The Cloud x The Hero Season3

ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเด็กๆ ฉันได้พบ กี้-ณัชชา โรจน์วิโรจน์ เจ้าของ ‘BLIX POP’ ของเล่นตัวต่อขนาดยักษ์สำหรับเด็ก มันเหมาะจะให้เด็กๆ ได้ทดลองออกแบบ โยกย้าย และปีนป่าย เด็กๆ จะสนุกกับของเล่นชุดนี้ได้ ถึงแม้ว่าจะกำลังหลับตาอยู่ก็ตาม

ธุรกิจนี้เริ่มต้นในฐานะวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของณัชชาที่ Academy of Art University ในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเธอได้แรงบันดาลใจจากโรงเรียนสอนคนตาบอดแห่งหนึ่ง เธอจึงอยากทำของเล่นสำหรับเด็กอายุ 4 – 8 ขวบ ไม่ใช่แค่สำหรับเด็กปกติหรือเด็กตาบอด แต่เป็นของเล่นของเด็กทุกคน

หลังจากศึกษาหาข้อมูลอย่างหนักหน่วง ณัชชาพัฒนางานออกมาเป็นบล็อก 4 แบบ ประกอบด้วยฐาน ตัวเสริม ขอนไม้ และหญ้า แม้หน้าตาจะเรียบง่าย แต่นำมาพลิกแพลงเล่นได้อย่างไร้ขีดจำกัด รวมถึงช่วยพัฒนาศักยภาพโดยไม่ฝืนนิสัยเด็ก แถมยังเป็นของเล่นที่ทำให้คนหลายคนมามีปฏิสัมพันธ์กันด้วย

ปี พ.ศ. 2561 นี้ BLIX POP เพิ่งได้รับรางวัลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาโลก และรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงรางวัล DEmark จากกรมการค้าระหว่างประเทศด้วย

ทำไมของเล่นชิ้นนี้ถึงกวาดรางวัลมาได้มากมาย ต้องลองไปดูกัน

จุดเริ่มต้น

BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์

ณัชชาเรียนปริญญาตรีด้านการออกแบบภายใน และปริญญาโทด้านการออกแบบอุตสาหกรรมในต่างประเทศ เธอชื่นชอบงานออกแบบ สนใจงานออกแบบทุกประเภท และเคยมีความฝันว่าอยากทำเฟอร์นิเจอร์ไม้สวยเก๋

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเธอมีช่วงว่างจากการศึกษาและเดินทางกลับมาไทย แม่ของเธอชวนเธอไปเป็นอาสาสมัครสอนเด็กในโรงเรียนสอนคนตาบอด เธอจึงได้พบโลกอีกใบที่แตกต่างจากโลกใบเดิมซึ่งเธอเคยชินมาตลอด

ช่วงแรก เธอรู้สึกกลัวและไม่แน่ใจ เพราะเด็กตาบอดแยกย่อยออกเป็นหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมองเห็นมากน้อยต่างกัน เธอต้องปรับเปลี่ยนทั้งวิธีการเข้าหาและการพูดคุยเพื่อให้เด็กๆ เข้าใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอสังเกตว่าพวกเขาก็ทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกับคนตาดีอย่างเธอ

ประสบการณ์ครั้งนั้นสร้างความประทับใจให้เธออย่างมาก ตลอดการพูดคุยเธอมักย้ำออกมาบ่อยๆ ว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กพิเศษ ไม่ได้เหนือหรือต่ำกว่าเด็กกลุ่มอื่นๆ แต่มีความพิเศษเฉพาะตัวแตกต่างไป

ในอีกด้านหนึ่ง เธอมองเห็นของที่อยู่ในสถาบันแห่งนั้นแล้วพบว่า แม้จะมีคนนำของเล่นมาบริจาค แต่แทบไม่มีของเล่นที่ตอบโจทย์ด้านพัฒนาการเด็ก ปัญหาที่ตามมาคือ เด็กตาบอดจะพลาดโอกาสชีวิตหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการออกไปข้างนอก ซึ่งมีสิ่งกีดขวาง พื้นลาดเอียง และผิวสัมผัสหลายแบบ ที่รวมกันแล้วอาจอันตรายหากมองไม่เห็น

“ไหนๆ เราเรียนออกแบบแล้ว ลองออกแบบของเล่นให้เด็กที่พิเศษดีกว่ามั้ย” ณัชชาเล่าว่า โจทย์ของเธอเริ่มมาจากจุดนี้ ในแง่หนึ่ง สิ่งที่ทำให้เธอสนใจคือความท้าทาย เพราะการออกแบบสำหรับเด็กก็ยากอยู่แล้ว เมื่อเป็นเด็กกลุ่มนี้ยิ่งยากมากเข้าไปอีก

เหตุการณ์ในวันนั้นจึงเปลี่ยนความคิดความฝันด้านการออกแบบของณัชชาอย่างสิ้นเชิง กลายมาเป็นนักออกแบบเพื่อเด็กๆ ดังทุกวันนี้

