7 พฤศจิกายน 2560
8.07 K

ฉันนั่งแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังบ้านของ ธาวิต อุทัยเจริญพงษ์ วิศวกรยานยนต์ประจำ nuTonomy บริษัทสตาร์ทอัพออกแบบแท็กซี่ในสิงคโปร์

แท็กซีที่ฉันโดยสาร กับแท็กซีที่ธาวิตร่วมออกแบบ ต่างกันตรงผู้รักษาตำแหน่งคนขับ

ในรถแท็กซีคันสีเหลืองเขียวของฉัน มีคุณลุงใจดีที่รู้จักทุกตรอกซอกซอยในกรุงเทพฯ เป็นผู้คอยตัดสินใจบังคับรถให้วิ่งไปตามทิศทางที่ต้องการ

ส่วนในยานยนต์ของ nuTonomy ไม่ต้องมีใครบังคับพวงมาลัย รถก็วิ่งได้ด้วยตัวของมันเอง

แนวคิดการผลิตรถไร้คนขับ (Self-driving Car) คงไม่ได้แปลกใหม่สำหรับใครหลายคน เช่นเดียวกับหุ่นยนต์ที่มีจิตใจและหน้าตาเหมือนมนุษย์ ซึ่งแม้จะได้ยินมาจนคนคุ้นกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เทคโนโลยีกลับยังผลิตตามภาพฝันในภาพยนตร์ไซไฟไม่ค่อยจะทันนัก

ถึงจะยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ตามภาพฝัน แต่ถ้าอ้างอิงตามที่ธาวิตเล่าให้ฟัง รถไร้คนขับก็อาจทะยานออกจากจินตนาการมาโลดแล่นบนถนนคอนกรีตได้ในอีกไม่นาน

ธาวิต อุทัยเจริญพงษ์

ก่อนจะไปถึงวิวัฒนาการของรถยนต์ไร้คนขับ ฉันอยากให้ธาวิตพูดถึงที่มาที่ไปเสียก่อน ว่าด้วยเหตุอันใด วิศวกรชาวไทยอย่างเขาจึงได้ไปมีส่วนร่วมทำโปรเจกต์อันยิ่งใหญ่ระดับที่กินเนสบุ๊กต้องบันทึกชื่อไว้เช่นนี้

ชายหนุ่มเริ่มต้นจากการเป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ชอบทำงานสาย hardware โดยเฉพาะงานประดิษฐ์หุ่นยนต์และ system analysis หลังเรียนจบและทำงานอยู่สักพัก อาจารย์ที่เขาเคยเรียนด้วยก็หยิบยื่นโอกาสให้เขาลองไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) ในแล็บพิเศษที่ชื่อว่า ‘SMART’ (The Singapore-MIT Alliance for Research and Technology) เป็นแล็บพิเศษซึ่งได้รับการสนับสนุนร่วมกันจากรัฐบาลสิงคโปร์และ MIT มหาวิทยาลัยในบอสตัน สหรัฐอเมริกา

โปรเจกต์ครั้งแรกที่ธาวิตได้ไปร่วมทำในปี 2009 คือการทำให้เครื่องยนต์แจ้งเตือนการซ่อมแซมก่อนที่ส่วนประกอบใดจะเสีย เพื่อให้เจ้าของวางแผนซ่อมแซมล่วงหน้าได้ โดยเขาไปช่วยเป็นวิศวกรประจำโปรเจกต์ให้กับเหล่าผู้ทำงานวิจัย

หุ่นยนต์

หลังโปรเจกต์ดังกล่าวจบลง วิศวกรหนุ่มก็ไปเรียนต่อปริญญาในด้าน System and Control ที่ University of New South Wales ประเทศออสเตรเลีย และไม่กี่ปีหลังจากนั้น เขาก็ย้อนกลับมาทำงานในแล็บ SMART อีกครั้ง โดยรอบนี้ งานที่ทำคือการปรับปรุงระบบไฟเขียวไฟแดงในเมืองสิงคโปร์ โดยเป็นโปรเจกต์เชิงวิจัยหลังปริญญาเอกของทิชากร วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ชาวไทยอีกคนในแล็บ

ธาวิตเล่าถึงทุกโปรเจกต์ที่ผ่านมาด้วยความสนุกสนาน แต่เมื่อถึงตอนที่เข้าเรื่องโปรเจกต์รถไร้คนขับ เสียงของเขาก็เปลี่ยนเกียร์ขึ้นทันที เริ่มจากวันที่ได้ยินเพื่อนร่วมงานบอกว่า ระหว่างแล็บที่เขาอยู่ทำโปรเจกต์ไฟเขียวไฟแดง ในอีกแล็บหนึ่งของ SMART เพิ่งได้รถไร้คนขับมือสองมาลองเล่นกัน “ผมถึงกับต้องวิ่งลงไปดูเลยว่า ไหนคือรถที่เขาพูดถึงกัน และนี่คือจุดเริ่มต้นของการมาทำงานเรื่องรถยนต์ไร้คนขับของผม”

รถยนต์ไร้คนขับ

รถยนต์ไร้คนขับ

รถคันแรก

รถไร้คนขับมือสองที่ว่านั่น ว่ากันตรงๆ ก็เป็นเพียงรถกอล์ฟที่ผ่านการปรับแต่งให้วิ่งเองได้โดย A*STAR อีกสถาบันวิจัยหนึ่งของสิงคโปร์ ซึ่งขึ้นชื่อด้านการพัฒนารถไร้คนขับเช่นกัน “สภาพรถที่มาคือ เป็นรถกอล์ฟที่มีสายระโยงระยางเข้ามาในกล่องคอนโทรลที่ใส่ไว้ใน tupperware วางอยู่ในรถเฉยๆ เลย” โจทย์ของแล็บ Future Urban Mobility หลังได้รถกอล์ฟคันนี้มา คือการพัฒนาให้ใกล้เคียงกับการใช้ได้จริงมากที่สุด

หลังจากวิจัยปรับแต่งกันไปเรื่อยๆ ผลผลิตรุ่นแรกของแล็บคือ รถกอล์ฟที่วิ่งได้เอง เลี้ยวได้เอง หยุดได้เอง ด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิธีบังคับก็เป็นระบบง่ายๆ คือให้มีกลไกเหยียบคันเร่งและเบรกคล้ายเท้าปลอม เชื่อมต่อเข้ากับสมองกล (คอมพิวเตอร์นั่นเอง) เพื่อให้รถตัดสินใจและปฏิบัติเองได้

