14 พฤศจิกายน 2561
44 K

The Cloud x  Dutch Mill Delight

นี่คือเรื่องราวเล็กๆ บนเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งกลางทะเลอันดามัน

หมอนิล-มารุต เหล็กเพชร คือหมอเวชศาสตร์ครอบครัวเพียงคนเดียวบนเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ก่อนหน้าที่หมอนิลจะมาประจำการอยู่ที่นี่ เกาะแห่งนี้มีเพียงสถานีอนามัยประจำตำบล เป็นสถานพยาบาลสำหรับชาวบ้านร่วมหมื่นคน

คำถามในใจหมอนิลตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์คือ เราจะเปลี่ยนระบบการรักษาพยาบาลอมทุกข์ มาเป็นระบบแห่งความสุขในโรงพยาบาลได้อย่างไร

คำตอบอยู่ที่ขนาดของโรงพยาบาลหรือจำนวนหมอที่ประจำการหรือเปล่านะ

ที่สถานีอนามัยเล็กๆ แห่งนั้น ด้วยทรัพยากรอันจำกัด หมอนิลและชาวบ้านได้ช่วยกันก่อสร้างต่อเติมอาคารเก่าที่ผ่านแดดฝนจนซีดจางมากว่า 30 ปี ด้วยเงินเพียงไม่กี่แสนบาทซึ่งมาจากการระดมทุนขายขนมบ้าบิ่น ขนมพื้นถิ่นบนเกาะยาวใหญ่ จนกลายมาเป็นโรงพยาบาล

โรงพยาบาลประจำเกาะขนาด 5 เตียง เทียบกับโรงพยาบาลในเมืองที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท คงแทบไม่เห็นฝุ่น แม้จะเป็นโรงพยาบาลที่เล็ก แต่ในขณะเดียวกันที่นี่ก็เป็นโรงพยาบาลที่อบอุ่นที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

ที่อบอุ่น เพราโรงพยาบาลเล็กๆ ของชาวบ้านและหมอนิลไม่ได้รักษาแค่ ‘โรค’ แต่รักษา ‘คน’

คำว่า ‘คน’ มีนิยามกว้างกว่าแค่กายภาพมากมายนัก ความเจ็บป่วยของมนุษย์เกิดจากปัจจัยทางสังคม สิ่งแวดล้อม และมิติทางจิตวิญญาณ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว การรักษาจะอยู่เพียงแค่กายภาพภายนอกได้อย่างไร

คำตอบที่หมอนิลใช้เวลานับสิบปีค้นหา ระบบความสุขในโรงพยาบาลเกิดจากความสัมพันธ์ที่คนมีต่อกันในกระบวนการเยียวยารักษา เพราะโรงพยาบาลไม่ใช่อาคารอึดอัดแข็งกระด้าง แต่เป็นเหมือนบ้านที่อนุญาตให้ญาติจำนวนมากมาเยี่ยมเยียนและทำกับข้าวกินกัน เป็นบ้านที่ผู้ป่วยได้ใช้ลมหายใจสุดท้ายของชีวิตร่วมกับลูกหลานที่อยู่กันพร้อมหน้า

ไม่จำเป็นต้องใหญ่โต, หมอนิลบอกว่า “Small is beautiful.”

และเมื่อฟังเรื่องราวของหมอหนุ่มผู้ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้จบ ถ้อยคำที่อยู่ในหัวเราคือ ‘Small is powerful.’

01

หมอผู้ไม่อยากให้คนมาโรงพยาบาล

เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว หมอนิลสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่ 5 ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเที่ยวที่เกาะยาวใหญ่เป็นครั้งแรก ค้นพบความงดงามและเงียบสงบบนเกาะกลางทะเลแห่งนี้ “ตอนนั้นยังไม่มีโรงพยาบาล มีแต่สถานีอนามัย ผมก็คิดไว้ตั้งแต่วันนั้นว่าตอนปี 6 ที่ต้องเลือกโรงพยาบาลใช้ทุน จะเลือกมาประจำที่นี่ เพราะถ้าทำงานโรงพยาบาลในเมือง ปีหนึ่งมีวันหยุดแค่ไม่กี่วัน ถึงจะไปพักผ่อนเที่ยวแม่น้ำ ทะเล ภูเขาได้ แต่ประจำอยู่ที่นี่ ได้ใช้ชีวิตใกล้กับธรรมชาติ ถือเป็นกำไรและความสุขในการดำเนินชีวิต

“ปีต่อมา ตอนเลือกโรงพยาบาลใช้ทุน ฉลุยมากครับ ไม่มีเพื่อนนักศึกษาแพทย์คนอื่นแย่งลงสถานีอนามัยตำบลพรุใน เกาะยาวใหญ่เลย ผมจึงได้มาประจำที่นี่อย่างที่ตั้งใจไว้” หมอนิลเล่ายิ้มๆ

แม้จะเป็นเกาะเล็กๆ แต่มีชาวบ้านอยู่เกือบหมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ประกอบอาชีพประมงและทำสวน สมัยก่อนเวลาป่วยไข้ ชาวบ้านต้องนั่งเรือไปหาหมอที่โรงพยาบาลเกาะยาวน้อยหรือโรงพยาบาลบนฝั่ง ช่วงกลางวันมีเรือวิ่งแค่วันละ 2 เที่ยว ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินตอนกลางคืนชาวบ้านต้องควักกระเป๋าเหมาเรือไปส่งโรงพยาบาล ทั้งที่ชาวบ้านเองก็ไม่ได้มีสตางค์มาก

มารุต เหล็กเพชร

เมื่อมีนายแพทย์หนุ่มมาประจำการ สถานีอนามัยเล็กๆ แห่งนี้จึงถูกพัฒนาเป็นศูนย์แพทย์ชุมชนพรุในที่พร้อมให้การรักษาอย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสิ่งแรกที่หมอนิลตั้งใจทำให้เกิดขึ้น คือการสร้างระบบสุขภาพชุมชนให้กับคนบนเกาะยาวใหญ่

“ผมเรียนมาทางสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว หรือ Family Care ซึ่งเน้นการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพมากกว่ารักษา เป็นวิชาแพทย์ที่มุ่งดูแลสุขภาพของผู้คน ผ่านการเข้าถึงคนไข้ ดูแลอย่างต่อเนื่อง และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน”

หมอนิลอธิบายว่า ปัญหาการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ประเภทที่ชาวบ้านผู้อาศัยอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ต้องหอบหิ้วกันไปโรงพยาบาลโดยใช้เวลาเป็นวันๆ นั้นไม่ได้มีแค่ที่เกาะยาวใหญ่ สมัยที่ยังเรียนอยู่หมอนิลเคยไปออก ‘ค่ายสร้าง’ ค่ายอาสาพัฒนาชนบทของเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยนเรศวร ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ หนทางแสนไกลและลำบากมากในการจะมาโรงพยาบาลแต่ละครั้ง

“เมื่อหลายสิบปีก่อนระบบสุขภาพของประเทศไทยเป็นแบบ Hospital Based คือเอาความสะดวกของคลินิกเป็นที่ตั้ง หากโรงพยาบาลจะมีคลินิกวันนี้ ชาวบ้านก็ต้องมาวันนี้เท่านั้น ไม่ได้เอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง หมอจะประจำการอยู่ที่โรงพยาบาล ไม่ออกไปไหน

“แต่เวชศาสตร์ครอบครัวคือการสร้างระบบสุขภาพแบบ Community Based หรือการเอาชุมชนและชาวบ้านเป็นที่ตั้ง ผมมีปณิธานตั้งแต่สมัยเรียนว่าอยากสร้างโรงพยาบาลที่เป็นแบบนี้ โรงพยาบาลที่ทุกคนมีส่วนร่วมกันออกแบบ และชาวบ้านสามารถดูแลสุขภาพได้ด้วยตัวเอง”

ด้วยปณิธานนี้ ทำให้หลังใช้ทุนเสร็จ หมอนิลจึงเลือกมาเป็นแพทย์ประจำที่เกาะยาวใหญ่ต่อ ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 15 ปีมาแล้ว “ชุมชนที่มีบริบทแบบชนบทเหมาะที่สุดในการสร้างระบบสุขภาพแบบเวชศาสตร์ครอบครัว ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะเรื่องความห่างไกลของพื้นที่ การส่งเสริมสุขภาพจึงเป็นระบบที่เอื้อกว่าและใช้งบประมาณน้อยกว่าด้วย”

มารุต เหล็กเพชร

กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว เช่นเดียวกับการสร้างระบบสุขภาพที่ไม่ได้เห็นผลในเวลาไม่กี่วัน หมอนิลค่อยๆ วางรากฐานอันเหนียวแน่นในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับชุมชนมาโดยตลอด จากที่ชาวบ้านต้องมาหาหมอที่โรงพยาบาล เปลี่ยนเป็นหมอไปเยี่ยมคนไข้ที่บ้านบ้าง

แรกๆ หมอนิลไปคนเดียว บางทีก็ไปกับพยาบาลผู้ช่วย จนนานวันเข้าก็เริ่มเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ผ่านการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้ในการดูแลผู้ป่วยจากหมอนิลเพื่อดูแลเพื่อนพ้องน้องพี่แถวบ้านตัวเอง ตั้งแต่ช่วยทำกายภาพบำบัดชาวบ้านที่ป่วยเป็นอัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง ไปจนถึงผู้สูงอายุออกกำลังกายเพื่อยืดเส้นยืดสาย

“เราดูแลคนไข้แบบ Comprehensive หมายถึงดูแลทั้งทางกาย จิตใจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดไปจนตาย เราดูแลอย่างองค์รวม เพราะระบบสุขภาพจริงๆ แล้วเป็นวงจรที่ใหญ่มาก เราไม่สามารถแยกออกมารักษาแค่ทางกายอย่างเดียวได้ ต้องทำทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเวชศาสตร์ครอบครัวจึงต้องดูแลเรื่องสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ของผู้ป่วยด้วย”

