15 ปีก่อน คุณน่าจะเคยรู้จัก แพร-พิมพ์ลดา ไชยปรีชาวิทย์ ในฐานะพิธีกรบนจอแก้วผ่านรายการวัยรุ่นที่ฮอตฮิตสุดแห่งยุค อย่าง Strawberry Cheesecake

จากนั้นเราเห็นหน้าเห็นตาเธอมาเรื่อยๆ ทั้งจากงานพิธีกรและนักแสดงหลายบทบาท

จนล่าสุด เธอทำเพจของตัวเอง ทำยูทูบแชนแนล PEAR is hungry ที่ใส่คำอธิบายเอาไว้ว่า ‘อาหารจะทำให้เรารักกันมากขึ้น’

เธอชอบทำอาหาร ชอบเดินทาง ชอบทดลองและลงมือทำอะไรๆ ด้วยตัวเอง นี่เลยเป็นส่วนผสมของบทบาท ‘นักเล่าเรื่องอาหาร’ ที่เธอเป็นล่าสุด

ท่าทีที่เธอออกสื่อเป็นเช่นไร ตัวตนในบ้านของหญิงสาวผู้สร้างความหิวที่เราเห็นวันนี้ไม่มีอะไรต่าง เธอยังคงสดใส คุยสนุก จะมีเรื่องเซอร์ไพรส์ก็แต่เธอเป็นนักเรียนรู้กับทุกอย่าง (ถ้าคุณลองนับจะพบว่าเธอพูดคำว่าเรียนรู้เกิน 20 ครั้ง) และเป็นคนคิดมากกว่าที่เราคิด

เรามาถึงก่อนเวลานัดหมายเล็กน้อย ก้าวเท้าเข้าประตูบ้าน แซมมี่ สมาชิกสี่ขาแสนซนพันธุ์บอสตันเทอร์เรียร์ ของ ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ผู้เป็นน้องสาว รีบวิ่งมาทักทายด้วยการทำจมูกฟุดฟิด ก่อนกระโดดขึ้นบนตักราวกับคุ้นเคยกันมานาน

ส่วนเจ้าบ้าน เมื่อเห็นเจ้าหมาช่วยรับแขก เธอก็ผละไปเปิดตู้เย็น หยิบวัตถุดิบง่ายๆ มาเตรียมทำเมนูยามบ่ายต้อนรับ เธอว่าใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

Toast Grilled Cheese ในจานหมดลง บทสนทนาเพื่อเรียนรู้ชีวิตในบ้านของคนตรงหน้าจึงเริ่มต้นขึ้น

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

การทำบ้านคือการเรียนรู้คนในบ้าน

ตึกแถวขนาด 3 ชั้น คือบ้านที่บรรจุชีวิตของครอบครัวไชยปรีชาวิทย์ แพรมีพี่น้อง 6 คน แม้ไม่ใช่บ้านที่อยู่มาแต่เกิด แต่เป็นบ้านที่โตมากับเธอ หลังครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในช่วงที่แพรเรียนมหาวิทยาลัย (เธอว่าอย่าไปนับอายุเชียว)

แปลนบ้านเรียบง่าย สำเร็จรูป ชั้นล่างเป็นห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว และครัวที่เจ้าตัวขอแบ่งพื้นที่เป็นห้องอัด พร้อมห้องคลังแสงเก็บวัตถุดิบปรุงอาหาร

ส่วนชั้นบนเป็นพื้นที่ส่วนตัวของสมาชิกทั้ง 8

แพรเริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า บ้านหลังนี้ตกแต่งด้วยฝีมือเธอ ในวัยที่ยังไม่รู้จักสไตล์ที่ชอบ ในวันที่ห่างไกลความรู้ด้านดีไซน์ แม่ชวนไปเลือกกระเบื้องก็จิ้มๆ เอาสีขาวไว้ก่อน เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่มาจากบ้านเก่า แพรเล่าแบบติดตลกว่า ไม่ค่อยมีอะไรที่เข้ากันสักอย่าง ประตูห้องแต่ละคนยังไม่เหมือนกันด้วยซ้ำ เพราะพ่อกับแม่ปล่อยให้ลูกๆ ออกแบบพื้นที่ของตัวเอง ตรงไหนที่เป็นส่วนรวมจึงถามความคิดเห็นทุกคนและเลือกที่ฟังก์ชันเอาไว้ก่อน

อยู่มาวันหนึ่ง เธอเกิดอยากทำบ้านใหม่ ครั้งแรกลงทุนให้อินทีเรียดีไซเนอร์วาดบ้านในฝันอย่างดี แต่เจ้าของบ้านสูงวัยไม่แอพพรูฟจึงต้องพับโครงการ ครั้งที่สองเกิดจากการเรียนรู้ว่าถ้ารื้อทั้งหมดแม่ไม่ยอมแน่ ด้วยเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ก็ต้องพยายามให้เขามีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็น แม้แม่จะเริ่มคล้อยตามบ้างแล้ว แต่ในอีกมุม เมื่อของทุกอย่างยังไม่พัง ไฉนต้องทุบแล้วทำใหม่กันด้วยเล่า

นั่นเลยทำให้แพรได้เรียนรู้เรื่องการประนีประนอมอย่างเต็มขั้น

“เราแยกเป็นสองเรื่อง เรื่องการทำบ้านกับการทำห้อง การทำบ้านเป็นการเรียนรู้คนในบ้านว่าพื้นที่ไหนเป็นของใคร และจะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างสบายใจ ส่วนทำห้องคือเรียนรู้ตัวเราเอง”

อย่างที่เล่าไปตอนต้นว่าเธอแบ่งครัวเป็นสตูดิโอเล็กๆ ในการอัดคลิปโฮมเมด ครั้นจะเปลี่ยนพื้นที่ทั้งหมด มองเห็นความเป็นไปได้ยาก เธอตัดสินใจลองอีกครั้งด้วยการทำเป็นมุมๆ 

“จริงๆ แม่เราเป็นคนเปิดมากนะ ไม่ได้ปิดกั้นทุกอย่างแบบคนหัวโบราณ เราว่ามันเป็นการเรียนรู้การบาลานซ์พื้นที่ของเขา สร้างความเชื่อใจแบบค่อยๆ ไล่ระดับ และเขาก็รู้สึกว่าที่แพรทำมันโอเค จน ณ ตอนนี้เราทำอะไรให้กับบ้านก็ได้”

มุมแรกเริ่มจากฟังก์ชัน ติดชั้นวางของไม้ที่แพรลงมือต่อเอง นำอุปกรณ์ทำครัวเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ และย้ายเครื่องกรองน้ำลงไปไว้ในตู้ด้านล่าง พร้อมติดที่ห้อยเรียงกระทะเป็นชั้นๆ

