รถเมล์ร้อนแล่นมาจอดเทียบป้าย ฉันก้าวขึ้นสาย 4 ไปเขตพระนคร จ่ายเงินกระเป๋ารถเมล์และรับตั๋วเล็กๆ มากำไว้ในมือ โดยปกติฉันนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน แต่วันนี้จำเป็นต้องใช้รถโดยสารประจำทาง หนึ่ง เพราะจุดหมายอยู่นอกเส้นทางรางรถ และสอง-ฉันกำลังเดินทางไปพบผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถเมล์

วริทธิ์ธร สุขสบาย มีชื่อเล่นว่า van ที่แปลว่า รถตู้ แต่ชายหนุ่มตกหลุมรักรถเมล์มาตั้งแต่จำความได้ ไม่ว่าจะด้วยความจำเป็นหรือความตั้งใจ ชีวิตของเขาเกี่ยวข้องกับยานพาหนะคันยาวอยู่เสมอ แวนไม่ได้เป็นพนักงานประจำองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ แต่เขากำลังผลักดันการพัฒนาป้ายบอกเส้นทางรถโดยสารประจำทางในฐานะ Mayday หนึ่งในกลุ่มคนเล็กๆ ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์แก้ปัญหารถสาธารณะ

ก่อนจะเล่าเรื่องงานปัจจุบัน บทสนทนาของเราเริ่มต้นที่ป้ายแรกที่ความรักต่อรถเมล์ถือกำเนิด

Mayday, วริทธิ์ธร สุขสบาย

ก้าวแรกสู่รถเมล์

“เราโตในครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่มีรถส่วนตัว ต้องไปทุกที่ด้วยรถเมล์ แล้วตอนยังเด็กเราป่วยบ่อย ต้องนั่งรถเมล์ไปหาหมอตลอด เลยคุ้นเคยกับรถเมล์ รู้ตัวอีกทีก็ชอบไปแล้ว

“บ้านเราอยู่สุขาภิบาล 1 ปัจจุบันคือถนนนวมินทร์ คอนเซปต์ของที่บ้านคือนั่งไกลๆ ขึ้นรถ ปอ. นั่งใกล้ๆ ขึ้นรถร้อน รถเมล์ 3 สายที่มีผลต่อชีวิตวัยเด็กมากคือ ปอ.19 ไปหาหมอที่โรงพยาบาลราชวิถี, ปอ.12 พ่อพาผ่านปากคลองตลาดมาบ้านหม้อ ปัจจุบัน 2 สายนี้ไม่มีแล้ว และถ้าจะไปเดอะมอลล์บางกะปิก็ขึ้นสาย 95”

เด็กชายวริทธิ์ธรหลงใหลรายละเอียดเล็กๆ บนรถเมล์ ทั้งประตูสุดเจ๋งที่เปิด-ปิดเองได้ บันไดเฉียงหลบประตู กระบอกตั๋วรถเมล์แสนเท่ที่มีเทคนิคฉีกตั๋วและพับแบงก์ ไปจนถึงความรู้สึกสบายไม่เมารถเมื่อโดยสาร แต่คนรอบตัวเขาไม่สนับสนุนความชอบนี้เท่าไหร่นัก

“คนจะมองว่ามันไปทำเป็นงานไม่ได้ งานเกี่ยวกับรถเมล์มีแค่คนขับกับกระเป๋าฯ ญาติชอบถามว่าทำไมหนูไม่เล่นเป็นหมอ ตำรวจ ทหาร ล่ะลูก (หัวเราะ) ทำไมหนูเล่นเป็นกระเป๋ารถเมล์ ที่โรงเรียนเพื่อนนั่งต่อรูปทรงเรขาคณิตให้พอดี เราก็หาทรงกระบอกไปนั่งเล่นของเราอยู่คนเดียว มีเพื่อนในจินตนาการเป็นผู้โดยสารรอบคัน ครูประจำชั้นบอกพ่อแม่ว่าเราอินดี้มาก เข้าใจว่าเขาก็คงเห็นว่ามันไปต่อยอดอะไรไม่ได้ ได้มากสุดก็แค่งานอดิเรกมั้ง เหมือนเพื่อนในจินตนาการที่เขาคิดว่าวันหนึ่งก็คงหายไป ก็เลยไม่มีใครสนับสนุนอะไรมาก”

ศิลปะและการหนีออกจากบ้าน

“เราขึ้นรถเมล์เองครั้งแรกโดยลำพังปี 2546 (กระซิบ) หนีแม่มาขึ้น เราไปโตที่จันทบุรี ตอนนั้นที่บ้านใช้รถแล้ว เพราะการเดินทางด้วยรถสาธารณะที่นั่นมันลำบากมาก ทุกบ้านเลยมีรถ พอไม่มีใครใช้ รถสาธารณะเลยยิ่งผุพังลงเรื่อยๆ อีก ถ้าเป็นคนอื่นคงดีใจที่บ้านมีรถ แต่เราไม่พอใจที่มันทำให้เราไม่ได้นั่งรถเมล์ ไปไหนเองก็ไม่ได้ เราเลยต้องแสดงศักยภาพให้เขาเห็นว่าเราเดินทางเองได้

“เราบอกแม่ว่าจะไปทำรายงานในตัวจังหวัด ตอนนั้นอยู่ ม.1 อายุประมาณ 12 – 13 เราออกจากบ้านแต่เช้ามืด นั่งรถทัวร์มากรุงเทพฯ เพื่อมานั่งรถเมล์ ลงบางนาเสร็จปุ๊บข้ามถนนขึ้น 513 ไปดอนเมือง แล้วก็นั่งจากดอนเมืองกลับ แค่นั้นแหละ ชีวิตต้องการแค่นี้ ทำสำเร็จครับ แต่โดนด่ายับเลยนะ (หัวเราะ)”

