9 พฤศจิกายน 2561
9.68 K

คนตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะช่วยรักษาสมบัติชาติได้อย่างไร

วัดภูเขาทอง เป็นที่จดจำด้วยเจดีย์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางทุ่ง ที่จริงแล้วด้านหลังเจดีย์มีวัดที่ถูกสถาปนาขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.1930 อายุร่วม 600 ปี และรุ่มรวยด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่เมื่อผ่านวันเวลาก็มีแต่จะทรุดโทรมลงเรื่อยๆ หากไม่มีมือใครยื่นเข้ามาช่วยเสียก่อน

“จิตอาสามันคือใจล้วนๆ นะ ถ้าไม่ใช่ใจ มันมาไม่ได้ขนาดนี้หรอก” นี่คือสิ่งที่ ปุ้ม-รุจิเรช ศรีโสภณ เลขานุการคณะทำงานอนุรักษ์อุโบสถและพัฒนาวัดภูเขาทอง สื่อสารผ่านทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

คนตัวเล็กหัวใจใหญ่ที่ช่วยฟื้นฟูวัดภูเขาทอง วัดอายุ 600 กว่าปี ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ปุ้มไม่ได้เป็นสถาปนิก ไม่ได้เป็นนักโบราณคดี เธอไม่เคยทำงานกับวัดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในหน่วยงานพัฒนาชุมชนใดๆ ทั้งนั้น แต่ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ปุ้มกลับเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยพลิกฟื้นวัดเก่าใกล้ตายให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง แล้วได้กลายเป็น 1 ใน 9 วัดบันดาลใจที่สถาบันอาศรมศิลป์เข้ามาช่วยดูแลด้วย

คนตัวเล็กที่ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรอย่างเธอทำงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร ลองไปฟังพร้อมกัน

ปุ้ม-รุจิเรช ศรีโสภณ เลขานุการคณะทำงานอนุรักษ์อุโบสถและพัฒนาวัดภูเขาทอง

วัด

วัดภูเขาทอง สร้างในยุคสมเด็จพระราเมศวร โดยกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ 2 พระองค์ คือพระเจ้าบุเรงนองที่สร้างช่วงฐานไว้ กับพระนเรศวรที่มาต่อเติมยอดในภายหลัง สาเหตุที่เลือกสร้างวัดกันที่นี่อาจเพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี ถ้าฝ่ายใดยึดทุ่งภูเขาทองได้ก็จะได้เปรียบมาก หลังจากสถาปนาวัดจึงเจอหลักฐานการตั้งค่ายของทั้งฝั่งพม่าและไทยซ่อนอยู่ใต้ชั้นดินเต็มไปหมด

ส่วนในยามบ้านเมืองสงบ วัดภูเขาทอง จะทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์กขนาดยักษ์ สำหรับให้ชาวบ้านมาพักผ่อนหย่อนใจ นัดพบ จัดงานเทศกาล และเล่นเพลงเรือ

วัดภูเขาทอง

ความโชคดีอีกอย่างของวัดภูเขาทองคือ วัดนี้ไม่ถูกเผาทำลาย หลักฐานทางประวัติศาสตร์จึงยังอยู่พร้อมเพรียง

ไม่ใช่แค่วัดที่เก่าแก่ ชุมชนรอบวัดแห่งนี้ก็เป็นชุมชนที่อยู่มาตั้งแต่ช่วงรัตนโกสินทร์ตอนกลาง ความหักมุมคือ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของ ‘คนภูเขาทอง’ นับถือศาสนาอิสลาม พวกเขามีชื่อด้านการสานปลาตะเพียนและถักเปลญวนมาตลอด

วัดภูเขาทอง

แม้จะเป็นวัดที่มีของดีซ่อนอยู่มาก แต่หากมาเห็นวัดนี้หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 คงไม่มีทางนึกภาพออก เพราะในตอนนั้นสภาพวัดทรุดโทรมมาก อุโบสถเต็มไปด้วยขี้นก บริเวณที่เป็นไม้ผุพังและมีปลวกกิน ภายในศาลาต่างๆ ทั้งสกปรกและมืด เพราะไฟในอาคารโดนโขมยไป ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นกันรกรุงรัง พระที่จำวัดก็มีเพียง 3 รูป หนึ่งในนั้นคือเจ้าอาวาสผู้ที่แม้หมู่ประชารักและเลื่อมใส แต่ก็ชราภาพมากเกินกว่าจะจัดกิจกรรมใดๆ แล้ว

จากวัดที่เคยมีประวัติศาสตร์และชุมชนอันเข้มข้น กลายเป็นวัดที่กำลังจะตาย

หากไม่ทำอะไร คุณค่าของวัดนี้ก็คงสูญสลายไปอย่างช้าๆ

บุญ

ตัดภาพมาที่ปุ้ม เธอเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่เรียนจบสาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการราชดำเนิน และทำงานมาหลายอย่าง ปัจจุบันทำงานเป็นฟรีแลนซ์ด้านบัญชี ปุ้มชื่นชอบการทำบุญ เพราะก่อนที่พ่อของเธอจะเสียชีวิต เขาได้ฝากเธอไว้ว่าให้ทำบุญแทนเขาที่ไม่เคยมีโอกาสบวช หากมีโอกาส ปุ้มก็อยากทำนุบำรุงศาสนาเท่าที่แรงกำลังจะไหว