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

ส่วนมุมหน้าต่างครัว เริ่มขยับไปที่การซ่อมแซมและเสริมความสวยงาม

ดีลที่สองสำเร็จ! เธอโน้มน้าวจนเอาเหล็กดัดออกไปได้

“ถ้าใครรู้จักแม่เราจริงๆ จะรู้ว่าเขาเป็นคนห่วงความปลอดภัยมาก เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน มานอนบ้านยังขำอยู่จนทุกวันนี้ว่า แม่เราล็อกสามชั้น ล็อกประตูข้างหน้าที่เป็นกรงสีขาว ล็อกประตูกระจก แล้วล็อกประตูนอกอีก การเอาลูกกรงออกเลยเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก แต่เขายอมฟังเรา เพราะเห็นแล้วว่ามุมหนึ่งสองสามสี่มันรอด มันดี ” แพรเล่าอย่างติดตลก ก่อนชวนให้ชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่างที่อยู่สูงจากคลองระบายน้ำในระยะเอื้อมไม่ถึง

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

การทำห้องคือการเรียนรู้ตัวเอง

จากชั้นล่าง เราขอเดินตามแพรขึ้นบันไดไปยังชั้น 3 ห้องนอนและห้องทำงานสีเหลืองสดซึ่งไม่ได้เพิ่งทาใหม่ แต่เธอเลือกสีนี้มาก่อนกาล ในยุคที่ช่างงงว่าทำไมถึงเอาสีทาภายนอกมาทาภายใน 

เดินผ่านห้องนอนสีหวานที่บนชั้นเต็มไปด้วยหนังสือการ์ตูนเล่มโปรด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เช่น ไอ้หนูซูชิ, จอมโหดกระทะเหล็ก, เซียนบะหมี่สีรุ้ง, ยอดกุ๊กแดนมังกร, ยุทธภูมิกระเพาะเหล็ก โดยเล่มที่เปลี่ยนโลกให้กับแม่ครัวตัวจิ๋วเลยคือ โซ้ยแหลก ที่แพรเคยหยิบสูตรซูชิทอดจากในนั้นไปทำจริงมาแล้ว

ส่วนเตียงนอนวินเทจตรงข้าม ไม่รู้ว่าน่ารักเพราะดีไซน์บวกสีเหลืองนวลเข้ากันดีกับผนัง หรือเรื่องที่เล่าว่าเป็นเตียงเก่าของพ่อแม่ซึ่งใช้ตอนแต่งงาน ก่อนส่งต่อให้อาม่า และตกทอดมาถึงเธอหรือเปล่า

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

ห้องทำงานแต่ละมุมประดับประดาด้วยข้าวของที่ชอบทั้งเฟอร์นิเจอร์เก่า งานหวาย รูปภาพ สารพัดสิ่งเล็กสิ่งน้อย และมีเรื่องราวซ่อนอยู่ทุกชิ้น 

“ห้องนี้บ่งบอกความเป็นตัวเรามากที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่ต้องประนีประนอมกับใคร อยากเอาอะไรมาใส่ก็ใส่ไปเลย แต่ละมุมเรามองเรื่องดีไซน์กับฟังก์ชันไปในทิศทางเดียวกัน แต่เราเปลี่ยนเลย์เอาต์ห้องบ่อยมากนะ นี่น่าจะเป็นเวอร์ชันที่เจ็ดหรือแปดแล้ว” เธอพาเดินรอบๆ ก่อนค่อยๆ เล่าแต่ถึงละมุม

“เราชอบรายละเอียดของของเก่า แล้วชอบ DIY เอง อย่างกระจกบ้านนี้ตั้งแต่สมัยประถม เคยอยู่ในห้องนอนคนงานมาก่อน ตู้ไม้ที่เป็นช่องๆ นี้ ให้ทายว่ามันคืออะไร” เธอชี้ไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง

เราไล่ตั้งแต่ตู้เก็บเอกสาร ช่องใส่ยาโต๊ะเก็บไวน์ แต่ไม่ถูกสักอย่าง ยกมือยอมแพ้ดีกว่า

“มันคือที่เก็บรองเท้าเด็ก” นักประดิษฐ์เฉลย

“ไปซื้อมาจากร้านเฟอร์นิเจอร์ขายของเด็ก ลดราคา ก่อนหน้านี้เอามาใช้หลายอย่างมาก เป็นชั้นวางหนังสือ พอหนังสือมากขึ้นเริ่มไม่พอ ก็เลยเปลี่ยน เป็นโต๊ะเครื่องแป้ง หน้าบานที่ปิดอยู่ คือแผ่นกั้นให้เป็นสองชั้น เพื่อให้วางได้สองคู่ เราก็ดึงออก” 

ถัดไปเป็นมุมโต๊ะทำงาน ซึ่งมีสองมุม มุมหลักที่ใช้งานบ่อยเป็นโต๊ะนั่งพื้น และมีอุปกรณ์ข้างกายอย่างอุปกรณ์วาดรูป เครื่องเขียน ข้างกันมีตู้เก็บอุปกรณ์ทำงานศิลปะ ส่วนโต๊ะนั่งอยู่ติดริมหน้าต่าง บนโต๊ะมีสารพัดหินสะสมจากหลากหลายที่ วันไหนก็หยิบมาล้างน้ำจนใสสะอาด เพื่อเรียกพลังงานเพิ่ม (แต่แพรแอบกระซิบว่าไม่ได้มู จริงๆ นะ)

“เราวาดรูปบำบัดตัวเองจากความเครียด เพราะเป็นคนที่คิดเยอะมาก อาจารย์สอนวาดรูปคนแรกของเราคือ ฮ่องเต้ (กนต์ธร เตโชฬาร) สอนแค่ชั่วโมงเดียว ก็ให้เราลองวาดคอนทัวร์เลย เป็นการวาดเส้นต่อกันห้ามยก และบอกให้ฝึกวาดทุกวันไปเรื่อยๆ ซึ่งช่วงนั้นเราวาดทุกวันจริงๆ นะ หลานมาก็ชวนหลานวาดรูป”

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

อีกฝั่งผนังเป็นโซนรูปภาพที่แฟนคลับทำให้และของกระจุกกระจิกที่เก็บไว้เพราะมีเรื่องเล่า อาทิ ช่อดอกไม้ที่เพื่อนให้มา สารพัดภาพสัตว์ที่ประดับงานแต่งก้อย-ตูน ลังไม้ที่เก็บมาจากข้างทางรถไฟในญี่ปุ่น ตู้จากออฟฟิศเก่า และผ้าพิมพ์ส่วนผสมของ Traditional Yorkshire ที่ซื้อจากตลาดในเมืองยอร์ก ประเทศอังกฤษ ซึ่งไปโร้ดทริปกับ ว่านไฉ (อคิร วงษ์เซ็ง) อาสาพาไปหลง จนเป็นต้นกำเนิดของ PEAR is hungry

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้
บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

ด้านนอกระเบียง เธอแบ่งพื้นที่ไว้ปลูกต้นไม้และทดลองปลูกผัก เพื่อดูว่าคนที่มือร้อน จับอะไรเป็นตาย ขนาดกระบองเพชรยังไม่รอด จะเลี้ยงต้นไม่ไหวหรือเปล่า 

