16 กุมภาพันธ์ 2561
8 K

อนิจจาบ้านเมืองน่าเวทนา เจ้าแทบไม่กล้ารู้จักตัวเอง

ประโยคด้านบนแปลมาจากบทละครอมตะเรื่อง Macbeth ของเชกสเปียร์ ซึ่งว่าด้วยหายนะจากการกระหายอำนาจ มันปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน จาก เชคสเปียร์ต้องตาย (Shakespeare Must Die) หนังผีสัญชาติไทยที่นำบทละครโศกนาฏกรรมเรื่องนี้มาดัดแปลง โดยสอดแทรกการสำรวจ สัมผัสประเด็นละเอียดอ่อนของบ้านเมืองไว้ระหว่างบรรทัด

ไม่ยากเกินคนไทยคาดเดา-หนังเรื่องนี้โดนแบน หรือถูกห้ามฉายในราชอาณาจักรไทย

ต้นปี พ.ศ. 2561 ฉันได้พบ สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์ และ มานิต ศรีวานิชภูมิ ผู้กำกับภาพยนตร์และโปรดิวเซอร์ซึ่งสนใจการวิพากษ์สังคมและอยู่เบื้องหลังหนังเรื่องนี้ ตลอดหลายปี ทั้งคู่ไม่ได้ยอมจำนนศิโรราบต่อคำตัดสินแบนหนังของพวกเขา แต่กลับเดินหน้ายื่นอุทธรณ์ต่อศาล และระหว่างนั้นก็บันทึกเหตุการณ์การต่อสู้ไว้เป็นภาพยนตร์สารคดีชื่อ เซ็นเซอร์ต้องตาย (Censor Must Die)

หากแม้ผลงานนี้จะผ่านกองเซนเซอร์ด้วยเหตุผลว่าสร้างจากเรื่องจริง มันยังคงถูกขัดขวางจนไม่อาจเข้าฉาย

“ถ้าหนังโดนแบนหลายรอบ คุณจะโกรธมาก” สมานรัชฏ์บอกฉันด้วยน้ำเสียงที่ยังกรุ่นด้วยอารมณ์ ใกล้เคียงกันคือมานิตที่ดูนิ่งสงบกว่า แต่ฉันแน่ใจว่าเขารู้สึกไม่ต่างนัก

ความโกรธเกรี้ยวนั้นนำไปสู่สิ่งใด?

สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์

มานิต ศรีวานิชภูมิ สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์

คำตอบคือ การลุกขึ้นสร้าง ‘พื้นที่เสรี’ ของตัวเอง-สถานที่ซึ่งเรานั่งสนทนากันอยู่ขณะนี้

Cinema Oasis เป็นโรงหนังอิสระบนผืนดินมรดกประจำตระกูลของสมานรัชฏ์ในซอยสุขุมวิท 43 ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนมีนาคม โรงหนังขนาด 48 ที่นั่งนี้มีจอซิเนมาสโคป 5.1 ระบบเสียง Dolby 5.1 จนถึงเก้าอี้กำมะหยี่คุณภาพไม่ต่างจากโรงภาพยนตร์ชั้นเยี่ยม สะท้อนแนวคิด Universal Design ด้วยที่นั่งซึ่งผู้ใช้รถเข็นเข้าชมได้ บนชั้น 3 มี Galerie Oasis ไว้จัดแสดงงานหมุนเวียนจากหลากหลายศิลปิน เพื่อส่งเสริมศิลปะแขนงอื่นที่อาจถูกละเลย

Cinema Oasis

Cinema Oasis

‘องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร’ คือคำบรรยายโรงหนังแห่งนี้บนหน้าเพจเฟซบุ๊ก นั่นเพราะพวกเขาตั้งใจดำเนินงานแบบมูลนิธิ เพื่อช่วยโอบอุ้มให้คนทำหนังรายเล็กได้ทำสิ่งที่รักอย่างมีอิสระ ไม่ต้องต่อสู้กับปัญหา เช่น ระบบผูกขาดของโรงหนังซึ่งแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ได้หายใจและได้กำไร ทั้งยังได้จัดฉายผลงานที่รักในสถานที่คุณภาพ ไม่ต้องไปกางจอโปรเจกต์เตอร์ฉายกันกลางโรงอาหารสักที่อย่างทุลักทุเล