“พอได้รถกอล์ฟคันนั้นมาแล้ว เราก็ลองติดต่อขอเอารถไปลองวิ่งให้บริการที่สวนพฤกษศาสตร์ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีคนทุกประเภท ทั้งคนแก่ คนทำงาน วัยรุ่น นักท่องเที่ยว เราเปิดให้เขามาลองใช้บริการรถกอล์ฟไร้คนขับของเราดู ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีมาก สิ่งแรกที่ทุกคนทำพอขึ้นมานั่งคือถ่ายเซลฟี่ ขนาดผมเองยังประหลาดใจเลย”

 

รถไร้คนขับ

การประสบความสำเร็จในครั้งนั้น ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์เริ่มเห็นด้วยกับแนวคิดรถไร้คนขับ และช่วยสนับสนุนทั้งในทางเงินทุนและกฎหมายมากขึ้นไปอีก จากรถเพียงคันเดียว ก็เพิ่มขึ้นมาอีกเป็น 5 คัน พร้อมระบบต่างๆ ที่พัฒนาให้ละเอียดขึ้น ผิดพลาดน้อยลง

เมื่อผลเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่งแล้ว ก็มาถึงเวลาทดลองกับรถยนต์จริงๆ บ้าง พวกเขาเริ่มต้นจากการซื้อรถมิตซูบิชิรุ่น iMiEV มาปรับแต่งด้วยวิธีการคล้ายกับรถกอล์ฟคันเก่า แต่โจทย์สำคัญที่แตกต่างไปคือ ต้องทำให้รถวิ่งเร็วพอจนไม่กีดขวางถนน และต้องทำให้รูปลักษณ์ดูดีเข้าที่เข้าทางให้ได้

“ปัญหาของรถยนต์ระบบปิดที่ไม่เจอในรถกอล์ฟซึ่งมีรูปแบบเปิด คือการจะต่อสายต่างๆ มันทำได้ยาก เพราะทุกอย่างมันต้องซ่อนหมด โปรเจกต์ของเราต่างจากรถของเจ้าอื่น เช่น Waymo (บริษัทลูกของ Google) ตรงที่อันนั้นเขาใช้วิธีคุยกับโรงงานผลิตโดยตรงว่าอยากได้รถที่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ แต่ของเราคือซื้อรถปกติที่มีอยู่ในตลาดมาปรับแต่งให้เป็นรถไร้คนขับ ผมเลยต้องมานั่งไล่แกะเองว่าสายไฟแต่ละเส้นที่ต่ออยู่มันคืออะไรบ้าง มันทำอะไรบ้าง แล้วต่อเอาระบบของเราเข้าไปบังคับมัน”

หลังจากพัฒนาและให้รถลองวิ่งดูในเขตมหาวิทยาลัยจนค่อนข้างเสถียร ก็ทำให้ทีมพัฒนาเห็นพ้องต้องกันว่า โปรเจกต์นี้จะวิ่งไปได้ไกลกว่าแค่ในแล็บ ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพภายใต้นาม nuTonomy ถือกำเนิดขึ้น

self-driving car

 

โรงเรียนสอนขับรถ

ด้วยเป็นผลผลิตของการร่วมมือกันระหว่างแล็บในสิงคโปร์ กับศาสตราจารย์จาก MIT ที่บอสตัน ทำให้ nuTonomy มีที่ตั้งกระจายอยู่ใน 3 เมือง คือสิงคโปร์ บอสตัน และซานตาโมนิก้า ฝั่งสิงคโปร์เป็นแหล่งออกแบบทั้ง hardware และ software ควบคู่กันไป ในขณะที่อีก 2 ที่ทำแต่ส่วน software เป็นหลัก “ข้อดีคือ ด้วยเวลาที่เหลื่อมกันมาก ทำให้พอทางสิงคโปร์ทำงานเสร็จ ก่อนเลิกงานก็ส่งไปให้ฝั่งบอสตัน ทางนั้นก็จะเป็นตอนเช้า ตื่นมาทำงานต่อได้พอดี สลับกันไปแบบนี้”

หากอธิบายง่ายๆ การทำรถไร้คนขับก็คล้ายการสร้างคนจำลอง โดยให้ส่วน hardware แทนตา และส่วน software แทนสมอง รอบรถจึงติดกล้องและเซนเซอร์ (RADAR, LIDAR) เพื่อให้รถ ‘มองเห็น’ ควบคู่ไปกับภายในที่มี GPU (คล้าย CPU สำหรับงานที่ต้องการการประมวลผลปริมาณมากและรวดเร็ว) สำหรับ ‘ทำความเข้าใจสิ่งที่เห็น’ ด้วยวิธีแบบ deep learning นั่นคือให้โปรแกรมเรียนรู้เองผ่านประสบการณ์

แล้วรถสั่งสมประสบการณ์ยังไง? คำตอบคือก็เหมือนคนนั่นแหละ วิธีเรียนขับรถที่ดีที่สุด คือลองขับดูเลย

เริ่มจากการให้โปรแกรมลองขับรถในสถานการณ์จำลอง (simulation) หลายสถานการณ์ โดยในแต่ละครั้งจะสุ่มตัวแปรแตกต่างกันไป เมื่อโปรแกรมฝึกกับภาพจำลองจนเข้าที่แล้ว ค่อยนำไปลองใช้กับรถในสนามปิดที่เตรียมไว้พิเศษ แล้วถึงจะได้วิ่งบนถนนจริง โดยให้ safety driver คอยนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ปกติมีหน้าที่สอนตำรวจจราจรขับรถ งานของ safety driver คือ ตัดสินใจเพื่อความปลอดภัยทันที โดยไม่ต้องสนใจว่าตัวเอง ‘คุมสอบ’ รถอัตโนมัติอยู่

