ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมเห็นและรับรู้ข่าวสะเทือนใจมากๆ ในบ้านเราก็คือ เต่าตนุตายเพราะกินพลาสติกในทะเลมากเกินไป ยังไม่ทันจะหายเศร้าดีก็มีข่าวแบบเดิมเข้ามาอีก

คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นวาฬครีบสั้นเกยตื้นที่สงขลา จากการผ่าพิสูจน์พบขยะพลาสติกกว่า 80 ชิ้นอยู่ในท้องของมัน

ยังไม่พอ เรายังได้เห็นภาพข่าวของสหรัฐอเมริกาที่แม่นกคาบเอาขยะพลาสติกชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปป้อนลูกน้อยในรังอีก

ทั้งหมดนี้คือส่วนเล็กๆ ส่วนเดียวของปัญหาขยะพลาสติกในทะเลที่ตอนนี้น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่คนพูดถึงมากที่สุดในโลก

ขยะพลาสติกในปัจจุบันว่าเยอะแล้ว แต่ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ในอนาคต ขยะพลาสติกกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ถูกปล่อยทิ้งลงทะเลโดยตรงก็ถูกฝังกลบไว้ใต้ดิน (ซึ่งไม่ย่อยสลาย และในที่สุดก็จะหลุดลอยไปยังทะเลอยู่ดี) มีขยะพลาสติกเพียงแค่ 9 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่ถูกนำกลับมารีไซเคิลใช้ใหม่

ยิ่งไปกว่านั้นงานวิจัยของมูลนิธิเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อมเอลเลน แมคอาร์เธอร์ คาดว่า ภายใน พ.ศ. 2563 หรืออีก 34 ปี ขยะพลาสติกในมหาสมุทรจะมีมากกว่าจำนวนปลาซะอีก (!!) ในบรรดาขยะพลาสติกที่ลอยเคว้งคว้างอยู่อย่างไร้จุดหมายกลางทะเลนั้น มีอยู่สิ่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากๆ และเยอะเป็นอันดับต้นๆ ของบรรดาขยะทั้งหมดนั่นก็คือ ‘ขวดน้ำดื่มพลาสติกแบบใส’ นั่นเอง

ขวดน้ำดื่มเหล่านี้นำกลับมารีไซเคิลได้ แต่อาจเพราะความยุ่งยากของการแยกขยะหรืออะไรก็ตามที จึงทำให้ขวดน้ำดื่มพลาสติกเหล่านี้ต้องลอยต่อไปอีกหลายร้อยปีกว่าจะย่อยสลาย

ขวดน้้ำ, พลาสติก

ในงานประกาศรางวัล DEmark Award หรือ Design Excellence Award ของทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในปีล่าสุด ผมสะดุดตากับผลงานกระเป๋าใบหนึ่งด้วยความสวยงามแปลกตาของการออกแบบและวัสดุที่ใช้ตัดเย็บ เมื่อเข้าไปดูรายละเอียดใกล้ๆ ก็เจอกับข้อความว่า ‘ดื่มน้ำ 5 นาที ขวดที่ใส่น้ำอยู่ก็จะเป็นขยะไปอีกกว่า 400 ปี’ 

นี่คือกระเป๋าที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลอย่างขวดน้ำดื่มพลาสติกแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ จากแบรนด์กระเป๋า ‘ARTWORK’ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 รุ่น คือ กระเป๋าถือ (Hand Bag) กระเป๋าสะพายข้าง(TOTE BAG) และ เป้สะพายหลัง (Backpack)

กระเป๋า, SUMii, ARTWORK, รีไซเคิล กระเป๋า, TOMii, ARTWORK, รีไซเคิล, ขวดพลาสติก

เวลาพูดถึงกระเป๋าจากวัสดุรีไซเคิลเรามักนึกถึงกระเป๋าที่ดูเชยๆหน่อย ก็ไม่รู้ว่าใครกำหนดรูปแบบนั้นไว้ แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่เลยกับกระเป๋าที่ได้รับรางวัลการันตีด้านการออกแบบอย่าง DEmark ของไทย และวัสดุที่เลือกใช้ก็ช่วยลดปริมาณขยะอีกด้วย เก๋ไหมล่ะ แค่ช้อปก็มีส่วนช่วยโลก ช่วยวาฬ เต่า และสัตว์น้ำทั้งหลายแล้วนะ (แต่จริงๆ ลดการใช้พลาสติกจะดีกว่ามากๆ)

รักน้ำ รักปลา รักโลก

แบรนด์กระเป๋า ARTWORK ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2555 โดย ป้อม-สิริวรรณ ชิวารักษ์ ซึ่งมีอาชีพหลักเป็น Art Director ของบริษัทโฆษณา

ด้วยอาชีพการงานที่ได้คลุกคลีและทำงานในโปรเจกต์ CSR (ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร) ต่างๆ ของลูกค้า ทำให้เธอรู้สึกถึงปัญหาโลกร้อนว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและใกล้ตัวมากๆ ผสมกับความสนใจส่วนตัวที่อยากลองทำสินค้าแฟชั่นอะไรสักอย่างขึ้นมาเป็นงานอดิเรก เลยมองไปที่กระเป๋าเป็นอย่างแรกเพราะเป็นสินค้าที่ใครก็ใช้ได้ ไม่มีปัญหาเรื่องของขนาดสัดส่วนมาเกี่ยวข้องด้วยสักเท่าไหร่ จึงเกิดเป็นไอเดียกระเป๋าที่ใช้วัสดุซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“เรากลายเป็นคนที่แยกขยะก่อนทิ้ง เพราะเราเชื่อว่าการแยกขยะเป็นเรื่องสำคัญ เคยไปค้นคว้าและไปคุยกับโรงงานที่ทำเรื่องรีไซเคิลพลาสติกมาแล้วด้วย

“สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้ก็คือ ขยะพลาสติกหลายอย่างที่ดูไม่น่าจะรีไซเคิลได้อย่างถุงที่ห่อผักผลไม้ ถ้าล้างทำความสะอาดและแกะเอาสติกเกอร์ออก ก็เอามารีไซเคิลใช้ใหม่ได้อีกครั้ง เราเคยเห็นการแยกขยะที่ญี่ปุ่นซึ่งมหัศจรรย์มาก คนที่นั่นล้างทุกสิ่งจนสะอาดก่อนจะตากให้แห้งแล้วก็ไปหย่อนในส่วนแยกขยะที่มีมากกว่า 20 ประเภท ถ้าทำแบบนี้ขยะจะถูกรีไซเคิลได้ง่ายจริงๆ

