9 พฤศจิกายน 2561
9 K

คนตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะช่วยรักษาสมบัติชาติได้อย่างไร

วัดภูเขาทอง เป็นที่จดจำด้วยเจดีย์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางทุ่ง ที่จริงแล้วด้านหลังเจดีย์มีวัดที่ถูกสถาปนาขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.1930 อายุร่วม 600 ปี และรุ่มรวยด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่เมื่อผ่านวันเวลาก็มีแต่จะทรุดโทรมลงเรื่อยๆ หากไม่มีมือใครยื่นเข้ามาช่วยเสียก่อน

“จิตอาสามันคือใจล้วนๆ นะ ถ้าไม่ใช่ใจ มันมาไม่ได้ขนาดนี้หรอก” นี่คือสิ่งที่ ปุ้ม-รุจิเรช ศรีโสภณ เลขานุการคณะทำงานอนุรักษ์อุโบสถและพัฒนาวัดภูเขาทอง สื่อสารผ่านทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

คนตัวเล็กหัวใจใหญ่ที่ช่วยฟื้นฟูวัดภูเขาทอง วัดอายุ 600 กว่าปี ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ปุ้มไม่ได้เป็นสถาปนิก ไม่ได้เป็นนักโบราณคดี เธอไม่เคยทำงานกับวัดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในหน่วยงานพัฒนาชุมชนใดๆ ทั้งนั้น แต่ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ปุ้มกลับเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยพลิกฟื้นวัดเก่าใกล้ตายให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง แล้วได้กลายเป็น 1 ใน 9 วัดบันดาลใจที่สถาบันอาศรมศิลป์เข้ามาช่วยดูแลด้วย

คนตัวเล็กที่ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรอย่างเธอทำงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร ลองไปฟังพร้อมกัน

ปุ้ม-รุจิเรช ศรีโสภณ เลขานุการคณะทำงานอนุรักษ์อุโบสถและพัฒนาวัดภูเขาทอง

วัด

วัดภูเขาทอง สร้างในยุคสมเด็จพระราเมศวร โดยกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ 2 พระองค์ คือพระเจ้าบุเรงนองที่สร้างช่วงฐานไว้ กับพระนเรศวรที่มาต่อเติมยอดในภายหลัง สาเหตุที่เลือกสร้างวัดกันที่นี่อาจเพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี ถ้าฝ่ายใดยึดทุ่งภูเขาทองได้ก็จะได้เปรียบมาก หลังจากสถาปนาวัดจึงเจอหลักฐานการตั้งค่ายของทั้งฝั่งพม่าและไทยซ่อนอยู่ใต้ชั้นดินเต็มไปหมด

ส่วนในยามบ้านเมืองสงบ วัดภูเขาทอง จะทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์กขนาดยักษ์ สำหรับให้ชาวบ้านมาพักผ่อนหย่อนใจ นัดพบ จัดงานเทศกาล และเล่นเพลงเรือ

วัดภูเขาทอง

ความโชคดีอีกอย่างของวัดภูเขาทองคือ วัดนี้ไม่ถูกเผาทำลาย หลักฐานทางประวัติศาสตร์จึงยังอยู่พร้อมเพรียง

ไม่ใช่แค่วัดที่เก่าแก่ ชุมชนรอบวัดแห่งนี้ก็เป็นชุมชนที่อยู่มาตั้งแต่ช่วงรัตนโกสินทร์ตอนกลาง ความหักมุมคือ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของ ‘คนภูเขาทอง’ นับถือศาสนาอิสลาม พวกเขามีชื่อด้านการสานปลาตะเพียนและถักเปลญวนมาตลอด

วัดภูเขาทอง

แม้จะเป็นวัดที่มีของดีซ่อนอยู่มาก แต่หากมาเห็นวัดนี้หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 คงไม่มีทางนึกภาพออก เพราะในตอนนั้นสภาพวัดทรุดโทรมมาก อุโบสถเต็มไปด้วยขี้นก บริเวณที่เป็นไม้ผุพังและมีปลวกกิน ภายในศาลาต่างๆ ทั้งสกปรกและมืด เพราะไฟในอาคารโดนโขมยไป ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นกันรกรุงรัง พระที่จำวัดก็มีเพียง 3 รูป หนึ่งในนั้นคือเจ้าอาวาสผู้ที่แม้หมู่ประชารักและเลื่อมใส แต่ก็ชราภาพมากเกินกว่าจะจัดกิจกรรมใดๆ แล้ว

จากวัดที่เคยมีประวัติศาสตร์และชุมชนอันเข้มข้น กลายเป็นวัดที่กำลังจะตาย

หากไม่ทำอะไร คุณค่าของวัดนี้ก็คงสูญสลายไปอย่างช้าๆ

บุญ

ตัดภาพมาที่ปุ้ม เธอเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่เรียนจบสาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการราชดำเนิน และทำงานมาหลายอย่าง ปัจจุบันทำงานเป็นฟรีแลนซ์ด้านบัญชี ปุ้มชื่นชอบการทำบุญ เพราะก่อนที่พ่อของเธอจะเสียชีวิต เขาได้ฝากเธอไว้ว่าให้ทำบุญแทนเขาที่ไม่เคยมีโอกาสบวช หากมีโอกาส ปุ้มก็อยากทำนุบำรุงศาสนาเท่าที่แรงกำลังจะไหว

