17 มิถุนายน 2563
9 K

“ไฟสวยไหมครับ รอดไหม”

ภีม พูลผล ถามเราด้วยเสียงหัวเราะ ทันทีที่เราบอกว่าเคยไปคอนเสิร์ตที่เขาออกแบบไฟให้

เขาเป็น Lighting Designer นักออกแบบแสงให้งานบันเทิงและงานศิลปะ ตั้งแต่คอนเสิร์ต เฟสติวัล อีเวนต์ ไปจนถึง Art Installation โดยทำงานร่วมกับศิลปินหลายๆ แขนง และเป็นผู้ก่อตั้ง Saturate Designs ซึ่งเชื่อว่าไฟคือวิธีการสื่อสารสิ่งที่ศิลปินต้องการบอกสู่คนดูที่ง่ายที่สุด

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

คุณอาจไม่คุ้นหน้าเขา และอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อของเขาด้วยซ้ำ แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบไปคอนเสิร์ต คงต้องมีอย่างน้อยหนึ่งหรือสองงานของเขาที่คุณเคยเห็นอยู่บ้าง ทั้งดอกไม้บนจอ LED ในคอนเสิร์ตของ POLYCAT สายรุ้งในอิมแพ็คของคอนเสิร์ต POTATO หรือการจำลองตลาดปลาของวง Whal & Dolph ที่น่ารักมากๆ

ภีมเริ่มก้าวเข้ามาในวงการนี้ตั้งแต่จำความได้ เริ่มจากการติดตามพ่อที่ทำงานสายเดียวกัน ก่อนจะเริ่มมีส่วนร่วมช่วยพ่อทำงานบ้าง เขาเป็นคนคนหนึ่งที่รู้ตัวว่าอยากทำอะไรมาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่เขาสนใจและฝึกฝนมาตลอดจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับแสงและสี จนได้ไปเรียนต่อด้านนี้โดยเฉพาะ

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23
ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

นอกจากสามคอนเสิร์ตที่เล่าไปแล้วข้างต้น เขาคือเบื้องหลังของแสงไฟสวยๆ ในคอนเสิร์ตของศิลปินดังๆ หลายคน ทั้ง Scrubb, Bodyslam, The TOYS, Lomosonic, Penguin Villa, Better Weather เทศกาลดนตรีใหญ่ๆ อย่าง Maho Rasop Festival, CAT EXPO รวมถึง Big Mountain Music Festival ที่เริ่มจากการทำไฟให้วงวงเดียว เป็นออกแบบ 3 เวทีและ 5 เวทีในปีถัดๆ มา ภีมบอกว่าตัวเองได้ร่วมงานกับ 1 ใน 4 ของศิลปินที่เขาอยากทำงานด้วยไปแล้ว และไม่คิดจะทำแบบนี้ไปจนถึงอายุ 80 ต่อให้อยู่กับสิ่งนี้มาตั้งแต่เกิด เขาก็ยังมีเรื่องใหม่ๆ เรียนรู้อยู่ทุกวัน 

ในวัยแค่ 23 นับว่านี่คือพอร์ตโฟลิโอชั้นยอดที่นายจ้างคนไหนเห็นก็คงประทับใจ แต่ความสำเร็จในช่วงอายุยังน้อยก็ไม่ได้ทำให้เขาคิดว่าตัวเองเก่งกว่าใครเลย ตรงกันข้าม ภีมยอมรับข้อเสียในทุกงานที่ได้ทำอย่างภาคภูมิใจ เล่าให้ฟังด้วยความเข้าใจและอารมณ์ขัน ก่อนจะเปิดผลงานชิ้นถัดไปที่ได้แก้ไขข้อบกพร่องของงานชิ้นก่อนหน้าให้เราดู

Tech Geek ประจำโรงเรียน

ภีมเติบโตมาในครอบครัวที่ทำงานสายโปรดักชันมาตั้งแต่เขายังไม่เกิด เริ่มจากการที่พ่อเคยเป็นพนักงานของบริษัททำไฟประจำให้ BEC-Tero ส่วนแม่ก็ทำงานกับ BEC-Tero มาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งคู่มีประสบการณ์ทำโปรดักชันให้งานคอนเสิร์ตศิลปินต่างชาติชื่อดังอย่าง ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson) และ ฟิล คอลลินส์ (Phil Collins) ช่วงที่เขาเกิด ทั้งพ่อและแม่ก็ลากออกมาเปิดบริษัทโปรดักชันทำคอนเสิร์ตของตัวเอง

“ผมเกิดมาก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่แรก ถือว่าเป็นความโชคดีที่ได้ติดตามคุณพ่อตั้งแต่สองสามขวบไปดูคอนเสิร์ตตั้งแต่เล็กๆ ได้เห็นว่าโปรดักชันมันมีหลายแผนก หลายหน้าที่ ซึ่งผมสนุกกับ Lighting มากที่สุด เนื่องจากคุณพ่อเป็นคนทำไฟเอง และเราชอบเวลาที่กดปุ่มหนึ่งปุ่มมันสร้างอารมณ์คนดูได้หนึ่งมู้ด พอกดอีกปุ่มก็ทำให้คนกรี๊ดได้ เหมือนกับเราเป็นคนกำหนดโชว์ในมุมหนึ่ง เป็นเหมือนปากกาให้ศิลปินเล่าเรื่อง”

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

เขาบอกว่าชีวิตในวัยเด็กของตัวเองไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง (จริงๆ เขาใช้คำว่าแย่) ทุกวันศุกร์ เขาจะขอออกจากโรงเรียนตั้งแต่เที่ยง ให้พี่ในบริษัทพ่อกับแม่มารับไป 7 สีคอนเสิร์ต เพื่อดูพ่อทำไฟ กิจวัตรของเขาเป็นอย่างนั้นตั้งแต่อายุ 8 – 9 ขวบ จนช่วงประมาณประถมศึกษาปีที่ 5 เขาก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมทำไฟให้ 7 สีคอนเสิร์ต

“ตอนนั้นยังไม่เข้าใจเรื่องเทคนิค ไม่รู้ว่าไฟทำงานยังไง หรือต่อยังไง รู้แค่ว่าแต่ละท่อน ไฟทำหน้าที่อะไรบ้าง เช่น ท่อนร้องต้องกดปุ่มนี้ ท่อนโซโล่กดอีกปุ่มหนึ่ง พอสักพักคุณพ่อก็ให้ทำอะไรมากขึ้น เริ่มจากให้เรากดปุ่มเดียวทั้งงาน แต่ต้องกดให้ถูก ห้ามผิด แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มปุ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเด็กคนหนึ่งมันกดดันนะ แต่ก็สนุกมาก 