หรืออย่างที่ยุโรป ถ้าเราเอาขวดที่ซื้อมาไปคืนที่หน้าซูเปอร์มาร์เก็ตก็จะได้เงินคืนกลับมา เป็นการสร้างแรงจูงใจให้แยกขยะแบบหนึ่ง”

SUMii, กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK

KAMii, กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK

“เราสนใจวัสดุที่มาจากการนำขยะมารีไซเคิล เพราะถ้าขยะอยู่ผิดที่ก็จะไม่ถูกนำไปใช้งานอีกเลย เราเลยอยากทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะวงการแฟชันนี่เป็นตัวทำโลกร้อนอันดับสองเลยนะ

“เราอยากใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทนที่จะเป็นวัสดุทั่วๆ ไป ส่วนหนึ่งคือเป็นเรื่องของการใช้สินค้าแฟชั่นเพื่อบอกเล่าปัญหานี้ด้วย ตอนแรกเราไปเจอกระดาษคราฟต์ที่ซักได้ (วัสดุผสมระหว่างกระดาษและพลาสติกมักใช้ทำป้ายกางเกงยีนส์) เลยเอามาทำเป็นกระเป๋าถือดู” ป้อมเล่าถึงที่มาของการเริ่มทำแบรนด์ในทีแรก

จากการลองทำงานชิ้นแรกก็พาให้ตัวกระเป๋ากระดาษคราฟต์และแบรนด์ ARTWORK นั้นได้รางวัล G Mark จากประเทศญี่ปุ่นและ DEmark ของไทยด้วยในปี 2013 เลย

คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูขวด

ป้อม-สิริวรรณ ชิวารักษ์, กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, อาจารย์เชอรี่-จิตรา มั่งมา

แต่หลังจากปีที่ได้รางวัล ด้วยภาระงานประจำที่มากขึ้นผสมกับธุรกิจสินค้าแฟชั่นที่มีรูปแบบเฉพาะตัว ทำให้ป้อมพัฒนาแบรนด์กระเป๋าไปต่อได้ไม่ค่อยเต็มที่ เลยได้ไปเจอที่ปรึกษาด้านแฟชัน แบรนดิ้งและการตลาดซึ่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติอย่าง อาจารย์เชอรี่-จิตรา มั่งมา ให้มาช่วยเป็นที่ปรึกษาของแบรนด์ ARTWORK

หลังจากทำเวิร์กช็อป ช่วยกันพัฒนา คิด และปรับปรุง รูปแบบของกระเป๋าอยู่นานหลายเดือน จนได้ข้อสรุปว่าควรจะพัฒนาแบรนด์ให้เป็นตัวป้อมมากขึ้น และเพิ่มรูปแบบการใช้งานของกระเป๋าให้มากขึ้น ไม่ใช่เป็นแค่กระเป๋าเรียบๆ แบบที่เคยทำมา โดยที่ยังเน้นใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่อไป

การทำให้แบรนด์เป็นตัวของป้อมมากขึ้น ทำให้เธอคิดไปถึงปัญหาขยะพลาสติกที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ควรจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหา เลยนึกถึงวัสดุที่รีไซเคิลมาจากขยะพลาสติก ซึ่งแบรนด์ระดับโลกหลายๆ แบรนด์ก็เริ่มนำขยะพลาสติกมารีไซเคิลเป็นวัสดุในการผลิตสินค้าที่เริ่มเห็นกันชินตา

หลังจากหาอยู่เป็นเวลานานป้อมก็เจอวัสดุหนึ่งที่ดูคล้ายกับผ้าขนสัตว์หนาๆ แต่กลับเป็นผ้าที่ทำมาจากการนำเอาขวดน้ำดื่มพลาสติกมารีไซเคิล ซึ่งโดยปกติเป็นวัสดุหลักในการผลิตพรมปูพื้นตามงานอีเวนต์ หรือซับในของรองเท้าต่างๆ จึงเกิดความคิดที่จะพัฒนาวัสดุนี้เพื่อผลิตเป็นกระเป๋า

กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์ กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์ กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์

“เส้นใยนี้ถูกผลิตจากการนำเอาขวดน้ำดื่มมาบดจนกลายเป็นเศษพลาสติกชิ้นเล็กๆ ก่อนจะนำไปผ่านความร้อนจนหลอมเหลว ก่อนจะนำไปผ่านเครื่องฉีดออกมาเป้นเส้นใย แล้วจึงนำมาผ่านกระบวนการ Needle Punch อีกครั้งเพื่อทำให้เส้นใยติดกันเป็นผืนผ้า หน้าตาและผิวสัมผัสของวัสดุนี้จะออกมาเป็นเหมือนผ้าขนสัตว์ที่หนาและมีขุยที่ผิวแตกต่างจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ซึ่งแทรกอยู่ในเสื้อผ้าทั่วๆ ไป” ป้อมอธิบายกรรมวิธีกว่าจะมาเป็นของผ้าที่ใช้ พลางหยิบกระเป๋าขึ้นมาให้เราสัมผัสไปด้วย

หลังจากลูบๆ คลำๆ อยู่นานผมก็แทบไม่อยากจะเชื่ออยู่ดีว่าสิ่งนี้ทำมาจากขวดน้ำดื่มพลาสติกที่เราคุ้นเคยกันจริงๆ และไม่ใช่เพียงแค่ผมคนเดียว แต่ป้อมเล่าให้ฟังว่า แทบทุกคนที่พอรู้ว่ามันทำมาจากขวดน้ำพลาสติกก็จะเข้ามาจับและไม่ค่อยเชื่อว่าขวดน้ำพลาสติกสามารถมาทำแบบนี้ได้

ไปให้สุดก่อนหยุดแล้วกลับทางเดิม

หลังจากได้วัสดุมาแล้วก็ถึงคราวที่จะต้องนำมาตัดเย็บเป็นกระเป๋าตามที่คิดออกแบบไว้ ป้อมก็พบว่า นอกจากการแยกขยะพลาสติกเพื่อให้เกิดการนำกลับมาใช้ใหม่ที่ว่ายากแล้ว การนำวัสดุรีไซเคิลอย่างผ้าใยพลาสติกนี้มาทำเป็นกระเป๋านั้นยากยิ่งกว่า