จนวันหนึ่งเพื่อนชวนเธอไปทำบุญที่อยุธยา และไหว้พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชพร้อมแวะวัดภูเขาทองกันก่อนกลับ เมื่อเห็นสภาพอันทรุดโทรมของวัดก็อยากช่วยบูรณะปฏิสังขรณ์ โดยคิดแค่ว่าจะเรี่ยไรเงินบริจาคง่ายๆ ผ่านกฐินและผ้าป่า

วัดภูเขาทอง

ระหว่างที่ปุ้มเล่าเธอหัวเราะบ่อยครั้ง ส่วนหนึ่งเพราะแปลกใจเหมือนกันว่าการทำบุญเล็กๆ กลายมาเป็นโครงการที่ใหญ่โตขนาดนี้ได้อย่างไร

ปุ้มทบทวนกลับไป แล้วบอกว่า “การเอาเงินทำบุญคนอื่นมาใช้ มันคือเราเอาศรัทธาของเขามา เราต้องทำศรัทธาของเขาให้ไม่มีข้อข้องใจ นั่นคือต้องใช้เงินนั้นให้ได้ประโยชน์คุ้มค่า”

หากจะทำทั้งที ต้องทำให้ดี นั่นคือความเชื่อของปุ้ม

เธอไปคุยกับหลวงปู่เจ้าอาวาส แล้วพบว่าวัดแห่งนี้อยู่ใต้การดูแลของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ หลวงปู่ช่วยติดต่อให้เธอได้เข้าไปคุยกับขบวนงานหรือทีมงานที่รับผิดชอบการบูรณะวัดแห่งนี้อยู่

เมื่อขบวนงานให้ข้อมูลมาศึกษา เธอก็เริ่มวิเคราะห์และตั้งโจทย์กับตัวเอง จนพบว่าถ้าอยากให้เกิดประโยชน์จริง การดูแลรักษาวัดต้องเป็นหน้าที่ของคนใกล้วัด โดยคนไกลบ้านอย่างพวกเธอทำได้แค่สนับสนุน

นี่เองคือจุดเริ่มต้นของคณะทำงานอนุรักษ์อุโบสถและพัฒนาวัดภูเขาทอง

ชุมชน

โจทย์สำคัญของการพัฒนาวัด คือการทำให้วัดกลับมาเป็นศูนย์กลางชุมชนเหมือนในสมัยก่อนอีกครั้ง

แต่จะทำให้ชุมชนมุสลิมสนใจวัดพุทธได้อย่างไรล่ะ

ปุ้มใช้วิธีการเปลี่ยนมุมมอง เธอเห็นว่านอกจากศาสนสถาน เจดีย์องค์นี้ยังเป็นโบราณสถาน เมื่อเป็นโบราณสถานแล้วก็ไม่ใช่ของคนศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นของคนทั้งชาติ

พอเปลี่ยนมามองมุมนี้แล้ว วิธีเสนอภาพวัดภูเขาทองให้ชาวบ้านฟังก็ต่างไป เธอยกตัวอย่างผ่านกรณีป้าเล็ก “ป้าเล็กเป็นมุสลิม บ้านป้าสร้างคร่อมซากโบราณสถานเลย ป้าจะทุบทิ้งยังได้ ตอนนั้น สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเข้ามาดูงาน เราเลยพาเที่ยวชุมชน ให้คนจากทางการและคนในชุมชนพุทธกับมุสลิมขึ้นรถไปด้วยกันหมดเลย

วัดภูเขาทอง
โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม

“ระหว่างอยู่บนรถไปบ้านป้าเล็ก เราบอกป้าเล็กต่อหน้าคนทั้งรถว่า ป้าสุดยอดเลยนะ ป้าอยู่บนแผ่นดินที่มีประวัติศาสตร์ สมเด็จพระนเรศวรทรงเคยเอาปืนใหญ่มาตรงนี้ ไล่ข้าศึกศัตรูออกจากบ้านเรา ป้าเล็กอย่าให้ใครมาเอาสมบัติบ้านเราไปนะ ป้าเล็กฟังไปก็น้ำตาไหล ตอบเราว่า ต่อไปนี้ใครมาขออิฐก้อนเดียวป้าก็ไม่ให้ เพราะเขาเข้าใจแล้วว่ามันคือสมบัติชาติ ถ้าเราบอกว่านี่เป็นศาสนวัตถุ คิดว่าคนมุสลิมอย่างเขาจะอินขนาดนี้มั้ย”

นอกจากนั้น ยังมีงานไหว้วัดที่ชาวพุทธในชุมชนต่างคนต่างทำกันอยู่ทุกปี เมื่อปี 2560 ปุ้มเปลี่ยนงานไหว้วัดให้เป็นงานใหญ่ประจำชุมชน และชวนคนมุสลิมมาร่วมงานด้วย มีแคร่ตั้งให้ชาวบ้านมาออกร้านขายของ และมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมมุสลิมกลางลานวัด!