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23
ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“ตอนแรกพี่ที่ออฟฟิศเป็นคนโปรแกรมซีนไฟให้ เรากดปุ่มที่เขาโปรแกรมไว้แล้วอย่างเดียวทั้งโชว์ พอเวลาผ่านไปก็ยากขึ้นเรื่อยๆ ให้เราลองโปรแกรมเอง แล้วบอร์ดไฟที่ใช้มันใหญ่มาก มีปุ่มเป็นเจ็ดสิบปุ่ม เราไม่เคยทำ แต่ด้วยความชอบก็ไปขอร้องพี่ที่เป็นเจ้าของบริษัทให้เช่าอุปกรณ์ไฟว่า ผมขอยืมบอร์ดตัวนี้มาไว้ที่บ้านสักอาทิตย์หนึ่งได้ไหมครับ ช่วงนั้นก็รีบกลับบ้านมาเล่นบอร์ดไฟทุกวัน ในขณะที่เพื่อนไปร้านเกม ถ้าเทียบ Position ในโรงเรียนตอนนั้นคือเป็น Tech Geek เป็นคนเก่ง Final Cut คนเก่ง iMovie เป็นคนแรกที่ใช้คอมฯ Mac นำเทรนด์เรื่องเทคโนโลยีในห้อง”

หลังจากนั้น ภีมก็ได้ทำคอนเสิร์ตขนาด Thunder Dome หรือ Royal Paragon Hall แล้ว ตั้งแต่ยังไม่เข้ามัธยมปลายด้วยซ้ำ

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

ก้าวสำคัญ

พอเรียนจบ ม.3 ภีมตัดสินใจว่าอยากจะเรียนด้านนี้อย่างจริงจัง จึงมองหามหาวิทยาลัยต่างประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านนี้ เขาและครอบครัวเลือกเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เพราะเป็นเมืองที่ใกล้ประเทศไทยที่สุด แต่ก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัยที่โน่นได้ เขาต้องไปเรียนมัธยมปลายก่อน 2 ปี ซึ่งดูเหมือนเขาจะต้องห่างหายจากการทำ Lighting กับพ่อไปในช่วงระหว่างนั้น แต่ก็ไม่…

“ตอนแรกก็คิดว่าคงไม่ได้ทำไฟเลยช่วงที่ไปเรียนไฮสคูล แต่พลิกล็อก โรงเรียนที่ไปมีจัดละครเวทีทุกปี ตอนแรกๆ คนก็ไม่ค่อยเชื่อว่าเราจะทำได้เพราะเห็นเป็นเด็กเอเชีย พออยู่ไปเขาก็เริ่มเห็นความสามารถ ผ่านไปสักพักเราถึงกับขนไฟจากบ้านที่เมืองไทยไปออสเตรเลียไว้ให้โรงเรียนเช่า มันเลยเถิดมาก 

“ผมไม่เคยทำละครเวทีมาก่อน เอาจริงๆ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ก็เลยลองใช้สกิลล์จากการทำคอนเสิร์ตมาใส่ มีเวิร์กบ้าง ไม่เวิร์กบ้าง แต่พอทำไปปีสองปีก็เริ่มเรียนรู้แล้วว่า ละครเวทีมันต้องการความเป็นธรรมชาติมากกว่าความเปรี้ยงปร้าง ตูมตาม จะมากระโตกกระตากไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น การที่ไฟดวงหนึ่งจะหมุนไปหาคนคนนั้น มันต้องดับก่อนไปถึงตัวละคร A แล้วค่อยเปิด มันลากไปเลยไม่ได้ เพราะชีวิตจริงพระอาทิตย์มันไม่ได้หมุนมาหาเราแบบนั้น เหมือนกับเราจำลองไฟธรรมชาติอยู่”

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

หลังจบไฮสคูล ภีมเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัยชื่อ NIDA (National Institute of Dramatic Art) ซึ่งสอนทั้ง Production Design, Lighting, Acting ทำฉาก คอร์สที่เขาเรียนคือ Technical Theatre and Stage Management ซึ่งเป็นการสอนโปรดักชันทั้งหมด รวมถึงการทำแสงสีเสียง ข้อดีของมหาลัยฯ นี้คือมีโรงละคร 5 โรง ทุกปี NIDA จะมีละคร 3 ซีซั่น ทุกครั้งที่มีละคร นักศึกษาทั้งหมดต้องมาทำงานด้วยกัน 

“สองปีแรกที่เข้าไปเรียนเขาสอนแต่การทำละครเวที ซึ่งเป็นจุดที่เราโหว่ ตอนทำคอนเสิร์ตมีอะไรก็เปิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ขยับหมด แต่สายละครเวทีสอนให้รู้ว่า การเพิ่มไฟแค่ศูนย์หรือหนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็สร้างความแตกต่างของอารมณ์คนดูได้ สามปีที่ทำละครกับ NIDA มา เราเริ่มจาก Assistant Stage Manager ตำแหน่งที่ต่ำที่สุด ถึงดีไซเนอร์ ตำแหน่งที่สูงที่สุด มันทำให้เรารู้ว่าหัวใจของแต่ละตำแหน่งก็มีหน้าที่ที่สำคัญ เพื่อจะประกอบกันเป็นละครหนึ่งเรื่อง 

“ผมว่าตัวเองโชคดีที่ไม่ได้เรียนแต่ Lighting พอกลับมาทำงานจริงๆ มันทำให้เราเข้าใจทุกคนมากขึ้น เราจะรู้ว่าขั้นตอนนี้ เราต้องขอความช่วยเหลือจากใคร ต้องทำยังไงให้งานเราราบรื่นขึ้น”

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

ชื่อของ ‘ภีม พูลผล’

สมัยเรียน ภีมจะกลับมาไทยช่วงที่มีงานเทศกาลดนตรี Big Mountain เสมอ จนงานงานนั้นกลายเป็นคอนเสิร์ตที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปเลยเมื่อ บอล-ต่อพงศ์ จันทบุบผา หรือ บอล Scrubb ผู้เห็นภีมมาทำงานกับพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ชักชวนให้ไปทำไฟให้วง Scrubb ที่งาน Big Mountain Music Festival 7 เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเจอคนทำงานสายนี้มากขึ้นอย่าง โก อุเอดะ (Go Ueda) Lighting Designer ชาวญี่ปุ่น วอ-วรธร พีรพงศ์พรรณ และ ต้น-เรืองฤทธิ์ สันติสุข จาก ​DuckUnit พล หุยประเสริฐ เจ้าของบริษัท H.U.I. ชื่อของ ภีม พูลผล เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากขึ้น พอเรียนจบเขาจึงตัดสินใจกลับมาทำงานที่เมืองไทยทันที

ภีมมีโอกาสได้ทำงานมากมายหลังจากนั้น ยกตัวอย่างเช่น CAT EXPO, คอนเสิร์ต G19, POLYCAT, Potato, Bodyslam และ Big Mountain อีกหลายครั้ง หัวใจสำคัญของการทำงานนี้ที่เราสรุปได้จากการนั่งคุยกับภีมมี 2 ข้อคือ หนึ่ง ต้องถ่ายทอดความรู้สึกของศิลปินให้ดีที่สุด และสอง คนดูคือคนที่สำคัญที่สุด