ทีแรกป้อมอยากจะใช้การเย็บทั้งแนวผ้าเพื่อสร้างลวดลายบนผิวกระเป๋าให้เป็นเหมือนลายของผ้าลูกฟูก แต่ด้วยความที่วัสดุนี้เย็บยากมากเลยเปลี่ยนเป็นพิมพ์สีลงไปแทน โดยเลือกทำสีแบบ Heat Transfer ใช้สีผงมาผ่านความร้อนให้ละลายติดกับตัวเส้นใย เพื่อให้ไม่มีสีย้อมหรือสารพิษเหลือทิ้งลงในแหล่งน้ำจนกลายเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทำสีเป็น 3 สีคือ ฟ้า เขียว และเทา เพื่อสื่อถึงธรรมชาติที่ถูกทำลายจากขยะพลาสติกในทะเล

“ผ้าจากขวดน้ำพลาสติกเป็นวัสดุที่ไม่ได้เกิดจากการทอขึ้นมา การนำมาตัดเย็บจึงทำได้ยากกว่าเพราะมันจะลื่นและยืดหยุ่นกว่าผ้าทั่วไป การตัดเย็บจึงยากกว่ามาก

“ตอนเย็บด้วยจักรเย็บผ้ามีแรงดึงจากตัวจักรมาด้วยทำให้ตัววัสดุยืดและย้วยไปมา เราต้องเปลี่ยนจากการเย็บสร้างลวดลายบนผิวกระเป๋ามาเป็นการย้อมสีพร้อมลวดลายลงไปแทน เพื่อลดขั้นตอน แล้วต้องหาช่างที่มีเทคนิคและฝีมือในการเย็บที่เก่งมากๆ ถึงจะขึ้นรูปกระเป๋าได้ ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงมากขึ้นด้วยเช่นกัน”

กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์ กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์

เวลาตัดเย็บกระเป๋า ขอบของกระเป๋ามักเย็บไม่ค่อยเรียบร้อย โดยปกติแบรนด์สินค้าอื่นๆ มักจะเอาหนังแท้มาใช้เก็บขอบ รวมไปถึงทำสายผูกหรือสะพายเพื่อเพิ่มมูลค่า

แต่ป้อมกลับเลือกใช้หนังไมโครไฟเบอร์แทน เพราะทนทาน นุ่ม และใช้งานได้ดีไม่ต่างจากหนังแท้ แต่ไม่พึ่งพาอุตสาหกรรมปศุสัตว์และที่สำคัญคือไม่ต้องใช้สารเคมีแบบการย้อมและฟอกหนัง เพราะนอกจากกระบวนการเลี้ยงที่สร้างมลภาวะแล้ว ขั้นตอนการผลิตและฟอกหนังนั้นก็เต็มไปด้วยสารเคมีอันตรายจำนวนมากที่ทางโรงงานมักจะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำต่อไป

จากการลองสะพายและลองใส่ของที่มีน้ำหนักมากดู กระเป๋า ARTWORK ก็แข็งแรงและทนทานมากๆ ไม่ต่างกับขวดน้ำพลาสติกที่ใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย แต่ความเจ๋งที่สุดของกระเป๋าใบนี้อยู่ที่เมื่อเราใช้งานกระเป๋าไปนานๆ จนเก่าก็นำกระเป๋ากลับมารีไซเคิลใหม่ให้เป็นเส้นใยจากขวดน้ำพลาสติกผืนใหม่ได้เช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นกระเป๋าที่รักโลกจริงๆ

แต่ด้วยราคาของกระเป๋าที่ค่อนข้างสูง ซึ่งก็คงจะเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนน้อยมาก แล้วมันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเรื่องขยะพลาสติกได้ขนาดไหน ผมถามป้อมเมื่อรับรู้ถึงราคาของกระเป๋าใบตรงหน้า

กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์ กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์

“กระเป๋าใบนี้เป็นแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่งในการกระตุ้นให้ผู้คนรับรู้และตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติก เพราะจำนวนผลิตของมันไม่ได้มากจนช่วยให้ขยะลดลงอยู่แล้ว เราเลยสนใจและคิดที่จะทำแคมเปญอื่นๆ เพื่อช่วยในการกำจัดขยะอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย

“กำลังมองหาพาร์ตเนอร์หรือองค์กรที่อยากมาร่วมมือกันแก้ปัญหาเรื่องขยะนี้อยู่ อย่างเช่นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันด้วยวัสดุรีไซเคิล หรือจากการที่เราไปทำการค้นคว้ามาก็พบว่าระบบการทิ้งขยะในไทยนั้นไม่ได้เอื้อให้คนทั่วๆ ไปแยกขยะได้ มันอาจจะต้องมีการออกแบบระบบหรือวิธีการบางอย่างเพื่อให้ช่วยให้การคัดแยกขยะนั้นเกิดขึ้นมาได้”

แล้วจุดหมายปลายทางที่อยากเห็นจากสิ่งที่กำลังพยายามทำคืออะไร

อยากเห็นเราๆ แยกขยะกันให้เหมือนคนญี่ปุ่น เพื่อที่ขยะที่ยังใช้ได้จะได้ถูกนำกลับไปผลิตใช้ใหม่” คือคำตอบสั้นๆ ของป้อม

การแยกขยะพลาสติกเพื่อให้เกิดการนำกลับมาใช้ใหม่นั้นว่ายากแล้ว

แต่การที่จะเปลี่ยนให้ทุกคนทำตามนั้นถือว่ายากยิ่งกว่ายาก แต่สายตาของป้อมนั้นบอกว่ามันน่าจะเกิดขึ้นได้

กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์, ป้อม-สิริวรรณ ชิวารักษ์

ใครสนใจอยากจะสั่งซื้อกระเป๋าจากขวดน้ำพลาสติกใบนี้ หรือสนใจอยากจะร่วมด้วยช่วยกันทำแคมเปญเรื่องการแยกขยะเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกในประเทศ ก็สามารถติดต่อคุณป้อม ได้ที่ Facebook | Art Work