นอกจากความทุ่มเทมหาศาลเพื่อขึ้นรถเมล์ บนรถโดยสารนี้เองที่เขาค้นพบความชอบที่สองที่สำคัญไม่แพ้กัน ป้ายสัญลักษณ์เต็มคันรถทำให้เด็กชายสนใจงานศิลปะ

“เราชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ชอบเขียนฟอนต์ตัวเลข เพราะเราสังเกตป้ายที่อยู่บนรถเมล์ซึ่งมีฟอนต์เยอะมาก ทั้งฟอนต์พิมพ์บ้าง ฟอนต์ทำมือบ้าง เราก็จำจนไม่รู้ว่านี่เราชอบศิลปะเอง หรือเห็นจนชอบ กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังชอบดูฟอนต์และเขียนเอง แล้วรถเมล์สมัยก่อนจะติดโฆษณาเต็มคัน เราก็ชอบมองว่ามีสินค้าอะไรมาลง พยายามดูการจัด compose ของโฆษณาว่ามันแบ่งส่วนยังไง ถ้าสรีระของรถเปลี่ยนมันจะแบ่งยังไง เลือกวางอะไรก่อนหลัง มองสติกเกอร์ภาษาไทยที่เล่นคำ สำหรับเราแล้วรถเมล์กับศิลปะเลยมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก”

Mayday

Mayday

ฉายแววเพราะรถบัส

ความสนใจรถเมล์และงานศิลปะเริ่มมาบรรจบกันเมื่อแวนเติบโตขึ้น หลังฝึกฝนความรู้เกี่ยวกับรถเมล์จนเชี่ยวชาญด้วยการอ่านหนังสือและแผนที่รถโดยสารประจำทาง (จนถึงขั้นนั่งอ่านในห้องน้ำ) เด็กหนุ่มพบว่าตนเองไม่ใช่คนเดียวบนโลกที่ชอบรถบัส เมื่อค้นพบชุมนุมคนรักรถเมล์ในเว็บไซต์ต่างๆ เช่น thaitransport-photo และ Bangkokbusclub.com ชุมชนคนรักรถเมล์ แวนเข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้และคิดนำภาพโฆษณาสินค้าที่อยากให้ติดบนรถเมล์มาวาดทับลงบนโปรแกรม paint ผลปรากฎว่าบริษัทที่ติดโฆษณาข้างรถมาเห็นและติดต่อกราฟิกดีไซเนอร์ชั้นมัธยม 5 เพื่อจ้างให้ทำแผ่นโฆษณาจริง

“เขาบอกว่าการวางเลย์ของเราฉีกไปจากของเดิม แม่ก็เริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย ดีไม่เบา รถเมล์ทำคุณประโยชน์ต่อชีวิตลูกได้ การชอบรถเมล์ไม่ได้เป็นได้แค่คนขับหรือกระเป๋ารถเมล์ แต่ตอนนั้นพอบริษัทนั้นรู้ว่าเราใช้โปรแกรม Paint เขาก็เลยบอกว่าไว้โอกาสต่อไปนะ เพราะใช้ Illustrator กับ Photoshop ยังไม่ได้ แต่สุดท้าย งานนั้นกลายเป็นหนึ่งในผลงานยื่นเข้าเรียน Communication Design ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ”

นักแปลงใบประกาศ

การเรียนมหาวิทยาลัยทำให้แวนต้องนั่งรถเมล์ทุกวัน ชายหนุ่มยิ่งซึมซับความรักต่อรถเมล์เข้าไปอีก เขาฝึกการใช้โปรแกรมออกแบบต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว และเริ่มฝึกนำข้อมูลหรือประกาศเกี่ยวกับรถเมล์มาทำเป็นประกาศที่สวยงามอ่านง่าย และเผยแพร่ใน Facebook ส่วนตัว

“เราเอาข้อมูลมาทำเป็นประกาศให้คนอื่นรู้ ทำให้มันน่าสนใจมากกว่าประกาศกระดาษ A4 เลือกเรื่องที่ถ้าคนอื่นรู้แล้วจะดี รู้สึกว่ามันมีประโยชน์และใช้เป็นพอร์ตฯ ได้ แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดจะทำจริงจังเพราะมีเพจรถเมล์อยู่แล้ว เช่น เพจ Bangkokbusclub.com ชุมชนคนรักรถเมล์ กับ เพจรถเมล์ไทย.คอม Rotmaethai.com เขาเป็นชมรมคนรักรถเมล์ที่มีข้อมูลเยอะกว่าเรามาก ถ่ายรูปรถเมล์ทุกคัน เก็บสถิติว่าวันนี้รถเมล์คันไหนเสีย รู้จักพนักงานไปถึงนายตรวจ เจ้าหน้าที่จนถึงหัวหน้าสาย หรือ ผอ. เขตต่างๆ 

“เราก็เป็นแค่ผู้โดยสารคนหนึ่ง เลยเลือกหยิบคอนเทนต์ที่เขายังไม่พูดมาสื่อสารต่อให้เข้าใจง่าย พอเรียนมาเรารู้วิธีสังเคราะห์ข้อมูลอยู่แล้ว จากข้อมูลก้อนใหญ่ๆ ทำ infographic ภาพเดียวจบ เข้าใจทันที เช่น เรื่องสีป้ายหน้ารถ หรือวิธีแยกรถร่วมกับรถ ขสมก. รถร่วมจะมีแถบสีเหลืองคาด หรือสีชมพูทั้งคัน ส่วนรถ ขสมก. จะมีแถบสีเขียว หรือสีส้มทั้งคันอย่างรถยูโร”

เมื่อเรียนจบ แวนมุ่งหน้าทำกราฟิกหลากรูปแบบอย่างเต็มตัว ช่วงนี้เองที่รถเมล์เริ่มห่างหายจากชีวิต ยิ่งเวลาผ่านไป เขาไม่คิดว่าจะได้กลับมาพูดเรื่องรถเมล์อีกแล้ว