หมอนิลเสริมต่อว่า “พูดให้เข้าใจง่ายๆ เวชศาสตร์ครอบครัวมีเพื่อไม่ให้คนต้องมาโรงพยาบาลเยอะ เพราะโรคบางโรคมันป้องกันได้ และโรคบางโรคถ้ามารักษาที่โรงพยาบาลมันอาจจะสายเกินไป ไม่ต้องรอให้เป็นโรคเบาหวาน เป็นโรคความดันโลหิตสูง ก่อนแล้วจึงค่อยมาโรงพยาบาล แต่ต้องป้องกันและทำให้สุขภาพดีตั้งแต่แรก”

02

โรงพยาบาลที่เล็กที่สุดในประเทศไทย

นั่งคุยกันไปสักพัก หมอนิลถามว่า “รู้ไหม ประเทศอะไรมีระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก”

สวีเดน, ผิด

สหรัฐอเมริกา, ผิด

ญี่ปุ่น, ผิด

คำตอบคือประเทศคิวบา แม้จะเป็นประเทศยากจน มี GDP พอๆ กับประเทศไทย แต่คิวบามีระบบสุขภาพดีเทียบเท่าประเทศรัฐสวัสดิการ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษคิวบามุ่งพัฒนาระบบสาธารณสุขและการศึกษา จนสามารถผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพออกมาดูแลสังคมได้อย่างทั่วถึง ที่คิวบาหมอ 1 คนดูแลผู้ป่วยเฉลี่ยเพียง 150 คนเท่านั้น ในขณะที่ประเทศไทยคนไข้เฉลี่ยต่อปีที่หมอแต่ละคนต้องรับผิดชอบสูงเกือบ 1,400 คน

ที่สัดส่วนแพทย์ต่อผู้ป่วยของคิวบาน้อยไม่ใช่เพราะมีจำนวนแพทย์เยอะอย่างเดียว แต่มาจากความเข้าใจระบบสุขภาพอย่างลึกซึ้งของชาวบ้านด้วย คนคิวบาได้รับการปลูกฝังเรื่องสุขภาพอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้รู้ว่าต้องดูแลตัวเองอย่างไร ซึ่งเป็นหลักของเวชศาสตร์ครอบครัวที่เน้นการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพนั่นเอง

หมอนิลเล่าต่อว่า “ที่คิวบาเมื่อหมอมีเวลา เขาจึงสามารถทำการวิจัยเรื่องการรักษาและดูแลสุขภาพต่างๆ ร่วมกับคนในท้องถิ่นได้ เราเรียกการวิจัยแบบนั้นว่า PAR (Participatory Action Research) โดยโรงพยาบาลของผมก็ใช้ PAR ในการสร้างระบบสุขภาพเช่นกัน”

ที่เกาะยาวใหญ่ โรงพยาบาลและชุมชนเป็นหนึ่งเดียวกัน หมอนิลรู้จักคนไข้แทบทุกคน เมื่อถึงวันที่ชาวบ้านเดินมาบอกหมอนิลว่า พวกเขาต้องการสร้างเรือนพักผู้ป่วยหลังใหม่แทนหลังเดิมที่คับแคบและทรุดโทรม เนื่องจากใช้งานมานานร่วม 30 ปีแล้ว โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลโดยการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน จึงเกิดขึ้นบนเกาะเล็กๆ กลางทะเลแห่งนี้ 

มารุต เหล็กเพชร

“เราใช้เวลา 2 ปีในการออกแบบโรงพยาบาลร่วมกับชาวบ้าน โดยตั้งหมายว่าโรงพยาบาลนี้จะสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืน และเอื้อต่อการรักษาแบบเวชศาสตร์ครอบครัว ที่คำนึงถึงมิติในด้านศาสนา วัฒนธรรม จิตวิญญาณ และชุมชน คนบนเกาะยาวใหญ่เป็นคนมุสลิมเสียเป็นส่วนใหญ่ และโรงพยาบาลของคนมุสลิมก็ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ถ้าอย่างนั้นควรเริ่มจากตรงไหนดี จะใช้แบบก่อสร้างของกระทรวงไหม แบบมาตรฐานที่ใช้เหมือนกันทั้งประเทศ แม้ว่าโรงพยาบาลจะตั้งอยู่ในบริบทที่ต่างกันก็ตาม”

แบบโรงพยาบาลสำเร็จรูปของกระทรวงสาธารณสุข ขนาดเล็กที่สุดคือ 10 เตียง ชาวบ้านปรึกษาหารือกันและได้ข้อสรุปว่าบนเกาะยาวใหญ่ โรงพยาบาลขนาดแค่ 5 เตียง ก็เพียงพอสำหรับรองรับทุกคนบนเกาะอย่างเหลือเฟือแล้ว ถือเป็นโรงพยาบาลที่เล็กที่สุดในประเทศไทย

หมอนิลเล่าต่อว่า “เราไม่ได้ออกแบบโรงพยาบาลอย่างเดียว เราออกแบบระบบสุขภาพชุมชนด้วย ดังนั้นจากกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมนี้ นอกจากชาวบ้านจะรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของโรงพยาบาลแล้ว เขาจะรู้สึกเป็นเจ้าของสุขภาพของตัวเองด้วย ไม่ใช่หมอที่เป็นคนจัดการเท่านั้น”

03

บทบาทของหมอบ้านนอก

“จากการเรียนรู้ที่ผ่านมาจากชีวิตจริงในชุมชน เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการออกแบบโรงพยาบาลแบบเดิมๆ นั้นไม่อาจทำให้กระบวนการเยียวยาให้เกิดขึ้นได้ และมันค่อนข้างไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนในชนบท เมื่อเราออกแบบตามมาตรฐานการแพทย์แบบตะวันตก ผลก็เป็นอย่างที่เห็นกันในโรงพยาบาลทั่วไป ใครไม่ป่วยเข้าไปแล้วก็ป่วย” หมอนิลเริ่มอธิบาย

หมอนิลเคยเขียนบทความชิ้นหนึ่งลงในนิตยสารเมื่อหลายปีที่แล้ว เป็นถ้อยความทรงพลังที่อธิบายว่า วิถีแบบเอเชียคือการที่เรามีญาติจำนวนมากมาเฝ้าไข้ เราจึงเห็นญาติคนไข้ผลัดเปลี่ยนกันมานอนใต้เตียงในโรงพยาบาลรัฐบาล เราต้องการตายอย่างสงบและมีญาติพร้อมหน้าพร้อมตา เรามีพิธีกรรมทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงตาย เรามีพิธีรับขวัญเด็กเกิดใหม่

แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงพยาบาล เพราะเราไม่เคยออกแบบพื้นที่ไว้รองรับ และเราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การแพทย์แบบตะวันตกนั้นได้กันผู้คนจำนวนมากให้ออกไปจากโรงพยาบาล   

แพทย์พื้นบ้าน ผู้นำศาสนาที่ผู้ป่วยศรัทธา หรือแม้กระทั่งหมอตำแย คนเหล่านี้ในอดีตคือมิติทางด้านจิตวิญญาณ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องงมงายแต่เป็นเรื่องของระบบความสัมพันธ์ในชุมชน และสิ่งเหล่านี้เองมีผลอย่างมากในการเอื้อให้กระบวนการเยียวยาเกิดขึ้นได้   

ตอนนี้มุมมองวิธีคิดด้านการแพทย์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราดูแลอย่างเป็นองค์รวมมากขึ้นทั้งร่างกาย จิตใจ รวมถึงด้านสังคม เพราะความเจ็บป่วยเกิดขึ้นจากปัจจัยด้านจิตใจและสังคมด้วย เวลาคนไข้มาโรงพยาบาลเรายังต้องดูไปพร้อมกันทั้งครอบครัว

โรงพยาบาลของหมอนิลมีสิ่งที่เรียกว่าแฟ้มครอบครัว ที่บันทึกข้อมูลสุขภาพของทุกคนในบ้าน สามารถดูได้ว่าภรรยาของเขาเพิ่งคลอดลูก แม่เขาเป็นเบาหวาน เดือนที่แล้วยังไม่ได้มารับยา ลูกคนโตยังไม่ได้มาฉีดวัคซีน บรรยากาศของการรักษาจะเต็มไปด้วยการพูดคุย ทำให้ทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพซึ่งกันและกัน

ถ้าเป็นโรคที่ต้องส่งต่อไปยังที่ที่มีศักยภาพสูงกว่า เราจะประสานงานให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้รวดเร็ว เร็วเพราะเราได้คัดกรองไปแล้วโทรติดต่อประสานงาน หรือบางโรคที่อยู่ในระยะสุดท้าย โรงพยาบาลใหญ่ๆ หมดทางรักษาแล้วก็จะส่งกลับมาให้เราดูแลต่อในชุมชน นี่คือข้อดีของการที่เราอยู่ในชุมชน เป็นด่านแรกในระบบสุขภาพที่คนจะมาหาเรา

คุณอาจคิดว่าหมออยู่ตามบ้านนอกนั้นไม่เก่ง แต่ว่านั่นคือคนละบทบาทหน้าที่ อยู่ในชุมชนเราเน้นการสร้างสุขภาพมากกว่าซ่อมสุขภาพ ไม่อย่างนั้นแล้วจะมีผู้คนจำนวนมากไปแออัดอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ภาพแห่งความหดหู่ไม่มีวันหายไป ทุกคนก็เป็นทุกข์กันเหมือนเดิม

หมอนิลอธิบายต่อว่า “โจทย์ของเราอย่างหนึ่งคือทำอย่างไรให้กระบวนการสร้างสุขภาพเกิดขึ้นในทุกกระบวนการ คนเราจะเปลี่ยนแปลงได้ถ้ามีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ถ้าเรามีห้องครัวที่เอื้อให้ญาติผู้ป่วยทำอาหารกินกัน มีสวนสมุนไพร มีสวนครัวในโรงพยาบาล ที่เป็นพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระบวนการสร้างสุขภาพอย่างที่เราตั้งใจไว้ก็จะเกิดขึ้นได้”

