตว์จากฟาร์มมาทั้งตัว และนำมาทำอาหารทุกส่วนแบบที่ไม่เหลือเศษทิ้งแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า Nose-to-Tail หรือการใช้ทุกส่วนของสัตว์อย่างคุ้มค่าตั้งแต่หัวจรดหาง ทั้งผิวหนัง ไขมัน ยันกระดูก

“ทุกส่วนเราใช้ได้หมด เช่น กระดูกเราเอาไปทำซุปและน้ำสต็อก เลือดเอาไปทำไส้กรอกแบล็กพุดดิง ส่วนหัวหมูใช้ทำ Porchetta De Testa ส่วนไตนำไปทำสเต๊กเนื้อและไต บางส่วนใช้ทำพาย ทุกส่วนจะถูกใช้อย่างดีที่สุด ทำให้เรามีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ไปจนกระทั่งเหลือส่วนที่ไม่ดีพอสำหรับนำมาทำไส้กรอกหรือเบอร์เกอร์ ก็จะนำไปทำอาหารสุนัขหลาย ๆ แบบ ซึ่งได้รับความนิยมมาก”

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส
Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

เขาเล่าถึงแนวทางการทำงานที่ทำให้เราทึ่ง แต่แค่นั้นยังไม่พอ แม้ในวันที่แบรนด์ Sloane’s เติบโตขยายตลาดไปมากถึง 86 แห่ง มีโรงแรมที่เป็นลูกค้าประจำนับร้อยโรงแรม แต่ไส้กรอกทุกชิ้นก็ยังผลิตด้วยมือ ซึ่งเขายืนยันว่าจะทำแบบนี้ต่อไป ไม่ว่าธุรกิจจะเติบโตไปมากแค่ไหนก็ตาม

“ไส้กรอกส่วนใหญ่ของเราเป็นสูตรบริทิชหรืออิตาเลียน ซึ่งต้องทำทีละน้อย เพราะมีเครื่องปรุงและส่วนผสมหลายอย่าง แล้วเราก็ไม่ได้ใส่สารกันเสีย นอกจากนั้นเรายังมีไส้กรอกที่สั่งผลิตพิเศษ (Custom-made) จากเชฟโรงแรม ซึ่งเขาจะระบุมาเลยว่าอยากได้แบบไหน ขนาดไหน เพื่อให้เข้ากับเมนูที่เขาจะทำ ทำให้การทำไส้กรอกด้วยมือตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่า”

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเรื่องความยั่งยืนอีกอย่างที่เขายังคงมองหาทางเลือกที่ดีกว่า นั่นคือเรื่องของบรรจุภัณฑ์

“เรื่องนี้ยังเป็นปัญหา เพราะเรายังต้องใช้พลาสติกเพื่อสุขอนามัย ซึ่งผมพยายามมองหาทางเลือกทดแทนอยู่แต่ก็ยังมีไม่มากนัก เพราะอย่างพลาสติกชีวภาพที่มีขาย ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบที่ย่อยสลายในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งที่นี่ยังไม่มีโรงงานสำหรับย่อยสลายพวกนี้โดยเฉพาะ”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

Sustainable Food, Sustainable World

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว คำว่า ‘ความยั่งยืน’ ยังห่างไกลจากการเป็นคำยอดฮิตอย่างทุกวันนี้ และคำว่าวิกฤตสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่ได้ถูกพูดถึงมากเหมือนในปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้น เชฟโจก็สนใจเรื่องความยั่งยืนทางอาหารมาตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพเชฟใหม่ ๆ

“ที่อังกฤษ ผมได้เรียนเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนมาตั้งแต่สมัยเรียน แล้วพอทำงาน เชฟที่เราทำงานด้วยก็ใส่ใจเรื่องนี้ ทำให้เราได้รับการปลูกฝังเรื่องนี้เรื่อยมา ซึ่งผมก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ”