ภาพโต๊ะอิหม่ามกับเจ้าอาวาสยืนยิ้มถ่ายรูปข้างกันเกิดขึ้นจริงได้ที่วัดภูเขาทองแห่งนี้

โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม

สิ่งก่อสร้าง

ส่วนงานด้านกายภาพ สถาบันอาศรมศิลป์และโครงการวัดบันดาลใจ ร่วมกับภูมิสถาปนิกของกรมศิลปากร ช่วยกันศึกษา วางผัง ออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม ก่อนจะลงมือทำจริง

วัดแบ่งเป็น 2 เขต คือพุทธาวาส เขตโบราณสถานที่กรมศิลป์ทำหน้ารับผิดชอบ กับส่วนสังฆาวาส ซึ่งทุกคนต้องช่วยกันดูแล เนื่องจากตั้งอยู่ติดกัน สถาปัตยกรรมใหม่ฝั่งสังฆาวาสเลยต้องออกแบบให้ไปด้วยกันกับสิ่งเดิมที่มีอยู่ โจทย์จึงเป็นการออกแบบให้อาคารเก่าในบริเวณโบราณสถานอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ และไม่ขัดกับภูมิทัศน์เดิมที่มีอยู่ พวกเขาคิดลงไปลึกถึงการเลือกปลูกต้นไม้ในบริเวณ และวิธีขนย้ายชิ้นส่วนโบราณสถานออกไปเก็บไว้ไม่ให้เสียหาย

การวางผังก่อนบูรณะเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผังที่ดีจะช่วยให้สถานที่นั้นอยู่ได้นานขึ้นด้วย

วัดภูเขาทอง
วัดภูเขาทอง

คน

“คนคือตัวแปรสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่ยังมีคนให้ความสำคัญ ตราบนั้นวัดนี้จะยังคงอยู่” ปุ้มย้ำหลายครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง

โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม

กว่าจะออกมาเป็นโครงการนี้ได้สำเร็จเธอต้องพบเจอคนจำนวนมาก ตั้งแต่โต๊ะอิหม่ามซึ่งควบตำแหน่ง อบต. สำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร สภาวัฒนธรรมตำบล คณะสงฆ์ประจำจังหวัด ไปจนถึงชาวบ้านทุกคน เมื่อมีคนใหม่เข้ามารับผิดชอบโครงการ เธอก็ต้องเล่าความสำคัญและปัญหาให้ฟังใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบอีกรอบ

เพราะรู้ว่าคนเหล่านี้คือส่วนสำคัญในการเป็นวัด ปุ้มจึงมุ่งมั่นเข้าไปคุยจนกว่าทุกคนจะเข้าใจ

โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนฟังปุ้ม อาจเป็นวิธีการพูดจาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ความรัก และความกล้า เมื่อมีสิ่งใดที่เธอเชื่อเธอก็จะพูดออกไปตรงๆ แม้ผู้ที่นั่งฟังอยู่จะมียศตำแหน่งสูงก็ตาม ในขณะเดียวกัน เธอก็มีอัธยาศัยที่ดีและมีอารมณ์ขันมากพอที่จะชวนให้ผู้ฟังเพลิดเพลินและพยักหน้าเห็นด้วย

แต่ปุ้มคนเดียวคงไม่มีทางโน้มน้าวคนทั้งหมดได้

คนอีกกลุ่มที่เธอให้เครดิตและชื่นชมอยู่เสมอตลอดการสนทนา คือเหล่าพระสงฆ์ประจำวัด

พระครูบรรพตสุวรรณวัฒน์ (สายบัว กตปุญฺโญ) เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์ เป็นที่เคารพของทั้งชุมชนพุทธและมุสลิม ช่วยยึดเหนี่ยวและรวมจิตใจคนเข้ามาได้ ส่วนเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พระครูใบฎีกาประเทือง กิตติปฺญโญ เป็นช่างถนัดซ่อมและลงมือทำ ถ้าหม้อหุงข้าวใครพังท่านก็ซ่อมให้ หรือใครอยากตัดผมท่านก็ช่วยได้ ในขณะที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พระมหานัธนิติ สุมโน (มานะทัต) ก็เป็นกำลังสำคัญในการประชาสัมพันธ์ จนวัดเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น

พลังเล็กๆ จากพระ 3 รูป และฆราวาสหญิงอีก 1 คน ส่งต่อไปสู่คนอื่นๆ จนเกิดเป็นผลที่ยิ่งใหญ่