“ถ้าคุณถามว่า ทำไมไม่ไปฉายเมืองนอกล่ะ เขาก็มีกลุ่มของเขาที่เฝ้าประตูตรงนั้น ต้องทำหนังลักษณะเดียวถึงจะไปสู่ประตูเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศได้ เราก็หวังว่าอย่างน้อย ถ้าคุณเก่งพอ มีวิสัยทัศน์จริง มีมุมมองใหม่ที่น่าสนใจ ฉันดูรู้เรื่อง สนุก เราก็ให้โอกาสคุณ คุณก็จะไม่ต้องตาย และคุณไม่ต้องไปก๊อปปี้คนนั้นคนนี้เพื่อที่จะได้ไปฉายที่นั่นที่นี่ แค่เป็นตัวคุณ ทำภาพยนตร์ไทยแท้ๆ ทำอย่างที่คุณเป็น เราหวังว่าจะค้นพบสิ่งนี้” สมานรัชฏ์เอ่ยเล่าความฝันต่อนักทำหนังรุ่นใหม่

สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์

 ไม่เพียงแต่เป็นโอเอซิสของนักทำหนังอิสระ ที่นี่ยังเป็นโอเอซิสของผู้ชม เพราะผู้ก่อตั้งทั้งคู่มุ่งมั่นนำภาพยนตร์ทางเลือกมาให้คนดูเสพในราคาย่อมเยา เงินสนับสนุนกิจกรรมการฉายหนังสำหรับบุคคลทั่วไปอยู่ที่ 160 บาท ส่วนนักเรียนนักศึกษา ผูู้สูงวัย และเด็กอยู่ที่ 100 บาท

และไม่ใช่ฉายหนังสะเปะสะปะ แต่จะมีการจัดฉายเป็นโปรแกรมสำหรับแต่ละช่วงเวลา รวมถึงมีการเสวนาควบคู่เพื่อเปิดพื้นที่สนทนาในประเด็นสังคมที่น่าสนใจ (บางครั้งผลงานอาจเชื่อมไปถึงส่วนแกลเลอรี่ด้วย) อาทิ ช่วงเปิดตัวจะมีเทศกาลหนังเล็กๆ ชื่อ ‘เผ็ดกว่าผัดไทย’ นำเสนอหนังไทยที่บอกเล่าจิตวิญญาณความเป็นไทย โดยไม่ต้องว่าไปตามขนบหรือเป็น ‘ไทย’ แบบที่ฝรั่งชอบจำนวน 6 เรื่องคือ ทองปาน พลเมืองจูหลิง สวรรค์บ้านนา ธุดงควัต มูอัลลัฟ และ ป่า (The Forest)

นอกจากนี้ พวกเขายังต้องการให้ที่นี่เป็นโรงหนังของชุมชน

“เรามีกฎเหล็กว่า หนังต้องทำได้ดีและน่าสนใจ ไม่ใช่ว่าฉายอะไรก็ได้ ให้ชาวบ้านจริงๆ ในละแวกนี้ เช่น คนขายข้าวแกงตรงปากซอยฝั่งโน้นมาดู เชื่อมโยงกับมันได้ ไม่ใช่แค่คนดูหนังศิลปะ” สมานรัชฏ์อธิบาย

มานิต ศรีวานิชภูมิ

ทั้งหมดนี้ฟังดูเป็นความคิดที่ดีใช่ไหม? แต่ถ้ามองตามสถานการณ์จริง เราอาจพึงเรียกทั้งคู่ว่า ‘คนบ้า’

เพราะนี่คือการอาจหาญเปิดโรงหนังท่ามกลางกระแสปิดตัวของเหล่าโรงหนังอิสระ และแสงเรืองจากหน้าจอมือถือซึ่งเปิดแอพ Netflix

