คุณพ่อของเธอเป็นอดีตผู้คุมขัง

เธอเริ่มต้นอาชีพในเรือนจำก่อนอายุจะครบ 20 ปีบริบูรณ์

เธอเป็นผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิง เชียงใหม่ คนแรกที่เป็นผู้หญิง

เธอคลุกคลีกับผู้ต้องขังหญิงเป็นเวลากว่า 40 ปี จนเกษียณอายุราชการ

ปัจจุบันเธออายุ 71 ปี ประกอบอาชีพเป็น ‘คุณแม่’ โดยสมัครใจ

ลีลานวดไท, ผู้ต้องขังหญิง, ร้านนวด, เนาวรัตน์, เชียงใหม่

คุณแม่เนาวรัตน์ ธนะศรีสุธารัตน์ อดีตผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิง เชียงใหม่  คือ ‘เธอ’ ในทุกประโยคที่ฉันกล่าวถึง และเธอยังเป็นผู้ก่อตั้ง ‘ลีลานวดไท’ หรือ ศูนย์พัฒนาทักษะและฝึกอาชีพผู้พ้นโทษ (Ex-Inmate Employment and Skill Development Center) ปัจจุบันมีสาขากระจายทั่วเมืองเชียงใหม่ทั้งหมด 7 สาขา ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี บอกเลยว่าไม่ธรรมดา

 

อาชีพ-ยั่งยืน

“ผู้ต้องขังหญิงส่วนใหญ่ต้องโทษคดียาเสพติด จากที่เคยสัมผัสและอยู่ด้วยกันมา 90% เกิดจากความยากจน ลูกไม่มีจะกิน เขาก็ต้องคว้าไว้ก่อน เราเข้าใจความเป็นแม่ เราก็เป็นแม่ และจังหวัดเชียงใหม่เองเป็นเมืองท่องเที่ยว เขาน่าจะมีอาชีพยั่งยืนได้ หลังจากนั้นเราก็พยายามฝึกวิชาชีพให้เขา”

หมายความตามคุณแม่พูดคงคล้ายกับประโยค ‘ถ้าเราให้ปลาแก่เขา เขาจะมีปลากินเพียงแค่วันเดียว แต่ถ้าเราสอนวิธีจับปลาให้เขา เขาจะมีปลากินตลอดชีวิต’

คุณแม่ยังเล่าให้คนภายนอกอย่างฉันฟังว่า ภายในเรือนจำมีการสอนหนังสือตั้งแต่ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก จนจบระดับปริญญาเอก ส่วนการฝึกอาชีพมีหลายสาขาตามความชอบ ทั้งด้านโภชนาการอาหาร เพาะปลูกทางการเกษตร ตัดเย็บเสื้อผ้า เสริมสวย ทอผ้าแบบฉบับชาวเชียงใหม่และนวดแผนไทย

ช่วย ต้องช่วยกัน

ลีลานวดไท, ผู้ต้องขังหญิง, ร้านนวด, เนาวรัตน์, เชียงใหม่

ลีลานวดไทก่อตัวเป็นตึกหลายคูหา รวม 7 สาขา จากประโยคกึ่งขอร้องเพียงประโยคเดียวของอดีตผู้ต้องขังหญิง “อาชีพที่แม่ฝึกให้พวกหนูไปไม่มีใครเขารับหนูเลย พอเขารู้ว่าออกมาจากเรือนจำ เขาก็บีบออก ทำไมแม่ไม่เปิดร้านนวดให้พวกหนูล่ะ”  

เดิมทีบริเวณหน้าทัณฑสถานหญิง เชียงใหม่ มีร้านนวดสำหรับฝึกมือของผู้ต้องขังหญิงที่ยังไม่พ้นโทษ แต่เมื่อมีผู้พ้นโทษเดินมาขอความช่วยเหลือมากขึ้น มีหรือคนเป็นแม่จะนิ่งเฉย

  จากประโยคสะกิดใจทำให้คุณแม่ต้องกลับมานอนคิดหลายตลบ ถ้าพวกเขาไม่มีงานทำ คงต้องหิ้วกระเป๋ากลับเข้ามาในเรือนจำอีกเป็นแน่ แต่ถ้าพวกเขามีงานทำ คงไม่ทำผิดอีกครั้งหรอก