ชีวิต

ผ่านมา 6 ปีนับจากวันที่เริ่มทำงาน แต่ละบ้านที่เคยกระจัดกระจายกันอยู่รวมกันเป็นหนึ่งชุมชนอีกครั้ง คนรู้จักวัดภูเขาทองมากขึ้นผ่านสื่อและกิจกรรมหลากหลาย เทียบกับเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วที่วันหนึ่งๆ มีคนมาวัดแค่สิบกว่าคน ตอนนี้คนเดินกันทั่ว บ้างใช้วัดเป็นสถานที่พบปะ มาถ่ายรูป วาดภาพ ทุกวันพระก็มีชาวพุทธมาถือศีลฟังธรรม และมีคนติดต่อเข้ามาขอทำกิจกรรมกับวัดอยู่เรื่อยๆ

ความมีชีวิตของวัดภูเขาทองกลับมาแล้ว

โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม
โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม
โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม

ความรู้

หากอยากให้การพัฒนายั่งยืนจริง คนจะเข้ามาใช้งานด้วยความรักอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้วิธีการดูแลด้วย

นี่เป็นที่มาของโครงการ ‘อาสาพาใจมาอนุรักษ์’ ทุกปี วัดจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลป์มาให้ข้อมูล สอนว่าเวลาเราไปตามโบราณสถานแล้วเห็นความเสียหายทรุดโทรมควรแจ้งใคร หน่วยงานไหน หรือช่วยเหลืออะไรในเบื้องต้นได้บ้าง

ความงดงามของงานนี้คือความหลากหลายของคนมาร่วมงาน ที่มีตั้งแต่นักศึกษามหาลัย นักเรียนเตรียมทหาร คนอยุธยา คนกรุงเทพฯ คนจังหวัดอื่นๆ ทั้งมากับเพื่อนและมากับครอบครัว ต่างมาช่วยเก็บกวาดวัด พร้อมรับความรู้ดีๆ กลับไป

คนตัวเล็กหัวใจใหญ่ที่ช่วยฟื้นฟู วัดภูเขาทอง อายุ 600 กว่าปี ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“ความรู้มาจากสิ่งที่เรามองเห็นก่อน แล้วพอเกิดคำถามให้ตัวเอง เราจะไปตามหาคำตอบ พอเรารู้ เรารัก เราก็รู้สึกอยากใส่ใจดูแลมันเอง” ปุ้มกล่าว “สิ่งที่มีอยู่ในมือเราจะมีคุณค่าแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสายตาที่เรามองมัน แค่นี้แหละ

ไม่ใช่แค่การดูแลวัดเท่านั้น ความรู้เหล่านี้นำไปปรับใช้กับโบราณสถานแห่งไหนก็ได้ ภายใต้ความเชื่อที่ว่า การดูแลสมบัติชาติควรเป็นความรับผิดชอบของทุกคน

การเดินทาง

“งานนี้ เราไม่ได้มองว่าต้องทำจนสำเร็จ ไม่ได้มองว่ามาทำแล้วเราต้องเป็นเจ้าของ เพราะเราไม่ได้เป็นอมตะ แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของงานที่มันเดินทางมาตั้งแต่วันที่เริ่มสถาปนาวัดในปี 1930 แล้ว ปัจจุบันงานมันเดินทางมาถึงเรา ซึ่งอนาคตก็ไม่รู้หรอกว่าจะเดินทางไปถึงใครต่อ” ปุ้มบอกด้วยรอยยิ้ม

“เรามองแค่ว่า ถ้าเราทำให้มีคนมาสานต่อได้ มีเด็กตัวน้อย เด็กรุ่นลูก มองเห็นความสำคัญของวัดขึ้นมาก็คือทำสำเร็จแล้ว”

คนตัวเล็กหัวใจใหญ่ที่ช่วยฟื้นฟู วัดภูเขาทอง อายุ 600 กว่าปี ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
 

วัดภูเขาทอง

เลขที่ 153 หมู่ 2 ตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ดูรายละเอียดและงานที่วัดจัดได้ที่ https://www.facebook.com/pkt13000/

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

24 มิถุนายน 2565
4.48 K

The Cloud x องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)

ณ จังหวัดชื่อสั้นสุดในแดนอีสาน เสียงลือเสียงเล่าอ้างจากที่นี่ดังไกลไปถึงเมืองหลวงว่า เมืองเลยมีแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่แจ้งเกิดจากความอุตสาหะของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

ในอ้อมกอดของภูใหญ่ 2 ลูกอันเป็นที่มาของชื่อ ‘ตำบลภูหอ’ และ ‘อำเภอภูหลวง’ ทุ่งนาเขียวขจีและกอกล้วยดกครึ้ม เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางซึ่งติดตามเราไปทุกที่ หรือไม่ก็เจ้าถิ่นใจดีที่ช่วยนำทางเราไปสู่จุดหมายที่ซ่อนกายอยู่ท่ามกลางดอยดงหล่งลึกของตำบลนี้ หลังป้ายทำมือเขียนว่า ‘Banana Landคือที่ดินผืนใหญ่ที่ถูกแบ่งสรรเป็นที่ทอผ้า บ่อปลา แปลงนา ผลิตงานฝีมือ และฟางกองใหญ่ที่สุมกันในรูปปราสาทจำลอง เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของชาวบ้านหนองบัว ตำบลภูหอ ที่มาร่วมแรงทำงานตามความถนัดของตนเองที่นี่ ล้วนเป็นมาตรวัดความสุขที่พวกเขาได้รับยามมาเยือนสถานที่เที่ยวเปิดใหม่