รับรู้โลกต่างกัน เลยต้องการเครื่องมือต่างกัน

“ถ้ามีของเล่นกับเครื่องมือมาให้เด็ก เด็กก็คงเลือกของเล่น” ณัชชาชี้ชวนให้เรานึกถึงบันไดสำหรับทำกายภาพบำบัด แม้จะดีต่อสุขภาพ แต่ใครจะอยากเดินขึ้นลงบันไดเฉยๆ วนไปวนมาอย่างไร้จุดหมาย จะดีกว่าไหมถ้าเราสร้างของเล่นที่นอกจากจะสนุกแล้ว ยังช่วยทำกายภาพบำบัดในรูปแบบคล้ายกันไปในตัว

ภาพฝันของเธอคือของเล่นที่คล้ายการจำลองโลกภายนอกในสภาวะที่ควบคุมได้ การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งนี้คล้ายการลองผิดลองถูก ฝึกใช้ชีวิตประจำวันไปในตัว เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้นและออกไปเผชิญโลกที่ปลอดภัยน้อยลง พวกเขาจะได้เรียนรู้ที่จะอยู่ได้ง่ายขึ้น

“เด็กกลุ่มพิเศษแทบไม่มีโอกาสออกไปเล่นข้างนอกเลย เพราะคนดูแลมีน้อยกว่าเด็ก เขาไม่สามารถดูแลเด็กทั้งหมดพร้อมกันได้” ณัชชาอธิบายที่มาของการสร้างสนามเด็กเล่นในร่ม

ความคิดดังกล่าวก่อตัวขึ้นมาเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ ซึ่งโดนอาจารย์ที่ปรึกษาถามกลับทันทีว่า เธอจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร ทั้งที่ไม่มีความรู้เรื่องเด็กตาบอดเลย

“ตอนนี้เธอก็ทำงานอย่างตาบอดอยู่เหมือนกัน” อาจารย์บอกกับเธอ ทำให้นักออกแบบไฟแรงต้องไปศึกษาอย่างหนักเกี่ยวกับวิธีการเข้าใจโลกของคนตาบอด ว่าแตกต่างจากวิธีที่คนตาดีอย่างเธอใช้อย่างไรบ้าง เธอใช้วิธีเข้าไปขลุกตัวอยู่กับเด็กๆ และลองให้พวกเขาทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันเพื่อสังเกตพฤติกรรม

ณัชชาพบว่า เด็กทั่วไปเริ่มเล่นของเล่นจากการมองสิ่งที่น่าสนใจ แล้วเดินไปหยิบมาลองเล่น ในขณะที่เด็กตาบอดตัดสินใจจากการลองสัมผัส หากสัมผัสแล้วเข้าใจได้เร็ว พวกเขาจะเริ่มติดใจ การออกแบบของเล่นให้เด็กกลุ่มนี้เล่นด้วยได้จึงต้องทำตามสองเงื่อนไขคือ มีสัมผัสที่ดี และมีกลไกที่ไม่ซับซ้อน

ณัชชายังเพิ่มเงื่อนไขให้ตนเองอีกข้อว่า อยากให้ของเล่นชิ้นนี้สร้างความสนุกให้เด็กได้ทุกกลุ่ม รวมถึงเด็กพิเศษประเภทอื่นๆ เช่น เด็กออทิสติก จึงยิ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและสัมผัสที่น่าไว้ใจ

BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์ BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์

ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผู้ใช้

การออกแบบของณัชชาเต็มไปด้วยความเอาใจใส่อย่างลึกซึ้งในทุกแง่

เป้าหมายของ BLIX POP คือให้เด็กๆ เล่นสนุกอย่างอิสระ วัสดุจึงต้องเน้นความปลอดภัย เธอเลือกใช้โฟมปลอดสารพิษ แม้เด็กจะกัดหรือเอาเข้าปากก็ไม่อันตราย แถมชิ้นยังใหญ่จึงไม่ต้องกลัวเด็กกลืน ขณะเดียวกัน ก็ยืดหยุ่นกันกระแทก หากน้องๆ ล้มใส่หรือทำตกใส่เท้าก็จะเจ็บไม่เท่าวัสดุอื่นๆ ณัชชาตระหนักดีว่าโฟมมีปัญหาด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เธอเองก็กำลังคิดวิธีรีไซเคิลที่เหมาะสมอยู่

รูปทรงและสัมผัสของบล็อกทั้ง 4 แบบเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพราะมั่นคงที่สุด ผู้ออกแบบท้าให้ฉันลองขึ้นไปยืนหลับตาอยู่บนบล็อก (ใช่ เจ้าบล็อกรับน้ำหนักได้มาก ผู้ใหญ่ยืนเหยียบก็ไม่ยุบ) ความเท่ากันทุกด้านของจัตุรัสทำให้รับรู้ได้ทันที แม้มองไม่เห็นก็รู้สึกปลอดภัย บล็อกมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักพอสมควร เพื่อให้เด็กได้ออกกำลังเวลาโยกย้าย แต่ไม่หนักเกินจนยกไม่ไหว ด้วยน้ำหนักเท่านี้ เด็กๆ จะยกบล็อกได้พร้อมกันประมาณ 3 บล็อก