“การวิ่งบนถนนจริงทำให้เจอสถานการณ์แปลกๆ เยอะ เช่น จู่ๆ ก็มีไก่วิ่งตัดหน้ารถกลางเมืองสิงคโปร์ หรือล่าสุดมีเด็กๆ กลุ่มหนึ่งเดินมาทางขวาของรถ รถเห็นแล้วก็รู้ตัวว่ามีเด็ก 5 คนกำลังจะข้ามถนน รถก็หยุด แต่พอเด็กเห็นว่าเป็นรถอัตโนมัติ ก็ยกแขนขึ้นทำท่า dab พอแขนเด็ก 5 คนยาวต่อกัน รถดันไปมองว่าเด็กกลุ่มนั้นเป็นรถอีกคันแทน”

ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา หลังจากได้ยินข่าวลือว่า Uber มีแผนจะออกบริการแท็กซี่ไร้คนขับ ฝั่ง nuTonomy เลยเร่งพัฒนารถของตัวเอง แล้วติดต่อรัฐบาลเพื่อขออนุญาตนำรถวิ่งให้บริการฟรีในย่าน One North ย่านธุรกิจของสิงคโปร์ และให้ safety driver คอยนั่งคุมพฤติกรรมรถตลอด การชิงชัยเล็กๆ ครั้งนี้ทำให้ Guinness Book ปี 2018 บันทึกชื่อพวกเขาไว้ในฐานะแท็กซี่ไร้คนขับเจ้าแรกของโลก

เมื่อฉันถามว่า แล้วเสียงตอบรับของผู้ใช้บริการล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง ธาวิตก็ให้คำตอบเดิมมาอีกคือ ทุกคนถ่ายเซลฟี่

ถึงแม้ภาพอัพเดตล่าสุดจะดูมีหวัง แต่รถต้นแบบทั้ง 15 คันของ nuTonomy ก็ยังวิ่งได้อยู่ที่แค่ประมาณ 30 – 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และหลังรถก็ยังมีคอมพิวเตอร์ 6 เครื่องวางเรียงราย เพื่อทำหน้าที่เป็นสมองให้รถ สภาพโดยรวมจึงยังไม่เรียบร้อยพอให้เป็นผลิตภัณฑ์ขายในท้องตลาด ดูเหมือนหนทางไปสู่การให้บริการแพร่หลาย จะยังอยู่อีกยาวไกลนัก

รถไร้คนขับ

nuTonomy

รถในฝัน

เมื่อเราถามถึงโอกาสที่จะพารถไร้คนขับมาแนะนำให้คนไทยรู้จัก ธาวิตก็ถามฉันกลับว่า “ลองคิดว่าคุณต้องขับรถในเยาวราช คุณกล้ามั้ย? ผมเองที่ไม่ชินทางยังไม่กล้าเลย” ด้วยความซับซ้อนวุ่นวายของพื้นถนนกรุงเทพฯ บวกกับแหล่งเงินทุนที่ไม่ค่อยมีนัก ทำให้คงยากที่จะเห็นรถไร้คนขับบนท้องถนนเมืองไทยโดยทั่วไปในเร็ววัน

แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะธาวิตเองก็เสนอให้เราลองเริ่มต้นจากการหารถกอล์ฟมาปรับแต่ง เช่นเดียวกับที่พวกเขาทำในตอนแรก แล้วลองวิ่งในพื้นที่เล็กๆ อย่างอุตสาหกรรม ท่าเรือ หรือภายในมหาวิทยาลัย นอกจากนั้น วิศวกรหนุ่มยังเสริมอีกด้วยว่า “จริงๆ เรื่องการปรับแต่งเนี่ย วิศวกรไทยเก่งกว่าสิงคโปร์อีกนะ เพราะเรามีพวกอู่รถ เวลาอะไรพังก็จะซ่อมก่อน หรือหาอะไหล่เก่ามาเปลี่ยนใส่แทน ถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยซื้อ อย่างที่สิงคโปร์เขาจะให้ซื้อของใหม่ไปเลย เพราะมีงบให้อยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ด้วยข้อจำกัดเรื่องเงินด้วยแหละที่ทำให้เราเก่งด้านนี้”

สำหรับที่สิงคโปร์ ธาวิตเดาไว้ว่าอีกสัก 4 – 5 ปี แท็กซี่ไร้คนขับก็คงจะเริ่มได้ใช้งานจริง ส่วนหนึ่งที่สิงคโปร์ใกล้ความสำเร็จได้ขนาดนี้ เพราะเขามองว่าแท็กซี่ไร้คนขับจะช่วยแก้ปัญหาขาดคนทำอาชีพขับรถสาธารณะได้ ส่วนการใช้แพร่หลายทั่วโลกระดับเดียวกับโทรศัพท์มือถือนั้น อาจเดายากสักหน่อยว่าจะอีกนานเพียงใด

เท่าที่ผ่านมา งานนี้ตอบโจทย์ชีวิตของธาวิตไม่น้อย ขนาดที่เขาตื่นมาแล้วก็ยังอยากไปทำงานทุกวัน เพราะคิดวิธีแก้ปัญหา แนวทางพัฒนาใหม่ๆ ที่อยากไปทดลองทำได้อยู่เรื่อยๆ แต่เมื่อฉันถามว่าเขามีความฝันอื่นไหม เขาก็ตอบว่า เขาอยากทำจรวด!

“งานสายพวกนี้ไม่ได้หาทำยากเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ก่อนถ้าอยากส่งอะไรขึ้นไปบนอวกาศ ก็ต้องไปสหรัฐอเมริกา ไม่ก็รัสเซีย แต่เดี๋ยวนี้ทั้งอินเดีย จีน ญี่ปุ่น มีหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้หมด” แม้แต่น้องฝาแฝดของธาวิตก็เคยได้ทำงานเป็นคนดูแลเรื่อง Thermodynamics ของดาวเทียมที่สวิตเซอร์แลนด์ เขาจึงมองว่าโอกาสร่วมทีมผลิตจรวดอาจหาง่ายกว่าที่คิด แล้วก็เป็นโจทย์ใหม่ที่เขาสนใจลองทำ

แต่สำหรับตอนนี้ ขอมุ่งมั่นฝึกหัดเจ้ารถคันน้อยให้วิ่งเองได้สำเร็จตามที่ฝันเสียก่อน

