My Love คือความทรงจำแรกของผมที่มีต่อประเทศสาธารณรัฐโมซัมบิก

เป็นความทรงจำรสชาติหวานมัน และแอบยิ้มทุกครั้งที่นึกถึง

My Love ที่ว่าไม่ใช่คน แต่เป็นชื่อเรียก รถบรรทุกขนาดเล็กที่ใช้เป็นรถโดยสารในประเทศโมซัมบิก ไม่ว่าหญิงหรือชาย เมื่อก้าวขาขึ้นรถ My Love แล้ว ทุกคนจะยืนกอดกันแน่นเพื่อรักษาสมดุลไม่ให้ตัวเองล้มหรือหล่นระหว่างเดินทาง บ่อยครั้งที่ท้ายรถแน่นจนไม่มีที่ยืน แต่กระเป๋ารถก็ยังยืนยันกับผู้โดยสารใหม่ว่า ขึ้นมาเลย ยังมีที่ว่าง และด้วยความเร่งรีบในการเดินทาง ชาวโมซัมบิกจึงพัฒนาทักษะและหาเคล็ดลับในการขึ้นลงรถ ไม่ว่าจะเป็นทางบันไดหลัง ปีนล้อด้านหน้า หรือทางอื่นๆ

My Love คือสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของโมซัมบิก เป็นระบบขนส่งมวลชนอันแสนจะเป็นเอกลักษณ์ และเป็นสิ่งที่ชาวโมซัมบิกหวังว่าจะได้รับการปรับปรุง

ถึงร้ายก็รัก, ถ้าดูจากชื่อคงต้องบอกแบบนั้น

ผมรู้จักเรื่องราวของรถน่ารักคันนี้ผ่านงานศิลปะของศิลปินชาวโมซัมบิก

มันเป็นงานแกะสลักไม้รูปพี่น้องชาวโมซัมบิกกำลังโดยสารรถ My Love ระบายสีสันสวยงาม ทั้งหมดติดอยู่บนฐานไม้ขนาดประมาณหนังสือพิมพ์พับครึ่ง บางคนบอกว่าคล้ายบ้านตุ๊กตา แต่ผมว่าคล้ายโรงละครขนาดเล็ก เหมือนเป็นละครเวทีหนึ่งฉาก ที่ตัวละครทั้งหลายกำลังแสดงอะไรสักอย่างให้เราดู

My Love

ศิลปินผู้สร้างงานนี้คือ ดีโน เจธา (Dino Jetha) เขาเดินทางมาแสดงผลงาน ‘โมซัมบิกเขียนด้วยไม้’ ที่ประเทศไทย โดยการสนับสนุนของกระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต

ผมพบดีโนที่สตูดิโอชั่วคราวของเขา ในตึกสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ดีโนเพิ่งเดินกลับมาจากการทำเวิร์กช็อปสอนเด็กๆ โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ให้ทำงานศิลปะประเภทนี้

ดีโน เจธา

“ศิลปะประเภทนี้เรียกว่า ซิเคเลเกดานา (Psikhelekedana) หมายถึง งานแกะสลักที่ทำจากไม้ขาว เป็นงานที่พบได้ทั่วไปทางภาคใต้ของโมซัมบิก” ดีโนเล่าเป็นภาษาโปรตุเกส ผ่านล่ามชาวไทย

การแกะไม้แนวนี้ ดูเผินๆ ก็เหมือนของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ขายกันทั่วไป น่าสงสัยว่า ทำไมดีโนถึงได้รับเชิญมาในฐานะของศิลปิน

ดีโน เจธา

“ผมหัดแกะสลักไม้ตอนอายุ 13 ปี เรียนจากเพื่อนบ้าน ใช้ไม้มาฟุไรลา แปลว่า ไม้ขาว เป็นไม้ที่คนโมซัมบิกใช้ทำงานแกะสลัก เพราะมีสีขาว ระบายสีง่าย เนื้อเรียบสม่ำเสมอ และแมลงไม่รบกวน ช่วงแรกก็แกะเป็นสัตว์ เป็นกระท่อม เหมือนที่คนทั่วไปทำกัน งานมันก็ซ้ำไปซ้ำมา ผมเลยพยายามทำงานที่แตกต่าง ลองเอาชีวิตผู้คนโมซัมบิกมาถ่ายทอดผ่านการแกะไม้ ใส่เรื่องราวลงไป งานของผมจึงกลายเป็นงานศิลปะที่คนเข้าถึงได้ง่ายมาก” ศิลปินวัย 40 ปี ย้อนอดีตให้ฟัง

