ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมเห็นและรับรู้ข่าวสะเทือนใจมากๆ ในบ้านเราก็คือ เต่าตนุตายเพราะกินพลาสติกในทะเลมากเกินไป ยังไม่ทันจะหายเศร้าดีก็มีข่าวแบบเดิมเข้ามาอีก

คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นวาฬครีบสั้นเกยตื้นที่สงขลา จากการผ่าพิสูจน์พบขยะพลาสติกกว่า 80 ชิ้นอยู่ในท้องของมัน

ยังไม่พอ เรายังได้เห็นภาพข่าวของสหรัฐอเมริกาที่แม่นกคาบเอาขยะพลาสติกชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปป้อนลูกน้อยในรังอีก

ทั้งหมดนี้คือส่วนเล็กๆ ส่วนเดียวของปัญหาขยะพลาสติกในทะเลที่ตอนนี้น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่คนพูดถึงมากที่สุดในโลก

ขยะพลาสติกในปัจจุบันว่าเยอะแล้ว แต่ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ในอนาคต ขยะพลาสติกกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ถูกปล่อยทิ้งลงทะเลโดยตรงก็ถูกฝังกลบไว้ใต้ดิน (ซึ่งไม่ย่อยสลาย และในที่สุดก็จะหลุดลอยไปยังทะเลอยู่ดี) มีขยะพลาสติกเพียงแค่ 9 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่ถูกนำกลับมารีไซเคิลใช้ใหม่

ยิ่งไปกว่านั้นงานวิจัยของมูลนิธิเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อมเอลเลน แมคอาร์เธอร์ คาดว่า ภายใน พ.ศ. 2563 หรืออีก 34 ปี ขยะพลาสติกในมหาสมุทรจะมีมากกว่าจำนวนปลาซะอีก (!!) ในบรรดาขยะพลาสติกที่ลอยเคว้งคว้างอยู่อย่างไร้จุดหมายกลางทะเลนั้น มีอยู่สิ่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากๆ และเยอะเป็นอันดับต้นๆ ของบรรดาขยะทั้งหมดนั่นก็คือ ‘ขวดน้ำดื่มพลาสติกแบบใส’ นั่นเอง

ขวดน้ำดื่มเหล่านี้นำกลับมารีไซเคิลได้ แต่อาจเพราะความยุ่งยากของการแยกขยะหรืออะไรก็ตามที จึงทำให้ขวดน้ำดื่มพลาสติกเหล่านี้ต้องลอยต่อไปอีกหลายร้อยปีกว่าจะย่อยสลาย

ขวดน้้ำ, พลาสติก

ในงานประกาศรางวัล DEmark Award หรือ Design Excellence Award ของทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในปีล่าสุด ผมสะดุดตากับผลงานกระเป๋าใบหนึ่งด้วยความสวยงามแปลกตาของการออกแบบและวัสดุที่ใช้ตัดเย็บ เมื่อเข้าไปดูรายละเอียดใกล้ๆ ก็เจอกับข้อความว่า ‘ดื่มน้ำ 5 นาที ขวดที่ใส่น้ำอยู่ก็จะเป็นขยะไปอีกกว่า 400 ปี’ 

นี่คือกระเป๋าที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลอย่างขวดน้ำดื่มพลาสติกแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ จากแบรนด์กระเป๋า ‘ARTWORK’ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 รุ่น คือ กระเป๋าถือ (Hand Bag) กระเป๋าสะพายข้าง(TOTE BAG) และ เป้สะพายหลัง (Backpack)

กระเป๋า, SUMii, ARTWORK, รีไซเคิล กระเป๋า, TOMii, ARTWORK, รีไซเคิล, ขวดพลาสติก

เวลาพูดถึงกระเป๋าจากวัสดุรีไซเคิลเรามักนึกถึงกระเป๋าที่ดูเชยๆหน่อย ก็ไม่รู้ว่าใครกำหนดรูปแบบนั้นไว้ แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่เลยกับกระเป๋าที่ได้รับรางวัลการันตีด้านการออกแบบอย่าง DEmark ของไทย และวัสดุที่เลือกใช้ก็ช่วยลดปริมาณขยะอีกด้วย เก๋ไหมล่ะ แค่ช้อปก็มีส่วนช่วยโลก ช่วยวาฬ เต่า และสัตว์น้ำทั้งหลายแล้วนะ (แต่จริงๆ ลดการใช้พลาสติกจะดีกว่ามากๆ)

รักน้ำ รักปลา รักโลก

แบรนด์กระเป๋า ARTWORK ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2555 โดย ป้อม-สิริวรรณ ชิวารักษ์ ซึ่งมีอาชีพหลักเป็น Art Director ของบริษัทโฆษณา