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

*** เนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสียและอุบัติเหตุในงานกู้ภัย ***

เราติดต่อ หนู-ประกาศิต เลาหะเดช ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าหน่วยกู้ภัย FROG Team Thailand เพื่อพูดคุยถึงปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เขาและทีมงานทำร่วมกันมากว่า 8 ปี แต่ก่อนที่เราจะล้มตัวลงนอน รอคอยรุ่งเช้าที่จะเดินทางไปยัง Bounce Dog Sport Center พื้นที่ออกกำลังกายสำหรับสุนัข ลึกเข้าไปเป็นศูนย์ฝึกของเหล่าอาสาสมัคร หัวใจของเรากลับตกไปอยู่ตาตุ่ม! เมื่อเวลาเที่ยงคืนครึ่งของวันที่เรานัด พี่หนูส่งข้อความมาแจ้งว่า

“ได้รับการประสานขอการค้นหาผู้สูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทีม K-9 (ไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย) เดินทางกลางคืนวันที่นัดสัมภาษณ์”

นี่คือสถานการณ์จริง! ไม่ใช่การฝึกซ้อม! เรารีบบอกพี่หนูว่า ยินดีเลื่อนการสัมภาษณ์เพื่อให้ทีมงานเตรียมพร้อมปฏิบัติการ แต่ทางพี่หนูยืนยันให้สัมภาษณ์เช่นเดิม เพิ่มเติมคือเราได้เห็นการอุ่นเครื่องสุนัข K-9 พริตตี้ และ จันหอม แห่งทีม Thai Volunteer SAR Dog ที่จะเดินทางไปช่วยค้นหาบุคคลสูญหายกันถึงที่ บอกเลยว่าศักยภาพของทีมและสุนัขทำให้คนนอกอย่างเราต้องอึ้ง

“ทุกชีวิตมีค่าครับ” 

พี่หนูพิมพ์ทิ้งท้ายก่อนปิดหน้าจอโทรศัพท์ ทำให้เราอยากค้นหาที่มาที่ไปของการเห็นคุณค่า และประสบการณ์อันโชกโชนบนเส้นทางกู้ภัยตลอด 20 ปีมากกว่าเดิม

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

เพราะกลัวจึงกล้าและเก่ง

หัวหน้าหน่วยกู้ภัยนั่งอยู่ตรงหน้าเราในชุดสีดำ ประดับด้วยสัญลักษณ์รูปกบ ซึ่งเป็นตัวแทนของ FROG Team Thailand (First Rescue Operation Generation) นอกจากรองเท้าที่ดูกะทัดรัดเหมาะจะออกวิ่งได้ทุกวินาที เข็มขัดของเขายังเต็มไปด้วยอุปกรณ์มีดพก ไฟฉาย กรรไกรหัวทู่ (ป้องกันเวลาตัดไม่ให้บาดเจ็บ) ไขควง คีม ที่จุดไฟ และของจำเป็นอื่น ๆ ที่ขาดไม่ได้

“ไม่มีแล้วผมไม่มั่นใจ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่รองเท้านี่เป็นรองเท้าวิ่งธรรมดานะ ปกติจะใส่รองเท้ากู้ภัยกันไฟดูด หัวเหล็กกันตะปูได้” เขากำลังบอกเราว่า นี่ยังไม่ครบชุดนะ

“มีอุปกรณ์ครบครันแบบนี้ เริ่มสนใจด้านกู้ภัยมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” เราถาม

“เริ่มจากความชอบ ผมไปปีนหน้าผา จริง ๆ จะได้เป็นนักกีฬาปีนหน้าผา แต่เราตั้งคำถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุตอนที่เราไปปีนหน้าผา ใครจะช่วยเรา ก็เลยเริ่มเรียนรู้อย่างจริงจัง แล้วจะบอกว่าจริง ๆ แล้วผมกลัวความสูง ก็เลยคิดว่างั้นไปปีนผาเลยแล้วกัน”

เขาบอกกับเราว่า กีฬาปีนผาเป็นการเล่นกับตัวเอง แม้จะเห็นว่าเส้นทางด้านบนไปต่อไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วยังมีทางอยู่เสมอ เพราะคนที่ไปแขวนเชือกสำหรับปีนผา เคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ชายผู้กลัวความสูงพยายามเอาชนะตัวเองจนสำเร็จ

ก่อนที่จะเริ่มเล่นกีฬาโลดโผน ชีวิตของพี่หนูเคยคลุกคลีอยู่ในวงการกู้ภัยมาตั้งแต่เด็ก เพราะญาติผู้พี่เป็นอาสาสมัครกู้ภัยมาก่อน

“อายุประมาณ 15 ปี ผมเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิร่วมกตัญญู แต่งานตอนนั้นก็แค่ช่วยเคลื่อนย้ายศพ ช่วยมอเตอร์ไซค์ล้ม และพาคนออกจากรถที่เกิดอุบัติเหตุ พอโตขึ้นค่อยได้ไปเรียนเทคนิคพิเศษ Rope Rescue (การช่วยเหลือกู้ภัยโดยใช้เชือก) จนกลายเป็นอาจารย์ ทางร่วมกตัญญูก็เชิญเราไปเป็นวิทยากรอยู่ช่วงหนึ่ง

“ตอนที่ผมอยู่ร่วมกตัญญู มีเคสหนึ่งที่ปลื้มใจที่สุด เพราะผมได้ช่วยคนในอาคารถล่ม 6 ชั้นที่คลองหก ปทุมธานี พ.ศ. 2557 เขาติดอยู่ใต้อาคารในชั้นที่ 1 ตึกมันล้มแบบแพนเค้ก เป็นแผ่นปูน 6 ชั้นทับลงมา ผมมุดลงไปข้างล่างที่ชั้นใต้ดินเพื่อคุยกับเขา วิเคราะห์ว่าจะต้องเจาะอะไรตรงไหน การเจาะใช้เวลา 2 วัน ตัวผมเองเป็นคนเอื้อมมือดึงเขาออกมาจนรอดชีวิต”

ในวันนั้นมีผู้ประสบภัยหลายราย ผู้บาดเจ็บที่อยู่บนซากมองเห็นได้ง่าย มีอาสาสมัครหลายกลุ่มรุมล้อมช่วยเหลือ กระนั้นบางรายก็เสียชีวิต เนื่องจากจำนวนคนที่เยอะและยังขาดความรู้ที่เหมาะสม ส่วนคนที่ติดอยู่ใต้ซากนั้นไม่มีใครมองเห็น

