15 ปีที่แล้ว ก่อนเป็น ‘Peaberry Thai’ ที่จำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟ ในยุคสมัยที่กาแฟ Specialty ยังมีคนรู้จักไม่มากนัก Peaberry เป็นบริษัทแรก ๆ ในไทยที่มองเห็นความพิเศษของกาแฟ จึงเริ่มเปิดร้านกาแฟขนาดเล็กที่คอกาแฟหลายคนรู้จักในชื่อ ‘Pacamara Coffee Roasters’ ก่อนจะเห็นโอกาสของตลาดกาแฟที่พร้อมโตได้อีกมาก

จากร้านกาแฟ 1 ร้าน เติบโตเป็นธุรกิจครบวงจรที่นำเข้าอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟสารพัดอย่างจากทั่วโลก ทั้งเยอรมนี อิตาลี ไอร์แลนด์ อเมริกา และญี่ปุ่น นำเสนอหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง Giesen, Slayer, Mahlkönig, Compak, Marco, Astoria, Kalita, Urnex และอีกมากมาย

ด้วยความตั้งใจคัดสรรคุณภาพทุกขั้นตอนให้พิเศษที่สุดสมกับความเชื่อ ‘Selected Toward Specialty’ พระเอกในวันนี้จึงไม่ใช่แค่กาแฟในแก้ว แต่เป็นเรื่องราวความไม่ธรรมดาของกระบวนการและอุปกรณ์ที่อยู่เบื้องหลังกาแฟทุกแก้ว

The Cloud ชวนฟังเรื่องราวสุดพิเศษเหล่านี้กับ คุณเด็บ-วิภา บุญปาลิต Managing Director และ คุณป่าน-ธงธรรม เวชยชัย Deputy Managing Director, Commercial บริษัท พีเบอร์รี่ ไทย จํากัด ที่นำประสบการณ์การทำธุรกิจมานาน ผสานกับความหลงใหลในกาแฟ สกัดออกมาเป็นความใส่ใจที่อยากเล่าให้ Coffee Lovers ฟัง

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Specialty in Coffee Consult

ก่อนฟังเรื่องราวการทำธุรกิจสุดสเปเชียล ขอเสิร์ฟกาแฟของ Peaberry Thai ให้ชิมก่อนอ่านสักแก้ว

คุณเด็บบอกว่า “กาแฟที่เราทำเป็นกาแฟหวาน เวลาชิมกาแฟ จะชิมว่ารสหวานไหม ไม่ใช่ขมไหม มีความหวานอยู่ในปาก” เป็นความหวานจากรสผลไม้ที่ไม่เหมือนหวานจากน้ำตาล มี After Taste แตะที่ลิ้น ซึ่งต้องใช้ความละเมียดละไมในการลิ้มรสชาติ

เมื่อเป็นกาแฟแก้วละเมียด อุปกรณ์ที่ใช้จึงต้องใส่ใจในรายละเอียด ทั้งการคั่ว บด ชง โดยหลักการคัดเลือกสินค้านั้นแสนง่าย คือ ทุกชิ้นและทุกกระบวนการต้องส่งเสริมให้ผลลัพธ์สุดท้าย ออกมาเป็นกาแฟ Specialty แก้วพิเศษสำหรับคนทานตามคอนเซ็ปต์ Selected Toward Specialty นั่นเอง

แบรนด์เครื่องคั่วกาแฟชื่อดังที่ Peaberry Thai เลือกใช้ และเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักเจ้าเดียวในไทย คือ Giesen เครื่องคั่วหน้าตาหล่อเหลาจากยุโรปที่ใช้ในการแข่งขันคั่วกาแฟระดับโลก World Coffee Roasting Championship

คุณป่านเล่าความเป็นมาว่า “เดิม Giesen ทำธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก จึงใช้วัสดุจากเหล็กหล่ออย่างดี ที่ส่งเสริมให้เกิดปัจจัยการทำความร้อนได้ดี ทำให้การคั่วมีคุณภาพ

“จุดเด่นของเครื่อง คือ ปรับแต่งสูตรได้ ปรับความร้อนได้ และสามารถเล่นกับคาแรกเตอร์ของกาแฟได้หลากหลายโปรไฟล์ ทำซ้ำได้ ถ้าชอบโปรไฟล์สูตรนี้ ครั้งต่อไปบันทึกไว้แล้วกลับมาที่โปรไฟล์เดิมได้ แบรนด์พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทำให้ควบคุมได้ตามที่ต้องการ”

การใช้เครื่องคั่วกาแฟที่ดี ช่วยดึงคาแรกเตอร์ของกาแฟให้เฉิดฉายออกมาได้เต็มที่ เหมือนมีเพื่อนดีที่สนับสนุนให้คาแรกเตอร์เราเด่นชัดขึ้นมา

สำหรับเครื่องบด Peaberry Thai มีทั้งเครื่องขนาดใหญ่อย่าง Mahlkönig ที่บดกาแฟได้ทั่วถึงและแม่นยำสม่ำเสมอ เน้นความละเอียดของกาแฟที่สเกลไมครอน ในขณะที่แบรนด์ Compak มีลักษณะของเฟืองแตกต่างออกไป ทำให้รสชาติกาแฟออกมาอีกแบบหนึ่ง เพียงทรงเฟืองของเครื่องบดที่ต่างกัน ก็ทำให้รสชาติกาแฟออกมาไม่เหมือนกันแล้ว การขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟจึงไม่ใช่แค่รู้สเปกเครื่อง แต่ต้องรู้ศาสตร์การทำกาแฟอย่างลึกซึ้งด้วย