จนวันหนึ่งเพื่อนชวนเธอไปทำบุญที่อยุธยา และไหว้พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชพร้อมแวะวัดภูเขาทองกันก่อนกลับ เมื่อเห็นสภาพอันทรุดโทรมของวัดก็อยากช่วยบูรณะปฏิสังขรณ์ โดยคิดแค่ว่าจะเรี่ยไรเงินบริจาคง่ายๆ ผ่านกฐินและผ้าป่า

วัดภูเขาทอง

ระหว่างที่ปุ้มเล่าเธอหัวเราะบ่อยครั้ง ส่วนหนึ่งเพราะแปลกใจเหมือนกันว่าการทำบุญเล็กๆ กลายมาเป็นโครงการที่ใหญ่โตขนาดนี้ได้อย่างไร

ปุ้มทบทวนกลับไป แล้วบอกว่า “การเอาเงินทำบุญคนอื่นมาใช้ มันคือเราเอาศรัทธาของเขามา เราต้องทำศรัทธาของเขาให้ไม่มีข้อข้องใจ นั่นคือต้องใช้เงินนั้นให้ได้ประโยชน์คุ้มค่า”

หากจะทำทั้งที ต้องทำให้ดี นั่นคือความเชื่อของปุ้ม

เธอไปคุยกับหลวงปู่เจ้าอาวาส แล้วพบว่าวัดแห่งนี้อยู่ใต้การดูแลของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ หลวงปู่ช่วยติดต่อให้เธอได้เข้าไปคุยกับขบวนงานหรือทีมงานที่รับผิดชอบการบูรณะวัดแห่งนี้อยู่

เมื่อขบวนงานให้ข้อมูลมาศึกษา เธอก็เริ่มวิเคราะห์และตั้งโจทย์กับตัวเอง จนพบว่าถ้าอยากให้เกิดประโยชน์จริง การดูแลรักษาวัดต้องเป็นหน้าที่ของคนใกล้วัด โดยคนไกลบ้านอย่างพวกเธอทำได้แค่สนับสนุน

นี่เองคือจุดเริ่มต้นของคณะทำงานอนุรักษ์อุโบสถและพัฒนาวัดภูเขาทอง

ชุมชน

โจทย์สำคัญของการพัฒนาวัด คือการทำให้วัดกลับมาเป็นศูนย์กลางชุมชนเหมือนในสมัยก่อนอีกครั้ง

แต่จะทำให้ชุมชนมุสลิมสนใจวัดพุทธได้อย่างไรล่ะ

ปุ้มใช้วิธีการเปลี่ยนมุมมอง เธอเห็นว่านอกจากศาสนสถาน เจดีย์องค์นี้ยังเป็นโบราณสถาน เมื่อเป็นโบราณสถานแล้วก็ไม่ใช่ของคนศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นของคนทั้งชาติ

พอเปลี่ยนมามองมุมนี้แล้ว วิธีเสนอภาพวัดภูเขาทองให้ชาวบ้านฟังก็ต่างไป เธอยกตัวอย่างผ่านกรณีป้าเล็ก “ป้าเล็กเป็นมุสลิม บ้านป้าสร้างคร่อมซากโบราณสถานเลย ป้าจะทุบทิ้งยังได้ ตอนนั้น สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเข้ามาดูงาน เราเลยพาเที่ยวชุมชน ให้คนจากทางการและคนในชุมชนพุทธกับมุสลิมขึ้นรถไปด้วยกันหมดเลย

วัดภูเขาทอง
โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม

“ระหว่างอยู่บนรถไปบ้านป้าเล็ก เราบอกป้าเล็กต่อหน้าคนทั้งรถว่า ป้าสุดยอดเลยนะ ป้าอยู่บนแผ่นดินที่มีประวัติศาสตร์ สมเด็จพระนเรศวรทรงเคยเอาปืนใหญ่มาตรงนี้ ไล่ข้าศึกศัตรูออกจากบ้านเรา ป้าเล็กอย่าให้ใครมาเอาสมบัติบ้านเราไปนะ ป้าเล็กฟังไปก็น้ำตาไหล ตอบเราว่า ต่อไปนี้ใครมาขออิฐก้อนเดียวป้าก็ไม่ให้ เพราะเขาเข้าใจแล้วว่ามันคือสมบัติชาติ ถ้าเราบอกว่านี่เป็นศาสนวัตถุ คิดว่าคนมุสลิมอย่างเขาจะอินขนาดนี้มั้ย”

นอกจากนั้น ยังมีงานไหว้วัดที่ชาวพุทธในชุมชนต่างคนต่างทำกันอยู่ทุกปี เมื่อปี 2560 ปุ้มเปลี่ยนงานไหว้วัดให้เป็นงานใหญ่ประจำชุมชน และชวนคนมุสลิมมาร่วมงานด้วย มีแคร่ตั้งให้ชาวบ้านมาออกร้านขายของ และมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมมุสลิมกลางลานวัด!