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

บั้ม-ลักขณา แสนบุ่งค้อ ปรากฏตัวในชุดม่อฮ่อมย้อมคราม นุ่งผ้าขาวม้าทอเอง รวบผมสั้นมัดจุกง่าย ๆ ลุคเดียวกับที่เราเคยเห็นในทีวีเมื่อ 4 – 5 ปีก่อน ตอนเธอนำผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูปของอำเภอภูหลวง แปะฉลาก ‘Banana family’ ไปขายไอเดียถึงสตูดิโอรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน ซีซันแรก

วันนั้น Banana Land ของเธอเพิ่งตั้งไข่ในฐานะโมเดลพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเพื่อชุมชน

วันนี้ โมเดลที่เคยคิดเพื่อตอบโจทย์ของรายการได้รับการสานต่อให้เป็นจริง ด้วยแรงใจและไฟฝันอันโชติช่วงของสาวเลย ผู้เรียกตัวเองว่า ‘คนบ้าพลัง’ และในวันที่ Banana Land ของบั้มก่อกำเนิดเป็นรูปเป็นร่าง เราอยากชวนเจ้าตัวมาเล่าย้อนถึงหลักกิโลเมตรแรกที่เธออุทิศตนเองเพื่อรอยยิ้มและรายได้ของคนในชุมชน เผื่อว่าผู้อ่านที่รักทุกท่านจะได้รับพลังบวก ๆ ไปจากผู้หญิงบ้าพลังคนนี้

จากภูหลวง

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

“ที่นี่คืออำเภอภูหลวง ภูยาว ๆ ที่เป็นสันเขาฝั่งกระโน้นคือชื่ออำเภอนี้ เป็นภูยาวที่กินพื้นที่ 3 อำเภอ ส่วนด้านหลังโน่นคือภูหอ ส่วนมากคนรู้จักชื่อ 2 ภูนี้ ภูหนึ่งคือชื่อตำบล อีกภูคือชื่ออำเภอ” บั้มวาดแผนที่กลางอากาศให้คนต่างถิ่นอย่างเราเข้าใจภูมิศาสตร์ของบ้านเกิดเธอในไม่กี่ประโยค

“บ้านบั้มอยู่ที่นี่ เป็นที่ดินของบรรพบุรุษ ตาทวดให้ยาย ยายยกให้แม่ แล้วส่งต่อมาถึงรุ่นบั้ม” เจ้าบ้านตีวงให้แคบลงมาถึงแค่ผืนดินเขียวขจีที่พวกเรายืนอยู่

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

ทุกถ้อยกระทงความที่บั้มกล่าวถึงอำเภอภูหลวงที่ตระกูลเธอหยั่งรากอาศัยมาหลายชั่วอายุคน เปี่ยมด้วยความรักใคร่อย่างที่ใครฟังก็รู้สึกได้ แต่เพื่อความก้าวหน้าของการงานอาชีพ หญิงสาวชาวภูหลวงคนนี้จึงจำจากบ้านเกิดในชนบทไปยังเมืองฟ้าอมร เพื่อโอกาสทางการศึกษาที่เปิดกว้างกว่า

บั้มเรียนจบปริญญาตรีคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ทั้งที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ก่อนจะได้รับทุน IFP Thailand ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ AIT (Asian Institute of Technology) โดยสาขาที่เลือกเรียนในตอนนั้นคือ วิชาความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย หากแต่วิชาที่กำหนดเส้นทางอนาคตของเธอกลับไม่ใช่วิชาที่เลือกโดยจำเพาะ แต่เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาที่ได้รับทุนทุกคน

คืนภูหลวง

“พ.ศ. 2557 บั้มไปเรียน SE (ธุรกิจเพื่อสังคม) ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ทีมอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยกชุดไปสอนพวกเรา เพราะเด็กทุนทุกคนต้องเรียนเรื่องนี้ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า SE คืออะไร รู้แต่ว่าต่างประเทศเขาเน้นเรื่องธุรกิจเพื่อสังคมกันมานานมาก แต่ประเทศไทยไม่มีเลย มีแต่ทำบริษัทใหญ่โต รวยแล้วค่อยแบ่งไปทำ CSR (ความรับผิดชอบต่อสังคม) ซึ่งมันต่างจาก SE มาก”

อาจกล่าวได้ว่า นี่คือวิชาที่ปลุกวิญญาณนักพัฒนาในตัวบั้มอีกขั้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้เธออาจเคยเป็นมือข้างหนึ่งที่ร่วมด้วยช่วยกันในกิจกรรมยกระดับความเป็นอยู่ของคนในบ้านเกิดมาแล้ว แต่เรื่องธุรกิจการค้ายังไม่เคยปรากฏในหัวคิดเช่นครั้งนี้

