The Cloud x The Hero Season3

ถ้าตอนนี้เป็นเวลาตี 2 คุณเครียดเรื่องงานจนนอนไม่หลับ อีกไม่กี่ชั่วโมงคุณต้องตื่นไปทำงานแล้ว ความกังวลเรื่องต่างๆ ยิ่งประเดประดัง คุณจะปรึกษาใครได้บ้าง

ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน ‘Relationflip’ ก็มีนักจิตวิทยาพร้อมดูแลคุณ

ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลหรือคลินิก แต่เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เริ่มต้นจากความคิดของ วินัดดา จ่าพา ที่อยากให้บริการด้านจิตวิทยาตลอด 24 ชั่วโมงผ่านการคุยโทรศัพท์ เธอจึงจับมือกับเพื่อนนักจิตวิทยา พรทิพย์ แม่นทรง และทีมงาน ร่วมกันตั้งศูนย์รวมนักจิตวิทยาคุณภาพเพื่อดูแลพนักงานบริษัทในเมือง

พวกเขาเชื่อว่า ถ้าเยียวยาจิตใจคนกลุ่มนี้ได้ ความสัมพันธ์รอบตัวพวกเขาจะดีขึ้น สังคมเมืองก็จะดีขึ้นไปด้วย

Relationflip, วินัดดา จ่าพา, พรทิพย์ แม่นทรง, จิตแพทย์

ธุรกิจที่ดีต่อใจคนเมือง

วินัดดาเรียนจบมาจากภาคออกแบบอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เธอไม่มีความรู้ทั้งเรื่องธุรกิจ จิตวิทยา หรือเทคโนโลยี แม้แต่น้อย มีแต่เพียงความมุ่งมั่นว่าอยากทำธุรกิจเพื่อสังคม และไม่อยากทำสิ่งที่มาไวไปเร็ว

“ธุรกิจอะไรที่พอจะช่วยสังคมได้อย่างยั่งยืนบ้าง” เธอตั้งคำถามแรก

เธอพบว่า สิ่งที่ยั่งยืน คือความเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลงในที่นี้หมายถึงตัวมนุษย์เอง ชีวิตกับความเปลี่ยนแปลงเป็นของคู่กันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ พอโตขึ้นร่างกายก็เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนจากโรงเรียนเป็นมหาวิทยาลัย จากโสดเป็นมีแฟน จากงานแบบหนึ่งเป็นงานอีกแบบหนึ่ง ในแต่ละวัยมีประเภทการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันไปตามธรรมชาติ

ความยากคือ เราจะจัดการกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอย่างไร

ทางออกหนึ่งคือ การปรึกษาและระบายกับนักจิตวิทยา วิชาชีพที่พร้อมจะช่วยให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเราเองมากขึ้น

“เวลาเจาะลงไป ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสัมพันธ์ทั้งนั้น ไม่ความสัมพันธ์กับหัวหน้า ก็กับลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า คนทั้งนั้น และความสัมพันธ์ภายในตัวเอง รักตัวเองเมตตาตัวเองไหม ต้องกลับมาจัดการตรงนี้ก่อนที่จะไปจัดการความคาดหวังของคนอื่น” พรทิพย์อธิบายในฐานะนักจิตวิทยา พร้อมกับชี้ว่านี่คือที่มาของชื่อธุรกิจ ที่เน้นเรื่องการ Flip Relationship หรือปรับเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อความสัมพันธ์นั่นเอง

คนส่วนใหญ่มักไปหานักจิตวิทยาเมื่อป่วยและต้องการการรักษา แต่พวกเธออยากให้บริการ ‘เชิงป้องกัน’ คือให้คำปรึกษาเรื่องเบื้องต้น เช่น อาการเครียด วิตกกังวล ไม่สบายใจ ซึ่งไม่ว่าใครก็ต้องเคยเผชิญ Relationflip จะเป็นพื้นที่ให้ระบายอารมณ์ หรือคลายปมเล็กๆ ก่อนปัญหาจะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นการตรวจสุขภาพเรื่อยๆ ก่อนจะสายเกินแก้

ในอีกแง่หนึ่ง พวกเธอมองว่า เรามีธุรกิจเพื่อสังคมที่ช่วยเหลือคนในชุมชนชนบทมากมายแล้ว ทำไมจะมีเพื่อคนเมืองบ้างไม่ได้ แม้ชีวิตในกรุงจะมีเงินทองและความสะดวกสบายมากกว่าคนต่างจังหวัด ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีความสุขกว่า คนเมืองก็อาจต้องการความช่วยเหลือไม่ต่างกัน

จากแนวคิดที่ว่า ต้องดีต่อสังคมอย่างยั่งยืน จึงกลายมาเป็นระบบดูแลใจคนกรุงในชื่อ Relationflip