ภาพโต๊ะอิหม่ามกับเจ้าอาวาสยืนยิ้มถ่ายรูปข้างกันเกิดขึ้นจริงได้ที่วัดภูเขาทองแห่งนี้

โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม

สิ่งก่อสร้าง

ส่วนงานด้านกายภาพ สถาบันอาศรมศิลป์และโครงการวัดบันดาลใจ ร่วมกับภูมิสถาปนิกของกรมศิลปากร ช่วยกันศึกษา วางผัง ออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม ก่อนจะลงมือทำจริง

วัดแบ่งเป็น 2 เขต คือพุทธาวาส เขตโบราณสถานที่กรมศิลป์ทำหน้ารับผิดชอบ กับส่วนสังฆาวาส ซึ่งทุกคนต้องช่วยกันดูแล เนื่องจากตั้งอยู่ติดกัน สถาปัตยกรรมใหม่ฝั่งสังฆาวาสเลยต้องออกแบบให้ไปด้วยกันกับสิ่งเดิมที่มีอยู่ โจทย์จึงเป็นการออกแบบให้อาคารเก่าในบริเวณโบราณสถานอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ และไม่ขัดกับภูมิทัศน์เดิมที่มีอยู่ พวกเขาคิดลงไปลึกถึงการเลือกปลูกต้นไม้ในบริเวณ และวิธีขนย้ายชิ้นส่วนโบราณสถานออกไปเก็บไว้ไม่ให้เสียหาย

การวางผังก่อนบูรณะเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผังที่ดีจะช่วยให้สถานที่นั้นอยู่ได้นานขึ้นด้วย

วัดภูเขาทอง
วัดภูเขาทอง

คน

“คนคือตัวแปรสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่ยังมีคนให้ความสำคัญ ตราบนั้นวัดนี้จะยังคงอยู่” ปุ้มย้ำหลายครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง

โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม

กว่าจะออกมาเป็นโครงการนี้ได้สำเร็จเธอต้องพบเจอคนจำนวนมาก ตั้งแต่โต๊ะอิหม่ามซึ่งควบตำแหน่ง อบต. สำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร สภาวัฒนธรรมตำบล คณะสงฆ์ประจำจังหวัด ไปจนถึงชาวบ้านทุกคน เมื่อมีคนใหม่เข้ามารับผิดชอบโครงการ เธอก็ต้องเล่าความสำคัญและปัญหาให้ฟังใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบอีกรอบ

เพราะรู้ว่าคนเหล่านี้คือส่วนสำคัญในการเป็นวัด ปุ้มจึงมุ่งมั่นเข้าไปคุยจนกว่าทุกคนจะเข้าใจ

โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนฟังปุ้ม อาจเป็นวิธีการพูดจาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ความรัก และความกล้า เมื่อมีสิ่งใดที่เธอเชื่อเธอก็จะพูดออกไปตรงๆ แม้ผู้ที่นั่งฟังอยู่จะมียศตำแหน่งสูงก็ตาม ในขณะเดียวกัน เธอก็มีอัธยาศัยที่ดีและมีอารมณ์ขันมากพอที่จะชวนให้ผู้ฟังเพลิดเพลินและพยักหน้าเห็นด้วย

แต่ปุ้มคนเดียวคงไม่มีทางโน้มน้าวคนทั้งหมดได้

คนอีกกลุ่มที่เธอให้เครดิตและชื่นชมอยู่เสมอตลอดการสนทนา คือเหล่าพระสงฆ์ประจำวัด

พระครูบรรพตสุวรรณวัฒน์ (สายบัว กตปุญฺโญ) เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์ เป็นที่เคารพของทั้งชุมชนพุทธและมุสลิม ช่วยยึดเหนี่ยวและรวมจิตใจคนเข้ามาได้ ส่วนเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พระครูใบฎีกาประเทือง กิตติปฺญโญ เป็นช่างถนัดซ่อมและลงมือทำ ถ้าหม้อหุงข้าวใครพังท่านก็ซ่อมให้ หรือใครอยากตัดผมท่านก็ช่วยได้ ในขณะที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พระมหานัธนิติ สุมโน (มานะทัต) ก็เป็นกำลังสำคัญในการประชาสัมพันธ์ จนวัดเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น

พลังเล็กๆ จากพระ 3 รูป และฆราวาสหญิงอีก 1 คน ส่งต่อไปสู่คนอื่นๆ จนเกิดเป็นผลที่ยิ่งใหญ่