“คนพ้นโทษแล้วไม่เหมือนกับคนอยู่ข้างใน เขาสามารถมีอิสระทุกอย่าง ถ้าเกิดเขาเอายาเสพติดมา ชีวิตการทำงานของเราจะเป็นอย่างไร แต่มานึกดูอีกที เราทำงานใกล้เกษียณอายุ เขายังหางานทำไม่ได้ แสดงว่างานของเรายังไม่ประสบความสำเร็จ” คุณแม่ดูเป็นกังวลแต่ก็พูดหักมุมจนเราเชื่อว่าทำจริง

ลีลานวดไท, ผู้ต้องขังหญิง, ร้านนวด, เนาวรัตน์, เชียงใหม่ ลีลานวดไท, ผู้ต้องขังหญิง, ร้านนวด, เนาวรัตน์, เชียงใหม่

หลังจากคุณแม่แน่วแน่ว่าจะเปิดร้านนวด ก็ตระเวนหาตึกว่างให้เช่า จนเจอตึกถูกใจใกล้เรือนจำ แต่ต้องพบกับอุปสรรค เมื่อเจ้าของตึกรู้ว่าจะเอาอดีตผู้ต้องขังหญิงมาอยู่รวมกัน ต่อรองกันอยู่หลายวัน

“เอ คุณติ๋ม ถ้าให้พี่ทำงานช่วยสังคมอยู่คนเดียว ประเทศไทยเราก็ต้องมีคนพลาดติดยาเสพติด ในเมื่อมีผู้ขาย เขาอาจจะมาขายให้ลูกหลานเราก็ได้ มาช่วยกันดีกว่ามั้ย” หลังจบประโยคชวนคิดของคุณแม่ เจ้าของตึกขอกลับไปทบทวนและกลับมาพร้อมข่าวดี ให้คุณแม่เช่าตึก แถมลดค่าเช่าให้อีกด้วย

ท่านกำลังเข้าสู่บริการร้านนวดแผนไทย

ลีลานวดไทสาขาแรก (สาขาพระปกเกล้า) กำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2551 มีสมาชิกเป็นผู้พ้นโทษจำนวน 10 คนถ้วน ‘สาวสาวสาว’ ต้องบริหารจัดการและดูแลกันเอง เพราะคุณแม่เนาวรัตน์ไม่มีเวลามากพอ จำเป็นต้องดูแลอีก 2,000 กว่าชีวิตในเรือนจำ

ภายหลังมีลูกสาวเข้ามาช่วยบริหารจัดการ และเสนอให้คุณแม่เปิดตัวลีลานวดไท ด้วยการประกาศตนเองว่าเป็น ‘ศูนย์พัฒนาทักษะและฝึกอาชีพผู้พ้นโทษ (Ex-Inmate Employment and Skill Development Center)’ เป็นผลให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น แถมนักท่องเที่ยวชาวจีนยังเอ่ยปากชมว่า ‘ร้านเธอดังมากเลยในประเทศของฉัน’

  ลูกค้าประจำมักกลับมาใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพราะความสงสาร แต่เป็นเพราะมาตรฐานระดับมืออาชีพ ลวดลายลีลาการนวด กิริยามารยาท ถูกฝึกฝนมาอย่างดีเมื่อครั้งยังอยู่ในเรือนจำ

ลีลานวดไท, ผู้ต้องขังหญิง, ร้านนวด, เนาวรัตน์, เชียงใหม่ ลีลานวดไท, ผู้ต้องขังหญิง, ร้านนวด, เนาวรัตน์, เชียงใหม่

ฉันขอคุยโวแทนคุณแม่เสียหน่อยว่าลีลานวดไทกวาดรางวัลระดับประเทศมาเยอะจนนับนิ้วยังไงก็ไม่หมด

“เราได้รางวัลคุณภาพมาตราฐานนวดไทยพรีเมียม จากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข รางวัล Best Practice จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ฯลฯ เพราะทุกคนตั้งใจทำงานอย่างดีมาโดยตลอด ก่อนโครงการจะเกิด เราจะมีการอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทุก 3 เดือน ทบทวนดูว่ายังนวดเหมือนเดิมหรือเปล่า และเราพยายามผลักดันให้ผู้พ้นโทษได้รับการยอมรับ ฉันทำได้นะ ทำได้ดีกว่าคนทั่วไปด้วย”