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23
ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“ถ้าทำงานกับวงที่เพลงเขาสื่อสารออกมาง่าย เนื้อเพลงตรงไปตรงมาอย่าง Scrubb เราอาจจะสื่อสารด้วยแสง ด้วยสีอย่างเดียวได้ แต่ถ้าเนื้อเพลงยากหน่อยอย่างพี่เล็ก Greasy Cafe ก็อาจจะต้องมีกราฟิกมาช่วยให้คนดูเข้าใจง่ายขึ้น แต่ต้องอย่าลืมว่า สุดท้ายคนไม่ได้มาคอนเสิร์ตเพื่อดูไฟนะ คนซื้อบัตรมาดูพี่เล็ก มาดูพี่บอล พี่เมื่อย คอนเสิร์ตส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ให้ศิลปินได้แสดงออกในสิ่งที่เขาเล่นที่อื่นไม่ได้ สมมติพี่ตูน Bodyslam เล่นเพลงความหมายลึกมาก เกี่ยวกับชีวิต ถ้าเล่นในร้านเหล้า คนคุยกัน มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเล่นเพลงนั้นในที่แห่งนั้นได้ เขาเลยต้องมีคอนเสิร์ตเพื่อถ่ายทอดอารมณ์และสิ่งที่ตั้งใจจะสื่อจากเพลงนี้ได้อย่างที่ตั้งใจที่สุด 

“คอนเสิร์ตเป็นพื้นที่ของศิลปิน ไม่ใช่ของเรา เราเป็นคนซัพพอร์ตเขา ให้เขาเล่าเรื่องของตัวเองได้ดีขึ้น ระหว่างทำงานเราเลยพยายามสื่อสารกับศิลปินตลอดเวลา เพราะสุดท้ายเขาคือคนเขียนบทหนัง เราเป็นแค่คนทำหนังให้เขา เราต้องคุยกับเขาให้รู้ว่าถ้าคุณเล่นเพลงนี้ แสงและภาพข้างหลังคุณจะเป็นยังไง”

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

ผลงานที่สอนให้เก่งขึ้น

เราขอให้เขาเลือกงานที่ภาคภูมิใจ งานที่ชอบ งานที่สนุก งานที่เปลี่ยนชีวิตมา 5 – 6 งาน แต่เขาเลือกมา 10 และไม่ใช่เพราะทั้งสิบงานนั้นสมบูรณ์แบบทั้งหมด แต่เป็นงานที่มีข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ซ่อนอยู่เสมอ ซึ่งทำให้เขาเติบโตและเก่งขึ้นเรื่อยๆ

01 SCUBB Big Mountain Music Festival 9 (2017)

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“จริงๆ เราเคยทำวงนี้มาตั้งแต่ 7 สีคอนเสิร์ต แล้ว เป็นวงที่อยู่ในทุกช่วงชีวิต แต่ปีนั้นเป็นคอนเสิร์ตที่แตกต่างจากที่ผ่านๆ มาเพราะสี ผมชอบใช้คู่สี เราจะศึกษาวงก่อนว่าอาร์ตไดเรกชันของเขาเป็นยังไง อย่างอัลบั้มแรกๆ จะใช้สี Aqua กับสีเหลือง ช่วงร็อกจะเป็นสีส้มสีแดง ซึ่ง Scrubb จะมีความป๊อป ใช้สีเหลืองกับสีฟ้ามาตลอด เป็นป๊อปเรโทร ไม่ค่อยลงชมพูเท่าไหร่ จนมาอัลบั้มหลังๆ พวกเพลงรอยยิ้มที่เป็นเพลงรักที่มีความหวานขึ้น

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“งานนี้ผมใช้ไฟนีออนไปตั้งบนเวที เพราะเห็นคอนเสิร์ตต่างประเทศเขามี Lighting Installation เป็นของตัวเอง และเป็นครั้งแรกที่เราออกแบบไฟเพลงต่อเพลง ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เตรียมไว้เป็นชุด ชุดเพลงช้า ชุดเพลงเร็ว”

02 Klear / Palmy GENIE G19 (2018)

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“หลังจาก Big Mountain ครั้งแรก พี่พลก็ชวนไปทำสองงาน เป็นวง Klear กับปาล์มมี่ ผมก็ถามว่างานอะไร พี่พลบอกว่า ‘G19’ เดี๋ยว ราชมังฯ เลยเหรอพี่ งานนี้ใหญ่มากๆ เรื่องสีหลายๆ คนชม ส่วนเรื่องไดนามิกเราก็ยังไม่เก่งมาก คนดูยังไม่รู้สึกถึงไฟเราได้มากพอ เพราะเรียน Theatre มาด้วย มันเลยจะนิ่งๆ 

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“มันเปลี่ยนชีวิตมากนะ เรียนก็ยังไม่จบ เรียนเต็มเวลาด้วยนะ แล้ว NIDA ถ้าเป็นช่วงละครเรียนเก้าโมงเช้าถึงห้าทุ่ม บินไปบินมา เงินที่ได้มาก็ต้องเอาไปจ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน เหนื่อยนะ แต่เขาให้โอกาสแล้วก็ต้องลองเหนื่อยดูสักตั้ง”

03 SCRUBB 18+ (2018)

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23
ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“งานนี้ทำกับ DuckUnit เป็นงานฉาก เราเป็นคนออกแบบไฟ แต่ตอนนั้นยังไม่เข้าใจการดีไซน์ไฟให้ซัพพอร์ตฉากเท่าไหร่ รอบแรกไม่มีไฟไปส่องฉากเลย เราไม่ได้คิดถึงฉาก คิดแต่ว่าคนดูจะต้องเห็นไฟ แต่พอใกล้วันงาน พี่เขาก็สอนว่ามันต้องมีไฟส่องฉากด้วยนะ การที่จะเอาไปส่องฉากมันมีรายละเอียดนะ ต้องใช้ไฟยังไง ต้องใช้สีอะไร สิ่งที่พี่ต้น DuckUnit ทำคือการเอาสีทุกโทนที่ใช้ในฉากมาทาที่ไม้ แล้วเอาไฟแต่ละสีส่องดูว่าผลลัพธ์เป็นยังไง ฉากสีชมพูเจอไฟสีแดงจะกลายเป็นสีอะไร ปกติคอนเสิร์ตเขาจะปล่อยควันให้เห็นลำไฟ แต่พอมีฉาก สีไฟจะไปอยู่ที่ฉากมากกว่า ทำให้การย้อมฉากเป็นสิ่งสำคัญ”

04 Better Weather Better Together Concert (2019)

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23
ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“Betther Weather เป็นคอนเสิร์ตแรกที่ทำในนามบริษัท Saturate Designs ทำไฟด้วย ทำกราฟิกด้วย ได้ผันตัวจากคนออกแบบไฟอย่างเดียว เป็นการออกแบบทั้ง Lighting และซีน ซึ่งกราฟิกของเราทำออกมาเพื่อสนับสนุนไฟ งานนี้ทำให้รู้ว่าตัวเองยังไม่เก่งเรื่องซิงก์ไฟกับเพลงหรือกราฟิก เรายอมรับ”

05 PENGUIN VILLA WHY FLY? CONCERT (2019)

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“งานที่แล้วทำให้ได้รู้จักคนมากขึ้น เลยได้มาทำคอนเสิร์ตให้พี่เจ Penguin Villa (เจตมนต์ มละโยธา) งานนี้ก็ไฟเป็นหลัก กราฟิกเป็นรอง ช่วงแรกจะเป็นกราฟิกจ๋า พอหลังจากเพลง Acrophobia ผ้าจะร่วงลงมาเป็นแผงไฟขนาดใหญ่ที่เราซ่อนไว้อยู่ คนก็กรี๊ด