“พอเราใส่ใจมันมากขึ้น ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าไม่ใช่แค่อยากรดน้ำก็รด แต่เราต้องสังเกตว่าเขาต้องการอะไร เรียนรู้ลักษณะต้นไม้ แล้วเข้าใจนิสัยเขาจริงๆ แต่ละต้นมีความชอบต่างกัน บางต้นชอบน้ำมาก บางต้นชอบแดด แต่วันไหนแดดร้อนเกินไปก็ไม่ไหว การเลี้ยงต้นไม้ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ เหมือนเวลามีแฟน ต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไร ไม่ใช่เราคิดว่าสิ่งนี้ดีแล้วเราอยากให้ พังตลอดเลย ตอนนี้เลยรู้สึกว่า ต้นไม้รอด ชีวิตคู่เราต้องรอดแล้ว” เธอหัวเราะเขินๆ

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

“อีกเรื่องคือ เราแพลนไว้ว่าต่อจากนี้จะทำสวนเอง ตอนนี้เลยลองปลูกผักแบบออร์แกนิกให้คนในครอบครัวกิน เป็นผักที่เก็บกินใบได้ ใบมินต์ เคล และยังช่วยเรื่อง Zero Waste สำหรับเรามาก อย่างเวลาทำอาหาร ซื้อกะเพรามากำหนึ่ง จริงๆ เราใช้แค่สิบใบเอง ที่เหลือทิ้งหมดเลย อันนี้เด็ดแค่พอใช้ และเลี้ยงมันในต้นต่อไป”

เรียนรู้ว่าการเปิดร้านอาหาร ไม่ใช่การทำอาหาร

ไหนๆ ก็วนมาเรื่องอาหาร เลยชวนคุยถึงที่มาที่ไปในการเข้าครัวของนักเล่าเรื่องชวนหิวคนนี้สักนิด 

“การทำอาหารเกิดขึ้นจากการเห็นแก่กิน” แพรเกริ่นด้วยเสียงหัวเราะแล้วเล่าต่อว่า สมัยก่อนบ้านเป็นกงสี อาม่ากับซิ่มเป็นคนทำอาหารทุกเวลาแล้วก็ตั้งเอาไว้บนโต๊ะ หลังเลิกเรียน เด็กหญิงพิมพ์ลดาจะรับหน้าที่ถืออาหารไปไว้บนโต๊ะ ระหว่างทางก็แอบกินไปเรื่อยๆ นานวันเข้าซิ่มก็ชวนเข้าครัว หัดทำไข่เจียว วันว่างก็เล่นทำอาหารกับญาติๆ 

“ช่วงช่วงประถม มัธยมต้น ถ้าคนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็จะบอกเสมอว่าอยากเปิดร้านอาหาร อยากเป็นเชฟ พอเราทำแล้วอร่อย อาเจ็กกินก็ เฮ้ย ทำได้ไง รู้สึกเป็นรางวัลที่มีคนชม กลายเป็นความฝัน ซึ่งเราได้เปิดร้านอาหารแล้ว แต่ก็ปิดไปแล้วเช่นกัน”

นี่คือเรื่องสำคัญในชีวิตที่สอนให้คนชอบทำอาหารแต่ไม่มีความรู้เรื่องการทำร้านอาหารได้เรียนรู้อีกอย่าง 

“เราเปิดร้านซุปและคิดสูตรเอง เพราะอยากไปต่อเลยลงเรียนคอร์สเล็กๆ International Cuisine ของสวนดุสิตกับที่เลอกอร์ดองเบลออีก พอเรียนจบเราเริ่มรู้มากขึ้น แต่เอาจริงๆ การทำร้านอาหารเป็นคนละเรื่องกับที่ฝันไว้เลย มันไม่ใช่การทำอาหาร แต่คือการบริหารคนในการทำอาหาร พอหันกลับไปตอนนั้นรู้สึกว่าเราโคตรอ่อนต่อโลก เราเปิดร้านโดยที่ยังไม่ได้มีความรู้มากนัก แถมยังเปิดก่อนเรียนจบด้วย เราแค่ทำในสิ่งที่เราอยากกิน แต่ไม่รู้วิธีการบริหารจัดการด้วยซ้ำ ว่าจะทำยังไงให้อาหารทุกจานออกมาเหมือนกัน การ Half Cool แล้วค่อยมาจบงานก่อนเสิร์ฟ

“โชคดีที่คนรอบๆ ข้างช่วยเหลือเราหมดเลย มี เชฟแวน (เฉลิมพล โรหิตรัตนะ) มาช่วยสอนให้เรียนรู้ไปทีละขั้น แต่ท้ายที่สุดมันไม่เหมือนการทำอาหาร เลยคุยกับน้องชายว่าปิดดีกว่า แล้วค่อยไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ จากนั้นเลยเริ่มทำเพจ

“ต้องบอกก่อนว่าเราไม่ได้เก่งเรื่องการทำคอนเทนต์เลย ทุกอย่างค่อยๆ เรียนรู้หมด เรียนรู้จากความผิดพลาด ว่าทำอันนี้ไม่เวิร์ก แต่ก่อนหน้านี้เป็นคนชอบจัดการ ต้องวางแผนทุกอย่างให้ครบค่อยลงมือทำ ถ้าอันไหนเสี่ยง ยังไม่รู้ว่าผลจะเป็นยังไง จะไม่ลงมือทำเลย 

“จนกระทั่งทำ PEAR is hungry จริงๆ ก่อนทำคิดมาเป็นปีแล้วไม่ได้ทำสักที จนวันที่ว่านบอกอยากไปอังกฤษ เออ อยากไปเหมือนกัน ไปกันป่ะ อันนั้นคือไม่คิดแล้ว กระโดดลงไปทำเลย พอทำและเห็นข้อผิดพลาด สิ่งที่เราขาดตกหล่น ก็ค่อยๆ เติม

“พอแก่ตัวเรื่อยๆ เหมือนใจมันแกร่งขึ้น ก็แค่พลาด แล้วไปต่อแค่นั้นเอง จุดสำคัญคือตัวตนเราโตขึ้น แล้วเรียนรู้ว่าเรื่องบางเรื่องควบคุมได้ บางเรื่องไม่ได้ จงเรียนรู้กับความผิดพลาด พอเข้าใจถึงคำเหล่านี้ มันทำให้ชีวิตเราสบายขึ้น เบาขึ้น และสนุกขึ้น เอาจริงพูดปีนี้กับปีที่แล้วยังไม่เหมือนกันเลย เรียกว่าเจ็บจนชิน”

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

ขอคั่นโฆษณาสักครู่ PEAR is hungry เป็นรายการเล่าเรื่องแบบไม่มีวันอิ่ม มีรายการที่พาไปตะลุยชิมอาหาร สอนทำเมนูง่ายๆ พาเข้าครัวบ้านเพื่อน และล่าสุดชวนคุณแม่มาไลฟ์สดด้วย ส่วนโปรเจกต์ถัดไป แพรกระซิบบอกว่า กำลังจะทำมื้ออาหารของตัวเองในรูปแบบ Chef’s Table เป็นเมนูที่อยากให้ทุกคนได้กิน รอติดตามเร็วๆ นี้ได้เลย