ส่วนรายได้ของพนักงานแต่ละคนคุณแม่เนาวรัตน์ก็แบ่งให้อย่างยุติธรรม อย่างการนวดไทย 1 ชั่วโมง เป็นจำนวนเงิน 250 บาท เงินจะเข้าร้าน 130 บาท พนักงาน 120 บาท พวกเขาแทบไม่ต้องลงทุน แต่อาศัยการลงแรงเพียงอย่างเดียว ก็สามารถเก็บเล็กผสมน้อยจนบางคนสร้างตัว ส่งลูกเรียน ซื้อข้าวของเครื่องใช้ใหญ่โตเป็นของตนเอง ด้วยเงินบริสุทธิ์จากอาชีพสุจริต

“สิ่งที่เขาภาคภูมิใจ คือวันแรกที่เขาได้เงิน เขาดีใจมาก ซื้อของแต่ละครั้งต้องมาบอกเรา วันนี้หนูมีตู้เย็นแล้วนะ หนูมีทีวีแล้วนะ เราได้แต่น้ำตาคลอ เขาไม่เคยมีแล้วเขามี ก็ตื่นเต้น ดีใจ แม้แต่ซื้อรถจักรยานยนต์ เขายังจูงแม่ไป เจิมรถให้หนูหน่อย หนูมีเงินมาร้อยเดียว แต่หนูซื้อเงินสดด้วยนะ” ฉันฟังแล้วก็อดยิ้มไปกับบรรดาลูกสาวของคุณแม่เสียไม่ได้

เปิดใจ ให้โอกาส

กลับกันฉันก็สงสัย หลายคนก็สงสัย เราสามารถไว้เนื้อเชื่อใจอดีตผู้พ้นโทษได้อย่างสนิทใจจริงหรือ

คุณแม่ให้คำตอบอย่างจริงใจกับฉันว่า “เราก็เห็นใจนะ เห็นใจสังคม เห็นใจคนทั่วไป จะเอาผู้พ้นโทษไปเลี้ยงลูก มันก็ย่อมสะกิดใจกันบ้าง เราไม่ได้โทษสังคม เพียงแต่เราขอร้องเท่านั้นเอง ลองเปิดใจสักหน่อยมั้ย

ลีลานวดไท, ผู้ต้องขังหญิง, ร้านนวด, เนาวรัตน์, เชียงใหม่

“แม้แต่คดีฉ้อโกงต้องโทษ 10 ปี ออกมาอยู่กับแม่ แม่ก็ให้เขาเป็นผู้จัดการดูแลเรื่องเงิน แม่ยังไม่เห็นเขาโกงเงินสักบาท ตัวเขาเองก็ถามแม่ ‘หนูโดนคดีฉ้อโกงนะ แม่จะให้หนูไปดูเงินได้อย่างไร’ ‘ก็แม่ให้โอกาสเธอแล้ว เธอจะทำอีกหรอ’ แม่ว่าคนเรามันไม่ต้องทำผิดเสมอไป” ฉันฟังแล้วถึงกับสะดุด เพียงแค่เราเปิดใจ การให้โอกาสก็ตามมาติดติด

“ทุกวันนี้ทัณฑสถานหญิง เชียงใหม่ ก็เชิญเราไปคุยเรื่องเตรียมการปลดปล่อย แต่แม่ไม่ได้ไปพูดเองนะ แม่ให้คนที่ประสบความสำเร็จแล้ว มีบ้าน มีรถ ส่งลูกเรียนได้ ไปพูดเพื่อให้กำลังใจ ถ้าออกไป ไม่มีทางไป อย่าไปทำผิด ลีลานวดไทพร้อมจะช่วยเหลือ”

ลีลานวดไท, ผู้ต้องขังหญิง, ร้านนวด, เนาวรัตน์, เชียงใหม่

ปลายทางดูสวยงามเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่! อย่าลืมว่ากุหลาบย่อมมีหนาม

