The Cloud x The Hero Season3

 

คุณคงเคยได้ยินคำว่า ‘Social Enterprise’ หรือ SE ซึ่งเป็นกิจการที่กำเนิดเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ในขณะเดียวกันก็มีวิธีหารายได้ สร้างกำไร และทำการตลาด ไม่ต่างจากธุรกิจทั่วไป ถือเป็นการรวมข้อดีของภาคธุรกิจและการดูแลสังคมเข้าด้วยกัน 

ทุกวันนี้เรามีคนมากมายที่มีฝันและไฟในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้นผ่าน SE เราได้เห็น SE ที่ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างกิจการที่มีรายได้เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ช่วยแก้ปัญหาในสังคมได้อย่างยั่งยืน แต่ก็มีไม่น้อยที่ยังต้องฝ่าฟัน

คำถามคือ นอกจากกำเนิดที่มาจากความปรารถนาดีต่อสังคมแล้ว อะไรที่จะทำให้ SE ได้ทำหน้าที่ต่อสังคมอย่างที่ตั้งใจไว้อย่างยั่งยืน

คำตอบอยู่ในบทสนทนากับ บี๋-ปรารถนา จริยวิลาศกุล นักสร้างแบรนด์อิสระแห่ง be positive plus ผู้อยู่เบื้องหลังความฝันและความสำเร็จของแบรนด์ a-chieve, Muanjoy, The guidelight, Local Alike, Glow Story และเหล่า SE อีกมากมายในประเทศไทยที่อยากพัฒนาให้สังคมของเราดีขึ้น

Social Enterprise, ปรารถนา จริยวิลาศกุล

บี๋ใช้ IkigaiBrandingTM   ที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก หลัก Ikigai ของญี่ปุ่น ในการสร้างแบรนด์ SE ให้เป็นที่รัก มีกำไร และแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน

“ถ้า Ikigai ทำให้คนอยากตื่นมาทำสิ่งที่รักทุกเช้า ก็ย่อมทำให้แบรนด์มีชีวิตอยู่อย่างมีความหมายและยั่งยืน”

บี๋เชื่อว่าทุกแบรนด์ดำรงอยู่เพื่อทำให้สังคมดีขึ้นทั้งนั้น แบรนด์ที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น คงล้มหายตายจากไปในไม่ช้า เพราะแบรนด์สร้างและอยู่ได้ด้วยมนุษย์ และธรรมชาติออกแบบมนุษย์มาเพื่อเป็นผู้ให้ แบรนด์จึงเกิดมาเพื่อ ‘ให้’ กับสังคม

 

แบรนด์คือมนุษย์คนหนึ่ง

ในฐานะ นักสร้างแบรนด์ บี๋มองว่า Branding คือ “การสร้างมนุษย์คนหนึ่ง ที่เกิดจากการรวมตัวกันของมนุษย์หลายๆ คน ที่มี Purpose อันยิ่งใหญ่ร่วมกัน และวางแผนการเดินทางของมนุษย์คนนี้ ที่จะไปสู่ Purpose อันนั้น

“การมีแบรนด์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าไม่มีแบรนด์ที่กำหนดเป้าหมายและทิศทาง จะกลายเป็นว่าคุณแค่ทำแคมเปญโฆษณาตัวแล้วตัวเล่าออกมา โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังจะไปสู่จุดใดและเมื่อคุณในฐานะเจ้าของแบรนด์ไม่รู้ คนที่รับสาร ลูกค้าของคุณ ก็ย่อมไม่รู้เช่นกัน”

บี๋เล่าย้อนความหลังไปถึงสมัยที่ทำตำแหน่ง Account Director อยู่ที่บริษัท JWT และดูแลโปรเจกต์ Orange Launch in Thailand เมื่อสิบกว่าปีก่อน ถ้าใครยังจำได้ Orange คือค่ายให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษที่เข้ามาสร้างแรงกระเพื่อมให้วงการโฆษณาประเทศไทย และเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้อย่างไม่มีใครทำมาก่อน