ยังไม่นับรวมถึงการริตั้งโรงหนังไม่แสวงหาผลกำไรบนที่ดินมูลค่ามหาศาล ชนิดที่สมานรัชฏ์เล่าว่า ทุกคนในละแวกนี้จะโดนกดกริ่งขอซื้อที่ บางคนถึงขั้นได้เห็นกระเป๋าเจมส์ บอน มาวางตรงหน้าแล้วเปิดให้เห็นปึกเงินสด  

มานิต ศรีวานิชภูมิ สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์

นั่นแหละ-อาจเรียกว่าพวกเขาบ้าได้ แต่การถูกลิดรอนเสรีภาพต่อหน้าเลวร้ายจนทั้งคู่ไม่อยากให้ใครต้องเผชิญ

“เราทำในสิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่เพราะอยากทำ” มานิตกล่าว “คุณรู้มั้ย เวลาทำงานนี้ สิ่งที่ตามมาคืออะไร มันคือเราอยากทำหนังอีก เราจะต้องทำหนัง แต่ก็ทำไม่ได้ ต้องเอาเวลามาบริหารโรงหนังเพราะมันไม่ใช่แค่สร้างแล้วปล่อยทิ้ง เงินส่วนหนึ่งที่ควรเอาไปทำหนังก็ถูกเอามาลงที่นี่ มันเป็นสิ่งย้อนแย้ง ยากลำบากในการตัดสินใจ แต่ถามว่าถ้าเราไม่ทำจะมีใครทำมั้ย คนต้องรู้สึกว่า อ๋อ ทำได้สิเพราะเอ็งมีเงิน แต่เราก็เห็นคนมีเงินเยอะนะ ไม่เห็นเขาทำเลย และจะไปบอกให้คนอื่นทำก็ไม่ได้ เราก็ต้องทำ ทุกอย่างก็ต้องสร้าง เหมือนทางน่ะ ถ้าคนคนหนึ่งไม่บุกไปถางป่าเพื่อสร้าง ก็ไม่มีทางเดิน หลังจากนั้นก็เดินต่อกันไป”

มานิต ศรีวานิชภูมิ

สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์

ไม่มีความสงสัยว่า การบากบั่นสร้างหนทางซึ่งอาจเป็นเพียงทางเล็กกลางป่ารกชัฏนั้นจะให้อะไร การต่อสู้ด้วยเรี่ยวแรงเล็กๆ นี้จะชนะหรือไม่

สายตาของสมานรัชฏ์และมานิตมองไปไกลกว่านั้นนานแล้ว

“คุณจะวัดคำว่าได้อะไรจากสิ่งไหน จากตัวเองได้ชื่อเสียง ได้ผลตอบแทนอะไรในแบบพื้นๆ หรือเปล่า หรือที่จริงคือเรารู้สึกดีที่จะได้เห็นคนมาชมภาพยนตร์ เกิดชุมชน เกิดการแลกเปลี่ยน สังคมดีขึ้น เราไม่ได้สร้างที่นี่ให้เป็นอนุสาวรีย์ให้ตัวเอง เราฝันอยากเห็นโลกดีกว่าที่เป็นอยู่ แล้วคิดว่าทำได้ เราก็ทำในส่วนของตัวเองเท่าที่ทำได้ หวังเพียงว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นบ้าง และเราสร้างพื้นที่ สร้างโอกาสให้แล้ว มีคนรุ่นใหม่มาสานต่อได้ เพราะเดี๋ยวเราก็จากไป” มานิตบอกเจตจำนง

บนที่แพงระยับกลางสุขุมวิท โอเอซิสเล็กๆ จึงถือกำเนิด

ผุดขึ้นกลางดินแตกระแหง หยัดยืนอย่างเสรีท้าความร้อนแล้งทั้งมวล

Cinema Oasis

Cinema Oasis จะเริ่มเปิดฉายภาพยนตร์ช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ โปรแกรมเปิดตัวสถานที่คือ เทศกาลหนังธีม ‘เผ็ดกว่าผัดไทย’ (Beyond PhadThai) ส่วนแกลเลอรีจะเปิดทำการในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2561 โดยนำงานแสดงศิลปะรูปปั้นสำริดและภาพถ่ายชื่อ ‘หิมพานต์’ (Eden) ของปิยะทัต เหมทัต เปิดประเดิมเป็นงานแรก