“กฎหมายปี 59 ของกระทรวงสาธารณะสุขบอกว่า ถ้าพ้นโทษไม่เกิน 1 ปี ห้ามนวด-สปา ห้ามทำเสริมสวย ถ้าพ้นโทษไม่เกิน 5 ปี ห้ามเป็นเจ้าของกิจการ แล้วจะไม่ให้สังคมตั้งแง่ได้อย่างไร แม้แต่หน่วยงานใหญ่ยังออกเป็นกฎหมายมาไม่ให้เขาทำงาน เขาก็ต้องเข้าไปข้างในอีก ตอนนี้เราก็ทำอะไรไม่ได้”

แล้วพวกเรา พวกคุณ พวกฉัน พอจะทำอะไรได้บ้าง?

มาตรฐานความสุขระดับสากล

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 10 ปี ลีลานวดไทมีสาขามากถึง 7 สาขาทั่วเมืองเชียงใหม่ โดยขยายสาขาตามจำนวนผู้พ้นโทษ ในอนาคตอันใกล้คุณแม่เนาวรัตน์วางแผนจะสร้างคอมมูนิตี้ขนาดย่อมบริเวณสามกษัตริย์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีร้านอาหาร กิจการร้านเสริมสวย ลีลานวดไท ฯลฯ โดยผู้ให้บริการเป็นอดีตผู้ต้องขังหญิงจากทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่ผู้พ้นโทษจากทัณฑสถานหญิง เชียงใหม่เท่านั้น

อ้อ คุณแม่เฉลยทั้งหมดให้เราฟังว่า “ที่ทำมาทั้งหมด เราไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่เราทำเพื่อช่วยคนให้มีอาชีพ แม่สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า คนไทยถ้ามีอาชีพอย่างยั่งยืน ไม่กระทำผิดแน่นอน”

“ทุกวันนี้ แม่ได้ความสุขจากการเห็นเขามีนู่น มีนี่ ความสุขจากการไม่ได้นอนเป็นคนป่วยอยู่บ้านหลังเกษียณอายุ เราต้องแข็งแรง เรายังต้องไปหาเขาอยู่ ก็ฝากลูกสาวไว้ให้สานต่อ สอนลูกเสมอว่า การทำบุญร้อยวัดก็ไม่ดีเท่ากับการช่วยเหลือคน” ประโยคสุดท้ายฉันเห็นด้วยกับคุณแม่สุดหัวใจ ทำบุญกับคน เห็นผลแน่นอน ไม่ต้องรอชาตินี้ชาติหน้าหรือชาติโน้น

ลีลานวดไท, ผู้ต้องขังหญิง, ร้านนวด, เนาวรัตน์, เชียงใหม่

(ป.ล. หากพอจะจำเจ้าของประโยค “…ทำไมแม่ไม่เปิดร้านนวดให้พวกหนูล่ะ” ของผู้เป็นแรงบันดาลใจให้คุณแม่เปิดร้านลีลานวดไทได้ หลังจากเปิดร้านสาขาแรกไม่นานเธอพบรักกับหนุ่มอิรักในร้านลีลานวดไท มีโซ่ทองคล้องใจ 1 คน แต่คนรักของเธอเพิ่งเสียได้ไม่นาน พร้อมกับมอบมรดกมูลค่าหลักร้อยล้านไว้ให้ เธอนำเงินบางส่วนสร้างเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมในอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่)

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จากการพูดคุยกันสั้น ๆ ในระยะเวลาชั่วโมงเศษผ่านช่องทางออนไลน์ เราเรียนรู้ว่าผู้ชายที่ชื่อ กุล-กุลชาติ เค้นา เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ดันให้การท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น เฟื่องฟูและเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

กุลมีอาชีพหลักเป็น UX/UI Designer ทำงานแบบ Digital Nomad (กลุ่มคนที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เดินทางไปด้วย ทำงานไปด้วยจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลก) เป็นผู้ปลุกปั้น ฟาร์มคิด ร้านอาหาร-กาแฟที่ขายความเป็นพื้นถิ่นในรูปแบบที่นักท่องเที่ยวกินอร่อย เป็นหนึ่งในสามผู้สร้าง วิวผาม่าน ผู้ให้บริการพานักท่องเที่ยวไปดริปกาแฟหลักร้อย แต่ได้ชมวิวหลักล้าน ร่วมผลักดันการสร้าง มหา’ลัยไทบ้าน ร่วมกับกลุ่มมหาลัยเถื่อนและนักขับเคลื่อนในอำเภออื่น ๆ เพื่อเสริมพลังคนพื้นที่ที่ทำงานพัฒนาบ้านเกิด จนแตกหน่อออกมาเป็นโปรเจกต์เทคไทบ้าน’ ที่จะช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชนไปพร้อมกัน

