เวลาที่ช่างโบราณอยากจะตกแต่งอาคารให้มีความสวยงาม ช่างแต่ละคน แต่ละยุคสมัย ก็จะมีวิธีการที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเขียนจิตรกรรม ปั้นปูน แกะสลักไม้ ซึ่งงานประดับตกแต่งเหล่านี้เป็นได้ทั้งภาพเล่าเรื่องหรือลายกระหนก ซึ่งลายกระหนกนั้น ถ้าดูเผินๆ อาจจะดูเหมือนลวดลายที่ม้วนไปม้วนมา แทงไปทางโน้นทีทางนี้ที ดูแล้วยุ่งเหยิงสับสน แต่ลายกระหนกเหล่านี้มีทั้งลวดลายที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นและลวดลายที่มีที่มาจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเถาวัลย์ ดอกไม้ ใบไม้ ซึ่งในบรรดาดอกไม้ทั้งหลาย ดอกโบตั๋นถือเป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทยเลยก็ว่าได้

โบตั๋น ทำไมดอกไม้จีนชื่อญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทย
ภาพ : baekhyunsmile1997

อย่างไรก็ตาม ดอกโบตั๋นไม่ใช่ดอกไม้ท้องถิ่นของไทย แต่เป็นพันธุ์ไม้ที่พบมากในประเทศจีน แต่รู้หรือไม่ครับว่า คำว่า ‘โบตั๋น’ เป็นภาษาอะไรกันน้อ ลองมาดูคำเรียกดอกโบตั๋นในภาษาต่างๆ กันดีกว่าครับ จีนกลางเรียกว่า ‘ฝูกุ้ย’ หรือ ‘หมู่ตัน’ ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า ‘โบ่วตัว’ ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า ‘โม่ตัน’ ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ‘โบตัน’

พอดูอย่างนี้แล้ว เราก็เหลือผู้ท้าชิง 2 ภาษา ได้แก่ ภาษาจีนฮกเกี้ยน กับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อลองมองให้ลึกลงไป เมื่อเทียบระหว่างจีนกับญี่ปุ่นแล้ว บทบาทของคนจีนในสังคมบ้านเราในอดีตมีมากกว่าคนญี่ปุ่นพอสมควร อีกทั้งคนจีนฮกเกี้ยนยังถือเป็นคนจีนกลุ่มใหญ่มาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ดังนั้น ที่มาของคำว่า ‘โบตั๋น’ นี้จึงน่าจะเป็นคำว่า ‘โม่ตัน’ ในภาษาจีนฮกเกี้ยนนั่นเองครับ

ส่วนเหตุผลที่ช่างจีนนิยมนำดอกโบตั๋นมาใช้เป็นลวดลายตกแต่งนั้น นอกจากลักษณะของดอกโบตั๋นที่เป็นดอกไม้ขนาดใหญ่ สวยงาม และมีกลิ่นหอม จนเป็นดอกไม้ที่คนจีนนิยมปลูกแล้ว ดอกโบตั๋นยังมีความหมายอันเป็นมงคลอีกด้วย เพราะคำว่า ‘ฝูกุ้ย’ ที่เป็นชื่อหนึ่งของดอกไม้ชนิดนี้แปลตรงตัวว่า ‘ร่ำรวยและมีฐานะสูงส่ง’ ดังนั้น ลายดอกโบตั๋นจึงถือเป็นดอกไม้ที่มีความหมายเป็นมงคล กลายเป็นลวดลายที่ได้รับความนิยมอย่างมากในศิลปะจีน และความสวยงามนี้ก็แพร่กระจายไปยังดินแดนต่างๆ ที่ติดต่อกับประเทศจีน รวมถึงรัฐโบราณในดินแดนประเทศไทยด้วย โดยเหลือหลักฐานในรูปของเครื่องลายครามรูปทรงต่างๆ

โบตั๋น ทำไมดอกไม้จีนชื่อญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทย
เครื่องลายครามที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม

