รถเมล์ร้อนแล่นมาจอดเทียบป้าย ฉันก้าวขึ้นสาย 4 ไปเขตพระนคร จ่ายเงินกระเป๋ารถเมล์และรับตั๋วเล็กๆ มากำไว้ในมือ โดยปกติฉันนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน แต่วันนี้จำเป็นต้องใช้รถโดยสารประจำทาง หนึ่ง เพราะจุดหมายอยู่นอกเส้นทางรางรถ และสอง-ฉันกำลังเดินทางไปพบผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถเมล์

วริทธิ์ธร สุขสบาย มีชื่อเล่นว่า van ที่แปลว่า รถตู้ แต่ชายหนุ่มตกหลุมรักรถเมล์มาตั้งแต่จำความได้ ไม่ว่าจะด้วยความจำเป็นหรือความตั้งใจ ชีวิตของเขาเกี่ยวข้องกับยานพาหนะคันยาวอยู่เสมอ แวนไม่ได้เป็นพนักงานประจำองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ แต่เขากำลังผลักดันการพัฒนาป้ายบอกเส้นทางรถโดยสารประจำทางในฐานะ Mayday หนึ่งในกลุ่มคนเล็กๆ ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์แก้ปัญหารถสาธารณะ

ก่อนจะเล่าเรื่องงานปัจจุบัน บทสนทนาของเราเริ่มต้นที่ป้ายแรกที่ความรักต่อรถเมล์ถือกำเนิด

Mayday, วริทธิ์ธร สุขสบาย

ก้าวแรกสู่รถเมล์

“เราโตในครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่มีรถส่วนตัว ต้องไปทุกที่ด้วยรถเมล์ แล้วตอนยังเด็กเราป่วยบ่อย ต้องนั่งรถเมล์ไปหาหมอตลอด เลยคุ้นเคยกับรถเมล์ รู้ตัวอีกทีก็ชอบไปแล้ว

“บ้านเราอยู่สุขาภิบาล 1 ปัจจุบันคือถนนนวมินทร์ คอนเซปต์ของที่บ้านคือนั่งไกลๆ ขึ้นรถ ปอ. นั่งใกล้ๆ ขึ้นรถร้อน รถเมล์ 3 สายที่มีผลต่อชีวิตวัยเด็กมากคือ ปอ.19 ไปหาหมอที่โรงพยาบาลราชวิถี, ปอ.12 พ่อพาผ่านปากคลองตลาดมาบ้านหม้อ ปัจจุบัน 2 สายนี้ไม่มีแล้ว และถ้าจะไปเดอะมอลล์บางกะปิก็ขึ้นสาย 95”

เด็กชายวริทธิ์ธรหลงใหลรายละเอียดเล็กๆ บนรถเมล์ ทั้งประตูสุดเจ๋งที่เปิด-ปิดเองได้ บันไดเฉียงหลบประตู กระบอกตั๋วรถเมล์แสนเท่ที่มีเทคนิคฉีกตั๋วและพับแบงก์ ไปจนถึงความรู้สึกสบายไม่เมารถเมื่อโดยสาร แต่คนรอบตัวเขาไม่สนับสนุนความชอบนี้เท่าไหร่นัก

“คนจะมองว่ามันไปทำเป็นงานไม่ได้ งานเกี่ยวกับรถเมล์มีแค่คนขับกับกระเป๋าฯ ญาติชอบถามว่าทำไมหนูไม่เล่นเป็นหมอ ตำรวจ ทหาร ล่ะลูก (หัวเราะ) ทำไมหนูเล่นเป็นกระเป๋ารถเมล์ ที่โรงเรียนเพื่อนนั่งต่อรูปทรงเรขาคณิตให้พอดี เราก็หาทรงกระบอกไปนั่งเล่นของเราอยู่คนเดียว มีเพื่อนในจินตนาการเป็นผู้โดยสารรอบคัน ครูประจำชั้นบอกพ่อแม่ว่าเราอินดี้มาก เข้าใจว่าเขาก็คงเห็นว่ามันไปต่อยอดอะไรไม่ได้ ได้มากสุดก็แค่งานอดิเรกมั้ง เหมือนเพื่อนในจินตนาการที่เขาคิดว่าวันหนึ่งก็คงหายไป ก็เลยไม่มีใครสนับสนุนอะไรมาก”

ศิลปะและการหนีออกจากบ้าน

“เราขึ้นรถเมล์เองครั้งแรกโดยลำพังปี 2546 (กระซิบ) หนีแม่มาขึ้น เราไปโตที่จันทบุรี ตอนนั้นที่บ้านใช้รถแล้ว เพราะการเดินทางด้วยรถสาธารณะที่นั่นมันลำบากมาก ทุกบ้านเลยมีรถ พอไม่มีใครใช้ รถสาธารณะเลยยิ่งผุพังลงเรื่อยๆ อีก ถ้าเป็นคนอื่นคงดีใจที่บ้านมีรถ แต่เราไม่พอใจที่มันทำให้เราไม่ได้นั่งรถเมล์ ไปไหนเองก็ไม่ได้ เราเลยต้องแสดงศักยภาพให้เขาเห็นว่าเราเดินทางเองได้