ถ้าเล่าแค่ความดีงามของโปรเจกต์ที่เขาทำมันจะไปสนุกอะไร 

เมื่อความน่าสนใจของผู้ชายไทบ้านคนนี้มีซ่อนอยู่อีกหลากหลายมุม 

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Prototype ถึง MVP

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว นักออกแบบหนุ่มชื่อกุลได้เริ่มนำไอเดียในการขับเคลื่อนสังคมของเขาที่คุกรุ่นอยู่ในใจออกมา 

“โปรเจกต์แรกที่เริ่มคือ ฟาร์มคิด เป็นชื่อในอุดมคติของผมก่อนที่จะกลับมาอยู่ที่ขอนแก่น ตอนนั้นผมไม่มี Business Model แค่อยากทำชุดปลูกผักคนเมือง เพื่อให้คนได้กินผักปลอดภัย ผมก็ให้พ่อตายิงไม้พาเลต ทำ Prototype ขึ้นมา ปรากฏว่าแค่กล่องก็หนัก 10 กก. เราไม่ได้คำนวณต้นทุนก่อน ก็เลยไม่เวิร์ก เลิกทำ” กุลเล่าจุดเริ่มต้นของฟาร์มคิดอย่างติดตลก

เมื่อโมเดลแรกไม่สำเร็จ เขาลองกลับไปทบทวนเป้าหมายจริง ๆ ว่าอยากทำอะไรกันแน่ และพบว่าหนทางในการขับเคลื่อนเป้าหมายในการสร้างงานให้ชุมชน สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย จนถึงการฝึกฝนให้เด็ก ๆ คุ้นชินกับเทคโนโลยี ไม่ได้มีแค่แนวทางเดียว 

เมื่อเวลาผ่านไป ไอเดียถูกตกผลึกเป็นร้านอาหารพื้นถิ่น ‘ฟาร์มคิด’ เปิดในอำเภอภูผาม่าน บ้านเกิดของเขา

“ร้านฟาร์มคิดตอนแรกเป็นร้านขายสเต๊ก ตอนนั้นก็ห้าว คิดว่าตัวเองชอบทำสเต๊กก็เลยทำขาย จริง ๆ ขายได้โอเคนะ แต่ชีวิตพังเพราะเราต้องเลี้ยงลูก ทำงาน ประชุม เตรียมของขาย ธาตุไฟเข้าแทรกเหมือนกัน” กุลเล่าถึงช่วงเวลาที่ยังหาสมดุลระหว่างงานประจำกับความฝัน แต่นั่นไม่ใช่แค่ปัญหาเดียวที่เขาต้องเจอ “เปิดร้านไปได้ไม่ถึง 6 เดือน โควิด-19 ก็มา ซึ่งปัญหาใหญ่จริง ๆ ที่เราเจอ คือการหมุนเวียนของเงินมันน้อย เพราะอำเภอภูผาม่านไม่มีคนมาท่องเที่ยวเลย เป็นเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก” 

ถ้าเป็นคนอื่นคงยอมแพ้และปิดร้านอาหารไปแล้วใช่ไหม

แต่กุลไม่ได้เลือกเส้นทางนั้น เขากลับเลือกชวนเพื่อน ๆ สายเทคที่ทำงานด้วยกันมาจัดอีเวนต์ด้านเทคโนโลยีกลางทุ่งนา พร้อมไลฟ์สดอวดคนในเมืองด้วยว่าบ้านฉันมีวิวสวยขนาดนี้ จนใคร ๆ ก็อิจฉา เป็นที่มาของอีกหลายกิจกรรมที่เลือกภูผาม่านเป็นฉากหลัง