ดีโน เจธา

ในโมซัมบิก ไม้เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายกว่าผ้า คนโมซัมบิกใช้ชีวิตอยู่กับไม้อยู่แล้ว การสื่อสารชีวิตคนโมซัมบิกด้วยไม้จึงเป็นเรื่องที่พอเหมาะพอเจาะ

ดีโน เจธา ดีโน เจธา

ดีโนชอบเอาฉากชีวิตของคนต่างจังหวัดมาสร้างงาน ฉากในเมืองมาปูโต เมืองหลวงของโมซัมบิกก็มีบ้าง สถานที่ที่เขาชอบที่สุดก็คือ ตลาด เพราะมันเป็นที่รวมคน มีความรื่นเริง และเต็มไปด้วยความสุข คนซื้อได้ของกลับบ้านไปก็มีความสุข คนขายมีรายได้ก็มีความสุข

ผลงานของดีโนมีเรื่องราวอยู่ 2 มิติ มิติแรก มันคืองานที่สะท้อนเรื่องราววิถีชีวิตแบบโมซัมบิก แบบที่นักท่องเที่ยวอยากเก็บไปเป็นที่ระลึก อีกมิติที่ลึกกว่านั้นคือ ดีโนกำลังบอกเล่าถึงปัญหาของประเทศที่ควรได้รับการแก้ไข งานของดีโนจึงได้รับการยอมรับทั้งจากกลุ่มผู้ที่ซื้อไปเป็นที่ระลึก และกลุ่มผู้สะสมงานศิลปะ

ดีโน เจธา

เมื่อผลงานของดีโนยกระดับตัวเองจากงานฝีมือท้องถิ่นไปสู่งานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง งานของเขาจึงถูกนำไปแสดงในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งทั้งในโมซัมบิกและสหรัฐอเมริกา ความต้องการในงานของดีโนก็พุ่งพรวดพราดจนเขาทำไม่ทัน หลายคนเห็นโอกาสนี้จึงก๊อปปี้งานของดีโน ยิ่งก๊อปปี้ดีโนก็ยิ่งโดดเด่น เพราะดีโนกลายเป็นคนนำเทรนด์ ถ้าเขาทำงานอะไร เดี๋ยวก็จะเห็นงานแนวนั้นวางขายเต็มตลาด

เมื่อมีความต้องการงานประเภทนี้เยอะเกินกว่าที่เขาจะทำไหว แทนที่จะปล่อยให้คนก๊อปงานของเขาขาย ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร ดีโนจึงเปิดคอร์สสอน เพื่อสร้าง ‘ศิลปิน’ เพิ่ม งานศิลปะประเภทนี้จึงขยายตัวมากขึ้นในโมซัมบิก รวมถึงประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาด้วย

ดีโน เจธา

ดีโนบอกว่า เมื่อก่อนเขาคิดแค่ทำงานเพื่อสะท้อนความเป็นโมซัมบิก แต่พอได้ร่วมงานกับสถานทูตไทย เขาถึงพบว่า งานของเขากำลังเล่าเรื่องโมซัมบิกให้คนที่ไม่เคยรู้จักโมซัมบิกด้วย

“ผมพยายามถ่ายทอดชีวิตคนโมซัมบิกให้คนไทยเห็นว่าตอนนี้ที่โมซัมบิกเป็นยังไง เพราะคนไทยคงยังไม่ค่อยรู้จักโมซัมบิกเท่าไหร่ เวลาคนโมซัมบิกเห็นงานผม เขาจะรู้สึกเหมือนกำลังดูชีวิตตัวเอง เหมือนได้เห็นตัวเอง แต่สำหรับคนไทย ผมหวังว่าคนไทยจะได้รู้จักโมซัมบิกมากขึ้น” ดีโนตอบพร้อมรอยยิ้ม

ดีโน เจธา

ถ้าเราจะทำความรู้จักโมซัมบิกผ่านสัญลักษณ์ง่ายๆ สัก 3 อย่าง ดีโนแนะนำว่า ควรจะเป็นสิ่งเหล่านี้

“อย่างแรก ผ้าคาปูลาน่า เป็นผ้านุ่งของผู้หญิงที่สีสันสดใส เป็นชุดพื้นเมือง ผมเดาว่าเราน่าจะได้อิทธิพลการใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสมาจากอินเดีย ที่เดินทางมาขายผ้าตั้งแต่ในอดีต” ดีโนชี้ให้ดูผู้หญิงที่นุ่งผ้าคาปูลาน่าในงานของเขา แล้วเล่าสัญลักษณ์อย่างต่อมา