ด้วยอาชีพการงานที่ได้คลุกคลีและทำงานในโปรเจกต์ CSR (ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร) ต่างๆ ของลูกค้า ทำให้เธอรู้สึกถึงปัญหาโลกร้อนว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและใกล้ตัวมากๆ ผสมกับความสนใจส่วนตัวที่อยากลองทำสินค้าแฟชั่นอะไรสักอย่างขึ้นมาเป็นงานอดิเรก เลยมองไปที่กระเป๋าเป็นอย่างแรกเพราะเป็นสินค้าที่ใครก็ใช้ได้ ไม่มีปัญหาเรื่องของขนาดสัดส่วนมาเกี่ยวข้องด้วยสักเท่าไหร่ จึงเกิดเป็นไอเดียกระเป๋าที่ใช้วัสดุซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“เรากลายเป็นคนที่แยกขยะก่อนทิ้ง เพราะเราเชื่อว่าการแยกขยะเป็นเรื่องสำคัญ เคยไปค้นคว้าและไปคุยกับโรงงานที่ทำเรื่องรีไซเคิลพลาสติกมาแล้วด้วย

“สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้ก็คือ ขยะพลาสติกหลายอย่างที่ดูไม่น่าจะรีไซเคิลได้อย่างถุงที่ห่อผักผลไม้ ถ้าล้างทำความสะอาดและแกะเอาสติกเกอร์ออก ก็เอามารีไซเคิลใช้ใหม่ได้อีกครั้ง เราเคยเห็นการแยกขยะที่ญี่ปุ่นซึ่งมหัศจรรย์มาก คนที่นั่นล้างทุกสิ่งจนสะอาดก่อนจะตากให้แห้งแล้วก็ไปหย่อนในส่วนแยกขยะที่มีมากกว่า 20 ประเภท ถ้าทำแบบนี้ขยะจะถูกรีไซเคิลได้ง่ายจริงๆ

หรืออย่างที่ยุโรป ถ้าเราเอาขวดที่ซื้อมาไปคืนที่หน้าซูเปอร์มาร์เก็ตก็จะได้เงินคืนกลับมา เป็นการสร้างแรงจูงใจให้แยกขยะแบบหนึ่ง”

SUMii, กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK

KAMii, กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK

“เราสนใจวัสดุที่มาจากการนำขยะมารีไซเคิล เพราะถ้าขยะอยู่ผิดที่ก็จะไม่ถูกนำไปใช้งานอีกเลย เราเลยอยากทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะวงการแฟชันนี่เป็นตัวทำโลกร้อนอันดับสองเลยนะ

“เราอยากใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทนที่จะเป็นวัสดุทั่วๆ ไป ส่วนหนึ่งคือเป็นเรื่องของการใช้สินค้าแฟชั่นเพื่อบอกเล่าปัญหานี้ด้วย ตอนแรกเราไปเจอกระดาษคราฟต์ที่ซักได้ (วัสดุผสมระหว่างกระดาษและพลาสติกมักใช้ทำป้ายกางเกงยีนส์) เลยเอามาทำเป็นกระเป๋าถือดู” ป้อมเล่าถึงที่มาของการเริ่มทำแบรนด์ในทีแรก

จากการลองทำงานชิ้นแรกก็พาให้ตัวกระเป๋ากระดาษคราฟต์และแบรนด์ ARTWORK นั้นได้รางวัล G Mark จากประเทศญี่ปุ่นและ DEmark ของไทยด้วยในปี 2013 เลย

คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูขวด

ป้อม-สิริวรรณ ชิวารักษ์, กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, อาจารย์เชอรี่-จิตรา มั่งมา

แต่หลังจากปีที่ได้รางวัล ด้วยภาระงานประจำที่มากขึ้นผสมกับธุรกิจสินค้าแฟชั่นที่มีรูปแบบเฉพาะตัว ทำให้ป้อมพัฒนาแบรนด์กระเป๋าไปต่อได้ไม่ค่อยเต็มที่ เลยได้ไปเจอที่ปรึกษาด้านแฟชัน แบรนดิ้งและการตลาดซึ่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติอย่าง อาจารย์เชอรี่-จิตรา มั่งมา ให้มาช่วยเป็นที่ปรึกษาของแบรนด์ ARTWORK

หลังจากทำเวิร์กช็อป ช่วยกันพัฒนา คิด และปรับปรุง รูปแบบของกระเป๋าอยู่นานหลายเดือน จนได้ข้อสรุปว่าควรจะพัฒนาแบรนด์ให้เป็นตัวป้อมมากขึ้น และเพิ่มรูปแบบการใช้งานของกระเป๋าให้มากขึ้น ไม่ใช่เป็นแค่กระเป๋าเรียบๆ แบบที่เคยทำมา โดยที่ยังเน้นใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่อไป

การทำให้แบรนด์เป็นตัวของป้อมมากขึ้น ทำให้เธอคิดไปถึงปัญหาขยะพลาสติกที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ควรจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหา เลยนึกถึงวัสดุที่รีไซเคิลมาจากขยะพลาสติก ซึ่งแบรนด์ระดับโลกหลายๆ แบรนด์ก็เริ่มนำขยะพลาสติกมารีไซเคิลเป็นวัสดุในการผลิตสินค้าที่เริ่มเห็นกันชินตา

หลังจากหาอยู่เป็นเวลานานป้อมก็เจอวัสดุหนึ่งที่ดูคล้ายกับผ้าขนสัตว์หนาๆ แต่กลับเป็นผ้าที่ทำมาจากการนำเอาขวดน้ำดื่มพลาสติกมารีไซเคิล ซึ่งโดยปกติเป็นวัสดุหลักในการผลิตพรมปูพื้นตามงานอีเวนต์ หรือซับในของรองเท้าต่างๆ จึงเกิดความคิดที่จะพัฒนาวัสดุนี้เพื่อผลิตเป็นกระเป๋า

กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์ กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์ กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์

“เส้นใยนี้ถูกผลิตจากการนำเอาขวดน้ำดื่มมาบดจนกลายเป็นเศษพลาสติกชิ้นเล็กๆ ก่อนจะนำไปผ่านความร้อนจนหลอมเหลว ก่อนจะนำไปผ่านเครื่องฉีดออกมาเป้นเส้นใย แล้วจึงนำมาผ่านกระบวนการ Needle Punch อีกครั้งเพื่อทำให้เส้นใยติดกันเป็นผืนผ้า หน้าตาและผิวสัมผัสของวัสดุนี้จะออกมาเป็นเหมือนผ้าขนสัตว์ที่หนาและมีขุยที่ผิวแตกต่างจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ซึ่งแทรกอยู่ในเสื้อผ้าทั่วๆ ไป” ป้อมอธิบายกรรมวิธีกว่าจะมาเป็นของผ้าที่ใช้ พลางหยิบกระเป๋าขึ้นมาให้เราสัมผัสไปด้วย

หลังจากลูบๆ คลำๆ อยู่นานผมก็แทบไม่อยากจะเชื่ออยู่ดีว่าสิ่งนี้ทำมาจากขวดน้ำดื่มพลาสติกที่เราคุ้นเคยกันจริงๆ และไม่ใช่เพียงแค่ผมคนเดียว แต่ป้อมเล่าให้ฟังว่า แทบทุกคนที่พอรู้ว่ามันทำมาจากขวดน้ำพลาสติกก็จะเข้ามาจับและไม่ค่อยเชื่อว่าขวดน้ำพลาสติกสามารถมาทำแบบนี้ได้

ไปให้สุดก่อนหยุดแล้วกลับทางเดิม

หลังจากได้วัสดุมาแล้วก็ถึงคราวที่จะต้องนำมาตัดเย็บเป็นกระเป๋าตามที่คิดออกแบบไว้ ป้อมก็พบว่า นอกจากการแยกขยะพลาสติกเพื่อให้เกิดการนำกลับมาใช้ใหม่ที่ว่ายากแล้ว การนำวัสดุรีไซเคิลอย่างผ้าใยพลาสติกนี้มาทำเป็นกระเป๋านั้นยากยิ่งกว่า

ทีแรกป้อมอยากจะใช้การเย็บทั้งแนวผ้าเพื่อสร้างลวดลายบนผิวกระเป๋าให้เป็นเหมือนลายของผ้าลูกฟูก แต่ด้วยความที่วัสดุนี้เย็บยากมากเลยเปลี่ยนเป็นพิมพ์สีลงไปแทน โดยเลือกทำสีแบบ Heat Transfer ใช้สีผงมาผ่านความร้อนให้ละลายติดกับตัวเส้นใย เพื่อให้ไม่มีสีย้อมหรือสารพิษเหลือทิ้งลงในแหล่งน้ำจนกลายเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทำสีเป็น 3 สีคือ ฟ้า เขียว และเทา เพื่อสื่อถึงธรรมชาติที่ถูกทำลายจากขยะพลาสติกในทะเล

“ผ้าจากขวดน้ำพลาสติกเป็นวัสดุที่ไม่ได้เกิดจากการทอขึ้นมา การนำมาตัดเย็บจึงทำได้ยากกว่าเพราะมันจะลื่นและยืดหยุ่นกว่าผ้าทั่วไป การตัดเย็บจึงยากกว่ามาก

“ตอนเย็บด้วยจักรเย็บผ้ามีแรงดึงจากตัวจักรมาด้วยทำให้ตัววัสดุยืดและย้วยไปมา เราต้องเปลี่ยนจากการเย็บสร้างลวดลายบนผิวกระเป๋ามาเป็นการย้อมสีพร้อมลวดลายลงไปแทน เพื่อลดขั้นตอน แล้วต้องหาช่างที่มีเทคนิคและฝีมือในการเย็บที่เก่งมากๆ ถึงจะขึ้นรูปกระเป๋าได้ ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงมากขึ้นด้วยเช่นกัน”

กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์ กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์

เวลาตัดเย็บกระเป๋า ขอบของกระเป๋ามักเย็บไม่ค่อยเรียบร้อย โดยปกติแบรนด์สินค้าอื่นๆ มักจะเอาหนังแท้มาใช้เก็บขอบ รวมไปถึงทำสายผูกหรือสะพายเพื่อเพิ่มมูลค่า

แต่ป้อมกลับเลือกใช้หนังไมโครไฟเบอร์แทน เพราะทนทาน นุ่ม และใช้งานได้ดีไม่ต่างจากหนังแท้ แต่ไม่พึ่งพาอุตสาหกรรมปศุสัตว์และที่สำคัญคือไม่ต้องใช้สารเคมีแบบการย้อมและฟอกหนัง เพราะนอกจากกระบวนการเลี้ยงที่สร้างมลภาวะแล้ว ขั้นตอนการผลิตและฟอกหนังนั้นก็เต็มไปด้วยสารเคมีอันตรายจำนวนมากที่ทางโรงงานมักจะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำต่อไป