คุณป่านบอกว่า “ทุกเครื่องมีความพิเศษในตัวเอง เรานำเข้าของมาหลายแบบ ทั้งรุ่นแพงและถูกต่างมีเอกลักษณ์”

เครื่องชงตัวท็อปของร้านคือ Slayer ที่มีเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ในการสกัดกาแฟด้วยการพรมน้ำ ค่อย ๆ ดึงความหวานและรสชาติที่ถูกบดออกมาอย่างครบถ้วนละมุนละไม ส่วนแบรนด์ Astoria มีจุดเด่นที่แตกต่างออกไปคือ ความทนทาน ความนิ่ง และความแม่นยำ เหมาะสำหรับร้านกาแฟอย่าง Café Amazon ที่แต่ละสาขาขาย 300 – 500 แก้วต่อวัน

นอกจากนี้ Peaberry Thai ยังมี Coffee Supply หลากหลาย ทั้งแก้วทรงกรวย ดริปเปอร์ แอโรเพรส และอุปกรณ์สกัดกาแฟหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำเชื่อมและส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมการทำกาแฟหลากหลายวิธีที่สุด

ด้วยเหตุนี้ คุณป่านจึงบอกว่า เราเป็นที่ปรึกษาธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่ขายเครื่อง”

หากอยากทำร้านกาแฟ นอกจากอุปกรณ์ที่ใช้แล้ว ยังให้คำปรึกษาได้ทั้งด้านคุณภาพเครื่องดื่มและการทำร้านกาแฟให้ได้กำไร เพียงรู้ราคาที่อยากขายต่อแก้ว ก็คำนวณได้ว่าผู้ประกอบการเหมาะกับอุปกรณ์รุ่นไหน

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

เลือกแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

กาแฟเป็นศิลปะที่พิเศษ ผสมผสานระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ แถมยังต้องใส่ใจในรายละเอียดอย่างมาก การใช้เครื่องชง Slayer ที่มีแรงดันต่างกันแค่บาร์เดียว หรืออุณหภูมิน้ำต่างกันแค่ 1 – 2 องศาเซลเซียส ก็ทำให้ได้กาแฟรสชาติไม่เหมือนกันแล้ว

หากไม่รู้จริงเรื่องกาแฟ อาจมองว่าเครื่องกรองน้ำ หม้อต้มน้ำ ตาชั่ง และถุง เป็นอุปกรณ์ธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ Peaberry Thai ตั้งใจเลือกแบรนด์เหล่านี้ที่มีความชำนาญเฉพาะทางทั้งหมด เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อรสชาติกาแฟ

เครื่องกรองน้ำสำหรับกาแฟแบรนด์ BWT มีเทคโนโลยีพิเศษ นอกจากกรองความสกปรกในน้ำออกแล้ว ยังใส่แมกนีเซียมลงไปในน้ำ ทำให้แร่ธาตุจับกับอโรม่าของกาแฟ จนออกมาเป็นกาแฟรสชาติดี

นอกจากนี้ คอกาแฟจะรู้ว่าอุณหภูมิและสเกลต่าง ๆ เป็นปัจจัยที่ต้องเป๊ะ หม้อต้มน้ำ Marco สำหรับกาแฟ Specialty มีหัวก๊อกที่ตั้งอุณหภูมิน้ำได้เสถียร ไม่คลาดเคลื่อน ได้น้ำร้อนไวตามที่ต้องการ มีทั้งหัวก๊อกน้ำร้อน น้ำเย็น โซดา สะดวกต่อคนใช้งาน ทำให้ขายได้เร็วขึ้นและมีรูปลักษณ์สวยงาม เหมาะกับตั้งประดับที่บาร์กาแฟ

ส่วนตาชั่งสำหรับกาแฟโดยเฉพาะ จะมีสเกลไวและนิ่ง ต่างจากตาชั่งทั่วไปที่คลาดเคลื่อนในหน่วยทศนิยม เหมาะกับการชั่งกาแฟที่ต้องละเอียดในหน่วยกรัม ใส่สูตรการชงเข้าไป แล้วแชร์สูตรกับกลุ่มคนรักกาแฟผ่านแอปพลิเคชัน หรือเข้าไปดูสูตรของแชมป์บาริสต้าได้

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีน้ำยาทำความสะอาดเครื่องชงกาแฟโดยเฉพาะ เพราะกาแฟเก่ามักมีกลิ่นคล้ายกระดาษโรเนียวเก่า หากไม่ใช้น้ำยาพิเศษจะทำให้รสชาติในแก้วเปลี่ยน ส่วนถุงที่เก็บเมล็ดกาแฟก็ต้องสั่งทำพิเศษหนา 4 ชั้น ใช้เวลาทดสอบถุงเป็นปีด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่ารักษาคุณภาพกาแฟให้อยู่ได้นาน

ด้วยศาสตร์ของกาแฟที่ละเมียด ทำให้คนทำธุรกิจต้องละเอียดตามไปด้วย ใส่ใจในสิ่งธรรมดาที่ทำให้ผลลัพธ์ของสินค้าออกมาไม่ธรรมดา

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Coffee Wisdom จากการลงลึกหน้างาน