“อย่างที่สอง จอบและปืนบนธงชาติ แสดงถึงสงครามและประวัติศาสตร์ที่เราเคยผ่านมา สุดท้าย หนังสือ การศึกษาคือสิ่งที่สำคัญมากของโมซัมบิก”

ดีโน เจธา

‘โมซัมบิกเขียนด้วยไม้’ เป็นการแสดงศิลปะครั้งแรกของศิลปินโมซัมบิกในประเทศไทย แสดงระหว่างวันที่ 25 ก.ค. – 3 สิงหาคม 2560 ที่ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เนื่องจากงานนี้เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโมซัมบิกด้วยงานศิลปะเป็นครั้งแรก ดีโนจึงเตรียมงานชิ้นพิเศษมาด้วย

“งานชิ้นนี้พูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง สถานทูตไทยเอาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปเผยแพร่ที่โมซัมบิก เป็นแนวคิดที่ดีมาก นี่คืออีกสิ่งที่ผมอยากแนะนำให้คนไทยรู้จักเกี่ยวกับโมซัมบิก” ดีโนทิ้งท้ายด้วยการเชื่อมโยงความสันพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ดีโน เจธา

งานศิลปะของดีโนกำลังทำหน้าที่ทูตเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้คนไทยรู้จักโมซัมบิกดีขึ้น และน่าจะเป็นความทรงจำแรกเกี่ยวกับโมซัมบิกที่งดงามสำหรับใครหลายคน ถ้าไม่รู้ว่าไปถึงแล้วจะดูงานชิ้นไหนก่อน ผมแนะนำว่า ควรเริ่มจากงาน My Love

แล้วเราจะรู้สึกได้ถึงความเหมือนกันระหว่างไทยกับโมซัมบิก

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

3 กุมภาพันธ์ 2566
247

“ผม / หนู อยากเป็น…” 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ วัยประถมตอนปลายดังลั่นห้องเรียนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 

บรรยากาศภายในห้องดูไม่คุ้นชิน เพราะนักเรียนไม่ได้นั่งบนโต๊ะเรียงแถวตอนลึกอย่างที่เคยเป็น แต่กลับนั่งเป็นกลุ่มบนพื้น ความตึงเครียดของนักเรียนที่พบได้ทั่วไปกลับกลายเป็นความกระตือรือร้นแย่งกันตอบคำถาม

ห้องเรียนที่ดูแปลกตาไป ณ ขณะนี้ได้รับการเนรมิตจาก ‘มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์’ หรือรู้จักกันในนาม ‘Saturday School’ โรงเรียนคอนเซปต์สุดแหวกแนว ขนขบวนวิชานอกห้องเรียนมาพร้อมคุณครูอาสาถึงที่ นำทีมโดย ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้ง 

ภาพชุลมุนของเด็กน้อยที่วิ่งออกมาแปะความฝันของตนบนกระดานพื้นสีขาวด้านข้างห้อง ทำให้ใบหน้าที่มีเมฆดำลอยอยู่บนหัวแปรผันเป็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของนักเรียนทุกคน

“อย่าลืมความฝันของตัวเอง เมื่อใดที่เราไม่ลืม ทางเดินแห่งนั้นจะเปิดไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ” 

นี่คือข้อความเตือนใจที่ครูอาสากล่าวก่อนจะเริ่มการเรียนการสอน 

คุณครูไม่ได้สั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือไปหน้าที่เท่าไร หรือให้คัดตามคำบอก แต่นำหุ่นยนต์มาแสดงจำลอง รวมถึงอธิบายกลไกการทำงานของมัน เสียงร้องดีใจของเด็ก ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์เคลื่อนไหว เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขไปสู่โลกใบใหม่ของพวกเขา

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

เสาเข็มต้นแรก

ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Saturday School ก็เช่นกัน 

“จริง ๆ แล้วผมเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ไปเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงนั้นในสังคมมีปัญหาหลายอย่าง ตัวเราคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ เลยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษา เพราะว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้น”

จากชีวิตโปรแกรมเมอร์ เลือกเบนเส้นทางเป็นคุณครูในโรงเรียนย่านบางนาถึง 2 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยคืออะไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ลองทำที่โรงเรียน คือการศึกษาว่าจุดไหนสำคัญและเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเด็ก จึงออกมาเป็นกิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ มาวันเสาร์ ชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจการพัฒนาเด็ก ๆ มาสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเด็กก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนปกติ

“แต่ผมไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย เราไม่ได้ถนัด แต่มันทำให้รู้ว่าเราชอบการพัฒนาเด็ก เห็นเด็กเติบโตก็ดีใจ แต่การไปสอนเด็กทุกวันอาจจะไม่ใช่แนวทางของผม”

จากคุณครูประจำในโรงเรียน เริ่มทบทวนชีวิตว่าตัวเองสนใจการช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมากกว่า จึงเข้าสู่การก่อตั้งมูลนิธิอย่างเต็มตัว แต่การทำให้เด็กน้อยที่มีชื่อว่า Saturday School เดินอย่างเป็นสเตปจนเติบใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย

“เริ่มที่ห้องเรียนเดียวก่อน พอเทอมถัดไปก็ชวนเด็กมามากขึ้น จาก 1 ห้องเรียน กลายเป็น 3 ห้องเรียนในโรงเรียนเดิม พอดีตอนนั้นเราเริ่มเปิดแฟนเพจ รับสมัครคุณครู มีคนสนใจจำนวนมากเพียงพอให้ขยายไปเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ได้ เราเลยขยายไปอีกโรงเรียนหนึ่งในเทอมที่ 3 ก็คือปีที่ 2 ของมูลนิธิ ต่อมาจาก 2 โรงเรียนมาเป็น 7 และ 9 โรงเรียน

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“เราพยายามรักษาจำนวนโรงเรียนนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวะที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เริ่มขยายงานและมีพาร์ตเนอร์ในการทำงานด้วยมากขึ้น”

การมีบริวารที่ดีเท่ากับมีชัยไปมากกว่าครึ่ง คำนี้คงใช้ได้ดีกับยีราฟ เพราะบรรดาคุณครูและผู้อำนวยการโรงเรียนย่านบางนาล้วนเปิดโอกาสให้เขาสอน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของเขาอีกแรง เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องจักรพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย

จากเด็กที่ต้องคอยป้อนข้าวและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ บัดนี้ Saturday School ยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว 

เด็กเมือง

Saturday School กระจายตัวอยู่ตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ เยอะที่สุดก็จริง แต่จะพูดว่าเน้นเป็นหลักอาจไม่ได้ เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้ตั้งใจจะโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด 

เริ่มแรกมูลนิธิเคยพยายามขยายไปยังต่างจังหวัด แต่ด้วยเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องมีคนคอยจัดการประจำ ครูอาสาที่จังหวัดนั้น ๆ ต้องมาสอนทุกสัปดาห์ จึงอาจเป็นสิ่งเกินตัวยีราฟที่ยังดูแลได้ไม่เต็มที่ โครงการจึงต้องพับเก็บไปในที่สุด 

“ถ้ามองกันจริง ๆ ในกรุงเทพฯ มีเด็กที่ฐานะของครอบครัวไม่ได้ต่างจากเด็กที่อาศัยในชนบทมากนัก อาจเพราะในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงกว่า เด็กอาจจะเครียดกว่า แต่ในด้านการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เด็กกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทั้งเด็กเมืองและเด็กชนบทจึงมีความท้าทายที่ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน”

ปัจจุบันรากฐานของ Saturday School เริ่มแข็งแรง กำลังขยายไปอีกเกือบ 10 จังหวัด และจะขยายต่อไปเรื่อย ๆ

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

ห้องเรียนไม่ซ้ำแบบของโรงเรียนนอกเวลา

เมื่อห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบให้เด็ก ๆ ต้องพัฒนาทักษะหลายด้านโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือก Saturday School จึงใช้ช่องว่างของระบบการศึกษา เนรมิตห้องเรียนฉบับตามใจหนู ๆ 

“เราพยายามไม่ยัดอะไรให้เด็ก แต่เรามองว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาได้ยังไง ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเต้น ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี เมื่อเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” 

ห้องเรียนฉบับ Saturday School สอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นหลัก โดยยีราฟเล่าว่า อาสาสมัครของเขาใส่ใจกับเด็ก ๆ มาก พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไร้ความกลัว การแบ่งแยก และการตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“สิ่งที่เราจัดเสมอคือวัน Big Day ในวันนั้นเด็กจากทุกโรงเรียนจะมารวมตัวกันแล้วแสดงผลงานหรือความสามารถที่ตนได้เรียนมาตลอดโครงการของเรา ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับเขาได้โชว์ความสามารถของตัวเองออกมา แล้วได้รู้ว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับความสามารถของเขา” 