จากการลองสะพายและลองใส่ของที่มีน้ำหนักมากดู กระเป๋า ARTWORK ก็แข็งแรงและทนทานมากๆ ไม่ต่างกับขวดน้ำพลาสติกที่ใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย แต่ความเจ๋งที่สุดของกระเป๋าใบนี้อยู่ที่เมื่อเราใช้งานกระเป๋าไปนานๆ จนเก่าก็นำกระเป๋ากลับมารีไซเคิลใหม่ให้เป็นเส้นใยจากขวดน้ำพลาสติกผืนใหม่ได้เช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นกระเป๋าที่รักโลกจริงๆ

แต่ด้วยราคาของกระเป๋าที่ค่อนข้างสูง ซึ่งก็คงจะเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนน้อยมาก แล้วมันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเรื่องขยะพลาสติกได้ขนาดไหน ผมถามป้อมเมื่อรับรู้ถึงราคาของกระเป๋าใบตรงหน้า

กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์ กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์

“กระเป๋าใบนี้เป็นแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่งในการกระตุ้นให้ผู้คนรับรู้และตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติก เพราะจำนวนผลิตของมันไม่ได้มากจนช่วยให้ขยะลดลงอยู่แล้ว เราเลยสนใจและคิดที่จะทำแคมเปญอื่นๆ เพื่อช่วยในการกำจัดขยะอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย

“กำลังมองหาพาร์ตเนอร์หรือองค์กรที่อยากมาร่วมมือกันแก้ปัญหาเรื่องขยะนี้อยู่ อย่างเช่นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันด้วยวัสดุรีไซเคิล หรือจากการที่เราไปทำการค้นคว้ามาก็พบว่าระบบการทิ้งขยะในไทยนั้นไม่ได้เอื้อให้คนทั่วๆ ไปแยกขยะได้ มันอาจจะต้องมีการออกแบบระบบหรือวิธีการบางอย่างเพื่อให้ช่วยให้การคัดแยกขยะนั้นเกิดขึ้นมาได้”

แล้วจุดหมายปลายทางที่อยากเห็นจากสิ่งที่กำลังพยายามทำคืออะไร

อยากเห็นเราๆ แยกขยะกันให้เหมือนคนญี่ปุ่น เพื่อที่ขยะที่ยังใช้ได้จะได้ถูกนำกลับไปผลิตใช้ใหม่” คือคำตอบสั้นๆ ของป้อม

การแยกขยะพลาสติกเพื่อให้เกิดการนำกลับมาใช้ใหม่นั้นว่ายากแล้ว

แต่การที่จะเปลี่ยนให้ทุกคนทำตามนั้นถือว่ายากยิ่งกว่ายาก แต่สายตาของป้อมนั้นบอกว่ามันน่าจะเกิดขึ้นได้

กระเป๋าผ้า, ขวดพลาสติก, รีไซเคิล, ARTWORK, สิ่งแวดล้อม, ดีไซน์, ป้อม-สิริวรรณ ชิวารักษ์

ใครสนใจอยากจะสั่งซื้อกระเป๋าจากขวดน้ำพลาสติกใบนี้ หรือสนใจอยากจะร่วมด้วยช่วยกันทำแคมเปญเรื่องการแยกขยะเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกในประเทศ ก็สามารถติดต่อคุณป้อม ได้ที่ Facebook | Art Work

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จะดีแค่ไหน หากอาหารที่เรากินไม่เพียงอร่อยระดับแสงพุ่งออกจากปาก แต่ยังเป็นมิตรต่อสุขภาพและโลกด้วย

หากใครเคยดูสารคดี Food Inc. คงติดตากับภาพลูกไก่นับหมื่นตัวถูกลำเลียงไปตามสายพานเพื่อเข้าเครื่องเชือด หรือภาพฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีสัตว์แออัดยัดเยียดเต็มพื้นที่ แต่ละตัวแทบไม่มีที่ว่างให้ขยับไปไหนมาไหน หน้าที่อย่างเดียวในชีวิตของพวกมันคือกิน กิน แล้วก็กิน ราวกับว่าเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต

แน่นอนว่าคงไม่มีสัตว์ตัวไหนมีสุขภาพดีได้ภายใต้สภาพแวดล้อมแบบนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือยาปฏิชีวนะมากมายที่ถูกผสมในอาหารและฉีดให้พวกมัน ไปจนถึงฮอร์โมนเร่งโตเพื่อย่นระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยที่สุดและสร้างกำไรมากที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจที่เนื้อสัตว์ที่ขายกันทุกวันนี้ทั่วโลกมีสารเคมีมากมายตกค้าง และโลกเราก็มีเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น ยังไม่นับรวมสารเคมีหรือยาที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น คำพูดที่ว่า การเลือกกินของเราช่วยกำหนดอนาคตโลกได้ จึงไม่ใช่คำพูดเกินจริงแต่อย่างใด

