15 ปีที่แล้ว ก่อนเป็น ‘Peaberry Thai’ ที่จำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟ ในยุคสมัยที่กาแฟ Specialty ยังมีคนรู้จักไม่มากนัก Peaberry เป็นบริษัทแรก ๆ ในไทยที่มองเห็นความพิเศษของกาแฟ จึงเริ่มเปิดร้านกาแฟขนาดเล็กที่คอกาแฟหลายคนรู้จักในชื่อ ‘Pacamara Coffee Roasters’ ก่อนจะเห็นโอกาสของตลาดกาแฟที่พร้อมโตได้อีกมาก

จากร้านกาแฟ 1 ร้าน เติบโตเป็นธุรกิจครบวงจรที่นำเข้าอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟสารพัดอย่างจากทั่วโลก ทั้งเยอรมนี อิตาลี ไอร์แลนด์ อเมริกา และญี่ปุ่น นำเสนอหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง Giesen, Slayer, Mahlkönig, Compak, Marco, Astoria, Kalita, Urnex และอีกมากมาย

ด้วยความตั้งใจคัดสรรคุณภาพทุกขั้นตอนให้พิเศษที่สุดสมกับความเชื่อ ‘Selected Toward Specialty’ พระเอกในวันนี้จึงไม่ใช่แค่กาแฟในแก้ว แต่เป็นเรื่องราวความไม่ธรรมดาของกระบวนการและอุปกรณ์ที่อยู่เบื้องหลังกาแฟทุกแก้ว

The Cloud ชวนฟังเรื่องราวสุดพิเศษเหล่านี้กับ คุณเด็บ-วิภา บุญปาลิต Managing Director และ คุณป่าน-ธงธรรม เวชยชัย Deputy Managing Director, Commercial บริษัท พีเบอร์รี่ ไทย จํากัด ที่นำประสบการณ์การทำธุรกิจมานาน ผสานกับความหลงใหลในกาแฟ สกัดออกมาเป็นความใส่ใจที่อยากเล่าให้ Coffee Lovers ฟัง

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Specialty in Coffee Consult

ก่อนฟังเรื่องราวการทำธุรกิจสุดสเปเชียล ขอเสิร์ฟกาแฟของ Peaberry Thai ให้ชิมก่อนอ่านสักแก้ว

คุณเด็บบอกว่า “กาแฟที่เราทำเป็นกาแฟหวาน เวลาชิมกาแฟ จะชิมว่ารสหวานไหม ไม่ใช่ขมไหม มีความหวานอยู่ในปาก” เป็นความหวานจากรสผลไม้ที่ไม่เหมือนหวานจากน้ำตาล มี After Taste แตะที่ลิ้น ซึ่งต้องใช้ความละเมียดละไมในการลิ้มรสชาติ

เมื่อเป็นกาแฟแก้วละเมียด อุปกรณ์ที่ใช้จึงต้องใส่ใจในรายละเอียด ทั้งการคั่ว บด ชง โดยหลักการคัดเลือกสินค้านั้นแสนง่าย คือ ทุกชิ้นและทุกกระบวนการต้องส่งเสริมให้ผลลัพธ์สุดท้าย ออกมาเป็นกาแฟ Specialty แก้วพิเศษสำหรับคนทานตามคอนเซ็ปต์ Selected Toward Specialty นั่นเอง

แบรนด์เครื่องคั่วกาแฟชื่อดังที่ Peaberry Thai เลือกใช้ และเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักเจ้าเดียวในไทย คือ Giesen เครื่องคั่วหน้าตาหล่อเหลาจากยุโรปที่ใช้ในการแข่งขันคั่วกาแฟระดับโลก World Coffee Roasting Championship

คุณป่านเล่าความเป็นมาว่า “เดิม Giesen ทำธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก จึงใช้วัสดุจากเหล็กหล่ออย่างดี ที่ส่งเสริมให้เกิดปัจจัยการทำความร้อนได้ดี ทำให้การคั่วมีคุณภาพ

“จุดเด่นของเครื่อง คือ ปรับแต่งสูตรได้ ปรับความร้อนได้ และสามารถเล่นกับคาแรกเตอร์ของกาแฟได้หลากหลายโปรไฟล์ ทำซ้ำได้ ถ้าชอบโปรไฟล์สูตรนี้ ครั้งต่อไปบันทึกไว้แล้วกลับมาที่โปรไฟล์เดิมได้ แบรนด์พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทำให้ควบคุมได้ตามที่ต้องการ”