มารุต เหล็กเพชร

คำถามคือ ทำอย่างไรภาพเหล่านั้นจึงจะเกิดขึ้นได้

04

โรงพยาบาลที่ชาวบ้านเป็นเจ้าของ

หมอนิลตอบคำถามพร้อมอธิบายว่า “ผมใช้หลักการของหมอครอบครัว คือการฟังแบบ Deep Listening ฟังแบบไม่ตัดสิน ไม่เอาตัวเองไปเกี่ยวข้อง ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจว่าความต้องการที่แท้จริงของเขาคืออะไร และร่วมออกแบบไปกับเขา เราจะไม่ไปบอกนะว่าต้องทำแบบนี้แบบนั้น แต่ในที่สุด ถ้ามันเป็นสิ่งที่ดี ผลลัพธ์มันจะปรากฏตรงกันเสมอ เราไม่ได้เป็นผู้ชี้นำความคิดชาวบ้าน แต่เราเหมือนเป็น Facilitator มากกว่า

“การออกแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ถ้าเราได้ไปซักถามชาวบ้านจริงๆ พูดคุยกับพวกเขาอย่างเคารพในภูมิปัญญา แล้วเราจะเห็นมิติที่ลึกมากขึ้น เราก็ให้ชาวบ้านวาดแผนที่ออกมาเลยว่าเขาคิดว่าพื้นที่ตรงไหนของโรงพยาบาลที่จะสามารถส่งเสริมสุขภาพได้บ้าง เช่น สวนสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ชาวบ้านนำพันธุ์สมุนไพรท้องถิ่นมามอบให้โรงพยาบาลปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวไว้ใช้”

นอกจากสมุนไพรที่ปลูกในโรงพยาบาลแล้ว หมอนิลยังใช้สมุนไพรในป่ามาทำยารักษาอาการป่วยไข้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นผักบุ้งทะเลใช้ทำน้ำยาฆ่าเชื้อ เหงือกปลาหมอช่วยเรื่องระเบบภูมิคุ้มกันน้ำเหลือง ไพรใช้ทำลูกประคบ และมีสมุนไพรบางชนิดที่ป้องกันโรคเบาหวานและความดัน

มารุต เหล็กเพชร
มารุต เหล็กเพชร

หมอนิลเล่าต่อว่า “โครงการนี้ผมชวนกลุ่มสถาปนิกที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการจัดกระบวนการมีส่วนร่วม และมีแนวคิดที่อยากจะเปลี่ยงแปลงอะไรบางอย่างมาลองนั่งคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของสถาปนิกกลุ่ม CROSSs ซึ่งตอนนั้นยังเป็นนักศึกษาปริญญาโทคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ พวกเขาลงมาฝังตัว ทำความเข้าใจ และจัดกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชาวบ้าน ตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงการปรับปรุงแบบ

“ชาวบ้านมีสิทธิ์เลือกแบบที่เขาต้องการจริงๆ จนกระทั่งมีส่วนร่วมในการก่อสร้าง และที่สำคัญกว่านั้นคือชาวบ้านจะเป็นคนกำหนดรูปแบบกิจกรรมรวมถึงการใช้พื้นที่ทั้งหมดของโรงพยาบาล ทั้งกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพที่เราคาดหวัง การเยียวยารักษาที่เข้ากับวีถีชีวิตและท้ายที่สุดวัฒนธรรมของเขาก็จะเกิดขึ้น” 

หมอนิลอธิบายภาพรวมและรายละเอียดของสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ใหม่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ว่าประกอบไปด้วยมีเรือนนวดแผนไทย ลานชุมชน สวนสมุนไพร ห้องอบไอน้ำสมุนไพร โรงครัว สวนครัว และที่สำคัญคือ เรือนพักผู้ป่วยจำนวน 5 เตียง

มารุต เหล็กเพชร

ผู้ป่วยจะได้นอนพักรักษาในเรือนพักที่อบอุ่น แวดล้อมด้วยญาติมิตร สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ตั้งแต่วัฒนธรรมการคลอดจนถึงการเสียชีวิต มีห้องหนึ่งสำหรับพักคลอดที่พ่อแม่ลูกจะได้พักฟื้นอยู่ด้วยกัน คนแก่มีที่สำหรับลูกหลานที่มาเฝ้า และมีที่สำหรับคนไปละหมาด มีที่สำหรับคนไปเยี่ยมเป็นจำนวนมาก เพราะเขาเป็นญาติกันหมดทั้งเกาะ ครอบครัวใหญ่มีห้องพักพิเศษสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีห้องครัวเปิดสำหรับการเรียนรู้เรื่องอาหารสุขภาพ

ทั้งหมดนี้คือการผสานภูมิปัญญาของชุมชนเข้ากับการเยียวยาและการส่งเสริมสุขภาพ

05

พฤติกรรมเปลี่ยนโรค

ในฐานะหมอที่คลุกคลีกับคนไข้มานานหลายสิบปี หมอนิลเล่าถึง เบาหวาน โรคที่ดูเหมือนจะไม่ร้ายแรงแต่ติดอันดับโรคเรื้อรังที่คนไทยจำนวนมากประสบ คนไข้บางคนไม่รู้ว่าคืออาการแปลกๆ ในขั้นเริ่มต้นอย่างการกระหายน้ำมากจนผิดปกติ เป็นอาการของโรคเบาหวาน

อาการแปลกๆ ที่ว่า มีตั้งแต่อ่อนเพลียง่าย ทั้งๆ ที่พักผ่อนเพียงพอและไม่ได้ป่วยไข้ ผอมลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ หิวน้ำมากกว่าปกติเพราะร่างกายสูญเสียน้ำจากการปัสสาวะบ่อย ตาพร่ามัวลงอย่างไม่ทราบสาเหตุผิวหนังแห้ง ไปจนถึงมีอาการคัน โดยอาจจะคันตามตัว ลามไปถึงการคันบริเวณปากช่องคลอดเลยทีเดียว

อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด สมมติว่าร่างกายเราทำงานแบบระบบปั๊มน้ำ น้ำที่ถูกปั๊มคือเลือด ถ้าน้ำมีความเข้มข้นปกติ ปั๊มน้ำก็จะทำงานต่อไปได้อย่างไม่มีขัดข้อง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่น้ำข้นหนืดขึ้น เมื่อนั้นระบบปั๊มน้ำก็จะมีปัญหาตามมา

โดยสาเหตุที่ทำให้น้ำหรือในความเป็นจริงคือเลือดข้นขึ้น มาจากการเติมน้ำตาลลงไปในน้ำ ปั๊มหรือหัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ท่อน้ำหรือหลอดเลือดเองก็ต้องรับแรงดันที่มากขึ้นด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุที่คนเป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนกับอวัยะต่างๆ เพิ่มขึ้นได้

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด ว่าโรคเบาหวานมีสาเหตุหลักมาจากการพฤติกรรมติดรสชาติหวาน ทั้งที่จริงๆ แล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานนั้นมีอยู่หลายข้อ ส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องของพันธุกรรมที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จนมาถึงเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวันที่เรานั้นอาจไม่ทันได้ให้ความสำคัญหรือหลงลืมไป

อย่างแรกคือเรื่องของพันธุกรรม คนที่มีครอบครัวสายตรง ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้องที่เป็นท้องเดียวกันป่วยเป็นโรคเบาหวาน เราที่เป็นรุ่นต่อมาก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้สูงกว่าคนทั่วๆ ไป

ผู้ที่เป็นโรคอ้วน มีน้ำหนักตัวเกิน และไม่ออกกำลังกายหรือออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยทำให้เราสามารถควบคุมน้ำหนักได้ อีกทั้งยังช่วยให้เซลล์ต่างๆ ไวต่อการนำน้ำตาลไปใช้ รวมถึงช่วยในเรื่องของการเผาผลาญน้ำตาลในเลือดได้ดีอีกด้วย

หมอนิลเล่าว่า อีกประมาณ 20 ปี คนจะเป็นเบาหวานมากขึ้น ตอนนี้เงินสำหรับดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาลเกือบครึ่ง ถูกใช้ไปกับการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ตัวเบาหวานเองไม่เท่าไหร่ แต่ผลข้างเคียงและโรคอื่นๆ ที่ตามมา เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด เส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบ และโรคไตวาย ทำให้ความร้ายแรงของโรคนี้มีขึ้นทวีคูณ 

“ถ้าเราไม่ป้องกันตั้งแต่วันนี้ การใช้จ่ายด้านสาธารณสุขจะหมดไปกับเบาหวานเยอะ จนอาจทำให้เกิดทำการล้มละลายทางระบบสุขภาพ เพราะต้องแบกรับการดูแลโรคเรื้อรังแบบนี้ที่จริงๆ แล้วสามารถป้องกันได้ โดยบทบาทของแพทย์มีทั้งการส่งเสริมป้องกันให้ผู้ที่ยังไม่เป็นโรค (Primary Prevention) และดูแลรักษาผู้ป่วยโรคให้มีภาวะแทรกซ้อนน้อยที่สุด (Secondary Prevention)” หมอนิลอธิบาย

โรคเรื้อรังเหล่านี้ การป้องกันสามารถปลูกฝังได้ตั้งแต่เด็ก ตอนนี้หมอนิลกำลังทำโครงการที่ชื่อว่า ‘โรงเรียนชีวิต’ เป็นการสร้างหลักสูตรการศึกษาทางเลือกที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยการนำ EF เข้าไปประยุกต์ใช้ในระบบการศึกษาสำหรับเด็กเล็ก และ Health Literacy ไปประยุกต์กับการศึกษาสำหรับเด็กโต หลักสูตรนี้ราคาไม่แพง ทำให้สามารถนำไปใช้ในโรงเรียนทั่วๆ ไป หรือโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการได้ ต่างจากหลักสูตรการศึกษาทางเลือกทั่วไปที่มักอยู่ในโรงเรียนเอกชนราคาแพง

ทักษะ EF (Executive Functions) คือ กระบวนการทางความคิดในส่วน สมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก การกระทำ เป็นความสามารถของสมองที่ใช้บริหารจัดการชีวิตในเรื่องต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถตั้งเป้าหมายในชีวิต รู้จักการวางแผน สามารถยั้งคิด ไตร่ตรอง ควบคุมอารมณ์ได้ ยืดหยุ่นความคิดเป็น ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้และมีผลต่อความสำเร็จในชีวิต ทั้งการงาน การเรียน และการใช้ชีวิต เป็นคุณสมบัติที่มนุษย์มี แต่สัตว์อื่นไม่มี

