ฟิล์มกาหลงฟิล์มกาหลง

“เคยมีคนพูดว่าผู้ชายสตูลเป็นได้ 3 อย่าง คือนักฟุตบอล ศิลปิน แล้วก็นักเลง”

มอล-ณัฐกานต์ ตำสำสู อดีตนักฟุตบอลเยาวชนจากจังหวัดสตูลเอ่ยขึ้น ฉันละสายตาจากชั้นหนังสือแน่นเอี้ยด กองนิตยสารไทยยุค 2000 และกล้องวินเทจเรียงรายในห้องสีขาว หันกลับไปมองเจ้าของสำเนียงใต้ มอลเล่าว่าหลังเกิดอาการบาดเจ็บที่ขา ชายหนุ่มล้มความฝันการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และเบนเส้นทางชีวิตสู่ศิลปะ ไม่ใช่ในบ้านเกิดที่อำเภอควนกาหลง ดินแดนฝนตกชุกปลายด้ามขวานทอง ศิลปะของเขาก่อตัวจากอีสาน ในบ้านชั้นเดียวหลังหนึ่งของหมู่บ้านพิมานธานี ชานเมืองขอนแก่น

ฟิล์มกาหลง

ฟิล์มกาหลง

บัณฑิตวารสาร’ มหาสารคาม ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ขอนแก่นกับครอบครัวตั้งแต่เด็ก เขาหลงใหลการถ่ายภาพตั้งแต่สมัยมัธยม เมื่อเรียนจบ มอลลงไปทำงานถ่ายวิดีโอให้นิตยสารที่กรุงเทพฯ อยู่พักใหญ่ ก่อนตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่บ้านหลังที่สอง และเปิดแล็บฟิล์มเล็กๆ ในปี ค.ศ. 2015 ภายในบ้านของตัวเอง

“เราอยากกลับมาอยู่ต่างจังหวัด อยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ขอให้เรายังอยู่ในโลกของภาพถ่ายอยู่ ไม่เป็นช่างภาพก็ได้ แต่ว่าขอให้ได้ทำงานเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ เรานึกถึงตัวเองว่าเมื่อก่อนอยู่ต่างจังหวัด ต้องส่งฟิล์มไปล้างกรุงเทพฯ อะไรหลายอย่างมันลำบาก คือเราทำงานด้านฟิล์มมาตั้งแต่สมัยเรียน เลยเอาเงินเก็บตัวเองมาลงทุนซื้ออุปกรณ์ล้างฟิล์มทั้งหมด ตอนแรกก็รับล้างให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่รู้จักกันก่อน หลังจากนั้นก็เลยตัดสินใจเปิดแล็บขึ้นมา”

“อยากให้ที่นี่มีชื่อของบ้านเกิด ตอนแรกจะตั้งชื่อว่า ‘สตูลดิโอ’ แต่มีวงดนตรีชื่อคล้ายกันไปแล้ว เลยใช้ชื่อ ‘ฟิล์มกาหลง’ จากควนกาหลงแทนแล้วกัน”

ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ หลังช่วงตั้งไข่ที่ต้องรับงานฟรีแลนซ์นานาประเภท เพื่อหมุนเงินให้ความฝันอยู่รอด 2 ปีถัดมา การล้างฟิล์มกลายเป็นงานหลักที่พรั่งพรูเข้ามาจากไปรษณีย์ทั่วอีสาน กลักความทรงจำจากอดีต ผลงานจากช่างภาพมืออาชีพ การทดลองยิงของนักเรียนฟิล์มหน้าใหม่ ทุกอย่างค่อยๆ ปรากฏขึ้นช้าๆ ในห้องมืดของฟิล์มกาหลง แล็บที่ดำเนินการเต็มรูปแบบโดยคนเพียงคนเดียว จากปัญหาว่าร้านถ่ายรูปพาณิชย์ทั่วไปในต่างจังหวัดล้มหายตายจากไปกับยุคดิจิทัล พื้นที่อิสระเล็กๆ ที่ทำงานอัดรูปด้วยมือทีละใบ จึงกลายเป็นแหล่งชุมนุมของคนรักการถ่ายภาพด้วยฟิล์มไปโดยปริยาย

