15 ปีก่อน คุณน่าจะเคยรู้จัก แพร-พิมพ์ลดา ไชยปรีชาวิทย์ ในฐานะพิธีกรบนจอแก้วผ่านรายการวัยรุ่นที่ฮอตฮิตสุดแห่งยุค อย่าง Strawberry Cheesecake

จากนั้นเราเห็นหน้าเห็นตาเธอมาเรื่อยๆ ทั้งจากงานพิธีกรและนักแสดงหลายบทบาท

จนล่าสุด เธอทำเพจของตัวเอง ทำยูทูบแชนแนล PEAR is hungry ที่ใส่คำอธิบายเอาไว้ว่า ‘อาหารจะทำให้เรารักกันมากขึ้น’

เธอชอบทำอาหาร ชอบเดินทาง ชอบทดลองและลงมือทำอะไรๆ ด้วยตัวเอง นี่เลยเป็นส่วนผสมของบทบาท ‘นักเล่าเรื่องอาหาร’ ที่เธอเป็นล่าสุด

ท่าทีที่เธอออกสื่อเป็นเช่นไร ตัวตนในบ้านของหญิงสาวผู้สร้างความหิวที่เราเห็นวันนี้ไม่มีอะไรต่าง เธอยังคงสดใส คุยสนุก จะมีเรื่องเซอร์ไพรส์ก็แต่เธอเป็นนักเรียนรู้กับทุกอย่าง (ถ้าคุณลองนับจะพบว่าเธอพูดคำว่าเรียนรู้เกิน 20 ครั้ง) และเป็นคนคิดมากกว่าที่เราคิด

เรามาถึงก่อนเวลานัดหมายเล็กน้อย ก้าวเท้าเข้าประตูบ้าน แซมมี่ สมาชิกสี่ขาแสนซนพันธุ์บอสตันเทอร์เรียร์ ของ ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ผู้เป็นน้องสาว รีบวิ่งมาทักทายด้วยการทำจมูกฟุดฟิด ก่อนกระโดดขึ้นบนตักราวกับคุ้นเคยกันมานาน

ส่วนเจ้าบ้าน เมื่อเห็นเจ้าหมาช่วยรับแขก เธอก็ผละไปเปิดตู้เย็น หยิบวัตถุดิบง่ายๆ มาเตรียมทำเมนูยามบ่ายต้อนรับ เธอว่าใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

Toast Grilled Cheese ในจานหมดลง บทสนทนาเพื่อเรียนรู้ชีวิตในบ้านของคนตรงหน้าจึงเริ่มต้นขึ้น

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

การทำบ้านคือการเรียนรู้คนในบ้าน

ตึกแถวขนาด 3 ชั้น คือบ้านที่บรรจุชีวิตของครอบครัวไชยปรีชาวิทย์ แพรมีพี่น้อง 6 คน แม้ไม่ใช่บ้านที่อยู่มาแต่เกิด แต่เป็นบ้านที่โตมากับเธอ หลังครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในช่วงที่แพรเรียนมหาวิทยาลัย (เธอว่าอย่าไปนับอายุเชียว)

แปลนบ้านเรียบง่าย สำเร็จรูป ชั้นล่างเป็นห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว และครัวที่เจ้าตัวขอแบ่งพื้นที่เป็นห้องอัด พร้อมห้องคลังแสงเก็บวัตถุดิบปรุงอาหาร

ส่วนชั้นบนเป็นพื้นที่ส่วนตัวของสมาชิกทั้ง 8

แพรเริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า บ้านหลังนี้ตกแต่งด้วยฝีมือเธอ ในวัยที่ยังไม่รู้จักสไตล์ที่ชอบ ในวันที่ห่างไกลความรู้ด้านดีไซน์ แม่ชวนไปเลือกกระเบื้องก็จิ้มๆ เอาสีขาวไว้ก่อน เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่มาจากบ้านเก่า แพรเล่าแบบติดตลกว่า ไม่ค่อยมีอะไรที่เข้ากันสักอย่าง ประตูห้องแต่ละคนยังไม่เหมือนกันด้วยซ้ำ เพราะพ่อกับแม่ปล่อยให้ลูกๆ ออกแบบพื้นที่ของตัวเอง ตรงไหนที่เป็นส่วนรวมจึงถามความคิดเห็นทุกคนและเลือกที่ฟังก์ชันเอาไว้ก่อน

อยู่มาวันหนึ่ง เธอเกิดอยากทำบ้านใหม่ ครั้งแรกลงทุนให้อินทีเรียดีไซเนอร์วาดบ้านในฝันอย่างดี แต่เจ้าของบ้านสูงวัยไม่แอพพรูฟจึงต้องพับโครงการ ครั้งที่สองเกิดจากการเรียนรู้ว่าถ้ารื้อทั้งหมดแม่ไม่ยอมแน่ ด้วยเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ก็ต้องพยายามให้เขามีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็น แม้แม่จะเริ่มคล้อยตามบ้างแล้ว แต่ในอีกมุม เมื่อของทุกอย่างยังไม่พัง ไฉนต้องทุบแล้วทำใหม่กันด้วยเล่า

นั่นเลยทำให้แพรได้เรียนรู้เรื่องการประนีประนอมอย่างเต็มขั้น

“เราแยกเป็นสองเรื่อง เรื่องการทำบ้านกับการทำห้อง การทำบ้านเป็นการเรียนรู้คนในบ้านว่าพื้นที่ไหนเป็นของใคร และจะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างสบายใจ ส่วนทำห้องคือเรียนรู้ตัวเราเอง”

อย่างที่เล่าไปตอนต้นว่าเธอแบ่งครัวเป็นสตูดิโอเล็กๆ ในการอัดคลิปโฮมเมด ครั้นจะเปลี่ยนพื้นที่ทั้งหมด มองเห็นความเป็นไปได้ยาก เธอตัดสินใจลองอีกครั้งด้วยการทำเป็นมุมๆ 

“จริงๆ แม่เราเป็นคนเปิดมากนะ ไม่ได้ปิดกั้นทุกอย่างแบบคนหัวโบราณ เราว่ามันเป็นการเรียนรู้การบาลานซ์พื้นที่ของเขา สร้างความเชื่อใจแบบค่อยๆ ไล่ระดับ และเขาก็รู้สึกว่าที่แพรทำมันโอเค จน ณ ตอนนี้เราทำอะไรให้กับบ้านก็ได้”

มุมแรกเริ่มจากฟังก์ชัน ติดชั้นวางของไม้ที่แพรลงมือต่อเอง นำอุปกรณ์ทำครัวเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ และย้ายเครื่องกรองน้ำลงไปไว้ในตู้ด้านล่าง พร้อมติดที่ห้อยเรียงกระทะเป็นชั้นๆ

