The Cloud x The Hero Season3

ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเด็กๆ ฉันได้พบ กี้-ณัชชา โรจน์วิโรจน์ เจ้าของ ‘BLIX POP’ ของเล่นตัวต่อขนาดยักษ์สำหรับเด็ก มันเหมาะจะให้เด็กๆ ได้ทดลองออกแบบ โยกย้าย และปีนป่าย เด็กๆ จะสนุกกับของเล่นชุดนี้ได้ ถึงแม้ว่าจะกำลังหลับตาอยู่ก็ตาม

ธุรกิจนี้เริ่มต้นในฐานะวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของณัชชาที่ Academy of Art University ในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเธอได้แรงบันดาลใจจากโรงเรียนสอนคนตาบอดแห่งหนึ่ง เธอจึงอยากทำของเล่นสำหรับเด็กอายุ 4 – 8 ขวบ ไม่ใช่แค่สำหรับเด็กปกติหรือเด็กตาบอด แต่เป็นของเล่นของเด็กทุกคน

หลังจากศึกษาหาข้อมูลอย่างหนักหน่วง ณัชชาพัฒนางานออกมาเป็นบล็อก 4 แบบ ประกอบด้วยฐาน ตัวเสริม ขอนไม้ และหญ้า แม้หน้าตาจะเรียบง่าย แต่นำมาพลิกแพลงเล่นได้อย่างไร้ขีดจำกัด รวมถึงช่วยพัฒนาศักยภาพโดยไม่ฝืนนิสัยเด็ก แถมยังเป็นของเล่นที่ทำให้คนหลายคนมามีปฏิสัมพันธ์กันด้วย

ปี พ.ศ. 2561 นี้ BLIX POP เพิ่งได้รับรางวัลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาโลก และรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงรางวัล DEmark จากกรมการค้าระหว่างประเทศด้วย

ทำไมของเล่นชิ้นนี้ถึงกวาดรางวัลมาได้มากมาย ต้องลองไปดูกัน

จุดเริ่มต้น

BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์

ณัชชาเรียนปริญญาตรีด้านการออกแบบภายใน และปริญญาโทด้านการออกแบบอุตสาหกรรมในต่างประเทศ เธอชื่นชอบงานออกแบบ สนใจงานออกแบบทุกประเภท และเคยมีความฝันว่าอยากทำเฟอร์นิเจอร์ไม้สวยเก๋

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเธอมีช่วงว่างจากการศึกษาและเดินทางกลับมาไทย แม่ของเธอชวนเธอไปเป็นอาสาสมัครสอนเด็กในโรงเรียนสอนคนตาบอด เธอจึงได้พบโลกอีกใบที่แตกต่างจากโลกใบเดิมซึ่งเธอเคยชินมาตลอด

ช่วงแรก เธอรู้สึกกลัวและไม่แน่ใจ เพราะเด็กตาบอดแยกย่อยออกเป็นหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมองเห็นมากน้อยต่างกัน เธอต้องปรับเปลี่ยนทั้งวิธีการเข้าหาและการพูดคุยเพื่อให้เด็กๆ เข้าใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอสังเกตว่าพวกเขาก็ทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกับคนตาดีอย่างเธอ

ประสบการณ์ครั้งนั้นสร้างความประทับใจให้เธออย่างมาก ตลอดการพูดคุยเธอมักย้ำออกมาบ่อยๆ ว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กพิเศษ ไม่ได้เหนือหรือต่ำกว่าเด็กกลุ่มอื่นๆ แต่มีความพิเศษเฉพาะตัวแตกต่างไป

ในอีกด้านหนึ่ง เธอมองเห็นของที่อยู่ในสถาบันแห่งนั้นแล้วพบว่า แม้จะมีคนนำของเล่นมาบริจาค แต่แทบไม่มีของเล่นที่ตอบโจทย์ด้านพัฒนาการเด็ก ปัญหาที่ตามมาคือ เด็กตาบอดจะพลาดโอกาสชีวิตหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการออกไปข้างนอก ซึ่งมีสิ่งกีดขวาง พื้นลาดเอียง และผิวสัมผัสหลายแบบ ที่รวมกันแล้วอาจอันตรายหากมองไม่เห็น