“เราบอกแม่ว่าจะไปทำรายงานในตัวจังหวัด ตอนนั้นอยู่ ม.1 อายุประมาณ 12 – 13 เราออกจากบ้านแต่เช้ามืด นั่งรถทัวร์มากรุงเทพฯ เพื่อมานั่งรถเมล์ ลงบางนาเสร็จปุ๊บข้ามถนนขึ้น 513 ไปดอนเมือง แล้วก็นั่งจากดอนเมืองกลับ แค่นั้นแหละ ชีวิตต้องการแค่นี้ ทำสำเร็จครับ แต่โดนด่ายับเลยนะ (หัวเราะ)”

นอกจากความทุ่มเทมหาศาลเพื่อขึ้นรถเมล์ บนรถโดยสารนี้เองที่เขาค้นพบความชอบที่สองที่สำคัญไม่แพ้กัน ป้ายสัญลักษณ์เต็มคันรถทำให้เด็กชายสนใจงานศิลปะ

“เราชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ชอบเขียนฟอนต์ตัวเลข เพราะเราสังเกตป้ายที่อยู่บนรถเมล์ซึ่งมีฟอนต์เยอะมาก ทั้งฟอนต์พิมพ์บ้าง ฟอนต์ทำมือบ้าง เราก็จำจนไม่รู้ว่านี่เราชอบศิลปะเอง หรือเห็นจนชอบ กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังชอบดูฟอนต์และเขียนเอง แล้วรถเมล์สมัยก่อนจะติดโฆษณาเต็มคัน เราก็ชอบมองว่ามีสินค้าอะไรมาลง พยายามดูการจัด compose ของโฆษณาว่ามันแบ่งส่วนยังไง ถ้าสรีระของรถเปลี่ยนมันจะแบ่งยังไง เลือกวางอะไรก่อนหลัง มองสติกเกอร์ภาษาไทยที่เล่นคำ สำหรับเราแล้วรถเมล์กับศิลปะเลยมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก”

Mayday

Mayday

ฉายแววเพราะรถบัส

ความสนใจรถเมล์และงานศิลปะเริ่มมาบรรจบกันเมื่อแวนเติบโตขึ้น หลังฝึกฝนความรู้เกี่ยวกับรถเมล์จนเชี่ยวชาญด้วยการอ่านหนังสือและแผนที่รถโดยสารประจำทาง (จนถึงขั้นนั่งอ่านในห้องน้ำ) เด็กหนุ่มพบว่าตนเองไม่ใช่คนเดียวบนโลกที่ชอบรถบัส เมื่อค้นพบชุมนุมคนรักรถเมล์ในเว็บไซต์ต่างๆ เช่น thaitransport-photo และ Bangkokbusclub.com ชุมชนคนรักรถเมล์ แวนเข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้และคิดนำภาพโฆษณาสินค้าที่อยากให้ติดบนรถเมล์มาวาดทับลงบนโปรแกรม paint ผลปรากฎว่าบริษัทที่ติดโฆษณาข้างรถมาเห็นและติดต่อกราฟิกดีไซเนอร์ชั้นมัธยม 5 เพื่อจ้างให้ทำแผ่นโฆษณาจริง

“เขาบอกว่าการวางเลย์ของเราฉีกไปจากของเดิม แม่ก็เริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย ดีไม่เบา รถเมล์ทำคุณประโยชน์ต่อชีวิตลูกได้ การชอบรถเมล์ไม่ได้เป็นได้แค่คนขับหรือกระเป๋ารถเมล์ แต่ตอนนั้นพอบริษัทนั้นรู้ว่าเราใช้โปรแกรม Paint เขาก็เลยบอกว่าไว้โอกาสต่อไปนะ เพราะใช้ Illustrator กับ Photoshop ยังไม่ได้ แต่สุดท้าย งานนั้นกลายเป็นหนึ่งในผลงานยื่นเข้าเรียน Communication Design ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ”

นักแปลงใบประกาศ

การเรียนมหาวิทยาลัยทำให้แวนต้องนั่งรถเมล์ทุกวัน ชายหนุ่มยิ่งซึมซับความรักต่อรถเมล์เข้าไปอีก เขาฝึกการใช้โปรแกรมออกแบบต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว และเริ่มฝึกนำข้อมูลหรือประกาศเกี่ยวกับรถเมล์มาทำเป็นประกาศที่สวยงามอ่านง่าย และเผยแพร่ใน Facebook ส่วนตัว