ฟิล์มกาหลง

เพราะเชื่อในความจับต้องได้ของฟิล์ม มอลศึกษาเรื่องการอัดภาพและพรินต์ภาพด้วยตนเอง เขาปรึกษาผู้รู้จนแตกฉานในศาสตร์อนาล็อก แล้วลงมือก่ออิฐสร้างอ่างน้ำ ทาสีห้องมืดหลังบ้านมากับมือ รวมถึงรับซื้ออุปกรณ์และน้ำยาต่างๆ จากอีเบย์ ปัจจุบันฟิล์มกาหลงจึงมีบริการจำหน่ายฟิล์มหลากหลาย รับล้างและสแกนฟิล์มสีและขาวดำ อัดขยายภาพขาวดำ ทำ contact sheet ไปจนถึงให้เช่าห้องมืดและเปิดสอนล้างฟิล์มเบื้องต้น ชายหนุ่มทำข้อตกลงกับคาเฟ่ในเมือง และในมหาวิทยาลัยขอนแก่นไว้ที่ละ 1 ร้าน ให้เป็นจุดรับ-ส่งฟิล์มจากลูกค้า ทุกๆ 2 วันเขาจะเข้าเมืองไปรับงานมาทำ และรอรับฟิล์มที่หลั่งไหลจากไปรษณีย์

ฟิล์มกาหลง

ฟิล์มกาหลง

มอลหยิบเนื้อฟิล์มมาล้างอย่างบรรจง ขณะตอบคำถามว่าวัยรุ่นที่เติบโตมาในยุคที่ดิจิทัลอย่างเขาติดใจอะไรในเทคโนโลยีเก่าๆ นี้นัก

“เราเชื่อว่าถ้าฟิล์มจะตายหรือสูญหายจริง มันไปนานแล้ว มันไปตั้งแต่ยุค 2005 หรือ 2006 ที่ดิจิทัลเข้ามา คือมันเหมือนจะตายไปแล้วนะ แต่สุดท้ายประมาณปี ค.ศ. 2010 – 2011 ฟิล์มเริ่มกลับมา เลยเชื่อว่ามันไม่ตายหรอก มันแค่เปลี่ยนบทบาท อีกอย่าง มันมีครั้งหนึ่งช่วงที่เราทำแล็บใหม่ๆ ตอนนั้นทำแล้วรู้สึกว่าทำแล้วไม่ได้อะไรเลย จะเจ๊งอยู่แล้ว นี่กูคิดถูกรึเปล่าที่ลาออกจากงานที่กรุงเทพฯ แล้วกลับมาบ้าน

“วันหนึ่งมีลูกค้าอายุ 50 กว่าคนหนึ่งเอาฟิล์มเล็กๆ 2 แผ่น เก่ามากๆ มาให้เรากู้ให้ เราก็ล้างน้ำยา ซ่อมแซม รีทัช สแกนอะไรใหม่ให้แล้วก็ส่งกลับไป มันเป็นภาพเก่าประมาณปี พ.ศ. 2515 – 2516 วันต่อมาเขาส่งรูปมาให้เราดูในแชต เป็นรูปพี่น้องเขาทั้งหมดอยู่ที่ร้อยเอ็ด ยืนอยู่หน้ารูปที่เราทำให้ ใส่กรอบอย่างดีแขวนไว้ เขาบอกว่าขอบคุณมาก คนในภาพคือพ่อแม่เขาที่ตายหมดแล้ว ลูกหลานไม่มีใครจำหน้าพ่อแม่ปู่ย่าตายายทวดได้เลย มีรูปนี้รูปเดียวที่หลงเหลือและบอกว่าคนพวกนี้เคยมีชีวิตอยู่