วิศวกรยานยนต์

Save

Save

Save

Save

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

*** เนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสียและอุบัติเหตุในงานกู้ภัย ***

เราติดต่อ หนู-ประกาศิต เลาหะเดช ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าหน่วยกู้ภัย FROG Team Thailand เพื่อพูดคุยถึงปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เขาและทีมงานทำร่วมกันมากว่า 8 ปี แต่ก่อนที่เราจะล้มตัวลงนอน รอคอยรุ่งเช้าที่จะเดินทางไปยัง Bounce Dog Sport Center พื้นที่ออกกำลังกายสำหรับสุนัข ลึกเข้าไปเป็นศูนย์ฝึกของเหล่าอาสาสมัคร หัวใจของเรากลับตกไปอยู่ตาตุ่ม! เมื่อเวลาเที่ยงคืนครึ่งของวันที่เรานัด พี่หนูส่งข้อความมาแจ้งว่า

“ได้รับการประสานขอการค้นหาผู้สูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทีม K-9 (ไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย) เดินทางกลางคืนวันที่นัดสัมภาษณ์”

นี่คือสถานการณ์จริง! ไม่ใช่การฝึกซ้อม! เรารีบบอกพี่หนูว่า ยินดีเลื่อนการสัมภาษณ์เพื่อให้ทีมงานเตรียมพร้อมปฏิบัติการ แต่ทางพี่หนูยืนยันให้สัมภาษณ์เช่นเดิม เพิ่มเติมคือเราได้เห็นการอุ่นเครื่องสุนัข K-9 พริตตี้ และ จันหอม แห่งทีม Thai Volunteer SAR Dog ที่จะเดินทางไปช่วยค้นหาบุคคลสูญหายกันถึงที่ บอกเลยว่าศักยภาพของทีมและสุนัขทำให้คนนอกอย่างเราต้องอึ้ง

“ทุกชีวิตมีค่าครับ” 

พี่หนูพิมพ์ทิ้งท้ายก่อนปิดหน้าจอโทรศัพท์ ทำให้เราอยากค้นหาที่มาที่ไปของการเห็นคุณค่า และประสบการณ์อันโชกโชนบนเส้นทางกู้ภัยตลอด 20 ปีมากกว่าเดิม

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

เพราะกลัวจึงกล้าและเก่ง

หัวหน้าหน่วยกู้ภัยนั่งอยู่ตรงหน้าเราในชุดสีดำ ประดับด้วยสัญลักษณ์รูปกบ ซึ่งเป็นตัวแทนของ FROG Team Thailand (First Rescue Operation Generation) นอกจากรองเท้าที่ดูกะทัดรัดเหมาะจะออกวิ่งได้ทุกวินาที เข็มขัดของเขายังเต็มไปด้วยอุปกรณ์มีดพก ไฟฉาย กรรไกรหัวทู่ (ป้องกันเวลาตัดไม่ให้บาดเจ็บ) ไขควง คีม ที่จุดไฟ และของจำเป็นอื่น ๆ ที่ขาดไม่ได้

“ไม่มีแล้วผมไม่มั่นใจ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่รองเท้านี่เป็นรองเท้าวิ่งธรรมดานะ ปกติจะใส่รองเท้ากู้ภัยกันไฟดูด หัวเหล็กกันตะปูได้” เขากำลังบอกเราว่า นี่ยังไม่ครบชุดนะ

“มีอุปกรณ์ครบครันแบบนี้ เริ่มสนใจด้านกู้ภัยมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” เราถาม

“เริ่มจากความชอบ ผมไปปีนหน้าผา จริง ๆ จะได้เป็นนักกีฬาปีนหน้าผา แต่เราตั้งคำถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุตอนที่เราไปปีนหน้าผา ใครจะช่วยเรา ก็เลยเริ่มเรียนรู้อย่างจริงจัง แล้วจะบอกว่าจริง ๆ แล้วผมกลัวความสูง ก็เลยคิดว่างั้นไปปีนผาเลยแล้วกัน”

เขาบอกกับเราว่า กีฬาปีนผาเป็นการเล่นกับตัวเอง แม้จะเห็นว่าเส้นทางด้านบนไปต่อไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วยังมีทางอยู่เสมอ เพราะคนที่ไปแขวนเชือกสำหรับปีนผา เคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ชายผู้กลัวความสูงพยายามเอาชนะตัวเองจนสำเร็จ

ก่อนที่จะเริ่มเล่นกีฬาโลดโผน ชีวิตของพี่หนูเคยคลุกคลีอยู่ในวงการกู้ภัยมาตั้งแต่เด็ก เพราะญาติผู้พี่เป็นอาสาสมัครกู้ภัยมาก่อน

“อายุประมาณ 15 ปี ผมเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิร่วมกตัญญู แต่งานตอนนั้นก็แค่ช่วยเคลื่อนย้ายศพ ช่วยมอเตอร์ไซค์ล้ม และพาคนออกจากรถที่เกิดอุบัติเหตุ พอโตขึ้นค่อยได้ไปเรียนเทคนิคพิเศษ Rope Rescue (การช่วยเหลือกู้ภัยโดยใช้เชือก) จนกลายเป็นอาจารย์ ทางร่วมกตัญญูก็เชิญเราไปเป็นวิทยากรอยู่ช่วงหนึ่ง

“ตอนที่ผมอยู่ร่วมกตัญญู มีเคสหนึ่งที่ปลื้มใจที่สุด เพราะผมได้ช่วยคนในอาคารถล่ม 6 ชั้นที่คลองหก ปทุมธานี พ.ศ. 2557 เขาติดอยู่ใต้อาคารในชั้นที่ 1 ตึกมันล้มแบบแพนเค้ก เป็นแผ่นปูน 6 ชั้นทับลงมา ผมมุดลงไปข้างล่างที่ชั้นใต้ดินเพื่อคุยกับเขา วิเคราะห์ว่าจะต้องเจาะอะไรตรงไหน การเจาะใช้เวลา 2 วัน ตัวผมเองเป็นคนเอื้อมมือดึงเขาออกมาจนรอดชีวิต”

ในวันนั้นมีผู้ประสบภัยหลายราย ผู้บาดเจ็บที่อยู่บนซากมองเห็นได้ง่าย มีอาสาสมัครหลายกลุ่มรุมล้อมช่วยเหลือ กระนั้นบางรายก็เสียชีวิต เนื่องจากจำนวนคนที่เยอะและยังขาดความรู้ที่เหมาะสม ส่วนคนที่ติดอยู่ใต้ซากนั้นไม่มีใครมองเห็น

