The Cloud x The Hero Season3

ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเด็กๆ ฉันได้พบ กี้-ณัชชา โรจน์วิโรจน์ เจ้าของ ‘BLIX POP’ ของเล่นตัวต่อขนาดยักษ์สำหรับเด็ก มันเหมาะจะให้เด็กๆ ได้ทดลองออกแบบ โยกย้าย และปีนป่าย เด็กๆ จะสนุกกับของเล่นชุดนี้ได้ ถึงแม้ว่าจะกำลังหลับตาอยู่ก็ตาม

ธุรกิจนี้เริ่มต้นในฐานะวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของณัชชาที่ Academy of Art University ในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเธอได้แรงบันดาลใจจากโรงเรียนสอนคนตาบอดแห่งหนึ่ง เธอจึงอยากทำของเล่นสำหรับเด็กอายุ 4 – 8 ขวบ ไม่ใช่แค่สำหรับเด็กปกติหรือเด็กตาบอด แต่เป็นของเล่นของเด็กทุกคน

หลังจากศึกษาหาข้อมูลอย่างหนักหน่วง ณัชชาพัฒนางานออกมาเป็นบล็อก 4 แบบ ประกอบด้วยฐาน ตัวเสริม ขอนไม้ และหญ้า แม้หน้าตาจะเรียบง่าย แต่นำมาพลิกแพลงเล่นได้อย่างไร้ขีดจำกัด รวมถึงช่วยพัฒนาศักยภาพโดยไม่ฝืนนิสัยเด็ก แถมยังเป็นของเล่นที่ทำให้คนหลายคนมามีปฏิสัมพันธ์กันด้วย

ปี พ.ศ. 2561 นี้ BLIX POP เพิ่งได้รับรางวัลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาโลก และรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงรางวัล DEmark จากกรมการค้าระหว่างประเทศด้วย

ทำไมของเล่นชิ้นนี้ถึงกวาดรางวัลมาได้มากมาย ต้องลองไปดูกัน

จุดเริ่มต้น

BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์

ณัชชาเรียนปริญญาตรีด้านการออกแบบภายใน และปริญญาโทด้านการออกแบบอุตสาหกรรมในต่างประเทศ เธอชื่นชอบงานออกแบบ สนใจงานออกแบบทุกประเภท และเคยมีความฝันว่าอยากทำเฟอร์นิเจอร์ไม้สวยเก๋

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเธอมีช่วงว่างจากการศึกษาและเดินทางกลับมาไทย แม่ของเธอชวนเธอไปเป็นอาสาสมัครสอนเด็กในโรงเรียนสอนคนตาบอด เธอจึงได้พบโลกอีกใบที่แตกต่างจากโลกใบเดิมซึ่งเธอเคยชินมาตลอด

ช่วงแรก เธอรู้สึกกลัวและไม่แน่ใจ เพราะเด็กตาบอดแยกย่อยออกเป็นหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมองเห็นมากน้อยต่างกัน เธอต้องปรับเปลี่ยนทั้งวิธีการเข้าหาและการพูดคุยเพื่อให้เด็กๆ เข้าใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอสังเกตว่าพวกเขาก็ทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกับคนตาดีอย่างเธอ

ประสบการณ์ครั้งนั้นสร้างความประทับใจให้เธออย่างมาก ตลอดการพูดคุยเธอมักย้ำออกมาบ่อยๆ ว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กพิเศษ ไม่ได้เหนือหรือต่ำกว่าเด็กกลุ่มอื่นๆ แต่มีความพิเศษเฉพาะตัวแตกต่างไป

ในอีกด้านหนึ่ง เธอมองเห็นของที่อยู่ในสถาบันแห่งนั้นแล้วพบว่า แม้จะมีคนนำของเล่นมาบริจาค แต่แทบไม่มีของเล่นที่ตอบโจทย์ด้านพัฒนาการเด็ก ปัญหาที่ตามมาคือ เด็กตาบอดจะพลาดโอกาสชีวิตหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการออกไปข้างนอก ซึ่งมีสิ่งกีดขวาง พื้นลาดเอียง และผิวสัมผัสหลายแบบ ที่รวมกันแล้วอาจอันตรายหากมองไม่เห็น