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง
ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

“เราได้โจทย์มาว่า ถ้ากลับมาที่ชุมชนของเรา เราจะทำธุรกิจเพื่อสังคมอะไรได้บ้าง” สาวเลยร่างเล็กเอ่ยด้วยดวงตาฉายแววครุ่นคิด “ก่อนหน้านี้พวกเราไม่เคยขายของ เคยแต่ทำงานอาสา ทำกลุ่มเยาวชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2550 ชื่อ ‘ชวนน้องออมถวายพ่อหลวง’ ชวนกันออมเงิน ออมบ้าน ออมเด็ก ออมเวลา อันสุดท้ายนี้หมายถึงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เลยชักชวนกันมาทำ SE”

Banana family

โจทย์ที่ได้จากห้องเรียนธุรกิจเพื่อสังคมทำให้บั้มครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพบทางสว่างเมื่อเธอสำรวจพื้นที่บ้านเกิดจนทั่ว แล้วพบว่าของดีประจำถิ่นคือ ‘ต้นกล้วย’ เธอชักชวนชาวบ้านละแวกใกล้เคียงมาแปรรูปกล้วยที่ปลูกในชุมชนเป็นขนมกล้วย ได้แก่ Banana Stick และ Banana Snack

เริ่มจากกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เคยร่วมงานกันในฐานะสมาชิกกลุ่มชวนน้องออมถวายพ่อหลวง รูปที่ใช้ออกแบบโลโก้บนหีบห่อ ก็ได้แบบจากใบหน้ารุ่นน้องที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต

“ตอนแรกเราจะทำรูปภูหอ แต่ตอนนั้นภูหอยังไม่ดัง ไปเสนออาจารย์แล้ว อาจารย์ก็แย้งว่าเห็นรูปภูหอแล้วใครจะรู้ว่าขายกล้วย ตอนนั้นก็เหมือนจะเรียนเรื่องทำแผนธุรกิจอยู่ค่ะ แก้ไขกันมานานพอสมควรกว่าจะได้โลโก้นี้ เราคิดกันว่าสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กอีสานอย่างเรา ๆ มันคืออะไรนะ

“โหนกแก้มใหญ่ กรามเยอะ ตาน้อย ๆ ใช่ไหม ก็เลยออกมาเป็นรูปการ์ตูนประมาณนี้”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

บั้มและผองเพื่อนเยาวชนตั้งชื่อแบรนด์ให้ขนมกล้วย ๆ ทั้งหมดของพวกตนว่า Banana family มีเมนูชูโรงคือ ‘กล้วยเส้น’ ที่สร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างเห็นผลจริง จึงเป็นแรงผลักดันให้เธอเพิ่มรสและกลิ่นใหม่ ๆ อย่างปาปริก้า สาหร่าย และบาร์บีคิว ก่อนที่ตรา Banana family จะขยายผลไปสู่ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบอื่น ๆ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องผลิตเองและปลอดสารพิษ

“SE สอนให้เราเลือกคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผลกำไรต้องแบ่งปันได้ตั้งแต่ต้นน้ำ ผู้ผลิตวัตถุดิบต้องได้กำไรด้วยตั้งแต่แรก ซื้อของโดยไม่กดราคา คัดคุณภาพเพื่อการผลิตที่ดี กลางน้ำคือการผลิตที่ดี มีการผลิตที่ดีมั้ย ไม่ใช่ตะบี้ตะบันทำงาน แล้วของจะมีคุณภาพได้ยังไงถ้าคนที่ทำยังไม่ดี สุดท้ายปลายน้ำก็คือผู้บริโภค ถ้าเราเริ่มต้นมาดีทั้ง 2 อย่าง การส่งมอบของต่าง ๆ ก็จะดีไปด้วย นี่คือสิ่งที่ SE บ่มเพาะเรา เลยทำให้สินค้ามีคุณภาพดี มีมาตรฐานส่งออก GMP Codex ทุกอย่าง”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

ถ้าถามว่าสินค้าตรา Banana family มีคุณภาพดีสมคำร่ำลือหรือไม่ เราขอตอบด้วยผลงานว่าเพียง 1 ปีที่ขนมขบเคี้ยวจากกล้วยของบั้มเริ่มวางจำหน่าย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ก็เลือก Banana family เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการท่องเที่ยวในอำเภอภูหลวง และทุกคราวที่บั้มเปิดไลฟ์ขายของ ลูกค้าจากทั่วสารทิศก็พร้อมใจเข้ามาชมและสั่งสินค้ากันใหญ่