ชีวิต

ผ่านมา 6 ปีนับจากวันที่เริ่มทำงาน แต่ละบ้านที่เคยกระจัดกระจายกันอยู่รวมกันเป็นหนึ่งชุมชนอีกครั้ง คนรู้จักวัดภูเขาทองมากขึ้นผ่านสื่อและกิจกรรมหลากหลาย เทียบกับเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วที่วันหนึ่งๆ มีคนมาวัดแค่สิบกว่าคน ตอนนี้คนเดินกันทั่ว บ้างใช้วัดเป็นสถานที่พบปะ มาถ่ายรูป วาดภาพ ทุกวันพระก็มีชาวพุทธมาถือศีลฟังธรรม และมีคนติดต่อเข้ามาขอทำกิจกรรมกับวัดอยู่เรื่อยๆ

ความมีชีวิตของวัดภูเขาทองกลับมาแล้ว

โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม
โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม
โปรเจกต์บูรณะวัดภูเขาทอง วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้าบุเรงนองและพระนเรศวร กับการเป็นศูนย์รวมใจทั้งคนพุทธและมุสลิม

ความรู้

หากอยากให้การพัฒนายั่งยืนจริง คนจะเข้ามาใช้งานด้วยความรักอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้วิธีการดูแลด้วย

นี่เป็นที่มาของโครงการ ‘อาสาพาใจมาอนุรักษ์’ ทุกปี วัดจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลป์มาให้ข้อมูล สอนว่าเวลาเราไปตามโบราณสถานแล้วเห็นความเสียหายทรุดโทรมควรแจ้งใคร หน่วยงานไหน หรือช่วยเหลืออะไรในเบื้องต้นได้บ้าง

ความงดงามของงานนี้คือความหลากหลายของคนมาร่วมงาน ที่มีตั้งแต่นักศึกษามหาลัย นักเรียนเตรียมทหาร คนอยุธยา คนกรุงเทพฯ คนจังหวัดอื่นๆ ทั้งมากับเพื่อนและมากับครอบครัว ต่างมาช่วยเก็บกวาดวัด พร้อมรับความรู้ดีๆ กลับไป

คนตัวเล็กหัวใจใหญ่ที่ช่วยฟื้นฟู วัดภูเขาทอง อายุ 600 กว่าปี ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“ความรู้มาจากสิ่งที่เรามองเห็นก่อน แล้วพอเกิดคำถามให้ตัวเอง เราจะไปตามหาคำตอบ พอเรารู้ เรารัก เราก็รู้สึกอยากใส่ใจดูแลมันเอง” ปุ้มกล่าว “สิ่งที่มีอยู่ในมือเราจะมีคุณค่าแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสายตาที่เรามองมัน แค่นี้แหละ

ไม่ใช่แค่การดูแลวัดเท่านั้น ความรู้เหล่านี้นำไปปรับใช้กับโบราณสถานแห่งไหนก็ได้ ภายใต้ความเชื่อที่ว่า การดูแลสมบัติชาติควรเป็นความรับผิดชอบของทุกคน

การเดินทาง

“งานนี้ เราไม่ได้มองว่าต้องทำจนสำเร็จ ไม่ได้มองว่ามาทำแล้วเราต้องเป็นเจ้าของ เพราะเราไม่ได้เป็นอมตะ แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของงานที่มันเดินทางมาตั้งแต่วันที่เริ่มสถาปนาวัดในปี 1930 แล้ว ปัจจุบันงานมันเดินทางมาถึงเรา ซึ่งอนาคตก็ไม่รู้หรอกว่าจะเดินทางไปถึงใครต่อ” ปุ้มบอกด้วยรอยยิ้ม

“เรามองแค่ว่า ถ้าเราทำให้มีคนมาสานต่อได้ มีเด็กตัวน้อย เด็กรุ่นลูก มองเห็นความสำคัญของวัดขึ้นมาก็คือทำสำเร็จแล้ว”

คนตัวเล็กหัวใจใหญ่ที่ช่วยฟื้นฟู วัดภูเขาทอง อายุ 600 กว่าปี ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
 

วัดภูเขาทอง

เลขที่ 153 หมู่ 2 ตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ดูรายละเอียดและงานที่วัดจัดได้ที่ https://www.facebook.com/pkt13000/

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ คืออาจารย์ นักวิจัย และที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนที่เราเคยพบเจอ 

เริ่มตั้งแต่การแต่งกายภายนอกที่สวมใส่ผ้าไทยอยู่เสมอ สลัดภาพดอกเตอร์จากเมืองนอกทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และภายในที่คิดถึงทั้งการสร้างประโยชน์ทางธุรกิจและสังคมไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว ผ่านการใช้งานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อน เปลี่ยนเรื่องยากให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงและใช้งานได้

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

จากประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี เขาให้คำปรึกษา ผลักดันผู้ประกอบอาหารเล็กใหญ่มามากกว่า 2,000 ราย และอีกนับร้อยชุมชน ตั้งแต่กระดาษว่างเปล่าจนถึงผลิตภัณฑ์ขายดิบขายดีในท้องตลาด 