Mayday

กำเนิด Mayday

“เจ้านายทุกที่รู้ว่าเราชอบรถเมล์ แต่ก็แค่นั้น เราก็แค่ชอบรถเมล์ จนกระทั่งมาทำงานกับพี่ศานนท์ (ศานนท์ หวังสร้างบุญ-เจ้าของ Once Again Hostel) เราทำกราฟิกเพื่อพัฒนาชุมชนเมือง พอได้อยู่ในวงทำงานที่อยากพัฒนาเมืองทุกคน และมีบางคนที่สนใจขนส่งสาธารณะด้วย ก็เลยเริ่มจับกลุ่มกัน ทีแรกก็ยังไมรู้ว่าจะทำอะไร จนกระทั่งปีที่แล้ว 1 วันหลังในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต เรามาทำงานตามปกติ นั่งรถไฟฟ้ามาขึ้นรถเมล์สาย 508 ตรงสนามกีฬาแห่งชาติ ปรากฏว่าผู้โดยสารหน้าคุ้นหมดเลย เป็นพนักงานบริษัทที่เราเคยไปฝึกงานด้วย ตั้งแต่รุ่นพี่ถึงผู้บริหารกำลังนั่งรถเมล์มาสนามหลวง ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนความคิดเลย เราชอบคิดว่าคนไม่ขึ้นรถเมล์ด้วยเหตุผลเดียวคือมันดูจน แต่บางทีที่เขาไม่ขึ้นเพราะเขาไม่รู้ข้อมูล เราเลยคิดว่าถ้าเราสื่อสารได้ดีมันอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้คนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลงได้”

แวนเปลี่ยนข้อมูลการเดินทางมางานที่สนามหลวงปึกใหญ่ให้กลายเป็นแผนที่ขนาด A3 ให้อาสาสมัครธรรมศาสตร์บอกเส้นทาง จากนั้นกลุ่ม Mayday หรือ เมล์เดย์ ก็เดินหน้าจริงจังด้วยการเข้าร่วมนิทรรศการอุตสาหกรรมขนส่งทางรางไทยเพื่อเสนอทางเลือกการเดินทางสาธารณะที่เชื่อมต่อกับรถไฟ

“ไอเดียเราคือดีไซน์มันช่วยการเปลี่ยนแปลงได้ ทุกคนคิดได้ว่าป้ายรถเมล์ควรบอกอะไร หลายคนก็พยายามหา reference จากสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน แต่ถ้ามันยังไม่เกิดขึ้น เราก็คิดว่ามันอาจต้องประนีประนอมกับโครงเดิมที่เขามีอยู่ ทำยังไงก็ได้ให้มันเกิดประโยชน์กับผู้โดยสารสูงสุด ป้ายสีฟ้าแถบนิดเดียวยังมีพื้นที่โล่งเหลืออยู่ เราปรับอะไรเล็กๆ น้อยๆ เป็น small change, big move เพื่อช่วยเหลือได้บ้าง”

ปัจจุบันป้ายรถเมล์สีฟ้าที่สี่แยกคอกวัวและป้ายใหญ่ที่เกาะพญาไท-ดินแดง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นความสำเร็จขั้นต้นของเมล์เดย์ นอกจากนั้น พวกเขายังมีเพจรวมข้อมูลรถเมล์ที่มีประโยชน์ต่อการเดินทาง เช่น 35 สายรถเมล์ทางด่วน จ่ายเงินไป-กลับไม่เกิน 50 บาท, รวมสายรถเมล์ไปดอนเมือง และข้อมูลอื่นๆ ที่อาจเปลี่ยนชีวิตการเดินทางในกรุงเทพฯ ให้ราบรื่นเกินคาด

Mayday

Mayday

May the force be with you

“ตอนแรกเป้าหมายเราคือสู้กับแนวคิดว่ารถสาธารณะเป็นของคนจน รัฐบาลพยายามผลักดันให้รถเมล์เป็นขนส่งของคนเงินน้อย เป็นทางเลือกสำรอง เราเข้าใจว่ารถเมล์มันอาจจะต้องลดบทบาทลง ไม่ใช่ขนส่งหลักอย่างสมัยก่อน แต่มันต้องไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่ที่สุด ถ้ารถไฟฟ้าดี รถเมล์ก็ต้องดีน่าใช้ด้วย ไม่งั้นถ้าทางที่คุณไปรถไฟฟ้าไปไม่ถึง คุณก็ต้องนั่งรถส่วนตัว ปัญหาการเดินทางก็ไม่ถูกแก้สักที จุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่มากๆ ของเราคือการสร้างวัฒนธรรมการใช้รถสาธารณะที่มันโอเค ถ้ามันเปลี่ยนแปลงจากฝั่งคนสร้างไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงจากฝั่งเรา”

วริทธิ์ธร สุขสบาย : กราฟิกดีไซเนอร์ผู้แก้ไขปัญหารถเมล์ที่เขาหลงรักอย่างสร้างสรรค์

วริทธิ์ธร สุขสบาย : กราฟิกดีไซเนอร์ผู้แก้ไขปัญหารถเมล์ที่เขาหลงรักอย่างสร้างสรรค์

วริทธิ์ธร สุขสบาย : กราฟิกดีไซเนอร์ผู้แก้ไขปัญหารถเมล์ที่เขาหลงรักอย่างสร้างสรรค์

“พอพูดถึงขนส่งมวลชน มันมีความรู้สึก negative สำหรับคนไทย มันแย่ มันช้า มันห่วย มันเก่า กูรู้แล้ว (หัวเราะ) แต่เรารักมัน เราอยากพยายามทำอะไรให้มันดี หรือทำให้เขาเห็นว่าปัจจุบันมันมีประสิทธิภาพแค่ไหน รถเมล์กะสว่างหรือรถเมล์ที่วิ่งทั้งคืน มันทำเวลาดีมากเพราะถนนโล่ง ถ้ารถไม่ติด รถเมล์อาจไวเท่ากับรถไฟฟ้าหรือไวกว่าด้วยซ้ำ เราอยากให้คนอื่นๆ ได้ใช้ประโยชน์รถเมล์มากกว่านี้”