ฟิล์มกาหลง

“เราเลยรู้สึกว่าภาพถ่ายมันสำคัญจริงๆ ทำงานนี้ต่อไปดีกว่า เรายังได้อยู่ในจักรวาลของการทำงานภาพถ่าย ถึงจะได้ถ่ายรูปน้อยลงก็จริง แต่เราได้ดูงานของคนอื่น เคยมีคนบอกเราว่าอาชีพล้างฟิล์ม สแกนฟิล์ม เป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมีคนทำ ทุกๆ วันเราได้ดูชีวิตคนอื่น เราได้เห็นว่าเขาไปไหนมา แล้วเราเป็นคนที่คอยทำภาพพวกนั้นให้เขา เราเลยรู้สึกว่ามันสำคัญ”

นอกจากเป็นร้านอัดเก็บความทรงจำใส่กระดาษ ฟิล์มกาหลงยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้เสรีช่วงต้นปีที่ผ่านมา แล็บจัดอีเวนต์ใหญ่ครั้งแรกเป็นการเวิร์คช็อปทั้งเดือน สัปดาห์แรกดูหนัง สัปดาห์ที่ 2 เชิญอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านฟิล์มมาจัดงาน Talk ในร้านกาแฟ สัปดาห์ที่ 3 พาคนออกไปถ่ายรูป สัปดาห์ที่ 4 พาเข้ามาดูกระบวนการอัด แล้วต้นเดือนถัดมาจึงจัด Exhibition เล็กๆ กับคนในสังคมฟิล์ม

“ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา มันทำให้คนที่สนใจสิ่งเดียวกัน แต่ไม่รู้จักกันมาก่อนรวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ ความได้เปรียบของต่างจังหวัดอย่างขอนแก่น คือคนที่ทำงานสร้างสรรค์ คนทำงานสายศิลปะ รู้จักกันเกือบหมด ด้วยความที่เมืองมันไม่ได้ใหญ่เหมือนกรุงเทพฯ มันน้อยแต่มันแน่น ทุกคนเชื่อมโยงหากัน เราได้เป็นสื่อกลางที่ทำให้เขามีทางเลือกในการทำงานมากขึ้น ตั้งแต่เปิดมาได้ช่วยธีสิสเด็กมหาวิทยาลัยขอนแก่นไป 3 งานแล้ว ตอนแรกไม่นึกว่ามันจะมาไกลขนาดนี้ แต่เรารู้สึกว่าตรงนี้มันดี เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อจะรวย แต่ทำเพื่อให้ต่างจังหวัดมีพื้นที่ให้คนชอบฟิล์มได้พักพิง”

แผนการในอนาคตของฟิล์มกาหลงมีทั้งการทำ photo zine เป็น free copy รายเดือน และทำนิทรรศการภาพขาวดำ ต่อไปมอลตั้งใจจะปรับพื้นที่อีกห้องของบ้านเป็นสตูดิโอเล็กๆ ให้ฟิล์มกาหลงเติบโต เปิดโอกาสให้ผู้คนมาเยี่ยมเยียนและจัดกิจกรรมมากขึ้น ขยายพื้นที่มั่นคงของคนรักฟิล์มชาวอีสานให้กว้างขึ้นอีก

“ความฝันไกลๆ อีกอย่างคือกลับไปเปิดสาขาสองที่ภาคใต้”

มอลบอกด้วยดวงตาเป็นประกาย ชายหนุ่มอธิบายเพิ่มเติมว่าปัจจุบันภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสานมีร้านรองรับความฝักใฝ่ในศาสตร์ถ่ายภาพเก่าเรียบร้อยแล้ว เป้าหมายของเขาจึงไม่ใช่ขยายกิจการเพื่อแสวงผลกำไรสูงสุด แต่เพื่อฟูมฟักความหลงใหลฟิล์มและถนอมประวัติศาสตร์ความทรงจำของพี่น้องจังหวัดอื่นๆ