การใช้เครื่องคั่วกาแฟที่ดี ช่วยดึงคาแรกเตอร์ของกาแฟให้เฉิดฉายออกมาได้เต็มที่ เหมือนมีเพื่อนดีที่สนับสนุนให้คาแรกเตอร์เราเด่นชัดขึ้นมา

สำหรับเครื่องบด Peaberry Thai มีทั้งเครื่องขนาดใหญ่อย่าง Mahlkönig ที่บดกาแฟได้ทั่วถึงและแม่นยำสม่ำเสมอ เน้นความละเอียดของกาแฟที่สเกลไมครอน ในขณะที่แบรนด์ Compak มีลักษณะของเฟืองแตกต่างออกไป ทำให้รสชาติกาแฟออกมาอีกแบบหนึ่ง เพียงทรงเฟืองของเครื่องบดที่ต่างกัน ก็ทำให้รสชาติกาแฟออกมาไม่เหมือนกันแล้ว การขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟจึงไม่ใช่แค่รู้สเปกเครื่อง แต่ต้องรู้ศาสตร์การทำกาแฟอย่างลึกซึ้งด้วย

คุณป่านบอกว่า “ทุกเครื่องมีความพิเศษในตัวเอง เรานำเข้าของมาหลายแบบ ทั้งรุ่นแพงและถูกต่างมีเอกลักษณ์”

เครื่องชงตัวท็อปของร้านคือ Slayer ที่มีเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ในการสกัดกาแฟด้วยการพรมน้ำ ค่อย ๆ ดึงความหวานและรสชาติที่ถูกบดออกมาอย่างครบถ้วนละมุนละไม ส่วนแบรนด์ Astoria มีจุดเด่นที่แตกต่างออกไปคือ ความทนทาน ความนิ่ง และความแม่นยำ เหมาะสำหรับร้านกาแฟอย่าง Café Amazon ที่แต่ละสาขาขาย 300 – 500 แก้วต่อวัน

นอกจากนี้ Peaberry Thai ยังมี Coffee Supply หลากหลาย ทั้งแก้วทรงกรวย ดริปเปอร์ แอโรเพรส และอุปกรณ์สกัดกาแฟหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำเชื่อมและส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมการทำกาแฟหลากหลายวิธีที่สุด

ด้วยเหตุนี้ คุณป่านจึงบอกว่า เราเป็นที่ปรึกษาธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่ขายเครื่อง”

หากอยากทำร้านกาแฟ นอกจากอุปกรณ์ที่ใช้แล้ว ยังให้คำปรึกษาได้ทั้งด้านคุณภาพเครื่องดื่มและการทำร้านกาแฟให้ได้กำไร เพียงรู้ราคาที่อยากขายต่อแก้ว ก็คำนวณได้ว่าผู้ประกอบการเหมาะกับอุปกรณ์รุ่นไหน

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

เลือกแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

กาแฟเป็นศิลปะที่พิเศษ ผสมผสานระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ แถมยังต้องใส่ใจในรายละเอียดอย่างมาก การใช้เครื่องชง Slayer ที่มีแรงดันต่างกันแค่บาร์เดียว หรืออุณหภูมิน้ำต่างกันแค่ 1 – 2 องศาเซลเซียส ก็ทำให้ได้กาแฟรสชาติไม่เหมือนกันแล้ว

หากไม่รู้จริงเรื่องกาแฟ อาจมองว่าเครื่องกรองน้ำ หม้อต้มน้ำ ตาชั่ง และถุง เป็นอุปกรณ์ธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ Peaberry Thai ตั้งใจเลือกแบรนด์เหล่านี้ที่มีความชำนาญเฉพาะทางทั้งหมด เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อรสชาติกาแฟ

เครื่องกรองน้ำสำหรับกาแฟแบรนด์ BWT มีเทคโนโลยีพิเศษ นอกจากกรองความสกปรกในน้ำออกแล้ว ยังใส่แมกนีเซียมลงไปในน้ำ ทำให้แร่ธาตุจับกับอโรม่าของกาแฟ จนออกมาเป็นกาแฟรสชาติดี