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถประจำทางกล่าวอย่างมุ่งมั่น ฉันได้ทีถามเส้นทางจากบ้านไปที่ทำงานนอกเหนือรถไฟฟ้า แวนครุ่นคิดก่อนประมวลวิธีเดินทางด้วยรถสาธารณะมาให้ 3 – 4 เส้นทาง เสมือนเป็น Google Maps คนรักรถเมล์ยังช่วยเขียนเคล็ดลับการขึ้นรถเมล์แบบง่ายๆ ใส่กระดาษ แล้วฝากให้ฉันช่วยเผยแพร่แก่ผู้อื่น

“ตอนนี้พอทำเพจเราก็ช่วยคนที่ในชีวิตจริงเราอาจจะไม่เคยคุยด้วยซ้ำได้ เราดีใจที่ทำให้คนอื่นเจอการเดินทางที่มันดีขึ้น มันเป็นช่องทางที่ทำให้เราช่วยคนได้มากขึ้น การทำงานเพื่อพัฒนาเมืองคือการทำให้ทุกคนแฮปปี้ ไม่ใช่แค่ประชาชน รัฐด้วย เพราะคนที่อยู่ในรัฐก็คือประชาชน”

วริทธิ์ธร สุขสบาย : กราฟิกดีไซเนอร์ผู้แก้ไขปัญหารถเมล์ที่เขาหลงรักอย่างสร้างสรรค์

How-to ขึ้นรถเมล์แบบมืออาชีพ

1. สังเกตสีป้ายหน้ารถ: สีป้ายที่เสียบหน้ารถ ขสมก. มีความหมาย ไม่ว่าจะป้ายสี-ตัวอักษรขาว หรือป้ายขาว-ตัวอักษรสี ก็เป็นสัญลักษณ์เดียวกัน สีน้ำเงินหมายถึงวิ่งเต็มเส้นทาง สีแดงหมายถึงวิ่งตัดช่วง (รถเสริม) หรือรถเสีย และสีเหลืองหมายถึงขึ้นทางด่วน โปรดสังเกตโค้ดลับก่อนตัดสินใจขึ้นรถ

ข้อพึงระวัง: โค้ดสีนี้ใช้เฉพาะรถ ขสมก. เท่านั้น ไม่นับรถเอกชนร่วมบริการ

2. วิ่งชิดขอบถนน: ในกรณีที่ต้องวิ่งตามรถเมล์ (ไม่แนะนำให้วิ่ง ยกเว้นจำเป็นจริงๆ) ให้วิ่งตรงริมฟุตปาทติดขอบถนน เพราะคนขับจะมองเห็นจากกระจกข้างและอาจใจดีชะลอให้ แต่ถ้าวิ่งชิดในบาทวิถีมากเกินไปก็เสี่ยงตกรถมากกว่า

3. ขึ้น-ลงช้า ประตูหน้าเท่านั้น: ทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่ประตูหน้ามักปลอดภัยเสมอเพราะคนขับมองเห็น รถเมล์ส่วนใหญ่จะออกแล่นก่อนแล้วค่อยปิดประตู ถ้าเจ็บขา เดินช้า หรือเพิ่งรู้ตัวว่าต้องลงป้ายนี้ ควรใช้ประตูหน้าเท่านั้น และถ้ากลัวคนขับไม่สังเกตเห็นเราก็ส่งเสียงบอกดังๆ ก่อนขึ้น-ลงรถ

4. บอกชื่อแลนด์มาร์กกับกระเป๋ารถเมล์: ถ้าจุดหมายชื่อไม่ดังจริง กระเป๋ารถเมล์อาจเลิกคิ้วบอกว่าไม่รู้จัก ลองบอกชื่อเล่นของย่านที่คนเรียกกัน หรือสถานที่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นวัด ห้าง โรงเรียน ตลาด เพื่อให้รถจอดลงป้ายสมดังปรารถนา

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

เราขอเวลาชีวิตคุณแค่ 10 นาที เพื่ออ่านและรับฟังความคิดของ วิน-กวิน เจิดจรรยาพงศ์ คนรุ่นใหม่ที่อยากแก้ไขปัญหาใหญ่ของสังคม และคุณอาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเขารักษาชีวิตใครสักคนให้มีแรงอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป

ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อนเลย แค่เริ่มจากนั่งเฉยๆ และฟัง ก็มีความหมายมากพอแล้ว

วิกฤตที่ว่าคือ องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่า พ.ศ. 2573 ‘โรคซึมเศร้า’ จะเป็นภาระโรคหรือสาเหตุความสูญเสียทางสุขภาพอันดับหนึ่ง แซงหน้าโรคมะเร็งและหัวใจ ทำให้ประชากรโลกสูญเสียรวมราว 12,000 ล้านวันทำงานในทุกปีไปกับความเจ็บป่วย เสียหายมากกว่า 480 ล้านล้านบาท รวมถึงหลายพันหมื่นชีวิตที่ต้องจบลงเพราะไม่อาจหาหลุดพ้นจากความทุกข์ระทม 

ปัญหานี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นช่วง COVID-19 ที่กระทบชีวิตจิตใจผู้คนจำนวนมาก วินและ บอส-อุดมพล ทิวากรกฎ สองหนุ่มที่เข้าใจโรคซึมเศร้าจากประสบการณ์ชีวิตจริง จึงพัฒนาสตาร์ทอัพ ‘Hearing Heart’ แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึก (Deep Listener) ที่จะช่วยรับฟังเรื่องราวของเพื่อนมนุษย์ด้วยไมตรีจิต ไม่ว่าจะป่วยใจหรือไม่ก็ตาม และบรรเทาความอ้างว้างว่างเปล่าในใจ