More Information :
www.cinemaoasis.com
   Facebook l Cinema Oasis

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ คืออาจารย์ นักวิจัย และที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนที่เราเคยพบเจอ 

เริ่มตั้งแต่การแต่งกายภายนอกที่สวมใส่ผ้าไทยอยู่เสมอ สลัดภาพดอกเตอร์จากเมืองนอกทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และภายในที่คิดถึงทั้งการสร้างประโยชน์ทางธุรกิจและสังคมไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว ผ่านการใช้งานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อน เปลี่ยนเรื่องยากให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงและใช้งานได้

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

จากประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี เขาให้คำปรึกษา ผลักดันผู้ประกอบอาหารเล็กใหญ่มามากกว่า 2,000 ราย และอีกนับร้อยชุมชน ตั้งแต่กระดาษว่างเปล่าจนถึงผลิตภัณฑ์ขายดิบขายดีในท้องตลาด 

เราอาจเปิดเผยชื่อสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นความลับทางธุรกิจของที่ปรึกษา แต่เชื่อว่าหลายแบรนด์เคยผ่านตาคุณมาอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นคือน้ำเต้าหู้โทฟุซังและกล้วยตาก Banana Society

ปัจจุบัน เขาคือผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร (EAST) ทำงานร่วมกับหน่วยงานมากมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ ทั้ง SME และธุรกิจท้องถิ่นให้เฉิดฉาย

การให้คำปรึกษาของอาจารย์นั้นไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่รับโจทย์ แก้ปัญหา แต่พากลับไปคิดถึงแก่นแท้ จิตวิญญาณของธุรกิจว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร เพราะไม่อยากให้เกิดธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวแล้วล้มหายตายจากไป แต่ควรจะขับเคลื่อนสังคมด้วย แม้จะใช้เวลานาน ทำงานแทบไม่ได้หยุดก็ตาม

ต่อให้คุณไม่ได้ทำงานในวงการอาหาร แต่เราอยากให้คุณได้อ่านเรื่องราวนี้ไปด้วยกัน

เพราะนี่เป็นบทสนทนาที่จะชวนตั้งคำถามที่คุณอาจรู้สึกว่าควรมีใครสักคนถามคุณมาตั้งนานแล้ว และกลับไปตามหารากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง

01

อาหารและงานที่ดี

“อาหารที่ดีต้องประโลมตา บรรจงรส จรรโลงใจ” บัณฑิตกล่าวคำพูดของคุณแม่ อดีตนักเรียนโรงเรียนการเรือน ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในเส้นทางชีวิตของเขา

“แม่บอกเสมอว่าอาหารคือหนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญของเรา คำพูดดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ผมใช้บอกลูกศิษย์อยู่เสมอเลย” 

แต่ย้อนไปในวัยเด็ก ความสนใจด้านอาหารยังไม่เกิดขึ้นในความคิดของบัณฑิต เขารู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเห็นการทำงานของโรงงานอาหารที่แม่เขาเป็นผู้จัดการอยู่ และการเข้าเรียนด้านเทคโนโลยีอาหารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็อาจถือเป็นเรื่องจับพลัดจับผลู 

จนกระทั่งเจออีกหนึ่งแรงบันดาลใจคืออาจารย์ผู้ชี้ทาง

“ในรุ่นผม เราถูกปลูกฝังกันว่ามหาวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งในร่มเงาที่ทำให้สังคมผาสุก ซึ่งไม่เกิดขึ้นจากการเอาความรู้ที่เรียนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม หน้าที่ของอาจารย์ที่เติมปัญญาและเปลี่ยนผู้คนคือหนึ่งในหนทางนั้น

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ด้วยว่า การทำงานที่ดีคืองานที่ ‘สัมผัสฟ้า ซับน้ำตาดิน’ คือไปถึงความรู้ขั้นสูงสุดแล้วเอาลงมาแก้ไขปัญหาให้กับสังคม นั่นกลายเป็นปรัชญาในการทำงานของผม” 