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“เราอยากลองทำงานบนผ้าสีขาวบ้าง เพราะส่วนใหญ่คอนเสิร์ตจะเล่นบนผ้าสีดำหมดเลย เพราะมันควบคุมแสงได้ง่ายกว่า แต่เราอยากรู้ว่าสีขาวจะไปได้ถึงไหน”

06 POLYCAT I Want You Concert (2019)

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23
ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“POLYCAT เป็นงานปล่อยของทุกอย่าง ปล่อยของจริงๆ วงน่ารักมาก เราตั้งใจจะทำ Time Code คือทำไฟซิงก์กับดนตรีร้อยเปอร์เซ็นต์ วิธีการทำงานคือ เราส่งนาฬิกาจากมือกลองมาหาหลอดไฟ แปลว่าไฟเราไม่ต้องกดเลย มือกลองเล่นปุ๊บ ไฟวิ่งเองทั้งโชว์ และเป็นงานแรกที่เอาจอ LED มาวางเป็นดีไซน์ที่มากกว่าแผงใหญ่ๆ ด้านหลังเหมือนงานทั่วไป เราเอาจอ LED มาทำเป็นแท่งปริซึม เพราะตีความจากคำว่า Poly ที่เป็นรูปหลายเหลี่ยม แล้ววงมีสามคนก็เลยมีสามแท่ง นี่เป็นงานของตัวเองงานแรกที่ออกสู่สายตาส่วนใหญ่เพราะเป็นงาน Lighting จริงๆ”

07 The TOYS Loy On Mars Concert (2019)

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23
ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“ผมชอบคาแรกเตอร์ The TOYS อยู่แล้ว เขาเป็นคนกวนแต่เท่ เลยคิดว่าน่าจะทำอะไรได้เยอะ คอนเซปต์คือ Loy on Mars ช่วยคิดกับพี่พล หุยประเสริฐ ก็ได้เวทีออกมาเป็นวงกลม อยากให้เขารู้สึกเหมือนกำลังลอยอยู่ในสเปซที่มีไฟมากมาย งานนี้ก็ภูมิใจมากๆ คนพูดต่อเยอะ ชีวิตนี้ไม่เคยทำเวทีวงกลมด้วย ได้เรียนรู้ว่ามันยาก เพราะปกติมีคานติดไฟความยาวสิบสองเมตร เวทีธรรมดาเราเอาไปสิบสองตัววางได้เลย แต่นี่เราต้องเฉลี่ยเป็นองศาแล้วมาคำนวณอีกที”

08 Whal & Dolph Fish Market Concert (2019)

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23
ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“งานนี้อาจจะไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงเท่าไหร่ แต่เป็นงานที่ทำให้เราเหมือนได้กลับบ้านละครเวทีอีกครั้ง ทำเป็นตลาดปลา มีฉาก ผมได้เอาเทคนิคการทำไฟแบบละครมาปัดฝุ่นใหม่ คือต้องย้อมฉากด้วย ต้องย้อมคนด้วย ต้องทำให้รู้สึกว่ามันเรียบๆ ในขณะเดียวก็ต้องเอาเทคนิคไฟคอนเสิร์ตมาผสมด้วย”

09 POTATO Magic Hours Concert (2019)

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23
ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“Magic Hours คือช่วงเวลาที่แสงจะสวยที่สุดของวัน เราเลยขายไปว่ามันคือปรากฏการณ์แสงจากหลายๆ ช่วงเวลามารวมกัน จะพูดถึงธรรมชาติเป็นหลัก เราเลยดีไซน์ไฟให้ต่างออกไป ปกติไฟจะอยู่แค่ที่เวที แต่พอเป็นปรากฏการณ์แสง เราคิดว่าคนดูก็ต้องได้รับสิ่งเดียวกันสิ เราเลยเอาไฟจำนวนเท่าๆ กับบนเวทีไปไว้กับคนดู เป็นร้อยๆ ดวงเลย คนดูเลยเหมือนได้อยู่ในโลกของ Potato แล้วก็มีเพลงที่วงเน้นชื่อ เธอคือเรื่องจริง ที่เราสร้างปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำในอิมแพ็ค แค่ซีนนี้น่าจะสามแสนบาท”

10 Bodyslam นับ 1 ถึง 7 คอนเสิร์ต (2020)

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23
ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

“พอเริ่มได้รับความไว้ใจก็เลยได้ทำไฟให้กับวง Bodyslam ซึ่งค่อนข้างยาก เพราะปกติเป็นคนฟังเพลงป๊อป คือฟังเพลงเขานะ แต่ไม่เคยทำเพลงร็อกแบบนี้ เลยได้ออกมาเป็นคอนเสิร์ต Bodyslam ที่ไม่ตูมตาม แต่เน้นที่ Design Concept ความยากอีกอย่างคือเขาเล่นทั้งหมดสี่สิบเพลง แล้วศิลปินต้องดูงานก่อนทั้งหมด เลยกลายเป็นงานที่ได้เรียนรู้เรื่องการแบ่งเวลาไปด้วย”

รางวัลที่ยิ่งใหญ่

“เหมือนเวลาเราจะไปปล้นร้านทอง มันลุ้น”

ภีมตอบเราด้วยเสียงหัวเราะเมื่อถามถึงความสุขในการดีไซน์แสงสีในคอนเสิร์ต

“ผมชอบตอนทำคอนเสิร์ตที่สุด ชอบเห็นไฟจริงๆ ที่หน้างานจริงๆ เพราะเรารู้สึกว่ามันจับต้องได้ มันคือของจริง ชอบเห็นการตอบรับของคนดู มันมีอะดรีนาลีนบางอย่าง เพลงสรรเสริญฯ จบปุ๊บ ไฟดับ คนกรี๊ดแน่นอน เอาละว่ะ จุดนั้นคือจุดตัดสินชีวิตว่าเราจะรอดบนเขียงในสองชั่วโมงข้างหน้าไหม ศิลปินร้องเพลงให้คนดู แต่คนดูมองไม่เห็นหน้าเขา มันก็คือหน้าที่เรา ผมชอบโมเมนต์ที่กำลังจะเริ่มที่สุดแล้ว มันเหมือนงานที่เราทำมาทั้งหมดจะมีคุณค่าก็ตอนนี้

“วงการนี้เปลี่ยนไปเยอะมาก เมื่อก่อนไม่มีอาชีพ Lighting Designer ที่แยกออกมาทำเดี่ยวๆ ดีไซเนอร์ทุกคนจะอยู่กับบริษัทเจ้าของไฟ สมมติแกรมมี่ไปเช่าไฟกับบริษัทหนึ่ง เขาก็จะมีคนเล่นไฟอยู่แล้ว เวลาจ่ายเงินก็รวมเป็นแพ็กเกจเดียวกัน มาวันนี้ ลูกค้ามาหาเราก่อน แล้วเราถึงค่อยไปหาบริษัทเช่าไฟ เราเป็นหน้าด่านก่อน เทคโนโลยีก็พัฒนาขึ้น เรา Previsualization ให้ศิลปินเห็นงานก่อนได้ แต่ก่อนศิลปินไม่เคยได้เห็นก่อนเลยนะ บางงานประตูจะเปิดแล้วเพิ่งเห็นว่าไฟเวทีเป็นสีฟ้า พอเป็นแบบนี้ทั้งศิลปินและค่ายก็เริ่มจะเห็นคุณค่าของงานดีไซน์มากขึ้น