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

พวกเขาร่วมมือกับหน่วยงานด้านสุขภาพจิตของภาครัฐและโรงพยาบาลเอกชน สร้างหลักสูตรออนไลน์ที่ผ่านการรับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเครื่องมือให้บริการ ด้วยความหวังว่าในอนาคต บริการด้านสุขภาพจิตจะเป็นจุดแข็งใหม่ของประเทศไทย และเรามีนักฟังเชิงลึกที่ช่วยทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นทั่วประเทศ

“การฟังอาจดูเหมือนง่าย แต่หลายคนคิดว่าตัวเองฟังอยู่ ทั้งที่จริงเขาแค่ได้ยิน มันต่างกันนะ” วินพูดถึงคำกริยาที่เราทำกันมาตั้งแต่เกิด แต่อาจยังไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริง

ในวันที่โลกดูเร่งรีบเสียเหลือเกิน เราจะเป็นนักฟังเชิงลึกที่ดีได้อย่างไร ขอชวนคุณเปิดหูเปิดใจให้กว้าง แล้วมาเดินทางเคียงข้าง Hearing Heart ไปด้วยกัน

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า
วิน (ซ้าย) – บอส (ขวา)
01

มุมมองที่เข้าใจ

Hearing Heart คือความฝันที่เกิดขึ้นจากร่องรอยบาดแผล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กผู้ชายสองคนมานานกว่า 10 ปี

“แม่เราเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนที่เรายังเป็นเด็ก” วินเล่าสาเหตุที่เขาสนใจเรื่องสุขภาพจิต 

“แม่จะวิตกกังวลง่าย ตอนนั้นเรา คนรอบตัว และสังคม ยังไม่เข้าใจหรอกว่าโรคนี้คืออะไร รู้แค่ว่าเราเป็นห่วงแม่มากว่าสักวันหนึ่งจะเป็นอะไรหรือเปล่า

“สุดท้าย แม่อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนบอกว่าไม่อยากอยู่แล้ว และเขาทำสำเร็จ” 

เมื่อเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด วินใช้การเขียนเป็นเครื่องมือสะท้อนความคิด ตกตะกอนและคลี่คลายความรู้สึกของตัวเอง พออยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาช่วง พ.ศ. 2556 เขาเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ ‘มุมมอง’ เขียนแบ่งปันแง่มุมชีวิต จนมีคนติดตามหลักหมื่นและทักทายเข้ามาปรึกษาปัญหาชีวิต 

“เราอยากช่วยให้ได้มากที่สุด แต่เราคนเดียวไม่สามารถรับฟังคนจำนวนมากได้ขนาดนั้น เรารับไม่ไหวเหมือนกัน เลยเกิดความคิดว่าต้องสร้างนักฟังขึ้นมาในสังคมแทน” วินเล่า ความคิดนี้ทำให้หนุ่มคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนบอส เพื่อนจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เคยเผชิญประสบการณ์โรคซึมเศร้า ร่วมกันพัฒนา moom-mong.com เป็นกระดานสนทนาที่ให้คนเข้ามาถามตอบอย่างอิสระ เผื่อจะช่วยเยียวยาความทุกข์ในชีวิตได้บ้าง

“เราสองคนอินเรื่องนี้มาก เคยเจอคนที่ไม่เข้าใจและบอกว่าอาการซึมเศร้าเป็นเรื่องที่คิดไปเอง เรียกร้องความสนใจ เราคือเด็กสองคนที่อยากทำให้ทุกคนรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แบบที่เข้าใจกัน”

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน วินบอกว่าเขาไม่เคยลืมความตั้งใจนี้เลย เพราะไม่อยากเห็นใครต้องเป็นแบบแม่ของเขาอีกแล้ว ความมุ่งมั่นนี้ทำให้เขาบังเอิญพบกับ พญ.โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ (CAMRI) ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตและให้การรับรองหลักสูตรในไทย ภายในงานสัมมนาเรื่องโรคซึมเศร้า 

พญ.โชษิตาเล็งเห็นว่าสิ่งที่วินและบอสทำนั้นน่าสนใจ จึงแนะนำให้รู้จักกับ พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบัน ซึ่งยินดีสนับสนุนและชวนต่อยอดมุมมองเป็นแพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึก (Deep Listener) ผ่านช่องทางออนไลน์ให้แก่ประชาชนทั่วไป

เพราะนี่คือหนึ่งในวาระเร่งด่วนระดับชาติ

02

นักฟังเชิงลึก

“ประเทศเรายังขาดบุคลากรทางจิตเวชอยู่เยอะมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการเลย ยิ่งช่วง COVID-19 คนยิ่งเครียด ไปไหนต่อไหนก็ไม่ได้” วินเกริ่นปัญหาภาพรวมให้ฟัง

หากเปิดดูตัวเลขของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ทรัพยากร กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2563 จะพบว่าเรามีผู้เชี่ยวชาญการบำบัดโรคทางจิตเวช (จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา) เพียง 3.49 คนต่อประชากรไทย 100,000 คน และพยาบาลจิตเวชผู้ให้คำปรึกษาจำนวน 8.71 ต่อ 100,000 คน 

ในขณะที่มีบุคคลทั่วไปติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ปีละ 600,000 – 800,000 สาย แต่มีกำลังของนักจิตวิทยาการปรึกษารับสายได้เพียง 200,000 สายเท่านั้น โดยบุคลากรเหล่านี้ต้องตรากตรำผ่านการเรียนและฝึกฝนเฉพาะทาง ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ ประเทศเราจึงยังผลิตได้ไม่มากพอ แม้จะเร่งพัฒนาแล้วก็ตาม