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

ส่วนมุมหน้าต่างครัว เริ่มขยับไปที่การซ่อมแซมและเสริมความสวยงาม

ดีลที่สองสำเร็จ! เธอโน้มน้าวจนเอาเหล็กดัดออกไปได้

“ถ้าใครรู้จักแม่เราจริงๆ จะรู้ว่าเขาเป็นคนห่วงความปลอดภัยมาก เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน มานอนบ้านยังขำอยู่จนทุกวันนี้ว่า แม่เราล็อกสามชั้น ล็อกประตูข้างหน้าที่เป็นกรงสีขาว ล็อกประตูกระจก แล้วล็อกประตูนอกอีก การเอาลูกกรงออกเลยเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก แต่เขายอมฟังเรา เพราะเห็นแล้วว่ามุมหนึ่งสองสามสี่มันรอด มันดี ” แพรเล่าอย่างติดตลก ก่อนชวนให้ชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่างที่อยู่สูงจากคลองระบายน้ำในระยะเอื้อมไม่ถึง

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

การทำห้องคือการเรียนรู้ตัวเอง

จากชั้นล่าง เราขอเดินตามแพรขึ้นบันไดไปยังชั้น 3 ห้องนอนและห้องทำงานสีเหลืองสดซึ่งไม่ได้เพิ่งทาใหม่ แต่เธอเลือกสีนี้มาก่อนกาล ในยุคที่ช่างงงว่าทำไมถึงเอาสีทาภายนอกมาทาภายใน 

เดินผ่านห้องนอนสีหวานที่บนชั้นเต็มไปด้วยหนังสือการ์ตูนเล่มโปรด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เช่น ไอ้หนูซูชิ, จอมโหดกระทะเหล็ก, เซียนบะหมี่สีรุ้ง, ยอดกุ๊กแดนมังกร, ยุทธภูมิกระเพาะเหล็ก โดยเล่มที่เปลี่ยนโลกให้กับแม่ครัวตัวจิ๋วเลยคือ โซ้ยแหลก ที่แพรเคยหยิบสูตรซูชิทอดจากในนั้นไปทำจริงมาแล้ว

ส่วนเตียงนอนวินเทจตรงข้าม ไม่รู้ว่าน่ารักเพราะดีไซน์บวกสีเหลืองนวลเข้ากันดีกับผนัง หรือเรื่องที่เล่าว่าเป็นเตียงเก่าของพ่อแม่ซึ่งใช้ตอนแต่งงาน ก่อนส่งต่อให้อาม่า และตกทอดมาถึงเธอหรือเปล่า

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

ห้องทำงานแต่ละมุมประดับประดาด้วยข้าวของที่ชอบทั้งเฟอร์นิเจอร์เก่า งานหวาย รูปภาพ สารพัดสิ่งเล็กสิ่งน้อย และมีเรื่องราวซ่อนอยู่ทุกชิ้น 

“ห้องนี้บ่งบอกความเป็นตัวเรามากที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่ต้องประนีประนอมกับใคร อยากเอาอะไรมาใส่ก็ใส่ไปเลย แต่ละมุมเรามองเรื่องดีไซน์กับฟังก์ชันไปในทิศทางเดียวกัน แต่เราเปลี่ยนเลย์เอาต์ห้องบ่อยมากนะ นี่น่าจะเป็นเวอร์ชันที่เจ็ดหรือแปดแล้ว” เธอพาเดินรอบๆ ก่อนค่อยๆ เล่าแต่ถึงละมุม

“เราชอบรายละเอียดของของเก่า แล้วชอบ DIY เอง อย่างกระจกบ้านนี้ตั้งแต่สมัยประถม เคยอยู่ในห้องนอนคนงานมาก่อน ตู้ไม้ที่เป็นช่องๆ นี้ ให้ทายว่ามันคืออะไร” เธอชี้ไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง

เราไล่ตั้งแต่ตู้เก็บเอกสาร ช่องใส่ยาโต๊ะเก็บไวน์ แต่ไม่ถูกสักอย่าง ยกมือยอมแพ้ดีกว่า

“มันคือที่เก็บรองเท้าเด็ก” นักประดิษฐ์เฉลย

“ไปซื้อมาจากร้านเฟอร์นิเจอร์ขายของเด็ก ลดราคา ก่อนหน้านี้เอามาใช้หลายอย่างมาก เป็นชั้นวางหนังสือ พอหนังสือมากขึ้นเริ่มไม่พอ ก็เลยเปลี่ยน เป็นโต๊ะเครื่องแป้ง หน้าบานที่ปิดอยู่ คือแผ่นกั้นให้เป็นสองชั้น เพื่อให้วางได้สองคู่ เราก็ดึงออก” 

ถัดไปเป็นมุมโต๊ะทำงาน ซึ่งมีสองมุม มุมหลักที่ใช้งานบ่อยเป็นโต๊ะนั่งพื้น และมีอุปกรณ์ข้างกายอย่างอุปกรณ์วาดรูป เครื่องเขียน ข้างกันมีตู้เก็บอุปกรณ์ทำงานศิลปะ ส่วนโต๊ะนั่งอยู่ติดริมหน้าต่าง บนโต๊ะมีสารพัดหินสะสมจากหลากหลายที่ วันไหนก็หยิบมาล้างน้ำจนใสสะอาด เพื่อเรียกพลังงานเพิ่ม (แต่แพรแอบกระซิบว่าไม่ได้มู จริงๆ นะ)

“เราวาดรูปบำบัดตัวเองจากความเครียด เพราะเป็นคนที่คิดเยอะมาก อาจารย์สอนวาดรูปคนแรกของเราคือ ฮ่องเต้ (กนต์ธร เตโชฬาร) สอนแค่ชั่วโมงเดียว ก็ให้เราลองวาดคอนทัวร์เลย เป็นการวาดเส้นต่อกันห้ามยก และบอกให้ฝึกวาดทุกวันไปเรื่อยๆ ซึ่งช่วงนั้นเราวาดทุกวันจริงๆ นะ หลานมาก็ชวนหลานวาดรูป”

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

อีกฝั่งผนังเป็นโซนรูปภาพที่แฟนคลับทำให้และของกระจุกกระจิกที่เก็บไว้เพราะมีเรื่องเล่า อาทิ ช่อดอกไม้ที่เพื่อนให้มา สารพัดภาพสัตว์ที่ประดับงานแต่งก้อย-ตูน ลังไม้ที่เก็บมาจากข้างทางรถไฟในญี่ปุ่น ตู้จากออฟฟิศเก่า และผ้าพิมพ์ส่วนผสมของ Traditional Yorkshire ที่ซื้อจากตลาดในเมืองยอร์ก ประเทศอังกฤษ ซึ่งไปโร้ดทริปกับ ว่านไฉ (อคิร วงษ์เซ็ง) อาสาพาไปหลง จนเป็นต้นกำเนิดของ PEAR is hungry

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้
บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