เรื่องผิวสัมผัส ณัชชาให้เด็กๆ ตาบอดเลือกเองว่าถูกใจสัมผัสแบบไหนที่สุด จึงได้ลายขอนไม้กับพื้นหญ้าออกมา ซึ่งเป็นสัมผัสที่ดีเพราะใกล้เคียงกับธรรมชาติภายนอก หากเด็กกลุ่มนี้ออกไปเล่นด้านนอกตั้งแต่แรกอาจอันตรายเกินไป การเริ่มจากโลกของ BLIX POP จึงอาจช่วยลดช่องว่างระหว่างโลกปลอดภัยกับโลกจริงได้

กลไกในการต่อบล็อกเน้นความเรียบง่าย แต่ละบล็อกมีรูและส่วนยื่นเพื่อให้ต่อซ้อนกันได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ส่วนตัวฐานสีน้ำเงินมีตัวช่วยในการต่อด้านข้าง คือมีแม่เหล็กช่วยให้ฐานยึดติดกัน รวมถึงมีรูและตุ่มนูนให้จับว่าด้านไหนต้องต่อกับด้านไหน

BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์

BLIX POP จะช่วยเด็กๆ เรื่องความคิดสร้างสรรค์ว่าจะต่อยังไงให้สนุก ต่อเป็นทรงแบบไหนได้บ้าง แล้วเมื่อต่อแล้วบล็อกก็จะเกิดมิติสูงต่ำ ช่วยการเรียนรู้เกี่ยวกับมิติสัมพันธ์ และการฝึกเดินทรงตัว เป็นการพัฒนาทั้งสมองและร่างกายในด้านที่เหมาะกับเด็กๆ กำลังดี

ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากการออกแบบเพียงครั้งเดียวจบ แต่ณัชชาได้ทดลองทำ ทดลองใช้ และแก้ไขปรับเปลี่ยนมาหลายครั้ง จนกลายเป็น BLIX POP ดังที่เห็น และในระหว่างทางการลองผิดลองถูก ณัชชาก็ได้เข้าใจเด็กๆ กลุ่มนี้มากขึ้นอีกด้วย

เปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นธุรกิจ

เมื่อมีสิ่งของที่อยากให้คนใช้แล้ว คงน่าเสียดายหากไม่ถึงมือคนใช้จริง แม้บล็อกเหล่านี้จะมีกลุ่มเป้าหมายที่กว้างอยู่แล้ว ต่อให้เป็นโรงเรียนธรรมดา ไม่ใช่โรงเรียนสำหรับเด็กตาบอด ก็ซื้อไปใช้ได้ แต่ปัญหาคือ ไม่มีทุนตั้งต้น การนำต้นแบบชิ้นเดียวไปผลิตเพิ่มโดยไม่รู้อนาคตเป็นเรื่องเสี่ยงเกินไป

ณัชชาจึงระดมทุนเพื่อแจกของเล่นให้โรงเรียนคนตาบอด 16 โรงเรียนทั่วประเทศ จนได้เงินเพียงพอผลิต ในระยะนี้เป้าหมายของเธอไม่ใช่กำไร แต่เป็นเสียงตอบรับของผู้ใช้ และการเป็นที่รู้จักในวงการของกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย

หลังจากโครงการครั้งนั้น ก็เริ่มมีคนกลุ่มอื่นรับรู้และสนใจงานของเธอมากขึ้น “ตอนแรกว่าจะจบโครงการแล้วจะไปทำงานอย่างอื่นแล้วนะ แต่มันก็ไม่จบแฮะ” ณัชชาพูดขำๆ ก่อนเล่าต่อว่า ผู้คนที่ติดต่อเข้ามาทำให้เธอต้องเริ่มคิดโมเดลธุรกิจใหม่ โดยเลือกใช้การขายแบบตอบโจทย์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของบริษัทต่างๆ เสนอเป็นบริการครบวงจร คือมีตั้งแต่ชิ้นของเล่นสำหรับให้บริจาค เรื่อยไปจนถึงรายงานตอบกลับถึงผลกระทบของการบริจาค ซึ่งตอบโจทย์กับทางบริษัททั้งหลาย และทาง BLIX POP เองก็พอมีรายได้ในระดับที่อยู่ได้

BLIX POP, ธุรกิจของเล่น, กี้ ณัชชา โรจน์วิโรจน์

ล่าสุด โมเดลได้ใช้จริงกับศูนย์การศึกษาพิเศษทั่วประเทศซึ่งมีประจำอยู่ทุกจังหวัด โดยมีผู้สนับสนุนเป็นองค์กร มูลนิธิ กองทุน และบุคคลทั่วไป จากการผลิตแค่ 10 กว่าชุด จึงขยายไปเป็นเกือบร้อย และศูนย์เหล่านี้ก็ดูแลเด็กพิเศษทั้ง 9 ด้าน ไม่ใช่เพียงเด็กตาบอด กลุ่มผู้ใช้จึงขยายกว้างออกไปอีก และศูนย์เหล่านี้มักจะมีกิจกรรมข้ามศูนย์ เจ้าบล็อก 4 สีจึงขยายจากการแค่เชื่อมต่อกันเอง ไปสู่การเชื่อมต่อจนเกิดความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ทั้งกับเด็กและครู พวกเขาได้คุยกัน แลกเปลี่ยนวิธีการใช้เครื่องเล่นพวกนี้ รวมถึงมาร่วมเล่นด้วยกัน