สิ่งที่พอช่วยแก้สถานการณ์ความขาดแคลนและภาระอันหนักอึ้งของบุคลากร คือการพัฒนาบุคคลทั่วไปให้มีศักยภาพพร้อมเป็นผู้ฟังที่ดี 

“การฟังที่ดีคือการไม่ตัดสินคนอื่นจากประสบการณ์ของตัวเอง เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน เราฟังเพื่อเข้าใจว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ ซึ่งอารมณ์มันไม่มีถูกหรือผิดนะ” วินเน้น พร้อมย้ำว่าการฟังมีพลังมาก เพราะทำให้คนรู้สึกว่าตัวตนของเขามีความหมายและได้การยอมรับ ยิ่งรอบตัวเรามีผู้รับฟังที่ดีมากขึ้นแค่ไหน สังคมจะยิ่งน่าอยู่มากขึ้นตามไปด้วย เพราะทุกคนต่างประคับประคองกันด้วยความเข้าใจ

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

ในเชิงการแพทย์ มีงานวิจัยว่าการฟังเพื่อบำบัด (Therapeutic Listening) ควบคู่ไปกับการรับประทานยาจะช่วยให้รักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน

“การรับประทานยาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ได้ผล และผู้ป่วยควรได้ปรึกษาแพทย์ แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อมีการนั่งจับเข่าคุยกันด้วยว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ ชีวิตผ่านอะไรมาบ้าง มันมีเหตุผลเสมอ สิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วยถือเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการรักษา” วินกล่าวอย่างหนักแน่นว่าการรักษาควรดำเนินไปควบคู่กัน

เมื่อเปิดดูแผนงานของกรมสุขภาพจิต อัตราส่วนในอุดมคติของบุคลากรที่พึงมีคือ 1 : 10 : 100 หมายถึงว่า ประเทศเราควรมีนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ (Mental Therapist) 1 คน ต่อ พยาบาลจิตเวชหรือนักสังคมสงเคราะห์ (Counselor) 10 คน ต่อ นักฟังเชิงลึกภาคประชาชน 100 คน

วินและบอสจึงร่วมมือกับ CAMRI รับภารกิจช่วยสร้างส่วน 100 คนที่ทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างได้เร็วกว่า พัฒนาเป็น Hearing Heart ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตพวกเราทุกคน

เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการบริการทางจิตเวช แต่ทุกคนต้องการใครสักคนคอยรับฟังในชีวิตแน่ๆ 

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
03

เปิดใจ

เส้นทางสู่การเป็นนักฟังเชิงลึกของ Hearing Heart เริ่มต้นจากการสมัครเรียนคอร์สออนไลน์

ในขั้นตอนแรก คุณจะได้ทำแบบทดสอบและเรียนประมาณ 30 นาที โดยบทเรียนแรกคือการตรวจสอบตัวเองว่าพร้อมฟังผู้อื่นไหม

“เราต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ปัญหาหลักที่เจอเวลาเราคุยกับผู้ดูแลผู้ป่วยคืออาการ Toxic เพราะเขาต้องรับฟังหรืออยู่กับปัญหาหนักๆ ทุกวัน ไม่รู้จะไประบายกับใคร ดังนั้น ต้องเริ่มจากจัดการตัวเองก่อน” วินอธิบาย นอกจากจะทำให้คนพูดรู้สึกสบายใจแล้ว การฟังที่ดีจะไม่ทำร้ายตัวคนฟังเองด้วย

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

เมื่อเรียนจบ ระบบจะสุ่มวิดีโอสถานการณ์ตัวอย่าง มีคนมาเล่าปัญหาชีวิตให้คุณได้ลองเปิดกล้องฟังอย่างตั้งใจ หลังจากนั้นจะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยแนะนำว่าที่ทำไปเป็นอย่างไร หากผ่านการประเมิน ผู้เข้าเรียนจะได้รับประกาศนียบัตรที่ผู้อำนวยการ CAMRI ลงชื่อรับรอง

“เราถือเป็นรายแรกๆ ที่หน่วยงานรัฐบาลอนุญาตให้มีการออกประกาศนียบัตรด้านนี้ เราอยากทำให้เกิดมาตรฐาน ตอนแรกมันอาจจะยังไม่มีคุณค่ามาก แต่เมื่อหลายคนเริ่มนำไปใช้ คุยกันว่าสิ่งนี้คืออะไร มันจะมีความหมายขึ้นมา ต่อไปอยากให้เกิดแคมเปญไวรัลที่ไม่น่าเบื่อด้วย” วินเล่าแนวคิด 

เขามองว่าในอนาคต บุคคลทั่วไปอาจนำใบนี้ไปประกอบการสัมภาษณ์งานได้ด้วย เพราะองค์กรย่อมต้องการคนที่รับฟังผู้อื่น พร้อมทำงานเป็นทีม ส่วนภาคธุรกิจหรือโรงเรียน ก็นำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้พัฒนาพนักงานหรือคุณครูได้เช่นกัน ใช้ได้กับทุกคน 

ยิ่งมีผู้ใช้งานในวงกว้าง Hearing Heart จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้มีบริการที่อัจฉริยะขึ้นในแบบฉบับภาษาไทย ไม่แพ้แพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น การวิเคราะห์อารมณ์จากน้ำเสียง

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ทั้งนี้ อาจมีคนตั้งคำถามว่าการเรียน 30 นาทีจะมีผลกับชีวิตมากขนาดนั้นเชียวหรือ

“ไม่ขนาดนั้นหรอก” วินตอบอย่างรวดเร็ว เพราะการฟังเป็นทักษะที่ต้องฝึกบ่อยๆ คล้ายการเล่นดนตรีหรือออกกำลังกาย

“แต่เราเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ภาครัฐเองก็ยินดีสนับสนุนอย่างมาก ถ้าคนเรียนเยอะแล้วมาคุยกัน มันเหมือนการเติมน้ำดีเข้าไปในระบบเรื่อยๆ สักวันมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลง 