แม้ในศิลปะจีนจะปรากฏหลักฐานการประดับด้วยลายดอกโบตั๋นตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161 – 1450) เช่น ลวดลายประดับสุสานของ Hsiangyu TianHui แต่หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่พบในประเทศไทยกลับพบในศิลปะลพบุรีราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ที่พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี โดยพบอยู่บริเวณลายกรวยเชิง ซึ่งแม้จะเป็นเพียงดอกไม้ประดับดอกเล็กๆ ไม่ได้เป็นลวดลายหลักหรือมีความสลักสำคัญอะไร แต่สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า เราเริ่มมีการใช้งานดอกโบตั๋นมาประดับอาคารในพุทธศาสนาตั้งแต่เมื่อราว 700 ปีมาแล้ว

โบตั๋น ทำไมดอกไม้จีนชื่อญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทย
ภาพ : Maryta M. Laumann, S. Sp. S., Lee Chuen-Fang, Chinese Decorative Design, 23-24
ดอกโบตั๋น ทำไมดอกไม้จีนชื่อญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทย
ภาพ : อาสา ทองธรรมชาติ, ที่มาและพัฒนาการของลายดอกโบตั๋นในงานศิลปกรรมไทย, 49.

ในพุทธศตวรรษต่อมา ณ ดินแดนสุโขทัย ลายดอกโบตั๋นมีรูปแบบที่โดดเด่นมากขึ้น โดยเฉพาะดอกโบตั๋นบนแผ่นหินชนวนในอุโมงค์วัดศรีชุม ที่มีความคล้ายคลึงกับดอกโบตั๋นในศิลปะจีนอย่างมาก และยังพบอีกหลายที่ทั้งงานปูนปั้นและงานจิตรกรรมฝาผนัง แต่ที่ลายดอกโบตั๋นได้รับความนิยมอย่างมาก ก็คือดินแดนล้านนาทางภาคเหนือของประเทศไทยนั่นเอง เพราะในลายที่เรียกว่า ‘ลายเครือล้านนา’ นั้น แทบจะมีดอกโบตั๋นเป็นพระเอก เป็นแกนกลางของลวดลาย โดยพบตั้งแต่ยุคแรกๆ ของล้านนา เช่น วัดป่าสัก จังหวัดเชียงราย เรื่อยมาจนถึงยุคทอง อย่างวัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง และได้รับความนิยมต่อเนื่องยาวนานแม้จะผ่านมาถึงยุคร่วมสมัยกับรัตนโกสินทร์ก็ตาม

ดอกโบตั๋น ทำไมดอกไม้จีนชื่อญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทย
ดอกโบตั๋น ทำไมดอกไม้จีนชื่อญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทย
ดอกโบตั๋น ทำไมดอกไม้จีนชื่อญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทย

ในขณะที่ดอกโบตั๋นในศิลปะอยุธยาก็มีทั้งรูปแบบและวิวัฒนาการที่น่าสนใจเช่นกัน ลายดอกโบตั๋นของอยุธยานั้นมีทั้งที่รับมาจากดินแดนใกล้เคียง เช่น ลพบุรี สุโขทัย ดินแดนอันห่างไกลอย่างล้านนา รวมถึงดินแดนต้นตำรับอย่างจีนด้วย ดังนั้น ลายดอกโบตั๋นในศิลปะอยุธยาจึงมีหลายแนวและประดับในหลายจุด โดยดอกโบตั๋นของอยุธยานั้นเริ่มจากลวดลายที่ยังคล้ายคลึงกับดอกไม้จริงๆ เช่นที่วัดจุฬามณี จังหวัดพิษณุโลก ก่อนจะค่อยๆ กลายสภาพเป็นลวดลายประดิษฐ์และเป็นต้นแบบของลวดลายกระหนกแบบอื่นๆ เช่น ลายช่อหางโต ที่วัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี

ดอกโบตั๋น ทำไมดอกไม้จีนชื่อญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทย
ดอกโบตั๋น ทำไมดอกไม้จีนชื่อญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทย

ข้ามผ่านจากอยุธยาเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ ดอกโบตั๋นมีวิวัฒนาการอีกครั้งและได้รับความนิยมขึ้นอย่างมากในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยนำไปประดับได้แทบทุกจุดในวัด แถมยังมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งงานแกะไม้ ปูนปั้น ลายรดน้ำ จิตรกรรมฝาผนัง เช่น วัดเฉลิมพระเกียรติ นนทบุรี ที่มีทั้งบนหน้าบันและบนฝาผนัง และแม้ความเป็นตะวันตกจะเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากในราชสำนักของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ลายดอกโบตั๋นก็ยังข้ามผ่านกาลเวลาและผสมผสานเข้ากับศิลปะตะวันตกที่เข้ามาใหม่ได้เป็นอย่างดี ดังปรากฏที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