เมื่อถามว่าทำอย่างไร ถึงสะสมความรู้ด้านกาแฟจนรู้จริงและเชี่ยวชาญในการเลือกอุปกรณ์กาแฟต่าง ๆ ได้ดีขนาดนี้

คำตอบของคุณป่านคือ “ต้องลงลึก ลงพื้นที่จริง ไปขึ้นดอย คุยกับคนที่ทำจริง ทำงานกับเกษตรกร ไปดูสายพันธุ์ เก็บหน้าดินมาทดสอบ” ผนวกด้วยหลงใหลในศาสตร์กาแฟ ทำให้พัฒนาร่วมกับเกษตรกรต่อไปได้เรื่อย ๆ จากกาแฟเชอร์รี่เม็ดแดงสุกก่ำ คัดด้วยมือทีละเม็ดผ่านโรงสีและโรงคั่วของแบรนด์ ออกมาเป็นสารกาแฟตั้งต้นที่คุมคุณภาพในทุกกระบวนการ

Peaberry Thai Estate ยังคิดค้นกาแฟ Thai Single Origin ที่บ่มและหมักด้วยเมล็ดกาแฟไทย มีทั้งไอยรารัญจวนจากดอยช้าง เสน่ห์นางนอนจากดอยผาฮี้ และผกาชมพูจากแม่จันหลวงที่มีต้นผกาชมพูปลูกอยู่ มีกาแฟเบลนด์จากทั้งไทยและต่างประเทศ

คุณเด็บบอกว่า “การที่เรามีอุปกรณ์และเครื่องของตัวเอง มีผู้เชี่ยวชาญดูในแต่ละขั้นตอนทั้งหมด ทำให้คุมคุณภาพได้ครบวงจร มั่นใจคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่ามีของดีทุกขั้นตอน”

สิ่งสำคัญคือ Peaberry Thaiไม่ได้ขายแค่กาแฟแล้วบอกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย แต่บอกได้ว่าทำไมและทำอย่างไรกาแฟถึงมีคุณภาพดี ลงมือทำเองหน้างานจริงแล้ว จึงแนะนำลูกค้าต่อได้ว่าควรใช้อุปกรณ์แบบใด ใช้ดริปเปอร์แบบไหน แล้วส่งผลให้กาแฟเป็นอย่างไร แนะนำสูตรเครื่องดื่มให้ผู้ประกอบการได้ เซลล์ขายเครื่องมีประสบการณ์และความรู้ด้านกาแฟ ก็แนะนำการใช้เครื่องได้ ส่วนบริการหลังการขายนั้นยังรับซ่อมและแนะนำลูกค้าถึงที่ได้อีกด้วย โดยมีศูนย์บริการถึง 16 สาขาทั่วประเทศ

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

รู้ใจลูกค้า ไม่แพ้เข้าใจกาแฟ

ทุกวันนี้ Peaberry Thai มีโชว์รูม 2 สาขา คือ กรุงเทพฯ และภูเก็ต สำหรับขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟครบวงจร เน้นกลุ่มผู้ประกอบการร้านกาแฟ ส่วน Pacamara Coffee Roaster คือ ร้านกาแฟที่เป็นธุรกิจค้าปลีกของบริษัทภายใต้สโลแกน Everyday Specialty กาแฟคุณภาพดีที่ราคาไม่แพง อยากเข้าถึงคนดื่มกาแฟอย่างแพร่หลายและหลากหลายกลุ่มมากขึ้น

ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจครบวงจรของ Peaberry Thai ทำให้ส่งผลดีต่อร้านกาแฟอีกทอด บาริสต้ารู้เรื่องราวกาแฟตั้งแต่ปลูก สามารถถ่ายทอดเรื่องราวก่อนมาเป็นเครื่องดื่มในแก้วให้ลูกค้าฟังได้ เติมเสน่ห์ที่คุณเด็บบอกว่าเป็นหัวใจของธุรกิจคือการเข้าใจลูกค้า “เรารู้ใจลูกค้า เข้าใจว่าคนดื่มกาแฟกำลังมองหาอะไร เข้าร้านมาแล้วถูกใจไหม เราอธิบายข้อมูล เล่าเรื่อง Behind the Cup ให้คนเข้าใจเรื่องราว ใส่ใจในทุกขั้นตอนที่เสิร์ฟให้ลูกค้า นี่คือสิ่งที่เราทำ”

สำหรับคอกาแฟพิเศษ Pacamara เข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ชอบลองกาแฟรสชาติหลากหลาย จึงเสาะหา Cup of Excellence (กาแฟดีจากทั่วโลก ที่ผ่านการให้คะแนนโดยนักชิมรสชาติกาแฟมืออาชีพ) ใน Rank 1 – 22 มากระจายขายใน 20 กว่าสาขาของ Pacamara ทำเป็น Coffee Hunt ให้คอกาแฟไปเสาะหาลองชิม

คุณป่านอธิบายว่า “Coffee Lovers ในไทยแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งคนดื่มกาแฟวันละหลายแก้วทุกวันที่ต้องการความเข้มและสตรอง หรือคนดื่มกาแฟคั่วอ่อนที่ชอบลิ้มรสชาติกาแฟ” ดังนั้น แม้สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ Specialty เป็นประจำ ก็ต้องการดื่มกาแฟที่ปรับรสชาติได้ในแบบที่แต่ละคนชอบ กาแฟพิเศษจึงตอบโจทย์คนกลุ่มนี้เช่นกัน เพราะสามารถปรับรสชาติได้อย่างละเอียด เช่น ผสมรส Nutty ของกาแฟบราซิลกับรส Floral จากเอธิโอเปียด้วยกันได้

ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์กาแฟของ Peaberry Thai และร้านกาแฟ Pacamara นั้นส่งผลดีต่อกัน เมื่อเกิดเทรนด์ Coffee Culture ที่คนนิยมตามหาคาแรกเตอร์ของกาแฟมากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์กาแฟโตตามไปด้วย ช่วงที่ผ่านมาตลาดกาแฟยังโตขึ้นจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้หลายคนลงทุนซื้อแอโรเพรส Espresso Machine เครื่องชงกาแฟแบบออโต้ หรืออุปกรณ์ดริปต่าง ๆ ตามความถนัดของแต่ละคนมาไว้ที่บ้าน

ทั้งคู่บอกว่า นี่คือโอกาสทางธุรกิจในการส่งต่อความรู้เกี่ยวกับกาแฟแก่ลูกค้า และตอบโจทย์ให้คนรู้จักกาแฟ Specialty มากขึ้น หากคนเข้าใจสุนทรีย์ของกาแฟ ว่าคือการดื่มด่ำความสุขกับกาแฟไม่ใช่คาเฟอีน ก็จะเข้าใจว่าทำไมต้องเลือกอุปกรณ์ทำกาแฟอย่างละเมียดละไม

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Seasonal Problems

“Pacamara ทำให้เข้าใจว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟกำลังเผชิญกับอะไร พอมีร้านกาแฟของเราเอง เรายิ่งเข้าใจปัญหาหน้าบ้านและความซับซ้อนของร้านกาแฟ เพราะเจอสถานการณ์เดียวกัน” คุณป่านเล่า

ความท้าทายของธุรกิจกาแฟ คือ ปัจจัยที่ไม่แน่นอนและควบคุมยากอย่างดินฟ้าอากาศที่ล้วนส่งผลต่อการปลูกกาแฟ เช่น ปีที่ผ่านมาบราซิลหิมะตกหนักมากจึงขาดแคลนกาแฟทั่วโลก เมื่อสภาพแวดล้อมของแต่ละปีไม่เหมือนกัน กาแฟที่ปลูกแต่ละปีจึงไม่เหมือนกันตามไปด้วย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการบริหารจัดการกาแฟทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อทำธุรกิจกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ความท้าทายจากปัจจัยที่ไม่แน่นอนจึงยิ่งทวีคูณมากขึ้นจากหลายทิศทางรอบตัว

2 ปีที่ผ่านมาในช่วงโรคระบาดโควิด-19 มีบริษัทล้มไปเยอะมาก หน้าร้านหลายสาขาของ Pacamara ต้องปิดตัวลงเช่นกัน

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

เมล็ดกาแฟแพงขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวในการบริหารจัดการหาวิธีคั่วกาแฟอย่างไร ไม่ให้สูญเสียต้นทุนกาแฟที่มีค่าดั่งเพชร ปรับสัดส่วนการขายสินค้า ออกสินค้าใหม่ในช่วงโควิดอย่างกาแฟกระป๋อง Unicorn ภายใน 1 สัปดาห์ 

ในการทำธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่เบลนด์กาแฟให้อร่อย แต่ต้องรู้จักเบลนด์ไอเดียของหลายคนเข้าด้วยกันให้เกิดทีมเวิร์ก ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาที่เปลี่ยนไปทุกวัน เหมือนรสชาติกาแฟที่ผันเปลี่ยนตามฤดูกาล

เข้าใจฤดูกาลก่อน แล้วจึงหาวิธีรับมือ เข้าใจปัญหาให้ได้ก่อน แล้วจึงหาวิธีแก้ พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

ทั้งคู่สรุปว่า ทุกธุรกิจมีความท้าทาย ขึ้นอยู่กับว่ามีวิธีรับมืออย่างไร เคล็ดลับของคุณเด็บที่คร่ำหวอดในธุรกิจอาหารมา 30 ปี คือ “ความรู้ในสินค้าของแต่ละธุรกิจเป็นคนละแบบ แต่หลักการการดูแลธุรกิจใกล้เคียงกัน”

อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า “หลักการยังไม่เท่ากับความตั้งใจ หลักการเกิดขึ้นในถุงกาแฟใบนี้ที่ตั้งใจให้ลูกค้าได้รับกาแฟที่ดี อยู่ในช่วงเหมาะสมในการทานมากที่สุด ดังนั้น ทุกครั้งที่เดินเข้าคลัง จะนับวันว่าสต็อกมีกาแฟคั่ววันที่เท่าไหร่บ้าง”

ในขณะที่คุณป่านผู้ทำธุรกิจควบรวมกิจการมาก่อน ได้ประยุกต์ใช้หลักการวางแผนหาช่องทางการทำรายได้ใหม่ และวางโครงสร้างธุรกิจมาใช้กับธุรกิจกาแฟ

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

คอเดียวกัน

คุณเด็บและคุณป่านบอกว่า อยากชวนทุกคนมาร่วมสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ Specialty ด้วยกัน อยากเป็นบริษัทที่จริงจังกับการเป็นคนรักกาแฟ และคนรักกาแฟอยากทำงานด้วย โดยตั้งใจเชื่อมต่อองค์ความรู้ของคนรักกาแฟ จากทั้งเจ้าของแบรนด์ต่างประเทศ เกษตรกร จนถึงลูกค้า สร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการร้านกาแฟที่ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนทำกาแฟด้วยกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน

คุณเด็บบอกว่า “เราคือคนรักกาแฟ ลูกค้าก็เป็นคนรักกาแฟ เราคือผู้ขาย เขาคือผู้ซื้อ แค่มีสถานะที่ต่างกันแต่จริง ๆ เรามีรสนิยมที่เหมือนกัน ทั้งเราและลูกค้าต่างชอบดื่มกาแฟ อยากได้กาแฟที่แปลกใหม่”

เพราะเป็นแบรนด์ไทยที่เปิดร้านกาแฟ ทำให้มีเป้าหมายเหมือนกันกับผู้ประกอบการกาแฟ คือทำอย่างไรให้ส่งต่อคุณค่าของกาแฟได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น และขยายธุรกิจให้เติบโตได้มากขึ้น

ในต่างประเทศตลาดกาแฟ Specialty เริ่มต้นมาก่อนไทย วันนี้ Peaberry Thai อยากทำกาแฟไทยเทียบเท่าต่างประเทศให้ได้ อยากสร้าง Coffee Culture ในไทยที่คนดื่มกาแฟบนรสชาติกาแฟ โดยเชื่อว่าเมื่อกาแฟดี อุปกรณ์ดี มีบุคลากรที่เข้าใจกาแฟอย่างถ่องแท้ ทั้งหมดนี้จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ และเมื่อตลาดกาแฟ Specialty เติบโตขึ้น แปลว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟทุกคน รวมทั้ง Peaberry Thai ก็ยิ่งโตไปได้อีกแน่นอน

เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Lessons Learned

  1. หลงใหลและลงลึกจนเชี่ยวชาญ รู้ดีที่สุดในสิ่งที่ทำจากความชอบและลงมือทำจริงหน้างาน ทำให้คัดเลือกสินค้าและแนะนำลูกค้าได้อย่างช่ำชอง
  2. ไม่ปล่อยผ่านในทุกรายละเอียด ใส่ใจทุกปัจจัยที่ควบคุมได้และไม่ได้ของธุรกิจ ทำให้สินค้าและบริการมีคุณภาพอย่างมั่นคง
  3. นำเสนอความพิเศษให้ลูกค้า สินค้าที่พิเศษมาจากทุกกระบวนการที่พิเศษ  พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังให้ลูกค้ารับรู้ถึงความไม่ธรรมดานั้น

Writer

Avatar

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

เรารู้สึกได้ตั้งแต่ลอดซุ้มประตูรั้วเข้ามาว่า โรงเรียนแห่งนี้ไม่เหมือนที่อื่นที่เราเคยไป

ตั้งแต่ด้านหน้าที่มีบ่อน้ำพร้อมรั้วกั้นอย่างปลอดภัย มีเป็ด ไก่ แพะ เดินเล่นรับลมอยู่รอบบ่อ

ห้องเรียนที่แยกเป็นบ้านไม้หลังเล็ก ๆ เรียงกัน เปิดประตูโล่งแบบโอเพนแอร์

สวนครัวในความดูแลของเด็ก ๆ ที่ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่สีเขียว แต่เก็บวัตถุดิบไปปรุงเป็นของอร่อยได้

และที่วิ่งเล่นที่ไม่ได้จำกัดแค่ในสนามเด็กเล่นเล็ก ๆ แต่ใต้ร่มไม้ใหญ่ทุกต้น สนามเด็กเล่นทั้งสนามใหญ่ สนามเล็ก และ บ้านต้นไม้ในโรงเรียนก็ดูจะเล่นสนุกไปเสียหมด

โรงเรียนแห่งนี้มีนามว่า ‘Kidz Village International Kindergarten’ และเป็นไปตามชื่อ ที่นี่ดูเป็นหมู่บ้านร่มรื่นที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นเด็กจิ๋ววัยอนุบาล

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้

“ชื่อก็บอกอยู่ว่า Kidz ไม่ใช่สำหรับผู้ใหญ่ อย่างเก้าอี้ โต๊ะ ก็เป็นของเด็กเล็กหมด เรามาอาศัยเขา เราก็ต้องยอมรับ” ประโยคนี้ที่เจ้าของโรงเรียนพูด ทำเอาเราทุกคนที่ล้อมวงนั่งคุดคู้กันบนเก้าอี้เด็กหัวเราะกันหมด

นอกจากดำเนินการสอนตามหลักสูตรอังกฤษที่เหมาะกับเด็กเล็กแล้ว ทุกคนที่นี่ยังยึดมั่นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำต้องให้ประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก ๆ เป็นหลัก และเชื่อว่าการอยู่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติ จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้เห็นจริง สัมผัสประสบการณ์จริง ได้ซึมซับและเข้าใจกระบวนการเรียนรู้จากธรรมชาติ รวมถึงสร้างรากฐานให้เป็นคนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเมื่อโตขึ้น

‘Happy learning in a natural environment supporting children to become lifelong learners.’ คือสโลแกนของโรงเรียน