“รางวัลของเราคือการที่คนดูรู้สึกไปพร้อมๆ กับไฟในแบบที่เราอยากให้เขารู้สึก สมมติท่อนนี้ไฟดับหมดเลย แล้วอยู่ดีๆ ปั้ง! คนกรี๊ด หรือหลังจากจบงานไปถ้าเห็นคนถ่ายรูปไฟในคอนเสิร์ตเยอะๆ ไฟสวยมาก โชคดีที่เรามีโซเชียลที่ทำให้เห็นฟีดแบ็กงานตัวเองได้ง่ายขึ้น เมื่อก่อนไม่รู้เลยจนกว่าค่ายจะทำดีวีดี เราต้องไปร้านโดเรมีที่สยามซื้อดีวีดีมาดู สำหรับเราฟีดแบ็กจากวงและคนดูสำคัญที่สุด สุดท้ายอาจจะเป็นคนดูด้วยซ้ำไป เพราะเราทำคอนเสิร์ตให้คนดูดู แม้มันจะเป็นความภาคภูมิใจของวง แต่คนดูก็คือส่วนที่สำคัญที่สุด”

ความฝันของภีมในฐานะ Lighting Designer คือการได้ทำไฟให้กับวงดนตรีที่เขาชื่นชอบอย่าง Phoenix, 1975, Tame Impala และวงไทยอย่าง TELEx TELEXs เขาบอกว่า Lighting ในคอนเสิร์ตคือเครื่องมือช่วยสื่อความหมายในใจศิลปินได้ เป็นสิ่งที่ถึงตัวคนดูได้ง่ายที่สุด และอาจจะเข้าใจง่ายที่สุดด้วยซ้ำ หน้าที่ของเขาคือการควบคุมว่าคนดูจะเห็นหรือไม่เห็นอะไร แต่สุดท้ายแล้วมันคือการออกแบบ มันคือการออกแบบประสบการณ์ใน 2 ชั่วโมงนั้น ซึ่งมากไปกว่าแค่ทำให้คนเห็นหน้าศิลปินแล้ว

ภีม พูลผล จากลูกมือช่วยพ่อจัดไฟใน 7 สีคอนเสิร์ต สู่ Lighting Designer คอนเสิร์ตดังในวัย 23

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ถ้าลองเข้าเว็บไซต์งานส่วนตัวของ ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ปี จะพบว่านิยามคำว่า ‘ภาพประกอบ’ ของเธอกว้าง ตั้งแต่ภาพวาด แอนิเมชัน ของเล่นไขลาน ตุ๊กตา ไปจนถึงพรม 

สำหรับลันลัน ภาพประกอบคือการสื่อสารโจทย์ผ่านศิลปะ จึงไม่จำเป็นต้องอยู่เฉพาะบนกระดาษสองมิติ ไม่ว่าจะรูปแบบไหน ถ้ามันทำหน้าที่เล่าเรื่องได้อย่างหมดจด ก็ถือเป็นภาพประกอบที่เยี่ยมยอดแล้ว

ในอีกแง่มุมหนึ่ง หลายครั้งลันลันก็ใช้ภาพประกอบมาเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองด้วยเช่นกัน เธอกล่าวถึงเรื่องที่เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเจอเอง ผ่านกลิ่นอายลายเส้นภาพนิทานสำหรับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการคิดฟุ้งซ่านจนนอนไม่หลับ ที่ใช้ปลาว่ายวนเป็นตัวแทนการคิดเวียนไปมาตอนตี 3 ตัวการ์ตูนสัตว์ประหลาดคล้ายหมาที่กินไม่หยุดในช่วงกักตัว หรือปัญหาในครัวอย่างถังข้าวที่โดนรุกรานจากผีเสื้อกลางคืน

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ความน่ารักในงานของลันลันโลดแล่นอยู่บนเวทีประกวดระดับโลกมาแล้วตั้งแต่ตอนเธอเรียนมัธยมปลาย งานของศิลปินวัยเยาว์ได้รับเลือกบนเวทีการประกวด Young Arts : Merit Award ค.ศ. 2014, 2015 และ 2016 โดยจัดแสดงผลงานที่ Disney Concert Hall ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา 

ช่วงมหาวิทยาลัย ลันลันเป็นศิลปินในรอบสุดท้ายเวที Arte Laguna Prize 2018 ได้จัดแสดงผลงานที่เวนิส ประเทศอิตาลี (ลันลันแอบกระซิบมาว่า ปีนี้งานของเธอได้รับเลือกอีกครั้ง) ปีถัดมา เธอเข้ารอบสุดท้ายเวที RWS Royal Watercolor Society 2019 ได้จัดแสดงงานที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ รวมถึงได้เป็นศิลปินรับเชิญจัดแสดงผลงานที่ IYN Gallery ณ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และเข้ารอบสุดท้ายบนเวที Society Of Illustration ค.ศ. 2020, Association of Illustration ค.ศ. 2020, Society Of Illustration West ค.ศ. 2021

ศิลปินมากฝีมือคนนี้ยังเคยร่วมงานกับ Oliver Chin บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Immedium ผู้แต่งหนังสือสำหรับเด็กมาแล้วกว่า 15 เล่ม รวมถึงเคยร่วมงานกับ Tom Kracauer และ Sean Hernandez ศิลปินผู้ทำงานผ่านหลากหลายสื่อและเทคนิค นอกจากนี้ เธอยังทำงานอาสาสมัครเป็นครูศิลปะจากผ้า (Fiber Art) ให้กับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษในมูลนิธิ Exceptional Children Foundation

ไม่ว่าคุณจะเคยรู้จักเธอมาก่อนหรือไม่ เราอยากชวนลันลันมาพูดคุยเรื่องการเติบโตไปพร้อมกับศิลปะ ที่พาความฝันการศิลปินจากประเทศไทยมายัง Interlochen Arts Academy โรงเรียนศิลปะที่รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา สู่ Rhode Island School of Design (RISD) มหาวิทยาลัยศิลปะซึ่งโด่งดังด้านการสอนศิลปะภาพประกอบ และอาชีพปัจจุบันในฐานะนักวาดภาพประกอบอิสระในลอสแอนเจลิส พร้อมคุยถึงที่มาของความหลากหลายทางเทคนิคที่เธอใช้ในงานศิลปะ ธรรมชาติอันเป็นแรงบันดาลใจมาตลอด อนาคตก้าวต่อไปที่ใฝ่ฝัน และกระแสในปัจจุบันอย่าง NFT หรือตลาดศิลปะดิจิทัล