Relationflip, วินัดดา จ่าพา, พรทิพย์ แม่นทรง, จิตแพทย์

เจ้านายด่า โทรหาพี่

กรุงเทพฯ มีประชากรอยู่ 10 ล้านคน จะให้บริการเยียวยาทุกคนคงไม่ไหว Relationflip เลยเน้นกลุ่มพนักงานบริษัท โดยใช้ระบบ Business to Business คือเข้าไปทำสัญญากับบริษัทโดยตรง ในรูปแบบการซื้อแพ็กเกจ

การ ‘ซื้อ’ 1 ครั้ง พนักงานของบริษัทจะได้รับชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านเพี่อจองเวลาใช้บริการในเว็บไซต์ จำนวนการใช้งานรวมของแต่ละบริษัทจะขึ้นกับแพ็กเกจที่ซื้อ ถือเป็นสวัสดิการให้พนักงานได้มีที่ระบายและดูแลสุขภาพจิต เช่นเดียวกับสวัสดิการดูแลสุขภาพกายที่ต้องมีเป็นพื้นฐาน

วินัดดาเคยเป็นพนักงานประจำ เธอจึงเข้าใจสภาวะเหน็ดเหนื่อยตึงเครียดของคนกลุ่มนี้เป็นอย่างดี รวมถึงสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่กีดกันไม่ให้ไปพบนักจิตวิทยาเพื่อจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง

พนักงานประจำเครียดนะ สมัยนี้ทำงานกันวันละมากกว่า 8 ชั่วโมง ถึงเงินเดือนเป็นแสน แต่คุณรู้ได้ยังไงว่าหลังม่านเขาไม่ได้มีปัญหา เรามองว่าถ้าแก้ปัญหากลุ่มพนักงานประจำได้ก็น่าจะดี เพราะเขาคือกำลังหลักของครอบครัว โดยเฉพาะในด้านการเงิน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงกับคนกลุ่มนี้ จึงมักจะส่งผลถึงรุ่นลูกและรุ่นพ่อแม่ คือเด็กและผู้อาวุโสในสังคมด้วย” วินัดดาอธิบาย

การแก้ปัญหาพนักงานบริษัทเพียงหนึ่งคน อาจช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นได้ทั้งครอบครัว

แต่พวกเขาไม่ได้เลือกดูแลแต่พนักงานบริษัทเท่านั้น หากบุคคลทั่วไปคนใดผ่านมาเห็นและอยากลองใช้บริการบ้าง ขอเชิญส่งข้อความเข้าไปที่เพจเฟซบุ๊กได้เลย จะมีคนตอบรับและจัดการเรื่องต่อให้เอง

Relationflip, วินัดดา จ่าพา, พรทิพย์ แม่นทรง, จิตแพทย์ม สวนสาธารณะ

ผู้ฟังที่ดี

Relationflip มีนักจิตวิทยาที่ร่วมทำงานด้วย 37 ราย ทุกรายล้วนทำงานประจำตามโรงพยาบาลและคลินิกของตนเอง แต่รับงานนี้เป็นงานนอกเวลาเพื่อเพิ่มรายได้และประสบการณ์ของตัวเอง

นักจิตวิทยาทุกคนต้องผ่านการคัดเลือกด้วยการสอบแข่งขันและทำแบบประเมินต่างๆ ให้ได้ตามมาตรฐานของทีม เมื่อเข้ามาทำงานจริง จะมีคนคอยควบคุมดูแลอีกที ผู้ใช้บริการจึงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องคุณภาพ

Relationflip ยังเป็นผลดีต่อนักจิตวิทยาที่เข้าร่วมด้วย เพราะพวกเขาจะได้ฝึกปรือฝีมืออีกด้านหนึ่ง ปกติแล้วนักจิตวิทยาเหล่านี้จะได้รับแต่คนไข้เคสที่มีปัญหาใหญ่ เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการชัดเจน ผู้ป่วยที่กินยารักษาหรือบำบัดมาก่อนแล้ว เป็นต้น และมักเป็นเคสที่มีเนื้อหาคล้ายกันตามแผนกที่ตนเองสังกัด ต่างจากเคสของ Relationflip ที่เต็มไปด้วยปัญหาธรรมดาทั่วไปทุกรูปแบบ ตั้งแต่อกหัก ทะเลาะกับพ่อแม่ จนถึงเข้ากับเพื่อนที่ทำงานไม่ได้ ผู้ให้คำปรึกษาจึงได้ฝึกให้คำปรึกษาด้านอื่นๆ ด้วย