“ไหนๆ เราเรียนออกแบบแล้ว ลองออกแบบของเล่นให้เด็กที่พิเศษดีกว่ามั้ย” ณัชชาเล่าว่า โจทย์ของเธอเริ่มมาจากจุดนี้ ในแง่หนึ่ง สิ่งที่ทำให้เธอสนใจคือความท้าทาย เพราะการออกแบบสำหรับเด็กก็ยากอยู่แล้ว เมื่อเป็นเด็กกลุ่มนี้ยิ่งยากมากเข้าไปอีก

เหตุการณ์ในวันนั้นจึงเปลี่ยนความคิดความฝันด้านการออกแบบของณัชชาอย่างสิ้นเชิง กลายมาเป็นนักออกแบบเพื่อเด็กๆ ดังทุกวันนี้

รับรู้โลกต่างกัน เลยต้องการเครื่องมือต่างกัน

“ถ้ามีของเล่นกับเครื่องมือมาให้เด็ก เด็กก็คงเลือกของเล่น” ณัชชาชี้ชวนให้เรานึกถึงบันไดสำหรับทำกายภาพบำบัด แม้จะดีต่อสุขภาพ แต่ใครจะอยากเดินขึ้นลงบันไดเฉยๆ วนไปวนมาอย่างไร้จุดหมาย จะดีกว่าไหมถ้าเราสร้างของเล่นที่นอกจากจะสนุกแล้ว ยังช่วยทำกายภาพบำบัดในรูปแบบคล้ายกันไปในตัว

ภาพฝันของเธอคือของเล่นที่คล้ายการจำลองโลกภายนอกในสภาวะที่ควบคุมได้ การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งนี้คล้ายการลองผิดลองถูก ฝึกใช้ชีวิตประจำวันไปในตัว เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้นและออกไปเผชิญโลกที่ปลอดภัยน้อยลง พวกเขาจะได้เรียนรู้ที่จะอยู่ได้ง่ายขึ้น

“เด็กกลุ่มพิเศษแทบไม่มีโอกาสออกไปเล่นข้างนอกเลย เพราะคนดูแลมีน้อยกว่าเด็ก เขาไม่สามารถดูแลเด็กทั้งหมดพร้อมกันได้” ณัชชาอธิบายที่มาของการสร้างสนามเด็กเล่นในร่ม

ความคิดดังกล่าวก่อตัวขึ้นมาเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ ซึ่งโดนอาจารย์ที่ปรึกษาถามกลับทันทีว่า เธอจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร ทั้งที่ไม่มีความรู้เรื่องเด็กตาบอดเลย

“ตอนนี้เธอก็ทำงานอย่างตาบอดอยู่เหมือนกัน” อาจารย์บอกกับเธอ ทำให้นักออกแบบไฟแรงต้องไปศึกษาอย่างหนักเกี่ยวกับวิธีการเข้าใจโลกของคนตาบอด ว่าแตกต่างจากวิธีที่คนตาดีอย่างเธอใช้อย่างไรบ้าง เธอใช้วิธีเข้าไปขลุกตัวอยู่กับเด็กๆ และลองให้พวกเขาทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันเพื่อสังเกตพฤติกรรม

ณัชชาพบว่า เด็กทั่วไปเริ่มเล่นของเล่นจากการมองสิ่งที่น่าสนใจ แล้วเดินไปหยิบมาลองเล่น ในขณะที่เด็กตาบอดตัดสินใจจากการลองสัมผัส หากสัมผัสแล้วเข้าใจได้เร็ว พวกเขาจะเริ่มติดใจ การออกแบบของเล่นให้เด็กกลุ่มนี้เล่นด้วยได้จึงต้องทำตามสองเงื่อนไขคือ มีสัมผัสที่ดี และมีกลไกที่ไม่ซับซ้อน

ณัชชายังเพิ่มเงื่อนไขให้ตนเองอีกข้อว่า อยากให้ของเล่นชิ้นนี้สร้างความสนุกให้เด็กได้ทุกกลุ่ม รวมถึงเด็กพิเศษประเภทอื่นๆ เช่น เด็กออทิสติก จึงยิ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและสัมผัสที่น่าไว้ใจ

BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์ BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์

ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผู้ใช้

การออกแบบของณัชชาเต็มไปด้วยความเอาใจใส่อย่างลึกซึ้งในทุกแง่

เป้าหมายของ BLIX POP คือให้เด็กๆ เล่นสนุกอย่างอิสระ วัสดุจึงต้องเน้นความปลอดภัย เธอเลือกใช้โฟมปลอดสารพิษ แม้เด็กจะกัดหรือเอาเข้าปากก็ไม่อันตราย แถมชิ้นยังใหญ่จึงไม่ต้องกลัวเด็กกลืน ขณะเดียวกัน ก็ยืดหยุ่นกันกระแทก หากน้องๆ ล้มใส่หรือทำตกใส่เท้าก็จะเจ็บไม่เท่าวัสดุอื่นๆ ณัชชาตระหนักดีว่าโฟมมีปัญหาด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เธอเองก็กำลังคิดวิธีรีไซเคิลที่เหมาะสมอยู่

รูปทรงและสัมผัสของบล็อกทั้ง 4 แบบเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพราะมั่นคงที่สุด ผู้ออกแบบท้าให้ฉันลองขึ้นไปยืนหลับตาอยู่บนบล็อก (ใช่ เจ้าบล็อกรับน้ำหนักได้มาก ผู้ใหญ่ยืนเหยียบก็ไม่ยุบ) ความเท่ากันทุกด้านของจัตุรัสทำให้รับรู้ได้ทันที แม้มองไม่เห็นก็รู้สึกปลอดภัย บล็อกมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักพอสมควร เพื่อให้เด็กได้ออกกำลังเวลาโยกย้าย แต่ไม่หนักเกินจนยกไม่ไหว ด้วยน้ำหนักเท่านี้ เด็กๆ จะยกบล็อกได้พร้อมกันประมาณ 3 บล็อก

เรื่องผิวสัมผัส ณัชชาให้เด็กๆ ตาบอดเลือกเองว่าถูกใจสัมผัสแบบไหนที่สุด จึงได้ลายขอนไม้กับพื้นหญ้าออกมา ซึ่งเป็นสัมผัสที่ดีเพราะใกล้เคียงกับธรรมชาติภายนอก หากเด็กกลุ่มนี้ออกไปเล่นด้านนอกตั้งแต่แรกอาจอันตรายเกินไป การเริ่มจากโลกของ BLIX POP จึงอาจช่วยลดช่องว่างระหว่างโลกปลอดภัยกับโลกจริงได้

กลไกในการต่อบล็อกเน้นความเรียบง่าย แต่ละบล็อกมีรูและส่วนยื่นเพื่อให้ต่อซ้อนกันได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ส่วนตัวฐานสีน้ำเงินมีตัวช่วยในการต่อด้านข้าง คือมีแม่เหล็กช่วยให้ฐานยึดติดกัน รวมถึงมีรูและตุ่มนูนให้จับว่าด้านไหนต้องต่อกับด้านไหน

BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์

BLIX POP จะช่วยเด็กๆ เรื่องความคิดสร้างสรรค์ว่าจะต่อยังไงให้สนุก ต่อเป็นทรงแบบไหนได้บ้าง แล้วเมื่อต่อแล้วบล็อกก็จะเกิดมิติสูงต่ำ ช่วยการเรียนรู้เกี่ยวกับมิติสัมพันธ์ และการฝึกเดินทรงตัว เป็นการพัฒนาทั้งสมองและร่างกายในด้านที่เหมาะกับเด็กๆ กำลังดี

ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากการออกแบบเพียงครั้งเดียวจบ แต่ณัชชาได้ทดลองทำ ทดลองใช้ และแก้ไขปรับเปลี่ยนมาหลายครั้ง จนกลายเป็น BLIX POP ดังที่เห็น และในระหว่างทางการลองผิดลองถูก ณัชชาก็ได้เข้าใจเด็กๆ กลุ่มนี้มากขึ้นอีกด้วย

เปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นธุรกิจ

เมื่อมีสิ่งของที่อยากให้คนใช้แล้ว คงน่าเสียดายหากไม่ถึงมือคนใช้จริง แม้บล็อกเหล่านี้จะมีกลุ่มเป้าหมายที่กว้างอยู่แล้ว ต่อให้เป็นโรงเรียนธรรมดา ไม่ใช่โรงเรียนสำหรับเด็กตาบอด ก็ซื้อไปใช้ได้ แต่ปัญหาคือ ไม่มีทุนตั้งต้น การนำต้นแบบชิ้นเดียวไปผลิตเพิ่มโดยไม่รู้อนาคตเป็นเรื่องเสี่ยงเกินไป

ณัชชาจึงระดมทุนเพื่อแจกของเล่นให้โรงเรียนคนตาบอด 16 โรงเรียนทั่วประเทศ จนได้เงินเพียงพอผลิต ในระยะนี้เป้าหมายของเธอไม่ใช่กำไร แต่เป็นเสียงตอบรับของผู้ใช้ และการเป็นที่รู้จักในวงการของกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย

หลังจากโครงการครั้งนั้น ก็เริ่มมีคนกลุ่มอื่นรับรู้และสนใจงานของเธอมากขึ้น “ตอนแรกว่าจะจบโครงการแล้วจะไปทำงานอย่างอื่นแล้วนะ แต่มันก็ไม่จบแฮะ” ณัชชาพูดขำๆ ก่อนเล่าต่อว่า ผู้คนที่ติดต่อเข้ามาทำให้เธอต้องเริ่มคิดโมเดลธุรกิจใหม่ โดยเลือกใช้การขายแบบตอบโจทย์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของบริษัทต่างๆ เสนอเป็นบริการครบวงจร คือมีตั้งแต่ชิ้นของเล่นสำหรับให้บริจาค เรื่อยไปจนถึงรายงานตอบกลับถึงผลกระทบของการบริจาค ซึ่งตอบโจทย์กับทางบริษัททั้งหลาย และทาง BLIX POP เองก็พอมีรายได้ในระดับที่อยู่ได้

BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์

ล่าสุด โมเดลได้ใช้จริงกับศูนย์การศึกษาพิเศษทั่วประเทศซึ่งมีประจำอยู่ทุกจังหวัด โดยมีผู้สนับสนุนเป็นองค์กร มูลนิธิ กองทุน และบุคคลทั่วไป จากการผลิตแค่ 10 กว่าชุด จึงขยายไปเป็นเกือบร้อย และศูนย์เหล่านี้ก็ดูแลเด็กพิเศษทั้ง 9 ด้าน ไม่ใช่เพียงเด็กตาบอด กลุ่มผู้ใช้จึงขยายกว้างออกไปอีก และศูนย์เหล่านี้มักจะมีกิจกรรมข้ามศูนย์ เจ้าบล็อก 4 สีจึงขยายจากการแค่เชื่อมต่อกันเอง ไปสู่การเชื่อมต่อจนเกิดความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ทั้งกับเด็กและครู พวกเขาได้คุยกัน แลกเปลี่ยนวิธีการใช้เครื่องเล่นพวกนี้ รวมถึงมาร่วมเล่นด้วยกัน

ธุรกิจของ BLIX POP ไม่ได้จบเพียงแค่ในประเทศเท่านั้น ยังขยายไปถึงประเทศอื่นๆ ด้วย โดยเน้นการจัดจำหน่ายกระจายไปเป็นหลัก ตัวแทนจากญี่ปุ่นที่เข้ามาติดต่อ ก็จะเป็นการทำสัญญาเพื่อให้เขานำของเล่นไปขายเอง

ถึงจะขยายไปมาก สิ่งที่ณัชชาให้ความสำคัญก็ยังมั่นคงอยู่ที่เรื่องประสบการณ์จริงของผู้ใช้ เธอเล่าให้ฟังถึงภาพที่ประทับใจจากการออกร้านตามอีเวนต์ต่างๆ ทำให้เธอได้เห็นคุณพ่อมาเล่นต่อบล็อกกับลูก เธอเดาว่า เพราะเป็นของเล่นที่ผู้ชายโตแล้วก็เล่นได้โดยไม่เขินเท่าไร พวกเขาจึงดูมีความสุขมาก เพราะเจอของเล่นที่เล่นกับลูกๆ ได้แล้ว

ผ่านมาร่วม 2 ปี ธุรกิจขยายขนาดอย่างรวดเร็ว จนทีมงานต้องทำงานกันหัวหมุน แต่ในการทำธุรกิจทั้งหมดนี้ ความฝันของณัชชาในฐานะนักออกแบบก็ยังคงอยู่ หากวันไหนธุรกิจเริ่มมั่นคงกว่านี้ ณัชชายังอยากกลับไปสวมหมวกนักออกแบบอีก จะเป็นการคิดตัวต่อที่มีรูปทรงอื่น ผิวสัมผัสแบบอื่น ของเล่นที่ใช้วัสดุประเภทอื่น รูปแบบการเล่นอื่น หรืออะไรก็ตาม ตราบใดที่เธอยังรู้สึกตื่นเต้นกับการออกแบบสิ่งใหม่ๆ อยู่ ก็ยังมีความเป็นไปได้อีกมากมาย