ดอกโบตั๋น ทำไมดอกไม้จีนชื่อญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทย
ดอกโบตั๋น ทำไมดอกไม้จีนชื่อญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทย
ดอกโบตั๋น ทำไมดอกไม้จีนชื่อญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทย

แม้ในยุคปัจจุบัน ยุคสมัยแห่งความหลากหลาย ลายดอกโบตั๋นก็ยังคงได้รับความนิยมในงานศิลปะไทยอยู่ แต่เริ่มมีการขยับขยายจากบนวัดวาอารามหรือในรั้วในวัง ในบ้านเศรษฐีคหบดีเข้ามาสู่ครัวเรือนของคนทั่วๆ ไป กลายสภาพไปอยู่บนข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งอุปโภค บริโภค ทั้งบนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หรือแม้แต่ของที่ผมเชื่อว่าทุกคนต้องพกติดตัวตลอดเวลา นั่นก็คือธนบัตร ก็ยังมีรูปดอกโบตั๋นเลยนะครับ ใครไม่เชื่อ ลองหยิบธนบัตรหลายๆราคามาพลิกไปพลิกมาดู อาจจะเจอดอกโบตั๋นอยู่ในนั้นก็ได้นะครับ

ดอกโบตั๋น ทำไมดอกไม้จีนชื่อญี่ปุ่นจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดดอกหนึ่งในงานศิลปะไทย
ภาพ : www.siambanknote.com

เห็นไหมครับว่า แม้ในยุคดิจิทัลของเราจะมีสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คิดค้นขึ้นใหม่มากมาย แต่ก็ยังมีของบางอย่างที่ข้ามผ่านกาลเวลานับร้อยๆ ปี และยังคงแฝงตัวเองอยู่ร่วมกับเราในชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียนจนเราไม่รู้ตัว ผ่านวิวัฒนาการและผสมผสานเข้ากับยุคสมัยได้อย่างลงตัว ดังนั้น เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า หลายสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบันล้วนแต่มีรากฐานมาจากสิ่งที่เคยมีอยู่แล้ว อาจจะหลายสิบ หลายร้อย หรือหลายพันปีก็ได้ ใครจะรู้ล่ะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. จริงๆ นอกจากดอกโบตั๋นแล้ว ยังมีดอกไม้ชนิดอื่นๆ ที่นิยมในศิลปะไทยเหมือนกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นดอกบัวที่เป็นดอกไม้สำคัญในพุทธศาสนาอยู่แล้ว แต่มีดีไซน์หลากหลายเหมือนกัน โดยเฉพาะที่วัดปทุมวนารามที่ผมเคยเขียนถึงไป มีดอกบัวเป็น 10 แบบเลยครับ หรือดอกบุนนาค พบได้ในวัดที่สร้างโดยตระกูลบุนนาค และวัดประยุรวงศาวาสก็มีเหมือนกันนะครับ
  2. ถ้าใครอยากดูดอกโบตั๋นแบบหลากสีหลายแบบในวัดเดียว ลองไปชมวัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ดูครับ วัดในรัชกาลนี้นิยมดอกโบตั๋นมากๆ จนแทบเป็นลวดลายสามัญประจำวัดเลย อย่างวัดราชโอรสารามเองก็มีดอกโบตั๋นอยู่หลายสีหลายจุดเช่นเดียวกันครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลานึกถึงพระพุทธรูปภายในโบสถ์วิหาร เราจะนึกถึงพระประธานองค์ใหญ่องค์เดียว หรือไม่ก็อาจจะมีพระอันดับตั้งอยู่โดยรอบ มีบ้างที่พระประธาน 2 องค์หันหลังชนกัน หรือพระประธาน 4 องค์หันหลังชนกัน แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับพระประธานภายในพระอุโบสถของ ‘วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร’ เพราะที่นี่มีพระประธานมากถึง 28 พระองค์