การทำงานกับตัวเองทำให้เรียนรู้ว่าความสุขหาได้ง่ายๆ 

หลังบทสนทนาเงียบลงสักครู่ คนตรงหน้าพึมพำขึ้นมาว่า

“ยิ่งวางยิ่งเบา”

มีเรื่องไหนที่วางแล้วเบา-เราถามทำลายความเงียบ

แพรนิ่งคิด และเงียบไปพักใหญ่

“ความคาดหวัง ไม่ได้ทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่บางทีถ้าเราวางความคาดหวังต่อตัวเองลงได้ เคยสัมผัสว่ามันเบาจริงๆ เราเคยร้องไห้กับยอดวิว ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีผลกับลูกค้า กับน้องๆ ที่เราต้องดูแล เราเคยอยู่ในจุดที่ทำคอนเทนต์เสิร์ฟคนชอบ เพราะรู้ว่าทำให้คนดูมากกว่า หรือง่ายต่อเรามากกว่า แต่ก็เรียนรู้แล้วว่ามันไม่เวิร์กเสมอไป ท้ายสุดเราอยู่กับมันได้ไม่นาน เพราะไม่ใช่ตัวตนเรา ณ ตอนนี้ เราใช้คำว่าทำในแบบที่ชอบและขยี้ลงไปเรื่อยๆ คนชอบในสิ่งนี้ก็จะมาเจอกันเอง คิดว่านะ

“วันนี้ที่พูดได้เพราะเราทำงานกับตัวเองมาเยอะมาก เรียนรู้แล้วว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ย้อนไปเมื่อสิบปีที่แล้ว เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบฟังเพลงแบบไหน ไม่รู้ด้วยว่าชอบแต่งตัวสไตล์ไหน เพราะอยู่กับการที่มีสไตล์ลิสต์แต่งตัวให้ การเริ่มทำงานกับตัวเองทำให้เราหาความสุขง่ายๆ ได้มากเลย เพราะเรารู้แล้วว่านี่คือความชอบ จากนั้นก็ลงมือและใช้เวลากับมัน ยิ่งถ้ามันหาได้โดยที่อยู่ในบ้านเรา มันยิ่งพลัสคูณสอง”

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

แล้วความสุขที่หาได้ในบ้านของแพรคืออะไร-เราถาม

“คือการใช้เวลากับที่บ้านและทำอาหารให้ครอบครัวกิน แต่ก่อนเป็นคนไม่ติดบ้านเลยนะ ทุกคนรู้ว่า ถ้าเราอยู่บ้านเกินสามวันจะผื่นขึ้น (หัวเราะ) ต้องออกไปข้างนอก พอวัยทำงานก็ออกจากบ้านทุกวัน กลับถึงบ้านแค่อาบน้ำนอน หกโมงเช้าตื่นมาไปกองถ่าย 

“ตอนนี้พ่อกับแม่เขาแก่แล้ว เลยตั้งจุดเล็กๆ ว่าอยากทำอาหารให้แม่กินทุกวัน แล้วเขาชมว่าแพรทำอาหารอร่อยมากกกกก ก็มีความสุขแล้ว กลับกัน พ่อไม่กินอาหารเราเลย วันไหนเขากินเราก็แฮปปี้ (หัวเราะ) 

“แล้วเราก็ไม่เคยมีความคิดจะย้ายออกไปไหน เพราะเป็นคนติดครอบครัวมาก โตมากับการที่ลูกหกคนนอนอยู่บนเตียงด้วยกัน พอโตขึ้นมาหน่อยเป็นห้องสามคน พอพี่สาวแต่งงานแล้วย้ายออก เป็นครั้งแรกที่อยู่ห้องคนเดียว เลยนั่งร้องไห้ เพราะเหงา (หัวเราะ) ทำไมห้องโล่งขนาดนี้ ปรับตัวไม่ทัน คิดอยู่อย่างเดียวว่าถ้าต้องออกจากบ้านนี้ ต้องแต่งออกเท่านั้นเลย” เธอว่าขำๆ ก่อนจบประโยคด้วยถ้อยคำน่ารักที่ซ่อนความรักไว้ไม่มิด

“แม่สร้างบ้านนี้ไว้ตั้งใจให้เป็นบ้านสำหรับทุกคน ถึงใครแต่งงานหรือไม่แต่งงานก็อยู่ไปได้จนตาย”

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

“สวัสดีค่ะ หนูชื่อ น้องเพลง ตัวยาวยาว

“น้องหนูชื่อ น้องเพลิน ตัวอ้วนอ้วน ค่ะ

เสียงสดใสเจื้อยแจ้วของเจ้าบ้านไซส์จิ๋ว เอ่ยต้อนรับเรา-ผู้มาเยือนซึ่งเดินทางราวหนึ่งชั่วโมงจากเมืองหลวง ถึงบ้านหลังสีขาวหมดจด

บ้านชั้นเดียวดีไซน์เรียบง่าย ที่ใครขับหลงเขามาต้องจอดแวะเพราะนึกว่าคาเฟ่นี้ เป็นของ โจ้-ชรินทร์ และ ปุ๋ย-รุจิรา ไพบูลย์ศักดิ์ สามีภรรยาพลัดถิ่นและสองลูกสาววัยกำลังซน

ที่ดินทำเลถูกใจในเมืองทะเล มีธรรมชาติครบ ราบโล่งกว้าง มองไปด้านหลังสุดสายตาเห็นภูเขา รอบข้างมีเพื่อนบ้านหลักหน่วย จึงมีความเงียบสงบเป็นข้อดีอีกอย่าง

300 ตารางวาในเนื้อที่ราว 2 งาน สร้างเป็นส่วนอยู่อาศัย ซึ่งได้น้องชาย เจแปน-ชนินทร์ ไพบูลย์ศักดิ์ เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบให้ ส่วนที่เหลือให้ร่มไม้นานาพรรณในสวนจัดเองของโจ้ แปลงดอกไม้และเรือนผักหลังบ้านของปุ๋ยกับเด็ก ๆ อยู่

บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ทั้งคู่สร้างเพื่อเตรียมตัวสำหรับการมีเด็ก ให้พวกเขาได้เติบโตเต็มที่และมีความทรงจำที่ดีกับบ้าน เลยออกแบบอย่างของเล่นทั้งรูปทรง มีความปลอดภัย และมีพื้นที่ทุกส่วน ส่งเสริมพัฒนาการผ่านความสนุกที่ได้อยู่บ้านอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ในขณะเดียวกัน เมื่อวันวัยเพิ่มขึ้น ทั้งสองแก่ตัวลง ก็ยังคงเหมาะและอยู่สบาย โดยไม่ต้องเดินเหินขึ้นบันไดสูง

เรื่องราวในบ้านของเล่นนี้เป็นอย่างไร ทั้งสามรอเล่าให้ฟังอยู่นี่แล้ว

(อยากให้บทความนี้มีเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ คลอไปด้วยเชียว)