Health Literacy หรือความฉลาดทางสุขภาพ หมายถึงความสามารถและทักษะในการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจเพื่อวิเคราะห์ ประเมินการปฏิบัติและจัดการตนเอง รวมทั้งสามารถชี้แนะเรื่องสุขภาพส่วนบุคคล ครอบครัวและชุมชนเพื่อสุขภาพที่ดี

 “โรงเรียนจะรู้ว่าอาหารอะไรควรขาย ในขณะที่เด็กเองก็จะรู้ว่าควรเลือกกินอาหารชนิดใด ใน ‘โรงเรียนชีวิต’ มีกิจกรรมในหลักสูตรการศึกษาที่เรียกว่า Project Learning คือให้เด็กได้ไปทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ด้วยตัวเอง อย่างการทำความรู้จักโรคเรื้อรังอับดับต้นของประเทศไทยอย่างโรคเบาหวาน เด็กๆ ก็ได้ลงไปพูดคุยสัมภาษณ์ผู้ป่วยโรคเบาหวานจริงๆ”

หมอนิลอธิบายต่อถึงความสำคัญของความยั่งยืนทางอาหาร เพราะต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ อาหารเพื่อสุขภาพมีราคาแพงกว่าท้องตลาด คนที่เข้าถึงได้คือคนมีเงิน เพราะประเทศเราไม่มีระบบที่สนับสนุนความยั่งยืนทางอาหาร 

“โรคเรื้อรังจะน้อยลง สุขภาพของผู้คนจะดีขึ้น หากการกินมีประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้าถ้าเราสามารถหาข้าวกล้องหรือพืชผักผลไม้ปลอดภัยกินได้ในราคาที่ไม่แพงนัก หรือมอบองค์ความรู้ให้ชาวบ้านที่ไม่มีทุนทรัพย์สามารถปลูกหรือจัดการกับวัตถุดิบได้เอง จะช่วยทำให้ความยั่งยืนทางอาหารของประเทศไทยมีมากขึ้นได้จากจุดเล็กๆ” 

ในการรักษาคนไข้ นอกจากการรักษาตามอาการ จ่ายยาเพื่อบรรเทาแล้ว อีกหนึ่งการรักษาหลักที่หมอนิลใช้คือ MI (Motivational Interviewing) เป็นการพูดคุยและทำความเข้าใจคนไข้อย่างลึกซึ้ง เพื่อหาจุดที่จะทำให้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้ เขาเกิดแรงบันดาลใจบางอย่างในการต่อสู้เพื่อดำรงชีวิตอยู่ต่อไปอย่างแข็งแรง ให้เขารักชีวิตของตัวเอง มันต้องเริ่มที่วิธีคิดซึ่งจะสะท้อนมาสู่วิถีการใช้ชีวิตที่เหมาะสม

เช่น คุณลุงคนหนึ่งมีหลานที่กำลังจะเรียนจบ เขาอยากอยู่ให้ถึงวันนั้นเพื่อไปงานรับปริญญาของหลาน แต่ถ้าวันนี้คุณลุงไม่ดูแลตัวเอง เป็นเบาหวาน ความดัน แล้วยังไตวายอีก อยู่ได้ไม่กี่ปีแน่ๆ คุณลุงก็จะไม่ได้ไปงานรับปริญญาหลาน

หมอนิลอธิบายว่า “สำหรับชาวบ้าน บางทีความรู้ไม่สำคัญเท่าความรู้สึก คนไข้บางคนรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรกินอะไรหรือควรใช้ชีวิตยังไง หมอทุกคนพร่ำบอกความรู้เหล่านี้ ทุกครั้งที่คนไข้มาโรงพยาบาลอยู่แล้ว แต่เขาจะไม่เปลี่ยน หากเขาไม่รู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยน หมอจึงต้องทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจด้วยการนำเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ มาเป็นแรงขับเคลื่อนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพของเขาเอง” 

06

ความสุขมาพร้อมสุขภาพที่ดี

จนถึงทุกวันนี้โรงพยาบาลที่เล็กที่สุดแห่งนี้สร้างเสร็จและเปิดให้คนเกาะยาวใหญ่เข้าใช้บริการมาแล้วกว่า 6 ปี มีหมอเวชศาสตร์ครอบครัว 1 คน คือหมอนิล หมอฟัน และหมอแผนไทย อย่างละ 1 คน และพยาบาล 6 คน ระบบสาธารณสุขพัฒนาขึ้นมากจากเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่หมอนิลไปเกาะยาวใหญ่ครั้งแรก เพราะระบบสุขภาพชุมชนถูกวางรากฐานไว้อย่างหนาแน่นแข็งแรง ผ่านการประยุกต์ภูมิปัญญารักษาพื้นบ้านกับความเป็นมุสลิม

หมอนิลบอกว่า “บนเกาะยาวใหญ่มีการทำกองทุนเพื่อช่วยผู้ป่วยที่ไม่มีเงิน โดยการเก็บเงินบ้านละ 100 บาท ทำเป็นกองทุนประกันว่าถ้าปีนี้บ้านนี้เจ็บป่วยฉุกเฉินต้องผ่าตัด ก็มั่นใจได้ว่ามีเรือที่จะพาผู้ป่วยไปส่งโรงพยาบาลบนฝั่งได้ทันท่วงที เรือเหมาเที่ยวละเป็นหมื่นบาท บ้านของผู้ป่วยก็ไม่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนั้นทั้งหมด

“แต่ถ้าปีนั้นบ้านเราไม่เจ็บป่วยอะไร ก็ถือว่าเราทำบุญให้คนอื่น ซึ่งกระบวนการทั้งหมด ชาวบ้านเป็นผู้ตกลงหารือกันเองว่าจะเก็บเงินบ้านละเท่าไหร่ และถ้าหากเงินไม่พอ ชาวบ้านก็จะจัดงานการกุศลหาเงินเพิ่ม ขายขนมบ้าบิ่นพื้นบ้านเพื่อระดมทุน แบบนี้แหละที่เรียกว่าระบบสุขภาพชุมชนที่แข็งแรง”

หมอนิลเล่าทิ้งท้ายว่า “ผมเคยไปถามชาวบ้านว่า ความสุขของคนเกาะยาวคืออะไร คนเฒ่าคนแก่บอกว่า อยู่ที่การได้ละหมาดและอ่านหนังสือทุกวัน”

คำตอบเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดในแง่การส่งเสริมสุขภาพ เพื่อคงความสุขของผู้คนให้ยั่งยืนต่อไปให้นานที่สุด

คนแก่จะสามารถทำละหมาดได้ การทรงตัวและหัวเข่าต้องดี เพื่อให้อ่านหนังสือได้แน่นอนว่าสายตาต้องดี และถ้าเขาอ่านหนังสือได้เรื่อยๆ เขาก็จะไม่เป็นสมองเสื่อม เพราะใช้สมองและความรู้สึกนึกคิดอยู่ตลอดเวลา

ไม่ได้เป็นการบังคับให้ทำ แต่ชาวบ้านเขาทำด้วยจิตวิญญาณ เป็นการใส่เรื่องการแพทย์เข้าไปจากความสุขของคนในชุมชน

เมื่อเราดึงชุมชนเข้ามาเป็นส่วนร่วม โรงพยาบาลก็จะเติบโตอย่างกลมกลืนไปกับชุมชน

มารุต เหล็กเพชร

ขอบคุณภาพจาก CROSSs

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จะมีพื้นที่สักกี่แห่งบนโลกนี้ ที่ผู้คนในวัยที่อายุขึ้นต้นด้วยเลข 2 เลข 3 หรือแม้แต่เลข 4 มีโอกาสได้เล่นแปะแข็ง โดดยาง บอลลูนด่าน ซ่อนแอบ เหมือนในสมัยเด็ก ๆ อีกครั้ง

จะมีพื้นที่สักกี่แห่งบนโลกนี้ ที่เราจะเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย คนแปลกหน้าจะได้มาเป็นเพื่อนกันอย่างเรียบง่ายและจริงใจ เป็นพื้นที่ที่เราพูดคุยเรื่องราวความรู้สึกลึก ๆ ในจิตใจแบบตรงไปตรงมา พื้นที่มีเสียงหัวเราะ เสียงดนตรี ศิลปะ ไปจนถึงบอร์ดเกมและเพลย์สเตชันให้ผู้มาเยือนได้เล่น

อีกทั้งพื้นที่นี้ยังเป็นพื้นที่ซึ่งโอบล้อมด้วยธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่ มีวิวทุ่งนาและภูเขา มีฝูงค้างคาวยามเย็นที่บินออกจากถ้ำมาให้ชมนับพันตัว มีบ้านดินที่เหล่าทีมงานและอาสาสร้างขึ้นมากับมือ มีการใช้ชีวิตที่ใส่ใจและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มีการแยกขยะอย่างละเอียด ใช้ใยบวบล้างจานแทนสก็อตไบรต์ ทำน้ำยาล้างจานเอง หรือแม้กระทั่งบ้านดินที่พวกเขาสร้างก็สอดไส้ด้วย Eco-Brick หรือขวดพลาสติกที่อัดแน่นไปด้วยขยะที่รีไซเคิลไม่ได้กว่า 2,000 ขวด ช่วยลดขยะที่จะต้องไปบ่อขยะได้มหาศาล

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

“ก่อนมาที่นี่ ผมมีช่วงที่มองมนุษย์ค่อนข้างแย่ แต่การมาอยู่ที่นี่ทำให้ผมได้เจอด้านดีของมนุษย์ รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจมาที่นี่” – อาร์ท

“ต้องขอยกสถานที่แห่งนี้ให้เป็นสถานที่ฮีลทุกคนจริง ๆ” – เตย

“ฟีลคือตามชื่อจริง ๆ ไปที่นี่เพื่ออยู่กับเพื่อน ๆ และธรรมชาติ เป็นพื้นที่ที่ผู้คนดูจะเป็นตัวเองในแบบที่อยู่กับเพื่อนในหลากหลายสภาวะได้ จะเป็นจังหวะเล่น เกรียน ฮา จังหวะเปราะบาง ฮีล ดูแลใจ แลกเปลี่ยน จังหวะชมนกชมไม้ จังหวะปล่อยของ หรือพากันทำพากันลอง ใช้แรงกายแรงใจแรงสมองด้วยกัน” – กิ๊ฟ