การเจาะวันแรกผ่านไป ชายที่อยู่ใต้ดินไม่มีน้ำดื่ม พี่หนูและทีมจึงส่งน้ำผ่านสายยางลงไป แต่แล้วเรื่องที่เกือบทำให้ผู้ช่วยเหลือถอดใจก็เกิดขึ้น

“เราได้ยินแค่เสียง แต่เสียงของเขาหายไปประมาณ 4 ชั่วโมง เราคิดว่าเขาไปแล้ว ก็กำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน แต่วันนั้นผมขออีกหน่อย นอนพักอยู่ท้ายรถ จู่ ๆ ก็มีน้องวิ่งมาบอกว่า เสียงเขากลับมาแล้ว ผมก็ขุดต่อ

“ผมเป็นกู้ภัย เพราะผมอยากช่วยเหลือคนที่แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เราได้ช่วยเขาออกมา นี่คือที่สุด เขาได้กลับไปหาครอบครัว จริง ๆ ผมรับรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าทุกชีวิตมีค่า และเราเองก็มีค่าที่จะช่วยเหลือเขา ไม่ว่าจะเป็นใคร เขายังมีครอบครัวที่ต้องกลับไปหาอีกหลายชีวิต เราช่วยได้ 1 เท่ากับช่วยได้ 10”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การฝึกกู้ภัยด้วยระบบเชือกโดย FROG Team Thailand

กว่าจะเป็นกู้ภัย

เราถามผู้เชี่ยวชาญตรงหน้าว่าการเป็นกู้ภัยนั้นยากไหม เขาตอบว่าการเป็นกู้ภัยในประเทศไทยไม่ยาก เพราะมีสถาบันเปิดสอนและอบรมจำนวนมาก แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความใส่ใจ การขวนขวายความรู้ และการลงมือปฏิบัติด้วย

“อาสากู้ภัยในประเทศไทยทำทุกอย่างครบวงจร นี่คือสิ่งที่ต่างจากประเทศอื่น ต่างประเทศจะมีกำหนดเลยว่า อาชีพไหนรับบทบาทหน้าที่อะไร เช่น นักดับเพลิงและตำรวจรับหน้าที่ไม่เหมือนกันและไม่ซ้อนทับกัน”

เขาเล่าความแตกต่างให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนบอกว่าสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นนักกู้ภัยคือ การมีใจ ส่วนการเรียนคือ การเสริมความรู้ที่แต่ละบุคคลสนใจ ซึ่งพี่หนูเรียนมาแล้วทุกอย่างทั้ง Road Accident Confined Space (อาคารถล่ม) หรือ K-9 แต่เขาสนใจ Rope Rescue เป็นพิเศษ

“เชือกอยู่กับเราตั้งแต่เกิดจนตาย เกิดมามีเงื่อนมัดสายสะดือ ตายก็มัดตราสัง เสื้อผ้าก็คือสิ่งทอจากเส้นด้าย แล้วในหมวดงานอื่นอย่างการดับเพลิงหรือกู้ภัยทางน้ำ ก็ต้องใช้เชือกทั้งหมด มันคือสาขาใหญ่ที่คนไม่ค่อยมอง แต่เราประยุกต์ได้ทุกอย่าง สมมติน็อตไขไม่ออก เอาเชือกไปม้วนแล้วไขก็ออก ลูกกรงเหล็กดัด คนพยายามจะตัด แต่เราเอาเชือกมาพันแล้วขันชะเนาะ เด็กหัวติดอยู่ก็ออกได้ ผมลองมาแล้ว”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

นอกจากความรู้พื้นฐานและเฉพาะทางที่ต้องมี การคิดวิเคราะห์ของอาสาสมัครก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงฝึกและลงมือปฏิบัติอยู่เสมอ พี่หนูมักไปซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ มาทดลองทำเอง เพราะเขาเชื่อว่า กว่าใครสักคนจะเขียนคู่มือสักเล่มให้คนอ่าน ย่อมเกิดจากการทดลองจนเห็นประสิทธิภาพแล้วจึงนำมาบอกต่อ

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การลงพื้นที่ของ FROG Team Thailand และมูลนิธิอื่น ๆ

จากที่ฟังเรื่องราวของเขามาสักพัก เรารับรู้ได้ว่าการเป็นอาสาสมัครกู้ภัย คือการใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์และการประเมินความปลอดภัยจึงต้องมาเป็นอันดับแรก

“หน้าที่สำคัญของกู้ภัยคือการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและปลอดภัย ไม่ต้องรีบ เมื่อรีบอาจเกิดเหตุซ้ำเติม”

“กรณีไฟฟ้ารั่ว หากวิ่งเข้าไปช่วยทันทีอาจเกิดการบาดเจ็บเพิ่ม หรือเหตุการณ์ไฟไหม้ที่หมู่บ้านกฤษดานคร เมื่อ พ.ศ. 2564 ในตอนนั้นผมได้รับการร้องขอให้นำสุนัข K-9 ขึ้นไปค้นหา แต่พื้นที่มีความร้อนสูง ไม่ต่างจากเดินบนเตาย่าง ทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก สุนัขรับความร้อนได้เร็วกว่ามนุษย์ ตรงจุดนี้เราต้องประเมินความปลอดภัยของสุนัขด้วย ผมยังไม่เคยประเมินอะไรผิดพลาด เพราะคิดซับซ้อนมาก ๆ เรามองผลกระทบแล้วว่าอะไรน่าจะเกิด บางทีนั่งกินข้าว ผมยังคิดเลยว่า ถ้าหน้าจมลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวจะตายไหม ต้องตะแคงซ้ายหรือขวา” 

หลายคนอาจมองว่าเขาพูดติดตลก แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงและเคยเกิดขึ้นแล้ว ส่วนหน้าที่ในการบรรเทาสถานการณ์ร้ายให้กลายเป็นเบา คือหน้าที่ของอาสากู้ภัยทุกคน รวมถึง FROG Team Thailand ที่ก่อตั้งมาได้ 8 ปีแล้ว