การเจาะวันแรกผ่านไป ชายที่อยู่ใต้ดินไม่มีน้ำดื่ม พี่หนูและทีมจึงส่งน้ำผ่านสายยางลงไป แต่แล้วเรื่องที่เกือบทำให้ผู้ช่วยเหลือถอดใจก็เกิดขึ้น

“เราได้ยินแค่เสียง แต่เสียงของเขาหายไปประมาณ 4 ชั่วโมง เราคิดว่าเขาไปแล้ว ก็กำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน แต่วันนั้นผมขออีกหน่อย นอนพักอยู่ท้ายรถ จู่ ๆ ก็มีน้องวิ่งมาบอกว่า เสียงเขากลับมาแล้ว ผมก็ขุดต่อ

“ผมเป็นกู้ภัย เพราะผมอยากช่วยเหลือคนที่แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เราได้ช่วยเขาออกมา นี่คือที่สุด เขาได้กลับไปหาครอบครัว จริง ๆ ผมรับรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าทุกชีวิตมีค่า และเราเองก็มีค่าที่จะช่วยเหลือเขา ไม่ว่าจะเป็นใคร เขายังมีครอบครัวที่ต้องกลับไปหาอีกหลายชีวิต เราช่วยได้ 1 เท่ากับช่วยได้ 10”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การฝึกกู้ภัยด้วยระบบเชือกโดย FROG Team Thailand

กว่าจะเป็นกู้ภัย

เราถามผู้เชี่ยวชาญตรงหน้าว่าการเป็นกู้ภัยนั้นยากไหม เขาตอบว่าการเป็นกู้ภัยในประเทศไทยไม่ยาก เพราะมีสถาบันเปิดสอนและอบรมจำนวนมาก แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความใส่ใจ การขวนขวายความรู้ และการลงมือปฏิบัติด้วย

“อาสากู้ภัยในประเทศไทยทำทุกอย่างครบวงจร นี่คือสิ่งที่ต่างจากประเทศอื่น ต่างประเทศจะมีกำหนดเลยว่า อาชีพไหนรับบทบาทหน้าที่อะไร เช่น นักดับเพลิงและตำรวจรับหน้าที่ไม่เหมือนกันและไม่ซ้อนทับกัน”

เขาเล่าความแตกต่างให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนบอกว่าสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นนักกู้ภัยคือ การมีใจ ส่วนการเรียนคือ การเสริมความรู้ที่แต่ละบุคคลสนใจ ซึ่งพี่หนูเรียนมาแล้วทุกอย่างทั้ง Road Accident Confined Space (อาคารถล่ม) หรือ K-9 แต่เขาสนใจ Rope Rescue เป็นพิเศษ

“เชือกอยู่กับเราตั้งแต่เกิดจนตาย เกิดมามีเงื่อนมัดสายสะดือ ตายก็มัดตราสัง เสื้อผ้าก็คือสิ่งทอจากเส้นด้าย แล้วในหมวดงานอื่นอย่างการดับเพลิงหรือกู้ภัยทางน้ำ ก็ต้องใช้เชือกทั้งหมด มันคือสาขาใหญ่ที่คนไม่ค่อยมอง แต่เราประยุกต์ได้ทุกอย่าง สมมติน็อตไขไม่ออก เอาเชือกไปม้วนแล้วไขก็ออก ลูกกรงเหล็กดัด คนพยายามจะตัด แต่เราเอาเชือกมาพันแล้วขันชะเนาะ เด็กหัวติดอยู่ก็ออกได้ ผมลองมาแล้ว”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

นอกจากความรู้พื้นฐานและเฉพาะทางที่ต้องมี การคิดวิเคราะห์ของอาสาสมัครก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงฝึกและลงมือปฏิบัติอยู่เสมอ พี่หนูมักไปซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ มาทดลองทำเอง เพราะเขาเชื่อว่า กว่าใครสักคนจะเขียนคู่มือสักเล่มให้คนอ่าน ย่อมเกิดจากการทดลองจนเห็นประสิทธิภาพแล้วจึงนำมาบอกต่อ

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การลงพื้นที่ของ FROG Team Thailand และมูลนิธิอื่น ๆ

จากที่ฟังเรื่องราวของเขามาสักพัก เรารับรู้ได้ว่าการเป็นอาสาสมัครกู้ภัย คือการใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์และการประเมินความปลอดภัยจึงต้องมาเป็นอันดับแรก

“หน้าที่สำคัญของกู้ภัยคือการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและปลอดภัย ไม่ต้องรีบ เมื่อรีบอาจเกิดเหตุซ้ำเติม”

“กรณีไฟฟ้ารั่ว หากวิ่งเข้าไปช่วยทันทีอาจเกิดการบาดเจ็บเพิ่ม หรือเหตุการณ์ไฟไหม้ที่หมู่บ้านกฤษดานคร เมื่อ พ.ศ. 2564 ในตอนนั้นผมได้รับการร้องขอให้นำสุนัข K-9 ขึ้นไปค้นหา แต่พื้นที่มีความร้อนสูง ไม่ต่างจากเดินบนเตาย่าง ทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก สุนัขรับความร้อนได้เร็วกว่ามนุษย์ ตรงจุดนี้เราต้องประเมินความปลอดภัยของสุนัขด้วย ผมยังไม่เคยประเมินอะไรผิดพลาด เพราะคิดซับซ้อนมาก ๆ เรามองผลกระทบแล้วว่าอะไรน่าจะเกิด บางทีนั่งกินข้าว ผมยังคิดเลยว่า ถ้าหน้าจมลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวจะตายไหม ต้องตะแคงซ้ายหรือขวา” 

หลายคนอาจมองว่าเขาพูดติดตลก แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงและเคยเกิดขึ้นแล้ว ส่วนหน้าที่ในการบรรเทาสถานการณ์ร้ายให้กลายเป็นเบา คือหน้าที่ของอาสากู้ภัยทุกคน รวมถึง FROG Team Thailand ที่ก่อตั้งมาได้ 8 ปีแล้ว