Relationflip, วินัดดา จ่าพา, พรทิพย์ แม่นทรง, จิตแพทย์, สวนสาธารณะ

พนักงานสุขภาพจิตดี บริษัทก็มีความสุข

การรับฟังและเป็นที่ปรึกษาทางจิตใจดูเหมือนจะเป็นการปลอบใจธรรมดาๆ แต่ว่ามันพิเศษกว่านั้นเยอะ

พนักงานของบริษัทที่ซื้อแพ็กเกจมักไม่มีเวลาไปหานักจิตวิทยา เพราะตรงกับช่วงเวลาทำงาน การลางานไปก็อาจจะถูกมองว่าไม่เหมาะ แต่การระบายผ่าน Relationflip สามารถทำตอนดึกได้ เลือกเวลาและสถานที่ระบายได้เอง ระบายได้ทันที ไม่ต้องอัดอั้นไว้จนถึงวันนัด

พรทิพย์เล่าว่า บางเคสครั้งแรกไม่เชื่อใจนักจิตวิทยาเลย ตั้งใจเข้ามาเพื่อท้าทาย เมื่อเวลาผ่านไปผู้ใช้บริการกลับได้คลายปมในจิตใจ ช่วยให้เขาจัดการความสัมพันธ์ภายในตัวเอง และระหว่างตัวเองกับครอบครัวได้ดีขึ้น

วินัดดาพูดในมุมของบริษัทว่า Relationflip มีการประมวลผลการปรึกษาให้บริษัทผู้จ้างประกอบด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลคำปรึกษาและคำแนะนำว่า บริษัทควรช่วยเหลือพนักงานอย่างไร ปรับปรุงส่วนไหน เพราะถ้าบริษัทไม่ช่วยดูแลจิตใจพนักงาน ก็อาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสังคมอย่างนึกไม่ถึง

แน่นอนว่าข้อมูลทั้งหมดล้วนเก็บเป็นความลับส่วนบุคคล วินัดดาและพรทิพย์ต่างยืนยันว่าพวกเธอให้ความสำคัญกับส่วนนี้มาก เพราะการรักษาความลับได้เป็นเงื่อนไขหลักที่จะทำให้บุคคลหนึ่งไว้ใจมากพอที่จะเปิดใจให้กับเหล่านักจิตวิทยา

Relationflip, วินัดดา จ่าพา, พรทิพย์ แม่นทรง, จิตแพทย์

สวัสดิการดูแลสุขภาพจิต

เมื่อฉันถามถึงสิ่งที่ทีมอยากทำต่อไปในอนาคต พวกเธอสองคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า คงจะดีหากทุกคนได้เข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตอย่างเป็นอิสระมากกว่านี้ คงจะดีหากระบบประกันสุขภาพจิตกลายเป็นของธรรมดาทั่วไปที่ไม่ว่าบริษัทไหนก็ต้องมี

“สุขภาพกายหรือทำฟันยังเป็นสวัสดิการพื้นฐานขององค์กรได้เลย แล้วทำไมเรื่องสุขภาพจิตซึ่งเป็นพื้นฐานของคนยิ่งกว่าอีกถึงไม่ควรจะมีล่ะ” วินัดดาตั้งคำถาม

“เราอยากให้เป็นกฎหมายด้วยซ้ำว่า ไม่ว่าองค์กรจะเล็กหรือใหญ่ เราอยากผลักดันให้เรื่องนี้เป็นนโยบาย เหมือนที่คุณมีตู้ยาในห้องพยาบาลน่ะ”

ทั้งคู่จึงขอฝากถึงองค์กรต่างๆ ที่คอยดูแลสุขภาพประชาชนไทย ให้ช่วยกันผลักดันประเด็นนี้ให้กลายเป็นสวัสดิการซึ่งทุกคนเข้าถึงได้เท่าเทียมกัน Relationflip เองก็พร้อมจะร่วมมือ เพื่อช่วยดูแลใจชาวประชา ก่อนที่ปัญหาทางใจเล็กๆ น้อยๆ จะใหญ่โตบานปลายจนกลายเป็นภาระมากขึ้น

เมื่อเห็นปัญหาที่ไม่มีคนแก้ อย่าคิดว่ามันแก้ไม่ได้ มันก็แค่ไม่มีคนแก้เท่านั้นเอง ถ้าคุณคิดว่ามันท้าทาย ก็ลองสู้กับมันสักตั้ง อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง Relationflip ก็ได้

ไปแล้วนะคะ เครียดก็โทรมาใหม่” วินัดดากล่าวทิ้งท้าย

Relationflip, วินัดดา จ่าพา, พรทิพย์ แม่นทรง, จิตแพทย์

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

“ปริญญาของเราคือความสุข แรงบันดาลใจ และมิตรภาพที่เกิดจากพื้นที่ตรงนี้ที่เราร่วมกันสร้าง” เสียงของ สัญญา มัครินทร์ หนึ่งในครูผู้ก่อตั้งมหา’ลัยไทบ้าน ตอบคำถามข้อสุดท้ายของการสนทนา ว่าอะไรคือปริญญาของมหาลัยกลางทุ่ง