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

บ้านของนักย้ายบ้าน

(โจ้) เรามีความฝันตั้งแต่เด็กแล้วว่าอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง พื้นเพเราอยู่ที่ขอนแก่น ผมทำงานเป็นวิศวกร บริษัทเอกชน วางแผนจะทำบ้านหลังนี้ไว้แต่แรก แต่ลักษณะงานต้องเดินทางตลอด ไปตามต่างจังหวัด ไปอยู่ต่างประเทศ ได้ใช้ชีวิตอยู่บ้าน 1 วันถ้วน ไม่มั่นใจว่าต้องอยู่ที่ไหน เลยต้องเช่าบ้านอยู่ ที่สุดท้ายที่มาเช่าอยู่คือบ้านบึง ชลบุรี

เราอยู่ทาวน์โฮมมาก่อน ช่วงหนึ่งที่แต่งงานไปแล้วมีตัวเล็ก พอเขาเริ่มเติบโตมีพัฒนาการก็เริ่มเห็นปัญหา กังวล เพราะบ้านสองชั้น เขามีสิทธิ์คลานสำรวจไปทุกที่ มีโอกาสเกิดอันตราย ก็มองว่าเราต้องทำบ้าน ซื้อบ้านอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง คิดว่าจะอยู่ตรงไหนดี ก็มีไปดูบ้านที่กรุงเทพฯ ดูรอบ ๆ ปริมณฑลต่าง ๆ ด้วยอาชีพ เรารู้ว่าต้นทุนก่อสร้างเท่าไหร่ (หัวเราะ) ที่ต้องจ่ายให้ครอบครัวเราอยู่สบายก็หลักสิบล้านขึ้น ซึ่งเราไม่ไหว เลยตัดสินใจว่าจะสร้างเอง

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

พื้นที่ที่เราต้องการสำหรับการเลี้ยงเด็กต้องมีบริเวณกันไม่ให้รบกวนเพื่อนบ้าน เพราะลูกเรายังเล็ก ใช้เสียงมาก เราต้องการพื้นที่่ค่อนข้างโล่ง ลมผ่านตลอดเวลา อีกอย่างหนึ่งคือมีพื้นที่ให้วิ่งเล่นตรงไหนก็ได้ ปั่นจักรยานได้ ไม่แออัดเกินไป ก็ไปเจอที่เขาประกาศขายในเฟซบุ๊กพอดี พอมาดูพื้นที่จริงค่อนข้างเรียบ ไม่ต้องถมหรือปรับปรุงอะไรมาก เห็นภูเขาก็เออ อยากได้บ้านที่เห็นธรรมชาติ ตอนนั้นมีเรื่องฝุ่น PM 2.5 ยังไม่มีโควิด-19 ก็อยากได้ที่อากาศดี ๆ ถ่ายเท เราตัดสินใจซื้อเลยใน 30 นาที ที่ดินเป็นของเพื่อนบ้านมาก่อน เป็นเครือญาติกันหมดเลยตรงนี้ ผมก็สนิทหมดละ ความจริงแบบบ้านเสร็จก่อน น้องดีไซน์ให้ว่าใช้พื้นที่เกือบ 1 งาน (300 ตารางเมตร) แต่เราหาพื้นที่อีก 1 งานไม่ได้ ที่ตรงนี้ 2 งาน มันทำให้เรามีสวน เลยยอมจ่ายแพงขึ้นหน่อย

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

บ้านที่น้องชายออกแบบ

อยู่ได้ประมาณ 6 เดือนเข้าเดือนที่ 7 แล้ว ตอนสร้างใช้เวลาประมาณ 4 เดือนครึ่ง ตกแต่งอีกครึ่งเดือน รวม ๆ 5 เดือน แต่ออกแบบใช้เวลากว่า 1 ปี เพราะตอนแรกน้องก็ยังไม่มั่นใจว่าเราจะเอาจริงหรือไม่เอา (หัวเราะ) เขาก็ค่อย ๆ ทำ คิดไปเรื่อย ๆ ผมก็ไม่ได้ตามด้วย

(บรีฟน้องยังไง) โห! คุยกันสั้นมากเลยว่าไปออกแบบมาให้หน่อย (หัวเราะ) อยากได้บ้านที่อยู่กับครอบครัว เผื่อลูกตัวเล็กอีกคนที่จะเกิดมา คุยแค่นี้จริง ๆ เขารู้ว่าเรามีสไตล์ยังไง คืออย่างน้อยคือต้องมีพื้นที่สวน เพราะเราชอบต้นไม้ แล้วรูปแบบของบ้านเราก็ชอบมินิมอล โทนขาว ๆ เรียบ ๆ เน้นพื้นผิวที่ทำความสะอาด ดูแลรักษาง่าย มีพื้นที่ให้ทุกคนอยู่สบาย แล้วก็อยากได้บ้านที่ไม่ต้องปีนบันได ไม่ต้องคอยระวังว่าลูกจะวิ่งขึ้นลงเองมั้ย เพราะงั้นต้องเป็นชั้นเดียวเท่านั้น พอเป็นชั้นเดียวเรามองว่าในอนาคตแก่ตัวไปก็ใช้ชีวิตอยู่ได้ ไม่ต้องปรับเปลี่ยนฟังก์ชันอะไร และเขาก็คิดเผื่อไว้ให้ว่าเด็กต้องการพื้นที่ประมาณไหน

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

(เจแปน) ด้วยงบกำจัดและความต้องการที่ไม่ได้มีมาก ผมเลยคุยกับพี่ว่าเราจะออกแบบด้วยธรรมชาติของผมกับเขาตั้งแต่เด็กที่ชอบใช้ชีวิตในห้องนั่งเล่นเป็นหลัก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม โตมามันทำให้เรามีนิสัยอย่างหนึ่งคือชอบอยู่รวมกันตลอดเวลา รู้สึกว่าสิ่งที่นี้ทำให้ผมกับพี่มีกิจกรรมร่วมกันและได้คุยกันตลอด เราอยากให้เด็กๆ ได้ธรรมชาติตรงนี้ไปด้วย เลยออกแบบให้ห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่ที่พิเศษ และอยู่ได้ทั้งวัน

ผมเชื่อเรื่องการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ได้เห็นกันตลอดเวลาน่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับเด็กช่วงแรกเกิด เขาก็จะมีความทรงจำว่าเห็นพ่อนั่งทำงานอยู่ เห็นแม่ทำอันนี้อยู่ ทุกคนใช้ชีวิตอยู่กันแต่ในห้องนั่งเล่น เลยตัดฟังก์ชันที่ไม่จำเป็นมาก เช่น ห้องทำงาน ห้องสมุด ออกไป แล้วเอามากองในนี้เป็นหลัก ทำเป็น Open Plan เพื่อช่วยเรื่องการถ่ายเทอากาศและการดูแลรักษา

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม
บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

ส่วนตัวบ้านดีไซน์สะท้อนถึงเด็ก ด้วยมู้ดและรูปทรงลูกบาศก์ตัวต่อ ให้เขารู้สึกว่าบ้านหลังนี้เหมือนเป็นโลกของของเล่นชิ้นหนึ่งที่เขาอยู่อาศัยได้ ฟอร์มบ้านจะดูสบาย ๆ เข้าไปก็ไม่ได้รู้สึกซับซ้อนอะไร