ณัชชามองว่า BLIX POP ยังเป็นของเล่นที่ไม่ถึงกับครอบคลุมเด็ก ‘ทุกกลุ่ม’ เธออยากศึกษาและพัฒนาของเล่นเพื่อรวมคนกลุ่มอื่นเข้ามาด้วย บันไดขั้นต่อไปจึงน่าจะเป็นการร่วมมือกับกลุ่มเด็กที่ป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น ร่วมมือกับสถาบันเด็กโรคมะเร็ง เป็นต้น

จากจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่ไม่เห็นว่ามีของเล่นสำหรับเด็กตาบอด เธอก็ลงมือทำให้มันเกิดขึ้น ตอนนี้เธอก็ขยับเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้น เมื่อเธอเห็นว่า ยังไม่มีของเล่นสำหรับเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมจริงๆ

เธอก็จะทำให้เกิดขึ้นด้วยมือของเธอเอง

ขอบคุณสถานที่ Montesseri Play and Learn

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

“ชีวิตครูเหมือนภาพยนตร์เรื่อง คิดถึงวิทยา ไหมคะ”

“ได้อยู่นะ แต่ในใจแอบคิดว่า อาจจะเหมือนหนังอีกเรื่องที่ครูโดนยิงตายตอนจบ (หัวเราะ)”

“หือ ครูบ้านนอก หรือคะ”

“นั่นแหละ”

ลุย-ธีระพล พงษ์พิมาย หรือ ครูลุย จากโรงเรียนบ้านบาละ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ทำหน้าที่ครูด้วยความมานะบากบั่นมาตลอด 15 ปี ตื่นตี 4 เดินทางไป-กลับโรงเรียนและที่พักกว่า 100 กิโลเมตรต่อวัน ตามลูกศิษย์กลับมาเรียนอย่างตั้งใจไม่แพ้ตอนสอน ฟอร์มทีมครูสร้างห้องเรียนฉุกเฉินเพื่อไม่ให้นักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา และสวมหมวกซ้อนกันหลายใบในทุกวินาที ไม่ว่าจะเป็นครู เพื่อน หรือพ่อ

ต่อจากนี้คือชีวิตของลุยที่ลุยฝ่าระเบิดไปสอน เพื่อความฝันเพียง 2 ประการ คือ สร้างเด็กให้สมบูรณ์และมีความสุข

'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน
'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน

ครูจนผู้ยิ่งใหญ่

นักศึกษาคณะครุศาสตร์ เอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เริ่มงานที่จังหวัดยะลาในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย 5 ปี ก่อนบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนบ้านบาละเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวตลอดมา

“ผมเป็นเด็กจน ไม่มีทางเลือกมาก บ้านก็ไม่มี เข้ารับราชการเพราะต้องใช้สวัสดิการรักษาคนในครอบครัว แต่พอมาแล้วผมกลับค้นพบว่า ยะลาไม่ใช่แค่เมืองที่สงบ แต่ที่นี่ทำให้ผมรู้สึกมีประโยชน์ เมื่อมีประโยชน์ก็มีตัวตน ที่สำคัญคือความจนของผมทำให้ผมเข้าใจลูกศิษย์ทุกอย่าง” ลุยเริ่มเล่า

สิ่งที่เขาสอนไม่ใช่แค่วิชาภาษาไทยที่ถนัด แต่คือการสอนให้เด็กเป็นคนที่สมบูรณ์และมีความสุข ใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ใดก็ได้ โดยไม่ใช้ขีดจำกัดของชีวิตมาเป็นข้ออ้างในการกระทำผิด

“ความจนไม่ใช่ใบเบิกทางให้คุณไปขโมยของใคร” เขายกตัวอย่าง 

แต่ปลายทางยากจะไปถึงด้วยหลายปัจจัย เบื้องหลังของเด็กหนึ่งคนไม่ได้มีแค่ปัญหาเดียว หากแต่ถูกรวมมาเป็นก้อนใหญ่ เด็กคนนั้นไม่ใช่แค่ไม่มาเรียน แต่มีปัญหาครอบครัว ยาเสพติด ความรุนแรง โรคภัยอยู่เบื้องหลัง ลุยจึงบอกว่า นี่เป็นงานหนัก จนตอนนี้รู้สึกท้อแท้