ถึงจะไม่ได้ไปเห็นด้วยตา แต่ตลอดการพูดคุยร่วมชั่วโมง เราสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของครูในระบบคนนี้ที่กำลังจะออกมาอยู่นอกระบบในไม่ช้า หลังก่อร่างศูนย์การเรียนรู้ชุมชนแห่งใหม่ในชุมชนมากว่า 2 ปี 

สัญญาเป็นคนสีชมพูโดยกำเนิด เกิดในอำเภอที่ไกลที่สุดของจังหวัดขอนแก่น ในยุคสมัยที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแม้แต่น้อย เขามีโอกาสได้เข้ามาศึกษาในตัวเมืองก็ตอนมัธยมปลาย พบเจอคุณครูที่เล่าเรื่องชีวิตในวัยเด็กของตัวเองแทนการสอน บรรยากาศในห้องพลันสนุกสนานจากที่เคยเคร่งเครียด สัญญาบอกกับเราว่ายังคงประทับใจการเรียนที่โรงเรียนขามแก่นนครในวันนั้น เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขานึกฝันอยากเป็นครู 

“พอเป็นเด็กบ้านนอก เราก็จะมีความเป็นอื่นหน่อย ๆ เข้าไปอยู่ในเมือง สำเนียงเราก็ไม่เหมือนใคร เขาพูดภาษากลาง เราพูดลาว เคยเข้าใจว่าเป็นเด็กเก่งนะที่บ้านนอก แต่พอไปอยู่ในเมืองคือเรากระจอกมาก”

แม้เขาจะเรียนไม่เอาอ่าว ตามเพื่อนไม่ค่อยทัน เพราะต้นทุนที่น้อยกว่าตั้งแต่แรก แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้ตัวดีและบรรดาอาจารย์ก็มองเห็น คือสัญญาเป็นคนชอบทำกิจกรรม ชอบอาสา ชอบมีส่วนร่วม มีโอกาสก้าวขาเข้ามาในวงการนักกิจกรรมผ่านการเข้าค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อนตัดสินใจเดินทางออกจากชนบทเพื่อมาใช้ชีวิตอยู่ในตัวเมืองนับ 20 ปี หลังผ่านการผจญภัยบนพื้นคอนกรีตและกำแพงปูนมาอย่างโชกโชน สิ่งที่เขาคิดถึงคือการกลับมาอยู่บ้าน 

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด
ภาพ : พนัสบดินทร์

แบบ ฝึก หัด

“เราโตมากับการศึกษาที่ครูพาไปรู้จักคนรากหญ้า คนเล็กคนน้อย ที่ระบบการศึกษากระแสหลักไม่ค่อยให้เราได้เห็นเขา พอกลับมาอยู่บ้านเกิด เห็นเลยว่าบ้านเรามีศักยภาพ มีทรัพยากร มีความงาม แต่เราก็เห็นว่า จากไป 20 ปี ถนนก็ยังคงแย่ สารเคมีก็หนักกว่าเดิม มีปัญหาขยะ ฝุ่นเยอะมาก ทั้งความงามและความจริงมันยังคงอยู่ ตอนทำงานในเมืองเรามีเครือข่ายพอสมควร ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ไปชวนเพื่อนกลับมาทำงานที่บ้าน เริ่มจากทำท่องเที่ยวชุมชน อย่างน้อยให้คนรู้ว่าบ้านเรามันมีดี”

ขณะเพื่อนที่โตมาด้วยกันหลั่งไหลเข้าเมือง สัญญากลับมาประกอบอาชีพครูที่บ้านเกิด ว่างเว้นจากการทำงาน เขาหยิบโทรศัพท์จับแฮนด์จักรยานคันโปรด ชวนลูกศิษย์ไปตระเวนถ่ายภาพรอบหมู่บ้าน สำรวจชุมชนของตนตามภาพความทรงจำในวัยเด็ก แล้วโพสต์เรื่องราวลงบนเฟซบุ๊กของเขาเอง จนคนในพื้นที่เห็นและตั้งคำถามหนึ่งกับเขาว่า “นี่ขอนแก่นเหรอ บ้านฉันมีแบบนี้ด้วยเหรอ” สัญญาจึงค่อย ๆ มั่นใจว่าเขากำลังมาถูกทาง

ก่อตั้งเพจ เที่ยววิถีสีชมพู โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ยินดีเปิดบ้านสีชมพูรอรับนักท่องเที่ยวเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิต ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ในบรรยากาศที่ห้อมล้อมด้วยภูเขาป่าไม้ สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ตลอดทั้งปี เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เดินหน้า 

การทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ เพื่อคนรุ่นใหม่ด้วยกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้รับความสนใจจากสื่อมากมาย รวมถึงผู้มีอำนาจในการปกครองส่วนต่าง ๆ ที่พอจะมีทุนเกื้อหนุนให้เพจนี้ดำเนินต่อไป ชื่อเสียงของพวกเขาจึงไม่ได้ดังก้องแค่ในหุบเขา และไม่ได้มีภาพถ่ายจากมือถือของสัญญาเท่านั้นอีกแล้ว

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

ผู้ร่วมขบวนการไม่ใช่คนที่ไหนไกล ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เขายังใช้ชีวิตในตัวเมือง ‘ก่อการครู’ คือใครคนนั้น โครงการที่ให้มากกว่ามิตรภาพ แต่ส่งต่อวิสัยทัศน์บางประการที่เปลี่ยนทัศนคติของเขาไปโดยสิ้นเชิงด้วยเช่นกัน

“เขามีชุดความเชื่อว่า เอาเข้าจริง ครูนี่ทุกข์มากนะ ถ้าความทุกข์ของครูไม่ถูกคลี่คลาย มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เขาเลยเอาครูมาเขย่าความคิดร่วมกัน

“เราเป็นอาชีพที่ถูกสังคมเรียกร้อง เป็นจำเลยสังคม ว่าทำไมไม่ขยับไปไหนหรือถอยหลังลงเรื่อย แต่จริง ๆ แล้วครูคือมนุษย์นะ ครูมีความทุกข์เหมือนกัน ครูเองก็เป็นเหยื่อ ลึก ๆ เรามีความเชื่อร่วมกันว่า อยากสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่เราต้องเชื่อก่อนว่าถ้าเราเปลี่ยนหนึ่งคน ห้องเรียนมันจะเปลี่ยน เมื่อห้องเรียนเปลี่ยน สังคมก็จะเปลี่ยน ซึ่งห้องเรียนก็คือสังคมขนาดย่อม

“สิ่งที่เราพยายามทำ คือ ใช้วิธีการเล่าเรื่องนี่แหละ เราอยากเล่าให้เด็กเห็นว่า พวกเอ็งเจ๋งนะเว้ย พวกเอ็งมีศักดิ์ศรีมาก แล้วก็โชคดีมากที่ได้มีโอกาสนั่งเรียนด้วยกัน ใช้พื้นที่ห้องเรียนให้เขาได้เล่าความเป็นตัวเขา ให้เป็นห้องที่ปลอดภัยพอที่จะสนุกกับเรื่องราวของกันและกัน ซึ่งค่อนข้างสวนกระแสครูในระบบพอสมควร เราไม่ได้เชียร์ให้เด็กเก่ง แข่งขันเป็นเลิศ เรากำลังสอนเด็กให้รู้ว่า จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างสันติยังไง และจะดีมากถ้าเอ็งอยู่อย่างมีความหมาย”

เมื่อสัญญาตกตะกอนความคิดได้จากการเป็นครูแกนนำ บวกกับการท่องเที่ยววิถีชุมชนที่เขาทำอยู่เดิม จึงเกิดเป็น ‘มหา’ลัยไทบ้าน’ การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ไม่มีที่ไหนในแก่นนคร

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

ผลัดกันเรียน เปลี่ยนกันสอน

“ตลอดชีวิต เห็นชัดเลยว่าการศึกษาบ้านเรามันให้คุณค่ากับเรื่องไกลตัวมาก เช่น เรารู้จักเรื่องกรุงเทพฯ มากกว่าเรื่องขอนแก่น เรารู้จักขอนแก่นมากกว่าอำเภอสีชมพู เพราะเราถูกสอน ถูกเรียน จากตำราที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราเท่าไร ระบบการศึกษาก็ยังมาจากศตวรรษก่อน คือการออกแบบคนให้ไปเป็นแรงงานหลักของประเทศ แบบที่รัฐอยากให้เป็น แม้กระทั่งหลักสูตรท้องถิ่น ก็ไม่นำพาให้คนเห็นว่าบ้านเขามีปัญหาหรือความดีอะไร 

“เราว่าการเรียนรู้มันคือชีวิต เป็นองค์รวมที่ควรเห็นภาพและขยับร่วมกัน เราเลยอยากทำให้การศึกษาไม่แยกส่วน ชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ควรเป็นองค์รวมที่ผู้เรียน ครู คนในชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ไม่ได้แยกปัญหาของใครของมัน 

“หน้าที่ของเราไม่ใช่นักแก้ปัญหา แต่เป็นคนที่เอาตัวละครที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน เพื่อมองเห็นปัญหาและหาทางออกร่วมกันอย่างยั่งยืน”