สำหรับข้างใน พื้นฐานช่วงแรก เด็ก ๆ ชอบวิ่ง ก็ออกแบบให้มันวิ่งได้เรื่อย ๆ ต่อเนื่อง อย่างชานหน้าบ้านเป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมที่จะเปลี่ยนไปตามช่วงอายุ ช่วงนี้เขาอาจชอบวิ่ง ก็เป็นลานวิ่ง พอเริ่มโต เขาอาจอยากแสดงละคร แสดงเป็นเจ้าหญิง เหมือนเป็นเวที แล้วพ่อแม่ก็ลงไปดูบนพื้นหญ้า พอเขาโตขึ้นอีก อยากเล่นกีฬา ก็กลับกันพ่อแม่ก็ไปอยู่ชานบ้าน แล้วให้เด็ก ๆ ลงมาวิ่งเล่นตรงสนามหญ้า ส่วนตัวห้องนอนก็เตรียมเผื่อไว้สำหรับเด็ก ๆ ตอนโต บ้านเลยเป็น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

บ้านที่พี่อยากลองวิชา

(โจ้) น้องดีไซน์โครงสร้าง ผมเป็นวิศวกรไฟฟ้า ก็อยากลองวิชากับบ้านตัวเองแน่นอน พอขึ้นเป็นสามมิติแล้ว ก็มาดูแสงให้ออกมาเป็นโทนที่ล้อตามบ้านมินิมอล คำนวณตั้งแต่เสาไฟ พื้นที่ตรงนี้มันไม่มีเสาไฟฟ้า เราก็ดีไซน์ว่าต้องเข้าตัวบ้านยังไงที่จะดูเรียบร้อย ต้องปักกี่เสา แบบไหนง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อยสุด เราก็ไปคุยกับการไฟฟ้า ให้เขามาสำรวจ ส่วนสายไฟเข้าบ้านมีวิธีการเดินอยู่ 2 แบบ คือเดินลอยเอาสายไฟเข้ามากับเดินสายใต้ดิน มุดใต้ดินมันดูเรียบร้อยกว่า เราก็เลยออกแบบให้เอาลงดินเลย

เรื่องของแสดงสว่าง เรามาดูว่าพื้นที่นี้ต้องการความสว่างแบบไหน ห้องนั่งเล่น ห้องนอน อยากให้ผ่อนคลาย ก็ไม่ต้องใช้ไฟที่สว่างมาก ๆ เป็นดวงเล็ก เติม LED Strip ไฟเส้นให้ห้องมีความโมเดิร์นนิดหนึ่ง ไม่งั้นมันจะคลีนมากไป ส่วนในบ้านเราก็คำนวณระบบไฟ การติดแอร์

ห้องนั่งเล่นใช้มากสุด ก็ดีไซน์การระบายอากาศดูว่าจะเป็นยังไง บ้านวางตัวขนานทิศเหนือใต้ กระจกอยู่ทางเหนือ หน้าหนาวลมมาทางนี้เยอะ เพดานสูง 5 – 6 เมตร ทำให้ดูโล่ง เหนือฝ้ามีฉนวน 2 ชั้น ฉนวนสะท้อนความร้อน และฉนวนใยแก้วอีกทีหนึ่ง หลังคาเป็นซิงเกิลรูฟ ก็จะกันความร้อนระดับหนึ่งอยู่แล้ว

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม
บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

กำแพงบ้านเป็นอิฐมวลหนา 2 ชั้น 20 เซนฯ ได้ มีช่องว่างตรงกลาง กันเสียง กันความร้อน ไม่เห็นเสา ช่วยเรื่องบ้านเย็นแน่นอน ซึ่งเทคนิคที่ช่วยให้บ้านเย็น ต้องดูความร้อน ถ้าความร้อนมาจากดวงอาทิตย์ต้องทำฉนวนให้ดี ทำฝ้าสูง มีช่องเปิดให้ทิศทางลมเข้าได้ ส่วนสีทาบ้านก็ใช้แบบ Non Toxic ทาเสร็จเข้าอยู่ได้เลย มีเด็กด้วย ต้องเลือกที่ทั้งคายความร้อน ทนทาน เช็ดได้ เผื่อเขาขีดเขียน

ถึงแม้จะเป็นบ้านกระจกก็พยายามให้เก็บเสียง เลยใช้กระจกแบบ 2 ชั้น ติดฟิล์มใสกันยูวี พอบานกระจกบานกว้าง ต้องมีต้นไม้ให้เราผ่อนคลาย ก็ไปศึกษาว่าในการจัดสวนต้องมีต้นไม้ประเภทไหนบ้าง ไม่ใช้ไม้ผลเพราะมันมีแมลง มีสัตว์มากิน จัดการยาก เลือกต้นไม้ที่ฟอร์มสวย มีต้นสน กันเกรา ต้นโอ๊ค ต้นหลิว มันมีความพริ้วไหว ถ้ามองต้นหลิวจากห้องนั่งเล่นคิดว่าคงเป็นอารมณ์ที่ดี เลยเอามาวางตรงนี้ ต้นที่จะให้ร่มเงาในอนาคตก็เป็นกระจง ซิลเวอร์โอ๊ค ปลูกไว้เพื่อเพิ่มอารณ์ให้ตัวบ้าน

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

ที่เว้นไว้ คือกะทำสนามให้ลูกวิ่งเล่น เราดูทิศทางของแดดแล้วตรงนั้นจะโดนเยอะหน่อย ต้องมีต้นไม้ที่ให้ร่มเงา เราเพิ่งมาอยู่ก็ยังไม่เห็นทิศทางแดดทั้งปี พอรู้แล้วค่อยลงต้นไม้ ทำไปดูไป เพราะบ้านต้องปรับตามฤดูกาล แล้วจะเห็นจุดที่ต้องเติม ค่อย ๆ ทำไป ถ้าเราลงทีเดียวอาจจะแก้ยาก

ห้องเดียวที่พลาด คือห้องน้ำ เราไปดูกระเบื้องในโชว์รูมเป็นแสงอีกแบบหนึ่ง พอมาปู อุ๊ย ทำไมมันมืดจัง เลยต้องรื้อออก ซึ่งเราออกแบบในคอมพิวเตอร์ คิดอยู่ในหัว ก็ลุ้นว่าทำออกมาแล้วจะดูดีไหม พอมันดูดีอย่างที่คิดก็ภูมิใจนะ

บ้านที่เล่นและเรียนรู้ได้ทุกส่วน

(โจ้) เด็กช่วงวัยเริ่มต้นต้องการการเรียนรู้ อย่างน้อยต้องเป็นที่ที่เขาได้ใช้พลัง เรื่องพัฒนาการการเรียนรู้ต่าง ๆ สิ่งของเขาต้องหยิบจับหรือขีดเขียน เรื่องการออกแบบต้องให้อยู่ได้กับเด็ก เด็กก็อยู่ได้กับบ้านด้วย