นอกจากนี้ คอกาแฟจะรู้ว่าอุณหภูมิและสเกลต่าง ๆ เป็นปัจจัยที่ต้องเป๊ะ หม้อต้มน้ำ Marco สำหรับกาแฟ Specialty มีหัวก๊อกที่ตั้งอุณหภูมิน้ำได้เสถียร ไม่คลาดเคลื่อน ได้น้ำร้อนไวตามที่ต้องการ มีทั้งหัวก๊อกน้ำร้อน น้ำเย็น โซดา สะดวกต่อคนใช้งาน ทำให้ขายได้เร็วขึ้นและมีรูปลักษณ์สวยงาม เหมาะกับตั้งประดับที่บาร์กาแฟ

ส่วนตาชั่งสำหรับกาแฟโดยเฉพาะ จะมีสเกลไวและนิ่ง ต่างจากตาชั่งทั่วไปที่คลาดเคลื่อนในหน่วยทศนิยม เหมาะกับการชั่งกาแฟที่ต้องละเอียดในหน่วยกรัม ใส่สูตรการชงเข้าไป แล้วแชร์สูตรกับกลุ่มคนรักกาแฟผ่านแอปพลิเคชัน หรือเข้าไปดูสูตรของแชมป์บาริสต้าได้

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีน้ำยาทำความสะอาดเครื่องชงกาแฟโดยเฉพาะ เพราะกาแฟเก่ามักมีกลิ่นคล้ายกระดาษโรเนียวเก่า หากไม่ใช้น้ำยาพิเศษจะทำให้รสชาติในแก้วเปลี่ยน ส่วนถุงที่เก็บเมล็ดกาแฟก็ต้องสั่งทำพิเศษหนา 4 ชั้น ใช้เวลาทดสอบถุงเป็นปีด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่ารักษาคุณภาพกาแฟให้อยู่ได้นาน

ด้วยศาสตร์ของกาแฟที่ละเมียด ทำให้คนทำธุรกิจต้องละเอียดตามไปด้วย ใส่ใจในสิ่งธรรมดาที่ทำให้ผลลัพธ์ของสินค้าออกมาไม่ธรรมดา

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Coffee Wisdom จากการลงลึกหน้างาน

เมื่อถามว่าทำอย่างไร ถึงสะสมความรู้ด้านกาแฟจนรู้จริงและเชี่ยวชาญในการเลือกอุปกรณ์กาแฟต่าง ๆ ได้ดีขนาดนี้

คำตอบของคุณป่านคือ “ต้องลงลึก ลงพื้นที่จริง ไปขึ้นดอย คุยกับคนที่ทำจริง ทำงานกับเกษตรกร ไปดูสายพันธุ์ เก็บหน้าดินมาทดสอบ” ผนวกด้วยหลงใหลในศาสตร์กาแฟ ทำให้พัฒนาร่วมกับเกษตรกรต่อไปได้เรื่อย ๆ จากกาแฟเชอร์รี่เม็ดแดงสุกก่ำ คัดด้วยมือทีละเม็ดผ่านโรงสีและโรงคั่วของแบรนด์ ออกมาเป็นสารกาแฟตั้งต้นที่คุมคุณภาพในทุกกระบวนการ

Peaberry Thai Estate ยังคิดค้นกาแฟ Thai Single Origin ที่บ่มและหมักด้วยเมล็ดกาแฟไทย มีทั้งไอยรารัญจวนจากดอยช้าง เสน่ห์นางนอนจากดอยผาฮี้ และผกาชมพูจากแม่จันหลวงที่มีต้นผกาชมพูปลูกอยู่ มีกาแฟเบลนด์จากทั้งไทยและต่างประเทศ

คุณเด็บบอกว่า “การที่เรามีอุปกรณ์และเครื่องของตัวเอง มีผู้เชี่ยวชาญดูในแต่ละขั้นตอนทั้งหมด ทำให้คุมคุณภาพได้ครบวงจร มั่นใจคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่ามีของดีทุกขั้นตอน”

สิ่งสำคัญคือ Peaberry Thaiไม่ได้ขายแค่กาแฟแล้วบอกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย แต่บอกได้ว่าทำไมและทำอย่างไรกาแฟถึงมีคุณภาพดี ลงมือทำเองหน้างานจริงแล้ว จึงแนะนำลูกค้าต่อได้ว่าควรใช้อุปกรณ์แบบใด ใช้ดริปเปอร์แบบไหน แล้วส่งผลให้กาแฟเป็นอย่างไร แนะนำสูตรเครื่องดื่มให้ผู้ประกอบการได้ เซลล์ขายเครื่องมีประสบการณ์และความรู้ด้านกาแฟ ก็แนะนำการใช้เครื่องได้ ส่วนบริการหลังการขายนั้นยังรับซ่อมและแนะนำลูกค้าถึงที่ได้อีกด้วย โดยมีศูนย์บริการถึง 16 สาขาทั่วประเทศ