มาเริ่มบทสนทนาที่จะทำให้เราอยากหยิบสิ่งใกล้ตัวมาประดิษฐ์งานศิลปะกันเถอะ 

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส
ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์ ทำภาพประกอบกับแอนิเมชันอยู่ แล้วก็ทำพรมขาย มีโปรเจกต์อยู่ในช่วงเซ็นสัญญา วาดภาพประกอบกับสำนักพิมพ์จากฝรั่งเศส เขากำลังจะทำหนังสือเกร็ดความรู้เรื่องสัตว์ต่างๆ ส่วนที่เราเข้าไปรับผิดชอบคือ หอยทาก

ทำไมภาพของลันลัน ส่วนใหญ่ถึงเป็นสัตว์กับธรรมชาติ

เราโตมากับธรรมชาติ ครอบครัวเราทุกคนชอบต้นไม้ ที่บ้านปลูกต้นไม้แนวป่าฝนเยอะมาก วิ่งเล่นในสวนของหมู่บ้าน ต้นไม้ก็เยอะ เรียนโรงเรียนรุ่งอรุณก็อยู่กับธรรมชาติ พอชีวิตล้อมรอบด้วยธรรมชาติ เลยได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวัน

ตอน ม.1 คุณพ่อคุณแม่พาไปดำน้ำ เราเห็นปลาเยอะๆ แล้วชอบมาก มันดูอิสระ สีสันสวย เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ชอบวาดปลา

พอทำงานจากสิ่งรอบตัวแบบนี้ ตอนย้ายมาเรียนมัธยมปลายที่มิชิแกน เลยเริ่มมีสัตว์อื่นมากขึ้นอย่างกวาง กระรอก ไม่ใช่แค่งูหรือปลา เพราะมันคือสัตว์ที่เห็นในโรงเรียน หรือต้นไม้ต่างๆ อย่างตอนนี้อยู่แอลเอ บรรยากาศรอบตัวเป็นทะเลทราย ก็มีกระบองเพชรหรือทิวทัศน์ทะเลทรายในภาพมากขึ้น มันเปลี่ยนไปตามสถานที่

แล้วสัตว์ประหลาดมาจากไหน

ตอนมัธยมปลาย เราเริ่มเอาสัตว์หลายๆ ชนิดมาผสมกัน พอวาดเยอะขึ้นก็เริ่มคิดว่า ทำไมเราไม่สร้างตัวประหลาดของเราขึ้นมาเอง จนเข้ามหาวิทยาลัยเลยเป็นสัตว์ที่ Abstract มากขึ้น 

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ขอย้อนกลับไปหน่อย ลันลันรู้ตัวว่าชอบและเริ่มวาดภาพตั้งแต่เมื่อไหร่

จำไม่ได้เลยว่าเริ่มตั้งแต่ตอนไหน (หัวเราะ) เพราะอนุบาลก็ชอบวาดและทำงานคราฟต์แล้ว วิชาศิลปะเป็นวิชาที่เราชอบและทำได้ดีที่สุด 

เราเรียนได้ศิลปะกับ ครูเล็ก (สุภาพร เจริญสุข) ตั้งแต่อนุบาลถึงจบมัธยมต้น มัธยมปลายมาเรียน Interlochen Arts Academy โรงเรียนศิลปะที่มิชิแกน สหรัฐอเมริกา ตอนนั้นติดเพื่อนไปลองเรียน ครูเล็กสอนศิลปะแบบไม่จำกัดอะไรเลย เช่น ถ้าเราสนใจเย็บผ้า ครูก็จะหาอุปกรณ์มาให้ เราอยากลองปั้นดิน ทำภาพพิมพ์ ครูก็หามาให้ ครูไม่ได้บังคับว่าอยู่ประถมต้องใช้แค่ดินสอสี อยากทำอะไรได้ทำหมด เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เราชอบทำงานศิลปะหลายๆ อย่าง ไม่ได้ติดอยู่กับแค่งานรูปแบบเดียว

งานศิลปะรูปแบบไหนที่ชอบทำเป็นพิเศษ

เราชอบทำงานกับผ้า จำได้ว่าตอน ป.6 คุณแม่ซื้อตุ๊กตาบลายธ์ (Blythe) มาให้แล้วเสื้อผ้ามันแพงมาก ครูเล็กเสนอว่ามาลองทำชุดตุ๊กตากันไหม เราได้ลองทำแล้วชอบมาก ทำชุดตุ๊กตาอยู่เป็นปีๆ ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ได้ทำงานผ้ามากที่สุดแล้ว 

พอ ม.ปลาย ที่โรงเรียนเน้นศิลปะ เลยได้ลองทำงานผ้าอย่างอื่นเพิ่มอีก ได้ทำประติมากรรมนุ่ม (Soft Sculpture หรือประติมากรรมที่ทำจากวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม) เรารู้สึกว่ามันเป็นเทคนิคที่เข้ากับสไตล์ที่ทำอยู่ เพราะอยากให้คนเห็นรูปเราแล้วมีความสุข พอมันมาเป็นอะไรนิ่มๆ จับแล้วก็ยิ่งมีความสุข เอามากอดได้ เอามาใช้ได้ บางทีใช้หลายเทคนิคมารวมกันก็มี ปักผ้า โครเชต์ ทำหมดเลย

ล่าสุดเห็นทำงานพรมด้วย 

ตอนแรกเลยเริ่มสนใจเทคนิคงานพรม เพราะรู้สึกว่ามันเหมือนรูปวาดนิ่มๆ และเป็นอะไรได้หลายอย่าง ทั้งเอาไว้แขวนบนผนังเป็นงานอาร์ต เอามาใช้เป็นพรม ทำเป็นเสื้อผ้า หรือทำเป็นกระเป๋า ช่วงที่ โควิด-19 เข้ามา คนก็สนใจพวกตกแต่งบ้านกันเยอะขึ้นมากๆ เพราะส่วนใหญ่ต้อง Work from Home เมื่อเราเอาพรมลายน่ารักๆ แปลกๆ มาใช้ มันช่วยให้บ้านมีสีสันขึ้น ดูสนุกขึ้น

หลายครั้งเรารู้สึกว่าศิลปะมันจับต้องไม่ได้ แต่เราอยากให้ศิลปะอยู่ร่วมกับชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่ต้องไป Museum อย่างเดียว พอเป็นพรมเลยตอบโจทย์ตรงนี้ทั้งหมด

มาสนใจงานภาพประกอบตอนไหน

ตอนเข้ามหาวิทยาลัยปีแรกที่ Rhode Island School of Design (RISD) เรายังไม่ต้องเลือกเอก เลยเป็นโอกาสได้ลองทำงานหลายๆ รูปแบบ เช่น Coding ทำงานศิลปะด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งเราพบว่าตัวเองชอบวิชา Illustration (ภาพประกอบ) แล้วครูบอกยังว่า “จริงๆ การทำงานภาพประกอบมันไม่ได้ตายตัวแค่ภาพวาดนะ แค่เราสื่อสารหัวข้อออกมาได้ด้วยศิลปะ ก็ถือเป็นภาพประกอบแล้ว” เลยเลือกเรียนเอกนี้

งานภาพประกอบเข้ากับเราที่ไม่ตายตัวด้านเทคนิค อีกอย่างคือเราชอบทำงานตามโจทย์ สำหรับเรา การนั่งคิดตามโจทย์มันสนุกที่ว่าจะเสนอภาพออกไปอย่างไรดีให้เป็นสไตล์เรา และตอบโจทย์ที่ได้มาไปในเวลาเดียวกัน