ด้านนอกระเบียง เธอแบ่งพื้นที่ไว้ปลูกต้นไม้และทดลองปลูกผัก เพื่อดูว่าคนที่มือร้อน จับอะไรเป็นตาย ขนาดกระบองเพชรยังไม่รอด จะเลี้ยงต้นไม่ไหวหรือเปล่า 

“พอเราใส่ใจมันมากขึ้น ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าไม่ใช่แค่อยากรดน้ำก็รด แต่เราต้องสังเกตว่าเขาต้องการอะไร เรียนรู้ลักษณะต้นไม้ แล้วเข้าใจนิสัยเขาจริงๆ แต่ละต้นมีความชอบต่างกัน บางต้นชอบน้ำมาก บางต้นชอบแดด แต่วันไหนแดดร้อนเกินไปก็ไม่ไหว การเลี้ยงต้นไม้ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ เหมือนเวลามีแฟน ต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไร ไม่ใช่เราคิดว่าสิ่งนี้ดีแล้วเราอยากให้ พังตลอดเลย ตอนนี้เลยรู้สึกว่า ต้นไม้รอด ชีวิตคู่เราต้องรอดแล้ว” เธอหัวเราะเขินๆ

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

“อีกเรื่องคือ เราแพลนไว้ว่าต่อจากนี้จะทำสวนเอง ตอนนี้เลยลองปลูกผักแบบออร์แกนิกให้คนในครอบครัวกิน เป็นผักที่เก็บกินใบได้ ใบมินต์ เคล และยังช่วยเรื่อง Zero Waste สำหรับเรามาก อย่างเวลาทำอาหาร ซื้อกะเพรามากำหนึ่ง จริงๆ เราใช้แค่สิบใบเอง ที่เหลือทิ้งหมดเลย อันนี้เด็ดแค่พอใช้ และเลี้ยงมันในต้นต่อไป”

เรียนรู้ว่าการเปิดร้านอาหาร ไม่ใช่การทำอาหาร

ไหนๆ ก็วนมาเรื่องอาหาร เลยชวนคุยถึงที่มาที่ไปในการเข้าครัวของนักเล่าเรื่องชวนหิวคนนี้สักนิด 

“การทำอาหารเกิดขึ้นจากการเห็นแก่กิน” แพรเกริ่นด้วยเสียงหัวเราะแล้วเล่าต่อว่า สมัยก่อนบ้านเป็นกงสี อาม่ากับซิ่มเป็นคนทำอาหารทุกเวลาแล้วก็ตั้งเอาไว้บนโต๊ะ หลังเลิกเรียน เด็กหญิงพิมพ์ลดาจะรับหน้าที่ถืออาหารไปไว้บนโต๊ะ ระหว่างทางก็แอบกินไปเรื่อยๆ นานวันเข้าซิ่มก็ชวนเข้าครัว หัดทำไข่เจียว วันว่างก็เล่นทำอาหารกับญาติๆ 

“ช่วงช่วงประถม มัธยมต้น ถ้าคนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็จะบอกเสมอว่าอยากเปิดร้านอาหาร อยากเป็นเชฟ พอเราทำแล้วอร่อย อาเจ็กกินก็ เฮ้ย ทำได้ไง รู้สึกเป็นรางวัลที่มีคนชม กลายเป็นความฝัน ซึ่งเราได้เปิดร้านอาหารแล้ว แต่ก็ปิดไปแล้วเช่นกัน”

นี่คือเรื่องสำคัญในชีวิตที่สอนให้คนชอบทำอาหารแต่ไม่มีความรู้เรื่องการทำร้านอาหารได้เรียนรู้อีกอย่าง 

“เราเปิดร้านซุปและคิดสูตรเอง เพราะอยากไปต่อเลยลงเรียนคอร์สเล็กๆ International Cuisine ของสวนดุสิตกับที่เลอกอร์ดองเบลออีก พอเรียนจบเราเริ่มรู้มากขึ้น แต่เอาจริงๆ การทำร้านอาหารเป็นคนละเรื่องกับที่ฝันไว้เลย มันไม่ใช่การทำอาหาร แต่คือการบริหารคนในการทำอาหาร พอหันกลับไปตอนนั้นรู้สึกว่าเราโคตรอ่อนต่อโลก เราเปิดร้านโดยที่ยังไม่ได้มีความรู้มากนัก แถมยังเปิดก่อนเรียนจบด้วย เราแค่ทำในสิ่งที่เราอยากกิน แต่ไม่รู้วิธีการบริหารจัดการด้วยซ้ำ ว่าจะทำยังไงให้อาหารทุกจานออกมาเหมือนกัน การ Half Cool แล้วค่อยมาจบงานก่อนเสิร์ฟ

“โชคดีที่คนรอบๆ ข้างช่วยเหลือเราหมดเลย มี เชฟแวน (เฉลิมพล โรหิตรัตนะ) มาช่วยสอนให้เรียนรู้ไปทีละขั้น แต่ท้ายที่สุดมันไม่เหมือนการทำอาหาร เลยคุยกับน้องชายว่าปิดดีกว่า แล้วค่อยไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ จากนั้นเลยเริ่มทำเพจ

“ต้องบอกก่อนว่าเราไม่ได้เก่งเรื่องการทำคอนเทนต์เลย ทุกอย่างค่อยๆ เรียนรู้หมด เรียนรู้จากความผิดพลาด ว่าทำอันนี้ไม่เวิร์ก แต่ก่อนหน้านี้เป็นคนชอบจัดการ ต้องวางแผนทุกอย่างให้ครบค่อยลงมือทำ ถ้าอันไหนเสี่ยง ยังไม่รู้ว่าผลจะเป็นยังไง จะไม่ลงมือทำเลย 

“จนกระทั่งทำ PEAR is hungry จริงๆ ก่อนทำคิดมาเป็นปีแล้วไม่ได้ทำสักที จนวันที่ว่านบอกอยากไปอังกฤษ เออ อยากไปเหมือนกัน ไปกันป่ะ อันนั้นคือไม่คิดแล้ว กระโดดลงไปทำเลย พอทำและเห็นข้อผิดพลาด สิ่งที่เราขาดตกหล่น ก็ค่อยๆ เติม

“พอแก่ตัวเรื่อยๆ เหมือนใจมันแกร่งขึ้น ก็แค่พลาด แล้วไปต่อแค่นั้นเอง จุดสำคัญคือตัวตนเราโตขึ้น แล้วเรียนรู้ว่าเรื่องบางเรื่องควบคุมได้ บางเรื่องไม่ได้ จงเรียนรู้กับความผิดพลาด พอเข้าใจถึงคำเหล่านี้ มันทำให้ชีวิตเราสบายขึ้น เบาขึ้น และสนุกขึ้น เอาจริงพูดปีนี้กับปีที่แล้วยังไม่เหมือนกันเลย เรียกว่าเจ็บจนชิน”