“ไหนๆ เราเรียนออกแบบแล้ว ลองออกแบบของเล่นให้เด็กที่พิเศษดีกว่ามั้ย” ณัชชาเล่าว่า โจทย์ของเธอเริ่มมาจากจุดนี้ ในแง่หนึ่ง สิ่งที่ทำให้เธอสนใจคือความท้าทาย เพราะการออกแบบสำหรับเด็กก็ยากอยู่แล้ว เมื่อเป็นเด็กกลุ่มนี้ยิ่งยากมากเข้าไปอีก

เหตุการณ์ในวันนั้นจึงเปลี่ยนความคิดความฝันด้านการออกแบบของณัชชาอย่างสิ้นเชิง กลายมาเป็นนักออกแบบเพื่อเด็กๆ ดังทุกวันนี้

รับรู้โลกต่างกัน เลยต้องการเครื่องมือต่างกัน

“ถ้ามีของเล่นกับเครื่องมือมาให้เด็ก เด็กก็คงเลือกของเล่น” ณัชชาชี้ชวนให้เรานึกถึงบันไดสำหรับทำกายภาพบำบัด แม้จะดีต่อสุขภาพ แต่ใครจะอยากเดินขึ้นลงบันไดเฉยๆ วนไปวนมาอย่างไร้จุดหมาย จะดีกว่าไหมถ้าเราสร้างของเล่นที่นอกจากจะสนุกแล้ว ยังช่วยทำกายภาพบำบัดในรูปแบบคล้ายกันไปในตัว

ภาพฝันของเธอคือของเล่นที่คล้ายการจำลองโลกภายนอกในสภาวะที่ควบคุมได้ การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งนี้คล้ายการลองผิดลองถูก ฝึกใช้ชีวิตประจำวันไปในตัว เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้นและออกไปเผชิญโลกที่ปลอดภัยน้อยลง พวกเขาจะได้เรียนรู้ที่จะอยู่ได้ง่ายขึ้น

“เด็กกลุ่มพิเศษแทบไม่มีโอกาสออกไปเล่นข้างนอกเลย เพราะคนดูแลมีน้อยกว่าเด็ก เขาไม่สามารถดูแลเด็กทั้งหมดพร้อมกันได้” ณัชชาอธิบายที่มาของการสร้างสนามเด็กเล่นในร่ม

ความคิดดังกล่าวก่อตัวขึ้นมาเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ ซึ่งโดนอาจารย์ที่ปรึกษาถามกลับทันทีว่า เธอจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร ทั้งที่ไม่มีความรู้เรื่องเด็กตาบอดเลย

“ตอนนี้เธอก็ทำงานอย่างตาบอดอยู่เหมือนกัน” อาจารย์บอกกับเธอ ทำให้นักออกแบบไฟแรงต้องไปศึกษาอย่างหนักเกี่ยวกับวิธีการเข้าใจโลกของคนตาบอด ว่าแตกต่างจากวิธีที่คนตาดีอย่างเธอใช้อย่างไรบ้าง เธอใช้วิธีเข้าไปขลุกตัวอยู่กับเด็กๆ และลองให้พวกเขาทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันเพื่อสังเกตพฤติกรรม

ณัชชาพบว่า เด็กทั่วไปเริ่มเล่นของเล่นจากการมองสิ่งที่น่าสนใจ แล้วเดินไปหยิบมาลองเล่น ในขณะที่เด็กตาบอดตัดสินใจจากการลองสัมผัส หากสัมผัสแล้วเข้าใจได้เร็ว พวกเขาจะเริ่มติดใจ การออกแบบของเล่นให้เด็กกลุ่มนี้เล่นด้วยได้จึงต้องทำตามสองเงื่อนไขคือ มีสัมผัสที่ดี และมีกลไกที่ไม่ซับซ้อน

ณัชชายังเพิ่มเงื่อนไขให้ตนเองอีกข้อว่า อยากให้ของเล่นชิ้นนี้สร้างความสนุกให้เด็กได้ทุกกลุ่ม รวมถึงเด็กพิเศษประเภทอื่นๆ เช่น เด็กออทิสติก จึงยิ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและสัมผัสที่น่าไว้ใจ

BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์ BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์

ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผู้ใช้

การออกแบบของณัชชาเต็มไปด้วยความเอาใจใส่อย่างลึกซึ้งในทุกแง่

เป้าหมายของ BLIX POP คือให้เด็กๆ เล่นสนุกอย่างอิสระ วัสดุจึงต้องเน้นความปลอดภัย เธอเลือกใช้โฟมปลอดสารพิษ แม้เด็กจะกัดหรือเอาเข้าปากก็ไม่อันตราย แถมชิ้นยังใหญ่จึงไม่ต้องกลัวเด็กกลืน ขณะเดียวกัน ก็ยืดหยุ่นกันกระแทก หากน้องๆ ล้มใส่หรือทำตกใส่เท้าก็จะเจ็บไม่เท่าวัสดุอื่นๆ ณัชชาตระหนักดีว่าโฟมมีปัญหาด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เธอเองก็กำลังคิดวิธีรีไซเคิลที่เหมาะสมอยู่

รูปทรงและสัมผัสของบล็อกทั้ง 4 แบบเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพราะมั่นคงที่สุด ผู้ออกแบบท้าให้ฉันลองขึ้นไปยืนหลับตาอยู่บนบล็อก (ใช่ เจ้าบล็อกรับน้ำหนักได้มาก ผู้ใหญ่ยืนเหยียบก็ไม่ยุบ) ความเท่ากันทุกด้านของจัตุรัสทำให้รับรู้ได้ทันที แม้มองไม่เห็นก็รู้สึกปลอดภัย บล็อกมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักพอสมควร เพื่อให้เด็กได้ออกกำลังเวลาโยกย้าย แต่ไม่หนักเกินจนยกไม่ไหว ด้วยน้ำหนักเท่านี้ เด็กๆ จะยกบล็อกได้พร้อมกันประมาณ 3 บล็อก

เรื่องผิวสัมผัส ณัชชาให้เด็กๆ ตาบอดเลือกเองว่าถูกใจสัมผัสแบบไหนที่สุด จึงได้ลายขอนไม้กับพื้นหญ้าออกมา ซึ่งเป็นสัมผัสที่ดีเพราะใกล้เคียงกับธรรมชาติภายนอก หากเด็กกลุ่มนี้ออกไปเล่นด้านนอกตั้งแต่แรกอาจอันตรายเกินไป การเริ่มจากโลกของ BLIX POP จึงอาจช่วยลดช่องว่างระหว่างโลกปลอดภัยกับโลกจริงได้

กลไกในการต่อบล็อกเน้นความเรียบง่าย แต่ละบล็อกมีรูและส่วนยื่นเพื่อให้ต่อซ้อนกันได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ส่วนตัวฐานสีน้ำเงินมีตัวช่วยในการต่อด้านข้าง คือมีแม่เหล็กช่วยให้ฐานยึดติดกัน รวมถึงมีรูและตุ่มนูนให้จับว่าด้านไหนต้องต่อกับด้านไหน

BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์

BLIX POP จะช่วยเด็กๆ เรื่องความคิดสร้างสรรค์ว่าจะต่อยังไงให้สนุก ต่อเป็นทรงแบบไหนได้บ้าง แล้วเมื่อต่อแล้วบล็อกก็จะเกิดมิติสูงต่ำ ช่วยการเรียนรู้เกี่ยวกับมิติสัมพันธ์ และการฝึกเดินทรงตัว เป็นการพัฒนาทั้งสมองและร่างกายในด้านที่เหมาะกับเด็กๆ กำลังดี

ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากการออกแบบเพียงครั้งเดียวจบ แต่ณัชชาได้ทดลองทำ ทดลองใช้ และแก้ไขปรับเปลี่ยนมาหลายครั้ง จนกลายเป็น BLIX POP ดังที่เห็น และในระหว่างทางการลองผิดลองถูก ณัชชาก็ได้เข้าใจเด็กๆ กลุ่มนี้มากขึ้นอีกด้วย

เปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นธุรกิจ

เมื่อมีสิ่งของที่อยากให้คนใช้แล้ว คงน่าเสียดายหากไม่ถึงมือคนใช้จริง แม้บล็อกเหล่านี้จะมีกลุ่มเป้าหมายที่กว้างอยู่แล้ว ต่อให้เป็นโรงเรียนธรรมดา ไม่ใช่โรงเรียนสำหรับเด็กตาบอด ก็ซื้อไปใช้ได้ แต่ปัญหาคือ ไม่มีทุนตั้งต้น การนำต้นแบบชิ้นเดียวไปผลิตเพิ่มโดยไม่รู้อนาคตเป็นเรื่องเสี่ยงเกินไป

ณัชชาจึงระดมทุนเพื่อแจกของเล่นให้โรงเรียนคนตาบอด 16 โรงเรียนทั่วประเทศ จนได้เงินเพียงพอผลิต ในระยะนี้เป้าหมายของเธอไม่ใช่กำไร แต่เป็นเสียงตอบรับของผู้ใช้ และการเป็นที่รู้จักในวงการของกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย

หลังจากโครงการครั้งนั้น ก็เริ่มมีคนกลุ่มอื่นรับรู้และสนใจงานของเธอมากขึ้น “ตอนแรกว่าจะจบโครงการแล้วจะไปทำงานอย่างอื่นแล้วนะ แต่มันก็ไม่จบแฮะ” ณัชชาพูดขำๆ ก่อนเล่าต่อว่า ผู้คนที่ติดต่อเข้ามาทำให้เธอต้องเริ่มคิดโมเดลธุรกิจใหม่ โดยเลือกใช้การขายแบบตอบโจทย์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของบริษัทต่างๆ เสนอเป็นบริการครบวงจร คือมีตั้งแต่ชิ้นของเล่นสำหรับให้บริจาค เรื่อยไปจนถึงรายงานตอบกลับถึงผลกระทบของการบริจาค ซึ่งตอบโจทย์กับทางบริษัททั้งหลาย และทาง BLIX POP เองก็พอมีรายได้ในระดับที่อยู่ได้

BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์

ล่าสุด โมเดลได้ใช้จริงกับศูนย์การศึกษาพิเศษทั่วประเทศซึ่งมีประจำอยู่ทุกจังหวัด โดยมีผู้สนับสนุนเป็นองค์กร มูลนิธิ กองทุน และบุคคลทั่วไป จากการผลิตแค่ 10 กว่าชุด จึงขยายไปเป็นเกือบร้อย และศูนย์เหล่านี้ก็ดูแลเด็กพิเศษทั้ง 9 ด้าน ไม่ใช่เพียงเด็กตาบอด กลุ่มผู้ใช้จึงขยายกว้างออกไปอีก และศูนย์เหล่านี้มักจะมีกิจกรรมข้ามศูนย์ เจ้าบล็อก 4 สีจึงขยายจากการแค่เชื่อมต่อกันเอง ไปสู่การเชื่อมต่อจนเกิดความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ทั้งกับเด็กและครู พวกเขาได้คุยกัน แลกเปลี่ยนวิธีการใช้เครื่องเล่นพวกนี้ รวมถึงมาร่วมเล่นด้วยกัน

ธุรกิจของ BLIX POP ไม่ได้จบเพียงแค่ในประเทศเท่านั้น ยังขยายไปถึงประเทศอื่นๆ ด้วย โดยเน้นการจัดจำหน่ายกระจายไปเป็นหลัก ตัวแทนจากญี่ปุ่นที่เข้ามาติดต่อ ก็จะเป็นการทำสัญญาเพื่อให้เขานำของเล่นไปขายเอง

ถึงจะขยายไปมาก สิ่งที่ณัชชาให้ความสำคัญก็ยังมั่นคงอยู่ที่เรื่องประสบการณ์จริงของผู้ใช้ เธอเล่าให้ฟังถึงภาพที่ประทับใจจากการออกร้านตามอีเวนต์ต่างๆ ทำให้เธอได้เห็นคุณพ่อมาเล่นต่อบล็อกกับลูก เธอเดาว่า เพราะเป็นของเล่นที่ผู้ชายโตแล้วก็เล่นได้โดยไม่เขินเท่าไร พวกเขาจึงดูมีความสุขมาก เพราะเจอของเล่นที่เล่นกับลูกๆ ได้แล้ว