วัดอัปสรสวรรค์ : จากวัดโบราณที่ไม่รู้อายุ สู่วัดงามสมัยพระนั่งเกล้า

วัดอัปสรสวรรค์เป็นวัดโบราณที่ตั้งอยู่ริมคลองด่าน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ แต่จะเก่าขนาดไหนไม่มีใครรู้ รู้แต่เพียงคำบอกเล่าที่ว่า คนสร้างวัดนี้คือ จีนอู๋ ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ ซึ่งน่าจะเคยเป็นที่อยู่ของชาวจีนที่ประกอบอาชีพเลี้ยงหมู เพราะปรากฏใน นิราศเมืองเพชร ที่สุนทรภู่บรรยายถึงย่านนี้ว่า

ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก 

ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข

เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรวยโป

หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก

ต่อมาในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เจ้าจอมน้อย (สุหรานากง) ธิดาของเจ้าพระยาพลเทพ (ฉิม) พระสนมเอกของพระองค์ผู้มีความสามารถในการเล่นเป็นตัวละคร ‘สุหรานากง’ ตัวละครในเรื่อง อิเหนา ได้มาสถาปนาวัดใหม่ทั้งวัด โครงการนี้ได้รับการสานต่อโดยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เมื่อการปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ พระองค์ได้พระราชทานนามวัดนี้ใหม่ว่า ‘วัดอัปสรสวรรค์ พร้อมกับพระราชทานพระพุทธรูปปางฉันสมอไว้กับวัดนี้ด้วย

วัดอัปสรสวรรค์ : พระเจ้า 28 พระองค์หนึ่งในสยาม

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดนี้ได้รับการสถาปนา (aka สร้างใหม่) ทั้งวัดในสมัยรัชกาลที่ 3 ดังนั้น งานศิลปกรรมหลักในฝั่งพุทธาวาสของวัดนี้เลยเป็นงานแบบที่เรียกว่า ‘พระราชนิยมรัชกาลที่ 3’ ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกที่วัดราชโอรสาราม แต่หากให้พูดแบบสั้น ๆ พระอุโบสถและพระวิหารของวัดอัปสรสวรรค์เป็นอาคารสไตล์จีนที่ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่ประดับทั้งหมดด้วยปูนปั้นประดับกระเบื้องอย่างจีน เป็นรูปโขดหิน ดอกไม้ สัตว์ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

ทว่าสิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของวัดอัปสรสวรรค์อยู่ภายในพระอุโบสถของวัด นั่นก็คือพระประธาน 28 องค์ อ่านไม่ผิดครับ 28 องค์จริง ๆ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหน้าตาเหมือน ๆ กันขนาดเท่า ๆ กัน ตั้งบนฐานชุกชีเดียวกัน แต่ตั้งให้ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได มีทั้งที่หันไปทางประตูและหันออกไปด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง โดยไม่มีองค์ไหนหันไปทางด้านหลัง

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

แล้วทำไมถึงต้องเป็น 28 องค์ ตัวเลข 28 เป็นตัวเลขสำคัญ เพราะเป็นตัวเลขจำนวนพระอดีตพุทธเจ้า ซึ่งหลายคนอาจจะนึกในใจว่า พระพุทธเจ้ามีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนดั่งเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาไม่ใช่หรือ ใช่ครับ แต่จะมีอยู่ 28 องค์ที่ถูกพูดถึงเป็นพิเศษ ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวเลข 28 นี้มาจากสูตร 24 + 3 + 1

24 คือ จำนวนพระอดีตพุทธเจ้าที่ได้พบพระพุทธเจ้าศากยมุนีในขณะที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ และมีพุทธพยากรณ์ว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่ ๆ เริ่มด้วยพระพุทธทีปังกรจนถึงพระพุทธเจ้ากัสสปะ

3 คือ จำนวนของพระอดีตพุทธเจ้าที่อยู่ร่วมสารมัณฑกัลป์กับพระพุทธเจ้าทีปังกร ที่ให้พุทธพยากรณ์กับพระพุทธเจ้าศากยมุนี ประกอบด้วย พระพุทธเจ้าตัณหังกร พระพุทธเจ้าเมธังกร และพระพุทธเจ้าสรณังกร

1 คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ พระพุทธเจ้าศากยมุนี หรือพระสมณโคดมนั่นเอง