“เราเอาข้อมูลมาทำเป็นประกาศให้คนอื่นรู้ ทำให้มันน่าสนใจมากกว่าประกาศกระดาษ A4 เลือกเรื่องที่ถ้าคนอื่นรู้แล้วจะดี รู้สึกว่ามันมีประโยชน์และใช้เป็นพอร์ตฯ ได้ แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดจะทำจริงจังเพราะมีเพจรถเมล์อยู่แล้ว เช่น เพจ Bangkokbusclub.com ชุมชนคนรักรถเมล์ กับ เพจรถเมล์ไทย.คอม Rotmaethai.com เขาเป็นชมรมคนรักรถเมล์ที่มีข้อมูลเยอะกว่าเรามาก ถ่ายรูปรถเมล์ทุกคัน เก็บสถิติว่าวันนี้รถเมล์คันไหนเสีย รู้จักพนักงานไปถึงนายตรวจ เจ้าหน้าที่จนถึงหัวหน้าสาย หรือ ผอ. เขตต่างๆ 

“เราก็เป็นแค่ผู้โดยสารคนหนึ่ง เลยเลือกหยิบคอนเทนต์ที่เขายังไม่พูดมาสื่อสารต่อให้เข้าใจง่าย พอเรียนมาเรารู้วิธีสังเคราะห์ข้อมูลอยู่แล้ว จากข้อมูลก้อนใหญ่ๆ ทำ infographic ภาพเดียวจบ เข้าใจทันที เช่น เรื่องสีป้ายหน้ารถ หรือวิธีแยกรถร่วมกับรถ ขสมก. รถร่วมจะมีแถบสีเหลืองคาด หรือสีชมพูทั้งคัน ส่วนรถ ขสมก. จะมีแถบสีเขียว หรือสีส้มทั้งคันอย่างรถยูโร”

เมื่อเรียนจบ แวนมุ่งหน้าทำกราฟิกหลากรูปแบบอย่างเต็มตัว ช่วงนี้เองที่รถเมล์เริ่มห่างหายจากชีวิต ยิ่งเวลาผ่านไป เขาไม่คิดว่าจะได้กลับมาพูดเรื่องรถเมล์อีกแล้ว

Mayday

กำเนิด Mayday

“เจ้านายทุกที่รู้ว่าเราชอบรถเมล์ แต่ก็แค่นั้น เราก็แค่ชอบรถเมล์ จนกระทั่งมาทำงานกับพี่ศานนท์ (ศานนท์ หวังสร้างบุญ-เจ้าของ Once Again Hostel) เราทำกราฟิกเพื่อพัฒนาชุมชนเมือง พอได้อยู่ในวงทำงานที่อยากพัฒนาเมืองทุกคน และมีบางคนที่สนใจขนส่งสาธารณะด้วย ก็เลยเริ่มจับกลุ่มกัน ทีแรกก็ยังไมรู้ว่าจะทำอะไร จนกระทั่งปีที่แล้ว 1 วันหลังในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต เรามาทำงานตามปกติ นั่งรถไฟฟ้ามาขึ้นรถเมล์สาย 508 ตรงสนามกีฬาแห่งชาติ ปรากฏว่าผู้โดยสารหน้าคุ้นหมดเลย เป็นพนักงานบริษัทที่เราเคยไปฝึกงานด้วย ตั้งแต่รุ่นพี่ถึงผู้บริหารกำลังนั่งรถเมล์มาสนามหลวง ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนความคิดเลย เราชอบคิดว่าคนไม่ขึ้นรถเมล์ด้วยเหตุผลเดียวคือมันดูจน แต่บางทีที่เขาไม่ขึ้นเพราะเขาไม่รู้ข้อมูล เราเลยคิดว่าถ้าเราสื่อสารได้ดีมันอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้คนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลงได้”

แวนเปลี่ยนข้อมูลการเดินทางมางานที่สนามหลวงปึกใหญ่ให้กลายเป็นแผนที่ขนาด A3 ให้อาสาสมัครธรรมศาสตร์บอกเส้นทาง จากนั้นกลุ่ม Mayday หรือ เมล์เดย์ ก็เดินหน้าจริงจังด้วยการเข้าร่วมนิทรรศการอุตสาหกรรมขนส่งทางรางไทยเพื่อเสนอทางเลือกการเดินทางสาธารณะที่เชื่อมต่อกับรถไฟ

“ไอเดียเราคือดีไซน์มันช่วยการเปลี่ยนแปลงได้ ทุกคนคิดได้ว่าป้ายรถเมล์ควรบอกอะไร หลายคนก็พยายามหา reference จากสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน แต่ถ้ามันยังไม่เกิดขึ้น เราก็คิดว่ามันอาจต้องประนีประนอมกับโครงเดิมที่เขามีอยู่ ทำยังไงก็ได้ให้มันเกิดประโยชน์กับผู้โดยสารสูงสุด ป้ายสีฟ้าแถบนิดเดียวยังมีพื้นที่โล่งเหลืออยู่ เราปรับอะไรเล็กๆ น้อยๆ เป็น small change, big move เพื่อช่วยเหลือได้บ้าง”