Banana Land

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

Banana family ออกจำหน่ายอยู่ 4 ปี บั้มก็รู้สึกว่าสายป่านที่ใช้หล่อเลี้ยงธุรกิจกล้วยเส้นของเธอเริ่มจะสั้นเกินไปเสียแล้ว เพื่อหาเงินทุนมาต่อยอดทำบรรจุภัณฑ์และเครื่องจักรบางอย่าง เธอจึงตัดสินใจนำแบรนด์ Banana family ไปท้าประลองในรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน ด้วยความมุ่งหวังที่พกพาจากเมืองเลยว่า จะนำเงินรางวัลกลับไปเพื่อการนั้น

“เรามีความคิดว่าอยากทำ Banana Land อยู่แล้ว แต่กะว่าจะขยาย Banana family ก่อน ค่อยเอาเงินมาทำบ้านตัวเองเป็น Banana Land ต่อ เราลงแข่งรายการนี้เพราะมันเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมโดยตรง ไปเจอ โค้ชเจ-เจรมัย พิทักษ์วงศ์ แกเป็นโค้ชส่วนตัวของเรา แกก็โยนคำถามมาคำถามหนึ่งว่า ‘บั้มอยากให้หมู่บ้านของบั้มกลายเป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมเหรอ’ ไม่เคยมีใครถามเราแบบนี้”

ครั้งนั้น โค้ชเจเสนอแนะกับบั้มว่า แทนที่จะมองหาเครื่องจักรชุดใหม่และอะไรอีกหลายขั้น คงจะสบายกับเธอมากกว่า หากเธอสร้าง Banana Land ทันทีโดยไม่ต้องหมายน้ำบ่อหน้า

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง
ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

ด้วยคำแนะนำของกุนซือผู้มองการณ์ไกล บั้มได้เสนอแนวคิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อชุมชน Banana Land ต่อรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน เรียกเสียงปรบมือและคะแนนความนิยมกึกก้อง แม้ไม่อาจคว้ารางวัลชนะเลิศกลับมาได้ แต่การติดอันดับ 1 ใน 5 สุดยอดธุรกิจ ก็ไม่ทำให้การเข้ากรุงต้องเสียเปล่า เนื่องจากเงินรางวัลที่เธอได้รับจากการเข้ารอบสุดท้าย มากเพียงพอสำหรับการพลิกฟื้นที่ดิน 8 ไร่อันตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะของคนบ้านใกล้เรือนเคียง

เครือกล้วยใน Banana Land ยังเป็นสายพานสำคัญที่ป้อนผลผลิตสู่โรงงาน Banana family แต่ ‘ดินแดนกล้วย ๆ’ แห่งนี้หาได้มีแค่กล้วยเหมือนในชื่อ เพราะที่นี่คือแหล่งท่องเที่ยวชุมชนผสมเครือข่ายชาวบ้าน เปิดโอกาสให้คนในและคนนอกมาพบปะและเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านกิจกรรม พร้อมแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ สปาเท้า เตียงแคร่ งานแฮนด์เมด อีโคพรินต์ ทอผ้า อาหารพื้นบ้าน เลี้ยงกุ้งหอยปูปลา ร้านกาแฟ นาข้าว รวมถึงปราสาทฟางหลังใหญ่ที่กำลังจะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของตำบลภูหอและอำเภอภูหลวงในไม่ช้านี้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้วางอยู่บนแนวคิด ‘อนุรักษ์ เชื่อมความสัมพันธ์ และแบ่งปัน’

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

อนุรักษ์

“การอนุรักษ์ เราทำเรื่องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่พวกเราทำเรื่อง 4 ออม หลังจากนั้นเราเห็นชุมชนเราเผาฟาง เราก็มาคุยกับเด็ก ๆ ว่าเราจะทำยังไงไม่ให้ชุมชนเผาฟาง เด็ก ๆ อยากได้สวนสนุก ก็เลยสร้างปราสาทฟางขึ้นมา เราไม่ได้บอกเขาว่า ห้ามเผานะ แต่เราจะดึงเขามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วยกัน”

ผู้ใหญ่บางคนอาจติว่าความคิดดังกล่าวฟังดูเหมือนคบเด็กสร้างบ้าน แต่ถึงไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าปราสาทฟางของบั้มช่วยลดการเผาฟางข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้มากราว 60 – 100 ตัน หรือคิดเป็นประมาณ 1,000 ไร่ ทั้งยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านรุ่นเยาว์ทุกผู้ทุกนาม

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

เชื่อมความสัมพันธ์

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ทุกชุมชนต้องประสบเหมือน ๆ กันคือเรื่องช่องว่างระหว่างวัย ที่คนวัยไม้ใกล้ฝั่งกับลูกหลานวัยเด็กมักคิดเห็นขัดแย้ง แม้กายอยู่ใกล้ แต่ใจกลับอยู่ห่างราวกับต่างมีโลกของตัวเอง