บ้านจำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็ก จากการศึกษาเด็กในช่วง 3 ปีแรก จะจดจำในสิ่งที่เราป้อนเข้าไป เราอยากให้เขาเป็นคนช่างสังเกต เราต้องทำพื้นที่ให้เหมาะกับเขา จุดที่เขาสงสัยเราต้องมีความอดทนในการอธิบาย

บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน
บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน

เราทำบ้านเป็นพื้นที่เล่นได้ทุกส่วน อะไรที่มันจะก่ออันตรายกับเด็ก หรืออะไรที่จะทำให้เด็กมีปัญหาก็พยายามเซฟตรงนั้นไป เขาจะวิ่งไปห้องของเล่น เพื่อเอาของเล่นมาก็ได้ วิ่งข้างนอก ไปปั่นจักรยาน เราปล่อยได้ระดับหนึ่ง เพราะเรามีกระจกรอบอยู่แล้ว มองสอดส่องได้ ส่วนข้างนอกมีบ่อทรายให้น้องตักเล่น จะตัวเปียกเลอะเทอะ สาดใส่ตัวเองก็ไม่เป็นไร (หัวเราะ) มีสายยางให้ฉีดทำความสะอาดก่อนเข้าบ้าน แม่ก็เขาทำที่ปลูกต้นไม้ ปลูกกุหลาบ น้องก็ช่วยพรวนดินรดน้ำ เรียนรู้เรื่องของการใช้กล้ามเนื้อมือ แล้วก็ต้นไม้ต้องการน้ำนะ ต้องการปุ๋ยนะ เราไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะโตไปเป็นอะไร เราอยากให้ลูกมีจิตสำนึกที่ดีในเรื่องของการดูแลต้นไม้ รักสัตว์ มีเรื่องของความเมตตา

บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน

(ปุ๋ย) ปกติน้องเพลินจะช่วยทำกับข้าว วันไหนมีแกะกระเทียมหรือเตรียมผัก จะเป็นหน้าที่พี่เพลงกับน้องเพลิน บางทีไข่เจียว พี่เพลงเป็นคนตอก น้องเพลินเป็นคนคน งานบ้านนี่เขาทำได้แล้วนะ คือการล้างจานแล้วก็การตากผ้า ชอบมาก ให้เป็นหน้าที่ของเด็ก 4 ขวบกับ 2 ขวบไปเลย (หัวเราะ)

การใช้งานบ้านเป็นการเรียนรู้ การที่เขาได้ลงมือทำ สัมผัส ช่วยเรื่องพัฒนาการของน้องมาก ส่วนตัวการเลี้ยงลูกของคุณแม่จะไม่เน้นวิชาการอะไรให้เขาปวดหัว เหมือนสมัยเราที่อนุบาลต้องท่องต้องเขียน เราให้เขาได้ใช้ชีวิต ได้ช่วยเหลือตัวเอง ใส่เสื้อผ้า ใส่รองเท้าเอง ได้ช่วยทำกิจกรรมในบ้านแค่นั้นก็พอ แล้วเขาจะมีห้องเพลย์รูมของเขาที่เล่นอยู่เองได้ ช่วงเย็นก็ปล่อยอิสระ อยากเล่นอะไรก็เล่น ไม่ต้องจำกัดว่าอยู่ในกรอบอันนี้มากเกินไป ความปลอดภัยคุณพ่อเขาคิดไว้ให้หมดแล้ว ก็ไม่น่าห่วง

บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน

(โจ้) อย่างประตูบานเปิดก็ออกแบบให้กว้าง สำหรับเขาที่ยังควบคุมการเดินไม่ได้ มีสิทธิ์ชนโต๊ะต่าง ๆ เราก็วางเฟอร์นิเจอร์ให้ไม่ขวางทิศทางการเดิน วัสดุต้องเป็นไม้ให้ดูซอฟต์และใช้งานง่าย พื้นเราคิดว่าลูกเราต้องล้มแน่ ๆ เลยเลือกกระเบื้องยางที่ค่อนข้างพิเศษหน่อย นิ่ม เด็กตกหรือล้มก็จะไม่เจ็บมาก ส่วนกระจกใช้กระจกลามิเนตนิรภัย แตกได้ยาก 

ชานด้านนอก คิดว่าลูกจะต้องวิ่งเล่นอยู่แล้ว ใช้พื้นเป็นหินขัด อย่างแรกคือทำความสะอาดง่ายและไม่มีรอยต่อ เราทาน้ำยาเคลือบกันลื่นได้ เวลาวิ่งเล่นก็ช่วยเซฟระดับหนึ่ง บ้านยกระดับขึ้นมาก็จริงแต่เราปูหญ้ารอบ ๆ บ้าน เขาจะตกหรืออะไรก็ไม่เจ็บมาก เป็นการเรียนรู้ไปในตัวด้วย แล้วอีกอย่างได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ให้เขาได้รู้จักทะนุถนอมต้นไม้ สัตว์หรือแมลงต่าง ๆ อย่างผีเสื้อ

ส่วนห้อง เราคิดว่าจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในห้องนั่งเล่นอยู่แล้ว จะทำกิจกรรม อ่านหนังสือ ดูทีวี พูดคุย เลยดีไซน์ให้เป็นห้องทานอาหารไปด้วย หรือเปิดกระจกตรงชาน เป็นพื้นที่ปาร์ตี้รวมญาติได้

(ปุ๋ย) การกินข้าวพร้อมหน้ากันสำคัญกับการเลี้ยงลูกมาก เด็กจะกินข้าวเยอะ การเลี้ยงเด็กปัญหาอีกอย่างคือการ เบื่อข้าว ถ้าเราได้ทานด้วยกันเขาก็จะเจริญอาหาร ทานได้เก่ง ทานเอง เราตัก เขาก็ตัก เราไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องลูกกินยาก เขาคงรู้สึก ถ้าเราทานข้าวคนเดียวบางทีมันเบื่อ กลืนไม่ลง แต่ทานกับคนที่เรารักหรือครอบครัวก็มีความสุขแล้ว มันรู้สึกอิ่มแล้ว ลูกก็รู้สึกอย่างนั้นหมือนกัน

บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน

บ้านของลูกให้ลูกออกแบบเอง

(โจ้) ตอนนี้มี 2 ห้อง เป็นห้องโล่ง ๆ อย่างเดียวไว้ให้เป็นห้องส่วนตัวของเขา แต่ไม่ได้ดีไซน์ไว้ เพราะเรายังไม่รู้ว่าเขาจะชอบอะไร อนาคตเขาเริ่มโต รู้ว่าชอบสีอะไร เช่น คนโตเขารู้ว่าชอบสีชมพู คนเล็กชอบสีฟ้า หนูชอบสีชมพูจริง ๆ ใช่ไหม ถ้าใช่ เราก็ไปเลือกของกัน