ผ่านมาร่วม 2 ปี ธุรกิจขยายขนาดอย่างรวดเร็ว จนทีมงานต้องทำงานกันหัวหมุน แต่ในการทำธุรกิจทั้งหมดนี้ ความฝันของณัชชาในฐานะนักออกแบบก็ยังคงอยู่ หากวันไหนธุรกิจเริ่มมั่นคงกว่านี้ ณัชชายังอยากกลับไปสวมหมวกนักออกแบบอีก จะเป็นการคิดตัวต่อที่มีรูปทรงอื่น ผิวสัมผัสแบบอื่น ของเล่นที่ใช้วัสดุประเภทอื่น รูปแบบการเล่นอื่น หรืออะไรก็ตาม ตราบใดที่เธอยังรู้สึกตื่นเต้นกับการออกแบบสิ่งใหม่ๆ อยู่ ก็ยังมีความเป็นไปได้อีกมากมาย

ณัชชามองว่า BLIX POP ยังเป็นของเล่นที่ไม่ถึงกับครอบคลุมเด็ก ‘ทุกกลุ่ม’ เธออยากศึกษาและพัฒนาของเล่นเพื่อรวมคนกลุ่มอื่นเข้ามาด้วย บันไดขั้นต่อไปจึงน่าจะเป็นการร่วมมือกับกลุ่มเด็กที่ป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น ร่วมมือกับสถาบันเด็กโรคมะเร็ง เป็นต้น

จากจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่ไม่เห็นว่ามีของเล่นสำหรับเด็กตาบอด เธอก็ลงมือทำให้มันเกิดขึ้น ตอนนี้เธอก็ขยับเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้น เมื่อเธอเห็นว่า ยังไม่มีของเล่นสำหรับเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมจริงๆ

เธอก็จะทำให้เกิดขึ้นด้วยมือของเธอเอง

ขอบคุณสถานที่ Montesseri Play and Learn

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทั้งเราและคุณต่างรู้ดีว่า ปัญหาเกี่ยวกับผู้พิการทางสายตาไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย และทุกวันนี้ก็มีคนที่ลงไปช่วยแก้ปัญหาอยู่มากมาย แต่เหตุผลที่เราสนใจสิ่งที่ หลุยส์-กฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์ กำลังทำนั่นเพราะเป็น ‘คำตอบ’ จากคนตัวเล็กๆ ที่มีวิธีคิดและทำสร้างสรรค์ ทั้งยังเติบโตต่อยอดกลายเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้ใครก็เข้ามามีส่วนร่วมได้

สิ่งที่หลุยส์ทำเรียกว่า The Blind Theatre

ละครที่คนตาบอดเล่นงั้นเหรอ? คุณอาจสงสัย

The Blind Theatre The Blind Theatre

ทั้งใช่และไม่ใช่ เพราะนี่คือละครที่คนตาดีและคนตาบอดร่วมกันทำ โดยมีจุดเริ่มเริ่มต้นที่ ‘ความมืด’ พื้นที่ที่คนตาบอดจะไม่ได้เป็นเพียงผู้รับ แต่ได้ลงมือทำและสร้างประสบการณ์ไปพร้อมกับคนตาดี

จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้เกิดขึ้นหลังหลุยส์เรียนจบด้านการแสดงและมองหาวิธีที่การแสดงจะกลายมาเป็นอาชีพเลี้ยงตัว ตอนนั้นเอง เขาได้เจอกับ ท็อฟฟี่ ผู้พิการทางสายตาในโครงการอาสาสมัครโครงการหนึ่ง และพบว่าเด็กคนนี้ฝันอยากเปลี่ยนแปลงสังคม จึงเลือกเรียนรัฐศาสตร์เพื่อไปเป็นนักการเมือง

“มันเซอร์ไพรส์มาก คิดดูสิ ในชีวิตเรามีคนตาดีสักกี่เปอร์เซ็นต์กันที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมแล้วจะไปเป็นนักการเมือง แต่ท็อฟฟี่คิด” หลุยส์บอก