ธุรกิจของ BLIX POP ไม่ได้จบเพียงแค่ในประเทศเท่านั้น ยังขยายไปถึงประเทศอื่นๆ ด้วย โดยเน้นการจัดจำหน่ายกระจายไปเป็นหลัก ตัวแทนจากญี่ปุ่นที่เข้ามาติดต่อ ก็จะเป็นการทำสัญญาเพื่อให้เขานำของเล่นไปขายเอง

ถึงจะขยายไปมาก สิ่งที่ณัชชาให้ความสำคัญก็ยังมั่นคงอยู่ที่เรื่องประสบการณ์จริงของผู้ใช้ เธอเล่าให้ฟังถึงภาพที่ประทับใจจากการออกร้านตามอีเวนต์ต่างๆ ทำให้เธอได้เห็นคุณพ่อมาเล่นต่อบล็อกกับลูก เธอเดาว่า เพราะเป็นของเล่นที่ผู้ชายโตแล้วก็เล่นได้โดยไม่เขินเท่าไร พวกเขาจึงดูมีความสุขมาก เพราะเจอของเล่นที่เล่นกับลูกๆ ได้แล้ว

ผ่านมาร่วม 2 ปี ธุรกิจขยายขนาดอย่างรวดเร็ว จนทีมงานต้องทำงานกันหัวหมุน แต่ในการทำธุรกิจทั้งหมดนี้ ความฝันของณัชชาในฐานะนักออกแบบก็ยังคงอยู่ หากวันไหนธุรกิจเริ่มมั่นคงกว่านี้ ณัชชายังอยากกลับไปสวมหมวกนักออกแบบอีก จะเป็นการคิดตัวต่อที่มีรูปทรงอื่น ผิวสัมผัสแบบอื่น ของเล่นที่ใช้วัสดุประเภทอื่น รูปแบบการเล่นอื่น หรืออะไรก็ตาม ตราบใดที่เธอยังรู้สึกตื่นเต้นกับการออกแบบสิ่งใหม่ๆ อยู่ ก็ยังมีความเป็นไปได้อีกมากมาย

ณัชชามองว่า BLIX POP ยังเป็นของเล่นที่ไม่ถึงกับครอบคลุมเด็ก ‘ทุกกลุ่ม’ เธออยากศึกษาและพัฒนาของเล่นเพื่อรวมคนกลุ่มอื่นเข้ามาด้วย บันไดขั้นต่อไปจึงน่าจะเป็นการร่วมมือกับกลุ่มเด็กที่ป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น ร่วมมือกับสถาบันเด็กโรคมะเร็ง เป็นต้น

จากจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่ไม่เห็นว่ามีของเล่นสำหรับเด็กตาบอด เธอก็ลงมือทำให้มันเกิดขึ้น ตอนนี้เธอก็ขยับเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้น เมื่อเธอเห็นว่า ยังไม่มีของเล่นสำหรับเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมจริงๆ

เธอก็จะทำให้เกิดขึ้นด้วยมือของเธอเอง

ขอบคุณสถานที่ Montesseri Play and Learn

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

เสียงฉึบฉับสลับกับเสียงพูดคุยยิ้มหัว ฝักเขียวลูกอวบถูกจัดแจงปอกเปลือกและหั่นท่อนโยนลงตะกร้าล้างผักสีฉูดฉาด เบื้องหลังพ่อครัว แม่ครัว และลูกมืออาสา เป็นชั้นวางของที่มีขบวนฝักเขียวปนมะละกอ นอนเรียงซ้อนยึดครองช่องว่างทั่วทั้งชั้น

เหล่านี้คือผักผลไม้บางส่วนซึ่งเดินทางมาถึงร้านสนิมทุนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน กองพะเนินบนท้ายกระบะคันแกร่งส่งตรงจากท้องไร่หมุนเวียนของเกษรกรหมู่บ้านแม่หมีและแม่ต๋อม จังหวัดลำปาง ชุมชนที่มีผลิตผลเพียงพอเอื้อเฟื้อแบ่งปัน อีกส่วนมาจากชุมชนกะเบอะดิน จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ กอปรกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 บีบบังคับให้จำต้องปิดหมู่บ้าน ทุกคนจึงยินดีแลกเปลี่ยนสินทรัพย์บนผืนดินทำกินกับเกลือ เครื่องปรุงรส ที่ต้องการมากสุดในยามนี้