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

รู้ใจลูกค้า ไม่แพ้เข้าใจกาแฟ

ทุกวันนี้ Peaberry Thai มีโชว์รูม 2 สาขา คือ กรุงเทพฯ และภูเก็ต สำหรับขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟครบวงจร เน้นกลุ่มผู้ประกอบการร้านกาแฟ ส่วน Pacamara Coffee Roaster คือ ร้านกาแฟที่เป็นธุรกิจค้าปลีกของบริษัทภายใต้สโลแกน Everyday Specialty กาแฟคุณภาพดีที่ราคาไม่แพง อยากเข้าถึงคนดื่มกาแฟอย่างแพร่หลายและหลากหลายกลุ่มมากขึ้น

ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจครบวงจรของ Peaberry Thai ทำให้ส่งผลดีต่อร้านกาแฟอีกทอด บาริสต้ารู้เรื่องราวกาแฟตั้งแต่ปลูก สามารถถ่ายทอดเรื่องราวก่อนมาเป็นเครื่องดื่มในแก้วให้ลูกค้าฟังได้ เติมเสน่ห์ที่คุณเด็บบอกว่าเป็นหัวใจของธุรกิจคือการเข้าใจลูกค้า “เรารู้ใจลูกค้า เข้าใจว่าคนดื่มกาแฟกำลังมองหาอะไร เข้าร้านมาแล้วถูกใจไหม เราอธิบายข้อมูล เล่าเรื่อง Behind the Cup ให้คนเข้าใจเรื่องราว ใส่ใจในทุกขั้นตอนที่เสิร์ฟให้ลูกค้า นี่คือสิ่งที่เราทำ”

สำหรับคอกาแฟพิเศษ Pacamara เข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ชอบลองกาแฟรสชาติหลากหลาย จึงเสาะหา Cup of Excellence (กาแฟดีจากทั่วโลก ที่ผ่านการให้คะแนนโดยนักชิมรสชาติกาแฟมืออาชีพ) ใน Rank 1 – 22 มากระจายขายใน 20 กว่าสาขาของ Pacamara ทำเป็น Coffee Hunt ให้คอกาแฟไปเสาะหาลองชิม

คุณป่านอธิบายว่า “Coffee Lovers ในไทยแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งคนดื่มกาแฟวันละหลายแก้วทุกวันที่ต้องการความเข้มและสตรอง หรือคนดื่มกาแฟคั่วอ่อนที่ชอบลิ้มรสชาติกาแฟ” ดังนั้น แม้สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ Specialty เป็นประจำ ก็ต้องการดื่มกาแฟที่ปรับรสชาติได้ในแบบที่แต่ละคนชอบ กาแฟพิเศษจึงตอบโจทย์คนกลุ่มนี้เช่นกัน เพราะสามารถปรับรสชาติได้อย่างละเอียด เช่น ผสมรส Nutty ของกาแฟบราซิลกับรส Floral จากเอธิโอเปียด้วยกันได้

ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์กาแฟของ Peaberry Thai และร้านกาแฟ Pacamara นั้นส่งผลดีต่อกัน เมื่อเกิดเทรนด์ Coffee Culture ที่คนนิยมตามหาคาแรกเตอร์ของกาแฟมากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์กาแฟโตตามไปด้วย ช่วงที่ผ่านมาตลาดกาแฟยังโตขึ้นจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้หลายคนลงทุนซื้อแอโรเพรส Espresso Machine เครื่องชงกาแฟแบบออโต้ หรืออุปกรณ์ดริปต่าง ๆ ตามความถนัดของแต่ละคนมาไว้ที่บ้าน

ทั้งคู่บอกว่า นี่คือโอกาสทางธุรกิจในการส่งต่อความรู้เกี่ยวกับกาแฟแก่ลูกค้า และตอบโจทย์ให้คนรู้จักกาแฟ Specialty มากขึ้น หากคนเข้าใจสุนทรีย์ของกาแฟ ว่าคือการดื่มด่ำความสุขกับกาแฟไม่ใช่คาเฟอีน ก็จะเข้าใจว่าทำไมต้องเลือกอุปกรณ์ทำกาแฟอย่างละเมียดละไม