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

ขอคั่นโฆษณาสักครู่ PEAR is hungry เป็นรายการเล่าเรื่องแบบไม่มีวันอิ่ม มีรายการที่พาไปตะลุยชิมอาหาร สอนทำเมนูง่ายๆ พาเข้าครัวบ้านเพื่อน และล่าสุดชวนคุณแม่มาไลฟ์สดด้วย ส่วนโปรเจกต์ถัดไป แพรกระซิบบอกว่า กำลังจะทำมื้ออาหารของตัวเองในรูปแบบ Chef’s Table เป็นเมนูที่อยากให้ทุกคนได้กิน รอติดตามเร็วๆ นี้ได้เลย

การทำงานกับตัวเองทำให้เรียนรู้ว่าความสุขหาได้ง่ายๆ 

หลังบทสนทนาเงียบลงสักครู่ คนตรงหน้าพึมพำขึ้นมาว่า

“ยิ่งวางยิ่งเบา”

มีเรื่องไหนที่วางแล้วเบา-เราถามทำลายความเงียบ

แพรนิ่งคิด และเงียบไปพักใหญ่

“ความคาดหวัง ไม่ได้ทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่บางทีถ้าเราวางความคาดหวังต่อตัวเองลงได้ เคยสัมผัสว่ามันเบาจริงๆ เราเคยร้องไห้กับยอดวิว ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีผลกับลูกค้า กับน้องๆ ที่เราต้องดูแล เราเคยอยู่ในจุดที่ทำคอนเทนต์เสิร์ฟคนชอบ เพราะรู้ว่าทำให้คนดูมากกว่า หรือง่ายต่อเรามากกว่า แต่ก็เรียนรู้แล้วว่ามันไม่เวิร์กเสมอไป ท้ายสุดเราอยู่กับมันได้ไม่นาน เพราะไม่ใช่ตัวตนเรา ณ ตอนนี้ เราใช้คำว่าทำในแบบที่ชอบและขยี้ลงไปเรื่อยๆ คนชอบในสิ่งนี้ก็จะมาเจอกันเอง คิดว่านะ

“วันนี้ที่พูดได้เพราะเราทำงานกับตัวเองมาเยอะมาก เรียนรู้แล้วว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ย้อนไปเมื่อสิบปีที่แล้ว เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบฟังเพลงแบบไหน ไม่รู้ด้วยว่าชอบแต่งตัวสไตล์ไหน เพราะอยู่กับการที่มีสไตล์ลิสต์แต่งตัวให้ การเริ่มทำงานกับตัวเองทำให้เราหาความสุขง่ายๆ ได้มากเลย เพราะเรารู้แล้วว่านี่คือความชอบ จากนั้นก็ลงมือและใช้เวลากับมัน ยิ่งถ้ามันหาได้โดยที่อยู่ในบ้านเรา มันยิ่งพลัสคูณสอง”

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

แล้วความสุขที่หาได้ในบ้านของแพรคืออะไร-เราถาม

“คือการใช้เวลากับที่บ้านและทำอาหารให้ครอบครัวกิน แต่ก่อนเป็นคนไม่ติดบ้านเลยนะ ทุกคนรู้ว่า ถ้าเราอยู่บ้านเกินสามวันจะผื่นขึ้น (หัวเราะ) ต้องออกไปข้างนอก พอวัยทำงานก็ออกจากบ้านทุกวัน กลับถึงบ้านแค่อาบน้ำนอน หกโมงเช้าตื่นมาไปกองถ่าย 

“ตอนนี้พ่อกับแม่เขาแก่แล้ว เลยตั้งจุดเล็กๆ ว่าอยากทำอาหารให้แม่กินทุกวัน แล้วเขาชมว่าแพรทำอาหารอร่อยมากกกกก ก็มีความสุขแล้ว กลับกัน พ่อไม่กินอาหารเราเลย วันไหนเขากินเราก็แฮปปี้ (หัวเราะ) 

“แล้วเราก็ไม่เคยมีความคิดจะย้ายออกไปไหน เพราะเป็นคนติดครอบครัวมาก โตมากับการที่ลูกหกคนนอนอยู่บนเตียงด้วยกัน พอโตขึ้นมาหน่อยเป็นห้องสามคน พอพี่สาวแต่งงานแล้วย้ายออก เป็นครั้งแรกที่อยู่ห้องคนเดียว เลยนั่งร้องไห้ เพราะเหงา (หัวเราะ) ทำไมห้องโล่งขนาดนี้ ปรับตัวไม่ทัน คิดอยู่อย่างเดียวว่าถ้าต้องออกจากบ้านนี้ ต้องแต่งออกเท่านั้นเลย” เธอว่าขำๆ ก่อนจบประโยคด้วยถ้อยคำน่ารักที่ซ่อนความรักไว้ไม่มิด

“แม่สร้างบ้านนี้ไว้ตั้งใจให้เป็นบ้านสำหรับทุกคน ถึงใครแต่งงานหรือไม่แต่งงานก็อยู่ไปได้จนตาย”

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

“มันต้องคิดตั้งแต่เริ่มเลยครับ ว่าเราอยากอยู่แบบนี้”

ใหม่-ประพันธ์ นภาวงศ์ดี ภูมิสถาปนิกแห่ง Shma Company Limited เจ้าของบ้านหลังงามเอ่ยเริ่มบทสนทนา หลังพาพวกเราเดินขึ้นบันไดมานั่งคุยกันยังดาดฟ้าชั้น 3 ของบ้าน วันนั้นอุณหภูมิเฉียด 40 องศา มีเพียงร่มเงาไม้ใหญ่รอบด้าน และลมพัดเบาๆ คลายร้อน 

ใหม่-ประพันธ์ นภาวงศ์ดี ภูมิสถาปนิกแห่ง Shma Company Limited

เอาเข้าจริง เราแทบไม่ได้รู้สึกร้อนเท่าอุณหภูมิที่ปรากฏเลยสักนิด

มองจากด้านนอก เราปล่อยความทึ่งไปปะทะกับต้นไม้สูงชะลูดที่ลดหลั่นไล่ระดับชั้นตามอาคารชั่วครู่ ก่อนมองลอดหลังประตูเหล็กสีขาวสูงโปร่งจรดชั้น 2 ซึ่งทำหน้าที่เป็นรั้วในตัว เห็นตัวอาคารสีขาว 3 ก้อน เรียงทอดยาวไปในแนวลึก เพื่อให้เกิดการไหลเวียนของอากาศจากทิศทางลมที่มาตามแนวเหนือใต้ และเมื่อเบรกตัวอาคารเป็น 3 ก้อนเช่นนี้ มีข้อดีคือทำให้มีคอร์ตกลางบ้านสำหรับปลูกต้นไม้ได้อีกที่