หลังเรียนจบ บัณฑิตศึกษาต่อด้านวิศวกรรมอาหารจนถึงระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เติบโตในหน้าที่การงานจนเป็นผู้จัดการโรงงานที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ชีวิต เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่สายวิชาการตามเจตนารมณ์ที่เคยมี และค้นพบจุดบอดที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำอะไร

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

“เราค้นพบว่างานวิจัยที่ดีคือพื้นฐานของทุกอย่างเลย แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่บอกคนได้ว่าคุณมีความรู้แล้ว จะเอาความรู้ไปสร้าง Know-how ของตัวเองได้อย่างไร และต้องมี Know-why ด้วย คือไม่ใช่จะทำแต่สินค้าออกมาขาย แต่ต้องรู้ว่าทำไปทำไม ตอบโจทย์ตลาดไหม

“นอกจากสร้างผลกำไรแล้ว เรามองว่าธุรกิจควรสร้างประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น สนับสนุนชาวบ้าน เชิดชูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาของพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่สามารถออกแบบกระบวนการทางสังคม” อาจารย์เล่าความเชื่อเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อน พร้อมบอกว่าตอนนั้นยังไม่เห็นภาพเหมือนกันว่างานนี้จะเป็นอย่างไร แต่ต้องลองดู

เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจการเชื่อมองค์ความรู้จากงานวิจัยที่คนมักมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยาก เข้าสู่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม

02 

Ego & Eco

ธุรกิจที่บัณฑิตดำเนินการให้คำปรึกษาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ โดยทำงานร่วมกันผ่านการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ 

หนึ่ง ธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานเช่นเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช.) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการตั้งแต่ยังมีเพียงแค่โจทย์ วางคอนเซปต์ วิจัย จนถึงทดสอบตลาด

เช่น imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

สอง ธุรกิจพื้นถิ่นหรือธุรกิจชุมชนที่มักมีวัตถุดิบและแรงงาน แต่อาจขาดทักษะผู้ประกอบการและต้องการความช่วยเหลือ บัณฑิตและทีมงานจะลงพื้นที่ไปสำรวจความเป็นอยู่ พูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“ผมมองว่าหน้าที่ของผมคือการช่วยคนให้กินดีอยู่ดี มีงานทำ มีความสุขในพื้นที่ เราเข้าไปเป็นเหมือนตัวเร่ง (Catalyst) ให้แต่ละชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เวียนพื้นที่ไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่เราร่วมมือด้วย”

โดยทั้งสองแบบ บัณฑิตไม่เพียงให้คำปรึกษา แต่จะแฝงกระบวนการตามหาหัวใจของธุรกิจ เพื่อสร้าง ‘Soul Business’ ที่อยู่รอดและคำนึงถึงทั้ง Ego (ตัวเอง) และ Eco (ระบบนิเวศ) 

“แต่ละธุรกิจเป็นเหมือนร่างกายที่ต้องการอวัยวะแตกต่างกันไป เราพบว่าต่อให้ภูมิคุ้มกันดีแค่ไหน แต่ถ้าทั้งระบบไม่มี Herd Immunity เวลาคนอื่นตาย คุณก็ตายด้วย เหมือนปลาหนึ่งตัวที่เน่าในบ่อ

“คนอาจจะบอกว่าเราโง่ที่ทำแบบนี้ เพราะทำแล้วไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นมา แต่เขาไปวัดจากเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร”

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำอย่างไรล่ะจึงจะสร้าง Soul Business ให้เกิดขึ้นจริง 

Pinarie, Lupin chips
03

Search Inside Yourself

“คนอยากทำธุรกิจมาปรึกษาร้อยคน จะตอบคำถามเราไม่ได้สักแปดสิบคนแล้วเดินกลับไปอึ้งๆ” บัณฑิตเล่าบรรยากาศการให้คำแนะนำธุรกิจที่ทำให้คนงง และต้องกลับไปคิดทบทวนคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ไม่ได้โหดร้ายเย่อหยิ่งแต่อย่างใด สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะคนชอบเข้ามาหาหนทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสวงหาวิธีสร้างรายได้ทางธุรกิจเสร็จสรรพ แต่ลืมคำนึงถึงว่าตัวเองเป็นใคร ทำไปเพื่ออะไร