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Seasonal Problems

“Pacamara ทำให้เข้าใจว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟกำลังเผชิญกับอะไร พอมีร้านกาแฟของเราเอง เรายิ่งเข้าใจปัญหาหน้าบ้านและความซับซ้อนของร้านกาแฟ เพราะเจอสถานการณ์เดียวกัน” คุณป่านเล่า

ความท้าทายของธุรกิจกาแฟ คือ ปัจจัยที่ไม่แน่นอนและควบคุมยากอย่างดินฟ้าอากาศที่ล้วนส่งผลต่อการปลูกกาแฟ เช่น ปีที่ผ่านมาบราซิลหิมะตกหนักมากจึงขาดแคลนกาแฟทั่วโลก เมื่อสภาพแวดล้อมของแต่ละปีไม่เหมือนกัน กาแฟที่ปลูกแต่ละปีจึงไม่เหมือนกันตามไปด้วย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการบริหารจัดการกาแฟทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อทำธุรกิจกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ความท้าทายจากปัจจัยที่ไม่แน่นอนจึงยิ่งทวีคูณมากขึ้นจากหลายทิศทางรอบตัว

2 ปีที่ผ่านมาในช่วงโรคระบาดโควิด-19 มีบริษัทล้มไปเยอะมาก หน้าร้านหลายสาขาของ Pacamara ต้องปิดตัวลงเช่นกัน

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

เมล็ดกาแฟแพงขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวในการบริหารจัดการหาวิธีคั่วกาแฟอย่างไร ไม่ให้สูญเสียต้นทุนกาแฟที่มีค่าดั่งเพชร ปรับสัดส่วนการขายสินค้า ออกสินค้าใหม่ในช่วงโควิดอย่างกาแฟกระป๋อง Unicorn ภายใน 1 สัปดาห์ 

ในการทำธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่เบลนด์กาแฟให้อร่อย แต่ต้องรู้จักเบลนด์ไอเดียของหลายคนเข้าด้วยกันให้เกิดทีมเวิร์ก ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาที่เปลี่ยนไปทุกวัน เหมือนรสชาติกาแฟที่ผันเปลี่ยนตามฤดูกาล

เข้าใจฤดูกาลก่อน แล้วจึงหาวิธีรับมือ เข้าใจปัญหาให้ได้ก่อน แล้วจึงหาวิธีแก้ พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

ทั้งคู่สรุปว่า ทุกธุรกิจมีความท้าทาย ขึ้นอยู่กับว่ามีวิธีรับมืออย่างไร เคล็ดลับของคุณเด็บที่คร่ำหวอดในธุรกิจอาหารมา 30 ปี คือ “ความรู้ในสินค้าของแต่ละธุรกิจเป็นคนละแบบ แต่หลักการการดูแลธุรกิจใกล้เคียงกัน”

อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า “หลักการยังไม่เท่ากับความตั้งใจ หลักการเกิดขึ้นในถุงกาแฟใบนี้ที่ตั้งใจให้ลูกค้าได้รับกาแฟที่ดี อยู่ในช่วงเหมาะสมในการทานมากที่สุด ดังนั้น ทุกครั้งที่เดินเข้าคลัง จะนับวันว่าสต็อกมีกาแฟคั่ววันที่เท่าไหร่บ้าง”

ในขณะที่คุณป่านผู้ทำธุรกิจควบรวมกิจการมาก่อน ได้ประยุกต์ใช้หลักการวางแผนหาช่องทางการทำรายได้ใหม่ และวางโครงสร้างธุรกิจมาใช้กับธุรกิจกาแฟ

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

คอเดียวกัน

คุณเด็บและคุณป่านบอกว่า อยากชวนทุกคนมาร่วมสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ Specialty ด้วยกัน อยากเป็นบริษัทที่จริงจังกับการเป็นคนรักกาแฟ และคนรักกาแฟอยากทำงานด้วย โดยตั้งใจเชื่อมต่อองค์ความรู้ของคนรักกาแฟ จากทั้งเจ้าของแบรนด์ต่างประเทศ เกษตรกร จนถึงลูกค้า สร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการร้านกาแฟที่ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนทำกาแฟด้วยกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน

คุณเด็บบอกว่า “เราคือคนรักกาแฟ ลูกค้าก็เป็นคนรักกาแฟ เราคือผู้ขาย เขาคือผู้ซื้อ แค่มีสถานะที่ต่างกันแต่จริง ๆ เรามีรสนิยมที่เหมือนกัน ทั้งเราและลูกค้าต่างชอบดื่มกาแฟ อยากได้กาแฟที่แปลกใหม่”