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

แม้พืชผลที่หอบหิ้วมาจนเต็ม 2 คันรถอาจไม่ได้มีมูลค่ามากมายเท่าใดนักในมุมของผู้ให้ แต่สำหรับ ‘ปั๋นอิ่ม’ นี่คือสิ่งมีค่าและความหมาย ซึ่งกำลังจะกลายไปเป็นอาหารช่วยเหลือหลายชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบากจากโควิด-19 ในเมืองเชียงใหม่

มองผิวเผิน ภารกิจของอาสาสมัครเล็กๆ กลุ่มนี้ อาจดูคล้ายกับผู้คนอีกมากมายที่ลุกขึ้นมาแจกอาหารปันน้ำใจในช่วงเกิดภาวะวิกฤต แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างคือ แนวทางการหยิบยื่นอันเน้นย้ำเรื่อง การไม่แจกฟรีและไม่ขอรับบริจาค 

ทว่าให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนแบ่งปันอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างกลไกระบบหมุนเวียนอาหารสำหรับรับมือภาวะวิกฤต พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคบนพื้นฐานของความเข้าใจ โดยมีปลายทางคือความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

ปั๋นหา

ผมมาถึงร้านสนิมทุนตามนัดหมายในเวลาบ่ายคล้อย ที่นี่คือพื้นที่ที่กลุ่มปั๋นอิ่มปักหมุดเป็นจุดรวบรวมวัตถุดิบจากชุมชน ครัวกลางสำหรับแปรรูปอาหาร เปิดแผงจำหน่ายพืชผักราคาถูก และก่อนนั้น เอ็น-นันทชาติ หนูศรีแก้ว เจ้าที่หน้ามูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย หนึ่งในโต้โผหลักของกลุ่มเล่าว่า ยังเคยอาศัยใช้เป็นสถานผลิตอาหารแจกจ่ายพี่น้องคนไร้บ้านเชียงใหม่ บริเวณกาดหลวง ช้างเผือก และท่าแพ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์กิจการร้านค้า ซึ่งพลอยให้ขาดรายได้และเข้าถึงอาหารยากลำบาก ปรากฏว่าไม่ได้มีแค่คนไร้บ้าน ทว่ายังมีบรรดาแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ผู้อยู่อาศัยในห้องเช่าราคาถูกและชุมชนแออัด มารับบริการด้วย

จุดนี้เองเป็นเสมือนการเริ่มตั้งไข่ปั๋นอิ่ม โดยการลงขันความคิดของคนหลากสาขาอาชีพ ตั้งแต่นักพัฒนาสังคม นักเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงทางอาหารท้องถิ่น ผู้ประกอบการ อาจารย์ นักศึกษา รวมทั้งอาสาสมัครรุ่นใหม่ ผู้ตระหนักถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต ซึ่งขยับขยายใหญ่และใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น

“เมื่อก่อนเวลาพูดเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เราจะนึกถึงการเข้าถึงอาหารที่ดี ปลอดภัย ในราคาเป็นธรรม แต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่ใช่ เพราะคนเริ่มไม่มีจะกินกันแล้ว ความหมายของความมั่นคงจึงหมายถึงการมีกินในแต่ละวันจริงๆ” อู๊ด-ชวิศา อุตตะมัง นักเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงทางอาหารท้องถิ่นและแม่ครัวปั๋นอิ่ม ขยายมุมมองด้านความมั่นคงทางอาหารยุคโควิด-19

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

ประจวบเหมาะกับทางมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ซึ่งทำงานกับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่สูง กำลังมีแผนช่วยเหลือปัญหาปากท้องของคนในเมือง ทั้งหมดจึงรวมตัวกันสร้างสรรค์ ‘กลไกระบบหมุนเวียนอาหาร’ โดยทางกลุ่มจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมประสาน แลกวัตถุดิบ และส่งต่ออาหาร ระหว่างเกษตรกรที่อยากแบ่งปันหรือได้รับผลกระทบจากกรณีผลิตผลล้นตลาด กับผู้บริโภคในเมืองที่ขาดแคลนอาหาร 

ควบคู่กับพยายามสร้างกลไกเชื่อมโยงทั้งสองฝ่าย ให้แลกเปลี่ยนความช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้โดยตรง เพื่อจุดประกายโมเดลความร่วมมือสำหรับเตรียมพร้อมรับวิกฤตการณ์วันข้างหน้า ตลอดจนต่อยอดสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารในอนาคต โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การไม่แจกและไม่ขอรับบริจาคเช่นผ่านมา