คอลัมน์ The Entrepreneur วันนี้ เราจะพาไปพูดคุยกับผู้ก่อตั้งโรงเรียน เชาวรัตน์ เชาวน์ชวานิล Director ของโรงเรียน เชอร์รี่-นันทพร เลิศประเสริฐคง รวมถึงครูใหญ่อย่าง ครูเชอร์รีล-Cheryl Del Bel เกี่ยวกับหมู่บ้านเด็กแห่งนี้

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้

หมู่บ้านร่มรื่นของคนตัวเล็ก

เมื่อก่อนเชาวรัตน์เป็นคนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบ ส่วนเชอร์รี่ผู้เป็นภรรยาทำงานเป็นครูสอนเด็กเล็ก ก่อนจะเรียนต่อด้านบริหารการศึกษา และทำงานอยู่ในโรงเรียนอนุบาลนานาชาติมาก่อน การเปิดโรงเรียนในครั้งนี้เรียกว่าเป็นการทำตามแพสชันของผู้เป็นภรรยา และดำเนินการด้วยประสบการณ์หลายอย่างจากสามี

เชาวรัตน์เป็นเด็กในเมืองที่เติบโตมาในโรงเรียนใหญ่ แต่ทุกปิดเทอม เขามีโอกาสได้ไปวิ่งเล่นริมคลอง เก็บผลไม้ในสวนฝั่งธนฯ ของคุณยาย เมื่อภรรยาอยากเปิดโรงเรียนสอนเด็กเล็ก เขาจึงอยากให้เด็ก ๆ มีโอกาสได้ใช้ชีวิตห้อมล้อมด้วยธรรมชาติอย่างที่เขาเคยสัมผัส

“เด็กไทยขาดการเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้อะไรจากธรรมชาติเยอะแยะไปหมด แทนที่จะเป็นการเรียนรู้แบบท่องจำ จะเป็นการเรียนรู้ทำความเข้าใจและสัมผัสจริง” เขาเล่าให้เราฟัง “แค่มีเป็ดมีไก่ก็น่าสนใจสำหรับเด็กแล้ว เด็กชอบถามว่า ทำไมไก่ถึงไม่ว่ายน้ำ แล้วทำไมเป็ดถึงว่ายน้ำ ทำไมไข่ไก่กับไข่เป็ดไม่เหมือนกัน”

จากที่รกร้าง หลังน้ำท่วมเมื่อ พ.ศ. 2554 เชาวรัตน์และเชอร์รี่ใช้เวลา 2 ปีในการพัฒนาพื้นที่กว่า 7 ไร่แห่งนี้ จนกลายเป็นโรงเรียนหมู่บ้านที่มีพันธุ์ไม้นับกว่า 300 ชนิด ทำให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ ได้เห็นของจริง ต้นไหนมีดอก ต้นไหนมีผลที่รับประทานได้ ต้นไหนมีใบสวยงามแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ทุกอย่างเป็นบทเรียนได้หมด รวมถึงทำให้บริเวณโรงเรียนมีออกซิเจน อากาศดี มีระบบนิเวศที่คนและธรรมชาติเกื้อกูลกัน

ทั้งยังมีอาคารเรียนและองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งทางเดิน รั้ว เครื่องเล่นเหมาะกับเด็กอนุบาล ซึ่งโชคดีด้วยที่สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ก็เอื้อให้โรงเรียนเงียบสงบ เพราะที่ตั้งของโรงเรียนไม่ได้ติดกับถนนใหญ่

ที่นี่สามารถรับนักเรียนได้ถึง 120 คน ตั้งแต่ชั้น Toddler 1, Toddler 2, K1, K2, K3 ซึ่งหมายความว่า เด็กคนหนึ่งมีพื้นที่ถึง 112 ตารางเมตร หรือขนาดประมาณบ้านเล็ก ๆ 1 หลังทีเดียว ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเด่น เพราะหาได้ยากสำหรับโรงเรียนในกรุงเทพฯ

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้
Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้

‘Project Based’ แสนสนุก ลุกนั่งสบาย

ที่นี่ใช้หลักสูตร The Early Years Foundation Stage (EYFS) ตามมาตรฐานของประเทศอังกฤษ ที่ออกแบบมาเพื่อเด็ก ๆ วัยนี้โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ดูแลภาพรวมของการศึกษาทั้งหมด ก็คือคุณครูเชอร์รีล ครูใหญ่ของโรงเรียน ผู้ร่ำเรียนมาทั้ง Early Years Education, Special Needs Education, International Education Leadership and Management และมีประสบการณ์สอนในโรงเรียนหลายประเทศมากว่า 20 ปี

“เราเรียกช่วงปีแรก ๆ ของชีวิต ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 8 ปีว่า Golden Period เราต้องส่งเสริมให้เด็กทำอะไรท้าทาย เรียนรู้สิ่งใหม่ และออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาเรื่องการรับรู้ ภาษา และการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็ก ๆ” เชอร์รีลกล่าว

หมู่บ้านเด็กแห่งนี้เปิดรับประชากรหน้าใหม่อายุ 1 ขวบครึ่งขึ้นไป เพื่อเรียนในชั้น Toddler 1 (ที่เราเรียกว่าเด็กจิ๋ว คือจิ๋วจริง ๆ !) แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องเริ่มพร้อมกัน จะเข้าตอน K2 ก็ได้ K3 ยังก็ได้ เพียงแต่จะมีความท้าทายในการเรียนการสอนที่ต่างกัน และที่สำคัญคือต้องพูดคุยกับพ่อแม่อย่างจริงจังก่อนเข้าเรียน เพื่อความเข้าใจถึงสถานการณ์ของเด็กแต่ละคน