เราอาจเปิดเผยชื่อสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นความลับทางธุรกิจของที่ปรึกษา แต่เชื่อว่าหลายแบรนด์เคยผ่านตาคุณมาอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นคือน้ำเต้าหู้โทฟุซังและกล้วยตาก Banana Society

ปัจจุบัน เขาคือผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร (EAST) ทำงานร่วมกับหน่วยงานมากมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ ทั้ง SME และธุรกิจท้องถิ่นให้เฉิดฉาย

การให้คำปรึกษาของอาจารย์นั้นไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่รับโจทย์ แก้ปัญหา แต่พากลับไปคิดถึงแก่นแท้ จิตวิญญาณของธุรกิจว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร เพราะไม่อยากให้เกิดธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวแล้วล้มหายตายจากไป แต่ควรจะขับเคลื่อนสังคมด้วย แม้จะใช้เวลานาน ทำงานแทบไม่ได้หยุดก็ตาม

ต่อให้คุณไม่ได้ทำงานในวงการอาหาร แต่เราอยากให้คุณได้อ่านเรื่องราวนี้ไปด้วยกัน

เพราะนี่เป็นบทสนทนาที่จะชวนตั้งคำถามที่คุณอาจรู้สึกว่าควรมีใครสักคนถามคุณมาตั้งนานแล้ว และกลับไปตามหารากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง

01

อาหารและงานที่ดี

“อาหารที่ดีต้องประโลมตา บรรจงรส จรรโลงใจ” บัณฑิตกล่าวคำพูดของคุณแม่ อดีตนักเรียนโรงเรียนการเรือน ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในเส้นทางชีวิตของเขา

“แม่บอกเสมอว่าอาหารคือหนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญของเรา คำพูดดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ผมใช้บอกลูกศิษย์อยู่เสมอเลย” 

แต่ย้อนไปในวัยเด็ก ความสนใจด้านอาหารยังไม่เกิดขึ้นในความคิดของบัณฑิต เขารู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเห็นการทำงานของโรงงานอาหารที่แม่เขาเป็นผู้จัดการอยู่ และการเข้าเรียนด้านเทคโนโลยีอาหารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็อาจถือเป็นเรื่องจับพลัดจับผลู 

จนกระทั่งเจออีกหนึ่งแรงบันดาลใจคืออาจารย์ผู้ชี้ทาง

“ในรุ่นผม เราถูกปลูกฝังกันว่ามหาวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งในร่มเงาที่ทำให้สังคมผาสุก ซึ่งไม่เกิดขึ้นจากการเอาความรู้ที่เรียนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม หน้าที่ของอาจารย์ที่เติมปัญญาและเปลี่ยนผู้คนคือหนึ่งในหนทางนั้น

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ด้วยว่า การทำงานที่ดีคืองานที่ ‘สัมผัสฟ้า ซับน้ำตาดิน’ คือไปถึงความรู้ขั้นสูงสุดแล้วเอาลงมาแก้ไขปัญหาให้กับสังคม นั่นกลายเป็นปรัชญาในการทำงานของผม” 

หลังเรียนจบ บัณฑิตศึกษาต่อด้านวิศวกรรมอาหารจนถึงระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เติบโตในหน้าที่การงานจนเป็นผู้จัดการโรงงานที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ชีวิต เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่สายวิชาการตามเจตนารมณ์ที่เคยมี และค้นพบจุดบอดที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำอะไร

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

“เราค้นพบว่างานวิจัยที่ดีคือพื้นฐานของทุกอย่างเลย แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่บอกคนได้ว่าคุณมีความรู้แล้ว จะเอาความรู้ไปสร้าง Know-how ของตัวเองได้อย่างไร และต้องมี Know-why ด้วย คือไม่ใช่จะทำแต่สินค้าออกมาขาย แต่ต้องรู้ว่าทำไปทำไม ตอบโจทย์ตลาดไหม

“นอกจากสร้างผลกำไรแล้ว เรามองว่าธุรกิจควรสร้างประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น สนับสนุนชาวบ้าน เชิดชูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาของพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่สามารถออกแบบกระบวนการทางสังคม” อาจารย์เล่าความเชื่อเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อน พร้อมบอกว่าตอนนั้นยังไม่เห็นภาพเหมือนกันว่างานนี้จะเป็นอย่างไร แต่ต้องลองดู

เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจการเชื่อมองค์ความรู้จากงานวิจัยที่คนมักมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยาก เข้าสู่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม

02 

Ego & Eco

ธุรกิจที่บัณฑิตดำเนินการให้คำปรึกษาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ โดยทำงานร่วมกันผ่านการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ 

หนึ่ง ธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานเช่นเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช.) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการตั้งแต่ยังมีเพียงแค่โจทย์ วางคอนเซปต์ วิจัย จนถึงทดสอบตลาด