“Orange สร้างแบรนด์ด้วยศาสตร์ Branding จริงๆ คือคิดว่าถ้าแบรนด์เป็นคน คนคนนี้จะเป็นคนยังไง เขาจะมีเพื่อนแบบไหน เขาเชื่อเรื่องอะไร ความเชื่อเหล่านี้เองที่ทำให้โฆษณาทั้งหลายของ Orange เป็นการสื่อสารแนวคิดและความเชื่อ (Attitude) ของแบรนด์ออกไปโดยแทบไม่ขายโทรศัพท์เลย ไม่ว่าจะเป็นป้ายบนรถไฟฟ้า โฆษณาสิ่งพิมพ์ บิลบอร์ดทั่วประเทศไทย ทุกอย่างมีโลโก้ Orange เล็กมาก จนเป็นที่เลื่องลือ” บี๋เล่ายิ้มๆ

หนังโฆษณาสีขาวดำความยาวหนึ่งนาทีครึ่งฝีมือการกำกับของ ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย บอกเล่าความเชื่อเรื่องการสื่อสารของ Orange ออกมาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แม้ไม่มีบทพูดสักคำ “หลักของ Orange คือไม่ว่าจะเป็นชิ้นงานโฆษณาของประเทศไหนก็ตาม เมื่อมาวางเรียงกันจะต้องกลมกลืนเหมือนเป็นเรื่องเดียวกันเพราะความเป็นแบรนด์เดียวกัน เชื่อในสิ่งเดียวกัน แม้จะอยู่คนละมุมโลกก็ตาม”

 

บี๋อธิบายเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านั้นก็ไม่รู้หรอกว่าศาสตร์ของการทำแบรนด์คืออะไร จนได้ทำโปรเจกต์นี้ให้ Orange เราได้ศึกษาวิธีสร้างแบรนด์ การผสมผสานกลยุทธ์ ความเข้าใจในแบรนด์ และผู้คน เพื่อทำให้แบรนด์กลายเป็นคน สร้างความสัมพันธ์กับคน

คนที่ว่าคือทั้งคนในองค์กร (Internal) และคนนอกองค์กร (External) ก่อนจะไปสื่อสารกับคนนอกองค์กร อย่างแรกต้องทำให้คนในองค์กรเชื่อและ ‘เป็น’ แบรนด์นั้นเสียก่อน เพราะสมมติว่าคุณทำหนังโฆษณาออกมาบอกเล่าเรื่องแบรนด์ว่าเชื่อแบบนี้ มีบุคลิกแบบนี้ แต่พนักงานไม่ได้เชื่อแบบนั้น ผู้บริโภคก็จะสับสน ว่าแบรนด์นี้ตกลงเป็นคนยังไง เกิดความไม่ไว้วางใจ สุดท้าย แบรนด์ก็ไม่เป็นที่รัก

 

แม่นมผู้ฟูกฟักให้แบรนด์เติบโต

หลังทำงานให้ Orange อยู่หลายปี มีผลงานดีๆ ที่รักมากมายหลายชิ้น บี๋ก็ย้ายมามาทำงานที่บริษัท NUDE Communication ของพี่ต่อ สันติศิริ และพี่แอน คณพร ฮัทชิสัน เจ้านายคนแรกของบี๋ ในตำแหน่ง Brand Idea and Love Inspirer

เป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นมาเองและใช้มาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะออกจาก NUDE มาแล้วก็ตามบี๋เล่าไปยิ้มไป

ไอเดีย (Idea) และ ความรัก (Love) เปรียบเหมือนความคิดและหัวใจของแบรนด์ แบรนด์ต้องเป็นที่รัก จึงจะมีชีวิตยืนยาว และการจะเป็นที่รักนั้นต้องเริ่มจากไอเดียที่คู่ควรจะได้รับความรักเสียก่อน”

สิ่งที่บี๋ทำคือ Inspire ให้เจ้าของแบรนด์ เพราะถึงบี๋จะทำมากแค่ไหนแต่เจ้าของแบรนด์ไม่เอา ไม่เชื่อ ไม่ทำด้วย มันก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น หน้าที่ของบี๋คือการจุดประกาย จึงใช้คำว่า Inspirer