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

กบสู้กู้ชีวิต

“ก็นั่นแหละ เพราะว่าผมไม่ชอบกบ” เขาเอ่ย เมื่อเราถามถึงเบื้องหลังชื่อและสัญลักษณ์รูป ‘กบ’ ของ FROG Team Thailand สมแล้วที่เป็นคนชอบเอาชนะตัวเอง ตั้งแต่เรื่องกลัวความสูงยันความไม่ชอบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

“กบมีความหมายในตัวของมัน เกิดมามีแต่หัวกับหาง ต่อมาเปลี่ยนสภาพมีขา หางก็หดกลับไป พอโตอีกก็เปลี่ยนสีได้ ความสามารถมันหลากหลายมาก ก็เลยเลือกกบ ไม่ชอบก็ต้องเอาชนะ จับกินเลย แต่ถ้ามันมาเกาะขา ผมไม่ไหวนะ”

FROG Team ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อน ในช่วงที่ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกู้ภัยที่เข้มแข็งอย่างในปัจจุบัน พี่หนูรวมพลอาสาสมัครจากทุกสายอาชีพมาเข้าทีม ด้วยตระหนักว่า ทุกอาชีพสำคัญและมีความสามารถในการช่วยเหลือคนได้ไม่ต่างกัน โดยนอกเหนือจากงานกู้ภัย พวกเขาก็ยังช่วยเหลือสังคมในงานเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ ด้วย

FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“ทีมของเรามีวิศวกร พยาบาล แพทย์ สถาปนิก คนเลี้ยงสุนัข K-9 นักข่าว ไปจนถึงฝ่ายเสบียง คนขับรถรับจ้าง ซึ่งรับหน้าที่ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ให้ทีม ตำรวจ ทหาร และหน่วยเฉพาะกิจ เราแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสม กระจาย FROG Team ไปทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ แต่ยังไปไม่ครบทุกจังหวัด” ซึ่งเราคิดว่าการไปไม่ครบก็เป็นเรื่องดี เพราะในแง่หนึ่งหมายถึงการไม่มีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น

ปกติแล้วทาง FROG Team มักจะเลือกเคสที่ออกไปช่วยเหลือ เพราะออกปฏิบัติการไม่ได้ทุกครั้ง หากเป็นงานตึกถล่ม หรืองานในที่สูงก็จะใช้วิชาเชือกที่ถนัดได้ โดยหลัก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในเมืองไทยคืออุบัติเหตุรถชน และผู้สูงอายุเสียชีวิตโดยไม่มีใครทราบ

“เคสคนหายก็เกิดบ่อย ส่วนมากมักเป็นอัลไซเมอร์ มีอย่างน้อย 1 – 2 ครั้งต่อเดือนที่แจ้งเข้ามา ซึ่งคนหายส่วนใหญ่จะมีมูลนิธิกระจกเงาเป็นแม่งานหลัก การฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้นบ่อยแม้ไม่ได้ออกข่าว เช่น ที่สะพานพระราม 8 หรือท่าน้ำนนท์ เพราะเราเองก็มีสมาชิกที่ทำหน้าที่อยู่”

อีกกรณีคือ คนหลงป่า อย่างเคสที่พี่หนูกำลังจะเดินทางพร้อมทีมและสุนัข K-9 ในคืนนี้

“การหลงเข้าไปในป่า ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เหมือนตึกในเมืองที่ไม่มีทางเติบโต อาจมีจำนวนถึง 100 เคสต่อปี โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวโยงกับป่า”

“เคยไปหาคนหายที่เขาใหญ่ หากันอยู่ 3 วัน จุดที่เราไปหาคือจุดที่คาดว่าเขาจะไป แต่จุดที่เจอศพคือใกล้ ๆ เขาโดนสัตว์ทำร้าย”

สิ่งแรกที่ต้องทำหากหลงป่า คือ การหาน้ำ เป็นหนึ่งในกฎที่อาจารย์หนูคิดขึ้นมาเพื่อสอนอาสาสมัคร รวมถึงเด็ก ๆ 

“กฎหมายเลข 3 ครับ ขาดน้ำ 3 วัน เสียชีวิต ขาดอาหาร 3 อาทิตย์ เสียชีวิต ขาดอากาศ 3 นาที เสียชีวิต เสียเลือดเกิน 3 นาทีไม่ไปเลี้ยงสมอง เสียชีวิต เพราะฉะนั้นต้องหาน้ำก่อน ในฐานะที่เป็นวิทยากร ผมพยายามคิดวิธีที่ทำให้คนจำได้ง่ายที่สุด”

ก่อนที่จะพูดถึงบทบาทความเป็นอาจารย์เพิ่มเติม ตอนนี้ทีมสุนัขค้นหาของไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย (Thai volunteer Search and Rescue Dog) นำโดย เม๋-นุชนภางค์​ เกวลี ผู้ก่อตั้ง และ ภา-วิภาอร เศรษฐศิรินนท์ ผู้ควบคุมสุนัข รวมถึงพริตตี้ สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล และจันหอม สุนัขพันธุ์เยอรมันเชเพิร์ด พร้อมอุ่นเครื่องการฝึกดมกลิ่นให้เราได้ชมแล้ว

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

เราพาตัวเองไปหลบใต้เงาไม้ที่มีอยู่น้อยนิด ขณะที่แสงแดดยามบ่ายทำงานอย่างแข็งขัน ใต้ซากปรักหักพังจำลองสถานการณ์ตึกถล่ม มีอาสาสมัครที่เป็น ‘เป้า’ ในการค้นหาของสุนัขทั้งสองอยู่ เราเองก็ไม่รู้ว่าเป้าเหล่านั้นหลบอยู่ที่ไหน แต่ในครั้งแรกพริตตี้ใช้เวลา 10 กว่านาทีในการค้นหาจนเจอ

“สุนัขสามารถรับรู้จำนวนคนได้จากกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าสุนัขรับกลิ่นได้ 7 คน แต่มองเห็นแค่ 6 คน สุนัขจะพยายามหาว่าอีกกลิ่นอยู่ที่ไหน คนเรามีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอยออกมาในอากาศอยู่ตลอดเวลา เซลล์ผิวหนังนี้จะผสมกับสารต่าง ๆ ในร่างกาย ออกมาเป็นกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล พอพริตตี้จับกลิ่นที่ 7 ได้เลยเห่าแจ้งตำแหน่งกับพวกเราในทันที”