ก่อนมา เรานิยามบ้านสีขาวหลังนี้ให้เป็น

บ้านที่อยากทดลองหาความเป็นไปได้ในการปลูกต้นไม้ใหญ่บนอาคาร

บ้าน 3 ชั้นที่ปลูกต้นไม้กว่า 150 ต้นบนบ้าน

บ้านป่ากลางเมือง

และบ้านที่วางฟังก์ชันเหมือนคอนโดมิเนียม

ก่อนกลับ เราว่าไม่มีอะไรชัดเจนไปกว่าประโยคนี้

‘บ้านที่แสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองเริ่มต้นได้จากที่บ้าน’

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

บ้าน 3 ชั้นที่เริ่มจากการอยากทำสวนบนหลังคา

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน ใหม่และพี่สาวทั้งสองคิดอยากให้ครอบครัวรวมถึงคุณแม่ที่เริ่มอายุมากแล้ว กลับมาอยู่รวมกันอีกครั้ง พวกเขาตกลงกันว่าจะสร้างบ้านหลังใหม่บนที่ดินผืนเดิมซึ่งเคยอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก แต่พอโตขึ้น ความต้องการใช้พื้นที่ก็โตตามไปด้วย เมื่อพื้นที่ที่เคยมีสวนหน้าบ้านต้องหายไป เขาคิดหาวิธีใหม่ที่จะทำให้บ้านยังคงมีทั้งสวนและพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต้องการ บนที่ดินผืนเดิมขนาด 72 ตารางวานั้น

“สวนบนหลังคาเป็นจุดเริ่มต้นว่าทำไมเราถึงเอาทุกอย่างไว้ข้างบน ซึ่งเราอยากทำอยู่แล้วและคิดว่ามันก็ดีด้วย เพราะว่าสวนหลังคาเหมาะกับการปลูกพวกสวนกินได้ที่ต้องการแสงมากเป็นพิเศษ แต่ส่วนหนึ่งเราก็ยังอยากให้มันดูร่มรื่น ดูมีความเป็นธรรมชาติ

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน
บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

“การใช้งานในชีวิตประจำวันก็ด้วย คือเราไม่อยากขึ้นสูงกันเยอะ หมายถึงเราไม่อยากให้สร้างบ้านเป็นทรงสูง ซึ่งมันจะกลายเป็นว่าคนต้องเดินสามชั้น เพื่อขึ้นมานอน เราอยากอยู่กันแค่ชั้นสอง มันก็เลยต้องแผ่เต็มไซส์ที่ดินแบบนี้ แล้วเราก็แบ่งอาคารเป็นสามก้อน มีคอร์ตให้แสงและลมเข้ามาในบ้านได้”  ใหม่เล่าต่อหลังขยับมุมนั่งหลบแดด

ส่วนฟังก์ชันอื่นๆ ในบ้านก็สร้างโดยอ้างอิงจากใช้งานจริง อย่างห้องครัวควบรวมห้องกินข้าวที่อยู่ตั้งแต่หน้าบ้านหากซื้อของอะไรกลับมาก็เก็บตู้เย็นได้เลย ไม่ต้องเดินไปถึงข้างหลัง นอกจากต้นไม้ เขาบอกว่าครัวนี่แหละก็เป็นอีกหัวใจหลักของบ้าน เพราะทุกคนใช้เวลาร่วมกันในห้องนี้เยอะที่สุด

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน
บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

ถัดมาเป็นห้องนั่งเล่นไซส์เล็ก แต่ใหญ่พอให้ครอบครัวนั่งดูหนังด้วยกันในเวลาว่าง ตรงข้ามเป็นห้องคุณแม่ และห้องพี่สาว

ขึ้นไปบนชั้น 2 เขาเอาข้อดีของคอร์ตกลางบ้านมาช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวให้อีกชั้น ระหว่างห้องของครอบครัวพี่สาวอีกคนหนึ่ง รวมถึงห้องนอนหลานๆ และห้องนอนของเขา ซึ่งพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคนนี้ เขาออกแบบโดยใช้วิธีคิดเดียวกับคอนโดมิเนียม คือให้มีพื้นที่กว้างพอสำหรับใช้ชีวิตส่วนตัวอยู่ในห้องได้ตลอดเวลาอย่างไม่อึดอัด มีทางเดินทอดยาวก่อนเข้าสู่ตัวห้อง มีแพนทรีเล็กๆ ในตัว ตรงข้ามมี Walk-in Closet และห้องน้ำไร้ประตูที่ผนังอีกฝั่งเปิดโอเพ่นให้เทควิวคอร์ตยาร์ดเต็มตา

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

แต่ละห้องเน้นใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ Built-In สีเรียบน้อยชิ้น เข้าคู่กันกับบ้านโทนขาวสะอาดอย่างพอดี ไม่มาก แต่ก็ไม่เรียบนิ่งเกินไปนัก สีโทนอบอุ่นของไม้ยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศบ้านน่าอยู่ บวกกับเพดานสูง 3 เมตร และช่องเปิดสูงจรดเพดานที่พรางสายตาด้วยแผงระแนงเหล็กสีขาว ช่วยทำให้บ้านดูโปร่งโล่งอย่างไม่ต้องสงสัย

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

ส่วนชั้น 3 ก็ยกให้เป็นห้องของต้นไม้ ห้องซักล้างและตากผ้าโดยเฉพาะ รวมพื้นที่ใช้งานจริงจึงอยู่ที่ 300 ตารางเมตร

ขณะเดินขึ้นบันได เราสังเกตเห็นช่องสกายไลท์เหนือบันได ตรงนี้ใหม่บอกว่าอยากให้แสงส่องสว่างทั้งวันโดยไม่ต้องเปิดไฟ โดยเทคนิคเล็กๆ ที่น่าสนใจมาก คือการขยับส่วนพักบันไดไม่ให้ชนกับกำแพง เพื่อให้แสงส่องลอดไปจนถึงชั้นหนึ่ง ส่วนราวกันตก ลูกนอนและลูกกรงซี่ห่างช่วยทำให้บ้านดูไม่ทึบตัน รวมถึงช่องระหว่างอาคารที่เจาะช่องแสงพร้อมปลูกต้นไม้เอาไว้นั้น ล้วนทำให้บ้านสว่างและลดใช้พลังงานได้แทบทั้งสิ้น

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน
บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

บ้านที่อยากให้ Google Map มองเห็นเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

นอกจากครัวสวนกินได้แล้ว สารพัดพรรณไม้เขียวชอุ่มบนตัวบ้านทุกชั้น คือโปรเจกต์ที่ภูมิสถาปนิกหนุ่มอยากทดลองปลูกต้นไม้ใหญ่บนอาคาร

“การปลูกต้นไม้ใหญ่บนอาคาร เป็นสิ่งที่ถกเถียงกันว่ามันจะรอดไหม ซึ่งผมเป็นภูมิสถาปนิกอยู่แล้ว ก็เลยคิดให้มันเป็นการทดลองดูความเป็นไปได้ว่าต้นไม้จะเติบโตได้แค่ไหน