โชคดีที่ว่าทุกวันนี้เรามีทางเลือกในการกินมากขึ้น และหนึ่งในทางเลือกของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่เป็นมิตรต่อโลกและสุขภาพที่เราอยากชวนมารู้จักวันนี้ ก็คือผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่มีชื่อว่า Sloane’s

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

ความน่าสนใจของแบรนด์นี้ ไม่เพียงแต่ประวัติของเชฟผู้ก่อตั้งที่มีดีกรีเป็นถึงอดีตเชฟโรงแรม 5 ดาว และร้านอาหารมิชลินสตาร์มานานกว่า 20 ปีเท่านั้น แต่ความพิเศษมาก ๆ อีกอย่างก็คือความใส่ใจด้านความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่การเลือกที่มาของเนื้อสัตว์จากฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์อย่างใส่ใจในสวัสดิภาพสัตว์และไม่ใช้สารเคมี โรงฆ่าสัตว์ที่มีจริยธรรม ความพยายามในการลดรอยเท้าคาร์บอน ไปจนถึงการใช้ทุกส่วนของสัตว์แบบไม่เหลือทิ้ง

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

อะไรที่ทำให้เชฟชาวอังกฤษคนนี้ใส่ใจเรื่องความยั่งยืนขนาดนี้ และเนื้อสัตว์ที่มาจากการผลิตที่ยั่งยืนจะมีรสชาติต่างจากสัตว์จากฟาร์มอุตสาหกรรมอย่างไร ไปฟังเชฟเล่ากันเลย

Happy Animals, Tasty Meat

“เนื้อสัตว์ที่คุณภาพดีและรสชาติดี ต้องมาจากสัตว์ที่สุขภาพดีและมีความสุข”

นั่นคือแนวคิดหลักของ โจ สโลน (Joe Sloane) เชฟชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งแบรนด์ Sloane’s และนั่นจึงทำให้ผลิตภัณฑ์ของเขา ตั้งแต่เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ไส้กรอกหลากหลายสูตร แฮม เบคอน พาย เบอร์เกอร์ และอื่น ๆ อีกกว่า 300 รายการ ล้วนมีรสชาติพิเศษ

“ถ้าสัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีที่นอนที่สบาย ไม่ใช่คอกแคบ ๆ มีพื้นที่ให้เดินอย่างอิสระ ก็จะเป็นสัตว์ที่สุขภาพดีและมีความสุข ซึ่งทำให้รสชาติและคุณภาพของเนื้อสัตว์ดีกว่ามาก ๆ”

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส
Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

ความใส่ใจในที่มาของเนื้อสัตว์ของเชฟโจมีความละเอียดถึงขนาดว่า เขาต้องลงพื้นที่ไปดูฟาร์มทุกแห่งที่เขาทำงานด้วย ตั้งแต่ดูว่าสัตว์มีชีวิตอย่างไร กินอะไร นอนแบบไหน คอกเป็นยังไง คุณภาพชีวิตของสัตว์เป็นยังไง ก่อนจะตัดสินใจซื้อสัตว์จากฟาร์มเหล่านั้น และไม่ใช่แค่ขั้นตอนการเลี้ยงเท่านั้นที่สำคัญ แม้กระทั่งโรงฆ่าสัตว์ เขาก็ต้องลงพื้นที่ไปเลือกด้วยตัวเองเช่นกัน

“นอกจากต้องเป็นโรงฆ่าสัตว์ที่มีใบรับรองอย่างถูกต้องและมีห้องเก็บความเย็นแล้ว วิธีการฆ่าก็ต้องมีจริยธรรมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นคือทำอย่างรวดเร็วจนสัตว์ไม่ทันได้รู้สึก และต้องเข้าห้องทีละตัว เพื่อสร้างความเครียดให้พวกมันน้อยที่สุด แล้วโรงฆ่าก็ต้องอยู่ใกล้ฟาร์ม เพื่อที่สัตว์จะได้ไม่ต้องเครียดจากการเดินทางไกล”

เชฟโจเล่าว่าการให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ของเขา ไม่เพียงแต่มาจากเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อยากให้สัตว์ต้องเจ็บปวดทรมาน อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเรื่องคุณภาพของเนื้อสัตว์ด้วย เพราะสัตว์ที่ผ่านโรงเชือดแบบอุตสาหกรรมที่สร้างความเครียดสูงจะมีคุณภาพและรสชาติที่แย่กว่ามาก

“เมื่อสัตว์เครียด ร่างกายมันจะปล่อยอะดรีนาลีน เช่น ในหมูจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า PSE นั่นคือ Pale (ซีด) Soft (นิ่ม) Exudative (มีน้ำเยิ้ม) ซึ่งในบางกรณีที่แย่มาก ๆ เนื้อเหล่านั้นจะนำมาทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากบดหรือนำไปทำไส้กรอกราคาถูก หรือต่อให้อาการไม่ได้หนักมาก มันก็ยังมีความแตกต่างอยู่ดี เพราะเมื่อเนื้อหมูสูญเสียความชื้น เนื้อที่ได้ก็จะแห้งและไม่อร่อย ซึ่งก็ไม่ใช่แค่หมูเท่านั้น แต่สัตว์อื่น ๆ ที่ถูกฆ่าในสภาวะเครียดก็ส่งผลต่อคุณภาพเช่นกัน อย่างที่ญี่ปุ่นเขาจะมีเทคนิคฆ่าปลาที่เรียกว่า Ike-Jime ที่จะทำให้ได้เนื้อปลาคุณภาพสูงสุดด้วยเหตุผลเดียวกัน ความเครียดส่งผลแย่ต่อเราทุกคน และการที่ผมเป็นเชฟ ผมย่อมต้องการเนื้อสัตว์ที่คุณภาพดีที่สุด รสชาติดีที่สุด”