เพราะเป็นแบรนด์ไทยที่เปิดร้านกาแฟ ทำให้มีเป้าหมายเหมือนกันกับผู้ประกอบการกาแฟ คือทำอย่างไรให้ส่งต่อคุณค่าของกาแฟได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น และขยายธุรกิจให้เติบโตได้มากขึ้น

ในต่างประเทศตลาดกาแฟ Specialty เริ่มต้นมาก่อนไทย วันนี้ Peaberry Thai อยากทำกาแฟไทยเทียบเท่าต่างประเทศให้ได้ อยากสร้าง Coffee Culture ในไทยที่คนดื่มกาแฟบนรสชาติกาแฟ โดยเชื่อว่าเมื่อกาแฟดี อุปกรณ์ดี มีบุคลากรที่เข้าใจกาแฟอย่างถ่องแท้ ทั้งหมดนี้จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ และเมื่อตลาดกาแฟ Specialty เติบโตขึ้น แปลว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟทุกคน รวมทั้ง Peaberry Thai ก็ยิ่งโตไปได้อีกแน่นอน

เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Lessons Learned

  1. หลงใหลและลงลึกจนเชี่ยวชาญ รู้ดีที่สุดในสิ่งที่ทำจากความชอบและลงมือทำจริงหน้างาน ทำให้คัดเลือกสินค้าและแนะนำลูกค้าได้อย่างช่ำชอง
  2. ไม่ปล่อยผ่านในทุกรายละเอียด ใส่ใจทุกปัจจัยที่ควบคุมได้และไม่ได้ของธุรกิจ ทำให้สินค้าและบริการมีคุณภาพอย่างมั่นคง
  3. นำเสนอความพิเศษให้ลูกค้า สินค้าที่พิเศษมาจากทุกกระบวนการที่พิเศษ  พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังให้ลูกค้ารับรู้ถึงความไม่ธรรมดานั้น

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่โชห่วยเล็ก ๆ จะอยู่รอดในยุคที่โมเดิร์นเทรดยึดครองตลาด จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ร้านค้าชุมชน แต่ ‘บิ๊กเต้’ โชห่วยขนาดจิ๋วแต่แจ๋วแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่บริหารด้วยกลยุทธ์แบบคนรุ่นใหม่ เป็นมิตรกับคนและชุมชนรอบข้าง มีสินค้าทุกอย่างให้เลือกสรร มีลีลาโฆษณาสินค้าอย่างซื่อตรงและคมคาย จนกลายเป็นร้านขายของในใจของลูกแม่โดมไปโดยปริยาย

เราอยู่กับ เต้-ศตวัสน์ และ ป็อก-สุธิดา ฝ่ายรีย์ สองผู้ก่อตั้งบิ๊กเต้ ที่จะมาเล่าถึงเส้นทางสุดโหด มัน ฮา ของร้านนี้ ตั้งแต่วันที่ยังเป็นเพียงน้องเล็กในวงการรีเทล มาจนถึงวันที่เติบโตเป็นวัยรุ่น พร้อมออกเดินทางไปเผชิญความเสี่ยงในโลกใบใหญ่กว่าเดิม

ถ้าพร้อมแล้วก็ผลักประตูเข้าร้าน นั่งคุยกับพวกเขากันเลย

เต้-ศตวัสน์ และ ป็อก-สุธิดา ฝ่ายรีย์ สองผู้ก่อตั้งบิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต

เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ

ร้านนี้เริ่มมาจากแม่ยายเต้ แกเล่าให้ฟังว่าขณะนั้น ญาติคนหนึ่งกำลังหาคนเซ้งโชห่วยใต้หอพักซันต้า ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เหมาะกับเป็นแหล่งรายได้ให้คู่รักใหม่ได้ตั้งตัว

“เราก็ไม่ค่อยรู้จักร้านขายของ แต่คิดว่าธุรกิจนี้น่าจะสร้างรายได้ให้เรากับป็อกได้ เลยตัดสินใจลองดูสักตั้ง” เต้บอกให้เราฟัง

เต้เป็นเพียงพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่ง เขาเปรียบเสมือนฟันเฟืองตัวน้อยในนาฬิกาเรือนใหญ่ ไม่มีอำนาจหรืออิสระมากพอที่จะเสนอความคิดหรือทดลองในสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง การเป็นเจ้าของร้านโชห่วยจึงอาจเป็นโอกาสให้เขาได้ลองทำในสิ่งที่เชื่อ นี่เป็นโอกาสสำคัญที่เขาจะได้พิสูจน์เสียที