แน่นอนว่ามหาลัยที่แหกเหล่ากอระบบการศึกษาย่อมไม่ได้รับความมั่นใจจากคนรอบข้าง ความท้าทายที่สัญญาต้องรับมือตั้งแต่ยังปั้นน้ำไม่เป็นตัวมี 2 ประการด้วยกัน คือ หนึ่ง การอธิบายให้คนในพื้นที่เข้าใจว่าอะไรคือ มหา’ลัยไทบ้าน และ สอง คือเรื่องเงิน

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด
สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

ประการแรก มหา’ลัยไทบ้าน คือพื้นที่การศึกษาที่จะพาผู้เรียนไปสู่ความเป็นไท

ไท แปลว่าอิสระ สอดคล้องกับคำว่าไทบ้าน คือเรียบง่าย ให้คุณค่ากับความจริงใจ รวมกันเป็นการศึกษาที่ง่าย ไม่ต้องมีกรอบที่ทำให้รู้สึกอึดอัดหรือถูกควบคุม เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่อิสระ สนุก ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ บนรากของเรา ก็คือบ้านหรือชุมชน

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงยังไม่หายสงสัยว่า มหา’ลัยไทบ้าน ที่ว่าแปลกไม่เหมือนใคร สอนอะไรแน่

หลักสูตรของที่นี่คือการกินอยู่ร่วมกันเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน มีด้วยกัน 4 หมวด ได้แก่

ไทมุง คือ เวทีสร้างความสัมพันธ์ เน้นทำความรู้จัก พูดคุย ต่อยอดไอเดียร่วมกัน

ไททอล์ก คือ การเรียนการสอนจากประสบการณ์ของกันและกัน เชิญคนนอกหรือคนในพื้นที่ที่มีเรื่องราวน่าแบ่งปัน มาร่วมแลกเปลี่ยนชีวิต

ไททำ คือ การเรียนรู้ภาคปฏิบัติ เน้นการมีส่วนร่วมกับชุมชน เช่น ชวนผู้เข้าร่วมไปลองทำสาโท หาปลา ทำกับข้าวด้วยวัตถุดิบในพื้นที่ หรือการสร้างสรรค์ศิลปะจากหินในธรรมชาติ

ไททริป คือ การชวนกันไปเที่ยวสมชื่อ ตะลอนไปตามพื้นที่ในชุมชนที่น่าสนใจ เช่น เกษตรกรที่หันมาทำคาเฟ่ สร้างรายได้รายวัน หรือครูในชุมชนที่เปลี่ยนบ้านตัวเองให้เป็นห้องเรียนธรรมชาติ เป็นต้น

สัญญา มัครินทร์ ครูใหญ่จากมหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบที่สอนเรื่องใกล้ตัวในบ้านเกิด

หลักสูตรเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก มหา’ลัยเถื่อน โดยมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) ที่สัญญาเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิก พวกเขาเชื่อว่าการศึกษาไม่จำเป็นต้องมีใครมารองรับ อยากเรียนอะไรก็ออกแบบหลักสูตรเองเลย ผลัดกันเรียน เปลี่ยนกันสอน ไม่มีอาชีพ ไม่มีอายุ ใครก็เป็นครูและนักเรียนที่นี่ได้อย่างเสรี ครูที่อายุน้อยที่สุดของมหา’ลัยไทบ้าน แห่งนี้จึงเป็นเพียงเด็กขอนแก่นวัย 13 ปีเท่านั้น

“น้องยูโตะ เป็นนักเรียน ม.1 เขาเขียนหนังสือเรื่อง แมววัด กับสำนักพิมพ์ผีเสื้อ อ่านแล้วประทับใจมาก เพราะมันคือสายตาของเด็กที่มองแมวแล้วได้อะไรกับชีวิต แล้วก็มีเรื่องการศึกษา เรื่องการเลี้ยงดูของแม่ เลยชวนมาคุยเบื้องหลังความคิด สร้างแรงบันดาลใจให้กันต่อ หรือพี่นพมาศ เขาชวนคนแก่สานไม้ไผ่ จนกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ราคา 5,000 บาท ขายแต่กลุ่มลูกค้าตลาดบน เราชวนมาคุยเรื่องการทำงานกับชาวบ้าน โดยเฉพาะคนแก่ที่มีอัตตาเยอะ ซึ่งมันจะสะท้อนว่าการทำงานกับคนในชุมชนมีเทคนิคแบบไหน”