นี่คือบางส่วนจากหลากหลายความรู้สึกของเหล่าอาสาสมัครและผู้มาเยือนที่มีต่อพื้นที่ที่ชื่อว่า ‘Friends & forest

ที่นี่คือพื้นที่ 28 ไร่ กลางสวนไม้ล้อมเก่า ณ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่ ป๊อบ-กิตติพงษ์ หาญเจริญ มาลงทุนซื้อไว้ เพื่อให้เป็นพื้นที่แห่งการสร้างฝันร่วมกันของคนหลายคน หากใครคุ้นชื่อของป๊อบ ใช่แล้ว เขาคือคนเดียวกับผู้ก่อตั้ง ‘มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ’ และ ‘Gap Year Program’ อีกทั้งเป็นคนทำหนังสือ ‘Home Made Seed Saving คู่มือเก็บเมล็ดพันธุ์ประจำบ้าน’

หากให้นิยาม Friends & forest แบบสั้น ๆ ป๊อบบอกว่า อยากให้ที่นี่เป็นเหมือน ‘บ้านเพื่อน’ ที่ผู้มาเยือนรู้สึกสนุก สบายใจ ให้ประสบการณ์เหมือนเวลาเราไปเที่ยวบ้านเพื่อนในสมัยเด็ก ๆ ที่เรามักจะชวนกันทำนั่นทำนี่มากมาย

ถ้าอธิบายให้เห็นภาพกว่านั้น ก็ให้นึกถึงฟาร์มสเตย์บ้านดินที่ไม่ได้มีแค่ที่พัก แต่ยังมีกิจกรรมหลากหลาย แต่ละคนเลือกก่อนมาได้ว่าอยากได้รับประสบการณ์แนวไหนในบ้านเพื่อนแห่งนี้ รวมทั้งเป็นพื้นที่จัดค่าย จัดเวิร์กชอป ทั้งแนวเข้าใจตัวเอง สังคม สิ่งแวดล้อม พืชผัก ไปจนถึงจิตใจ

บางคนที่มาที่นี่ก็กลับมาเจอกันใหม่ จนพูดเล่นกันว่า… โพธารามก็แค่หน้าปากซอย

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

Play – Learn – เพลิน – ฮีล

จุดเด่นอย่างหนึ่งของที่นี่คือมีกิจกรรมให้เลือกทำหลากหลาย

คำว่า ‘หลากหลาย’ ในที่นี้ หมายถึงหลากหลายแบบสุด ๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่ คือ Play – Learn – เพลิน – ฮีล

สำหรับหมวดหมู่แรกคือ ‘การเล่น’ ที่นี่มีทั้งบอร์ดเกม ยิงธนู ไปจนถึงเพลย์สเตชัน 4 แต่ที่เราประทับใจที่สุดก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘การเล่น Retro’ หรือการเล่นย้อนวัย ไม่ว่าจะเป็นการโดดยาง แปะแข็ง บอลลูนด่าน ซ่อนแอบ ซึ่งทีมงานพร้อมมากที่จะเป็นเพื่อนเล่นให้ หรือถ้าอยากได้เกมอื่น ๆ ใด ๆ ก็ขอแค่บอกมา ถ้าไม่เกินสังขารจะรับไหว ทีมงานก็พร้อมจัดให้

“สมัยเด็ก ๆ เราชอบเล่นกับเพื่อนแถวบ้าน ช่วงปิดเทอมใหญ่จะเล่นแบบนี้กันทุกบ่ายตลอด 12 เดือน เล่นกันสนุกมาก แต่พอรู้ตัวอีกที เฮ้ย! สิ่งเหล่านี้กำลังจะหายไปแล้ว เด็กรุ่นนี้เล่นมือถือกันอย่างเดียวแล้ว จนอยู่มาวันหนึ่งก็มีเพื่อนพูดเรื่องนี้ขึ้นมา บอก ป๊อบ เราจัดเล่นพวกนี้ไหม เอาจริงจังเลย ทัวร์นาเมนต์ดีดลูกแก้ว บอลลูนด่าน ใครว่าแน่มาแข่งกัน ตั้งถ้วยเองเลย หาแชมป์ประเทศไทย เพื่อนก็ยุ”

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

แม้ป๊อบจะไม่ได้คิดไกลขนาดจัดทัวร์นาเมนต์ทั่วประเทศตามที่เพื่อนเสนอ แต่เขาก็มองว่ากิจกรรมเหล่านี้น่าสนใจมาก และเมื่อมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งแวะมาที่บ้าน เขาก็เลยลองชวนมาเล่นซ่อนแอบกัน ซึ่งก็พบว่าสนุกมาก จนทำให้ ‘การเล่น Retro’ ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมวันเปิดบ้าน และกิจกรรมในรายการที่ผู้มาเยือนเลือกทำได้

“ในวันเปิดบ้าน แต่ละคนที่มามีภูมิหลังต่างกันมาก แต่พอเริ่มเล่น ก็ไม่มีใครสนใจว่าคนไหนเจ๋งมาจากไหน ทุกคนเข้าโหมดเดียวกันคือวิ่งหนียังไงไม่ให้โดนแปะ แม้มันจะเหนื่อยและเล่นได้ไม่นานเท่าตอนเด็ก ๆ แต่ความสนุกมันไม่ต่างกันเลย เราว่าสังคมทุกวันนี้ที่มันผันผวน ยุ่งเหยิง และการแข่งขันสูง ถ้าเราไม่เก่ง ไม่มีทักษะชีวิต เราก็อาจไม่รอด ผลจากความจริงข้อนี้ทำให้เราแทบไม่มีโอกาสได้เล่นแปะแข็งกันแล้ว สิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจของเราในยุคนี้ บางทีก็อาจเป็นการเล่นสมัยก่อนก็ได้ จริง ๆ เราอาจแค่มองหาแค่อะไรอย่างนี้โดยที่ไม่รู้ตัว คือไม่ต้องคิดอะไร ไม่มีเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนแค่เป็นส่วนหนึ่งของเกม แล้วเล่นให้สุด วิ่งให้เต็มที่”

หากใครได้เห็นรอยยิ้มของผู้คนที่มาเล่นกิจกรรมนี้ในวันเปิดบ้าน ก็คงรู้สึกได้ว่ามันเป็นจริงอย่างที่ป๊อบพูด

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

ต่อจากหมวดหมู่การเล่นก็คือ ‘การเรียนรู้’ ซึ่งที่นี่ก็มีให้เลือกสรรหลากหลายตามความสนใจ ตั้งแต่การสำรวจต้นไม้ ปลูกผัก ทำสวน ทำอาหาร ทำขนม ทำโยเกิร์ต ทำของหมักดอง ทำศิลปะจากธรรมชาติ ทำผ้ามัดย้อมจากสีดิน และอีกสารพัด

ส่วนกิจกรรมแนว ‘เพลิน’ ก็มีตั้งแต่ปั่นจักรยาน วิ่ง เดินชมนกชมไม้ เดินไปปากซอยยามเย็นเพื่อรอชมฝูงค้างคาวออกจากถ้ำ เย็บปักถักร้อย ร้องรำทำเพลง ที่นี่มีทั้งเปียโนไฟฟ้าที่ตั้งอยู่กลางห้อง มีกีตาร์ เมาท์ออร์แกน เมโลเดียน และเครื่องตีเล็ก ๆ ส่วนอีกมุมหนึ่งของห้องก็มีชั้นหนังสือและอุปกรณ์ศิลปะหลากหลาย ทั้งสีไม้ สีน้ำ สีชอล์ก สีซอฟต์พาสเทล ซึ่งหยิบยืมไปสร้างผลงานศิลปะตามชอบใจ

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

และสุดท้ายที่อาจถือเป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ของที่นี่ ก็คือกิจกรรม ‘ฮีลกายฮีลใจ’ ที่มีตั้งแต่การนวดกดจุด กัวซา ฤาษีดัดตน โยคะ รวมถึงมีพื้นที่พูดคุยและรับฟัง ซึ่งผู้เข้าร่วมก็เลือกได้ว่าอยากพูดคุยแบบต้องการคำปรึกษาหรือแค่อยากบ่น ระบาย แบบไม่ต้องการคำแนะนำใด ๆ รวมทั้งยังเลือกได้ว่าอยากพูดให้คนเดียวฟังและเก็บเป็นความลับ หรือล้อมวงคุยแบบ Deep Talk หรือถ้าใครไม่อยากคุย แต่อยากให้ไพ่ทาโรต์ทำนายกันก็ย่อมได้

“ที่นี่เราให้คุณค่ากับความจริงใจตรงไปตรงมา มิตรภาพที่ไม่มาติดเรื่อง เพศ วัย หรือสถานภาพทางสังคม เรื่องจิตใจ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถ้ากิจกรรมไหนที่เข้าธีมเหล่านี้ก็ได้หมดเลย ล่าสุดก็มีเพื่อนอยากจัดงานแต่งที่อีโค แบบนี้เราโอเคนะ ถ้าให้จัดงานแต่งแบบที่เกิดขยะเยอะ ๆ เราก็ไม่อยากจัด แต่ครั้งนี้จะเป็นงานแต่งที่เล็ก ๆ น่ารัก อบอุ่นเป็นกันเอง เป็นงานแต่งที่ไม่ได้มีขยะเศษอาหารเหลือมาก และอาจเป็นงานแต่งที่คนจะได้มาเรียนรู้เรื่องการแยกขยะในงานก็ได้ แล้วน้องเขายังชวนว่า ถ้าตอนบ่ายพี่ป๊อบอยากจัดกระบวนการก็ได้นะ เราก็เลยกะว่าจะจัดเรื่อง 5 ภาษารัก เป็นงานแต่งที่มีเวิร์กชอปด้วย”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ส่วนอีกคุณค่าหนึ่งที่ Friends & forest ให้ความสำคัญ ก็คือความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ราคาค่าที่พัก ค่าจัดกิจกรรมหรือการใช้พื้นที่ต่าง ๆ แบ่งเป็น 2 หมวดหมู่คือ ราคาปกติ กับราคาสำหรับองค์กรหรือกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อสังคมหรือคนที่มีรายได้น้อย