ก่อนเริ่มทำร้าน ทั้งคู่ทำการบ้านมาอย่างดี

ร้านมีความเสี่ยงด้านใด 

กลุ่มลูกค้าคือใคร 

สภาพแวดล้อมบริเวณร้านเป็นอย่างไร

และควรขายอะไร

จึงได้รู้ว่าการทำโชห่วยต้องทุ่มเทจริงจังเพื่อให้ร้านออกมาดีที่สุด นั่นหมายถึงการต้องลาออกจากงานประจำเพื่อมาดูแลเต็มตัว

“ทีแรกก็แอบกังวล เพราะเจ้าของเก่า 2 คนก่อนหน้าก็ล้มเลิกการทำร้านไป” 

เต้-ศตวัสน์ และ ป็อก-สุธิดา ฝ่ายรีย์ สองผู้ก่อตั้งบิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต

เต้ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อทุ่มเทให้ร้านบิ๊กเต้ ส่วนป็อกยังคงทำงานวิจัยและมาช่วยเป็นครั้งคราว

ถ้ามัวกังวลจนไม่ได้ลงมือทำ อาจเสียใจภายหลังก็ได้ ถ้าอย่างนั้นขอเสี่ยงสักหน่อยแล้วกัน

อ้าวเฮ้ย! ไม่เหมือนที่คิดนี่หว่า

การเปลี่ยนสถานะตัวเองจากลูกจ้างมาเป็นนายจ้างเป็นเรื่องใหม่และใหญ่

ภาระงานและปัญหาเข้ามาไม่ขาดสาย ชนิดที่พวกเขาไม่เคยพบเจอ เปรียบเหมือนนักมวยที่ถูกปิดตา ไม่รู้ทิศทาง แต่กลับต้องลงชกในสนามจริงทันที

ในตอนแรกไม่มีแม้กลยุทธ์ ไม่รู้ว่าร้านควรอยู่ในตำแหน่งใดในตลาดค้าปลีกนี้ ควรเปิด-ปิดร้านเวลาใด และขายอะไร สินค้าชนิดไหนจะตรงกลุ่มเป้าหมาย ความไม่รู้ด้านธุรกิจบังคับให้พวกเขาต้องลองผิดลองถูกอย่างทุลักทุเล จนเงินเก็บจำนวนมากละลายหายไปดังสายน้ำ

“ครีมบำรุงผิวสำหรับผู้สูงวัยคือหนึ่งในสินค้าที่ขายไม่ออก เพราะกลุ่มเป้าหมายหลักของเราคือนักศึกษา แต่เรากลับไปขายสินค้าของคนอีกวัยหนึ่ง” เต้หัวเราะให้กับความผิดพลาดที่กลายเป็นบทเรียนชั้นดีในอนาคต

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

ส่วนเรื่องเวลาเปิด-ปิด ร้านของเขามีเวลาให้บริการที่ไม่ตรงกับช่วงเวลาทองที่นักศึกษานิยมใช้บริการ ยิ่งนักศึกษายุคนี้ต่างเป็นอัศวินรัตติกาล ใช้ชีวิตกลางคืน การเปิดร้านในช่วงเวลาไม่เหมาะสมส่งผลให้รายได้ออกมาไม่ตรงตามที่หวัง

‘นักศึกษา’ คือกลุ่มเป้าหมายหลักของร้าน – พวกเขาลืมคิดส่วนนี้ไป

อีกทั้งเรื่องการจัดสินค้าบนชั้นวาง ก็มิได้มีกลยุทธ์จัดวางที่โน้มน้าวให้ลูกค้าหยิบสินค้าใส่ตะกร้า จากฟ้าวันใหม่ของร้านโชห่วยที่หมายมั่นจะให้ร้านเติบโต ก็ดำดิ่งเข้าสู่ยุคมืดอีกครั้ง

จะเซ้งร้านและกลับไปเป็นฟันเฟืองตัวเล็กในองค์กรอีกครั้ง หรือสู้ต่อถึงจะไม่รู้ว่าแสงปลายอุโมงค์จะเป็นเช่นไร คือทางเลือก ณ ตอนนั้น

แต่พวกเขาไม่สิ้นหวัง 

เต้และป็อกยังมีพ่อแม่ มิตรสหายรอบตัวที่คอยยืนเคียงข้าง และพร้อมผลักดันสนับสนุน ทั้งคู่จึงต้องแก้เกมอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ร้านนี้อยู่รอดต่อไปได้ 