“จริงๆ การทำสินค้าเป็นสิ่งที่มาทีหลังเลย อย่างแรกที่คุณควรทำคือสำรวจตัวเองก่อนว่าพร้อมไหม สมมติผลตอบแทนต้องรออีกสักประมาณสี่ปีอย่างต่ำ คุณทนได้หรือเปล่า คุณแน่ใจไหมว่าจะขายให้ใคร เขามีแนวโน้มจะชอบของคุณหรือเปล่า พอเหลือยี่สิบคน ก็จะถามลึกไปอีกว่าสภาพคล่องเป็นอย่างไร จะหาเงินทุนจากไหน บางคนแค่ตั้งโจทย์ใช้เวลาเก้าเดือน 

“เราต้องตั้งคำถามเหล่านี้ให้มีคำตอบชัดก่อน ถ้าไม่ชัด เราไม่ทำ ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นภาพคนที่มีมะม่วงล้นก็กวนขาย แต่ไม่รู้ว่าขายใคร ทำไปเป็นปีก็ไม่หมด เห็น SME เกิดสิบ ตายแปด ในหนึ่งปี เราไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เลยต้องพาเขาไปเห็นปัญหาของตัวเอง ด้วยตัวเองก่อน” บัณฑิตเล่ากระบวนการที่คิดอย่างละเอียด เพราะธุรกิจขนาดเล็กต้องคิดคำนวณให้รัดกุมอย่างมาก บางครั้งต้องล้มกระดาน คิดโจทย์ใหม่ตั้งแต่ต้น

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

ส่วนระหว่างทาง เขาและทีมจะพยายามเสริมแทรกการคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ใช่บอกตรงๆ แต่ผ่านคำถามให้คิด

เช่น ถ้าทำธุรกิจที่มีแหล่งวัตถุดิบ 2 เจ้า เจ้าแรกเป็นเกรดเอ ราคา 17 บาท เจ้าสองเป็นเกรดซี ราคา 7 บาท บัณฑิตจะถามว่าวัตถุดิบแบบไหนเหมาะกับงานของเรา เราอาจต้องการแค่เกรดซีเพื่อนำมาแปรรูปต่อก็ได้ พร้อมถามว่าเจ้าของวัตถุดิบจะได้อะไรจากเราบ้าง ถือเป็นราคาที่ดีไหม เราเอาเปรียบเขาหรือเปล่า

“ระหว่างการให้คำปรึกษา เราจะกระตุ้นให้คนเห็นว่าธุรกิจที่เขาทำสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมากแค่ไหน เขาจะค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ 

“แต่มันไม่ใช่จะเกิดขึ้นในปีเดียวนะ บางคนต้องใช้เวลานานห้าถึงสิบปีเลย เขาถึงจะเห็นว่าตัวเองเดินได้แบบไม่ต้องเอาเปรียบใคร ระหว่างนั้นเราจะคอยเลี้ยงดูและทำให้เขาเห็น แม้ใช้เวลานานมากก็ตาม”

04

นักสืบ พยาบาล แพทย์ ครู

“เห็นการแต่งตัวของผมไหม ผมใส่แบบนี้แล้วเหมือนคุณลุงในชุมชนเลย” บัณฑิตเล่าหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาทำงานร่วมกับชุมชนสำเร็จ ในขณะที่หลายคนทำแล้วไม่เกิดผล

“การทำงานกับชุมชนต้องเริ่มจากทัศนคติก่อน ต้องเริ่มจากว่าเราไม่ได้เป็นผู้กอบกู้ หรือจะเอาอะไรไปให้เขานะ แต่ในฐานะเพื่อนที่ไปเรียนรู้ ผมไม่เคยบอกเลยว่าจะไปช่วยอะไรเขา แต่เริ่มจากมองเห็นปัญหาด้วยแว่นตาเดียวกันกับเขาก่อน คุยกับเขา เขากินอะไรก็กิน บางคนแค่ต้องการที่ระบาย เราก็ฟัง ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปด้วยแนวคิดนี้ ”

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต
บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