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

จากการเรียนศิลปะที่อเมริกาตอน ม.ปลาย กับมหาวิทยาลัย ลันลันคิดว่าการสอนศิลปะที่ไทยกับอเมริกาแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

จำได้ว่าช่วงก่อนย้ายไปอเมริกา เห็นเพื่อนที่ไทยหลายคนอยากเรียนศิลปะ ต้องไปติววาดภาพเหมือน (Still Life Drawing และ Portrait Drawing) ตอนแรกที่ไปเราก็แอบกังวลเหมือนกัน ว่าพื้นฐานจะพอหรือเปล่าเพราะไม่ได้ติวไป 

แต่พอไปถึง กลายเป็นว่าครูที่อเมริกาไม่อินกับภาพเหมือนเลย ครูบอกว่าภาพเหมือนมันฝึกกันได้ แต่คอนเซ็ปต์กับเรื่องราวของรูปสำคัญกว่า เขาบอกอีกว่า ถ้าว่าต้องวาดภาพให้เหมือนของจริง เราก็จะไม่ลองเทคนิคใหม่ๆ งานก็จะซ้ำๆ อยู่แบบเดิม 

ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอเมริกา ไม่ได้ให้วาดภาพเหมือนแบบในไทย แต่ให้เราส่งงานอะไรที่คิดว่าแข็งแรงที่สุด จะเป็นศิลปะนามธรรม งานปั้น งานเย็บ อะไรได้หมดเลย ตอนเข้าไปเรียน ถ้าไม่ใช่วิชาวาดภาพเหมือน ครูก็จะไม่มาติเรื่องเทคนิค ความเหมือน หรือความสวย แต่จะให้ความเห็นว่างานของเรามันตอบโจทย์แค่ไหน และให้แนะนำว่าอะไรที่ปรับแล้ว งานจะสื่อสารได้ดีขึ้น 

แล้วการประกอบอาชีพศิลปินล่ะ ลันลันคิดว่าที่อเมริกามีอะไรที่ไม่เหมือนกันบ้าง

เรารู้สึกว่าคนที่นี่ให้ค่ากับงานศิลปะมาก เพราะเวลาศิลปินขายงาน เราจะคิดเป็นชั่วโมงว่างานชิ้นนี้ใช้เวลาทำกี่ชั่วโมงแล้วก็คูณไป เช่น ปกติคิดกันชั่วโมงละหกร้อยบาท อาจดูแพง แต่ว่าค่ากินอยู่ที่นี่ก็แพงมากเหมือนกัน คิดชั่วโมงเสร็จก็บวกค่าอุปกรณ์เข้าไปอีก จำได้ว่าเราเคยเห็นเพจประมูลงานศิลปะของไทย เขาตั้งราคาเริ่มต้นต่ำมาก จนเรางงว่า โห เขาใช้เวลาทำไปตั้งกี่ชั่วโมง ทำไมถึงขายถูกขนาดนี้

อีกอย่างที่รู้สึกคือ ที่อเมริกามีงานด้านศิลปะหลากหลายมาก มีหลายสายงานเราไม่ค่อยได้เห็นในไทย มันเปิดกว้างมากเลย

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

เปิดกว้างขนาดนี้ มีอะไรที่อยากลองทำอีกไหม และวางอนาคตตัวเองไว้อย่างไร

ถ้าไม่สนใจเรื่องเงินเลย อยากเปิดสตูดิโอกับเพื่อน ขายของทำมือให้จริงจังมากขึ้น เป็นสตูดิโอประหลาดๆ ขายแต่ของที่คนไม่ค่อยซื้อกัน (หัวเราะ)

และคิดมาสักพักแล้วว่าอยากทำงานกับ Stop Motion Studio (แอนิเมชันที่ทำโดยการถ่ายทีละภาพแล้วนำมาต่อกัน) ที่นี่มีบริษัททำ Stop Motion ให้โฆษณาโดยเฉพาะ ซึ่งเราเคยคุยแล้วเขาบอกว่า บริษัทต้องการศิลปินที่ทำได้หลายเทคนิค เพราะวิดีโอ Stop Motion แต่ละตัวไม่ได้ใช้เทคนิคเดียวเสมอไป ใช้ไม้ ผ้า กระดาษ ดิน หลายๆ อย่าง เราเองก็ชอบสร้างนู่นนี่จากของหลายๆ อย่างอยู่แล้ว เลยอยากลอง น่าสนุกดี

ไม่สนใจขายงานศิลปะทาง NFT (ตลาดศิลปะดิจิทัล) เหรอ

ตอนแรกก็สนใจนะ เห็นศิลปินหลายคนเริ่มเข้ามาขาย NFT และทำเงินได้จากตรงนี้ แต่พอเราหาข้อมูลเพิ่มไปเรื่อยๆ ก็พบว่าการเอารูปขึ้นระบบ NFT หนึ่งรูปมันใช้ทรัพยากรและพลังงานเยอะมาก ทำให้ตอนนี้เรายังไม่ขายผลงานทาง NFT รอดูก่อนว่า ในอนาคตตลาด NFT จะมีมาตรการแบบไหน ในการปรับตัวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

เราเห็นลันลันเลือกวาดภาพด้วยมือหรือทำงานประดิษฐ์ มากกว่าดิจิทัลอาร์ต (ศิลปะดิจิทัลที่วาดด้วยคอมพิวเตอร์) มันให้ความรู้สึกต่างกันอย่างไร

เราชอบการทำงานศิลปะที่นั่งจับ นั่งใช้เวลากับวัสดุ เพราะได้รู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งที่ทำผ่านร่างกาย เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม เลยเป็นเหตุผลที่เรารู้สึกผูกพันกับงานทุกชิ้น

เราก็ทำดิจิทัลอาร์ตบ้างนะ แต่จะมีลายเส้นคล้ายทำมืออยู่ดี ไม่ได้ดูดิจิทัลอาร์ตแบบแฟลช สีสด เส้นคม เท่าดิจิทัลอาร์ตส่วนใหญ่ในเทรนด์ตอนนี้ เคยลองทำแบบนั้นแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ชอบ ไม่ใช่ตัวเรา

ลันลันมีวิธีสร้างโอกาสให้ตัวเองอย่างไร ถึงได้ไปจัดแสดงงานหลายประเทศทั่วโลก

ต้องยกเครดิตให้คุณแม่ เขาคอยผลักดันให้เราส่งงานเข้าประกวด เพื่อสร้างพอร์ตโฟลิโอให้ตัวเอง เราอยู่อเมริกา โอกาสมันยากมาก คนมีความสามารถก็เยอะ คุณแม่เลยสนับสนุนให้ลองส่งประกวดตั้งแต่ ม.ปลาย ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยมั่นใจในงานของตัวเอง เพราะลายเส้นเราดูเด็ก ไม่ใช่แนววิจิตรศิลป์แบบที่คนอื่นส่งประกวด แต่พอได้ส่งจริงๆ ถึงรู้ว่ามันก็มีเวทีประกวดที่เหมาะกับงานสไตล์เรา

มีครั้งไหนที่เกิดคาดบ้างไหม

Arte Laguna Prize ที่ได้ไปจัดแสดงที่อิตาลี เราคิดว่าเขาไม่น่าจะชอบงานเรา เพราะคนอื่นคือยิ่งใหญ่ เช่น งานศิลปะนามธรรมขนาด 3 x 3 เมตร ส่วนของเราเป็น Artist Book (หนังสือที่เน้นการเล่าเรื่องเชิงทัศนศิลป์) เกี่ยวกับตัวละครซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากเห็ดชนิดต่างๆ วางเล็กจิ๋วอยู่มุมหนึ่งของนิทรรศการ ตกใจมากตอนได้เข้ารอบสุดท้ายครั้งแรก (หัวเราะ) พอปีนี้ได้เข้ารอบสุดท้ายอีกครั้ง ตกใจที่สุดเลย!