บี๋อธิบายให้เห็นภาพว่า เจ้าของแบรนด์เปรียบเหมือนแม่ที่คลอดแบรนด์ออกมา ส่วนนักสร้างแบรนด์อย่างบี๋คือแม่นม ที่จะช่วยประคับประคองให้เด็กคนนี้เติบโตอย่างมีคุณค่า คุณค่าของเขาเกิดจาก Purpose ที่เขาจะ ‘ให้’ กับผู้คนซึ่งนั่นทำให้ทุกคนรักในสิ่งที่เขาเป็นอย่างยั่งยืน

Social Enterprise, ปรารถนา จริยวิลาศกุล

หลังทำบริษัท NUDE ไปสักพัก บี๋ได้พบกับ 2 รุ่นน้องที่จบจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเหมือนกัน คือ นุ้ย-พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ แห่ง School of Changemakers และ อู๋-ธวัชชัย แสงธรรมชัยแห่ง WHY_NOT ผู้ชักชวนพี่บี๋เข้าสู่การทำงานภาคสังคม 

สิ่งที่ทำทั้งนุ้ยและอู๋ทำคือการช่วยสังคมเป็นอาชีพเรารู้สึกประทับใจมาก บอกตัวเองว่านี่คือสิ่งที่เราอยากทำ

 

เพื่อสังคมยิ่งต้องมีแบรนด์

บี๋เล่าว่า งานภาคสังคมช่วงแรกๆ คือการอาสาเล่าเรื่องแบรนด์ให้คนที่ทำงานภาคสังคมฟัง เพราะที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้จะไม่ค่อยได้สัมผัสกับการทำแบรนด์สักเท่าไร

ต่อมาก็พัฒนาไปสู่การทำ Workshop สร้างแบรนด์กับ SE ต่างๆ

“พอได้เริ่มเข้ามาทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ กับคนทำ SE รู้สึกทึ่งมาก พวกเขาเป็นคนที่เสียสละมาก มีความตั้งใจที่จะนำวิชาชีพตัวเองมาแก้ปัญหาสังคม ทำให้อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยพวกเขา

การทำ Workshop จะเป็นเหมือนการสำรวจ ว่าองค์ประกอบของแบรนด์มีอยู่ครบหรือยัง เช่น นี่เป็นสิ่งที่คุณรักมันจริงๆ ใช่ไหม คุณจะทำมันทุกวันได้อย่างไม่เบื่อใช่ไหม มันเป็นสิ่งที่คุณยิ่งทำยิ่งเก่งกว่าคนอื่นใช่ไหม มันเป็นสิ่งที่มีคนอยากได้จริงๆ และสามารถให้คุณค่าบางอย่างกับคนอื่นๆ ใช่ไหม เมื่อสำรวจกันแล้ว ถ้าเห็นช่องโหว่อะไร ก็จะช่วยท้วงติงและหาคำตอบไปกับพวกเขา

Social Enterprise, ปรารถนา จริยวิลาศกุล

บี๋บอกว่าการทำแบบนี้ ช่วยให้การทำธุรกิจเพื่อสังคมของเหล่า SE ชัดเจนขึ้น เมื่อเป้าหมายชัดเจน จังหวะการเดินก็จะเร็วและหนักแน่นขึ้น ไม่เสียเวลาคลำทางว่าสิ่งนี้ผิดหรือถูก

ตรงนี้แหละที่ทำให้บี๋รู้สึกว่ามันเติมเต็มเรา สิ่งที่เราถนัดมันสามารถสร้างประโยชน์ให้สังคมได้ และได้คำตอบเลยว่าแบรนด์นั้นคือหัวใจของทุกสิ่งจริงๆ

 

Branding Helpdesk

พอเรามาช่วย SE มากขึ้น เห็นผลที่น่าชื่นใจ วันหนึ่งก็คิดว่ามันถึงจุดที่ตัวเราน่าก้าวมาเป็น Social Entrepreneur แล้ว”

บี๋ตั้งใจจะทำงานแบบ One for One หรือ หนึ่งได้หนึ่ง คือทุกครั้งที่มีลูกค้าจ้างทำแบรนด์ 1 งาน บี๋จะทำแบรนด์ให้ธุรกิจเพื่อสังคมด้วยฟรีอีก งาน วันที่ตัดสินใจ บี๋โทรหานุ้ยและถามว่า ถ้าบี๋ออกจากงานประจำแล้วไปทำแบบนี้ มันจะมีประโยชน์มากพอไหม นุ้ยก็บอกว่ามีแน่นอน ก็เลยออกมาเป็นนักสร้างแบรนด์อิสระจนถึงทุกวันนี้ 