FILMGALONG Photo Lab

ฟิล์มกาหลง ฟิล์มกาหลง

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

บ่ายวันนี้ เรานัดคุยกับเพื่อนบ้านชาวเหนือที่เต็มไปด้วยความเฮฮา เป็นกันเอง และมีน้ำเสียงกระฉับกระเฉงโดดเด่น ท่ามกลางเสียงไก่ขันสมทบอยู่เป็นระยะ ชวนให้หวนนึกถึงบรรยากาศที่แสนสบายของป่าเขา

“วันนี้เราอู้กั๋นจอย ๆ เนาะ” (วันนี้เรามาคุยกันแบบสบาย ๆ เนาะ)

อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เพื่อชุมชน ‘ม่วนจอย’ ชวนคุยทีเล่นทีจริง ก่อนที่เราจะได้ฟังเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความอยากเห็นคนในชุมชนบ้านเกิดของอุ๋ยนั้นมีแต่ความ ‘จอย’

ม่วนจอย คือพื้นที่ทดลอง เวที และโอกาสให้ผู้คนได้พัฒนาความสามารถ และดึงศักยภาพของตัวเองออกมา เริ่มจากการเห็นคุณค่าในตัวเองและสิ่งที่มีอยู่รอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมหรือภูมิปัญญาในแต่ละพื้นที่

ส่วนคำว่า ม่วนจอย มาจากคำว่า ‘ม่วน’ และ ‘Joy’ คำว่า ม่วน เป็นภาษาเหนือ แปลว่า สนุก ตรงกับธรรมชาติของคนแพร่ที่มีความบันเทิง เฮฮา เป็นกันเอง คล้ายกับความหมายของ Joy ที่หมายถึงความสนุกแบบสบาย ๆ ชิลล์ ๆ แต่อีกนัยหนึ่ง คำว่า ‘จอย’ ในภาษาเหนือ คือการชักชวนให้มาทำอะไรร่วมกันหรือไปด้วยกัน พอมาเป็นคำว่า ม่วนจอย เลยกลายเป็นการเชิญชวนให้ทุกคนมาสนุกสนาน เฮฮาไปด้วยกันนั่นเอง

แต่ก่อนจะเกิดเป็นโมเดลนี้ อุ๋ยได้ประกอบร่างประสบการณ์มากมายของตัวเองทีละนิด ตามหาความต้องการของตัวเอง และลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

 01

จากบ้านสู่เมืองกรุง

ตั้งแต่เด็กจนโต จังหวัดแพร่คือที่ที่แสนสบายใจของอุ๋ย เธอจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ ชอบวาดรูปและออกแบบมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยการแนะแนวการศึกษาที่ไม่แข็งแรง ทำให้อุ๋ยเลือกเข้ากรุงเทพฯ เหมือนคนอื่น ๆ จับพลัดจับผลูได้เรียนในสาขาวิชาเทคโนโลยีกระบวนการเคมีและฟิสิกส์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย ในขณะที่เพื่อนคนอื่นเข้าไปฝึกงานตามโรงงานใหญ่ ๆ แต่อุ๋ยกับเพื่อนอยากไปสัมผัสบรรยากาศของทะเล เลยพากันเลือกไปฝึกงานที่จังหวัดตรัง สุดท้ายพวกเธอก็ไม่ได้ไปเอาเท้าจุ่มน้ำทะเลตามที่ใจหวัง เพราะสถานที่เธอเข้าไปเรียนรู้ประสบการณ์คือบริษัทรับซื้อน้ำยางข้น เป็นการทำงานอยู่ในสวนที่รายล้อมไปด้วยป่ายาง ซึ่งทำให้อุ๋ยได้ใกล้ชิดเกษตรกรตัวจริงเป็นครั้งแรก และได้เห็นผลผลิตที่มาจากผู้ขายรายย่อยอย่างแท้จริง 

เธอเห็นราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ผันผวนตลอดเวลา จากการรับซื้อน้ำยาง ก็ได้เห็นความเป็นไปของกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่รับซื้อ แปรรูป และออกขายสู่ตลาดเพื่อส่งออกต่อไป ประสบการณ์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอสนใจ อยากช่วยเหลือและพัฒนาของดีในท้องถิ่นให้ดูดีสมราคา ด้วยการสร้างโรงงานเล็ก ๆ แต่มีคุณภาพ