สุดท้ายแล้ว เล่าถึงผลงานที่มีความหมายต่อชีวิตให้ฟังสัก 5 ชิ้นได้ไหม

ได้เลยค่ะ

01 Night Thoughts

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

Night Thoughts เป็นงานที่ทำในชั้นเรียน Animalia คือ ทำงานภาพประกอบที่เกี่ยวกับสัตว์ หรือใช้สัตว์มาเป็นองค์ประกอบ เราเลยเลือกปลาบาราคูด้า (Barracuda) ที่ว่ายเป็นทอร์นาโด เพราะเราชอบลักษณะการเคลื่อนไหวนี้มาก คิดว่ามันคล้ายตอนเรานอนไม่หลับ เวลาที่มีความคิดเข้ามาในหัวเยอะๆ ฟุ้งซ่าน วนไปเรื่อยๆ ซึ่งพอเป็นภาพนิ่ง มันอาจไม่เห็นความวุ่นวายหมุนวนของปลา เลยทำเป็นแอนิเมชัน ชิ้นนี้ได้ 3 รางวัล คือเข้ารอบสุดท้ายเวที Arte Laguna Prize ครั้งล่าสุด แล้วก็ได้เข้ารอบสุดท้ายเวที Society Of Illustration West และที่สี่ Society Of Illustration 

02 Quarantine Planet

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

งานนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากช่วงโควิด-19 เพราะเดือนแรกๆ ที่ระบาด ทุกคนต้องกักตัวอยู่บ้าน เป็นประสบการณ์ใหม่มาก ไม่มีใครเคยอยู่บ้านทั้งวันทั้งคืนมาก่อน งานนี้เลยเป็นการเล่าเหตุการณ์ว่า การติดอยู่ในบ้านเราทำอะไรบ้าง ใช้สัตว์ประหลาดมาแทนตัวเรา ส่วนบ้านเป็นดาวเคราะห์ที่สัตว์ประหลาดต้องมาติดอยู่ 

ภาพแรก คือกองเสื้อผ้าที่เราขี้เกียจเก็บ ตอนนั้นเพิ่งย้ายไปอยู่บ้านคุณอาที่โอไฮโอ พอเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าก็ไม่ได้จัด กองอยู่แบบนั้น 

ภาพที่สอง คือการที่เราอยู่บ้านแล้วกินทั้งวัน เปิดตู้เย็นกินไม่หยุด 

ภาพที่สาม คือประชุมออนไลน์กับสัตว์ประหลาดจากดาวเคราะห์อื่นๆ ที่ต้องติดอยู่บ้านเหมือนกัน 

ภาพที่สี่ คืออยู่บ้านดูทีวี กดเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ 

ภาพสุดท้าย คือการที่เราใช้เวลาผ่อนคลายในห้องน้ำเยอะมาก 

03 Moth

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีที่สี่ เราย้ายไปอยู่ห้องพักใหม่กับเพื่อน แล้วมีถังข้าวสาร ปิดฝาไว้อย่างแน่นหนา อยู่ดีๆ วันหนึ่งก็มีผีเสื้อกลางคืนไปสร้างรังอยู่ข้างใน ทำให้ถังนั้นใช้ไม่ได้อีกเลย เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าผีเสื้อกลางคืนเข้าไปอยู่เพื่อกินข้าวสารได้ ตกใจมาก เลยเอาเหตุการณ์นั้นมาทำงาน Artist Book

เราเขียนเป็นกลอนไฮกุเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

Moth are flying around

Seeking roving then landed

On my precious rice 

แปลประมาณว่า ผีเสื้อกลางคืนมันบินไปมา แล้วร่อนลงมาอยู่บนข้าวที่แสนมีค่าของฉัน ใน Artist Book เป็นภาพตุ๊กตาผีเสื้อกลางคืนที่เราเย็บขึ้นมา ที่ตรงกลางตัวติดกระดุมเล็กๆ กับกล่องข้าว แล้วก็ปักกลอนไฮกุที่เราเขียนไว้ที่ปีก

04 พรมงู

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

พรมชิ้นนี้มาจากภาพประกอบที่เคยทำ มีที่มาจากเรื่องราวตอนเด็ก เวลาไปวิ่งเล่นในหมู่บ้าน ได้ยินกลุ่มพี่แม่บ้านคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านบ่อยๆ ว่ามีไอ้เหลือมมากินแมวทั้งตัว เพราะหมู่บ้านป่ารกมาก งูเยอะ พอมาเป็นภาพ เลยอยากให้เห็นว่ามีแมว มีไก่ หรือหมา อยู่ในงูทั้งตัว แล้วเวลาไปคุยกับเพื่อนหรือครูที่อเมริกา ทุกคนจะตกใจมากว่าที่บ้านเรามีงูตัวใหญ่ขนาดนี้เลยหรอ

05 Dancing Sardine

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

Dancing Sardine เป็นปลากระป๋องของเล่นไขลาน เราทำงานชิ้นนี้ขึ้นมาในชั้นเรียนทำของเล่น เรามองสิ่งรอบตัวว่าใช้ทำประโยชน์อื่นๆ อะไรได้บ้าง ซึ่งตอนนั้นกินปลากระป๋องเยอะมาก และชอบรูปร่างของกระป๋อง เลยคิดไปว่าน่าสนุกดีถ้าเอามาทำของเล่น เพราะมันอันเล็กๆ และเป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อมโยงได้ ของเล่นไขลานเป็นปลามานั่งเต้นบนกระป๋องปลากระป๋องจึงเกิดขึ้น ปกติถ้าเป็นงาน 3D ชิ้นอื่น เราจะลงสี แต่งานนี้ไม่ลง คงเนื้อและความวาวของอะลูมิเนียมไว้ เพราะมันเป็นเอกลักษณ์ของวัสดุ

ภาพ : ด้วยรัก ผดุงวิเชียร

Writer

ภาสินี ประมูลวงศ์

เตยเป็นนักอ่าน รื้อค้น และเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ มีความสนใจเป็นพิเศษด้านศิลปะกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่ชอบคือหนังสือและพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ไม่ชอบคือเสียงดัง ปัจจุบันเตยทำเพจชื่อ Artteller และพยายามเขียนหนังสืออยู่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load