สิ่งที่บี๋ทำเป็นอย่างแรกคือ Branding Helpdesk ให้คำปรึกษาด้านแบรนด์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมี School of Changemakers ช่วยจัดหากลุ่ม SE ที่ถึงเวลาต้องสร้างแบรนด์แล้วให้มารับคำปรึกษา

Social Enterprise, ปรารถนา จริยวิลาศกุล

แต่ละทีมที่เข้ามาปรึกษา จะตั้งโจทย์ขึ้นมาให้เขาก่อนเลยว่า แบรนด์นี้คือลูกของเขา ตั้งคำถามต่อมาว่า แล้วทำไมคนจะต้องรักเด็กคนนี้ โดยใช้ IkigaiBrandingTM เป็นเครื่องมือในการทำงาน

Ikigai (อิคิไก) เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่าเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ Ikigai คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมนุษย์มีคุณค่า เรารู้ว่าทุกๆ วันเราตื่นมาเพื่ออะไร มันจะทำให้มนุษย์คนหนึ่งอายุยืนยาวและอยู่อย่างมีความหมาย โดยไม่มีคำว่าเกษียณอายุงาน เพราะเราจะไม่รู้สึกเหนื่อยหรือฝืนที่จะทำมันเลย และยิ่งเราทำ เราจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องไปแข่งกับใคร ในที่สุดเราจะทำสิ่งนั้นอย่างมีความสุขไปเรื่อยๆ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต 

 

เหตุผลที่สังคมนี้ต้องมีเรา

“บี๋อยากให้ทุก SE ได้เจอ Ikigai ของตัวเอง เพราะนั่นคือ จุดเริ่มต้นที่จะทำให้ Purpose ของเขาในการแก้ปัญหาสังคมที่เขาเลือกนั้นเป็นจริง ด้วยวิธีที่ใช่ตัวเขาที่สุด เขาทำได้ดีที่สุด และได้รับการสนับสนุนจากผู้คนจริงๆ

Social Enterprise, ปรารถนา จริยวิลาศกุล

“ตอนที่ จูน-เมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ แห่ง The guidelight มา Branding Helpdesk เป้าหมายของจูนคืออยากช่วยเหลือน้องๆ ตาบอด แต่รูปแบบและวิธีการทำงานยังไม่ชัดเจนนัก แล้วพอได้คุยและฟัง ก็ได้ยินจูนพูดเรื่องการศึกษาของคนตาบอดในมหาวิทยาลัยและพูดเรื่องนี้ตลอด นั่นล่ะคือ Ikigai ของเขา เลยบอกจูนว่า ทำเรื่องการศึกษาของคนตาบอดนี่แหละ เมื่อรู้แล้วว่าอยากทำอะไร แล้วสิ่งนั้นมันแข็งแรงพอ ชื่อ The guidelight มันก็ปิ๊งขึ้นมาเลย

หรือทีม a-chieve ที่สนใจเรื่องการศึกษาและอาชีพ พอเขามีไอเดียที่ดีและเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว คนจะจดจำเขาได้จากเอกลักษณ์เหล่านั้น และคุณค่าที่เขาสร้างต่อสังคม โดยชื่อ a-chieve แปลตรงตัวคือความสำเร็จ และมันยังพ้องเสียงกับคำว่าอาชีพ ซึ่งเป็นแก่นหลักของ SE ทีมนี้ในภาษาไทยอีกด้วย

Social Enterprise, ปรารถนา จริยวิลาศกุล

 

ขนาดของความฝัน…ใหญ่เท่าๆ กับ Purpose

บี๋เล่าต่อถึงการสร้างแบรนด์สินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน ‘Muanjoy (ม่วนจอย) Organic and Joyful Valley’ ซึ่งก่อตั้งโดย อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ

ตอนนั้น Happy Field Happy Farm ของอุ๋ยชนะโครงการ BANPU Champions for Change โดยมีผลิตภัณฑ์คือข้าวกล้องเพาะงอก สิ่งแรกที่บอกเขาก็คือ “อนาคตที่แบรนด์ของคุณจะมุ่งไปสู่ มันไปได้ไกลกว่านี้มากๆ มันคือการชุบชีวิตชุมชนเลยชื่อ Happy Field Happy Farm มันยังไม่ใช่นะ เพราะสิ่งที่คุณเป็น มันมากกว่านั้นมาก

หลังจากอุ๋ยได้มาเข้าคุยกับบี๋อย่างจริงจังที่ Branding Helpdesk ก็ได้ภาพกว้างที่ชัดเจนมากขึ้นว่า จริงๆ แล้วแรงบันดาลใจของอุ๋ยไม่มีแค่ข้าวกล้องเพาะงอก แต่อยากแก้ปัญหาสินค้าเกษตรโดนกดราคาและผลผลิตตกต่ำ ผ่านการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรในชุมชน ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า และการตลาดและสุดท้าย ลูกหลานจะกลับมา ชุมชนจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

Social Enterprise, ปรารถนา จริยวิลาศกุล

วิธีมองของอุ๋ยคือ อะไรก็ได้ที่เป็นของดีในชุมชน เขาอยากนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่า โดยจะเริ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนบ้านเกิดเขาก่อน คือที่ตำบลน้ำชำ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เมื่อเป้าหมายชัดแล้ว ต่อมาก็ต้องมาหาบุคลิกของคนที่นั่นกัน

วันนั้นอุ๋ยก็ค่อยๆ อธิบายให้ฟังว่าคนแพร่เป็นคนแบบไหน ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ของที่นั่นเป็นยังไง แล้วก็ได้คำตอบว่าคนแพร่เป็นคน Joyful และด้วยความที่พื้นที่ตรงนั้นเป็นลักษณะหุบเขา เลยเป็นที่มาของคำจำกัดความของ Muanjoy ว่า Organic and Joyful Valley”

Social Enterprise, ปรารถนา จริยวิลาศกุล

ส่วนชื่อแบรนด์ Muanjoy (ม่วนจอย) ถูกอธิบายที่มาที่ไปไว้อย่างน่ารักมากว่า

ม่วน (Muan) is a local word means be enjoyable, happy, pleasant, etc. , which can be in many degree of happiness.

จอย (Joy) is an English word describing a feeling of great pleasure and happiness.

Social Enterprise, ปรารถนา จริยวิลาศกุล

จากนั้นผลิตภัณฑ์หลายๆ อย่างที่สะท้อนตัวตนของชุมชนก็ถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความรัก เข้าใจและปรารถนาดี ทำให้แบรนด์ม่วนจอยเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน จุดตั้งต้นอย่าง Happy Field Happy Farm ก็เปลี่ยนจากแบรนด์ผลิตภัณฑ์ไปเป็นนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่ตอนนี้มีงานช่วยพัฒนาของดีที่ชุมชนอื่นๆ อยู่ล้นมือ

ก็เท่ากับว่าบี๋ไปทำแบรนด์ให้ Happy Field Happy Farm ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น FlowFolk ส่วนม่วนจอยก็เป็นผลผลิตแรกจากความเชื่อในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างยั่งยืนนี้ ความฝันของอุ๋ยและทีมคือการเป็นนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนของโลก เพื่อช่วยชุบชีวิตให้กับชุมชน เป็นความฝันที่ใหญ่ ซึ่งใหญ่ตามขนาดของ Purpose ของเขานั่นเอง

Social Enterprise, ปรารถนา จริยวิลาศกุล

เหตุผลที่แบรนด์มีชีวิตอยู่

เมื่อเรามีแบรนด์แล้ว ค้นพบ Ikigaiของแบรนด์แล้ว เราก็ควรที่จะสื่อสารออกไปให้คนรับรู้ เพราะมันเป็นการเชื้อเชิญให้คนที่เชื่อเหมือนเรา มี Purpose เหมือนเรา ได้มาร่วมกัน ‘ให้’ บางสิ่งกับสังคม แล้วเราทั้งหมดก็จะไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

“การสร้างแบรนด์ในเชิงพาณิชย์และภาคสังคมโดยแนวคิดและรูปแบบงานไม่ต่างกันเลยนะ มันคือการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน ถ้าจะต่างก็คงจะเป็นเป้าหมายของธุรกิจ คือเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ให้สนับสนุนสินค้าหรือบริการของธุรกิจนั้นๆ ซึ่งทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น เติมเต็มความรู้สึก ยกระดับจิตใจ