ความท้าทายที่สอง เป็นอย่างต่อไปที่สัญญาจะเล่าให้ฟัง

“เราไม่รู้เอาความเชื่อมั่นมาจากไหน พยายามนำพาเพื่อนว่าทุกอย่างคือการเรียนรู้ จากความล้มเหลว จากความมึนงง เราต้องคุยกับทีมพอสมควรว่ามันเป็นเรื่องใหม่ ต้องทดลองไปด้วยกันนะ แต่เราเชื่อว่ามันจะสร้างความเป็นไปได้ หลังงานเกิด ก็เลยสนุกในการหาเงิน ความยากคือทำให้เพื่อนไปต่อกับเรา เห็นภาพร่วมกัน”

เขาอาศัยความสนุกเชื้อชวนคนรุ่นใหม่ ว่าหาโอกาสไม่ง่ายที่จะรวบรวมคนน่าสนใจมาขึ้นเวที ร่วมแบ่งปันความรู้ เปิดบ้านอันสวยงามของพวกเขาให้คนนอกได้เข้ามาสัมผัส เป็นเหมือนพื้นที่แสดงศักยภาพของคนในทีม เกิดการจับจ่ายใช้สอยในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเที่ยววิถีสีชมพู

สำคัญมากไปกว่านั้น คือสัญญาอยากทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ และนั่นต้องพึ่งพาพลังของคนหนุ่มสาวกลับบ้านอย่างเสียมิได้

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้
ภาพ : แมนเลนส์ไทบ้าน

ลำพังตัวเขาเองก็ลงมือทำล่วงหน้าไปบ้าง ด้วยความที่ยังเป็นครูในระบบ สัญญาเปิดหลักสูตรห้องเรียนธรรมชาติและชุมชน ใช้เวลา 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการพาเด็ก ๆ ไปทำกิจกรรมร่วมกับคนในพื้นที่ เช่น ดูต้นน้ำ ทำกะลามะพร้าว เที่ยววัดวาอาราม เก็บเกี่ยวมิตรภาพระหว่างการลงมือทำ จากพ่อ ๆ แม่ ๆ ที่เคยให้หยิบยืมถ้วยชามสำหรับรองรับนักท่องเที่ยว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังทำอะไร ก็กลายมาเป็นสมาชิกอีกคนของมหา’ลัยไทบ้าน แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการแปรรูปสินค้าจากผลผลิตทางการเกษตรร่วมกันไปแล้ว

เรื่องเงินจะมีปัญหาก็กับคนใจอาสาแต่มีรายได้ทางเดียว สัญญายอมรับว่ามีลูกทีมบางคน ตั้งใจกลับบ้านมาทำงานร่วมกับเขาทันทีที่เรียนจบ ทำได้ไม่นานนักก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริง ว่างานแบบนี้ไม่ได้สร้างเม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำตลอดปี 

การทำให้มหา’ลัยไทบ้าน เป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่อยู่รอดได้อย่างมั่นคง จึงเป็นหมุดหมายต่อไปที่เขาอยากไปให้ถึง รวมทั้งการกรุยทางด้วยการพูดคุยกับโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล เรื่องทิศทางในอนาคตของพวกเขาด้วย

“เขาเชื่อเรื่อง Nature Based Learning เหมือนกัน พอเขามาเกื้อกูลส่งเสริมเรา ก็จะรู้สึกว่าเฮ้ย ไอ้บ้าน ๆ เนี่ย มันมีคนมองเห็นแล้ว

“เรามีเพื่อน มีพันธมิตร เราไม่ได้ทำโดดเดี่ยวนะ มีศูนย์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการศึกษา ชุมชน สิ่งแวดล้อม 30 ที่ทั่วประเทศ เทรนด์การศึกษาในระบบมันก็ไปต่อได้แหละ แต่จะมีคนที่ปฏิเสธการเรียนในกระแสหลักมากขึ้น เราก็จะเป็นทางเลือกให้เขา

“แล้วเราก็จะทำงานเชิงปัญญากับคน ให้น้อง ๆ ในชุมชนเห็นว่ามันทำได้จริง มีรายได้ ใช้พื้นที่นี้สร้างโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ เป็นโมเดลเล็ก ๆ ที่สร้าง NGO ในพื้นที่ต่อไป โดยใช้ฐาน ใช้บ้านของเรา เป็นสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมพวกเขา เพื่อให้กลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดของตัวเอง”

แม้บทเรียนหนึ่งที่ได้จากมหา’ลัยไทบ้าน จะสอนเขาว่า แนวคิดคนรุ่นใหม่กลับบ้านเป็นเรื่องในอุดมคติและไม่โรแมนติกเลยก็ตาม

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้
หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้