สิ่งที่น่าสนุกของที่นี่คือการสอนแบบ Project Based โดยครูและนักเรียนจะเลือกหัวข้อที่อยากรู้ร่วมกัน แล้วปล่อยให้เด็ก ๆ ได้สังเกต ถกเถียงกัน เรียนไปอย่างเจาะลึกในช่วงหนึ่ง ซึ่งห้องเรียนที่เราเดินผ่านห้องหนึ่งก็กำลังเรียนเรื่องแมงมุม ทั้งห้องนั้นเต็มไปด้วยเจ้าแมงแปดขา ไต่อยู่ทั้งผนัง ทั้งเพดาน

“หัวข้อที่เลือกควรจับต้องได้ มีของจริงให้ดู และไม่ Abstract จนเกินไป” ครูใหญ่อธิบาย เธอยกตัวอย่างให้ฟังว่า ครูและเด็ก ๆ จะเลือกเรื่องรถดับเพลิง เพราะเด็ก ๆ สามารถไปดูของจริงได้ หรือเลือกเรื่องการปลูกผัก เพราะมีสวนให้เด็ก ๆ ลงมือจริง แทนการเลือกเรื่องอวกาศที่ดูเป็นนามธรรม

เหล่าคุณครูพาพวกเราไปเดินดูพื้นที่ต่าง ๆ จนทั่ว ทั้งห้องเรียนในบ้านไม้เล็ก ๆ ที่เปิดประตูมาจอยกันได้ ทั้งสตูดิโอศิลปะที่เน้นสอนเรื่อง Sensory ทั้งเรือนกระจกปลูกผัก ทั้งสนามเด็กเล่น 2 จุด ใหญ่และเล็ก ที่มีเครื่องเล่นจากวัสดุธรรมชาติที่ดูเล่นสนุกจริงจัง อย่างเรือประมงของจริงที่นำมาปรับเป็นเครื่องปีนป่ายอันเบ้อเริ่ม ทำให้เด็กได้มีพัฒนาการด้านร่างกาย กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมถึงบ้านต้นไม้ที่ขึ้นไปเล่นได้จริง ทุกอย่างพาให้เราอิจฉาเด็กตัวน้อยและอยากกลับไปเรียนอนุบาลอีกครั้ง

ซึ่งสำหรับเรื่องการสอนอ่านเขียน ครูเชอร์รีลบอกเราว่า ที่นี่ไม่ได้สอนในเชิง ‘บังคับ’ หากแต่แทรกไว้ในกิจกรรมสนุก ๆ ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ โดยนอกจากวิชาที่ว่าแล้ว ยังมีการเรียนพละ ดนตรี และ Coding กับคุณครูที่เชี่ยวชาญตรงสายด้วย

แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

มั่นใจ – มีจินตนาการ – รักษ์สิ่งแวดล้อม

หลังจากที่ลงจากรถในจุดที่กำหนดไว้ (เพื่อความสงบและอากาศที่ดี ปกติทุกคนจะไม่ขับเข้าไปด้านในโรงเรียน) ชาวหมู่บ้านเด็กก็จะไปรวมตัวกันที่สนามเด็กเล่น และใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับพ่อแม่ก่อนเข้าห้องเรียน

เนื่องด้วยเป็นโรงเรียนเด็กเล็กโดยเฉพาะ คุณครูจึงสามารถปล่อยเด็ก ๆ ให้ใช้เวลาเต็มที่ในการช่วยเหลือตัวเอง กินข้าวเอง ใส่รองเท้าเอง ดูแลของที่นำมาด้วยตัวเอง โดยอยู่ในการดูแลความปลอดภัยของคุณครู

“เราฟังสิ่งที่เด็กพูดและเปิดรับไอเดียของเด็กเสมอค่ะ” เชอร์รีลตอบเมื่อเราถามว่า ที่นี่ส่งเสริมจินตนาการเด็กยังไงบ้าง “เราไม่เคยวิจารณ์เด็กถ้าเขาทำอะไรผิดพลาด คุณครูจะถามเสมอว่า ‘หนูคิดว่ายังไง’ หรือ ‘หนูอยากทำอะไร’

“ฉันไม่คิดว่าเด็ก ๆ ต้องมีการบ้าน ถ้าต้องมี ก็จะต้องเป็นอะไรที่ครอบครัวมีส่วนร่วมได้ เช่น หากเด็กกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรงต่าง ๆ ในห้องเรียน ครูก็จะแนะนำให้ผู้ปกครองหากิจกรรมที่ทำด้วยกันได้ อย่างการให้หาสิ่งที่เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสตอนที่ไปช้อปปิ้ง”

แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

เพราะการพัฒนาเด็กเป็นสิ่งที่พ่อแม่และครูต้องช่วยกัน Kidz Village จึงเน้นการปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครองเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดใจคุยกันระหว่างครู-พ่อแม่ ใน Coffee Morning การจัดเวิร์กชอปเรื่องเด็กให้ผู้ปกครอง หรือการที่ผู้ปกครองเข้ามาช่วยโรงเรียนจัดกิจกรรมตามความถนัดของตัวเอง ซึ่งป้ายผ้าวันคริสต์มาสที่เราเห็นกางแผ่อยู่บนสนาม ก็เป็นฝีมือของผู้ปกครองที่ช่วยกันวาดระหว่างรอลูกเช่นกัน