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

กบสู้กู้ชีวิต

“ก็นั่นแหละ เพราะว่าผมไม่ชอบกบ” เขาเอ่ย เมื่อเราถามถึงเบื้องหลังชื่อและสัญลักษณ์รูป ‘กบ’ ของ FROG Team Thailand สมแล้วที่เป็นคนชอบเอาชนะตัวเอง ตั้งแต่เรื่องกลัวความสูงยันความไม่ชอบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

“กบมีความหมายในตัวของมัน เกิดมามีแต่หัวกับหาง ต่อมาเปลี่ยนสภาพมีขา หางก็หดกลับไป พอโตอีกก็เปลี่ยนสีได้ ความสามารถมันหลากหลายมาก ก็เลยเลือกกบ ไม่ชอบก็ต้องเอาชนะ จับกินเลย แต่ถ้ามันมาเกาะขา ผมไม่ไหวนะ”

FROG Team ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อน ในช่วงที่ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกู้ภัยที่เข้มแข็งอย่างในปัจจุบัน พี่หนูรวมพลอาสาสมัครจากทุกสายอาชีพมาเข้าทีม ด้วยตระหนักว่า ทุกอาชีพสำคัญและมีความสามารถในการช่วยเหลือคนได้ไม่ต่างกัน โดยนอกเหนือจากงานกู้ภัย พวกเขาก็ยังช่วยเหลือสังคมในงานเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ ด้วย

FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“ทีมของเรามีวิศวกร พยาบาล แพทย์ สถาปนิก คนเลี้ยงสุนัข K-9 นักข่าว ไปจนถึงฝ่ายเสบียง คนขับรถรับจ้าง ซึ่งรับหน้าที่ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ให้ทีม ตำรวจ ทหาร และหน่วยเฉพาะกิจ เราแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสม กระจาย FROG Team ไปทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ แต่ยังไปไม่ครบทุกจังหวัด” ซึ่งเราคิดว่าการไปไม่ครบก็เป็นเรื่องดี เพราะในแง่หนึ่งหมายถึงการไม่มีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น

ปกติแล้วทาง FROG Team มักจะเลือกเคสที่ออกไปช่วยเหลือ เพราะออกปฏิบัติการไม่ได้ทุกครั้ง หากเป็นงานตึกถล่ม หรืองานในที่สูงก็จะใช้วิชาเชือกที่ถนัดได้ โดยหลัก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในเมืองไทยคืออุบัติเหตุรถชน และผู้สูงอายุเสียชีวิตโดยไม่มีใครทราบ

“เคสคนหายก็เกิดบ่อย ส่วนมากมักเป็นอัลไซเมอร์ มีอย่างน้อย 1 – 2 ครั้งต่อเดือนที่แจ้งเข้ามา ซึ่งคนหายส่วนใหญ่จะมีมูลนิธิกระจกเงาเป็นแม่งานหลัก การฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้นบ่อยแม้ไม่ได้ออกข่าว เช่น ที่สะพานพระราม 8 หรือท่าน้ำนนท์ เพราะเราเองก็มีสมาชิกที่ทำหน้าที่อยู่”

อีกกรณีคือ คนหลงป่า อย่างเคสที่พี่หนูกำลังจะเดินทางพร้อมทีมและสุนัข K-9 ในคืนนี้

“การหลงเข้าไปในป่า ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เหมือนตึกในเมืองที่ไม่มีทางเติบโต อาจมีจำนวนถึง 100 เคสต่อปี โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวโยงกับป่า”

“เคยไปหาคนหายที่เขาใหญ่ หากันอยู่ 3 วัน จุดที่เราไปหาคือจุดที่คาดว่าเขาจะไป แต่จุดที่เจอศพคือใกล้ ๆ เขาโดนสัตว์ทำร้าย”

สิ่งแรกที่ต้องทำหากหลงป่า คือ การหาน้ำ เป็นหนึ่งในกฎที่อาจารย์หนูคิดขึ้นมาเพื่อสอนอาสาสมัคร รวมถึงเด็ก ๆ 

“กฎหมายเลข 3 ครับ ขาดน้ำ 3 วัน เสียชีวิต ขาดอาหาร 3 อาทิตย์ เสียชีวิต ขาดอากาศ 3 นาที เสียชีวิต เสียเลือดเกิน 3 นาทีไม่ไปเลี้ยงสมอง เสียชีวิต เพราะฉะนั้นต้องหาน้ำก่อน ในฐานะที่เป็นวิทยากร ผมพยายามคิดวิธีที่ทำให้คนจำได้ง่ายที่สุด”

ก่อนที่จะพูดถึงบทบาทความเป็นอาจารย์เพิ่มเติม ตอนนี้ทีมสุนัขค้นหาของไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย (Thai volunteer Search and Rescue Dog) นำโดย เม๋-นุชนภางค์​ เกวลี ผู้ก่อตั้ง และ ภา-วิภาอร เศรษฐศิรินนท์ ผู้ควบคุมสุนัข รวมถึงพริตตี้ สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล และจันหอม สุนัขพันธุ์เยอรมันเชเพิร์ด พร้อมอุ่นเครื่องการฝึกดมกลิ่นให้เราได้ชมแล้ว

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

เราพาตัวเองไปหลบใต้เงาไม้ที่มีอยู่น้อยนิด ขณะที่แสงแดดยามบ่ายทำงานอย่างแข็งขัน ใต้ซากปรักหักพังจำลองสถานการณ์ตึกถล่ม มีอาสาสมัครที่เป็น ‘เป้า’ ในการค้นหาของสุนัขทั้งสองอยู่ เราเองก็ไม่รู้ว่าเป้าเหล่านั้นหลบอยู่ที่ไหน แต่ในครั้งแรกพริตตี้ใช้เวลา 10 กว่านาทีในการค้นหาจนเจอ

“สุนัขสามารถรับรู้จำนวนคนได้จากกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าสุนัขรับกลิ่นได้ 7 คน แต่มองเห็นแค่ 6 คน สุนัขจะพยายามหาว่าอีกกลิ่นอยู่ที่ไหน คนเรามีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอยออกมาในอากาศอยู่ตลอดเวลา เซลล์ผิวหนังนี้จะผสมกับสารต่าง ๆ ในร่างกาย ออกมาเป็นกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล พอพริตตี้จับกลิ่นที่ 7 ได้เลยเห่าแจ้งตำแหน่งกับพวกเราในทันที”