“ต่อไปคงมีการสร้างคอร์สเพิ่มอีก เช่น การฟังเชิงลึกขั้นสูง การฟังสำหรับสถานประกอบการหรือคอลเซนเตอร์ ถ้าสลับหัวไปคิดในเชิงการตลาด ตรงนี้ถือเป็นโอกาสมหาศาลที่ยังไม่มีใครทำ” 

04

Startup Mindset

“เราเรียกตัวเองว่าเป็นสตาร์ทอัพที่จำเป็นต้องอยู่รอดทางธุรกิจให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นจะเหนื่อยฟรีและไม่ยั่งยืนเลย มีแพทย์มาช่วยเราตั้งเยอะ ถ้าทำแล้วไม่รอดก็ไม่เกิดประโยชน์เลย” วิน อดีตพนักงานบริษัทที่ลาออกมาทำงานนี้เต็มตัว อธิบายหลักการคิดโมเดลสตาร์ทอัพในตลาดที่ถือว่าใหม่มากในไทย และคนมักกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเก็บค่าบริการจากบุคคลที่อาจต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต

“ตอนแรกคิดว่าจะทำฟรี ไม่กล้าตั้งราคาเลย แต่การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในสายนี้ต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานหลายอย่าง ราคาจะเป็นเครื่องสะท้อนคุณค่า ความน่าเชื่อ และคุณภาพของบริการที่เราตั้งใจมอบให้ผู้ใช้งาน รวมถึงเมื่อหน่วยงานรัฐบาล เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะสนับสนุนผู้มาขอทุนอย่างเรา เพื่อเติมเต็มบริการสุขภาพจิตที่ขาดไปในไทย เขาต้องรู้โครงสร้างค่าใช้จ่ายและรายได้ด้วย เป็นเหตุให้เราตั้งราคาขึ้นมา

“แต่เราไม่อยากไปรบกวนผู้ป่วย ลำพังการต้องแบกรับความเข้าใจผิดๆ ของสังคมก็เหนื่อยมากแล้ว ถ้าต้องมาจ่ายเงินนั่งเรียนอีก เรารู้ว่าคนแบบแม่เราจะทำไม่ไหวแน่ๆ เลยพยายามเน้นสร้างโมเดลไปที่คนรอบข้างผู้ป่วยมากกว่า ให้ช่วยกันเรียนรู้และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อพวกเขา”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ช่วงเริ่มต้นนี้ รายได้ของ Hearing Heart เกิดจากค่าสมัครเรียนคอร์ส โดยอาจมีการเก็บอัตราที่หลากหลายในอนาคต เมื่อมีการสเกลบริการและกลุ่มผู้ใช้งานในวงกว้าง หรือเจาะเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น HR องค์กรที่ต้องการเทรนนิ่ง แต่ในเบื้องต้น หลังจากทดลองกับลูกค้าจริงแล้ว วินพบว่าคนยินดียอมจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนบริการนี้

รวมถึงมีนักลงทุนที่เห็นศักยภาพ พร้อมร่วมลงทุนใน Hearing Heart

“ที่ผ่านมา ธุรกิจมักเน้นไปที่สุขภาพกายจนหลายๆ โรคเริ่มรักษาหายได้แล้ว แต่สุขภาพใจถือเป็นเรื่องใหม่และเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ตอนแรกไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีคนเข้ามาลงทุนกับหน้าใหม่อย่างเรา บางทีสิ่งที่เราทำมันดูโลกสวย แต่ตอนนี้บอกได้แล้วว่าเป็นเรื่องที่คนสนใจแน่ๆ และยังต้องการให้คนเข้ามาช่วยกันทำ” 

วินและบอสยอมรับว่าสตาร์ทอัพนี้ยังอยู่ระยะแรกเริ่ม ต้องผ่านการพิสูจน์อีกยาวไกล แต่สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้และอยากบอกคนที่อยากเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตหรือปัญหาใดๆ ก็ตามคือ การคิดเชิงกลยุทธ์ให้ถึงระดับประเทศ จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้นและเกิดผลในวงกว้าง

“การสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาดีกว่าไม่สร้าง แต่ต้องมีกลยุทธ์ ลองมองดูว่าถ้าเราทำสิ่งที่เราทำไปในทิศทางนี้สักหนึ่งปี มันตอบโจทย์ในสเกลระดับประเทศหรือเปล่า แล้วอีกสามปี ห้าปีล่ะ จะตอบโจทย์ไหม ไม่ใช่ว่าทำไปโดยไม่รู้ Roadmap ว่าประเทศกำลังขาดอะไรอยู่ ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะคิดไปเองว่าสังคมขาดเรื่องนี้ ทั้งที่จริงไม่ใช่ และความหลงใหลคุณจะมอดดับลงไป พร้อมกับผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มเหนื่อยเลย”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
05

ผู้เล่นในสนาม

1 ปีที่ผ่านมา วินและบอสได้รับการสนับสนุนจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากมาย 

ตั้งแต่กรมสุขภาพจิตที่รับรองให้ใช้ประกาศนียบัตร 

CAMRI​ ที่พัฒนาหลักสูตร 

สสส. ที่สนับสนุนเงินทุนให้สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ 

โรงพยาบาลเอกชนที่เปิดให้ทดลองใช้งานจริง และนักลงทุน

เรียกได้ว่าครบทั้งห่วงโซ่ 

“ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น ยิ่ง HealthTech เป็นธุรกิจที่ไม่เหมือนธุรกิจอื่นๆ ตรงที่มันส่งผลกระทบต่อชีวิตคนโดยตรงเลย การพัฒนาต้องอาศัยการคิดแบบองค์รวม (Holistic) ตั้งแต่ต้นทางยันผู้ใช้งาน เลยดีใจมากๆ ที่มีโอกาสได้ร่วมมือกับทุกคน” วินกล่าวความประทับใจ ภารกิจนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ แต่เป็นงานที่ทุกคนต้องลงแรงกายใจไปด้วยกัน