เช่น imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

สอง ธุรกิจพื้นถิ่นหรือธุรกิจชุมชนที่มักมีวัตถุดิบและแรงงาน แต่อาจขาดทักษะผู้ประกอบการและต้องการความช่วยเหลือ บัณฑิตและทีมงานจะลงพื้นที่ไปสำรวจความเป็นอยู่ พูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“ผมมองว่าหน้าที่ของผมคือการช่วยคนให้กินดีอยู่ดี มีงานทำ มีความสุขในพื้นที่ เราเข้าไปเป็นเหมือนตัวเร่ง (Catalyst) ให้แต่ละชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เวียนพื้นที่ไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่เราร่วมมือด้วย”

โดยทั้งสองแบบ บัณฑิตไม่เพียงให้คำปรึกษา แต่จะแฝงกระบวนการตามหาหัวใจของธุรกิจ เพื่อสร้าง ‘Soul Business’ ที่อยู่รอดและคำนึงถึงทั้ง Ego (ตัวเอง) และ Eco (ระบบนิเวศ) 

“แต่ละธุรกิจเป็นเหมือนร่างกายที่ต้องการอวัยวะแตกต่างกันไป เราพบว่าต่อให้ภูมิคุ้มกันดีแค่ไหน แต่ถ้าทั้งระบบไม่มี Herd Immunity เวลาคนอื่นตาย คุณก็ตายด้วย เหมือนปลาหนึ่งตัวที่เน่าในบ่อ

“คนอาจจะบอกว่าเราโง่ที่ทำแบบนี้ เพราะทำแล้วไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นมา แต่เขาไปวัดจากเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร”

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำอย่างไรล่ะจึงจะสร้าง Soul Business ให้เกิดขึ้นจริง 

Pinarie, Lupin chips
03

Search Inside Yourself

“คนอยากทำธุรกิจมาปรึกษาร้อยคน จะตอบคำถามเราไม่ได้สักแปดสิบคนแล้วเดินกลับไปอึ้งๆ” บัณฑิตเล่าบรรยากาศการให้คำแนะนำธุรกิจที่ทำให้คนงง และต้องกลับไปคิดทบทวนคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ไม่ได้โหดร้ายเย่อหยิ่งแต่อย่างใด สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะคนชอบเข้ามาหาหนทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสวงหาวิธีสร้างรายได้ทางธุรกิจเสร็จสรรพ แต่ลืมคำนึงถึงว่าตัวเองเป็นใคร ทำไปเพื่ออะไร

“จริงๆ การทำสินค้าเป็นสิ่งที่มาทีหลังเลย อย่างแรกที่คุณควรทำคือสำรวจตัวเองก่อนว่าพร้อมไหม สมมติผลตอบแทนต้องรออีกสักประมาณสี่ปีอย่างต่ำ คุณทนได้หรือเปล่า คุณแน่ใจไหมว่าจะขายให้ใคร เขามีแนวโน้มจะชอบของคุณหรือเปล่า พอเหลือยี่สิบคน ก็จะถามลึกไปอีกว่าสภาพคล่องเป็นอย่างไร จะหาเงินทุนจากไหน บางคนแค่ตั้งโจทย์ใช้เวลาเก้าเดือน 

“เราต้องตั้งคำถามเหล่านี้ให้มีคำตอบชัดก่อน ถ้าไม่ชัด เราไม่ทำ ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นภาพคนที่มีมะม่วงล้นก็กวนขาย แต่ไม่รู้ว่าขายใคร ทำไปเป็นปีก็ไม่หมด เห็น SME เกิดสิบ ตายแปด ในหนึ่งปี เราไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เลยต้องพาเขาไปเห็นปัญหาของตัวเอง ด้วยตัวเองก่อน” บัณฑิตเล่ากระบวนการที่คิดอย่างละเอียด เพราะธุรกิจขนาดเล็กต้องคิดคำนวณให้รัดกุมอย่างมาก บางครั้งต้องล้มกระดาน คิดโจทย์ใหม่ตั้งแต่ต้น

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

ส่วนระหว่างทาง เขาและทีมจะพยายามเสริมแทรกการคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ใช่บอกตรงๆ แต่ผ่านคำถามให้คิด

เช่น ถ้าทำธุรกิจที่มีแหล่งวัตถุดิบ 2 เจ้า เจ้าแรกเป็นเกรดเอ ราคา 17 บาท เจ้าสองเป็นเกรดซี ราคา 7 บาท บัณฑิตจะถามว่าวัตถุดิบแบบไหนเหมาะกับงานของเรา เราอาจต้องการแค่เกรดซีเพื่อนำมาแปรรูปต่อก็ได้ พร้อมถามว่าเจ้าของวัตถุดิบจะได้อะไรจากเราบ้าง ถือเป็นราคาที่ดีไหม เราเอาเปรียบเขาหรือเปล่า

“ระหว่างการให้คำปรึกษา เราจะกระตุ้นให้คนเห็นว่าธุรกิจที่เขาทำสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมากแค่ไหน เขาจะค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ 