“ส่วนธุรกิจเพื่อสังคม ปลายทางมันคือการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เพื่อสร้าง impact ให้สังคมโดยรวมดีขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นเชิงพาณิชย์หรือสังคม เราก็ล้วนแต่เป็นคนของโลกใบนี้ร่วมกัน ทุกสิ่งที่เราทำ ก็ส่งผลให้โลกใบนี้ดีกว่าเดิมได้ทั้งนั้น”

บี๋ย้ำอีกครั้งก่อนจบบทสนทนา

“เพราะแบรนด์สร้างและอยู่ได้ด้วยมนุษย์ และธรรมชาติออกแบบมนุษย์มาเพื่อเป็นผู้ให้ แบรนด์จึงเกิดมาเพื่อ ‘ให้’ กับสังคม

“และอย่าลืมว่าในทุก moment ของการให้ คุณได้รับกลับไปทันที”

Social Enterprise, ปรารถนา จริยวิลาศกุล

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

3 กุมภาพันธ์ 2566
274

“ผม / หนู อยากเป็น…” 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ วัยประถมตอนปลายดังลั่นห้องเรียนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 

บรรยากาศภายในห้องดูไม่คุ้นชิน เพราะนักเรียนไม่ได้นั่งบนโต๊ะเรียงแถวตอนลึกอย่างที่เคยเป็น แต่กลับนั่งเป็นกลุ่มบนพื้น ความตึงเครียดของนักเรียนที่พบได้ทั่วไปกลับกลายเป็นความกระตือรือร้นแย่งกันตอบคำถาม

ห้องเรียนที่ดูแปลกตาไป ณ ขณะนี้ได้รับการเนรมิตจาก ‘มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์’ หรือรู้จักกันในนาม ‘Saturday School’ โรงเรียนคอนเซปต์สุดแหวกแนว ขนขบวนวิชานอกห้องเรียนมาพร้อมคุณครูอาสาถึงที่ นำทีมโดย ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้ง 

ภาพชุลมุนของเด็กน้อยที่วิ่งออกมาแปะความฝันของตนบนกระดานพื้นสีขาวด้านข้างห้อง ทำให้ใบหน้าที่มีเมฆดำลอยอยู่บนหัวแปรผันเป็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของนักเรียนทุกคน

“อย่าลืมความฝันของตัวเอง เมื่อใดที่เราไม่ลืม ทางเดินแห่งนั้นจะเปิดไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ” 

นี่คือข้อความเตือนใจที่ครูอาสากล่าวก่อนจะเริ่มการเรียนการสอน 

คุณครูไม่ได้สั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือไปหน้าที่เท่าไร หรือให้คัดตามคำบอก แต่นำหุ่นยนต์มาแสดงจำลอง รวมถึงอธิบายกลไกการทำงานของมัน เสียงร้องดีใจของเด็ก ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์เคลื่อนไหว เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขไปสู่โลกใบใหม่ของพวกเขา

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

เสาเข็มต้นแรก

ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Saturday School ก็เช่นกัน 

“จริง ๆ แล้วผมเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ไปเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงนั้นในสังคมมีปัญหาหลายอย่าง ตัวเราคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ เลยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษา เพราะว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้น”

จากชีวิตโปรแกรมเมอร์ เลือกเบนเส้นทางเป็นคุณครูในโรงเรียนย่านบางนาถึง 2 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยคืออะไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ลองทำที่โรงเรียน คือการศึกษาว่าจุดไหนสำคัญและเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเด็ก จึงออกมาเป็นกิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ มาวันเสาร์ ชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจการพัฒนาเด็ก ๆ มาสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเด็กก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนปกติ

“แต่ผมไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย เราไม่ได้ถนัด แต่มันทำให้รู้ว่าเราชอบการพัฒนาเด็ก เห็นเด็กเติบโตก็ดีใจ แต่การไปสอนเด็กทุกวันอาจจะไม่ใช่แนวทางของผม”