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
02

ตามหาสิ่งที่หายไป

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ถึงแม้ว่าอุ๋ยจะไม่ได้เรียนในสิ่งที่สนใจตั้งแต่แรก แต่รู้ตัวอีกที เลือดของนักวิจัยและพัฒนา (R&D) ก็หลอมรวมกลายเป็นตัวตนติดตัวเธอมาตั้งแต่เรียนที่คณะอุตสาหกรรมการเกษตร 

อุ๋ยจึงลองหางานที่ผนวกรวมสิ่งที่เรียนมากับความชอบ นั่นก็คือการทำงานเป็น R&D บริษัทรับผลิตเครื่องสำอางให้แบรนด์ใหญ่ การทำงานนี้ทำให้อุ๋ยเข้าใจตัวเองมากขึ้น 

“เรารู้สึกขอบคุณสิ่งที่เราเรียน เพราะนำมาใช้ประโยชน์ได้ แล้วผนวกรวมเข้ากับความชอบและความถนัดที่เราทำโดยไม่รู้ตัวมาตลอด เอามารวมกันแล้วเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่มันไม่เหมือนใครเลย”

เมื่อทำงานไปได้สักพัก อุ๋ยไม่เห็นตัวเองในอนาคตกับการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่ การเดินทางจากเกษตรฯ ไปช่องนนทรีในแต่ละวันเริ่มบั่นทอนเรี่ยวแรงของเธอ จนทำให้เธอนึกย้อนไปถึงความสนุกสนานในช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษา รวมถึงความสบายกายสบายใจ เมื่อครั้งใช้ชีวิตในเมืองบ้านเกิด แต่ในเวลาเดียวกัน อุ๋ยก็สังเกตเห็นชีวิตของผู้คนที่หลากหลาย และเริ่มตั้งคำถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่เธอกำลังพบเจออยู่ในทุก ๆ วัน 

“ทำไมเราถึงทำงานอยู่ที่แพร่ไม่ได้ ทำไมทุกคนต้องเข้ามาในเมืองนี้” เป็นคำถามใหญ่ที่อุ๋ยเริ่มสงสัยเมื่อเห็นผู้คนเดินทางแต่ละวัน อุ๋ยจึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่ลอนดอน เพื่อตอบคำถามที่ตัวเองตั้งไว้ และตามหาตัวตนของตัวเอง

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
03

ออกเดินทางไปไกลบ้าน

ในตอนแรกอุ๋ยเลือกไปเรียนต่อด้านภาษาที่ประเทศอังกฤษ ทำให้เธอได้พบปะกับเพื่อนหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น โคลอมเบีย มองโกเลีย สเปน

“ตอนนั้นสนุกมาก และมันทำให้เราเห็นว่า เอ้า ทุกคนก็คือคนธรรมดา” อุ๋ยหัวเราะ “มันค่อย ๆ คลายปมในใจที่เราเคยคิดว่า ประเทศนั้น ประเทศนี้ เก่งกว่าเรา แต่เปล่าเลย พอไปเรียนอยู่ในห้องเดียวกัน เราก็เริ่มรู้สึกว่า เราก็สู้คนอื่น ๆ ได้เหมือนกัน”

พอเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น อุ๋ยจึงเลือกเรียนต่อปริญญาโทสาขาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และการพัฒนา (Poverty, Inequality and Development) คณะการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development) มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม เพราะอยากทำความเข้าใจความแตกต่างว่า ทำไมบางประเทศจึงเป็นประเทศพัฒนา แต่บางประเทศก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“การเรียนที่อังกฤษหนึ่งปีทำให้เราเติบโตนะ จากคนที่เรียนแค่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาตลอด แต่การเรียนตรงนี้ทำให้เราเข้าใจความเป็นสังคมศาสตร์มากขึ้น เราคิดว่าสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกัน เพราะต้องใช้ความเข้าใจเหมือนกัน” 