วิชาชีวิต

“ถ้านั่งชิลล์​ เราจะมองว่าพื้นที่สวย แต่พออยู่จริง ๆ มันโคตรร้อน บางทีก็เงียบจนเหงา การกลับบ้านต้องดูด้วยว่า เข้าใจบ้านเรามากกว่าภาพที่ถูกฉายทางสื่อไหม เพราะเขาจะฉายแต่ภาพความสำเร็จ คนเลยกลับมาพร้อมความหวัง พร้อมภาพที่สื่อนำเสนอ แต่ในมุมหนึ่งก็มีความเจ็บปวด ความสัมพันธ์ของคนในทีม ของผู้นำ คนในชุมชนที่ไม่เห็นด้วย หรือเราไปแตะนายทุน แตะความเชื่อของกลุ่มอำนาจเก่า เราต้องประเมินความเสี่ยงและอุปสรรคที่ต้องเจอ แล้วเราจะอยู่ร่วมกับมันยังไง

“เราว่าทุกคนอยากกลับบ้านแหละ มีคนรุ่นใหม่มาถามเราหลายคน เราชวนคุยต่อเลยว่าเขากลับมาทำไม ต้องถามตัวเองให้ชัด เรากลับมา เราจะรอดอย่างไร เราจะทำอะไร เราเชื่ออะไรอยู่ สำคัญคือการมีเพื่อน เราจะไม่โดดเดี่ยว เพื่อนจะคอยพยุงเรา แล้วเราก็จะอยู่รอด ถ้าคนไหนยังไม่พร้อม อย่าเพิ่งมา เพราะการกลับบ้านไม่โรแมนติก มีราคาที่ต้องจ่าย”

สำหรับสัญญา ผู้ต้องจ่ายความเหนื่อยยากเต็มจำนวนทุกวัน หลังเปิดพื้นที่กลางทุ่งของเขาให้คนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ มหา’ลัยไทบ้าน สอนเขามากกว่าตำราในห้องเรียนหลายเท่านัก เราทุกคนคงทราบแล้วว่าสัญญาอยากเป็นครูมาแต่ไหนแต่ไร และอาชีพครูที่เขาอยากเป็นทำหน้าที่มากกว่าแค่สอนหนังสือ รับเงินเดือนเท่านั้น 

สัญญาอยากเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งกาจ เหมือนครั้งที่เด็กชายสัญญามีประกายในแววตาเมื่อฟังเรื่องเล่าของครูในห้อง เขาหอบความหวัง ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ กลับอำเภอสีชมพูที่เขารักมากไม่แพ้ใคร พร้อมความคิดอยากเป็นครูผู้นำ ที่คนในชุมชนจะพึ่งพาและเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดได้ เขาเชื่อว่าในท้องทุ่งนี้ยังมีคนแก๋ว ๆ อีกมากที่อยากส่องไฟไปให้ถึง

ปริญญาของมหา’ลัยไทบ้าน ที่เราตั้งคำถามจึงไม่ได้มาในรูปแบบของเกียรติยศหรือกระดาษแผ่นใด ไม่มีขอบเขต ไม่กำหนดกฎเกณฑ์ ไม่มีจุดสิ้นสุดว่าจะหยุดเมื่อไร 

สัญญาให้คำตอบว่าคือความสุข แรงบันดาลใจ มิตรภาพ ได้มองเห็นตัวเองมากขึ้น กลับไปที่รากเหง้าของพื้นดินที่เหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้า และเริ่มลุกมาสร้างอะไรบางอย่างแบบที่เขากำลังทำ

“ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส เราชอบมากเลยนะ เพราะเราเกิดที่นี่ เราเห็นความน่ารักของมันที่ให้คุณค่ากับคนรุ่นใหม่ ขอนแก่นน่าอยู่เพราะคน

“ด้วยความที่เมืองไม่ใหญ่ คนสร้างสรรค์ คนเก่ง ๆ ก็ได้เห็นหน้าเห็นตากันบ่อยมาก เราก็ได้โอกาสศึกษาจากเขา ได้เป็นเพื่อน เป็นลูกศิษย์ เป็นคนที่ริเริ่มอะไรใหม่ ๆ ให้เมือง แต่ในอีกมุม เราก็มีเพื่อนที่ต่อสู้เรื่องสิทธิ ทำงานกับภาคประชาชน ได้เรียนรู้ปัญหารากหญ้าที่ถูกครอบด้วยโครงสร้างอำนาจหรือแหล่งทุน เราว่าเราโชคดีที่ได้เห็นความหลากหลาย 

“ถึงจะไม่ชอบ แต่ลึก ๆ เรารักมันมาก ต่อให้มีความดีงาม หรือความน่าเกลียดน่าชังบางอย่าง แต่เราอยากจะเป็นคนหนึ่งที่ทำให้เมืองของเราน่าอยู่มากขึ้น” ครูบ้านนอกทิ้งท้ายอย่างคนไม่หมดหวัง

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหา'ลัยไทบ้าน การศึกษานอกระบบของคนกลับบ้าน ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์การเรียนรู้

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load