“แนวคิดของปั๋นอิ่มคือการแลกเปลี่ยน โอเค โควิด-19 รอบแรกเราอาจจะเห็นว่าคนยังพอมี สามารถบริจาคได้ แต่ถึงตอนนี้ คนที่พอจะช่วยบริจาคก็ลำบากไปตามๆ กัน เห็นได้ชัดเลยว่าจำนวนการบริจาคลดลง เพราะมันไม่ใช่แค่วิกฤตโควิด แต่เป็นวิกฤตเศรษฐกิจด้วย นอกจากนี้ สาเหตุที่เราไม่มองไปที่การให้เปล่า เนื่องจากเราพยายามทลายการสังคมสงเคราะห์ เพราะมันไปต่อไม่ได้ เช่น พอเกิดวิกฤตทีหนึ่งก็ระดมกันทีหนึ่งแล้วจบไป ดังนั้น เราจึงเลือกการแลกเปลี่ยน มีเยอะ มีน้อย หรือไม่มี ก็ใช้อย่างอื่นแลกเปลี่ยนได้ เพื่อให้เกิดเป็นกลไกที่ยั่งยืน” โจ้-อนุชา ตาดี ทีมสื่อปั๋นอิ่ม อธิบายแนวทางของกลุ่มอย่างชัดถ้อยชัดคำ

พลัน อาจารย์ฮาย-อาจารย์ ดร.ปิยะมาศ ใจไฝ่ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้รับบทบาทแม่ครัวปั๋นอิ่มนอกชั่วโมงสอน ช่วยเพิ่มเติมว่า “อีกอย่าง การแจกมันไม่ตอบโจทย์ที่เราต้องการ คือเราอยากให้ทุกคนเข้าถึงอาหารอย่างมีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจด้วย”

ปั๋นคัว

สัปดาห์ละครั้งที่ครัวปั๋นอิ่มจะได้รับพืชผักผลไม้นานาชนิด ซึ่งเก็บเกี่ยวจากท้องไร่ของเกษตรกรพื้นที่สูง โดยผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนภารกิจอันถือว่ามีความสำคัญลำดับต้นๆ นี้ เรียกว่า ‘ทีมต้นน้ำ’

เมย์-เมษยา เสมอเชื้อ สมาชิกทีมต้นน้ำเล่าว่า ด้วยความที่มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ หน่วยงานที่เธอสังกัดอยู่ทำงานร่วมกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งมีเครือข่ายเกษตรกร 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เธอจึงอาสารับประสานงานกับชุมชนที่พร้อมแบ่งปันผลผลิต และเข้าใจในแนวคิดของกลุ่มปั๋นอิ่ม ต่อมาทางทีมจะสำรวจความต้องการของเกษตรกร ก่อนออกเดินทางนำข้าวของนั้นๆ ไปแลกเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบ โดย ณ วันนี้ พวกเขาทำสำเร็จลุล่วงไปแล้วกว่า 17 ชุมชน ภายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน และตาก

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

“ที่ผ่านมาเราเอาแมสก์ เอาเจลแอลกอฮอล์ขึ้นไปแลก แต่ก็มีบางชุมชนต้องการเกลือมากกว่า เพราะเขาปิดหมู่บ้านอยู่แล้ว จึงไม่ห่วงเรื่องโควิด-19 เท่าไหร่ ซึ่งทางเราก็จะประสานกับเครือข่ายที่ผลิตเกลือทางภาคใต้ เพื่อซื้อหาไปให้ตามตกลง หรือล่าสุดเราขนมุ้งจำนวนสองร้อยยี่สิบสองหลัง ไปแลกเปลี่ยนกับวัตถุดิบของชุมชนในอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะทราบมาว่า ช่วงนี้ไข้เลือดออกระบาดหนัก และมุ้งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่เขาต้องการอย่างเร่งด่วน

บางที่แลกเกลือ บางที่ก็แลกมุ้ง แล้วเรากำหนดยังไงให้การแลกเปลี่ยนมันคุ้มค่า-ผมสงสัย

“พวกเรามองว่าความจำเป็นคือคุณค่าที่เขาควรได้รับ และเราจะพยายามหามาให้ได้มากที่สุด เพราะผลผลิตที่ทางชุมชนให้มาก็จำเป็นสำหรับเราเช่นกัน ซึ่งเขาไม่ได้คิดมูลค่าด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงไม่มีการกำหนดว่าจะต้องแลกกับวัตถุดิบอะไร ปริมาณเท่าไหร่ เราให้เขาจัดสรรตามต้นทุนที่มีเลย” อาจารย์ฮาย ตอบ

“ทีมต้นน้ำของเราไปกันถึงอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก มันไกลก็จริงนะ แต่เราไม่ได้คิดเรื่องมูลค่า เพราะมองเรื่องคุณค่าของการไปได้เยี่ยมเยียนกัน ที่นี่เราก็เอามุ้งไปแลกข้าวสาร หน่อไม้ กับมะละกอ แล้วได้มาเยอะมาก จนสัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกค้าปั๋นอิ่มเจอแต่เมนูแกงส้มมะละกอ ทอดมะละกอ ผัดมะละกอ” อู๊ดปล่อยหัวเราะ

“ถ้านึ่งขายได้นี่นึ่งขายไปแล้ว” โจ้ฉวยจังหวะแซวเล่นเอาทุกคนหัวร่องอหาย ก่อนเอ็นจะกล่าวสรุปความตั้งใจของกลุ่มว่า เหนือกว่ามูลค่า คือการได้เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน

ปั๋นอิ่ม

“วันนี้รับอาหารไหม” เสียงใครบางคนทักทายลูกค้าอย่างสนิทสนม

“มีอะไรกินบ้างนี่” ไม่ทันรอฟังคำตอบ ชายหนุ่มผิวเข้มก็สัพยอกเมื่อแลเห็นของที่พูนกองอยู่เต็มตะกร้า “ฟักอีกแล้ว โธ่ กินจนหน้าจะเป็นฟักอยู่แล้ว” ฉับพลันบรรยากาศขะมักเขม้นก็แปรเปลี่ยนเป็นครื้นเครงด้วยมุกขำขันของลูกค้า

“กินอะไรก็ได้ เราสั่งเพราะแนวคิดคุณมันโอเค” มีลูกค้ารายหนึ่งเคยกล่าวกับโจ้ไว้เช่นนี้ และคงจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่ชายผิวเข้มหิ้วเมนูจากวัตถุดิบเดิมๆ กลับไปกินอยู่เป็นประจำ

เที่ยงวันจันทร์ผมแวะมาสนิมทุนอีกครั้ง อาจารย์ฮายประจำการอยู่หน้าโต๊ะตัวที่เราล้อมวงคุยกันวันก่อน ซึ่งบัดนี้เปลี่ยนเป็นมุมทำงานของทีมครัว หลังจากทักทายกัน เธอก็หันกลับไปเร่งมือตระเตรียมวัตถุดิบ ก่อนต้องปลีกตัวไปสอนออนไลน์ต่อในเวลาบ่าย 2 โมงครึ่ง อีกมุมหนึ่ง อู๊ดกำลังสาละวนอยู่กับการเคี่ยวหัวกะทิกับเครื่องแกง เพื่อนำมารังสรรค์เมนูเด็ดประจำวัน อย่างแกงกะทิฟักเขียวไก่ ฟักเขียวผัดไข่น้ำมันหอย และต้มจืดหน่อไม้ซี่โครงหมู

ทันทีที่รับวัตถุดิบจากทีมต้นน้ำ ก็ถึงคิวบรรเลงของทีมครัว เริ่มจากการแบ่งสันปันส่วนสำหรับแจกจ่ายในรูปแบบของวัตถุดิบสด คัดวางขายในราคา 5 – 10 บาท และเก็บไว้ทำอาหาร จากนั้นทุกคนจะช่วยกันออกแบบวิธีการแปรรูปเป็นเมนูต่างๆ 

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

โดยใน 1 สัปดาห์ ปั๋นอิ่มจะเปิดครัวปรุงอาหารกันทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เฉลี่ยวันละ 150 ชุด ซึ่ง 50 ชุดแรกจับจองได้ในราคาชุดละ 25 บาท ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ที่มี บี-กุศล ยี่จันทร์ สมาชิกทีมครัวควบตำแหน่งประชาสัมพันธ์มากฝีมือ คอยอัปเดตความเคลื่อนไหวของกลุ่ม ถ่ายทอดแนวคิด ที่มาของอาหาร และแจ้งรายละเอียดเมนูให้ทราบกันตั้งแต่ยามสาย กระทั่งประมาณบ่าย 4 โมงครึ่ง ก็จะทยอยนำส่งอาหารตามออเดอร์ โดยไม่คิดค่าบริการเฉพาะรอบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

ส่วนอาหารอีก 100 ชุดที่เหลือจะจัดสรรเป็น 2 ชุด สำหรับจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะและคนไร้บ้านในราคา 5 บาท และกลุ่มแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง กลุ่มห้องเช่าราคาถูก รวมถึงกลุ่มชุมชนแออัด ในราคา 15 บาท ซึ่งอาจารย์ฮายอธิบายให้ฟังว่า เกณฑ์การตั้งราคานี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของคนแต่ละกลุ่ม เกี่ยวกับราคาอาหารที่พอจ่ายไหวในแต่ละมื้อ ประกอบกับเป็นมูลค่าที่คำนวณแล้วว่า สามารถหมุนเวียนมาเป็นต้นทุนแลกวัตถุดิบและการผลิตได้พอดี นอกจากนี้ ยังมีระบบแลกคูปองสำหรับคนขัดสนรายได้ เช่น จัดกิจกรรมชวนพี่น้องคนไร้บ้านทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ เพื่อแลกคูปองรับอาหาร หรือใครจะนำขยะรีไซเคิลมาแลกเปลี่ยนก็ทำได้เช่นกัน

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ถัดมาทีมพื้นที่จะรับไม้ต่อ นำอาหาร 100 ชุดหลังตระเวนไปส่งตามจุดที่อยู่อาศัยของคนไร้บ้าน โดยอิงตำแหน่งจากข้อมูลของมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งทำงานคลุกคลีกับคนกลุ่มนี้มายาวนาน ส่วนกลุ่มอื่นๆ ทางปั๋นอิ่มได้ข้อมูลมาจากการลงพื้นที่แจกจ่ายอาหารในช่วงแรก