สิ่งที่คณะครูมุ่งหวังในตัวเด็ก ๆ หลังจบหลักสูตรอนุบาลจากที่นี่ คือทักษะชีวิตพื้นฐาน พึ่งตัวเองได้ รู้จักสำรวจ ตั้งคำถาม และมีความมั่นอกมั่นใจ แม้ที่นี่จะเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ แต่ครูเชื่อว่าความมั่นใจที่พกใส่กระเป๋าไปจะช่วยให้ทุกคนอยู่รอดได้ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ

“เราหวังว่าเด็ก ๆ จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ในทางที่ดีกับตัวเอง สุขสงบ ปลอดภัย แล้วก็รู้จักที่จะปกป้องธรรมชาติ”

“แม่!” เสียงแหวกอากาศมาแต่ไกลพาให้เราหันไปมองหาต้นตอ และพบกับลูกชายผู้น่ารักของสองเจ้าของโรงเรียนกำลังวิ่งเล่นกับเพื่อนอยู่บนเนินหญ้า

ทำงานในเมือง เผชิญรถติดมานาน การได้มานั่งดูเด็ก ๆ ปล่อยพลังกันในสนามก็กลายเป็นกิจกรรมผ่อนคลายไปซะอย่างนั้น

เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

เชาวรัตน์เล่าว่า ตอนที่รู้ว่าจะมีโรงเรียนอนุบาลมาตั้งตรงนี้ ชุมชนโดยรอบก็เกรงอยู่เล็ก ๆ ว่าชีวิตจะไม่สุขสงบอีกต่อไป แต่เมื่อถึงเวลาเปิดจริง ๆ โรงเรียนกลับเงียบสงบดี จัดการขยะได้ดี มีการรีไซเคิล ยามวิกฤตโควิดก็มีของไปช่วยเหลือผู้คน แถมยังทำหน้าที่เป็นสวนสาธารณะให้กับชุมชนโดยรอบได้ด้วย

ซึ่งนอกจากหลักสูตรนานาชาติปกติ ทางโรงเรียนยังเปิด Summer School (ช่วงปิดเทอมของโรงเรียนไทย) และ Special Class (โปรแกรมวันเสาร์) เปิดรับเด็กจากโรงเรียนต่าง ๆ ให้เข้ามาเรียนรู้ สัมผัสสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ และใช้ Facility ที่มีมาตรฐานด้วย

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้
แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

หลายครั้ง กิจกรรมวันหยุดสนุก ๆ ในโรงเรียนก็เปิดให้ผู้คนแถวนี้ซื้อบัตรและจูงลูกจูงหลานมาร่วมงานได้ โดยกำไรที่ได้จะมอบให้โรงเรียนอื่น ๆ ที่ยังขาดโอกาส อย่างงานคริสต์มาสที่ผ่านมาเป็นการช่วยเหลือโรงเรียนที่จังหวัดปัตตานี 

เรียกได้ว่าหมู่บ้านเด็กแห่งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งชุมชนในย่าน ซึ่งเป็นมิตรและพร้อมเปิดประตูต้อนรับเพื่อนบ้าน (โดยเฉพาะเด็กจิ๋ว) อยู่เสมอ

“เราไม่ได้คิดว่าเป็นธุรกิจ เราคิดว่ามันเป็นงานสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ต่อครอบครัว ต่อสังคมเล็ก ๆ เนื่องจากว่าเราเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ เรารองรับได้เฉพาะชุมชนแถวนี้เป็นหลัก แล้วเราก็ทำโดยไม่ได้คำนึงถึงกำไรสูงสุด” เชาวรัตน์เอ่ย

สังคมการทำงานที่นี่ก็อยู่กันแบบครอบครัว ทั้งผู้บริหาร คุณครู พี่เลี้ยง หรือแม้แต่พี่ ๆ คนสวน ก็ใกล้ชิดกัน ช่วยเหลือกันอย่างดี และทั้งทีมมีเป้าหมายเดียวกันในการทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก

ก่อนกลับเรามีโอกาสได้ป้อนอาหารแพะแม่ลูกร่วมกับคุณครูกับสาวน้อยตัวเล็กคนหนึ่ง รับรองได้ว่าถ้าชาว The Cloud ได้เป็นประชากรที่นี่กับเขาล่ะก็ สองแพะจะต้องกินอิ่มนอนหลับทุกวัน และคงจะมีความสุขจริงตามสโลแกนของโรงเรียน ‘Happy learning in a natural environment supporting children to become lifelong learners.’

แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

Lessons Learned

  • การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรหรือมีวิกฤตการณ์ ผู้บริหารต้องทำให้เด็กได้ความรู้
  • การพัฒนาโรงเรียนในแต่ละด้าน สุดท้ายแล้วประโยชน์ต้องกลับไปที่ตัวเด็ก
  • ความรู้และทักษะที่ทำให้เด็กมีชีวิตรอด สำคัญกว่าสิ่งที่หลักสูตรบังคับ
  • จงสอนเด็กเสมอว่า ‘ฉันพลาดได้ ล้มได้ และจะลุกขึ้นมาใหม่ได้’
  • คนทำโรงเรียนไม่ควรมองว่ากำลังแข่งขันกัน แต่ให้ร่วมกันมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็ก ๆ

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load