ส่วนเวิร์กชอป ที่นี่ออกแบบกิจกรรมให้ได้ตามโจทย์เลย แต่ถ้าหากสถาบัน ชมรม หรือองค์กรไหนอยากจัดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะเป็นหัวข้ออะไรดี ที่นี่ก็มีนำเสนอ 5 เวิร์กชอปนั่นคือ ‘Who Am I ?’ ที่ชวนมารู้จักตัวเองว่าเราเป็นคนแบบไหน มีจุดแข็งจุดอ่อนอะไร ต้องการอะไรกันแน่ในชีวิต และของขวัญที่เราอยากมอบให้โลกนี้คืออะไร

‘Love & Relation: เพราะความรักเป็นมากกว่าเรื่องของคนรัก’ ชวนมาสำรวจมุมมอง ธรรมชาติ และจิตวิทยาของความรัก เรียนรู้ได้ทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ 

‘We as a team’ ชวนมาเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์และการอยู่กับผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย การทำงานกับความขัดแย้งและทีมเวิร์ก 

‘From Farm to Table’ ชวนมารู้จักเส้นทางอาหารจากแปลงผักสู่จาน แถมทดลองทำอาหารให้เป็นซิกเนเจอร์ของแต่ละคน 

หรือ ‘We are World’ ชวนมาเรียนรู้ธรรมชาติ การดูแลสิ่งแวดล้อม การแยกขยะ การทำบ้านดิน และอื่น ๆ อีกมากมาย

หนึ่งในตัวอย่างกิจกรรมที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ ก็คือกิจกรรม ‘Hello! คนโสด’ ที่ร่วมกับเพจ Datesuka ชวนหนุ่มสาวที่ยังไม่มีคู่มารู้จักคนใหม่ ๆ แบบช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ พร้อมเวิร์กชอปที่จะช่วยให้เข้าใจว่า เราต้องการอะไรจากความรักกันแน่

”ถ้าแค่กิจกรรม Dating เพื่อหาแฟนอย่างเดียวคงไม่จัด แต่ถ้าเป็นกิจกรรมที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ความต้องการของตัวเอง รวมถึงความต้องการของอีกฝ่าย เออ แบบนี้อยากจัด หรือในอนาคตเราก็อยากเห็นเทศกาลดนตรีที่นี่สักครั้งเหมือนกันนะ อาจจะเป็นเทศกาลศิลปะ หรืออาจจะเป็นการรวมตัวของคนทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรืออาจเป็นฮีลลิงเฟสติวัลก็ยังได้” เขาเล่าถึงความเป็นไปได้อันหลากหลายของพื้นที่แห่งนี้

“เราอยากให้คนที่มาได้รับมิตรภาพที่ดีในระยะยาว และได้เห็นถึงความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เหมือนในชื่อ Friends & forest มากกว่านั้นก็คงอยากให้เกิดการเรียนรู้อะไรบางอย่างที่ซึมเข้าไปในเนื้อในตัวเขา”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

มิตรภาพ บาดแผล และการเยียวยา

หากเปรียบ Friends & forest เป็นองค์กร ขั้นตอนการวางแผนงานของที่นี่ก็เรียกได้ว่ากลับด้านกับองค์กรทั่วไป

หากอิงตำราธุรกิจ การก่อตั้งบริษัทหรือองค์กรอะไรสักอย่างก็ต้องเริ่มจากการวางวิสัยทัศน์ พันธกิจ Business Model แล้วค่อยก่อตั้งองค์กร จากนั้นจึงค่อยหาคนที่เหมาะสมกับงาน แต่สำหรับที่นี่ ป๊อบเลือกซื้อที่ดิน บุกเบิกพื้นที่ ปลูกต้นไม้ และสร้างบ้านดินก่อน จากนั้นจึงค่อยหาคนที่จะมาสร้างความฝันด้วยกัน แล้วการวาง Business Model ค่อยมาเป็นลำดับสุดท้าย

“หนึ่งในเหตุผลที่มาทำตรงนี้ คือเราไม่ได้อยากทำโปรเจกต์ที่ตอบสนองความฝันของตัวเองคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เพราะในช่วงท้าย ๆ ของการบุกเบิกมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติที่ปากช่อง เราชวนทีมมาคุยกัน ถามว่าเขามาทำที่นี่เพราะอะไร หลายคนบอกว่า เห็นว่าสิ่งที่เราทำมันดีและอยากมาช่วยทำให้สำเร็จ แต่ใจเราอยากให้โปรเจกต์ยั่งยืนกว่านั้น เพราะถ้ามันถูกปักธงว่าเป็นโจทย์ของเรา ถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่ มันก็อาจไปต่อยาก เราก็เลยอยากให้โปรเจกต์นี้เกิดจากความฝันร่วมกันของหลาย ๆ คน ที่ไม่ใช่เขามาทำเพื่อช่วยเรา แต่มาทำเพื่อตอบสนองความฝันของตัวเองด้วย”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

นั่นก็เลยทำให้ที่นี่เริ่มจากการหาคนที่มีใจก่อน แล้วค่อยชวนล้อมวงคุยว่า เราจะหารายได้จากสิ่งนี้ได้อย่างไร สิ่งไหนคือความฝันที่แต่ละคนอยากทำและรู้สึกว่าทำได้ทุกวันโดยไม่รู้สึกว่าเป็นงาน

“ตอนเริ่มบุกเบิกพื้นที่ เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่จะมีโครงการอะไรบ้าง แต่เราสร้างสาธารณูปโภคก่อน ให้มันเปิด ๆ เอาไว้ เผื่อจะทำโครงการอะไรจะได้ทำได้ เริ่มจากห้องน้ำ 8 ห้องก่อนเลย ถ้ามีงานที่คนมาเยอะก็น่าจะใช้พอ ที่นอนต้องมี ครัวต้องมี แล้วก็ต้องมีพื้นที่กลางทำกิจกรรม แล้วเราก็อยากให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ร่มรื่น ก็ปลูกต้นไม้ เมื่อทุกอย่างเสร็จ ซึ่งก็แค่เดือนที่แล้วเองนะ ที่มาคุยกันว่าใครจะอยู่ต่อและทำด้วยกันบ้าง อยากทำอะไรกันบ้างที่จะตอบสนองความฝันของเขาที่จะทำให้รู้สึกว่า เป็นโครงการของเขา ไม่ใช่แค่มาช่วยเรา”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ป๊อบตัดสินใจซื้อที่ก็คือภาวะโลกร้อนที่ทำให้อนาคตกรุงเทพฯ น้ำจะท่วม อาจไม่ใช่น้ำมาครั้งเดียวมิดหลังคา แต่อาจเป็นการที่น้ำท่วมบ่อยจนใช้ชีวิตอยู่ได้ยาก

“ถึงตอนนั้นมันจะวุ่นวาย การหาที่ดินจะลำบาก แล้วตอนนั้นเราก็อาจอายุเยอะและไม่มีแรงมาบุกเบิกทำบ้านดินแบบนี้แล้ว วันนี้มีแรงก็อยากทำเลย แล้วเมื่อถึงวันนั้น เราก็อยากให้ที่นี่เป็นโอเอซิสสำหรับเพื่อน ๆ และคนที่เรารัก คนที่เราไม่อยากให้เขาแย่ ที่เขาจะมาอยู่ด้วยกันได้”

ส่วนเหตุผลสุดท้าย ก็คือเขาอยากต่อยอดให้เกิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่กว้างขึ้นกว่าแค่การเป็นมหาลัย แต่เป็นพื้นที่ของคนทุกเพศทุกวัย

อย่างไรก็ตาม กว่าที่จะมาเป็น Friends & forest ที่สวยงามในวันนี้ เส้นทางของเขาไม่เคยง่าย

จากไร่ข้าวโพดเก่าที่ถูกทิ้งร้าง บ่อบาดาลที่ผุพัง ป๊อบและเพื่อน ๆ หลายชีวิตได้เข้ามาเริ่มบุกเบิกพื้นที่ กลางคืนนอนวัด กลางวันเข้าไปสร้างบ้านดิน จน 1 ปีกว่า ๆ ผ่านไป ทั้งทีมงานและอาสาช่วยกันสร้างอาคารดินใหญ่และบ้าน 2 หลังจนเสร็จ ปลูกต้นไม้ไปแล้วนับร้อย ๆ ต้น เจาะบ่อบาดาลใหม่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ จนทุกอย่างแทบจะพร้อมแล้ว ยกเว้นความเห็นที่เริ่มไม่ตรงกับเจ้าของที่ดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สุดท้ายพวกเขาเลือกไม่ไปต่อกับที่ดินผืนนี้ สิ่งที่ลงแรงสร้างไว้ทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงความหลัง

แม้เขาจะปรับรูปแบบเป็น Gap Year Program ที่เป็นคล้าย ๆ มหาลัยเคลื่อนที่ พาผู้ใหญ่และวัยรุ่น เรียนรู้นอกห้องเรียนตามศูนย์เรียนรู้ต่าง ๆ จากเหนือจรดใต้ จากวิถีชาวนาสู่วิถีชาวประมง และโครงการก็ดำเนินต่อไปได้จนจบ แต่ก็มีหลายอย่างที่ยังไม่ง่ายและไม่ลงตัว

ความผิดหวังที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความเจ็บปวดไม่น้อย เราจินตนาการว่า ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบเขา เราก็คงไม่รู้จะเอาพลังและเรี่ยวแรงใจจากไหนมาเริ่มต้นก่ออิฐก้อนใหม่กับโปรเจกต์ Friends & forest ในแบบที่เขาทำ

“มีเพื่อนคนหนึ่งแวะมาแล้วบอกว่า เออ คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เป็นของมึงแบบสุด ๆ คือ อึดว่ะ มึงลุกขึ้นมาใหม่ได้เรื่อย ๆ แต่อะไรที่ทำให้อึดเหรอ…” เขานิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตอบว่า