“ตอนที่เรายังแจกอาหารบริเวณจุดประสานงานท่าแพ แล้วพบว่ามีคนหน้าใหม่เข้ามารับบริการ ทางทีมก็เริ่มสอบถามเก็บข้อมูลจำเป็นต่างๆ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ” ยูร-วิเชียร ทาหล้า สมาชิกทีมพื้นที่จากกลุ่ม Green Ranger กล่าว “ปัจจุบันกลุ่มคนที่เราดูแล มีตั้งแต่บริเวณท่าแพซอย 3 เป็นกลุ่มห้องเช่าราคาถูก บริเวณชุมชนหัวฝาย เป็นกลุ่มคนอพยพโยกย้ายมาจากชุมชนคลองเงินที่ถูกไล่รื้อ บริเวณชุมชนขนส่งซอย 9 เป็นกลุ่มชุมชนแออัดเมือง และแคมป์แรงงานอำเภอสันกำแพง ซึ่งสภาพโดยรวมของทุกคนคือ ตกงาน ขาดรายได้ และอาหารไม่เพียงพอ แถมหลายคนยังหลุดจากระบบการช่วยเหลือของท้องถิ่น เนื่องจากเป็นเพียงประชากรแฝง รวมถึงแรงงานข้ามชาติ”

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นญา

ควบคู่ภารกิจแบ่งปันอาหาร ปั๋นอิ่มพยายามพัฒนากลไกระบบหมุนเวียนอาหาร โดยเข้าไปชักชวนชาวชุมชนคลองเงินทดลองก่อตั้งกองทุนข้าวสาร พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนบริหารจัดการแลกเปลี่ยนซื้อหาผลผลิตกับเกษตรกรพื้นที่สูงได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง เพื่อสร้างโมเดลการรับมือที่ยั่งยืนในภาวะวิกฤต

เหนืออื่นใด เป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือ อยากผลักดันกลไกให้เชื่อมร้อยพี่น้องในเมืองกับพื้นที่สูงเข้าหากัน เพื่อสานความเข้าใจ สร้างทัศนคติใหม่ต่อภาพลักษณ์ของคนอยู่กับป่า และบ่มเพาะการร่วมมือแก้ไขปัญหาจากโครงสร้างเดียวกัน

โจ้ขยายให้ฟังว่า “ประเด็นบนดอยกับพื้นที่ในเมืองมีปัญหาบนฐานเดียวกัน คือเรื่องความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและที่ดิน มีพี่น้องเกษตรกรที่ช่วยเหลือเราจำนวนมากอยู่ในชุมชนที่ได้รับปัญหาจากนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน อาทิ จากการประกาศเขตป่าสงวนทับพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม หรือจากนโยบายทวงคืนผืนป่า แถมบางชุมชนยังมีปัญหาทับซ้อน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารไม่ต่างไปจากหลายชีวิตในเมืองเวลานี้ เช่น ชุมชนกะเบอะดิน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งผลิตมะเขือเทศ ฟักทอง และกะหล่ำ ซึ่งกำลังจะถูกเล็งแปรสภาพเป็นพื้นที่ทำเหมืองแร่ถ่านหิน ใต้ดินจะถูกขุดอุโมงค์ผันน้ำ และบนฟ้าจะรยางค์ด้วยสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

“เช่นเดียวกับพี่น้องชุมชนแออัดในเมืองที่ถูกไล่รื้อ กลุ่มคนไร้บ้าน หรือกลุ่มห้องเช่าราคาถูก ล้วนมีปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ยิ่งกว่านั้นคือไม่มีพื้นที่ผลิตอาหารเองด้วย ดังนั้น จะเห็นว่าปัญหามันเชื่อมโยงกันมาก เราจึงพยายามหากลไกเพื่อเชื่อมคนในเมืองกับคนพื้นที่สูงให้เข้าใจตรงกันถึงประเด็นนี้ โดยเป้าสูงสุดของเราคือ อยากคุยกันไปถึงเรื่อง ‘ความมั่นคงด้านที่ดิน’ เพราะถ้าทุกคนมีที่ดิน ก็จะมีที่อยู่อาศัย มีพื้นที่การผลิต และจึงมีความมั่นคงทางอาหารตามมา”

“ใช่ เราไม่สามารถพูดได้เลยว่าพวกเขามีความมั่นคงทางอาหาร ทั้งที่ไม่มีความมั่นคงทางที่ดิน” เมย์ระบาย

“ตอนนี้เราจินตนาการเล็กๆ ว่า อยากทำปั๋นอิ่มต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แล้วค่อยปรับพัฒนากลไกให้เดินไปสู่เป้าหมาย ก็ไม่รู้ว่ามันจะสำเร็จรึเปล่านะ แต่ประเด็นคือเราต้องลงมือทำก่อน ทำวันละนิด ดีกว่าคิดแต่จะทำ” อู๊ดทิ้งท้าย

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นอิ่ม

โทรศัพท์ : 08 2172 6053

Facebook : ปั๋นอิ่ม : Pun-Im

Writer

คุณากร

อายุ 28 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาไม่ระบุ ตำแหน่งงานล่าสุดผู้ช่วยนักวิจัยในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load