ไม่มีใครอยากให้ความท้อดำเนินไปถึงจุดสิ้นสุด เพราะปลายทางนั้นคงนำเขาออกจากระบบการศึกษา พร้อมด้วยเงาของนักเรียนอีกหลายคนที่ต้องเดินตามออกไป เราใช้คำว่า ‘ต้อง’ เพราะหากไม่มีลุยที่ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ‘ทุกวัน’ แทนที่จะเป็น ‘ทุกปี’ ตามมาตรฐาน ป่านนี้เด็กจำนวน 52 คนที่เขาฉุดรั้งไว้คงหลุดออกนอกวงโคจรไปไกลแล้ว

“ภาระงานในหน้าที่ครูไม่เอื้อต่องานที่เราชอบ ทุกวันผมไปลงเยี่ยมบ้านเพื่อเก็บข้อมูล เข้าใจปัญหาเชิงลึก และช่วยลูกศิษย์หาทางแก้ แต่ตอนนี้งานเอกสารเยอะจนไม่มีเวลาทำอะไร”

'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน
'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน

ความหดหู่ขั้นสุดของเขาเกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน นั่นเป็นครั้งแรกที่ลุยจำใจปฏิเสธนักเรียนที่มาขอให้จัดกิจกรรม เพราะเขาจำเป็นต้องลุยงานเอกสารก่อน

“มันคือความโหดร้าย ผมบอกนักเรียนว่าไม่ว่าง” เสียงของเขาเศร้ากว่าเก่าเมื่อเล่าว่า ปัจจุบัน ลูกศิษย์คนนั้นไม่กลับมาหาเขาอีก และเขาก็ยังไม่มีเวลาไปตามหาเธอเพื่ออธิบายให้เข้าใจ

นอกจากการจัดการเวลาที่ครูหลายคนพยายามทำ ปัญหาเชิงโครงสร้างต้องได้รับการแก้ไขให้เหมาะสม ลดงานเอกสารที่ไม่จำเป็นลง โดยเฉพาะรายงานที่ส่งแล้วไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์

คำถามต่อมาที่เขาตั้งให้ตัวเองคือ หากเดินต่อไป จะยังหลงเหลือความเป็นครูอยู่ไหม

ไม่มีใครทราบคำตอบ แต่ตอนนี้ที่เขาเดินอยู่ เขาขอสอนหนังสือและใช้ชีวิตดูแลเด็กอย่างเต็มที่ เพื่อตอบสนองรอยยิ้มและแววตาแห่งความหวังของเด็กน้อย ซึ่งเป็นทั้งพลังใจและฟางเส้นสุดท้าย

'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน

ครูห้องเรียนฉุกเฉิน

ครูภาษาไทยยึดหลักว่า หากในห้องไม่มีเสียงหัวเราะ แปลว่าไม่ได้สอน แต่ในบางครั้งเขาก็หัวเราะไม่ออก เมื่อสถานการณ์รอบตัวไม่เอื้ออำนวย

แม้คณะครูจะไม่ได้พักอยู่ในพื้นที่สีแดง แต่ชีวิตประจำวันของพวกเขาต้องเผชิญความเสี่ยงอยู่บ่อยครั้ง โดย 3 – 4 ครั้งเป็นการขับรถผ่านระเบิดระหว่างเดินทาง หรืออยู่ในเหตุการณ์ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐกับคนร้ายปะทะกัน

“รถต้องวิ่งตามกันไปหลายคันเป็นระยะทางเกือบ 60 กิโลเมตรเพื่อเข้าโรงเรียน เราผ่านพื้นที่สีแดง รถทหารนำหน้าอยู่ แต่จู่ ๆ เสียงระเบิดก็ดังขึ้น ทุกคนต้องหนีลงคูกันหมด เคยอยู่ในวงล้อมการปะทะจนต้องเปลี่ยนเส้นทาง มันเกิดจนชิน แต่ยอมรับว่าครูก็คน เจอระเบิดไปก็ขวัญเสีย สอนไปสั่นไป หัวเราะไม่ออก”

เดิมพื้นที่โดยรอบโรงเรียนเป็นพื้นที่สีแดง แม้ขณะนี้จะเป็นสีเขียว ก็ยังเขียวไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนต้องอยู่ให้เป็นและอยู่ให้ได้ เราถามเขากลับว่า ย้ายไปที่อื่นไม่ง่ายและปลอดภัยกว่าหรือ แต่อีกฝ่ายตอบว่า ที่นี่ยังต้องการเขา นักเรียนเชื่อว่าถ้าครูอยู่ ชีวิตพวกเขาจะเปลี่ยนไป

'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน
'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน

ผู้สอนเห็นทุกปัญหาตั้งแต่เด็กไม่มีกระดาษฝึกเขียน พ่อแม่ไม่มีทุน จนถึงบ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ สุดท้ายจึงเกิดเป็นขบวนการครูขึ้น โดยอาศัยเชื้อไฟแห่งความหวังมาสุมรวมกันภายใต้ชื่อระบบ Emergency Classroom เพื่อดึงเด็กที่เสี่ยงหลุดออกนอกระบบกลับมาและยื้อไว้ให้นานที่สุด

ระบบนี้ดำเนินการมากว่า 10 ปีแล้ว เพราะปัญหาเด็กเสี่ยงหลุดมีมาก่อนโควิด-19 และมีอยู่ทุกโรงเรียน ตัวลุยเคยเป็นเด็กเสี่ยงหลุดมาก่อน แต่โชคดีมีคุณครูมาฉุดรั้งไว้ คราวนี้จึงถึงตาเขาออกโรงบ้าง

'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน

“คุณรู้ไหมว่าเราต้องสู้กับอะไร นอกจากความเคยชินของเด็กที่ไม่มาโรงเรียน ยังต้องสู้กับผู้ปกครอง เพราะเขาคาดหวังให้ลูกออกไปทำงานเลี้ยงครอบครัว การดึงเด็กกลับมากลายเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยง เราจึงต้องบรรเทาให้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ขอทุน ซึ่งก็หายากมาก เพราะส่วนใหญ่เขาให้แต่เด็กเรียนดี เราใช้วิธีดึงเด็กกลับมาก่อนแล้วรีเกรด ติวทุกวัน ถ้าเขาผ่านระบบ Emergency Classroom ของโรงเรียนบ้านบาละไปได้ รับรองเกรดเฉลี่ยดีทุกคน เพราะเขาเจอคุณค่าในตัวเองและมีเราสนับสนุน

“ส่วนรายได้ที่เขาขาดไป เราก็ตั้งเป็นกลุ่มเยาวชนขึ้นมา รับทำไอศกรีมหรือเบเกอรี่ เพื่อคืนรายได้ให้ครอบครัว ทุกอย่างต้องแก้เป็นระบบ เด็ก ๆ ที่ช่วยกันดูแลส่วนใหญ่เราไปตามเขา 3 – 4 ครั้ง แต่บางครั้งจนใจจริง ๆ ก็ต้องปล่อยไป”

ผลลัพธ์ของการตามเด็กกลับห้อง คือมีนักเรียน Emergency Classroom กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย 4 – 5 คน และมีเด็กจำนวนเท่า ๆ กันกำลังเรียนอยู่ในคณะที่พวกเขาตั้งใจเลือก

กระนั้น หน้าที่ของครูก็ยังไม่จบ

'ลุย-ธีระพล พงษ์พิมาย' ครูยะลาผู้ใช้ความจนของตนเข้าใจชีวิตเด็ก จุดไฟความหวังให้ชีวิตเด็กด้วยการตามกลับมาเรียน
'ลุย-ธีระพล พงษ์พิมาย' ครูยะลาผู้ใช้ความจนของตนเข้าใจชีวิตเด็ก จุดไฟความหวังให้ชีวิตเด็กด้วยการตามกลับมาเรียน

ครูมาแล้ว!

“เวลาทำงานของครูไม่ได้เริ่ม 8 โมงเช้า แล้วจบ 4 โมงเย็น เราอยู่กับหน้าที่นี้ทั้งวันทั้งคืน’

แม้กระทั่งลูกศิษย์ที่เข้าระดับอุดมศึกษาแล้ว ลุยยังคงให้คำปรึกษาต่อ ทั้งการวางแผนเรียน การดูแลตัวเอง การใช้จ่าย ตลอดจนการกู้ กยศ. และคิดวิธีหาคอมพิวเตอร์ให้เด็กใช้

ถูกต้อง ลุยวางแผนจะยกคอมพิวเตอร์ของตนเองให้นักเรียนยืม เพราะลูกศิษย์มีฐานะยากจน ไม่มีทุนซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น นอกจากนี้ เขายังมอบเงินส่วนตัวให้นักเรียนบางคนที่ต้องการจริง ๆ โดยเขาไม่ได้มองว่าเป็นการมอบให้ในฐานะครู แต่เป็นการสนับสนุนลูกในฐานะพ่อ