ความเชื่อเรื่องพระอดีตพุทธเจ้ามีมานานแล้ว ในบ้านเราอย่างน้อยก็มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ล้านนารวมถึงอยุธยาในยุคแรก ๆ ด้วย แต่ในสมัยโน้นมาในรูปของจิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพพระพุทธเจ้านั่งเรียงแถวกัน ซึ่งก็มีทั้งที่ตัวเลขจำนวนมีความหมายและแบบที่วาดให้เยอะเข้าไว้ แสดงถึงความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้ามีมากมายมหาศาลนั่นเอง แต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกิดการแสดงพระอดีตพุทธเจ้าแนวใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป 28 องค์แบบวัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้ หรือเจดีย์ 28 องค์แบบวัดราชคฤห์ 

แล้วในเมื่อพระพุทธรูปทั้ง 28 องค์ที่วัดอัปสรสวรรค์หน้าตาเหมือนกันหมด เราจะแยกพระอดีตพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ออกจากกันได้ยังไง ให้ดูที่ฐานครับ ที่ฐานของพระพุทธรูปแต่ละพระองค์มีแผ่นจารึกระบุชื่อพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เอาไว้แล้ว โดยวิธีการเรียงลำดับนั้น พระพุทธเจ้าตัณหังกรเป็นองค์แรกในชุด 28 พระองค์จะอยู่บนสุด จากนั้นจะเรียงลดหลั่นกันลงมาเรื่อย ๆ ซึ่งที่วัดมีแผนผังแสดงการจัดเรียงเอาไว้แล้วเรียบร้อย

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน
วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดอัปสรสวรรค์ : หอไตรหลังงามกลางน้ำ

มณีอีก 1 เม็ดของวัดอัปสรสวรรค์ที่ควรค่าแก่การชมอย่างยิ่ง ก็คือหอไตรของวัดซึ่งตั้งอยู่เยื้อง ๆ กับพระอุโบสถ จุดเด่นอย่างแรกของหอไตรหลังนี้คือเป็นอาคารไม้สไตล์ไทยประเพณียกพื้นสูงที่ยังรักษารูปแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีคันทวยรับชายคา ผนังอาคารประดับด้วยกระจกสี ซึ่งหาชมได้ยากมากแล้วในยุคปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่าต่อมาเกิดความนิยมหอไตร 2 ชั้นแทน

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

มากไปกว่านั้น หอไตรนี้ยังตั้งอยู่กลางน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมดหรือปลวกเข้าไปกัดกินคัมภีร์หรือพระไตรปิฎกที่เก็บรักษาเอาไว้ใต้ตู้พระธรรมภายในหอไตร ซึ่งเป็นสิ่งที่หอไตรแทบทุกหลังที่สร้างด้วยไม้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากความสำคัญของหอไตรในยุคหลัง ๆ ลดลง สระน้ำหลายสระจึงถูกถม ทำให้หอไตรไม้จำนวนหนึ่งขึ้นมาตั้งบนบกแล้ว

อนึ่ง หอไตรหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับพระอุโบสถ พระวิหารและพระปรางค์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่น่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเหมือนที่บางที่เขียนไว้นะครับ

วัดอัปสรสวรรค์ : พระเจ้าฉันสมอจากลาว?

อย่างที่ผมเล่าไว้ตอนแรกว่า วัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้มีหลวงพ่อฉันสมอ พระพุทธรูปสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ ซึ่งพระพุทธรูปปางนี้ถือเป็นพระพุทธรูปที่หาชมได้ไม่ง่ายนักเพราะเป็นปางที่ไม่ได้นิยมเท่าไหร่ โดยพระพุทธรูปปางฉันสมอเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ ครองจีวรอย่างจีนดูแปลกตา พระหัตถ์ขวาวางบนพระชานุ (เข่า) ส่วนพระหัตถ์ซ้ายซึ่งถือผลสมอนั้นจะวางบนพระเพลา (ตัก)

พระพุทธรูปปางนี้สร้างขึ้นตามเหตุการณ์ในพุทธประวัติในสัปดาห์ที่ 7 หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขจากการตรัสรู้) ใต้ต้นราชายตนะหรือต้นเกด พระอินทร์ทราบว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ฉันอะไรเลยตลอด 7 สัปดาห์นับจากตรัสรู้ จนกระทั่ง 2 พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะถวายพระกระยาหารมื้อแรก พระอินทร์จึงได้นำผลสมอมาถวายให้พระพุทธเจ้าฉันเป็นยา