รวมถึงบรรดาแพลตฟอร์มสุขภาพจิตที่ต่างมีจุดเด่นของตัวเอง หากรวมพลังกันแล้ว เราอาจหยุดเหตุการณ์ร้าย และรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ไว้ได้อีกมาก

ประสบการณ์การสร้าง Hearing Heart ทำให้วินค้นพบว่าผู้ใหญ่หลายคนในหน่วยงานภาครัฐยินดีสนับสนุนคนรุ่นใหม่และตั้งใจทำงานกันอย่างหนัก แบบที่คนภายนอกอาจไม่เคยได้เห็นและเข้าใจ

“เราเป็นคนธรรมดาไม่ได้มีเส้นสายอะไร แต่ได้รับโอกาสเข้าไปคุยกับอธิบดีกรมสุขภาพจิต แพทย์จาก CAMRI นัดหมายคุยสัปดาห์ละสามครั้ง มีโครงการอะไรใหม่ก็ติดต่อมาถามว่าอยากไปทำงานด้วยกันไหมตลอด เขาทำงานกันหนักมาก เที่ยงคืนหรือเจ็ดโมงเช้าก็ยินดีตอบ จนเรารู้สึกศรัทธาและเลิกด่าคนแบบเหมารวมไปเลย

“เพราะมันทำให้คนทำงานหามรุ่งหามค่ำรู้สึกท้อ และพวกเขาไม่มีปากเสียงในโลกโซเชียลหรอก เพราะเอาเวลาไปทำงานกัน คนไม่ดีมีอยู่มาก แต่คนดีๆ ที่ต้องการกำลังใจก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน”

แน่นอนว่าเราสามารถวิพากษ์วิจารณ์บุคคลที่พึงปฏิบัติตามหน้าที่จากภาษีของประชาชน แต่วินมองเห็นว่าการด่าทอทุกวันนี้ในหลายกรณีเป็นการตามกระแสโดยขาดความเข้าใจที่แท้จริง สุดท้าย อาจไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศที่มีปัญหามากมายนี้เลย

และหากการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดจริง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการรู้จักผูกมิตร ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างถูกวิธี จะช่วยนำพาไปสู่ผลลัพธ์ที่เราอยากเห็น มากกว่าวางตัวเป็นศัตรูกันในหลายๆ กรณี

“ปีนี้จะมีงานด้านสุขภาพจิตที่จัดร่วมกับรัฐบาลต่างประเทศ แพทย์เขาก็ชวนเราไปเข้าร่วม วันก่อนมีพี่พนักงานไอทีจาก CAMRI โทรศัพท์มาบอกว่าอยากช่วยออกแบบ Dashboard ให้ใช้งานได้จริง ทั้งที่เขาไม่ต้องทำก็ได้ เราตื้นตันใจที่ได้รับการสนับสนุนมากๆ คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็นพวกเขาเลย เราอยากชวนให้ตามหาว่าคนดีๆ แบบนี้อยู่ที่ไหนในระบบ แล้วมาช่วยกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
06

หัวใจที่รับฟัง

“เราฝันใหญ่มากและไม่รู้ว่าเป็นไปได้จริงไหม แต่เราชอบบอกกันว่าประเทศไทยเป็น Land of Smile ใช่ไหม จริงๆ เราว่ามันอาจเป็น Land of Listening หรืออะไรทำนองนั้นได้ด้วย” วินเผยสิ่งที่เขาจินตนาการ 

แต่ละประเทศมักจะมี Positioning เด่นในด้านต่างๆ ของตัวเองชัดเจน เช่น อุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้ที่เป็นเอกลักษณ์และโด่งดังไปทั่วโลก วินมองว่าประเทศไทยต้องหา Strategic Positioning ของตัวเองที่เข้มแข็งให้พร้อมสำหรับอนาคต ซึ่ง HealthTech และการดูแลสุขภาพจิตอาจถือเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ที่เราจะไม่น้อยหน้าใคร

หลังจากฝันถึงสิ่งนี้มารวมกันนานกว่า 10 ปี ตอนนี้ Hearing Heart ของวินและบอสเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในวันเวลาที่เหมาะสม พร้อมขับเคลื่อนการสร้างนักฟังเชิงลึกให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคและสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้ประเทศ

ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกเขาตระเตรียมหัวใจไว้สำหรับภารกิจนี้แล้ว

“เราคิดมาเสมอว่าจะต้องทำสิ่งนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะจุดใดจุดหนึ่งในชีวิต ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ก็จะทำอีกทีตอนแก่ เรารู้สึกไฟลุกทุกครั้งที่ได้ทำงานนี้ร่วมกับคนที่แพสชันเหมือนเรา ไม่ตั้งคำถามเลยว่าจะทำไปทำไม เที่ยงคืนตีหนึ่งก็ยังทำงานอยู่ได้แบบไม่เหนื่อย 

“เพราะสิ่งที่ทำมันมีความหมาย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว”

เราหวังว่าบทสนทนาครั้งต่อไปของคุณจะมีการฟังด้วยหัวใจอยู่ในห้วงเวลานั้น ทั้งจากคุณและคู่สนทนา

เพราะมันอาจมีพลังและความหมายมากพอ

พอที่จะรักษาชีวิตใครคนหนึ่งไว้ให้มีลมหายใจก้าวเดินต่อไป

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ใครสนใจเรียนเป็นนักฟังเชิงลึกและช่วยพัฒนาแพลตฟอร์ม Hearing Heart ให้ดียิ่งขึ้น เราขอชวนลงทะเบียนที่แบบฟอร์มนี้

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ และ Facebook ของ Hearing Heart 

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load