จากคุณครูประจำในโรงเรียน เริ่มทบทวนชีวิตว่าตัวเองสนใจการช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมากกว่า จึงเข้าสู่การก่อตั้งมูลนิธิอย่างเต็มตัว แต่การทำให้เด็กน้อยที่มีชื่อว่า Saturday School เดินอย่างเป็นสเตปจนเติบใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย

“เริ่มที่ห้องเรียนเดียวก่อน พอเทอมถัดไปก็ชวนเด็กมามากขึ้น จาก 1 ห้องเรียน กลายเป็น 3 ห้องเรียนในโรงเรียนเดิม พอดีตอนนั้นเราเริ่มเปิดแฟนเพจ รับสมัครคุณครู มีคนสนใจจำนวนมากเพียงพอให้ขยายไปเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ได้ เราเลยขยายไปอีกโรงเรียนหนึ่งในเทอมที่ 3 ก็คือปีที่ 2 ของมูลนิธิ ต่อมาจาก 2 โรงเรียนมาเป็น 7 และ 9 โรงเรียน

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“เราพยายามรักษาจำนวนโรงเรียนนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวะที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เริ่มขยายงานและมีพาร์ตเนอร์ในการทำงานด้วยมากขึ้น”

การมีบริวารที่ดีเท่ากับมีชัยไปมากกว่าครึ่ง คำนี้คงใช้ได้ดีกับยีราฟ เพราะบรรดาคุณครูและผู้อำนวยการโรงเรียนย่านบางนาล้วนเปิดโอกาสให้เขาสอน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของเขาอีกแรง เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องจักรพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย

จากเด็กที่ต้องคอยป้อนข้าวและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ บัดนี้ Saturday School ยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว 

เด็กเมือง

Saturday School กระจายตัวอยู่ตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ เยอะที่สุดก็จริง แต่จะพูดว่าเน้นเป็นหลักอาจไม่ได้ เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้ตั้งใจจะโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด 

เริ่มแรกมูลนิธิเคยพยายามขยายไปยังต่างจังหวัด แต่ด้วยเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องมีคนคอยจัดการประจำ ครูอาสาที่จังหวัดนั้น ๆ ต้องมาสอนทุกสัปดาห์ จึงอาจเป็นสิ่งเกินตัวยีราฟที่ยังดูแลได้ไม่เต็มที่ โครงการจึงต้องพับเก็บไปในที่สุด 

“ถ้ามองกันจริง ๆ ในกรุงเทพฯ มีเด็กที่ฐานะของครอบครัวไม่ได้ต่างจากเด็กที่อาศัยในชนบทมากนัก อาจเพราะในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงกว่า เด็กอาจจะเครียดกว่า แต่ในด้านการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เด็กกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทั้งเด็กเมืองและเด็กชนบทจึงมีความท้าทายที่ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน”

ปัจจุบันรากฐานของ Saturday School เริ่มแข็งแรง กำลังขยายไปอีกเกือบ 10 จังหวัด และจะขยายต่อไปเรื่อย ๆ

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

ห้องเรียนไม่ซ้ำแบบของโรงเรียนนอกเวลา

เมื่อห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบให้เด็ก ๆ ต้องพัฒนาทักษะหลายด้านโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือก Saturday School จึงใช้ช่องว่างของระบบการศึกษา เนรมิตห้องเรียนฉบับตามใจหนู ๆ 

“เราพยายามไม่ยัดอะไรให้เด็ก แต่เรามองว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาได้ยังไง ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเต้น ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี เมื่อเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” 

ห้องเรียนฉบับ Saturday School สอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นหลัก โดยยีราฟเล่าว่า อาสาสมัครของเขาใส่ใจกับเด็ก ๆ มาก พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไร้ความกลัว การแบ่งแยก และการตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“สิ่งที่เราจัดเสมอคือวัน Big Day ในวันนั้นเด็กจากทุกโรงเรียนจะมารวมตัวกันแล้วแสดงผลงานหรือความสามารถที่ตนได้เรียนมาตลอดโครงการของเรา ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับเขาได้โชว์ความสามารถของตัวเองออกมา แล้วได้รู้ว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับความสามารถของเขา” 