ปัจจุบันป้ายรถเมล์สีฟ้าที่สี่แยกคอกวัวและป้ายใหญ่ที่เกาะพญาไท-ดินแดง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นความสำเร็จขั้นต้นของเมล์เดย์ นอกจากนั้น พวกเขายังมีเพจรวมข้อมูลรถเมล์ที่มีประโยชน์ต่อการเดินทาง เช่น 35 สายรถเมล์ทางด่วน จ่ายเงินไป-กลับไม่เกิน 50 บาท, รวมสายรถเมล์ไปดอนเมือง และข้อมูลอื่นๆ ที่อาจเปลี่ยนชีวิตการเดินทางในกรุงเทพฯ ให้ราบรื่นเกินคาด

Mayday

Mayday

May the force be with you

“ตอนแรกเป้าหมายเราคือสู้กับแนวคิดว่ารถสาธารณะเป็นของคนจน รัฐบาลพยายามผลักดันให้รถเมล์เป็นขนส่งของคนเงินน้อย เป็นทางเลือกสำรอง เราเข้าใจว่ารถเมล์มันอาจจะต้องลดบทบาทลง ไม่ใช่ขนส่งหลักอย่างสมัยก่อน แต่มันต้องไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่ที่สุด ถ้ารถไฟฟ้าดี รถเมล์ก็ต้องดีน่าใช้ด้วย ไม่งั้นถ้าทางที่คุณไปรถไฟฟ้าไปไม่ถึง คุณก็ต้องนั่งรถส่วนตัว ปัญหาการเดินทางก็ไม่ถูกแก้สักที จุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่มากๆ ของเราคือการสร้างวัฒนธรรมการใช้รถสาธารณะที่มันโอเค ถ้ามันเปลี่ยนแปลงจากฝั่งคนสร้างไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงจากฝั่งเรา”

วริทธิ์ธร สุขสบาย : กราฟิกดีไซเนอร์ผู้แก้ไขปัญหารถเมล์ที่เขาหลงรักอย่างสร้างสรรค์

วริทธิ์ธร สุขสบาย : กราฟิกดีไซเนอร์ผู้แก้ไขปัญหารถเมล์ที่เขาหลงรักอย่างสร้างสรรค์

วริทธิ์ธร สุขสบาย : กราฟิกดีไซเนอร์ผู้แก้ไขปัญหารถเมล์ที่เขาหลงรักอย่างสร้างสรรค์

“พอพูดถึงขนส่งมวลชน มันมีความรู้สึก negative สำหรับคนไทย มันแย่ มันช้า มันห่วย มันเก่า กูรู้แล้ว (หัวเราะ) แต่เรารักมัน เราอยากพยายามทำอะไรให้มันดี หรือทำให้เขาเห็นว่าปัจจุบันมันมีประสิทธิภาพแค่ไหน รถเมล์กะสว่างหรือรถเมล์ที่วิ่งทั้งคืน มันทำเวลาดีมากเพราะถนนโล่ง ถ้ารถไม่ติด รถเมล์อาจไวเท่ากับรถไฟฟ้าหรือไวกว่าด้วยซ้ำ เราอยากให้คนอื่นๆ ได้ใช้ประโยชน์รถเมล์มากกว่านี้”

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถประจำทางกล่าวอย่างมุ่งมั่น ฉันได้ทีถามเส้นทางจากบ้านไปที่ทำงานนอกเหนือรถไฟฟ้า แวนครุ่นคิดก่อนประมวลวิธีเดินทางด้วยรถสาธารณะมาให้ 3 – 4 เส้นทาง เสมือนเป็น Google Maps คนรักรถเมล์ยังช่วยเขียนเคล็ดลับการขึ้นรถเมล์แบบง่ายๆ ใส่กระดาษ แล้วฝากให้ฉันช่วยเผยแพร่แก่ผู้อื่น

“ตอนนี้พอทำเพจเราก็ช่วยคนที่ในชีวิตจริงเราอาจจะไม่เคยคุยด้วยซ้ำได้ เราดีใจที่ทำให้คนอื่นเจอการเดินทางที่มันดีขึ้น มันเป็นช่องทางที่ทำให้เราช่วยคนได้มากขึ้น การทำงานเพื่อพัฒนาเมืองคือการทำให้ทุกคนแฮปปี้ ไม่ใช่แค่ประชาชน รัฐด้วย เพราะคนที่อยู่ในรัฐก็คือประชาชน”

วริทธิ์ธร สุขสบาย : กราฟิกดีไซเนอร์ผู้แก้ไขปัญหารถเมล์ที่เขาหลงรักอย่างสร้างสรรค์

How-to ขึ้นรถเมล์แบบมืออาชีพ

1. สังเกตสีป้ายหน้ารถ: สีป้ายที่เสียบหน้ารถ ขสมก. มีความหมาย ไม่ว่าจะป้ายสี-ตัวอักษรขาว หรือป้ายขาว-ตัวอักษรสี ก็เป็นสัญลักษณ์เดียวกัน สีน้ำเงินหมายถึงวิ่งเต็มเส้นทาง สีแดงหมายถึงวิ่งตัดช่วง (รถเสริม) หรือรถเสีย และสีเหลืองหมายถึงขึ้นทางด่วน โปรดสังเกตโค้ดลับก่อนตัดสินใจขึ้นรถ