บัณฑิตเสริมต่อว่า เขาพยายามวางตัวให้เป็นนักสืบก่อนเมื่อเริ่มเข้าไปในชุมชน เพื่อถามคำถามต่างๆ ให้เขาได้คิดและตอบ หลังจากนั้นจะทำหน้าที่เป็นพยาบาลเยียวยาบาดแผลของคนไข้ ต่อด้วยเป็นแพทย์ผ่าตัดที่ลงมือแก้ไขปัญหา และสุดท้ายเป็นคุณครูที่ช่วยถอดบทเรียนสิ่งที่ได้เรียนรู้

แต่คนจำนวนมากเริ่มสวมบทบาทการลงพื้นที่ด้วยการเป็นตำรวจ ตรวจจับข้อผิดพลาด ตามด้วยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและปอเต็กตึ้ง ทำให้การทำงานร่วมกับชุมชนล้มเหลว

หวานอย่างมีหวัง
หวานอย่างมีหวัง

หนึ่งในเคสที่ประสบความสำเร็จในการทำงานชุมชนของบัณฑิตคือ ‘หวานอย่างมีหวัง’ น้ำตาลมะพร้าวแท้ของ อาจารย์ปรีชา เจี๊ยบหยู จากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย

“อาจารย์ปรีชาเป็นคนสอนผมว่านักวิชาการชอบเอาซากความรู้มาเก็บไว้เต็มตู้หนังสือเลย แต่เขาไม่อยากได้สิ่งนั้น อยากได้หลักวิชาการคู่กับวิชานอกตำราที่กลั่นกรองมาจากภูมิปัญญามากกว่า” 

น้ำตาลมะพร้าวนี้มีสรรพคุณมากมาย คนเบาหวานทานได้เพราะมีอินนูลิน ลดการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร เก็บเกี่ยวจากต้นมะพร้าววันละ 2 เวลา เรียกว่าน้ำตาลเช้าและน้ำตาลบ่าย ด้วยกระบอกไม้ไผ่ที่ช่วยให้น้ำตาลเสียช้าและไม่ต้องใส่สารเพิ่ม (แลกมากับกระบวนการล้างและต้มที่เพิ่มขึ้น) ดำเนินงานโดยกลุ่มในชุมชนที่มีความเข้มแข็ง 

แต่ปัญหาคือ คนไม่ค่อยเชื่ออาจารย์ปรีชา เพราะไม่ได้เป็นนักวิชาการ และผู้ผลิตจำนวนมากใส่สารปลอมปนในน้ำตาลเยอะ ทำลายความเป็นธรรมชาติ แต่กลับเรียกผลิตภัณฑ์ตัวเองว่าเป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้อยู่เต็มตลาด

บัณฑิตจึงเข้าไปคิดเรื่องแบรนด์ จนเกิดเป็นคำว่า ‘น้ำตาลของจริง’ และเก็บข้อมูลให้คนเห็นว่าใน 1 ปี น้ำตาลแต่ละช่วงเป็นอย่างไรบ้าง ข้อดีข้อด้อยเป็นอย่างไร พิสูจน์เรื่องวัสดุต่างๆ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ 

หลังดำเนินงานมากว่า 5 ปี น้ำตาลมะพร้าวของอาจารย์ปรีชากำลังจะได้รับการจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสมุทรสงคราม และที่ผ่านมา มีคนติดต่อเข้าไปดูงานมากถึงปีละหลายพันคน 

“เราได้นำความรู้วิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ภูมิปัญญา ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชุมชนด้วย” บัณฑิตยิ้ม งานแบบนี้ไม่มีใครเด่นกว่าใคร เพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันของจริง

05

ออกดอก ขยายผล

หลายคนชื่นชมแนวคิดของบัณฑิต แต่มองว่าการทำงานช้าเกินไป ไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว (Speed & Scale)

ด้วยเหตุนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา บัณฑิตจึงพยายามมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือทั้งหมดให้อยู่บนแพลตฟอร์มหนึ่งที่ลักษณะคล้ายสถาบัน มีทั้งคอร์สออนไลน์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หากมีปัญหา ก็มีทีมให้คำปรึกษาคอยช่วยโค้ช มีห้องวิจัยให้มาฝึกทดลองอย่างครบครัน 