เมื่อภูผาม่านบ้านนาถูกค้นพบในฐานะ Hidden Gem สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ก็เริ่มมีองค์กรรัฐและเอกชนให้ความสนใจ ดึงดูดให้ผู้คนใหม่ ๆ เข้ามา รวมถึงไอเดียในการทำธุรกิจแบบใหม่ ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาถึงกุลด้วย

“หลังจาก ททท. และ TCDC เข้ามาร่วมทำทริปโปรโมตการท่องเที่ยวให้ภูผาม่าน เราก็ได้รับไอเดียจากช่างภาพของ TCDC ท่านหนึ่ง เขาบอกให้ผมเฝ้ามองหนองสมอให้เขา หากในหนองจะมีน้ำเอ่อ ให้รีบบอกเขาเลย เขาจะมาถ่ายภาพภูเขาสะท้อนน้ำพร้อมแสงเช้า ซึ่งมันสวยมาก” ชายหนุ่มเล่าพลางอวดภาพวิวที่หนองสมอที่เป็นแบกกราวนด์ในโปรแกรม Zoom ของเขา

“แถมเขายังให้ไอเดียด้วยว่า เราน่าจะลองเอากาแฟมาดริปกันที่นี่ ผมกับน้องอีก 2 คน คือ พิมพ์กับต๋อง เลยสั่งชุดดริปกาแฟมาลองไลฟ์ลง Facebook ปรากฏว่าคนสนใจ หลังจากนั้นไม่กี่วันเราก็เปิดเพจรับจองคิวให้คนมาดริปกาแฟพร้อมชมวิวกับเราที่นี่เลย เป็นการทำ MVP (บริการตัวอย่าง) เหมือนที่ทำกันในวงการสตาร์ทอัพนั่นแหละครับ เป็นที่มาของ วิวผาม่าน ที่เราพาคนมาชมวิวและดริปกาแฟด้วยกันที่หนองสมอ ทุกวันนี้คิวยังเต็มอยู่ตลอดเลย” กุลเล่าอย่างภาคภูมิใจ 

จาก Prototype เล็ก ๆ ที่ไม่เวิร์กในวันนั้น มาถึง MVP ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อการพัฒนาชุมชนในวันนี้ 

เป็นจุดเริ่มต้นสู่ความเป็นไปได้อีกมากมายที่เกิดขึ้นตามมา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Network ถึง Infrastructure

แน่นอนว่าในจุดเริ่มต้นของการผลักดันภูผาม่านเป็นเมืองท่องเที่ยวนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย

กุลบอกกับเราว่าเขาผ่านมาได้ด้วยความช่วยเหลือของบ้านพี่เมืองน้อง

“นอกจากอำเภอภูผาม่านแล้ว บ้านพี่เมืองน้องอย่างอำเภอสีชมพูเขาก็ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนอยู่ด้วย เราเป็นเมล็ดพันธ์ุที่เติบโตมาด้วยกัน ต่างคนต่างก็อยากโชว์ศักยภาพของพื้นที่ตัวเอง จนมีโครงการหนึ่งที่รัฐสนับสนุน จัดให้คนรุ่นใหม่มาเจอกัน เราร่วมกับ ครูสอญอ-สัญญา มัครินทร์, คุณนุ-อนุวัตร บับพาวะตา แก๊งอำเภอสีชมพู ประชุมกับ พี่ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร จากมหาลัยเถื่อน ระดมความคิดกันกลายเป็นชื่อ มหา’ลัยไทบ้าน ขึ้นมา” กุลโยงใยให้เราเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโปรเจกต์การท่องเที่ยวกับโปรเจกต์การศึกษาที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วม

“มหา’ลัยไทบ้านเป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ คนไทบ้านที่อยู่ในพื้นที่มาทอล์ก มาแชร์ มาเสริมพลังให้กัน ทำไมนักพูดต้องอยู่บนเวที TED เท่านั้น จะอยู่บนรถแต๊ก ๆ แบบไทบ้านเราได้มั้ย เพื่อทำอะไรบางอย่างให้กับพื้นที่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรเรียนรู้ชุมชน กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งแต่ละคนต่างเป็น Contributor” ชายหนุ่มอธิบายหน้าที่ของมหาลัยไทบ้าน