นอกจากจะเลือกที่มาของสัตว์เพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุดและดีต่อสวัสดิภาพสัตว์มากที่สุดแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของ Sloane’s คือ เขาจะเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่หาได้ในประเทศเป็นหลัก ยกเว้นเครื่องปรุงบางชนิดที่ไม่มีในไทยจริง ๆ จึงจะนำเข้า ทั้งนี้ก็เพื่อลดรอยเท้าคาร์บอนในการขนส่ง

“ผมไม่ได้ต่อต้านการนำเข้า เพียงแต่ว่าตัวเลือกแรกของผมจะเป็นวัตถุดิบในท้องถิ่น ผมจะนำเข้าทำไมในเมื่อผมหาวัตถุดิบที่ดีกว่าได้ที่นี่ หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Export Quality (คุณภาพระดับส่งออก) ผมไม่ต้องการคุณภาพระดับนั้น แต่ผมต้องการคุณภาพในระดับที่ว่าถ้ามีปัญหาอะไร ผมยกหูโทรศัพท์คุยกับเจ้าของฟาร์มได้โดยตรง แทนที่จะต้องโทรหาใครไม่รู้จากอีกซีกโลก การทำงานกับผู้เลี้ยงสัตว์โดยตรงย่อมดีกว่า และเท่ากับเป็นการสนับสนุนฟาร์มท้องถิ่นด้วย”

แม้ว่าฟาร์มหลายแห่งในไทยที่เขาทำงานด้วยจะไม่ได้มีตรารับรองความเป็นออร์แกนิกจากองค์กรใด ๆ ทำให้เขาเลือกที่จะไม่ใช้คำว่า ‘ไส้กรอกออร์แกนิก’ ในการประชาสัมพันธ์แบรนด์ อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่เขาลงพื้นที่ไปเยี่ยมฟาร์มด้วยตนเอง และผ่านการพูดคุยกับเจ้าของฟาร์ม ทำให้เขามั่นใจว่าเนื้อสัตว์ทั้งหมดที่ได้มาล้วนมีที่มาอย่างใส่ใจสวัสดิภาพสัตว์และสิ่งแวดล้อม

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

“ฟาร์มส่วนใหญ่ที่เราทำงานด้วย เขามีแนวคิดและความตั้งใจแบบเดียวกับเราอยู่แล้ว นั่นคือการเลี้ยงสัตว์แบบใส่ใจ เพื่อให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่เราตั้งไว้ แล้วเราก็มีการสุ่มตรวจสารเคมีในเนื้อสัตว์เป็นระยะด้วย”

หลังจากคัดสรรที่มาของเนื้อสัตว์ที่ได้คุณภาพแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการแล่และนำมาทำอาหาร ซึ่งหัวใจหลักของความยั่งยืนในขั้นตอนนี้ก็คือการมีเศษหลือทิ้งให้น้อยที่สุด ซึ่งสำหรับเชฟโจแล้ว เขาล้ำไปอีกขั้นด้วยการซื้อสัตว์จากฟาร์มมาทั้งตัว และนำมาทำอาหารทุกส่วนแบบที่ไม่เหลือเศษทิ้งแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า Nose-to-Tail หรือการใช้ทุกส่วนของสัตว์อย่างคุ้มค่าตั้งแต่หัวจรดหาง ทั้งผิวหนัง ไขมัน ยันกระดูก

“ทุกส่วนเราใช้ได้หมด เช่น กระดูกเราเอาไปทำซุปและน้ำสต็อก เลือดเอาไปทำไส้กรอกแบล็กพุดดิง ส่วนหัวหมูใช้ทำ Porchetta De Testa ส่วนไตนำไปทำสเต๊กเนื้อและไต บางส่วนใช้ทำพาย ทุกส่วนจะถูกใช้อย่างดีที่สุด ทำให้เรามีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ไปจนกระทั่งเหลือส่วนที่ไม่ดีพอสำหรับนำมาทำไส้กรอกหรือเบอร์เกอร์ ก็จะนำไปทำอาหารสุนัขหลาย ๆ แบบ ซึ่งได้รับความนิยมมาก”

Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส
Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฝีมือเชฟมิชลิน มั่นใจได้ทั้งความรักษ์โลกและความเลิศรส

เขาเล่าถึงแนวทางการทำงานที่ทำให้เราทึ่ง แต่แค่นั้นยังไม่พอ แม้ในวันที่แบรนด์ Sloane’s เติบโตขยายตลาดไปมากถึง 86 แห่ง มีโรงแรมที่เป็นลูกค้าประจำนับร้อยโรงแรม แต่ไส้กรอกทุกชิ้นก็ยังผลิตด้วยมือ ซึ่งเขายืนยันว่าจะทำแบบนี้ต่อไป ไม่ว่าธุรกิจจะเติบโตไปมากแค่ไหนก็ตาม