เป้าหมายของ Saturday School ไม่ใช่การพัฒนาให้เด็กเต้นเก่งหรือวาดรูปเก่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเด็กจากภายใน หรือ Soft Skills อันประกอบไปด้วย Growth Mindset (ความคิดแบบเติบโต) Self Awareness (การรู้จักตนเอง) Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้) และ Prosocial (ลักษณะนิสัยที่เอื้อหรือแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง) คือแก่นแท้ที่พวกเขามุ่งสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน 

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

อาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นครู

ตั้งต้นจากนักเรียน ออกแบบจากความตั้งใจของอาสา กว่าห้องเรียนวันเสาร์จะออกมาเป็นห้องที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนสนุก ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่าย เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครหลากความเชี่ยวชาญ ร่วมทำงานกันเป็นทีม ตั้งแต่ร่างเนื้อหาการสอน ไปจนถึงพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม

อาสาสมัครคือผู้ใกล้ชิดกับเด็กรองจากครู เมื่อผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ มีพื้นฐานเป็นอย่างไร และควรปรับการสอนไปเป็นแบบไหน ด้วยเหตุนี้ การวางกิจกรรมและหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานของเด็กแต่ละคนจึงเป็นโจทย์ใหญ่

“ความถนัดของอาสาสมัครแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่สอนเต้นเขาก็จะเต้นเพลงไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนต้องทำให้เด็กเชื่อว่า ทักษะความสามารถของพวกเขาพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

ยีราฟเชื่อว่าการออกแบบการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาระหว่างทางและการออกแบบห้องเรียนเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกทั้งอาสาสมัครทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

เพียงแต่ข้อสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือต้องเป็นวิชาที่เด็ก ๆ อยากเรียน แม้แต่การตั้งโจทย์ก็ต้องเป็นวิชาที่เด็กสนใจ แม้จุดนี้จะทำให้หาอาสาสมัครมาเข้าร่วมโครงการยากสักหน่อย แต่อีกด้าน สิ่งนี้การันตีได้ว่าทุกครั้งที่เปิดสอนจะมีเด็ก ๆ เฝ้ารอเสมอ 

ยีราฟบอกกับเราอีกว่า เมื่อเด็ก ๆ เริ่มคุ้นเคยกับครูอาสาสมัคร พวกเขาจะเริ่มเล่าหลายอย่างให้ฟัง ทั้งปัญหาที่บ้าน ปัญหาในชุมชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งบางปัญหาเป็นเรื่องที่โรงเรียนวันเสาร์เพียงองค์กรเดียวแก้ไขได้ยาก แต่พวกเขาก็คอยประสานงานเพื่อช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

อนาคตการศึกษาไทย 

แม้คนไทยจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น แต่ในมุมคุณภาพของการศึกษากลับยังเป็นปัญหาที่ต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น 

“เรื่องของคุณภาพการศึกษามันไม่ได้ปรับแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องปรับทั้งระบบ” ยีราฟว่า

“ทั้งระบบที่หมายถึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาครู การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะทำยังไงให้คนเก่งมาเป็นครู เศรษฐกิจ การบริหาร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งทุกจุดพัฒนาได้ทั้งนั้น” 

แล้วใครบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง – เราถาม

“ผมว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้หมดเลย คนมีอำนาจอาจจะช่วยได้มากหน่อย ส่วนคนทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน” เขาตอบ

แม้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาพใหญ่ทั้งระบบจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Saturday School นับเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก เพื่อสนับสนุนในมิติที่พวกเขาทำได้ 

ยีราฟบอกกับเราว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามขยายจำนวนห้องเรียนให้มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลำพังโรงเรียนวันเสาร์ไม่อาจเข้าถึงเด็กทุกคนในประเทศได้ การขับเคลื่อนระบบการศึกษาเชิงนโยบายในภาพใหญ่จึงเป็นสิ่งต่อไปที่เขากำลังสำรวจ

จงเติมคำในช่องว่างต่อไปนี้ 

สำหรับประเทศไทยในอุดมคติ ถ้าการศึกษาไทยดี… 

“ผมว่าคนจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมากขึ้น และสังคมจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพ” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร
Saturday School

Writers

เกษมณี ชาติมนตรี

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load