มากกว่าตื่นเต้นในความคิดอีกฝ่าย หลุยส์เองก็อยากลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงสังคมเช่นกัน เพียงแต่เครื่องมือที่รู้จักคุ้นเคยคือ การแสดง ชายหนุ่มจึงแนะนำให้ท็อฟฟี่รู้จักเครื่องมือนี้

“เราเริ่มแชร์ประเด็นว่า ถ้าเป็นคนตัวเล็กที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ที่จริงไม่ต้องเป็นนักการเมืองก็ได้ หนังหรือละครเวทีก็เป็นสื่อกลางเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงสังคมได้ พูดไปตอนแรกท็อฟฟี่ยังไม่เข้าใจเลยว่าละครเวทีกับวิทยุและหนังมันอันเดียวกันไหม เขาไม่เคยดู เราเลยบอกว่าไม่เป็นไร มาหาวิธีทำร่วมกัน” หลุยส์อธิบาย

นอกจากเชื่อมั่นในละครเวที หลุยส์ยังมองว่าหลายครั้งเมื่อเราช่วยเหลือสังคม ความช่วยเหลือนั้นเป็นการให้ฝ่ายเดียว แต่ที่จริงแล้ว การร่วมกันแก้ปัญหาต่างหากที่จะทำให้คนที่เราช่วยรู้สึกได้รับโอกาส เขาจะได้เป็นผู้ให้และรับพร้อมกัน และสร้างความสัมพันธ์ก็จะทำให้การช่วยเหลือนั้นยั่งยืนและเกิดขึ้นต่อเนื่องด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น หลุยส์ยังเชื่อว่าสิ่งที่เขาจะทำควรเอื้อให้คนตาดีและผู้พิการทางสายตามีส่วนร่วมกันอย่างเท่าเทียม

“ถ้าเราบังเอิญไปเจอคนที่มีฝันเดียวกัน แล้วอยากร่วมทางฝันกับเขาไปเรื่อยๆ เรารู้สึกว่ารูปแบบที่มีต้องไม่เอื้อให้ใครรู้สึกนำใครมากเกินไป” ชายหนุ่มบอก

The Blind Theatre จึงเกิดขึ้น ในรูปแบบที่ไม่ใช่แค่การให้คนตาบอดมายืนบนเวที หรือไปสอนการแสดงให้พวกเขาเฉยๆ หลุยส์พยายามหาจุดศูนย์กลางที่จะทำให้คนตาดีและคนตาบอดแสดง รวมถึงรับชมละครอย่างเท่าเทียม จนพบกับ ‘ความมืด’ ที่ทำให้ The Blind Theatre เป็นละครเวทีของทุกคน

The Blind Theatre

“คนตาบอดเขามีความมืดอยู่แล้ว คนตาดีพอหลับตาเราก็เท่ากัน มืดเหมือนกัน ความมืดเป็นของทุกคน ละครของเราจึงแสดงและรับชมในความมืด” หลุยส์กล่าว

เขาพยายามทำละครร่วมกับคนตาบอดสำเร็จ จนเกิดเป็นละครเวที “เรื่องเล่าจากหิ่งห้อย” ละครในความมืดที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก บทเพลง “นิทานหิ่งห้อย” ของศิลปินเฉลียง และภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Grave of the Fireflies เขาเริ่มต้นจากแสดงในโรงละครมหาวิทยาลัยไม่กี่รอบ มีคนดูจำนวนหนึ่ง โดยจัดทำภายใต้ชื่อ Volunteer for ME  

1 ปีผ่านไป หลุยส์ยังอยากพัฒนาสิ่งที่ทำ เขารีสเตจการแสดงขึ้นอีกครั้ง โดยคราวนี้ใช้ชื่อว่า The Blind Theatre เต็มปากเต็มคำ การแสดงครั้งนี้ฮอตฮิต แต่หลังจบละคร หลุยส์กลับเลือกที่จะหยุดเพื่อตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่ได้จากการทำละครคืออะไร  แม้ภาพที่คนดูเห็นจะประสบความสำเร็จ แต่เขากลับพบว่าการร่วมทำงานกับผู้พิการทางสายตาแบบ ‘ห้าสิบห้าสิบ’ นั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