พอเรียนจบ หลังจากที่อุ๋ยได้ทำความเข้าใจเรื่องความแตกต่างในระดับหนึ่งแล้ว เธอจึงเลือกกลับบ้านเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างในสังคมไทยต่อไป

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
04

กลับสู่มหานคร Phraeris สานฝันคนในชุมชน

เมื่ออุ๋ยกลับบ้านไปเดินเล่นที่ตลาด เธอเห็นข้าวออร์แกนิกราคาเพียง 60 บาท ด้วยเลือดนักพัฒนา R&D ที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนเรียนสาขาวิชาเทคโนโลยีกระบวนการเคมีและฟิสิกส์ เธอจึงร่วมมือกับคุณป้าข้างบ้านเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตการเกษตร และในช่วงเวลาเดียวกัน อุ๋ยได้ไปทำงานเป็นที่ปรึกษาการฝึกอบรม (Consultant Training Workshop) ที่สหประชาชาติในประเทศไทย (United Nations Thailand) เธอจึงได้รับคำปรึกษาจากคนที่ทำงาน และนำข้าวจากบ้านเกิดมาเผยแพร่จนคนที่ทำงานติดใจ และเรียกเธอว่า ‘Brown Rice Girl’

“ตอนนั้นเจ้านายสั่งข้าวเรากลับบ้านที่ฝรั่งเศสช่วงคริสต์มาส คนญี่ปุ่นก็สั่ง คนไนจีเรียก็สั่ง พากันกินข้าวของเราหมดเลย เพราะเราบอกว่ามันเป็นข้าวกล้องงอกออร์แกนิกเจ็ดสายพันธุ์ที่มาจากเกษตรกร เราก็เริ่มคิดว่าทำไมเขาถึงซื้อกัน ทั้งที่ราคาแพงกว่าที่เคยขาย อันนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่เราเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมันขายได้ และเราเข้าใจว่าลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการของที่มีคุณภาพ ไม่ได้เกี่ยงราคา และการทำเพื่อสังคมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาอยากซื้อ”

การเข้าไปทำงานกับสหประชาชาติ ทำให้อุ๋ยได้แนวคิดและแรงบันดาลใจอยากทำงานเกี่ยวกับประเด็นสังคม แต่ไม่ได้อยากทำงานอยู่ภายใต้องค์กรใด อุ๋ยจึงงดรับงานที่กรุงเทพฯ แล้วกลับบ้านเพื่อเริ่มต้นเส้นทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านข้าวของคุณป้าข้างบ้าน ซึ่งเป็นข้าวที่มาจากการพัฒนากับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และสร้างโปรเจกต์ ‘Happy Field Happy Farm’ ขึ้นมาทันที

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่

อุ๋ยลองผิดลองถูกจากประสบการณ์ที่เธอมี จนชนะการประกวดโครงการ Banpu Champions for Change ปีที่ 5 เมื่อเธอได้ทดลองทำตามสิ่งที่ตัวเองอยากลองแล้ว ก็ถามกลับไปยังคุณป้าเจ้าของข้าวว่า มีสิ่งที่อยากทำหรือเปล่า

“ความฝันคือป้าอยากได้ OTOP อยากเอาข้าวของตัวเองไปขายที่เมืองทองธานี อันนั้นคือฝันสูงสุดของป้าเลย” 

พออุ๋ยได้ยินความฝันของคุณป้า เธอจึงช่วยสานต่อความฝันนั้นทันที ภายใน 1 ปี อุ๋ยก็พาคุณป้าไปถึงฝัน ด้วยการคว้ารางวัล OTOP ระดับ 4 ดาว และได้ไปจัดแสดงงานที่เมืองทองธานีสมใจ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลาย ๆ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัยชุมชนแพร่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ต่างสนใจอยากมาเรียนรู้สิ่งที่อุ๋ยทำ เพื่อนำไปพัฒนาวิธีการสร้างอาชีพต่อไป