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

“อีกอย่างที่เราสนใจคือธรรมชาติกับเมืองมันอยู่คู่กันได้ ซึ่งเราไม่ควรคิดแบ่งแยกว่าเมืองก็เมื้อง เมือง ธรรมชาติก็ธรรมช้าด ธรรมชาติ ความจริง มันอยู่ร่วมกันได้ ถ้าเราแปลนดีๆ จัดการดีๆ

“เราอยากให้บ้านหลังนี้เป็นคำตอบว่าพื้นที่สีเขียวในเมืองมันอยู่ตรงไหนได้บ้างในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อค่าที่ดินแพงขึ้นเรื่อยๆ คนก็ไม่อยากเหลือพื้นที่บนดินมาปลูกต้นไม้แล้ว อันนี้เป็นเทรนด์ที่เราเห็น เราเลยคิดว่าจะทำยังไงให้สีเขียวบนอาคารมันยั่งยืนได้ แต่ก็เราไม่อยากเห็นแบบที่ปลูกต้นเดียวแล้วนั่งหงอยๆ” เขาอธิบายด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

“ตอนนี้ก็เห็นภาพชัดเลยนะครับ ว่าปลูกหลายๆ ต้นมันช่วยพยุงกันเองได้ ในแง่การพยุงหมายถึงมันไปรอดกันมากขึ้น เหมือนมันเกื้อกูลกัน” ชายหนุ่มเสริม

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน
บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

สำรวจด้วยสายตาคร่าวๆ แค่บริเวณชั้น 3 นี้ มีพันธุ์ไม้หลายชนิดล้อมตัวเราเอาไว้ ลักษณะแต่ละต้นล้วนเป็นไม้ยืนต้นทรงสูง ซึ่งสูงกว่า 6 – 8 เมตร แน่ๆ

“มีต้นอะไรบ้างคะเนี่ย” เราเอ่ยถามสั้นๆ

“มีต้นพะยอม ต้นคูน จำปี กันเกรา พะยูง บุหงาส่าหรี แคนา” เขานิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังคิด ก่อนเอ่ยต่อว่า “เยอะมากครับ”

“ผลไม้ก็มีนะครับ อย่างชมพู่ก็ออกปีละครั้ง มะเฟือง มะยม มะยงชิดก็มีนะ แต่ยังไม่ได้ออก ส้มโอ ผักสวนครัวก็มีมะนาว กับเลมอนที่เพิ่งออกลูกอยู่ตอนนี้ มีต้นหม่อน มัลเบอรี่ ตระไคร้ ที่ทดลองปลูกหลายๆ อย่างก็เพื่อให้เก็บกินได้ตลอด บางอย่างเอาไปต้มดื่มเป็นน้ำสมุนไพร ส่วนชั้นล่างสุดพื้นที่แคบ ก็เลยปลูกกล้วยแทน ดูแลง่าย ได้กินตลอด แบ่งกระรอกด้วย” ระหว่างไล่เรียงชื่อพันธุ์ไม้ เขาก็ชี้มือไปที่ระรอกน้อยอีกครอบครัวหนึ่งที่มาปักหลักอยู่ด้วยกัน

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

“ที่เราตั้งใจคืออยากให้สวนบนหลังคามันปกคลุมไปด้วยไม้ยืนต้น ให้มองจาก Google Map แล้วเห็นเป็นสวนเลยครับ ไม่ใช่ตัวบ้าน ส่วนชั้นอื่นๆ อย่างชั้นสองก็อยากให้เป็นวิวที่มองเห็นได้จากถนน และรักษาความเป็นส่วนตัวให้พื้นที่อยู่อาศัย ตอนนี้มีอย่างน้อยๆ ยี่สิบกว่าชนิด รวมทั้งหมดแล้วน่าจะประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบต้นได้ครับ ที่ต้องมีเยอะขนาดนี้เพราะอยากปลูกให้เหมือนป่า คล้ายๆ ป่าเบญจพรรณ

“พี่สาวก็ชอบ ส่วนพี่เขยเองมาจากต่างจังหวัดก็ชอบธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ตอนก่อสร้าง แน่นอนเขาอาจจะยังไม่เห็นภาพหรอกว่าจะเขียวขนาดนี้” เขาเล่านึกย้อนไปอย่างติดตลก

บ้านที่สร้างให้ทั้งคนทั้งต้นไม้อยู่

หลังออกแบบแล้วว่าอยากให้บ้านหลังนี้เป็นที่อยู่ของต้นไม้กว่า 150 ต้น ขั้นตอนที่สำคัญคือปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง เพื่อวางแผนคำนวณทั้งเรื่องการรับน้ำหนักและการดูแลจัดการต้นไม้เหล่านั้นด้วย

ส่วนหาการข้อจำกัดให้เหมาะสมกับการเติบโตของต้นไม้ ใหม่บอกว่าทดลองปลูกที่ความลึกของดิน 1 เมตร ซึ่งปกติของสวนดาดฟ้าจะอยู่ที่ 1.5 เมตรและออกแบบให้ความกว้างของกระบะอยู่ที่ 2-3 เมตร

“เราปลูกต้นไม้จากต้นที่เล็ก เพราะเราเชื่อว่ามันจะปรับตัวเพื่อการเติบโตตามสภาพแวดล้อมได้ ที่เห็นต้นขนาดนี้ ตอนปลูกครั้งแรกสูงประมาณครึ่งเดียวเมตรสองเมตร นี่ใช้เวลาสองปีกว่าเองนะ แล้วพอความลึกของดินมันจำกัด มันก็จะไม่โตไปกว่านี้ เหมือนกับปลูกบนพื้นดินอยู่แล้ว

“อีกอย่างเราก็ไม่ได้เลือกต้นที่รากมันแตกแขนงแพร่ออกไปมากอย่างพวกต้นไทร เราปลูกต้นไม้ทรงสูง ไม่เน้นต้นที่ทรงแผ่กว้าง เพราะกลัวว่ามันจะเอียงแล้วล้มได้ ซึ่งต้นไม้ที่เป็นทรงสูง กิ่งจะไม่แผ่ออกไปด้านข้าง รากก็จะไม่แผ่ขยายด้วยครับ

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

“ส่วนถ้ากังวลว่ารากจะชอนไช กังวลเรื่องความแข็งแรงหรือการรั่วซึม พวกนั้นเราก็ต้องมีระบบที่จะป้องกันข้างใน เช่น ตัวกระบะต้องเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ไม่ใช่แค่ก่ออิฐ ถ้าทำแค่นั้นมันจะมันไม่แข็งแรงและรับน้ำหนักของดินไม่ได้อยู่แล้ว และต้องมีตัวกันซึมสองชั้น ผสมตัวกันซึมที่คอนกรีตหนึ่งชั้น ส่วนตัวกันซึมอีกชั้นเป็นแผ่นยางพ่นไฟให้มันเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกับตัวคอนกรีตอีกที

“ผมว่าถ้าอยากทำคงต้องปรึกษาสถาปนิกหน่อย เพราะว่าไม่ใช่เรื่องเบสิกขนาดที่ใครก็ทำได้ มันมีผลิตภัณฑ์พิเศษที่ต้องใช้หลายๆ อย่าง อย่างเมื่อกี้เป็นพวกกันซึมที่กันไม่ให้รากไช แล้วก็ต้องรู้เรื่องการวางตำแหน่งให้ถูกเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต โดยเฉพาะการวางตำแหน่งท่อน้ำ แล้วก็ต้องคำนวณโครงสร้างเผื่อต้นไม้โตไว้อยู่ดี ถ้าปรึกษาวิศวกรด้วยเขาคำนวณได้อยู่แล้ว เราแค่บอกว่า ดินหนักเท่านี้ แล้วมีต้นไม้กี่ต้นอะไรแบบนี้

“ส่วนระบบน้ำก็เราต่อท่อในระบบเรียบร้อย รดน้ำก็แค่เปิดก๊อก ที่สำคัญคือเราต้องคิดเผื่อการดูแลรักษาให้มันง่ายด้วย ไม่งั้นเราจะไม่มีแรงไปดูแลรักษามัน”

ส่วนเรื่องค่าก่อสร้างที่หลายคนอยากรู้ว่าราคาเป็นมิตรไหม เราแอบกระซิบถามมาให้แล้ว

“ต้นทุนการก่อสร้างไม่ได้แพงกว่าบ้านอื่นนะ ตามมาตรฐานการสร้างบ้านสมัยนี้ที่ตกประมาณสองหมื่นกว่าบาทต่อตารางเมตร ผมว่ามันก็บริหารจัดการได้ ถ้าเราก็เลือกวัสดุภายในให้มันถูกหน่อย ไม่ได้สเปกอะไรพิเศษมาก เราก็ไปเฉลี่ยเอาตรงนั้น

“ส่วนต้นไม้ ใช้ต้นเล็กเพราะฉะนั้นราคายิ่งไม่แพง ต้นนึงหลักร้อย ช่วยประหยัดงบ แล้วรอโตเอา แต่ถ้าซื้อไซส์ใหญ่นี้มาเลยอาจมีห้าพันหกพัน หรือเกือบหมื่นบาท”

บ้านที่ดูแลไม่ยากและไม่เยอะเหมือนต้นไม้

อ่านมาถึงตรงนี้ ทุกคนอาจคิดไกลไปก่อนแล้วว่าต้องดูแลรักษายาก ใหม่เล่าว่าไม่ได้ลำบากอะไร เพราะอย่างที่เขาบอกไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะทำให้คล้ายกับป่าเบญจพรรณซึ่งเป็นป่าโปร่งและมีพันธุ์ไม้หลายชนิดคละเคล้าปนกัน เมื่อไม้ยืนต้นหลายชนิดอยู่รวมกันเป็นระบบนิเวศที่มันเกื้อกูลกันแล้ว แทบไม่ต้องดูแลอะไรมาก ปล่อยไปตามธรรมชาติได้เลย

“เราพยายามคิดว่าจะให้มันอยู่แบบยั่งยืนได้ยังไงด้วยครับ ที่บอกว่าทดลองคืออยากรู้ว่า พื้นที่สีเขียวบนอาคารที่เป็นต้นไม้ใหญ่ เป็นป่าแบบนี้ มันจะเป็นไปได้ไหม รวมถึงมองเรื่องดูแลรักษาให้น้อยที่สุด แล้วเราจะไม่ปลูกไม้พื้นราบเท่าไหร่ เพราะอยากให้พวกใบ้ไม้หล่นลงมาคลุมบนดิน เหมือนในป่าจริงๆ และมันจะได้กลายเป็นดินในอนาคต

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

“จากที่เคยทำมา ปัญหานึงของการปลูกต้นไม้บนอาคารคือดินจะเริ่มยุบ และทรุดตัวไปเรื่อยๆ เลยคิดว่าถ้าเราทำให้ใบไม้กลายเป็นดินได้ เราก็ไม่ต้องมานั่งเติมดิน ซึ่งเท่าที่ดูก็ยังโอเคเลยสองปีผ่านไป ดินเหมือนไม่ได้ลดลง แต่ถ้าลองกรุยดูก็จะเห็นชั้นของใบไม้ทับกันอยู่ และใบไม้เหล่านั้นยังช่วยกักเก็บความชื้น ช่วยให้ดินอุ้มน้ำ พอมันเกื้อกูลกันได้ ก็ให้ธรรมชาติดูแลกันเอง”

นอกจากการปล่อยให้ธรรมชาติเกื้อกูลกันเองแล้ว ส่วนหนึ่งก็ต้องมีการดูแลตัดแต่งกิ่ง เพื่อไม้ให้ต้นไม้หนาแน่นจนเกินไป โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่อาจมีลมพัดแรงจนกิ่งหักหรือต้นไม้ล้ม เขาจึงมีการเสริมไม้ค้ำยันเป็นแนวยาวเรียงต่อกันทุกต้นเข้าช่วย

“พอมันอยู่ตัวแล้วเราดูแลมันน้อยลงเรื่อยๆ คือปีแรกต้องรดน้ำเยอะ เพราะว่ามันยังไม่มีใบไม้คลุมดิน เอาจริงค่าดูแลรักษาเหล่านี้ไม่ได้มากมาย อย่างน้อยเราประหยัดค่าไฟไปเยอะ เพราะต้นไม้เหล่านั้นกลายเป็นฉนวนกันความร้อนจากหลังคาสู่ตัวบ้าน บางวันแทบไม่ต้องเปิดแอร์เลยด้วยซ้ำ ส่วนค่าน้ำก็จะสูงหน่อย แต่ว่าสิ่งที่เราได้จากต้นไม้มันเยอะกว่านั้นไงครับ สูดลมหายใจแล้วมันสดชื่น บางวันกลิ่นเหมือนรีสอร์ทเลย”

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

ส่วนปัญหาคลาสสิกกับข้างบ้าน ไม่ว่าจะเศษใบไม้ที่ปลิวร่วงไปบ้าง หรือแม้กระทั่งกิ่งไม้ที่อาจยื่นล้ำอาณาเขต ใหม่บอกว่าสำหรับเขาและเพื่อนบ้านละแวกนี้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าให้พูดกันตามตรง หลายบ้านก็เลือกที่จะตัดปัญหาด้วยการตัดต้นไม้ออกไปด้วยเลย ตรงนี้เขามองว่ามันไม่ใช่ทิศทางที่ดีเท่าไหร่นักสำหรับเมืองในอนาคต