จากการทำงานเป็นเชฟในโรงแรมหรูและร้านอาหารมิชลินสตาร์มา 3 ทวีปทั่วโลก วันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจย้ายตามภรรยามาที่ประเทศไทย เนื่องจากภรรยาของเขาเป็นครูที่โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ ซึ่งแม้เขาจะยังคงอาชีพเชฟในโรงแรมเหมือนเดิม แต่ความท้าทายใหม่ก็คือโจทย์เรื่องที่มาของวัตถุดิบ

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย
โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

“ช่วงที่ผมมาเมืองไทยใหม่ ๆ สิ่งหนึ่งที่ต่างอย่างชัดเจนมากก็คือ เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่มาของวัตถุดิบเลย ซึ่งต่างจากตอนอยู่ลอนดอนที่เรารู้หมดว่าหมูนี้มาจากฟาร์มไหน เป็นหมูพันธุ์อะไร แต่พอมาเป็นเชฟในโรงแรมที่ไทย วัตถุดิบแทบทุกอย่างนำเข้าจากทั่วโลก ผมเคยถามบริษัทที่มาส่งหมูว่าเป็นหมูจากไหน เขาบอกแค่ว่า ก็หมูน่ะ มาจากหลายที่ ไม่มีรายละเอียดอะไรเลย”

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนกระทั่งเขาได้มารู้จักกับ เชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ เจ้าของร้านอาหาร โบ.ลาน หนึ่งในเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนทางอาหารของเมืองไทย ซึ่งเชฟโบได้แนะนำให้เขารู้จักฟาร์มท้องถิ่นหลายแห่งที่เลี้ยงสัตว์ในวิถีธรรมชาติ ทำให้เขาเลือกที่มาของวัตถุดิบได้อย่างที่ต้องการมากขึ้น

หลังจากทำงานเป็นเชฟในโรงแรมชั้นนำของประเทศไทยได้ราว 2 ปี เขาก็ตัดสินใจยุติอาชีฟเชฟเพื่อมาดูแลลูกน้อยที่เพิ่งเกิดมา และใช้เวลาว่างทำไส้กรอกสไตล์อังกฤษขาย เนื่องจากเขาพบว่าไส้กรอกสไตล์อังกฤษแท้ ๆ ในเมืองไทยหายากมาก และที่มีขายอยู่ก็มักคุณภาพไม่ค่อยดี เนื่องจากผู้ผลิตพยายามทำให้ราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จากจุดเริ่มต้นกับลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติด้วยกัน แต่ด้วยจุดเด่นด้านคุณภาพและการผลิตอย่างใส่ใจ ทำให้ไส้กรอกแบรนด์ของเขาได้รับการบอกเล่าปากต่อปากจนมีคนรู้จักมากขึ้น จนปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ Sloane’s เริ่มมีชื่อเสียงในวงกว้าง ถูกบรรจุอยู่ในเมนูของร้านอาหารชื่อดังหลายแห่ง มีเชฟจากโรงแรมหรูมากมายเป็นลูกค้าประจำ มีวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งเปิดหน้าร้านเพิ่มที่เชียงใหม่

“ผมไม่เคยคิดว่าเราจะเติบโตและมาไกลได้ขนาดนี้ ช่วงเริ่มใหม่ ๆ ใคร ๆ ก็ว่าเราบ้า บอกว่ามันไม่เวิร์กหรอก ไม่มีใครแคร์เรื่องความยั่งยืนที่นี่หรอก แต่มาถึงวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาคิดผิด คนที่แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อมยังมี ฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์อย่างใส่ใจและมีคุณภาพดีก็มีไม่น้อย แล้วตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในเรื่องความยั่งยืนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มีคนสนใจเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งผมก็ดีใจที่เห็นสิ่งเหล่านี้”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