ข้อพึงระวัง: โค้ดสีนี้ใช้เฉพาะรถ ขสมก. เท่านั้น ไม่นับรถเอกชนร่วมบริการ

2. วิ่งชิดขอบถนน: ในกรณีที่ต้องวิ่งตามรถเมล์ (ไม่แนะนำให้วิ่ง ยกเว้นจำเป็นจริงๆ) ให้วิ่งตรงริมฟุตปาทติดขอบถนน เพราะคนขับจะมองเห็นจากกระจกข้างและอาจใจดีชะลอให้ แต่ถ้าวิ่งชิดในบาทวิถีมากเกินไปก็เสี่ยงตกรถมากกว่า

3. ขึ้น-ลงช้า ประตูหน้าเท่านั้น: ทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่ประตูหน้ามักปลอดภัยเสมอเพราะคนขับมองเห็น รถเมล์ส่วนใหญ่จะออกแล่นก่อนแล้วค่อยปิดประตู ถ้าเจ็บขา เดินช้า หรือเพิ่งรู้ตัวว่าต้องลงป้ายนี้ ควรใช้ประตูหน้าเท่านั้น และถ้ากลัวคนขับไม่สังเกตเห็นเราก็ส่งเสียงบอกดังๆ ก่อนขึ้น-ลงรถ

4. บอกชื่อแลนด์มาร์กกับกระเป๋ารถเมล์: ถ้าจุดหมายชื่อไม่ดังจริง กระเป๋ารถเมล์อาจเลิกคิ้วบอกว่าไม่รู้จัก ลองบอกชื่อเล่นของย่านที่คนเรียกกัน หรือสถานที่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นวัด ห้าง โรงเรียน ตลาด เพื่อให้รถจอดลงป้ายสมดังปรารถนา

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จากการพูดคุยกันสั้น ๆ ในระยะเวลาชั่วโมงเศษผ่านช่องทางออนไลน์ เราเรียนรู้ว่าผู้ชายที่ชื่อ กุล-กุลชาติ เค้นา เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ดันให้การท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น เฟื่องฟูและเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

กุลมีอาชีพหลักเป็น UX/UI Designer ทำงานแบบ Digital Nomad (กลุ่มคนที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เดินทางไปด้วย ทำงานไปด้วยจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลก) เป็นผู้ปลุกปั้น ฟาร์มคิด ร้านอาหาร-กาแฟที่ขายความเป็นพื้นถิ่นในรูปแบบที่นักท่องเที่ยวกินอร่อย เป็นหนึ่งในสามผู้สร้าง วิวผาม่าน ผู้ให้บริการพานักท่องเที่ยวไปดริปกาแฟหลักร้อย แต่ได้ชมวิวหลักล้าน ร่วมผลักดันการสร้าง มหา’ลัยไทบ้าน ร่วมกับกลุ่มมหาลัยเถื่อนและนักขับเคลื่อนในอำเภออื่น ๆ เพื่อเสริมพลังคนพื้นที่ที่ทำงานพัฒนาบ้านเกิด จนแตกหน่อออกมาเป็นโปรเจกต์เทคไทบ้าน’ ที่จะช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชนไปพร้อมกัน

ถ้าเล่าแค่ความดีงามของโปรเจกต์ที่เขาทำมันจะไปสนุกอะไร 

เมื่อความน่าสนใจของผู้ชายไทบ้านคนนี้มีซ่อนอยู่อีกหลากหลายมุม 

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Prototype ถึง MVP

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว นักออกแบบหนุ่มชื่อกุลได้เริ่มนำไอเดียในการขับเคลื่อนสังคมของเขาที่คุกรุ่นอยู่ในใจออกมา 

“โปรเจกต์แรกที่เริ่มคือ ฟาร์มคิด เป็นชื่อในอุดมคติของผมก่อนที่จะกลับมาอยู่ที่ขอนแก่น ตอนนั้นผมไม่มี Business Model แค่อยากทำชุดปลูกผักคนเมือง เพื่อให้คนได้กินผักปลอดภัย ผมก็ให้พ่อตายิงไม้พาเลต ทำ Prototype ขึ้นมา ปรากฏว่าแค่กล่องก็หนัก 10 กก. เราไม่ได้คำนวณต้นทุนก่อน ก็เลยไม่เวิร์ก เลิกทำ” กุลเล่าจุดเริ่มต้นของฟาร์มคิดอย่างติดตลก