“ไส้กรอกส่วนใหญ่ของเราเป็นสูตรบริทิชหรืออิตาเลียน ซึ่งต้องทำทีละน้อย เพราะมีเครื่องปรุงและส่วนผสมหลายอย่าง แล้วเราก็ไม่ได้ใส่สารกันเสีย นอกจากนั้นเรายังมีไส้กรอกที่สั่งผลิตพิเศษ (Custom-made) จากเชฟโรงแรม ซึ่งเขาจะระบุมาเลยว่าอยากได้แบบไหน ขนาดไหน เพื่อให้เข้ากับเมนูที่เขาจะทำ ทำให้การทำไส้กรอกด้วยมือตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่า”

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเรื่องความยั่งยืนอีกอย่างที่เขายังคงมองหาทางเลือกที่ดีกว่า นั่นคือเรื่องของบรรจุภัณฑ์

“เรื่องนี้ยังเป็นปัญหา เพราะเรายังต้องใช้พลาสติกเพื่อสุขอนามัย ซึ่งผมพยายามมองหาทางเลือกทดแทนอยู่แต่ก็ยังมีไม่มากนัก เพราะอย่างพลาสติกชีวภาพที่มีขาย ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบที่ย่อยสลายในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งที่นี่ยังไม่มีโรงงานสำหรับย่อยสลายพวกนี้โดยเฉพาะ”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

Sustainable Food, Sustainable World

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว คำว่า ‘ความยั่งยืน’ ยังห่างไกลจากการเป็นคำยอดฮิตอย่างทุกวันนี้ และคำว่าวิกฤตสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่ได้ถูกพูดถึงมากเหมือนในปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้น เชฟโจก็สนใจเรื่องความยั่งยืนทางอาหารมาตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพเชฟใหม่ ๆ

“ที่อังกฤษ ผมได้เรียนเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนมาตั้งแต่สมัยเรียน แล้วพอทำงาน เชฟที่เราทำงานด้วยก็ใส่ใจเรื่องนี้ ทำให้เราได้รับการปลูกฝังเรื่องนี้เรื่อยมา ซึ่งผมก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ”

จากการทำงานเป็นเชฟในโรงแรมหรูและร้านอาหารมิชลินสตาร์มา 3 ทวีปทั่วโลก วันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจย้ายตามภรรยามาที่ประเทศไทย เนื่องจากภรรยาของเขาเป็นครูที่โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ ซึ่งแม้เขาจะยังคงอาชีพเชฟในโรงแรมเหมือนเดิม แต่ความท้าทายใหม่ก็คือโจทย์เรื่องที่มาของวัตถุดิบ

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย
โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

“ช่วงที่ผมมาเมืองไทยใหม่ ๆ สิ่งหนึ่งที่ต่างอย่างชัดเจนมากก็คือ เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่มาของวัตถุดิบเลย ซึ่งต่างจากตอนอยู่ลอนดอนที่เรารู้หมดว่าหมูนี้มาจากฟาร์มไหน เป็นหมูพันธุ์อะไร แต่พอมาเป็นเชฟในโรงแรมที่ไทย วัตถุดิบแทบทุกอย่างนำเข้าจากทั่วโลก ผมเคยถามบริษัทที่มาส่งหมูว่าเป็นหมูจากไหน เขาบอกแค่ว่า ก็หมูน่ะ มาจากหลายที่ ไม่มีรายละเอียดอะไรเลย”

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนกระทั่งเขาได้มารู้จักกับ เชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ เจ้าของร้านอาหาร โบ.ลาน หนึ่งในเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนทางอาหารของเมืองไทย ซึ่งเชฟโบได้แนะนำให้เขารู้จักฟาร์มท้องถิ่นหลายแห่งที่เลี้ยงสัตว์ในวิถีธรรมชาติ ทำให้เขาเลือกที่มาของวัตถุดิบได้อย่างที่ต้องการมากขึ้น

หลังจากทำงานเป็นเชฟในโรงแรมชั้นนำของประเทศไทยได้ราว 2 ปี เขาก็ตัดสินใจยุติอาชีฟเชฟเพื่อมาดูแลลูกน้อยที่เพิ่งเกิดมา และใช้เวลาว่างทำไส้กรอกสไตล์อังกฤษขาย เนื่องจากเขาพบว่าไส้กรอกสไตล์อังกฤษแท้ ๆ ในเมืองไทยหายากมาก และที่มีขายอยู่ก็มักคุณภาพไม่ค่อยดี เนื่องจากผู้ผลิตพยายามทำให้ราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จากจุดเริ่มต้นกับลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติด้วยกัน แต่ด้วยจุดเด่นด้านคุณภาพและการผลิตอย่างใส่ใจ ทำให้ไส้กรอกแบรนด์ของเขาได้รับการบอกเล่าปากต่อปากจนมีคนรู้จักมากขึ้น จนปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ Sloane’s เริ่มมีชื่อเสียงในวงกว้าง ถูกบรรจุอยู่ในเมนูของร้านอาหารชื่อดังหลายแห่ง มีเชฟจากโรงแรมหรูมากมายเป็นลูกค้าประจำ มีวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งเปิดหน้าร้านเพิ่มที่เชียงใหม่