กุลชัดเจนแต่แรกว่าเขาต้องการนำเทคโนโลยีมาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างอาชีพและโอกาสให้กับคนในชุมชน เขาจึงสร้างสาขาย่อยของตัวเองขึ้นมาภายใต้ร่มของมหา’ลัยไทบ้าน ชื่อว่า เทคไทบ้าน มีฟังก์ชันในการค้นหาบทบาทและจุดยืนที่เหมาะสมของเทคโนโลยีต่อชุมชนแห่งนี้

“ช่วงนี้มีคำฮิตคำหนึ่ง คือคำว่า ชนบทดิจิทัล ซึ่งผมตั้งคำถามว่าเราพร้อมจริงหรือเปล่า” กุลเปรย “จริง ๆ พวกของหรืออุปกรณ์มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสาสัญญาณ ไวไฟ แต่คนในชนบทเป็นเพียงผู้ใช้งาน ยังไม่ได้เป็นผู้สร้าง ผู้แบ่งปัน หรือผู้แก้ปัญหา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น
เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

“กรณีที่เจอล่าสุดคือหลานของผมเอง ผมสังเกตว่าเขาเรียนออนไลน์ติดปัญหาเยอะมาก ตั้งแต่เปิดไลน์ เข้าห้องเรียนไม่ทัน กรอกโค้ดไม่ได้ ต้องโหลด Google Classroom แต่ไม่รู้จักว่าคืออะไร ขนาดหลานอยู่กับผมที่เข้าใจบริบทของเทคโนโลยีระดับหนึ่งยังเจอปัญหาขนาดนี้ แล้วเด็กในชุมชน ในหมู่บ้านที่อยู่กับตายาย ใครจะแก้ปัญหาให้เขา

“ผมเลยคิดได้ว่าเทคไทบ้านน่าจะเป็นโปรเจกต์ที่เชื่อมได้ โดยเอาเด็ก ๆ มาฝึกให้เป็นไอทีซัพพอร์ต”

เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ อย่างการพาเด็ก ๆ ไปร่วมสำรวจและเก็บข้อมูลร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนโดยใช้ Google Document ที่มีฟังก์ชันแปลงเสียงเป็นภาพ เพื่อให้พวกเขาคุ้นชินกับเทคโนโลยี ข้อมูลที่เด็ก ๆ เก็บมาเหล่านั้น กุลไม่ได้ปล่อยให้เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย แต่นำมาเป็นต้นทุนในการสร้างเว็บไซต์นำเที่ยวชุมชนที่ชื่อ phuphaman.org เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวที่เชื่อถือได้ รวมถึงได้สร้างแท่นแสกน QR Code ติดไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในชุมชน เป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อมโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์เข้าด้วยกัน เอาไว้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่

“นี่คือการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนครับ” กุลสรุปรวบความ 

“นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ ชาวบ้านไม่ต้องตอบคำถามซ้ำ ๆ ซึ่งเราตั้งใจจะเปิดให้เว็บไซต์นี้เป็น Open Source ทุกอำเภอเอาโค้ดของเว็บนี้ไปทำเว็บของตัวเองได้เลย มีวิธีการทั้งหมดตั้งแต่การเก็บข้อมูลจนถึงเอาข้อมูลเข้าระบบ”

หากมองในภาพรวมแล้ว การทำงานของกุลเริ่มจากความไม่มี ความไม่พร้อม ก่อร่างสร้างตัวขึ้นบนเครือข่ายของผู้คน จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนชุมชนบ้านเกิดของเขา ทั้งการสร้างเด็ก ๆ ให้มีความพร้อม จนถึงสร้างช่องทางให้ข้อมูล

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Zero ถึง Hero

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ชายชื่อกุลปฏิเสธที่จะเชื่อว่าเขาทำไม่ได้

“ผมมองว่าก่อนหน้านี้ภูผาม่านเองก็ไม่พร้อม แล้วใครเป็นคนทำให้มันพร้อม” เขาตอบสั้น ๆ เมื่อเราถามว่า ไอเดียลักษณะนี้จะเกิดขึ้นที่อื่นได้อย่างไร “ผมมีโควตหนึ่งประจำใจว่า พื้นที่ที่ดีที่สุดในทัศนคติของคุณคืออะไร… มันควรจะเป็นคุณนะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดขึ้น ผมพูดกับทุกคนว่า ถ้าคุณอยากเห็น คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