เมื่อโมเดลแรกไม่สำเร็จ เขาลองกลับไปทบทวนเป้าหมายจริง ๆ ว่าอยากทำอะไรกันแน่ และพบว่าหนทางในการขับเคลื่อนเป้าหมายในการสร้างงานให้ชุมชน สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย จนถึงการฝึกฝนให้เด็ก ๆ คุ้นชินกับเทคโนโลยี ไม่ได้มีแค่แนวทางเดียว 

เมื่อเวลาผ่านไป ไอเดียถูกตกผลึกเป็นร้านอาหารพื้นถิ่น ‘ฟาร์มคิด’ เปิดในอำเภอภูผาม่าน บ้านเกิดของเขา

“ร้านฟาร์มคิดตอนแรกเป็นร้านขายสเต๊ก ตอนนั้นก็ห้าว คิดว่าตัวเองชอบทำสเต๊กก็เลยทำขาย จริง ๆ ขายได้โอเคนะ แต่ชีวิตพังเพราะเราต้องเลี้ยงลูก ทำงาน ประชุม เตรียมของขาย ธาตุไฟเข้าแทรกเหมือนกัน” กุลเล่าถึงช่วงเวลาที่ยังหาสมดุลระหว่างงานประจำกับความฝัน แต่นั่นไม่ใช่แค่ปัญหาเดียวที่เขาต้องเจอ “เปิดร้านไปได้ไม่ถึง 6 เดือน โควิด-19 ก็มา ซึ่งปัญหาใหญ่จริง ๆ ที่เราเจอ คือการหมุนเวียนของเงินมันน้อย เพราะอำเภอภูผาม่านไม่มีคนมาท่องเที่ยวเลย เป็นเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก” 

ถ้าเป็นคนอื่นคงยอมแพ้และปิดร้านอาหารไปแล้วใช่ไหม

แต่กุลไม่ได้เลือกเส้นทางนั้น เขากลับเลือกชวนเพื่อน ๆ สายเทคที่ทำงานด้วยกันมาจัดอีเวนต์ด้านเทคโนโลยีกลางทุ่งนา พร้อมไลฟ์สดอวดคนในเมืองด้วยว่าบ้านฉันมีวิวสวยขนาดนี้ จนใคร ๆ ก็อิจฉา เป็นที่มาของอีกหลายกิจกรรมที่เลือกภูผาม่านเป็นฉากหลัง

เมื่อภูผาม่านบ้านนาถูกค้นพบในฐานะ Hidden Gem สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ก็เริ่มมีองค์กรรัฐและเอกชนให้ความสนใจ ดึงดูดให้ผู้คนใหม่ ๆ เข้ามา รวมถึงไอเดียในการทำธุรกิจแบบใหม่ ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาถึงกุลด้วย

“หลังจาก ททท. และ TCDC เข้ามาร่วมทำทริปโปรโมตการท่องเที่ยวให้ภูผาม่าน เราก็ได้รับไอเดียจากช่างภาพของ TCDC ท่านหนึ่ง เขาบอกให้ผมเฝ้ามองหนองสมอให้เขา หากในหนองจะมีน้ำเอ่อ ให้รีบบอกเขาเลย เขาจะมาถ่ายภาพภูเขาสะท้อนน้ำพร้อมแสงเช้า ซึ่งมันสวยมาก” ชายหนุ่มเล่าพลางอวดภาพวิวที่หนองสมอที่เป็นแบกกราวนด์ในโปรแกรม Zoom ของเขา

“แถมเขายังให้ไอเดียด้วยว่า เราน่าจะลองเอากาแฟมาดริปกันที่นี่ ผมกับน้องอีก 2 คน คือ พิมพ์กับต๋อง เลยสั่งชุดดริปกาแฟมาลองไลฟ์ลง Facebook ปรากฏว่าคนสนใจ หลังจากนั้นไม่กี่วันเราก็เปิดเพจรับจองคิวให้คนมาดริปกาแฟพร้อมชมวิวกับเราที่นี่เลย เป็นการทำ MVP (บริการตัวอย่าง) เหมือนที่ทำกันในวงการสตาร์ทอัพนั่นแหละครับ เป็นที่มาของ วิวผาม่าน ที่เราพาคนมาชมวิวและดริปกาแฟด้วยกันที่หนองสมอ ทุกวันนี้คิวยังเต็มอยู่ตลอดเลย” กุลเล่าอย่างภาคภูมิใจ 

จาก Prototype เล็ก ๆ ที่ไม่เวิร์กในวันนั้น มาถึง MVP ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อการพัฒนาชุมชนในวันนี้ 

เป็นจุดเริ่มต้นสู่ความเป็นไปได้อีกมากมายที่เกิดขึ้นตามมา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Network ถึง Infrastructure

แน่นอนว่าในจุดเริ่มต้นของการผลักดันภูผาม่านเป็นเมืองท่องเที่ยวนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย

กุลบอกกับเราว่าเขาผ่านมาได้ด้วยความช่วยเหลือของบ้านพี่เมืองน้อง

“นอกจากอำเภอภูผาม่านแล้ว บ้านพี่เมืองน้องอย่างอำเภอสีชมพูเขาก็ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนอยู่ด้วย เราเป็นเมล็ดพันธ์ุที่เติบโตมาด้วยกัน ต่างคนต่างก็อยากโชว์ศักยภาพของพื้นที่ตัวเอง จนมีโครงการหนึ่งที่รัฐสนับสนุน จัดให้คนรุ่นใหม่มาเจอกัน เราร่วมกับ ครูสอญอ-สัญญา มัครินทร์, คุณนุ-อนุวัตร บับพาวะตา แก๊งอำเภอสีชมพู ประชุมกับ พี่ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร จากมหาลัยเถื่อน ระดมความคิดกันกลายเป็นชื่อ มหา’ลัยไทบ้าน ขึ้นมา” กุลโยงใยให้เราเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโปรเจกต์การท่องเที่ยวกับโปรเจกต์การศึกษาที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วม

“มหา’ลัยไทบ้านเป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ คนไทบ้านที่อยู่ในพื้นที่มาทอล์ก มาแชร์ มาเสริมพลังให้กัน ทำไมนักพูดต้องอยู่บนเวที TED เท่านั้น จะอยู่บนรถแต๊ก ๆ แบบไทบ้านเราได้มั้ย เพื่อทำอะไรบางอย่างให้กับพื้นที่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรเรียนรู้ชุมชน กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งแต่ละคนต่างเป็น Contributor” ชายหนุ่มอธิบายหน้าที่ของมหาลัยไทบ้าน

กุลชัดเจนแต่แรกว่าเขาต้องการนำเทคโนโลยีมาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างอาชีพและโอกาสให้กับคนในชุมชน เขาจึงสร้างสาขาย่อยของตัวเองขึ้นมาภายใต้ร่มของมหา’ลัยไทบ้าน ชื่อว่า เทคไทบ้าน มีฟังก์ชันในการค้นหาบทบาทและจุดยืนที่เหมาะสมของเทคโนโลยีต่อชุมชนแห่งนี้

“ช่วงนี้มีคำฮิตคำหนึ่ง คือคำว่า ชนบทดิจิทัล ซึ่งผมตั้งคำถามว่าเราพร้อมจริงหรือเปล่า” กุลเปรย “จริง ๆ พวกของหรืออุปกรณ์มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสาสัญญาณ ไวไฟ แต่คนในชนบทเป็นเพียงผู้ใช้งาน ยังไม่ได้เป็นผู้สร้าง ผู้แบ่งปัน หรือผู้แก้ปัญหา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น
เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

“กรณีที่เจอล่าสุดคือหลานของผมเอง ผมสังเกตว่าเขาเรียนออนไลน์ติดปัญหาเยอะมาก ตั้งแต่เปิดไลน์ เข้าห้องเรียนไม่ทัน กรอกโค้ดไม่ได้ ต้องโหลด Google Classroom แต่ไม่รู้จักว่าคืออะไร ขนาดหลานอยู่กับผมที่เข้าใจบริบทของเทคโนโลยีระดับหนึ่งยังเจอปัญหาขนาดนี้ แล้วเด็กในชุมชน ในหมู่บ้านที่อยู่กับตายาย ใครจะแก้ปัญหาให้เขา

“ผมเลยคิดได้ว่าเทคไทบ้านน่าจะเป็นโปรเจกต์ที่เชื่อมได้ โดยเอาเด็ก ๆ มาฝึกให้เป็นไอทีซัพพอร์ต”

เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ อย่างการพาเด็ก ๆ ไปร่วมสำรวจและเก็บข้อมูลร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนโดยใช้ Google Document ที่มีฟังก์ชันแปลงเสียงเป็นภาพ เพื่อให้พวกเขาคุ้นชินกับเทคโนโลยี ข้อมูลที่เด็ก ๆ เก็บมาเหล่านั้น กุลไม่ได้ปล่อยให้เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย แต่นำมาเป็นต้นทุนในการสร้างเว็บไซต์นำเที่ยวชุมชนที่ชื่อ phuphaman.org เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวที่เชื่อถือได้ รวมถึงได้สร้างแท่นแสกน QR Code ติดไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในชุมชน เป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อมโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์เข้าด้วยกัน เอาไว้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่

“นี่คือการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนครับ” กุลสรุปรวบความ 

“นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ ชาวบ้านไม่ต้องตอบคำถามซ้ำ ๆ ซึ่งเราตั้งใจจะเปิดให้เว็บไซต์นี้เป็น Open Source ทุกอำเภอเอาโค้ดของเว็บนี้ไปทำเว็บของตัวเองได้เลย มีวิธีการทั้งหมดตั้งแต่การเก็บข้อมูลจนถึงเอาข้อมูลเข้าระบบ”

หากมองในภาพรวมแล้ว การทำงานของกุลเริ่มจากความไม่มี ความไม่พร้อม ก่อร่างสร้างตัวขึ้นบนเครือข่ายของผู้คน จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนชุมชนบ้านเกิดของเขา ทั้งการสร้างเด็ก ๆ ให้มีความพร้อม จนถึงสร้างช่องทางให้ข้อมูล