“เราว่าส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตเพื่อน ตอนที่เราล้มแต่ละครั้ง เรามีเพื่อนดี ๆ ช่วยเยียวยาเรา ไม่ว่าจะเป็นเพราะเขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำหรือเขาแค่รักเรา แต่สิ่งนี้ก็ค่อย ๆ เยียวยาเรากลับมา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็เป็นเพราะสิ่งนี้มันยังไม่ค่อยมีในสังคม และถ้าเราไม่ทำ ก็อาจไม่มีใครทำในแนวนี้เลยก็ได้ คือถ้ามีคนทำแบบนี้แล้ว เราก็คงไปช่วยเขาทำแหละ เพราะการริเริ่มอะไรสักอย่างมันยาก และอีกอย่างคือเราไม่หลอกตัวเอง ไม่ตีเนียนว่าสักวันอะไร ๆ จะดีขึ้น ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หรือหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าสักวันจะมีคนทำ ก็ในเมื่อมันยังไม่มีคนทำ เราก็เลยต้องทำ” ป๊อบเล่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขามีแรงลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

หากใครที่รู้จักป๊อบ จะรู้ว่าเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความรักและมิตรภาพมาก และเป็นมนุษย์ที่มีพลังบวกอยู่เสมอ ซึ่งนั่นก็ทำให้เราสงสัยว่า กว่าที่ชีวิตจะดำเนินมาถึงจุดนี้ เขาก็น่าจะต้องเจอคนที่ทำให้ผิดหวังและเสียใจมาไม่น้อย แต่อะไรที่ทำให้เขายังคงมีศรัทธาในเพื่อนมนุษย์และยังมีแรงพลังในการทำสิ่งดี ๆ เพื่อคนอื่น

“มีช่วงเขว ๆ เหมือนกันนะ มีช่วงหนึ่งที่แตะไปถึงโซนแบบ โลกนี้มันก็อย่างนี้แหละ หรือความรู้สึกแบบ เราไม่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อแล้วก็ได้ เช่น เรื่องโลกร้อนที่จะต้องไม่ให้เพิ่มถึง 2 องศา เราก็คิดว่าต่อให้เราอยู่ก็ไม่ได้ช่วยยับยั้งอะไรได้ ทุกคนมีมุมเห็นแก่ตัว เราก็มี เราไม่ได้โทษว่าใครผิดด้วย ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตคือดิ้นรนเพื่ออยู่รอด ทำให้ต้องเบียดเบียดกัน แล้วก็เกิดโศกนาฏกรรมและเรื่องน่าเศร้ามากมาย คือมันทะลุการรู้สึกไม่ดีกับตัวบุคคลไปแล้ว แต่มันไปถึงการรู้สึกไม่ดีกับแก่นธรรมชาติบางอย่างของจักรวาล และรู้สึกว่าการมีอยู่ของเราอาจไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้”

ส่วนสาเหตุของความรู้สึกนั้น เขาบอกว่ามาจากหลายอย่างประกอบกัน และนั่นก็เป็นอีกครั้งที่เขาได้รับการเยียวยาทางจิตใจจากเพื่อน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือจิตแพทย์ที่สนิทกันตั้งแต่สมัยมัธยม

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

“เพื่อนบอกว่า สิ่งที่แกพูดมันจริงหมดเลย ไม่มีอะไรที่เราปฏิเสธได้เลย แต่เราแค่อยากให้แกมีพื้นที่ในจิตใจที่เปิดให้กับความ Doom”

คำว่า Doom ในที่นี้ ป๊อบอธิบายว่า มันไม่ใช่ Death แบบความตาย แต่คือสถานการณ์ที่ตอนนี้ยังไม่ตาย แต่จะตายแน่ ๆ ในอนาคต หรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่มีความหวังอะไรแล้ว ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่เขามองว่าเกิดขึ้นกับโลก

“เพื่อนก็บอกว่า ตอนนี้แกเห็นความ Doom ของมนุษยชาติ ที่ผ่านมาแกพยายามเต็มที่เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น แต่พอมาถึงจุดที่รู้สึกว่าทำไม่สำเร็จ แกก็เลยรู้สึกว่าไม่รู้จะอยู่ไปทำไม แต่เราอยากชวนให้แกมองอีกมุมหนึ่ง คือไม่ต้องบิดเบือนอะไรเลยนะ คือยอมรับไปเลยว่ามันจะ Doom นั่นแหละ พอแกมีพื้นที่ยอมรับความวิบัตินี้ในใจแกแล้ว แกก็อาจจะไม่ต้องรีบจากไปก็ได้ เพราะถ้าแกจากไป ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ก็ยอมรับไปเลยว่าสุดท้ายจะเป็นแบบนี้ แล้วในระหว่างนี้อะไรดี ๆ ที่แกทำได้ก็ถือว่าเป็นกำไร ซึ่งพอเราคุยกับเพื่อนคนนี้จบ เราก็รู้สึกดีขึ้นเลยนะ”

เขาบอกว่าตอนนี้เขามองตัวเองเหมือนคนที่ยังสร้างอะไรที่มีความงามในฉากที่โลกกำลังเข้าสู่ความหายนะ ซึ่งนั่นก็ทำให้เรานึกถึงคนที่เล่นดนตรีในฉากที่เรือไททานิคกำลังล่ม

“บทบาทของเราก็อาจเป็นคนวาดรูป ที่ทำให้ภาพวันหายนะโกลาหลที่มันโหดร้าย พอมองไปแล้วมันสะดุดตาสักนิดว่า มันมีมุมเล็ก ๆ ของภาพที่มันสวยมาก ๆ เลยนะ เรารู้สึกว่าเราอาจมีหน้าที่แค่นี้ก็ได้ แล้วนั่นมันก็อาจดีพอแล้ว ก็เลยทำที่นี่ต่อด้วยความรู้สึกนี้ เป็นความรู้สึกที่อยากชวนให้เห็นว่า ในโลกที่โหดร้ายก็ยังมีมุมหนึ่งที่มีอะไรดีอยู่”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

Friends & forest ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือผู้คน

ตลอดระยะเวลาปีกว่า ๆ แห่งการก่อร่างสร้างบ้านดินของ Friends & forest สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นอยู่เสมอจากเฟซบุ๊กของป๊อบ ก็คือภาพบรรยากาศความสนุกสนานในช่วงเวลาหลังเลิกงาน ที่แต่ละคืนก็มีกิจกรรมต่างกันไป บางคืนมีล้อมวงเล่นดนตรี บางคืนมีปาร์ตี้ปิ้งย่าง บางคืนล้อมวงเล่นบอร์ดเกม ส่วนบางคืนก็เป็นการล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกแบบ Deep Talk บางคืนก็ฉายสารคดีดูกัน หรือคืนที่พิเศษคืนหนึ่งเป็น Music Night ที่มาแชร์ความรู้สึกของตนเองผ่านบทเพลง และอีกหลายกิจกรรมที่ทำให้ช่วงเวลาสั้น ๆ ของเหล่าอาสาที่นี่เปลี่ยนจากคนแปลกหน้ากลายมาเป็นเพื่อนกัน – เราถามป๊อบว่า เขามีเทคนิคอย่างไร

“อย่างหนึ่งเลยที่เราว่ามันช่วย ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่โจนฟันธง แล้วมันจริงอย่างไม่น่าเชื่อ แกบอกว่าสิ่งเดียวที่ทำให้คนหลาย ๆ พื้นเพมาอยู่ร่วมกันได้ง่ายที่สุด คือการทำงานใช้แรง เพราะถ้านั่งประชุมพูดคุย คนที่พื้นเพบ้าน ๆ กับนักวิชาการ มันยากมากที่จะรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ต่อให้มีความปรารถนาดีต่อกันมากแค่ไหนก็ตาม ยิ่งคุยก็จะยิ่งเห็นช่องว่างห่างกันเรื่อย ๆ แต่ถ้ามาทำบ้านดินด้วยกัน มาเข้าโหมดถึกด้วยกัน มันจะเหมือนออกค่าย ที่มีจุดยึดโยงบางอย่างที่ทำให้เห็นอกเห็นใจกัน ถึงจะรู้ว่าเราก็ต่างกันจริง ๆ นั่นแหละ แต่อย่างน้อยเราก็แบกของหนัก ๆ เหมือนกัน เราว่าสิ่งนี้มันหลอมคนเข้าด้วยกันจริงอย่างที่พี่โจนว่า”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ส่วนอีกอย่างที่ป๊อบบอกว่าเพิ่งมารู้ภายหลังว่าสำคัญ ก็คือการมีกฎของกลุ่มที่ทุกคนช่วยกันร่างขึ้นมา เพราะช่วงแรก ๆ ที่ไม่มีกฎ ทำให้ป๊อบต้องคอยไปบอกคนนั้นคนนี้ว่าสิ่งนั้นไม่ควรทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารู้สึกลำบากใจ

“แต่ละคนถูกปลูกฝังต่างกัน ให้ความสำคัญกับสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน คำว่า Common Sense จึงไม่มีอยู่จริง เราว่าข้อดีของกฎไม่ใช่การบังคับ แต่คือความชัดเจน เป็นบรรทัดฐานที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน เช่น การเก็บแก้ว ก็ให้ล้างแล้วเก็บทันที ไม่เอาแบบวางไว้ก่อน เพราะมดจะขึ้น เราว่าถ้าเป็นกฎที่ไม่ได้ออกมาเพื่อผลประโยชน์ของใครคนหนึ่ง แต่เพื่อประโยชน์ของทุกคน เราพบว่ามันดี มันทำให้อะไร ๆ ชัดเจนและไม่ปวดหัว”

ว่ากันว่าความสวยงามของการเดินขึ้นภูเขาไม่ได้อยู่แค่ที่จุดหมายปลายทาง แต่ยังอยู่ที่สองข้างทางระหว่างเดินขึ้นด้วย ซึ่งการสร้างบ้านดิน ณ Friends & forest ก็ไม่ต่างกัน