แม้การทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในรูปแบบที่เขาพูดถึงจะมีข้อดีในแง่จริยธรรมและสิ่งแวดล้อมแบบที่ปฏิเสธไม่ได้ อย่างไรก็ตามก็จะมีคนบางกลุ่มแย้งว่า หากโลกเราไม่มีการเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรม เราก็จะมีเนื้อสัตว์ไม่พอเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้เขามองว่าปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ปริมาณไม่พอเลี้ยงคน แต่อยู่ที่ว่าคนเราบริโภคมากเกินพอดีและมีของเหลือทิ้งเกินไปมากกว่า

“ผมเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า คนเราควรกินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง แต่ผมก็คิดว่าเราไม่ถึงขนาดที่จะต้องเป็นมังสวิรัติหรือกินเจถึงจะช่วยโลกได้ ขอแค่เรากินเนื้อสัตว์อย่างพอประมาณ กินอย่างสมดุล และให้ความสำคัญกับที่มาของเนื้อสัตว์เหล่านั้นให้มากขึ้น มันก็เป็นไปได้ที่จะพอเลี้ยงคนและช่วยโลกได้ การเลี้ยงสัตว์อาจไม่ถึงขนาดต้องเลี้ยงปล่อย (Free-ranged) ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฟาร์มบางแห่งที่เราทำงานด้วย เขาเป็นเพอร์มาคัลเจอร์ซึ่งก็ไม่ได้มีพื้นที่กว้างมาก แต่เขาก็เลี้ยงหมูด้วยระบบหมูหลุม ซึ่งหมูก็ยังมีพื้นที่ให้เดินไปไหนมาไหน และมีวัสดุธรรมชาติ เช่น แกลบรองพื้น ทำให้หมูมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสุขภาพดีได้”

แม้ว่าอาหารที่มาจากวิถีการผลิตแบบยั่งยืนเหล่านี้มักราคาแพงกว่าอาหารจากระบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่วางขายมากมายในตลาด แต่เขามองว่าเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะลงทุนจ่ายในเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าจะมองในแง่สุขภาพ ในแง่รสชาติ หรือในแง่สิ่งแวดล้อม สิ่งที่ได้ก็ถือว่าคุ้ม

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย
โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

“เราทุกคนคงรู้กันดีว่าอาหารทุกวันนี้เต็มไปด้วยสารเคมี อย่างไส้กรอกในร้านสะดวกซื้อ บางแพ็กอยู่บนชั้นได้ 3 เดือน ซึ่งผมว่ามันน่ากลัวมาก เขาใส่อะไรลงไปถึงอยู่ได้นานขนาดนั้น มีสารเคมีอะไรบ้างก็ไม่รู้ ผมคงไม่อยากให้ลูกของผมกินอะไรแบบนี้ แต่นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว เรื่องรสชาติก็ต่างกันมาก ๆ ไม่ใช่แค่เนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ผักผลไม้ออร์แกนิกก็มีรสชาติที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสิ่งนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ เพราะเมื่อผักออร์แกนิกมีแมลงมากัดใบ พืชจะปล่อยสารเคมีออกมาสู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผักมีรสชาติ”

ด้วยเหตุผลที่ว่า รสชาติและคุณภาพของอาหารผูกโยงกับปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เขาจึงมองว่า นี่จึงเป็นหน้าที่ของเชฟโดยตรงที่ต้องใส่ใจเรื่องนี้

“ถ้าคุณเป็นเชฟแล้วไม่สนใจที่มาของวัตถุดิบ แปลว่าคุณเป็นเชฟที่ไม่ดี เพราะต่อให้คุณไม่แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างน้อยคุณก็น่าจะแคร์เรื่องรสชาติอาหาร เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่ของคุณ แล้วสัตว์ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติและมีสวัสดิภาพที่ดีนั้นมีรสชาติที่ดีกว่าจริง ๆ”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

Sloane’s 

Website : sloanes.co.th

Facebook : Sloane’s

Instagram : sloanesbkk

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load