ตั้งแต่โตมา เราชอบที่คนให้เราคิดเอง ชอบที่ได้ทำตามความรู้สึกของเรา ความชอบของเรา เราก็อยากใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น เหมือนกัน สิ่งที่เขาคิดเอง อยากได้อะไร เขาก็จะภูมิใจ

พอเราเริ่มก่อสร้างตรงนี้ น้องบอกว่าเมื่อไหร่บ้านหลังนี้จะเสร็จ หนูอยากมาอยู่แล้ว เพราะเขาเห็นตั้งแต่เราทำฐานรากทำพื้น เขาก็มาวิ่งเล่นก็บอกว่าหนูชอบมากเลย ตอนเลือกเฟอร์นิเจอร์หลาย ๆ ชิ้นเราก็ไปนั่งไปนอนด้วยกันเกือบทุกชิ้น เราก็ถามความต้องการของเขาอยู่แล้ว หนูชอบแบบไหน ไปลองนั่ง ลองกระโดดดู ที่เขานอนอยู่ หนูชอบอันนี้ เอาอันนี้ ๆ (หัวเราะ)

เอ๊ะ! แล้วบ้านที่มีเด็กทำไมไม่รก

(โจ้) ตื่นมาก็ทำความสะอาดบ้าน (หัวเราะ) เราไม่ได้จ้างแม่บ้าน พยายามดูแลจัดการด้วยตัวเอง

(ปุ๋ย) คุณพ่อเป็นคนมีระเบียบ

(โจ้) เห็นอะไรรกไม่ได้ เพิ่งมาเป็น ผมว่าด้วยช่วงวัยหน้าที่การงานของเรา ทำให้เป็นคนต้องรอบคอบ ละเอียดหน่อย กลายเป็นว่าบ้านมันต้องคุมโทนสีขาว องค์ประกอบในบ้านก็พยายามให้มีแต่ที่ใช้งานจริง ๆ ไม่ให้มีอะไรรกหูรกตา เส้นผมที่อยู่ตรงพื้น บางทียังต้องเก็บขึ้นมาเลย ตอนนี้เรารู้สึกเพลิน ๆ ดีนะ เวลาเจอรอยเปื้อนตรงผนัง ตรงโต๊ะ ก็เช็ดให้มันอยู่สภาพเดิมตลอด เท่าที่ทำได้ แต่ปุ๋ยจะอึดอัดผม วัยรุ่นผมซกมกนะ (หัวเราะ)

(ปุ๋ย) ตอนเป็นวัยรุ่นก็รก ตอนเป็นคุณแม่ก็ยังรกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน (ขำ)

บ้านนี้มีเพลย์รูม จะแบ่งสัดส่วน แบ่งเวลา ถามว่ารกไหม รกแน่นอน แต่ว่าเราต้องเก็บ ก็คือจะให้รกแค่มุมนั้น คุณแม่เลี้ยงคนเดียวถ้าไม่ตั้งกฎหรืออะไรจะเหนื่อยมาก ถ้าสอนแต่เด็กจะสอนง่ายได้หมด พูดภาษาที่ผู้ใหญ่คุยกันไปเลย เราอย่าไปห้ามไม่ให้เขาเล่นอะไร แค่จัดพื้นที่ให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้งานได้หมด ไม่อยากให้เล่นอันไหนก็เก็บ เขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกว่า เอ้า หยิบอันนี้ไม่ได้อีกแล้ว ถ้าไปบอกว่าห้ามขีดตรงนี้ แล้วทำไมถึงเอาปากกามาไว้ตรงนี้ เขียนได้ตรงนี้นะ กระดาษปากกาเขียนได้ตรงไหนคะ เขียนตรงนี้ค่ะคุณแม่ เขาก็จะเขียนในกระดาษ

บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน

บ้านนี้(ความทรงจำ)ดีจัง

(โจ้) แน่นอนว่าเด็กช่วงเล็ก ๆ จดจำอยู่แล้วว่าห้องนี้เขาเล่นอะไรบ้าง เขาเคยปั่นจักรยานตรงนี้ เขาปลูกต้นไม้ตรงนี้ เขาทำวิ่งไล่กัน พอเรามีพื้นที่ที่ทำกิจกรรมเยอะ ๆ เขาก็ไปเล่าให้คุณปู่คุณย่าที่ต่างจังหวัดฟังได้ ว่าที่บ้านเขามีอย่างนี้ เขาทำอย่างนี้ เล่นอย่างนี้นะ ก็มีเรื่องให้เล่าและเป็นความทรงจำที่ดีสำหรับเขา มันก็เป็นความรู้สึกดีที่ออกแบบบ้านนี้ให้เราใช้ชีวิต ทำเรื่องต่าง ๆ ที่อยากทำได้ อนาคตไม่แน่ว่าอาจมีการปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือว่าจะมีสมาชิกเพิ่มเข้ามา เราดีไซน์เผื่อว่าจะต่อเติมตรงไหนได้บ้าง ณ ตอนนี้พอใจมาก

(ปุ๋ย) คุณแม่รู้สึกว่าโชคดี ตื่นมาแล้วมีความสุขจังเลย รู้สึกดีมากที่สามีเลือกสร้างบ้านแบบนี้ให้เรา การที่ตื่นมาแล้วเปิด มันเป็นห้องนอนในฝัน กระจกทั้งบาน แล้วเปิดเห็นวิว ไม่ใช่ห้องนอนอุดอู้หรือห้องนอนสี่เหลี่ยม เป็นอะไรที่ถูกใจมาก พอถูกใจมันก็มีความสุขทุกอย่างเลย จากบ้านเก่ามันไม่มีพื้นที่ แออัด ป่วยบ่อยมาก แต่ที่นี่เรายังไม่ป่วยเลย จะมีแค่น้ำมูกนิดหน่อย แค่ครึ่งวัน อากาศดีด้วย แล้วก็บ้านออกแบบมาให้รับลมอากาศถ่ายเท เรื่องการเรียนรู้ก็ตามช่วงวัยของเขา ก็ดีขึ้นมาก มีพื้นที่ได้ปั่นจักรยาน ออกกำลังกาย สุขภาพนี่แหละที่เห็นว่าแตกต่างมาก ยังไม่เคยเข้าโรงพยาบาลด้วย

(โจ้) กลายเป็นว่าตอนนี้เราไปโรงแรมหรือรีสอร์ต รู้สึกไม่สบายเหมือนอยู่บ้าน

(ปุ๋ย) ซึ่งแต่ก่อนต้องไปทุกจังหวัด เดี๋ยวนี้ไปไหนคิดถึงบ้านจังเลย อยากกลับบ้าน มีคำนี้มาแล้ว มันไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนเลย แล้วอยู่ชลบุรีก็ดีนะคะ มีทุกอย่างเลยภูเขา ทะเล อาหารอร่อย อีสาน เหนือ ญี่ปุ่น อะไรก็ได้

“พี่เค้กไปต่อบล็อกกับหนูมั้ยคะ”

น้องเพลงและน้องเพลินเดินมาจูงมือเราออกไปยังเพลย์รูม เป็นสัญญานว่าหมดเวลาคุย ถึงเวลาเล่นสนุกกันแล้ว

บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load