นับตั้งแต่นั้น อุ๋ยจึงอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของชุมชนคนแพร่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
05

ชวนมาม่วนมาจอย

จากการช่วยป้าข้างบ้านขายข้าว อุ๋ยเริ่มขยายกลุ่มออกไปให้กว้างกว่าเดิม เพราะเห็นว่าต้นทุนที่จังหวัดแพร่มีนั้นมีหลากหลาย และมีมูลค่ามากจนตีออกมาเป็นตัวเงินไม่ได้

หลังจากชนะเลิศโครงการ Banpu Champions for Change ปีที่ 5 อุ๋ยได้เจอกับ บี๋-ปรารถนา จริยวิลาศกุล จากการเข้าคอร์สกับ School of Changemakers และได้ตั้งคำถามกับความต้องการกับตัวเองอีกครั้ง จากคำถามของบี๋ที่ว่า “อุ๋ยต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ไม่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเป็นอะไรให้มีคุณภาพใช่ไหม” ทำให้เธอเห็นความต้องการของตัวเองชัดเจนขึ้น และเปลี่ยนชื่อจากแบรนด์ Happy Field Happy Farm สู่ ‘ม่วนจอย’ แบรนด์ที่จะทำให้ทุกคนหลงรักเสน่ห์และบรรยากาศของจังหวัดแพร่ในแบบที่อุ๋ยรัก

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
06

การทำงานกับคนแต๊ (คนจริง)

เมื่อได้เริ่มต้นแบรนด์ท้องถิ่น อุ๋ยมีความตั้งใจอย่างหนึ่ง คืออยากลบภาพจำของคนอื่น ๆ ที่มีต่อเกษตรกรว่าน่าสงสาร เพราะพวกเขาเป็นคนที่ทำงานด้วยหัวใจและจริงจังกับอาชีพของตัวเอง เพื่อให้เกิดคุณค่าทั้งการใช้งานและทางจิตใจในระดับสากล

ด้วยความที่จังหวัดแพร่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ดีงาม อุ๋ยจึงมีวัตถุดิบมากมายให้เลือกสรรมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่ายิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์แรกที่อุ๋ยเลือกทำเป็นของขึ้นชื่อของแพร่อย่าง ‘ม่อฮ่อม’ ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เริ่มเลือนหาย เธอจึงไปหาคนที่เป็นปราชญ์ในเรื่องเหล่านี้ แล้วนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อให้เกิดคุณภาพอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของม่วนจอยเน้นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หมวก กระเป๋า พวงกุญแจ ผ้าปักมือ ผลไม้ น้ำผึ้ง แยม เทียนหอม ผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญวัตถุดิบแต่ละชนิด เพื่อสนับสนุนอาชีพของคนในท้องถิ่นให้ยังคงรักษาภูมิปัญญาเดิมไว้ และช่วยพัฒนาต่อไปให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
07

เข้าใจทั้งคนทำและคนซื้อ

ม่วนจอยเป็นพื้นที่ตรงกลางที่ช่วยทำความเข้าใจระหว่างคนซื้อกับคนขาย ฟังความต้องการของลูกค้าแล้วไปคุยกับคนทำ การทำสินค้าแต่ละชิ้นเป็นงานฝีมือที่มีความละเอียดและปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้า แต่ในขณะเดียวกัน ม่วนจอยก็อธิบายจุดยืนของตัวเองให้ลูกค้าฟังอย่างชัดเจน เช่น การรอสินค้าที่ช่างต้องใช้เวลาในการทำ การซื้อ-ขายจึงเป็นการทำความเข้าใจกันและกันอย่างแท้จริง

ส่วนช่างที่ทำงานฝีมือ เป็นการทำงานแบบทำความเข้าใจธรรมชาติของแต่ละคนและแต่ละท้องถิ่น สื่อสารด้วยคำง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน 