เผื่อว่าจะไม่เชื่อ การฝึกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นโดยมีจันหอมเป็นผู้ตามหาเป้า ครั้งนี้เพิ่มความยาก เพราะเป้าหมายอย่าง นพ.สุระ เจตน์วาที แพทย์เวชศาสตร์การบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพขั้นสูง ปีนขึ้นไปหลบบนหลังคารถประจำทางกันเลยทีเดียว

การเห่าส่งสัญญาณครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อจันหอมปีนขึ้นไปบนกองยาง เพราะลมพัดกลิ่นของเป้าหมายไปตกกระทบยังพื้นที่ที่สูงรองลงมา หลังจากที่จันหอมเห่าเพียงไม่กี่วินาที ลมได้เปลี่ยนทิศ จันหอมจึงวิ่งลงจากกองยาง แล้ววิ่งกลับไปมาบริเวณท้ายรถ เพื่อหาจุดที่กลิ่นตกเข้มข้นที่สุด พอจับกลิ่นได้ จันหอมก็นั่งเห่าและมองขึ้นไปบนหลังคาที่คุณหมอซ่อนอยู่ได้อย่างถูกต้อง

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

สุนัขจะเห่าแจ้งว่าพบผู้ประสบภัยในบริเวณที่มีกลิ่นเข้มข้นมากที่สุด ซึ่งในบริเวณที่มีกลิ่นตกเข้มข้นมากที่สุดมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ภูมิประเทศ กระแสลม ความชื้น อุณหภูมิ หรือโครงสร้างของอาคารที่ถล่มลงมา ทั้งหมดล้วนเป็นตัวแปรในการกระจายกลิ่นทั้งสิ้น เมื่อสุนัขแจ้งแล้วก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมสุนัขและทีมกู้ภัยผู้มีประสบการณ์ในการอ่านข้อมูลจากสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น เพื่อระบุตำแหน่งของผู้ประสบภัย

“สุนัขไม่ใช่เครื่องตรวจจับกลิ่น ไม่ใช่ตัวระบุตำแหน่ง สำหรับเคสคนหายที่เชียงใหม่ที่เรากำลังจะพาสุนัขไป เขาใช้คนค้นหาก่อนและเก็บข้อมูล ตอนนี้ก็ใช้สุนัขในการช่วยค้นหา”

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

พี่หนูเล่าเพิ่มเติมว่า ในการศึกษาดูงานที่ประเทศไต้หวันเมื่อ พ.ศ. 2560 เขาประทับใจการเรียนรู้พฤติกรรมสุนัขของหน่วย K-9 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการกู้ภัยค้นหา โดยความยากอยู่ที่สุนัขสื่อสารกับมนุษย์โดยตรงไม่ได้ การเรียนรู้พฤติกรรมตั้งแต่หัวถึงหางจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“ผมอยากช่วยคนเป็น ถ้าเห็นแล้วว่าเขาเสียชีวิต เราจะให้เป็นหน้าที่ของหน่วยอื่น บางครั้งการพาคนเป็นไปช่วยคนตายในสภาพที่ยากลำบาก อาจทำให้เกิดการสูญเสียเพิ่ม เช่น ดำน้ำในคลองแสนแสบ น้ำสกปรกมาก กู้ภัยเสียชีวิตหลายรายแต่ไม่มีใครรู้ น้ำเข้าซอกเล็บ ติดเชื้อในกระแสเลือด เราจึงพยายามนำ K-9 เข้ามาช่วยในการค้นหาผู้จมน้ำ เพื่อช่วยระบุบริเวณที่ผู้จมน้ำติดอยู่ใต้น้ำ อย่างน้อยก็กำหนดพื้นที่ให้แคบลงได้ ดีกว่าการพาคนเข้าไปเยอะ ๆ มันเสี่ยง”

ปัจจุบัน K-9 นำโดยพี่เม๋ถือเป็นส่วนหนึ่งของ FROG Team โดยทำงานเป็นพาร์ตเนอร์กัน หากเคสไหนต้องการการค้นหา พี่หนูและพี่เม๋ก็จะแท็กทีมออกไปช่วยเหลือ

“INSARAG (คณะที่ปรึกษาด้านการค้นหาและกู้ภัยระหว่างประเทศ) บอกว่า ในการตั้งทีมกู้ภัยแบ่งเป็น Heavy, Medium, Light ระดับกลางต้องมีสุนัขในทีม 2 ตัว ของอเมริกาคือทีมใหญ่ (Heavy) มีเครื่องบิน มีเรือ มีเงินทุน มีสุนัข 6 ตัว มันเป็นข้อกำหนดว่าจำเป็นต้องมี ของไทยตอนนี้กำลังสอบเป็น Medium ต้องมี 2 ตัว”

ก่อนจะเดินกลับไปยัง Bounce Dog Sport Center และปล่อยให้สุนัขพักผ่อนรอคอยภารกิจใหญ่ที่เชียงใหม่ พี่หนูบอกว่า “คนยังไม่ค่อยเห็นว่า K-9 มีความสามารถอย่างไร ถ้าได้รู้จะทึ่งกับมัน”

เราก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากการช่วยคนเป็น อีกหนึ่งภารกิจและเป้าหมายสำคัญของ FROG Team คือ การสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญงานกู้ภัยในประเทศให้มากขึ้น โดยทีมได้ไปมอบความรู้และอบรมทั้งทหาร หน่วย SWAT ทีมดับเพลิง มูลนิธิต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยมาแล้ว และเคยพูดคุยถึงการสร้างวิชาเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานที่มีหน่วยกิตจริง เรียนเกี่ยวกับการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ทั้งการปฐมพยาบาลตัวเองและผู้อื่นขณะเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้ น้ำท่วม ไฟฟ้าลัดวงจร หรืออุบัติเหตุภายในบ้าน

“มันเป็นหลักสูตรที่สมควรจะมีแล้ว” เขาบอกเพื่ออนาคตอันปลอดภัยของทุกคน

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

วิชาที่ควรมีติดตัว

คอร์สเรียนสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เกิดขึ้นที่ Firefly Forest School – โรงเรียนหิ่งห้อย ซึ่งเป็นโรงเรียนของลูกสาวตัวน้อย พี่หนูเข้าไปร่วมเขียนหลักสูตร และแนะนำทางโรงเรียนว่า ต้องมีวิชาการเอาตัวรอดไปปลูกฝังให้เด็กตั้งแต่เล็ก ๆ

“เราสร้างเรื่องก่อนว่า จะสอนเรื่องทางน้ำก็มีโจรสลัดออกมา แล้วสอดแทรกว่า ถ้าจมน้ำต้องทำอย่างไร เราต้องตะโกน โยน ยื่น บอกคนอื่น ยื่นไม้ไป”

สาเหตุที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สิ่งที่ไกลตัวคือโรงพยาบาล!

“มันจำเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่ดูแลเขาตลอด 24 ชั่วโมง เด็กต้องมีทักษะ ต้องรู้ว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ อย่างไหนปลอดภัย เขาต้องช่วยเหลือตัวเองได้ก่อน”

“เรื่องพวกนี้สำคัญนะครับ คนไทยชอบให้เหตุเกิดก่อน กว่าจะโทร 1669 (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) มันอาจจะไม่ทัน ถ้าเรื่องพื้นฐานทุกคนทำได้ เก็บข้อมูลได้หมด บอกหมอได้ถูกก็จะดี ตอนนี้ที่คนเสียชีวิตเยอะ เพราะหลาย ๆ ครั้งคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นเก็บข้อมูลไม่ดี บอกข้อมูลผิด หมอรักษาไม่ตรงจุด งูกัดต้องทำอย่างไร บางคนให้ขันชะเนาะ แขนตายสิ ตัดทิ้งเลย เขาไม่ให้พัน ให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ให้เลือดมันวิ่ง หายใจเบา ๆ รีบไปโรงพยาบาล”

พี่หนูคือหนึ่งในคนที่เชื่อว่า มนุษย์ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก ทัศนคติที่ผู้ปกครองต้องดูแลลูกตลอดเวลาจึงควรปรับเปลี่ยน หรืออย่างน้อยเด็กควรรู้วิธีดูแลตัวเอง

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

“นอกจากเรื่องทางน้ำ ยังมีเรื่องการพัน ห้าม ดาม หรือพันแผล ห้ามเลือด ดามแขน-ขา ถ้าเลือดไหลเยอะต้องกดให้หยุดก่อน แผลเล็กค่อยล้างแล้วหยุดเลือด เราเข้าใจผิดว่าเจอแผลใหญ่ต้องล้าง ไม่ต้องครับ เอาให้มันหยุดก่อน แล้วต่อไปจะมีสอนการ CPR เอาตัวรอดตอนอาหารติดคอ ไปจนถึงสีป้ายที่แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ไม่รู้ หรืออาจไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ”

“ป้ายที่เห็นบนท้องถนน แต่ละสีมีความหมายเป็นสากล สีเขียวคือปลอดภัย สีแดง ทราบอยู่แล้วว่าห้าม หยุดการกระทำ สีเหลือง ต้องระมัดระวังสารเคมี แต่อย่างสีฟ้า คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ คือบังคับใช้ ต้องทำตาม ป้ายห้ามจอด ลองสังเกตว่าเป็นสีแดง พื้นหลังเป็นสีฟ้า แปลว่าหยุดแล้วบังคับใช้ ต้องทำตาม มันสากลมากครับ แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้ความหมาย”

พี่หนูยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงวิชาสุขศึกษาของไทยที่เด็กรู้ทฤษฎี CPR แต่ไม่เคยปฏิบัติ

“เขารู้ว่าต้องกดลึก 3 – 5 นิ้ว แต่ถ้าหุ่นผอมบางจะกด 3 – 5 นิ้วไม่ได้ กดลง 1 ใน 3 ของร่างกาย ต้องบอกแบบนี้มากกว่า” 

ได้แต่หวังว่าการปรับหลักสูตรจะเกิดขึ้นในเร็ววัน แต่อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการฝึกให้เด็กคิดและวิเคราะห์สถานการณ์ เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ คือ รู้ว่าอาหารติดคอจะทำอย่างไร ช่วยเหลือตัวเองอย่างไร จากนั้นค่อยเรียนรู้การช่วยเหลือคนอื่น

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน
อบรมกู้ภัย Mountain Rescue Training Camp

“อีกเรื่องใกล้ตัวที่คนมักมองข้าม คือเรื่องฮีทสโตรกและอาการวูบ รวมไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ไฟฟ้าลัดวงจร การต่อปลั๊กพ่วงจำนวนหลายอันก็มีโอกาสเกิดความร้อนจนช็อตได้ คนไทยชอบวัวหายล้อมคอก ไปนำเสนอแล้วไม่ค่อยฟัง พอใกล้ตัวก็เพิ่งนึกถึง เดี๋ยวนี้โรงเรียนนานาชาติเริ่มเชิญวิทยากรหรือผู้มีความรู้จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปสอนเด็ก มันเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมานานแล้ว”

ในยุคหนึ่งพี่หนูเคยคิดว่า หากตัวเองเป็นอะไรขึ้นมา จะมีคนที่มีความรู้ด้านการกู้ภัยและเอาตัวรอดมาช่วยเหลือเขาไหม แต่ในปัจจุบัน โลกพัฒนาและคนพัฒนา เขาเชื่อว่าตนเองได้พบคนเหล่านั้นแล้ว แต่ถึงอย่างไรการเผยแพร่ความรู้ให้ทั่วถึงก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นเป้าหมายที่เขาอยากทำต่อไป

“การเป็นกู้ภัยมา 20 กว่าปี ทำให้เราได้คิดมากขึ้น วิเคราะห์เยอะขึ้น รอบคอบ เพราะเราไปช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ถ้าพลาดก็ไม่เหลืออะไรเลย พลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะชีวิตทุกคนมีคุณค่า จากนี้ผมก็ยังทำงานกู้ภัยต่อไปจนถึงวันที่ทำไม่ไหว”

หากใครสนใจงานด้านกู้ภัย ต้องการความช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนความรู้ หรือฝึกอบรมขั้นพื้นฐานตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนฝึกปฏิบัติในสถานการณ์ตึกถล่ม ฝึก Rope Rescue หรือเทคนิคพิเศษอื่น ๆ สามารถติดต่อได้ทางเฟซบุ๊ก FROG Team Thailand 

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load