“แต่มันไม่ใช่จะเกิดขึ้นในปีเดียวนะ บางคนต้องใช้เวลานานห้าถึงสิบปีเลย เขาถึงจะเห็นว่าตัวเองเดินได้แบบไม่ต้องเอาเปรียบใคร ระหว่างนั้นเราจะคอยเลี้ยงดูและทำให้เขาเห็น แม้ใช้เวลานานมากก็ตาม”

04

นักสืบ พยาบาล แพทย์ ครู

“เห็นการแต่งตัวของผมไหม ผมใส่แบบนี้แล้วเหมือนคุณลุงในชุมชนเลย” บัณฑิตเล่าหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาทำงานร่วมกับชุมชนสำเร็จ ในขณะที่หลายคนทำแล้วไม่เกิดผล

“การทำงานกับชุมชนต้องเริ่มจากทัศนคติก่อน ต้องเริ่มจากว่าเราไม่ได้เป็นผู้กอบกู้ หรือจะเอาอะไรไปให้เขานะ แต่ในฐานะเพื่อนที่ไปเรียนรู้ ผมไม่เคยบอกเลยว่าจะไปช่วยอะไรเขา แต่เริ่มจากมองเห็นปัญหาด้วยแว่นตาเดียวกันกับเขาก่อน คุยกับเขา เขากินอะไรก็กิน บางคนแค่ต้องการที่ระบาย เราก็ฟัง ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปด้วยแนวคิดนี้ ”

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต
บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

บัณฑิตเสริมต่อว่า เขาพยายามวางตัวให้เป็นนักสืบก่อนเมื่อเริ่มเข้าไปในชุมชน เพื่อถามคำถามต่างๆ ให้เขาได้คิดและตอบ หลังจากนั้นจะทำหน้าที่เป็นพยาบาลเยียวยาบาดแผลของคนไข้ ต่อด้วยเป็นแพทย์ผ่าตัดที่ลงมือแก้ไขปัญหา และสุดท้ายเป็นคุณครูที่ช่วยถอดบทเรียนสิ่งที่ได้เรียนรู้

แต่คนจำนวนมากเริ่มสวมบทบาทการลงพื้นที่ด้วยการเป็นตำรวจ ตรวจจับข้อผิดพลาด ตามด้วยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและปอเต็กตึ้ง ทำให้การทำงานร่วมกับชุมชนล้มเหลว

หวานอย่างมีหวัง
หวานอย่างมีหวัง

หนึ่งในเคสที่ประสบความสำเร็จในการทำงานชุมชนของบัณฑิตคือ ‘หวานอย่างมีหวัง’ น้ำตาลมะพร้าวแท้ของ อาจารย์ปรีชา เจี๊ยบหยู จากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย

“อาจารย์ปรีชาเป็นคนสอนผมว่านักวิชาการชอบเอาซากความรู้มาเก็บไว้เต็มตู้หนังสือเลย แต่เขาไม่อยากได้สิ่งนั้น อยากได้หลักวิชาการคู่กับวิชานอกตำราที่กลั่นกรองมาจากภูมิปัญญามากกว่า” 

น้ำตาลมะพร้าวนี้มีสรรพคุณมากมาย คนเบาหวานทานได้เพราะมีอินนูลิน ลดการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร เก็บเกี่ยวจากต้นมะพร้าววันละ 2 เวลา เรียกว่าน้ำตาลเช้าและน้ำตาลบ่าย ด้วยกระบอกไม้ไผ่ที่ช่วยให้น้ำตาลเสียช้าและไม่ต้องใส่สารเพิ่ม (แลกมากับกระบวนการล้างและต้มที่เพิ่มขึ้น) ดำเนินงานโดยกลุ่มในชุมชนที่มีความเข้มแข็ง 

แต่ปัญหาคือ คนไม่ค่อยเชื่ออาจารย์ปรีชา เพราะไม่ได้เป็นนักวิชาการ และผู้ผลิตจำนวนมากใส่สารปลอมปนในน้ำตาลเยอะ ทำลายความเป็นธรรมชาติ แต่กลับเรียกผลิตภัณฑ์ตัวเองว่าเป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้อยู่เต็มตลาด

บัณฑิตจึงเข้าไปคิดเรื่องแบรนด์ จนเกิดเป็นคำว่า ‘น้ำตาลของจริง’ และเก็บข้อมูลให้คนเห็นว่าใน 1 ปี น้ำตาลแต่ละช่วงเป็นอย่างไรบ้าง ข้อดีข้อด้อยเป็นอย่างไร พิสูจน์เรื่องวัสดุต่างๆ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ 

หลังดำเนินงานมากว่า 5 ปี น้ำตาลมะพร้าวของอาจารย์ปรีชากำลังจะได้รับการจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสมุทรสงคราม และที่ผ่านมา มีคนติดต่อเข้าไปดูงานมากถึงปีละหลายพันคน 