“เราไม่เคยต่อราคาที่ช่างคิดมาเลย บางทีเขาให้ราคาถูกไป เราก็เพิ่มให้ แต่เราก็บอกความต้องการของตัวเองไปว่า ที่เพิ่มให้เพราะต้องการงานละเอียด และใช้ของที่มีคุณภาพจริง ๆ กว่าช่างจะเข้าใจก็ใช้เวลา เพราะเขาคิดอยู่เสมอว่าเราต้องการให้ต้นทุนถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราไม่ได้ต้องการแบบนั้น ช่วงแรกจึงไม่ได้สินค้าตามที่ต้องการ เราก็อธิบายไปว่า ถ้าสินค้าออกมาไม่ดี มันจะกระทบต่อเราและต่อตัวช่างเองด้วย จากนั้นก็ลองผิดลองถูกกันไป จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพตามที่ตั้งใจ”

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
08

ความยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็ก

อุ๋ยเล่าให้เราฟังว่า ม่วนจอยเน้นการสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็ง การมีจุดยืนชัดเจน ทำให้คนที่จะเข้ามาร่วมงานด้วยเข้าใจในสิ่งที่ม่วนจอยกำลังจะสร้างสรรค์

…ดึงความยิ่งใหญ่ในคนตัวเล็ก ๆ ออกมา ทุกคนมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ จงเอามันออกมา... ข้อนี้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของม่วนจอยที่เราชื่นชอบเป็นพิเศษ รวมถึงอุ๋ยด้วยเช่นกัน

“ข้อความนี้เป็นปมของอุ๋ยที่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ เป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เรามีดีน้อยกว่าคนกรุงเทพฯ” 

แต่หลังจากที่อุ๋ยได้ออกไปสำรวจโลกที่กว้างขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และประเทศอังกฤษ เธอก็ได้เรียนรู้ว่า แต่ละคนนั้นมีคุณค่าในตัวเองมากขนาดไหน และมีความภาคภูมิใจในตัวเองเพิ่มมากขึ้น จึงกลายเป็นที่มาที่เธออยากดึงศักยภาพของทุกคนที่ทำงานกับม่วนจอยให้ออกมาได้มากที่สุด

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
09

ส่งต่อโมเดลบ้านเกิด สู่แบรนด์ท้องถิ่นทั้งไทยและเทศ

หลังจากม่วนจอยประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ก้าวต่อไปของอุ๋ยคือการส่งต่อรูปแบบที่ทดลองทำในม่วนจอยไปสู่โมเดลที่เป็นรูปเป็นร่าง จึงเกิดเป็น ‘FlowFolk‘ บริษัทให้คำปรึกษา พัฒนาแบรนด์และสินค้าชุมชน โดยดำเนินงานบนฐานความเชื่อว่า ถ้าภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือได้รับการชุบชีวิต ชุมชนก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน 

“คือเราจะสร้างบ้านให้คนท้องถิ่นให้เป็นบ้านที่น่าอยู่ มันเลยกลับไปตอบคำถามที่เรามีในตอนแรกว่า แล้วทำไมคนต่างจังหวัดถึงต้องเข้ากรุงเทพฯ เพราะที่บ้านไม่มีอะไรทำและไม่น่าอยู่ เพราะจริง ๆ หลายคนอยากอยู่ที่บ้าน แต่พวกเขาไม่มีโอกาสอยู่ตรงนั้น เราก็เลยทดลองด้วยการทำม่วนจอยออกมา”

เพื่อพัฒนาทักษะผู้คนและพัฒนาสินค้าให้มีคุณค่าและคุณภาพไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเติบโตในระดับสากล

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก

ก่อนจะร่ำลากัน อุ๋ยอวดโฉมผลิตภัณฑ์ที่กำลังเตรียมส่งตามออเดอร์ลูกค้า และเล่าที่มาที่ไปของการพัฒนาสินค้าแต่ละชิ้นอย่างเข้มข้น ทำให้เรายิ่งสนใจและเฝ้ารอดูการเติบโตของม่วนจอยและ FlowFolk ต่อไป

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก

ภาพ : Facebook Muanjoy

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load