เผื่อว่าจะไม่เชื่อ การฝึกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นโดยมีจันหอมเป็นผู้ตามหาเป้า ครั้งนี้เพิ่มความยาก เพราะเป้าหมายอย่าง นพ.สุระ เจตน์วาที แพทย์เวชศาสตร์การบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพขั้นสูง ปีนขึ้นไปหลบบนหลังคารถประจำทางกันเลยทีเดียว

การเห่าส่งสัญญาณครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อจันหอมปีนขึ้นไปบนกองยาง เพราะลมพัดกลิ่นของเป้าหมายไปตกกระทบยังพื้นที่ที่สูงรองลงมา หลังจากที่จันหอมเห่าเพียงไม่กี่วินาที ลมได้เปลี่ยนทิศ จันหอมจึงวิ่งลงจากกองยาง แล้ววิ่งกลับไปมาบริเวณท้ายรถ เพื่อหาจุดที่กลิ่นตกเข้มข้นที่สุด พอจับกลิ่นได้ จันหอมก็นั่งเห่าและมองขึ้นไปบนหลังคาที่คุณหมอซ่อนอยู่ได้อย่างถูกต้อง

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

สุนัขจะเห่าแจ้งว่าพบผู้ประสบภัยในบริเวณที่มีกลิ่นเข้มข้นมากที่สุด ซึ่งในบริเวณที่มีกลิ่นตกเข้มข้นมากที่สุดมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ภูมิประเทศ กระแสลม ความชื้น อุณหภูมิ หรือโครงสร้างของอาคารที่ถล่มลงมา ทั้งหมดล้วนเป็นตัวแปรในการกระจายกลิ่นทั้งสิ้น เมื่อสุนัขแจ้งแล้วก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมสุนัขและทีมกู้ภัยผู้มีประสบการณ์ในการอ่านข้อมูลจากสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น เพื่อระบุตำแหน่งของผู้ประสบภัย

“สุนัขไม่ใช่เครื่องตรวจจับกลิ่น ไม่ใช่ตัวระบุตำแหน่ง สำหรับเคสคนหายที่เชียงใหม่ที่เรากำลังจะพาสุนัขไป เขาใช้คนค้นหาก่อนและเก็บข้อมูล ตอนนี้ก็ใช้สุนัขในการช่วยค้นหา”

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

พี่หนูเล่าเพิ่มเติมว่า ในการศึกษาดูงานที่ประเทศไต้หวันเมื่อ พ.ศ. 2560 เขาประทับใจการเรียนรู้พฤติกรรมสุนัขของหน่วย K-9 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการกู้ภัยค้นหา โดยความยากอยู่ที่สุนัขสื่อสารกับมนุษย์โดยตรงไม่ได้ การเรียนรู้พฤติกรรมตั้งแต่หัวถึงหางจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“ผมอยากช่วยคนเป็น ถ้าเห็นแล้วว่าเขาเสียชีวิต เราจะให้เป็นหน้าที่ของหน่วยอื่น บางครั้งการพาคนเป็นไปช่วยคนตายในสภาพที่ยากลำบาก อาจทำให้เกิดการสูญเสียเพิ่ม เช่น ดำน้ำในคลองแสนแสบ น้ำสกปรกมาก กู้ภัยเสียชีวิตหลายรายแต่ไม่มีใครรู้ น้ำเข้าซอกเล็บ ติดเชื้อในกระแสเลือด เราจึงพยายามนำ K-9 เข้ามาช่วยในการค้นหาผู้จมน้ำ เพื่อช่วยระบุบริเวณที่ผู้จมน้ำติดอยู่ใต้น้ำ อย่างน้อยก็กำหนดพื้นที่ให้แคบลงได้ ดีกว่าการพาคนเข้าไปเยอะ ๆ มันเสี่ยง”

ปัจจุบัน K-9 นำโดยพี่เม๋ถือเป็นส่วนหนึ่งของ FROG Team โดยทำงานเป็นพาร์ตเนอร์กัน หากเคสไหนต้องการการค้นหา พี่หนูและพี่เม๋ก็จะแท็กทีมออกไปช่วยเหลือ

“INSARAG (คณะที่ปรึกษาด้านการค้นหาและกู้ภัยระหว่างประเทศ) บอกว่า ในการตั้งทีมกู้ภัยแบ่งเป็น Heavy, Medium, Light ระดับกลางต้องมีสุนัขในทีม 2 ตัว ของอเมริกาคือทีมใหญ่ (Heavy) มีเครื่องบิน มีเรือ มีเงินทุน มีสุนัข 6 ตัว มันเป็นข้อกำหนดว่าจำเป็นต้องมี ของไทยตอนนี้กำลังสอบเป็น Medium ต้องมี 2 ตัว”

ก่อนจะเดินกลับไปยัง Bounce Dog Sport Center และปล่อยให้สุนัขพักผ่อนรอคอยภารกิจใหญ่ที่เชียงใหม่ พี่หนูบอกว่า “คนยังไม่ค่อยเห็นว่า K-9 มีความสามารถอย่างไร ถ้าได้รู้จะทึ่งกับมัน”

เราก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากการช่วยคนเป็น อีกหนึ่งภารกิจและเป้าหมายสำคัญของ FROG Team คือ การสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญงานกู้ภัยในประเทศให้มากขึ้น โดยทีมได้ไปมอบความรู้และอบรมทั้งทหาร หน่วย SWAT ทีมดับเพลิง มูลนิธิต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยมาแล้ว และเคยพูดคุยถึงการสร้างวิชาเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานที่มีหน่วยกิตจริง เรียนเกี่ยวกับการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ทั้งการปฐมพยาบาลตัวเองและผู้อื่นขณะเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้ น้ำท่วม ไฟฟ้าลัดวงจร หรืออุบัติเหตุภายในบ้าน

“มันเป็นหลักสูตรที่สมควรจะมีแล้ว” เขาบอกเพื่ออนาคตอันปลอดภัยของทุกคน

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

วิชาที่ควรมีติดตัว

คอร์สเรียนสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เกิดขึ้นที่ Firefly Forest School – โรงเรียนหิ่งห้อย ซึ่งเป็นโรงเรียนของลูกสาวตัวน้อย พี่หนูเข้าไปร่วมเขียนหลักสูตร และแนะนำทางโรงเรียนว่า ต้องมีวิชาการเอาตัวรอดไปปลูกฝังให้เด็กตั้งแต่เล็ก ๆ

“เราสร้างเรื่องก่อนว่า จะสอนเรื่องทางน้ำก็มีโจรสลัดออกมา แล้วสอดแทรกว่า ถ้าจมน้ำต้องทำอย่างไร เราต้องตะโกน โยน ยื่น บอกคนอื่น ยื่นไม้ไป”

สาเหตุที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สิ่งที่ไกลตัวคือโรงพยาบาล!

“มันจำเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่ดูแลเขาตลอด 24 ชั่วโมง เด็กต้องมีทักษะ ต้องรู้ว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ อย่างไหนปลอดภัย เขาต้องช่วยเหลือตัวเองได้ก่อน”

“เรื่องพวกนี้สำคัญนะครับ คนไทยชอบให้เหตุเกิดก่อน กว่าจะโทร 1669 (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) มันอาจจะไม่ทัน ถ้าเรื่องพื้นฐานทุกคนทำได้ เก็บข้อมูลได้หมด บอกหมอได้ถูกก็จะดี ตอนนี้ที่คนเสียชีวิตเยอะ เพราะหลาย ๆ ครั้งคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นเก็บข้อมูลไม่ดี บอกข้อมูลผิด หมอรักษาไม่ตรงจุด งูกัดต้องทำอย่างไร บางคนให้ขันชะเนาะ แขนตายสิ ตัดทิ้งเลย เขาไม่ให้พัน ให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ให้เลือดมันวิ่ง หายใจเบา ๆ รีบไปโรงพยาบาล”

พี่หนูคือหนึ่งในคนที่เชื่อว่า มนุษย์ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก ทัศนคติที่ผู้ปกครองต้องดูแลลูกตลอดเวลาจึงควรปรับเปลี่ยน หรืออย่างน้อยเด็กควรรู้วิธีดูแลตัวเอง

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

“นอกจากเรื่องทางน้ำ ยังมีเรื่องการพัน ห้าม ดาม หรือพันแผล ห้ามเลือด ดามแขน-ขา ถ้าเลือดไหลเยอะต้องกดให้หยุดก่อน แผลเล็กค่อยล้างแล้วหยุดเลือด เราเข้าใจผิดว่าเจอแผลใหญ่ต้องล้าง ไม่ต้องครับ เอาให้มันหยุดก่อน แล้วต่อไปจะมีสอนการ CPR เอาตัวรอดตอนอาหารติดคอ ไปจนถึงสีป้ายที่แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ไม่รู้ หรืออาจไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ”

“ป้ายที่เห็นบนท้องถนน แต่ละสีมีความหมายเป็นสากล สีเขียวคือปลอดภัย สีแดง ทราบอยู่แล้วว่าห้าม หยุดการกระทำ สีเหลือง ต้องระมัดระวังสารเคมี แต่อย่างสีฟ้า คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ คือบังคับใช้ ต้องทำตาม ป้ายห้ามจอด ลองสังเกตว่าเป็นสีแดง พื้นหลังเป็นสีฟ้า แปลว่าหยุดแล้วบังคับใช้ ต้องทำตาม มันสากลมากครับ แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้ความหมาย”

พี่หนูยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงวิชาสุขศึกษาของไทยที่เด็กรู้ทฤษฎี CPR แต่ไม่เคยปฏิบัติ

“เขารู้ว่าต้องกดลึก 3 – 5 นิ้ว แต่ถ้าหุ่นผอมบางจะกด 3 – 5 นิ้วไม่ได้ กดลง 1 ใน 3 ของร่างกาย ต้องบอกแบบนี้มากกว่า” 

ได้แต่หวังว่าการปรับหลักสูตรจะเกิดขึ้นในเร็ววัน แต่อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการฝึกให้เด็กคิดและวิเคราะห์สถานการณ์ เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ คือ รู้ว่าอาหารติดคอจะทำอย่างไร ช่วยเหลือตัวเองอย่างไร จากนั้นค่อยเรียนรู้การช่วยเหลือคนอื่น

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน
อบรมกู้ภัย Mountain Rescue Training Camp

“อีกเรื่องใกล้ตัวที่คนมักมองข้าม คือเรื่องฮีทสโตรกและอาการวูบ รวมไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ไฟฟ้าลัดวงจร การต่อปลั๊กพ่วงจำนวนหลายอันก็มีโอกาสเกิดความร้อนจนช็อตได้ คนไทยชอบวัวหายล้อมคอก ไปนำเสนอแล้วไม่ค่อยฟัง พอใกล้ตัวก็เพิ่งนึกถึง เดี๋ยวนี้โรงเรียนนานาชาติเริ่มเชิญวิทยากรหรือผู้มีความรู้จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปสอนเด็ก มันเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมานานแล้ว”

ในยุคหนึ่งพี่หนูเคยคิดว่า หากตัวเองเป็นอะไรขึ้นมา จะมีคนที่มีความรู้ด้านการกู้ภัยและเอาตัวรอดมาช่วยเหลือเขาไหม แต่ในปัจจุบัน โลกพัฒนาและคนพัฒนา เขาเชื่อว่าตนเองได้พบคนเหล่านั้นแล้ว แต่ถึงอย่างไรการเผยแพร่ความรู้ให้ทั่วถึงก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นเป้าหมายที่เขาอยากทำต่อไป

“การเป็นกู้ภัยมา 20 กว่าปี ทำให้เราได้คิดมากขึ้น วิเคราะห์เยอะขึ้น รอบคอบ เพราะเราไปช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ถ้าพลาดก็ไม่เหลืออะไรเลย พลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะชีวิตทุกคนมีคุณค่า จากนี้ผมก็ยังทำงานกู้ภัยต่อไปจนถึงวันที่ทำไม่ไหว”

หากใครสนใจงานด้านกู้ภัย ต้องการความช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนความรู้ หรือฝึกอบรมขั้นพื้นฐานตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนฝึกปฏิบัติในสถานการณ์ตึกถล่ม ฝึก Rope Rescue หรือเทคนิคพิเศษอื่น ๆ สามารถติดต่อได้ทางเฟซบุ๊ก FROG Team Thailand 

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load