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์นี้คือ ตามประวัติระบุว่า หลวงพ่อฉันสมอองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทน์ ปรากฏในหมายรับสั่ง จ.ศ. 1189 (ตรงกับ พ.ศ. 2370 ในสมัยรัชกาลที่ 3) ว่าหลังเสร็จศึกเจ้าอนุวงศ์ มีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจากเวียงจันทน์มาหลายองค์ หลวงพ่อฉันสมอเป็นหนึ่งในนั้น เดิมเคยประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารพระนาก ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก่อนจะอัญเชิญมาไว้ที่วัดนี้ จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระพุทธรูปในศิลปะลาวล้านช้าง เพราะอัญเชิญมาจากลาว

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

แต่ถ้าดูจากพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปองค์นี้แล้วกลับแตกต่างกับพระพุทธรูปในศิลปะล้านช้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการครองจีวรอย่างจีน ซึ่งไม่พบมาก่อนในศิลปะล้านช้าง แต่กลับพบในบ้านเรามาตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือแม้แต่ในสมัยต้นกรุงก็มีพระคันธารราษฎร์ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่ครองจีวรจีนเช่นกัน ดังนั้น หลวงพ่อฉันสมอองค์นี้จึงน่าจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ที่อัญเชิญไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนจะอัญเชิญกลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้ง

นอกจากนี้ ไม่ได้มีกฎว่าพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากประเทศลาวต้องเป็นพระพุทธรูปในศิลปะลาวล้านช้างเสมอไป เพราะไม่ว่าจะเป็นพระแก้วมรกต หลวงพ่อแซกคำ หรือพระพุทธรูปอีกหลายองค์ที่อัญเชิญมาจากลาวก็ไม่ใช่พระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง ดังนั้น อย่าเพิ่งรีบเชื่อหรือตีความว่าพระพุทธรูปอัญเชิญมาจากที่ไหน จะต้องเป็นพระพุทธรูปจากประเทศนั้นนะ

แต่ ๆๆ หลวงพ่อฉันสมอต่างจากพระเจ้า 28 พระองค์ในพระอุโบสถนะครับ เพราะไม่ได้เข้าชมหรือนมัสการได้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารจะมีมณฑปหลวงพ่อฉันสมออยู่ แต่หลวงพ่อฉันสมอองค์นั้นเป็นองค์จำลอง องค์จริงจะอัญเชิญออกมาให้คนกราบไหว้เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดอัปสรสวรรค์ : มณีที่ซ่อนอยู่ในชุมชนเก่า

ดังนั้น ถึงแม้ว่าวัดอัปสรสวรรค์จะเป็นวัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ตามสไตล์พระราชนิยมรัชกาลที่ 3 ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงก็ค่อนข้างโหลพอสมควร มีวัดที่คล้าย ๆ กันหลายวัด ทั้งในพระนคร ธนบุรี และต่างจังหวัด แต่ในความคล้ายของวัดรุ่นนี้ ในทุกวัดมักจะมีการออกแบบกิมมิกที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าบัน พระประธาน จิตรกรรม ฯลฯ ทำให้ถ้าเราดูดี ๆ การดูวัดเหล่านี้จะไม่มีทางจำเจแน่นอน

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดอัปสรสวรรค์ตั้งอยู่ค่อนข้างลึก ใครสนใจไปแนะนำให้ใช้รถส่วนตัวครับ แต่ถ้าจะนั่งรถเมล์ก็ได้เหมือนกัน โดยพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระเจ้า 28 พระองค์นั้นเปิดทุกวัน แถมยังไปชมวัดใกล้ ๆ ได้อีกหลายวัด ไม่ว่าจะเป็นวัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดขุนจันทร์ วัดนางชีโชตนาราม วัดนาคปรก ฯ

2. หากสนใจเรื่องหลวงพ่อฉันสมอ เท่าที่ทราบ ทางวัดอัปสรสวรรค์จะอัญเชิญออกมาช่วงสงกรานต์ของทุกปี แต่ถ้าอยากชมพระพุทธรูปปางฉันสมอองค์อื่น ๆ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีอยู่ในห้องรัตนโกสินทร์ ไปชมได้ หรือถ้าอยากจะไปชมในวัด ก็มีที่วัดนาคกลาง กรุงเทพฯ ครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load