คำตอบของกุลไม่ได้ออกมาแบบคนโลกสวย เขาเข้าใจอย่างดีถึงความยากและข้อจำกัดของคนทำงานขับเคลื่อนชุมชน

“ปากท้องเป็นข้อจำกัดสำคัญ ไม่มีใครอยากเพิ่มภาระโดยที่ตัวเองไม่ปลอดภัย” กุลเสริมอย่างเรียบง่าย “คุณภาพชีวิตเป็นข้อจำกัดในการทำงานเพื่อสังคมสำหรับผม ถ้าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ มีหน้าที่การงานหรือ Ecosystem ที่ทำให้เราทำงานที่บ้านและเติบโตได้ ผมว่าคนทำงานเพื่อสังคมจะเพิ่มขึ้นเยอะมาก ผมถึงจริงจังเรื่องการเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ต้องรอด

“ช่วงแรกก็หมดไฟเหมือนกันนะ เคยคิดว่าเลิกทำดีกว่าไหม แต่พอถึงจุดหนึ่งเราเลิกทำไม่ได้ เพราะบริบทสังคมที่อยากเห็นมันทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่น่ารอดแน่ ต่อให้เราเลี้ยงลูกดี ส่งลูกไปเรียนดี ๆ แต่บริบททางสังคมไม่เอื้อให้ลูกเรามีความสุขในพื้นที่ที่เขาอยู่หรือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อให้เขามีความสุข มีอิสระในการคิด ถ้าตัวผมคนเดียวอาจจะทำงานไปเงียบ ๆ ค่อย ๆ สื่อสารไปก็ได้ แต่เด็ก ๆ ทั้งลูกหลานของเราเขารอไม่ได้”

นั่นคือแรงผลักดันในใจที่พาให้ผู้ชายคนหนึ่งเริ่มต้นจากศูนย์ จนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันอุดมคติให้เกิดขึ้นได้จริงในบ้านเกิดของเขาเอง

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Local ถึง Global

เราอดถามกุลไม่ได้ว่า ทำงานขับเคลื่อนมาแล้วหลายปี เห็นพื้นที่ภูผาม่านเข้าใกล้อุดมคติที่เคยมีมากขนาดไหน

“หลังจากทำงานมา 6 ปี ภูผาม่านเข้าใกล้พื้นที่ในอุดมคติของผมมาก จนผมเริ่มคิดว่าต่อให้ไม่มีตัวเรามันก็น่าจะไปต่อได้ ผมไม่ชอบทำอะไรที่ยึดโยงกับตัวเองเยอะ ๆ เพราะมันกดดัน ผมเลยทำเทคไทบ้านเป็น Open Source เป็นชุมชน เป็นต้นไอเดีย แต่แก่นของมันคือการนำเทคโนโลยีมาทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องเก็บภารกิจนี้ไว้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในระดับที่เหมาะสมกับเขา

“อีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะเห็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ Digital Nomad จากทั่วโลกที่จะเข้ามาในภูผาม่าน เป็นเมืองที่รองรับพลเมืองโลกแล้ว หลัง ๆ มีฝรั่งมาฟาร์มคิดเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เขาบอกว่าเขาเสิร์ช Google และดูรีวิวใน Google Maps

“อีกอย่าง ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกที่อินเทอร์เน็ตดีมากจากการโหวตของ Digital Nomad ทั่วโลก และปัจจุบันก็มีหลายคนที่กำลังพยายามทำเพื่อสังคมในรูปแบบอื่น ๆ อยู่ในหลายพื้นที่ ต้องลองติดตามกันต่อไปครับ” กุลกล่าวปิดท้าย

คำตอบที่ไม่ลังเลใจของกุลเป็นสิ่งที่เสริมแรงใจให้เราเป็นอย่างดี และสะกิดให้เราคิดได้ว่า 

‘ถ้าพนักงานประจำที่ควบตำแหน่งคุณพ่อลูกหนึ่งอย่างเขาทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้เกิดขึ้นได้ เราก็ทำได้เช่นกัน’

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load