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Zero ถึง Hero

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ชายชื่อกุลปฏิเสธที่จะเชื่อว่าเขาทำไม่ได้

“ผมมองว่าก่อนหน้านี้ภูผาม่านเองก็ไม่พร้อม แล้วใครเป็นคนทำให้มันพร้อม” เขาตอบสั้น ๆ เมื่อเราถามว่า ไอเดียลักษณะนี้จะเกิดขึ้นที่อื่นได้อย่างไร “ผมมีโควตหนึ่งประจำใจว่า พื้นที่ที่ดีที่สุดในทัศนคติของคุณคืออะไร… มันควรจะเป็นคุณนะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดขึ้น ผมพูดกับทุกคนว่า ถ้าคุณอยากเห็น คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

คำตอบของกุลไม่ได้ออกมาแบบคนโลกสวย เขาเข้าใจอย่างดีถึงความยากและข้อจำกัดของคนทำงานขับเคลื่อนชุมชน

“ปากท้องเป็นข้อจำกัดสำคัญ ไม่มีใครอยากเพิ่มภาระโดยที่ตัวเองไม่ปลอดภัย” กุลเสริมอย่างเรียบง่าย “คุณภาพชีวิตเป็นข้อจำกัดในการทำงานเพื่อสังคมสำหรับผม ถ้าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ มีหน้าที่การงานหรือ Ecosystem ที่ทำให้เราทำงานที่บ้านและเติบโตได้ ผมว่าคนทำงานเพื่อสังคมจะเพิ่มขึ้นเยอะมาก ผมถึงจริงจังเรื่องการเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ต้องรอด

“ช่วงแรกก็หมดไฟเหมือนกันนะ เคยคิดว่าเลิกทำดีกว่าไหม แต่พอถึงจุดหนึ่งเราเลิกทำไม่ได้ เพราะบริบทสังคมที่อยากเห็นมันทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่น่ารอดแน่ ต่อให้เราเลี้ยงลูกดี ส่งลูกไปเรียนดี ๆ แต่บริบททางสังคมไม่เอื้อให้ลูกเรามีความสุขในพื้นที่ที่เขาอยู่หรือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อให้เขามีความสุข มีอิสระในการคิด ถ้าตัวผมคนเดียวอาจจะทำงานไปเงียบ ๆ ค่อย ๆ สื่อสารไปก็ได้ แต่เด็ก ๆ ทั้งลูกหลานของเราเขารอไม่ได้”

นั่นคือแรงผลักดันในใจที่พาให้ผู้ชายคนหนึ่งเริ่มต้นจากศูนย์ จนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันอุดมคติให้เกิดขึ้นได้จริงในบ้านเกิดของเขาเอง

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Local ถึง Global

เราอดถามกุลไม่ได้ว่า ทำงานขับเคลื่อนมาแล้วหลายปี เห็นพื้นที่ภูผาม่านเข้าใกล้อุดมคติที่เคยมีมากขนาดไหน

“หลังจากทำงานมา 6 ปี ภูผาม่านเข้าใกล้พื้นที่ในอุดมคติของผมมาก จนผมเริ่มคิดว่าต่อให้ไม่มีตัวเรามันก็น่าจะไปต่อได้ ผมไม่ชอบทำอะไรที่ยึดโยงกับตัวเองเยอะ ๆ เพราะมันกดดัน ผมเลยทำเทคไทบ้านเป็น Open Source เป็นชุมชน เป็นต้นไอเดีย แต่แก่นของมันคือการนำเทคโนโลยีมาทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องเก็บภารกิจนี้ไว้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในระดับที่เหมาะสมกับเขา

“อีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะเห็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ Digital Nomad จากทั่วโลกที่จะเข้ามาในภูผาม่าน เป็นเมืองที่รองรับพลเมืองโลกแล้ว หลัง ๆ มีฝรั่งมาฟาร์มคิดเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เขาบอกว่าเขาเสิร์ช Google และดูรีวิวใน Google Maps

“อีกอย่าง ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกที่อินเทอร์เน็ตดีมากจากการโหวตของ Digital Nomad ทั่วโลก และปัจจุบันก็มีหลายคนที่กำลังพยายามทำเพื่อสังคมในรูปแบบอื่น ๆ อยู่ในหลายพื้นที่ ต้องลองติดตามกันต่อไปครับ” กุลกล่าวปิดท้าย

คำตอบที่ไม่ลังเลใจของกุลเป็นสิ่งที่เสริมแรงใจให้เราเป็นอย่างดี และสะกิดให้เราคิดได้ว่า 

‘ถ้าพนักงานประจำที่ควบตำแหน่งคุณพ่อลูกหนึ่งอย่างเขาทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้เกิดขึ้นได้ เราก็ทำได้เช่นกัน’

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load