“ผมไม่เคยคิดว่าเราจะเติบโตและมาไกลได้ขนาดนี้ ช่วงเริ่มใหม่ ๆ ใคร ๆ ก็ว่าเราบ้า บอกว่ามันไม่เวิร์กหรอก ไม่มีใครแคร์เรื่องความยั่งยืนที่นี่หรอก แต่มาถึงวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาคิดผิด คนที่แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อมยังมี ฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์อย่างใส่ใจและมีคุณภาพดีก็มีไม่น้อย แล้วตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในเรื่องความยั่งยืนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มีคนสนใจเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งผมก็ดีใจที่เห็นสิ่งเหล่านี้”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

แม้การทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในรูปแบบที่เขาพูดถึงจะมีข้อดีในแง่จริยธรรมและสิ่งแวดล้อมแบบที่ปฏิเสธไม่ได้ อย่างไรก็ตามก็จะมีคนบางกลุ่มแย้งว่า หากโลกเราไม่มีการเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรม เราก็จะมีเนื้อสัตว์ไม่พอเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้เขามองว่าปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ปริมาณไม่พอเลี้ยงคน แต่อยู่ที่ว่าคนเราบริโภคมากเกินพอดีและมีของเหลือทิ้งเกินไปมากกว่า

“ผมเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า คนเราควรกินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง แต่ผมก็คิดว่าเราไม่ถึงขนาดที่จะต้องเป็นมังสวิรัติหรือกินเจถึงจะช่วยโลกได้ ขอแค่เรากินเนื้อสัตว์อย่างพอประมาณ กินอย่างสมดุล และให้ความสำคัญกับที่มาของเนื้อสัตว์เหล่านั้นให้มากขึ้น มันก็เป็นไปได้ที่จะพอเลี้ยงคนและช่วยโลกได้ การเลี้ยงสัตว์อาจไม่ถึงขนาดต้องเลี้ยงปล่อย (Free-ranged) ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฟาร์มบางแห่งที่เราทำงานด้วย เขาเป็นเพอร์มาคัลเจอร์ซึ่งก็ไม่ได้มีพื้นที่กว้างมาก แต่เขาก็เลี้ยงหมูด้วยระบบหมูหลุม ซึ่งหมูก็ยังมีพื้นที่ให้เดินไปไหนมาไหน และมีวัสดุธรรมชาติ เช่น แกลบรองพื้น ทำให้หมูมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสุขภาพดีได้”

แม้ว่าอาหารที่มาจากวิถีการผลิตแบบยั่งยืนเหล่านี้มักราคาแพงกว่าอาหารจากระบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่วางขายมากมายในตลาด แต่เขามองว่าเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะลงทุนจ่ายในเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าจะมองในแง่สุขภาพ ในแง่รสชาติ หรือในแง่สิ่งแวดล้อม สิ่งที่ได้ก็ถือว่าคุ้ม

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย
โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

“เราทุกคนคงรู้กันดีว่าอาหารทุกวันนี้เต็มไปด้วยสารเคมี อย่างไส้กรอกในร้านสะดวกซื้อ บางแพ็กอยู่บนชั้นได้ 3 เดือน ซึ่งผมว่ามันน่ากลัวมาก เขาใส่อะไรลงไปถึงอยู่ได้นานขนาดนั้น มีสารเคมีอะไรบ้างก็ไม่รู้ ผมคงไม่อยากให้ลูกของผมกินอะไรแบบนี้ แต่นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว เรื่องรสชาติก็ต่างกันมาก ๆ ไม่ใช่แค่เนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ผักผลไม้ออร์แกนิกก็มีรสชาติที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสิ่งนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ เพราะเมื่อผักออร์แกนิกมีแมลงมากัดใบ พืชจะปล่อยสารเคมีออกมาสู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผักมีรสชาติ”

ด้วยเหตุผลที่ว่า รสชาติและคุณภาพของอาหารผูกโยงกับปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เขาจึงมองว่า นี่จึงเป็นหน้าที่ของเชฟโดยตรงที่ต้องใส่ใจเรื่องนี้

“ถ้าคุณเป็นเชฟแล้วไม่สนใจที่มาของวัตถุดิบ แปลว่าคุณเป็นเชฟที่ไม่ดี เพราะต่อให้คุณไม่แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างน้อยคุณก็น่าจะแคร์เรื่องรสชาติอาหาร เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่ของคุณ แล้วสัตว์ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติและมีสวัสดิภาพที่ดีนั้นมีรสชาติที่ดีกว่าจริง ๆ”

โจ สโลน เชฟชาวอังกฤษในโรงแรม 5 ดาวและร้านดาวมิชลินกว่า 20 ปี ย้ายมาไทยและทำ Sloane’s ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่รักโลกและอร่อย

Sloane’s 

Website : sloanes.co.th

Facebook : Sloane’s

Instagram : sloanesbkk

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load