เรื่องนี้บั้มมีวิธีคลายปัญหาด้วยการเชื่อมความสัมพันธ์แบบกล้วย ๆ ว่า “จะเด็ก วัยรุ่น หรือผู้สูงอายุ เราทำงานร่วมกันได้ด้วยการท่องเที่ยว ก่อนหน้านี้วัยรุ่นกับผู้เฒ่าไม่คุยกัน พอเราให้พวกเขามาคุยกัน เฮ้ย ก็เข้ากันได้นะ วัยรุ่นก็ถามเขาหน่อยว่าผู้เฒ่าผู้สูงอายุคิดยังไง ผู้สูงอายุก็ถามวัยรุ่นหน่อยว่าเด็ก ๆ คิดยังไง เสร็จแล้วก็กลับมาคุยกันเอง เล่าสู่กันฟังว่าสิ่งที่เราเรียนรู้คืออะไร แล้วให้มาเจอกันครึ่งทาง”

การพัฒนาบ้านเกิดด้วยแนวคิด ‘อนุรักษ์ เชื่อมความสัมพันธ์ และแบ่งปัน’ สู่ Banana family และ Banana Land จังหวัดเลย

ตัวอย่างการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนหลากวัยที่เห็นชัดที่สุด คือ ภาพวาดที่บั้มภูมิใจนำเสนอแขกผู้มาเยือนที่ปราสาทฟาง บางรูปวาดโดยเด็ก บางรูปวาดโดยคนชรา และมีบางรูปที่เธอให้คน 2 กลุ่มวาดบนผืนกระดาษแผ่นเดียวกันจากมุมมองที่แตกต่างกัน ผลที่ได้รับคือจิตรกรรมอันงดงามตามคติที่ว่า ‘ศิลปะไม่มีถูกไม่มีผิด’

แบ่งปัน

แบ่งปันในความหมายของบั้ม คือ การมอบให้คนนอกที่แวะมาเยี่ยมเยือน Banana Land ของเธอได้ตักตวงความสุขและประสบการณ์ดี ๆ ไปจากคนพื้นถิ่นอำเภอภูหลวง

“คำว่าแบ่งปัน ก็คือให้นักท่องเที่ยวมารับอากาศดี ๆ ทานอาหารพื้นบ้านที่เราปลูก ที่เราทำ ได้มาใช้ผ้าห่ม ซื้อของที่ทำในชุมชน ที่นี่ไม่ได้ทำการท่องเที่ยวแบบเชิงธุรกิจจ๋า เพราะเราไม่ได้เปิดทั้งปี เราอยากแบ่งปันหน้าฝน ฉันก็จะบอกว่าฉันเปิดแค่หน้าฝน หน้าแล้งพวกคุณอย่ามา ถ้ามาจะไม่เห็นอะไรเลย สมมติว่าช่วงนี้มาแล้วไม่เห็นอะไร ก็เพราะฉันไม่ได้ทำอะไร คุณมาผิดช่วง

“เหมือนกับข้างนอกเขามาเติมเต็มเรา เราก็เติมเต็มข้างนอก ส่วนมากที่ข้างนอกเขามาเติมเต็มเรา คือการให้ไอเดียเรา เขาชอบนะ เขาเหมือนเห็นเราเป็นคนในครอบครัว อย่างบางคนที่ซื้อสินค้าเรา ปีที่แล้วซื้อแล้ว ปีนี้ก็ซื้อซ้ำอีก เหมือนเขาเอ็นดูเรา อยากมาแชร์กับเรา”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

คงป่วยการเปล่าหากเราจะถามบั้มว่ารู้สึกอย่างไรในสิ่งที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้ ในเมื่อยิ้มชื่นบานตามติดใบหน้าคล้ำแดดของเธอไปตลอดทางที่นำเราเที่ยว

“เป็นคนบ้าพลัง มีงานทุกวัน ไม่เคยมีวันหยุด” อะไรจะยืนยันคำอวดอ้างนี้ได้ดีเท่ากระดานข้างฝาบ้าน ที่บั้มและทีมงานผู้ช่วยของเธอพากันลงหมึกปากกาจดคิวงานจนแน่นไปทั้งแถบ

“เรารู้สึกว่ารอยยิ้มที่เราได้จากชุมชนที่ยิ้มกลับมาให้เรา หลายคนบอกว่า “บั้ม ทำไมเราไม่เจอกันให้นานกว่านี้ หรือ ทำไมบั้มไม่เกิดตั้งนานแล้ว” เหมือนเราพาเขามาทำงานกลุ่มแล้วเขาประสบความสำเร็จ มีรายได้ที่มั่นคง ทำให้เรารู้สึกว่ารอยยิ้มของคนในชุมชนที่พวกเขายิ้มได้จากการมีรายได้ จากการที่ไม่ต้องออกไปนอกเมือง มันคือรอยยิ้มของเราด้วยเหมือนกัน”

ถึงยามอำลาจากภูหลวง ภูหอ รวมทั้งเจ้าของแบรนด์สินค้ากับแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่อ ‘บั้ม’

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลังอันเหลือล้นของเธอจะถ่ายทอดไปยังหัวใจดวงน้อย ๆ ของเยาวชนทุกคน เพื่อให้มวลธาตุแห่งความคิดบวกคงอยู่คู่บ้านเกิดของเธอไปอีกนานเท่านาน

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load