“เราได้นำความรู้วิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ภูมิปัญญา ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชุมชนด้วย” บัณฑิตยิ้ม งานแบบนี้ไม่มีใครเด่นกว่าใคร เพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันของจริง

05

ออกดอก ขยายผล

หลายคนชื่นชมแนวคิดของบัณฑิต แต่มองว่าการทำงานช้าเกินไป ไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว (Speed & Scale)

ด้วยเหตุนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา บัณฑิตจึงพยายามมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือทั้งหมดให้อยู่บนแพลตฟอร์มหนึ่งที่ลักษณะคล้ายสถาบัน มีทั้งคอร์สออนไลน์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หากมีปัญหา ก็มีทีมให้คำปรึกษาคอยช่วยโค้ช มีห้องวิจัยให้มาฝึกทดลองอย่างครบครัน 

รวมถึงพยายามขยายเครือข่ายให้มากขึ้น เช่น ร่วมงานกับหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ในเครือข่ายมากถึง 33 สถาบัน

“เราอาจทำคนเดียวไม่ไหว ก็ต้องให้คนอื่นมาช่วย ให้อาจารย์และนักศึกษานำกระบวนการที่เราใช้ไปขยายผลต่อผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่” 

และอีกโปรเจกต์หนึ่งที่บัณฑิตกำลังพัฒนาร่วมกับชุมชนอยู่คือ ‘Route to the Root’ พัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวความเป็นมา ให้ผู้บริโภคสำรวจกลับไปได้ถึงรากเหง้า ที่มาไปที่ของสินค้าแต่ละอย่าง โดยติดต่อไปวางขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างตลาดให้แก่ชุมชน 

รักษารากฐานแบบเดิมไว้ แต่ขยายผลให้กว้างไกลขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการมากขึ้น เป็นความหวังให้กับธุรกิจโดยเฉพาะในยามวิกฤตเช่นนี้

06

ใจใหญ่กว่าตัว

“ผมตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากๆ เลยว่าทำอะไรอยู่ บางทีทำไปก็ดูจะไม่เห็นผลเลย เคยคิดว่าจะหยุดเหมือนกัน” บัณฑิตเล่าว่าทำงานในแวดวงมานาน 20 กว่าปี ย่อมมีท้อบ้างเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ที่อัตราความสำเร็จของธุรกิจที่ให้คำปรึกษาอยู่ที่ราว 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก่อนจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์

“สิ่งที่ทำให้ผมยังทำงานต่อคือการถามตัวเองว่า หนึ่ง เราทำแล้วได้อะไร สอง ถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจไหม หลายครั้งคนมักติดอยู่ที่คำถามข้อแรก แต่ผมจะพยายามถามตัวเองข้อที่สองก่อน แล้วได้คำตอบเสมอว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจมาก

“ผมมองว่าโอกาสในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตมันไม่ได้มีมาบ่อย ถ้าไม่คว้าไว้ก็เป็นอากาศ และถึงต้องล้มเหลว เรามองว่ามันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ต้องล้มบ่อยๆ จนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

“สองความคิดนี้ทำให้ไม่ว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน ไม่ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ ผมยังคงทำอยู่ มันมีโดดเดี่ยวบ้างบนเส้นทางนี้ แต่ชีวิตก็เป็นแบบนั้น เกิดมาคนเดียว เราก็ตายคนเดียวเหมือนกัน”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นทางนี้ไม่หนักหนาจนเกินไปคือ ทีมงานที่ทำงานร่วมกันภายในทีม EAST กับบัณฑิตราว 20 คนที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี 

“ก่อนน้องๆ ในทีมจะเข้ามาทำงานร่วมกัน คำถามหลักที่ผมจะถามพวกเขาคือ ถ้าคุณทำงานสักชิ้นแล้วต้องล้ม คุณคิดว่าคุณล้มได้สักกี่ครั้ง คำตอบของเขาจะบ่งชี้เองว่าเขาเหมาะกับงานนี้หรือเปล่า หลายคนตอบว่าล้มได้เยอะ คำถามคือ พอคุณลุกขึ้นมา คุณมีวิธีจัดการตัวเองอย่างไร

“สุดท้าย ผมถามว่าถ้างานเหล่านี้เกิดพรากชีวิตส่วนอื่นๆ ของคุณขึ้นมา คุณจะเสียดายลมหายใจตรงนี้ไหม เพราะงานแบบนี้ล้มเยอะมากนะ คุณจะรู้สึกล้มเหลว สูญเสียศักดิ์ศรี และวันหยุดของเราคือวันที่คนอื่นประสบความสำเร็จ ดังนั้น เราไม่ได้หาคนเก่ง เรื่องนั้นฝึกกันได้ แต่เราตามหาคนที่ใจใหญ่กว่าตัวมหาศาล” 

คนที่มีคุณสมบัตินี้คือทีมงานที่อยู่เคียงข้างบัณฑิต และพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ไม่น้อยหน้าใคร

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load