“เหตุการณ์ประทับใจมีหลายอย่างมาก สำหรับเราจะเป็นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น จังหวะเลิกงาน เรานั่งเก็บงานแล้วมองลงไปจากระเบียง เห็นเขาเอาถังมาล้างด้วยกัน เอาน้ำมาฉีด ๆ แกล้งกัน อะไรแบบนี้ทำให้เรารู้สึกว่า แม้จะลงทุนและมีอุปสรรคมากมาย เราก็รู้สึกว่ามันคุ้มนะที่ตัดสินใจทำสิ่งนี้ อย่างน้อยมันก็เกิดโมเมนต์แบบนี้ตรงหน้า หรือเมื่อก่อนที่เราต้องเป็นคนไปบอกว่าทำเสร็จแล้วให้ล้างถังและคว่ำไว้นะ แต่น้องอาสาบางชุดจริงจังกับเรื่องนี้มาก จนเราเองที่ต้องบอกว่า อันนี้แช่น้ำไว้ก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ใช้ต่อ แต่น้องเขาบอกว่า ไม่ได้ค่ะ อยากให้มันเรียบร้อยค่ะพี่ เราก็โอ้ โอเค” ป๊อบเล่าพร้อมหัวเราะ

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

“หรือเวลาที่เลื่อนอ่านเฟซบุ๊กแล้วเห็นคนที่มาเจอกันที่นี่คอมเมนต์โต้ตอบกัน เราก็ดีใจ รู้สึกเหมือนภารกิจที่วางไว้สำเร็จ หรืออย่างในงานเปิดบ้าน มีคืนหนึ่งที่น้องสองคนที่จบโฮมสคูลมาเล่นดนตรีด้วยกัน แล้วมีอยู่บางเพลงที่เขาร้องแล้วเราน้ำตาไหล มันเป็นความรู้สึกที่ว่า ในที่สุดพื้นที่นี้ก็ได้มีโมเมนต์ที่ตราตรึงขนาดนี้ให้กับคนได้ ก็ทำให้รู้สึกว่ามันมีความหมายที่ได้สร้างพื้นที่นี้ขึ้นมา หรือว่าทุกครั้งที่ได้ฟังคนแชร์ว่าเขาได้เรียนรู้หรือประทับใจอะไรจากที่นี่ เราก็ดีใจที่ได้รู้ว่าเรื่องนี้มีความหมายกับเขาขนาดนั้น การมาที่นี่ของเขามันเปลี่ยนเขาในมุมนี้ขนาดนั้นเลยนะ”

เราขอให้เขายกตัวอย่างบางความคิดเห็นที่โดนใจเขาเป็นพิเศษ เขานิ่งคิดอยู่พักหนึ่งแล้วเล่าว่า

“มีน้องคนหนึ่งที่ตอนมาเราก็เถียง ๆ แหย่กัน กวนตีนกันไปมา แต่เราก็มีประเด็นจริงจังบางอย่างที่อยากบอกกับเขา แล้วเราก็ไม่รู้จะถึงไม่ถึง ได้ไม่ได้ แต่สุดท้ายเขาบอกว่า เราเป็นไม่กี่คนในชีวิตที่เขาสัมผัสได้ว่าปรารถนาดีกับเขาจริง ๆ และเขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราพยายามจะบอก และเขาเองก็เวิร์กเรื่องนี้อยู่จริง ๆ นะ และถือว่าเราเป็นพี่ชายคนหนึ่ง ซึ่งเราก็รู้สึกว่า โอ้ มึงอินกว่าที่กูคิด โอเค กูก็นึกว่ามึงอินบ้างไม่อินบ้าง กูก็ดีใจที่การมีอยู่ของกูมันมีประโยชน์กับมึงขนาดนี้ กูก็กลัวมึงไม่อินเหมือนกัน”

ทีมงาน

แม้ทีมงาน Friends & forest อาจมีการเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และกิจกรรมก็อาจเปลี่ยนไปตามตัวบุคคล แต่หัวใจสำคัญของที่นี่ – ความจริงใจ มิตรภาพ การรับฟัง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรม ก็ยังจะเป็นหัวใจหลักของที่นี่เสมอ โดยในวันนี้ ทีมงานของที่นี่มีทั้งหมด 9 ชีวิต หลายคนก็เริ่มจากการเป็นอาสาทำบ้านดินและอยู่ยาวต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

“ช่วงแรก ๆ ที่มาคือพูดกับพี่ป๊อบเลยว่า มาอยู่ที่นี่ 2 วัน หัวเราะมากกว่าอยู่ที่บ้านทั้งอาทิตย์อีก เราชอบตรงที่ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้เจอผู้คน ได้คุยกับคนที่มีความคิดหลายแบบ ได้เห็นว่าในสิ่งเดียวกันแต่ละคนก็คิดไม่เหมือนกัน เคยบอกพี่ป๊อบว่า คนที่มาที่นี่เป็นคนบ้าทุกคน ใครไม่บ้าไม่มาหรอก ที่นี่มีคนแปลกเยอะ แต่เป็นความแปลกที่อยู่ด้วยกันได้ มีความหลากหลายเยอะมาก แต่ไม่ตัดสินกัน มันเจ๋งดีนะถ้ามีพื้นที่แบบนี้เยอะ ๆ ไม่ใช่แค่พื้นที่ของเรา” โซฟา-ปัญฑารีย์ ขันชะลีย์ดำรงกุล หญิงสาวที่มาสมัครงานเพราะเบื่อเมืองและคิดถึงการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ บอกเล่าความประทับใจตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ได้มาอยู่ที่นี่

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

“ชอบไลฟ์สไตล์รักษ์โลก เช่น การแยกขยะที่ทำละเอียดและเต็มที่มาก ซึ่งผลักดันให้เราอยากทำมากขึ้นกว่าที่เคยทำมา แล้วก็ชอบมิติของผู้คนที่ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง ชอบการตั้งวงพูดคุยที่แชร์ความรู้สึกลึก ๆ ข้างในอย่างตรงไปตรงมา” มิ้น-ณัฐธินี อัมพุช หญิงสาวที่สนใจชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง บอกเล่าความรู้สึกกับงานแรกหลังเรียนจบของเธอ

“ก่อนหน้านี้เราสนใจแต่เงิน แต่งาน แต่การมาอยู่ที่นี่ทำให้ได้เห็นว่า เงินไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกอย่าง แต่ความสัมพันธ์ ความรู้ใหม่ ๆ และหลายสิ่งในโลกนี้ที่มันสวยงามให้อะไรเราได้มากกว่าเงิน และเราก็ประทับใจในอุดมการณ์ของที่นี่” แอล-อัลลิค ครอมตัน หนึ่งในพ่อครัวหัวป่าก์ของ Friends & forest เล่าความรู้สึกที่ไม่คาดฝันว่าจะได้รับหลังจากมาที่นี่เพราะมิ้นชวนมา

“ชอบความเป็นธรรมชาติ เราเบื่อชีวิตในเมือง เบื่อรถติด เบื่อความอึดอัด แต่อยู่ที่นี่มันโปร่งสบายกว่า และชอบที่มีเพื่อนคุยแบบจริงใจ เช่น เวลาให้คำแนะนำกัน ทุกคนจะพูดแบบตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องกลัวผิดใจกัน ซึ่งเราก็จะรู้ว่าเขาแนะนำเพื่อต่อยอด ไม่ใช่เพื่อตำหนิ” มด-นิติภูมิ สินธุสนธิชาติ เล่าถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตที่นี่

“ผมว่าจุดเด่นอย่างหนึ่งของผู้คนที่นี่คือความเปิดกว้าง ไม่แบ่งแยก อย่างตัวเราเองก็อาจมีบางสิ่งที่ต่างจากกระแสหลัก ซึ่งหากไปอยู่ที่อื่นบางที่อาจรู้สึกแปลกแยก แต่ไม่ใช่กับที่นี่ เพราะที่นี่ความแตกต่างไม่ได้ถูกกีดกันออกไป” อาร์ม-ศิวา จันทรักษา หนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามของพื้นที่แห่งนี้ ยืนยันถึงจุดเด่นของที่นี่

“ที่นี่เป็นสถานที่ให้ผู้คนหลากหลายมาใช้เวลาร่วมกันโดยมีจุดร่วมบางอย่าง แม้จะมีความแตกต่างทางความคิด แต่ทุกคนก็ปรับตัวเข้าหากันได้ ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการสื่อสารความคิดตัวเอง” ปลื้ม-ธรรมสรณ์ ศรีสวัสดิ์ หนุ่มนักศึกษาบอกเล่าเหตุผลที่ทำให้จากตอนแรกที่วางแผนจะอยู่แค่เดือนเดียว กลับอยู่ยาวจนกลายเป็นทีมงาน

“ผมอายุมากที่สุด ตอนแรกก็หนักใจว่าจะอยู่ได้ไหม แต่ก็มีกิจกรรมหลายอย่างที่ทำให้ผมได้เห็นถึงความคิดของคนรุ่นใหม่ ได้เห็นความตั้งใจของพวกเขาที่จะทำอะไรดี ๆ ก็ประทับใจสิ่งเหล่านี้” ณุ-พิษณุ สีอุดมธีรกุล เล่าถึงความรู้สึกของการมาที่นี่หลังจากหยุดธุรกิจส่วนตัวไปพักหนึ่งเพราะสถานการณ์โควิด-19

“เราชอบตรงที่มีต้นไม้เยอะและหลากหลายมาก แล้วก็ประทับใจผู้คน ทั้งอาสาที่มาและทีมงาน เราไม่ได้เรียนรู้แค่การทำบ้านดิน แต่ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันด้วย การมาอยู่ที่นี่ทำให้รู้สึกว่าเราใจเย็นลง และเปิดรับความคิดที่หลากหลายของคนมากขึ้น” ส้มโอ-วันทนีย์ จันทรมี หญิงสาวที่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เดือนมกราคมเล่าถึงความประทับใจและสิ่งที่ได้เรียนรู้

แม้ว่าเราจะนิยามตัวเองว่าเป็นมนุษย์ Introvert ที่มีโลกส่วนตัวสูงและสนิทกับคนยาก แต่ระยะเวลาเพียง 2 วัน 1 คืนที่เราได้มาเยือนที่นี่ เรากลับรู้สึกอบอุ่นและสนิทใจกับผู้คนที่นี่อย่างประหลาด มันเป็นความสบายใจเหมือนสายน้ำที่ไหลไปตามธรรมชาติ และมันก็เป็นจริงอย่างที่ป๊อบว่าไว้ – มุมเล็ก ๆ ที่สวยงามท่ามกลางโลกที่โหดร้ายยังมีอยู่จริง

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ภาพ : Friends & forest และ Jay Takachote

 

Writer & Photographer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load