สุดท้าย หลุยส์เลือกหยุดทำละครเพื่อตามหาความหมายและรูปแบบละครเวทีที่เขาต้องการ แล้วระหว่างทางนั้นเอง เขาก็ได้เห็นปัญหาที่แท้จริงของผู้พิการทางสายตา นั่นคือทุกคนเฝ้ารอโอกาสบางอย่าง เพราะสิ่งที่เป็นอยู่อาจไม่ใช่สิ่งที่พอใจที่สุด แต่การจะลุกขึ้นไปหาการเปลี่ยนแปลงหรือทางเลือกใหม่ก็ไม่ง่าย

แน่นอนว่าการมีโอกาสเล่นละครเวทีอาจเป็นทางออกหนึ่ง แต่หลุยส์ตั้งคำถามขึ้นว่า จะเป็นยังไงหากเราสร้างทางเลือกและปรากฏการณ์แบบเดียวกับ ‘นิทานหิ่งห้อย’ ได้ด้วยเครื่องมือแบบอื่นๆ

“คนตาบอดไมได้อยากทำแค่ละครเวที เขายังมีอีกหลายอย่างที่อยากลองทำในชีวิต ซึ่งถ้าเขาไม่ได้ต้องการแค่นี้แต่ต้องการทางเลือกบางอย่าง คนที่จะมาตอบปัญหานี้ได้ก็ไม่ใช่แค่พวกเราแล้ว แต่คือทุกคนในสังคม” หลุยส์แจกแจงความคิด

The Blind Theatre The Blind Theatre

แล้ว The Blind Theatre ก็พัฒนาสู่ The Blind Theatre School

ไม่ใช่เวทีหรือที่นั่งในโรงละคร แต่คือพื้นที่ซึ่งเชื้อเชิญให้คนในสังคมมาออกแบบกิจกรรมให้คนตาดีและผู้พิการทางสายตาทำร่วมกัน (นั่นแปลว่าผู้พิการทางสายตาก็เสนอกิจกรรมสนุกเข้ามาได้) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการแสดงอย่างเดียว เป้าหมายที่หลุยส์วางไว้คือ กิจกรรมเหล่านี้จะสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้ผู้คนได้ และในอนาคต เขาหวังจะต่อยอดมันสู่กิจการเพื่อสังคมด้วย

“มันไม่ได้มีความหมายแค่ทำแล้วเจอทักษะใหม่ๆ เจอความตื่นเต้นนะ ถ้าสิ่งที่คุณออกแบบร่วมกันมันดันเวิร์กหรือไปต่อได้ นั่นหมายถึงว่า สังคมไทยจะมีอาชีพทางเลือกใหม่ขึ้นมา ไม่ใช่แค่สำหรับคนตาบอด แต่รวมถึงสำหรับคนตาดีด้วย” หลุยส์ชี้ให้เราเห็น 

หลังโครงการนี้เริ่มต้นไม่นาน ก็มีผู้สนใจส่งไอเดียกิจกรรมเข้ามากมาย ทีมงาน The Blind Theatre กำลังง่วนอยู่กับการเก็บข้อมูล เพื่อรวบรวมกลุ่มคนที่สนใจกิจกรรมคล้ายกัน เช่น การทำหนัง ทำอาหาร ทำละครเวที มาจัดเป็นเวิร์กช็อปเพื่อพูดคุยวางแผน หาแนวทางให้กิจกรรมต่อไป รวมทั้งยังคงไม่หยุดมองหากิจกรรมอื่นๆ ที่หลากหลาย

และนั่นหมายความว่า คุณเองก็ก้าวเข้าร่วมรั้วโรงเรียน Blind Theatre School ได้เช่นกัน

The Blind Theatre

Facebook l The Blind Theatre Thailnad

Writer

Avatar

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

นักศึกษาฝึกงานรหัส 001 ที่ใส่ต่างหูห่วงตลอดเวลา วางแผนจะอุทิศปัจจุบันและอนาคตให้การเขียน

Photographer

Avatar

กมลชนก คัชมาตย์

นักศึกษาฝึกงานเอกภาพยนตร์ มนุษย์ 24 บุคลิก รักการอ่านมาก แต่รักแมวมากกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load