รวมถึงพยายามขยายเครือข่ายให้มากขึ้น เช่น ร่วมงานกับหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ในเครือข่ายมากถึง 33 สถาบัน

“เราอาจทำคนเดียวไม่ไหว ก็ต้องให้คนอื่นมาช่วย ให้อาจารย์และนักศึกษานำกระบวนการที่เราใช้ไปขยายผลต่อผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่” 

และอีกโปรเจกต์หนึ่งที่บัณฑิตกำลังพัฒนาร่วมกับชุมชนอยู่คือ ‘Route to the Root’ พัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวความเป็นมา ให้ผู้บริโภคสำรวจกลับไปได้ถึงรากเหง้า ที่มาไปที่ของสินค้าแต่ละอย่าง โดยติดต่อไปวางขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างตลาดให้แก่ชุมชน 

รักษารากฐานแบบเดิมไว้ แต่ขยายผลให้กว้างไกลขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการมากขึ้น เป็นความหวังให้กับธุรกิจโดยเฉพาะในยามวิกฤตเช่นนี้

06

ใจใหญ่กว่าตัว

“ผมตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากๆ เลยว่าทำอะไรอยู่ บางทีทำไปก็ดูจะไม่เห็นผลเลย เคยคิดว่าจะหยุดเหมือนกัน” บัณฑิตเล่าว่าทำงานในแวดวงมานาน 20 กว่าปี ย่อมมีท้อบ้างเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ที่อัตราความสำเร็จของธุรกิจที่ให้คำปรึกษาอยู่ที่ราว 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก่อนจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์

“สิ่งที่ทำให้ผมยังทำงานต่อคือการถามตัวเองว่า หนึ่ง เราทำแล้วได้อะไร สอง ถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจไหม หลายครั้งคนมักติดอยู่ที่คำถามข้อแรก แต่ผมจะพยายามถามตัวเองข้อที่สองก่อน แล้วได้คำตอบเสมอว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจมาก

“ผมมองว่าโอกาสในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตมันไม่ได้มีมาบ่อย ถ้าไม่คว้าไว้ก็เป็นอากาศ และถึงต้องล้มเหลว เรามองว่ามันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ต้องล้มบ่อยๆ จนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

“สองความคิดนี้ทำให้ไม่ว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน ไม่ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ ผมยังคงทำอยู่ มันมีโดดเดี่ยวบ้างบนเส้นทางนี้ แต่ชีวิตก็เป็นแบบนั้น เกิดมาคนเดียว เราก็ตายคนเดียวเหมือนกัน”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นทางนี้ไม่หนักหนาจนเกินไปคือ ทีมงานที่ทำงานร่วมกันภายในทีม EAST กับบัณฑิตราว 20 คนที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี 

“ก่อนน้องๆ ในทีมจะเข้ามาทำงานร่วมกัน คำถามหลักที่ผมจะถามพวกเขาคือ ถ้าคุณทำงานสักชิ้นแล้วต้องล้ม คุณคิดว่าคุณล้มได้สักกี่ครั้ง คำตอบของเขาจะบ่งชี้เองว่าเขาเหมาะกับงานนี้หรือเปล่า หลายคนตอบว่าล้มได้เยอะ คำถามคือ พอคุณลุกขึ้นมา คุณมีวิธีจัดการตัวเองอย่างไร

“สุดท้าย ผมถามว่าถ้างานเหล่านี้เกิดพรากชีวิตส่วนอื่นๆ ของคุณขึ้นมา คุณจะเสียดายลมหายใจตรงนี้ไหม เพราะงานแบบนี้ล้มเยอะมากนะ คุณจะรู้สึกล้มเหลว สูญเสียศักดิ์ศรี และวันหยุดของเราคือวันที่คนอื่นประสบความสำเร็จ ดังนั้น เราไม่ได้หาคนเก่ง เรื่องนั้นฝึกกันได้ แต่เราตามหาคนที่ใจใหญ่กว่าตัวมหาศาล” 

คนที่มีคุณสมบัตินี้คือทีมงานที่อยู่เคียงข้างบัณฑิต และพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ไม่น้อยหน้าใคร

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load