เป้าหมายของ Saturday School ไม่ใช่การพัฒนาให้เด็กเต้นเก่งหรือวาดรูปเก่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเด็กจากภายใน หรือ Soft Skills อันประกอบไปด้วย Growth Mindset (ความคิดแบบเติบโต) Self Awareness (การรู้จักตนเอง) Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้) และ Prosocial (ลักษณะนิสัยที่เอื้อหรือแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง) คือแก่นแท้ที่พวกเขามุ่งสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน 

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

อาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นครู

ตั้งต้นจากนักเรียน ออกแบบจากความตั้งใจของอาสา กว่าห้องเรียนวันเสาร์จะออกมาเป็นห้องที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนสนุก ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่าย เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครหลากความเชี่ยวชาญ ร่วมทำงานกันเป็นทีม ตั้งแต่ร่างเนื้อหาการสอน ไปจนถึงพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม

อาสาสมัครคือผู้ใกล้ชิดกับเด็กรองจากครู เมื่อผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ มีพื้นฐานเป็นอย่างไร และควรปรับการสอนไปเป็นแบบไหน ด้วยเหตุนี้ การวางกิจกรรมและหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานของเด็กแต่ละคนจึงเป็นโจทย์ใหญ่

“ความถนัดของอาสาสมัครแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่สอนเต้นเขาก็จะเต้นเพลงไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนต้องทำให้เด็กเชื่อว่า ทักษะความสามารถของพวกเขาพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

ยีราฟเชื่อว่าการออกแบบการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาระหว่างทางและการออกแบบห้องเรียนเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกทั้งอาสาสมัครทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

เพียงแต่ข้อสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือต้องเป็นวิชาที่เด็ก ๆ อยากเรียน แม้แต่การตั้งโจทย์ก็ต้องเป็นวิชาที่เด็กสนใจ แม้จุดนี้จะทำให้หาอาสาสมัครมาเข้าร่วมโครงการยากสักหน่อย แต่อีกด้าน สิ่งนี้การันตีได้ว่าทุกครั้งที่เปิดสอนจะมีเด็ก ๆ เฝ้ารอเสมอ 

ยีราฟบอกกับเราอีกว่า เมื่อเด็ก ๆ เริ่มคุ้นเคยกับครูอาสาสมัคร พวกเขาจะเริ่มเล่าหลายอย่างให้ฟัง ทั้งปัญหาที่บ้าน ปัญหาในชุมชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งบางปัญหาเป็นเรื่องที่โรงเรียนวันเสาร์เพียงองค์กรเดียวแก้ไขได้ยาก แต่พวกเขาก็คอยประสานงานเพื่อช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

อนาคตการศึกษาไทย 

แม้คนไทยจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น แต่ในมุมคุณภาพของการศึกษากลับยังเป็นปัญหาที่ต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น 

“เรื่องของคุณภาพการศึกษามันไม่ได้ปรับแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องปรับทั้งระบบ” ยีราฟว่า

“ทั้งระบบที่หมายถึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาครู การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะทำยังไงให้คนเก่งมาเป็นครู เศรษฐกิจ การบริหาร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งทุกจุดพัฒนาได้ทั้งนั้น” 

แล้วใครบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง – เราถาม

“ผมว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้หมดเลย คนมีอำนาจอาจจะช่วยได้มากหน่อย ส่วนคนทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน” เขาตอบ

แม้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาพใหญ่ทั้งระบบจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Saturday School นับเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก เพื่อสนับสนุนในมิติที่พวกเขาทำได้ 

ยีราฟบอกกับเราว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามขยายจำนวนห้องเรียนให้มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลำพังโรงเรียนวันเสาร์ไม่อาจเข้าถึงเด็กทุกคนในประเทศได้ การขับเคลื่อนระบบการศึกษาเชิงนโยบายในภาพใหญ่จึงเป็นสิ่งต่อไปที่เขากำลังสำรวจ

จงเติมคำในช่องว่างต่อไปนี้ 

สำหรับประเทศไทยในอุดมคติ ถ้าการศึกษาไทยดี… 

“ผมว่าคนจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมากขึ้น และสังคมจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพ” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร
Saturday School

Writers

เกษมณี ชาติมนตรี

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load