'ลุย-ธีระพล พงษ์พิมาย' ครูยะลาผู้ใช้ความจนของตนเข้าใจชีวิตเด็ก จุดไฟความหวังให้ชีวิตเด็กด้วยการตามกลับมาเรียน

เคสต่อมาที่เขายกตัวอย่างคือ พิชานันท์ ผลผลา หนุ่มน้อยคนนี้อาศัยอยู่บนภูเขา แม่ไม่มีเงิน แต่อยากให้ลูกเรียน ก่อนมาโรงเรียนจึงต้องให้ลูกไปแวะเก็บน้ำยางเพื่อหารายได้

ฟาตีมะห์ อาบู คือเด็กหญิงผู้มีความตั้งใจ แต่มีความยากจนเป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะพ่อแม่มีลูกหลายคน ทั้งหมดอาศัยรวมกันอยู่ในเพิงพักที่ต่อจากหลังบ้านของยาย มีขนาดเท่าห้องน้ำเล็ก ๆ ในปั๊มน้ำมัน

คนสุดท้ายคือ พีรพงษ์ ทองพิจิตร เด็กชายอาศัยอยู่กับยาย ตอนเช้าต้องไปเก็บน้ำยางเช่นกัน จนลุยสังเกตว่า ลูกศิษย์มีอาการสลึมสลือด้วยความเหนื่อยจนกระทบต่อการเรียน จึงจัดการคุยกับครอบครัวให้

สังเกตว่าส่วนใหญ่ ‘เด็กเสี่ยงหลุด’ มักอยู่ในระดับประถมศึกษา ด้านบนคือเคสที่ต้องไปตามถึงบ้าน เผชิญหน้ากับคนที่ไม่ต้อนรับด้วยใบหน้าบึ้งตึง แต่ลุยคิดว่า คนที่เขามาหาคือลูก จึงขยันไปอย่างไม่ย่อท้อ ส่วนผลลัพธ์ที่ตามมา คือการเปลี่ยนหน้ามุ่ยให้กลายเป็นมิตรภาพจากทุกบ้านและทุกสวน

เด็กเหล่านี้ได้รับการดูแลที่ดีขึ้นกว่าเก่า แม้จะไม่เข้าขั้นสบาย แต่ก็ทำให้พวกเขาไม่กลายเป็นคนนอก

'ลุย-ธีระพล พงษ์พิมาย' ครูยะลาผู้ใช้ความจนของตนเข้าใจชีวิตเด็ก จุดไฟความหวังให้ชีวิตเด็กด้วยการตามกลับมาเรียน

“ครูสมัยก่อนถูกเปรียบว่าเป็นเรือจ้าง แต่ตอนนี้เราคิดว่าเหมือนโรงสี เพราะเราไม่เลือกสี ข้าวอะไรก็จะทำให้กลายเป็นข้าวที่สวยทุกเม็ด”

ตั้งแต่ลูกศิษย์ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา ครูคนนี้ตั้งใจดูแลให้เติบโตไปอย่างมั่นคง มีผลการเรียนดีเป็นรางวัลที่ทำให้ชื่นใจ จากนั้นจึงกล้าปล่อยมือ แต่ก่อนถึงปลายทางที่หวัง เราเชื่อว่าโรงสีแห่งนี้จะยังทำงานทุกวันไม่มีหยุด เพื่อสานต่อดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง ไม่ให้หวังนั้นดับมอดลงเร็วจนเกินไป

'ลุย-ธีระพล พงษ์พิมาย' ครูยะลาผู้ใช้ความจนของตนเข้าใจชีวิตเด็ก จุดไฟความหวังให้ชีวิตเด็กด้วยการตามกลับมาเรียน

ภาพ : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

Writers

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

รัตน์ชฎา บุญจันทร์

รัตน์ชฎา บุญจันทร์

ชอบลองทำอะไรใหม่ ๆ หลงใหลในการถ่ายภาพ รักในการร้องเพลง อินกับจิตวิทยา และเวลาว่างชอบนอน มี Aka ว่า ‘จะเรินเจิน’

Avatar

เสฎฐวุฒิ สุขสวัสดิ์

นักฝึกเขียน ผู้เป็นทาสแมว ชอบฟังเพลงป๊อป หลงใหลในประวัติศาสตร์ ภาษา และแนวคิดยุโรปสมัยใหม่ พยายามรักการอ่าน และชอบเรียนรู้วัฒนธรรมต่างถิ่นผ่านสื่อสารคดีการท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load