“อย่างที่เคยไปทำงานในสิงคโปร์มา พวกนี้จะไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะว่ามีกฎหมายให้ขอบข้างที่ดินต้องปลูกต้นไม้อยู่แล้ว ไม่มีนี่ต้นไม้เธอ ต้นไม้ฉัน กลายเป็นว่าทุกคนชอบต้นไม้ และปลูกต้นไม้ ในที่สุดมันก็ดีต่อเมืองส่วนรวม ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากได้ต้นไม้นะ แต่ไม่อยากปลูก ไม่อยากดูแลจัดการ ไม่อยากกวาด ถ้ามองอย่างนี้มันก็ทำให้เมืองร้อนขึ้นเรื่อยๆ ก็จบ ผมว่าทัศนติก็สำคัญ”

บ้านที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ

“จริงๆ คน ธรรมชาติ สัตว์ มันก็อยู่ร่วมกันในเมืองได้ ถ้าเราเอาธรรมชาติแยกไปเราเองนั่นแหละที่จะอยู่ไม่ได้” ใหม่เอ่ยขึ้น หลังปล่อยให้บทสนทนาเงียบลงสักพัก

“ถ้ามองว่าทุกๆ บ้านทำแบบนี้ เราก็เหมือนได้ระบบนิเวศอันใหม่ที่อยู่ข้างบน คือผมว่ามันเป็นโมเดลที่ต้องคิดว่า ในอนาคตเราจะอยู่ร่วมกันยังไง ทั้งบ้านทั้งระบบนิเวศ แน่นอนว่าถ้าเรามีที่เยอะๆ ก็ไม่มีปัญหาหรอก บ้านอยู่มุมนึง แล้วที่เหลือเป็นสวน แต่ถ้าในอนาคตเราไม่สามารถจ่ายเงินซื้อที่ใหญ่ๆ มาสร้างบ้านได้ เราก็ต้องหาโมเดลที่เรายังเก็บสวนไว้ได้มารองรับ อันนี้ก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่เราทำ

“อีกส่วนที่เห็นชัดๆ เลยตอนนี้ คือเรื่องฝุ่น PM 2.5 คนเริ่มเห็นความสำคัญของต้นไม้มากขึ้น อย่างน้อยๆ Developer เนี่ยรู้เลยว่า เค้ามี Data ว่าลูกค้าอยากได้อะไร พื้นที่สีเขียวก็เป็นส่วนแรกๆ ตอนนี้ มันไม่ใช่แบบการตกแต่งสวยหรืออะไรแล้ว สิ่งแวดล้อมที่ดีกลายเป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจซื้อ โปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เราทำอยู่ของ Developer ก็เริ่มให้มีพื้นที่สีเขียวเกินปกติที่กฎหมายกำหนดแล้ว เพราะเขารู้ว่าคนอยากได้”

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

บ้านที่สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับเมือง

นอกจากการปลูกต้นไม้แล้ว ตอนนี้พี่สาวของใหม่เองก็ทดลองหลายอย่าง ตั้งแต่การแยกเอาขยะที่เป็นเศษอาหาร (Organic Waste) มาฝังกลบในดินบริเวณคอร์ตยาร์ด เพื่อพยายามช่วยให้มันย่อยสลายและเพิ่มจำนวนไส้เดือนที่จะมาช่วยดูแลต้นไม้ให้อีกแรง ส่วนอีกถังหนึ่งบนชั้น 3 ก็นำเอาใบไม้และเศษอาหารมาหมักทำเป็นปุ๋ยด้วย

ทั้งหมดนี้ พวกเขาเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมที่ดีเริ่มได้จากบ้าน หน่วยสเกลที่เล็กที่สุดและลงมือทำได้ง่ายที่สุด

“ผมว่าตอนนี้ทัศนคติมันเลยสำคัญกว่า แล้วค่อยหันกลับมามองเรื่องต้นไม้ เรื่องพืชพันธุ์ ถ้าเรายังเกี่ยงกันว่าฉันปลูกแล้วจะไปโดนบ้านเธอ ดูเป็นเรื่องยิบย่อยมาก เราแทบจะอยู่ไม่ได้แล้ว กรุงเทพฯ อากาศแย่มาก เราต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ

“ถ้าดูในแปลนกรุงเทพฯ จริงๆ พื้นที่ส่วนบุคคลทั้งนั้นกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ พื้นที่รัฐก็อาจจะแค่ยี่สิบถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นพื้นที่ของเราจะต้องดีก่อนด้วย ไม่ใช่เรียกร้องให้รัฐสร้างสวนสาธารณะอย่างเดียว

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

“เทรนด์ของโลกตอนนี้ก็กำลังสนใจเรื่องระบบนิเวศในเมือง ที่ได้รับเชิญไปรัสเซีย งาน 100+ FURUM RUSSIA ก็ไปพูดเรื่องนี้มาเหมือนกัน อย่างที่สิงคโปร์ มีโครงการ Mapletree Business City II ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Google Asia Pacific ด้วย เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่ายี่สิบสองไร่บนหลังคาที่จอดรถ ผมว่าคนกำลังสนใจเรื่องพวกนี้ว่ามันจะยั่งยืนได้ยังไง ซึ่งพื้นที่สีเขียวนั้น ต้องคิดไปพร้อมกับเรื่องน้ำว่าจะนำขึ้นมารดต้นไม้อย่างยั่งยืนทั้งระบบยังไง โปรเจกต์นี้เขาเลยเริ่มดูกันตั้งแต่เมื่อฝนตกลงมาผ่าน Landscape แล้วมันไปไหนต่อ จากนั้นเราจะเอาน้ำเก็บกลับไปใช้ยังไง เหมือนดูระบบการจัดการน้ำภาพรวมไปเลย เขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เนื่องจากเป็นเกาะ ทรัพยากรน้ำเขาน้อยอยู่แล้ว

“เมืองไทยเองก็ต้องเริ่มพูดเรื่องนี้ได้แล้ว เรามีน้ำเยอะก็จริง แต่ในสเกลระดับประเทศก็เริ่มมีปัญหา มันไม่ใช่น้ำท่วมอย่างเดียว ทั้งแล้ง ทั้งท่วม มันหนักขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองทาง แล้วเราจะจัดการมันยังไง ซึ่งของฝั่ง Landscape เราก็คิดว่าการจัดการพื้นที่สีเขียวที่ดี มันก็จะช่วยได้หมด ช่วยเรื่องน้ำไปด้วย

“เราเองก็สนใจเรื่องระบบนิเวศแบบยั่งยืนจริงๆ จากพื้นที่สีเขียวในเมืองมาก

“เพราะเราปล่อยให้ธรรมชาติรักษาระบบนิเวศตัวเองได้ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเยอะเลย”

บ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้าน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load