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

Better Late than Never

ลูกค้าอยากได้อะไรต้องหามาให้ คือกลยุทธ์แก้เกมแรก

“เราเป็นคนขายที่ถามลูกค้าว่า อยากได้อะไร แบบไหน จะไม่คิดแทนลูกค้า ถ้าเขาต้องการอะไร เราต้องหามาให้ ซึ่งจะช่วยให้ขายได้และมีสินค้าตรงความต้องการของลูกค้าวางอยู่บนชั้นอยู่เสมอ

“แต่ก็ต้องดูอารมณ์ลูกค้าด้วยว่าเขายินดีจะตอบเราไหม” เต้หัวเราะดังลั่น

หากลูกค้าอยากได้อะไร แม้สินค้าจะอยู่บนยอดเขาเอเวอเรสต์หรืออยู่สุดขอบโลก ร้านบิ๊กเต้ก็จะพยายามเต็มความสามารถเพื่อหามาให้ แม้จะเป็นสินค้าเพียงชิ้นเดียวก็ตาม

หากสั่งมาเพื่อลูกค้าเพียงคนเดียว แล้วมันคุ้มต้นทุนหรือไม่ในทางธุรกิจ – เราเกิดข้อสงสัย

ในโลกทางธุรกิจ สิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่คุ้มทุนแน่ ผู้จัดจำหน่ายอาจไม่สะดวกใจที่จะส่งสินค้าให้เนื่องจากเป็นร้านเล็ก มีปริมาณการสั่งน้อย ดังนั้นหากหาสินค้าชนิดใดไม่ได้ ร้านบิ๊กเต้จะพยายามหาสินค้าอื่นมาเสนอแทน 

แม้จะเหนื่อยสักหน่อยแต่เป็นความสุขใจและความคุ้มค่า สร้างความประทับใจในระยะยาว ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘การซื้อใจ’ 

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

ป็อกยื่นโทรศัพท์ให้เราดู แต่ละวันมีนักศึกษาและลูกค้าทั่วไปทักมาถามและขอสั่งสินค้าไม่ขาดสาย ตั้งแต่ข้าวปั้นญี่ปุ่น ขนมหวาน ไปจนถึงกาวดักแมลงสาบ

ส่วนกลยุทธ์อีกประการคือ การสร้างบรรยากาศร้านให้เป็นมิตรกับทุกคน ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ทั่วไปจากร้านค้าเจ้าใหญ่อื่น ๆ 

“ร้านเราจ้างนักศึกษามาทำงานเป็นประจำ ประกอบกับกลุ่มเป้าหมายหลักของร้านคือนักศึกษา เลยเป็นจุดเด่นที่ทำให้ลูกค้าเข้ามาที่ร้านมากขึ้น เพราะอยากมาเจอเพื่อน หรือแกล้งเพื่อนตัวเองที่ทำงานที่นี่ เวลามาที่ร้านก็จะซื้อของกลับออกไป”

อีกทั้งร้านยังพยายามมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเสมอ ทั้งพูดคุยหยอกล้อ ทักทายเมื่อเจอหน้ากัน ทำให้ให้บรรยากาศเป็นมากกว่าโชห่วยทั่วไป แต่เป็นร้านค้าที่ลูกค้าได้ทั้งสิ่งของและความสุขกลับไปด้วยทุกครั้งที่แวะมา

“เพราะเป็นโชห่วยขนาดเล็ก เรียกว่าระดับจิ๋วในวงการนี้ เราเลยสะดวกใจในการเข้าถึงลูกค้า และสรรหาสินค้าต่าง ๆ มานำเสนอพวกเขา ต่างจากร้านโมเดิร์นเทรดอื่น ๆ ที่ยังมีข้อจำกัดเรื่องนี้” 

กลยุทธ์ใหม่ สินค้าตรงตามกลุ่มเป้าหมาย มีของใช้สไตล์วัยรุ่น บรรยากาศเป็นมิตร ร้านบิ๊กเต้กดไลก์ นักศึกษากดเลิฟ ทำให้พวกเขาชื่นใจและธุรกิจเบ่งบานได้อีกครั้ง

โพสต์อิต โพสต์ใจ

‘โพสต์อิต โพสต์ใจ’ ป้ายแนะนำสินค้าที่เปรียบเสมือนผู้เชี่ยวชาญช่วยให้ลูกค้าช้อปปิ้งอย่างเพลิดเพลิน คลายความกังวลและไขข้อสงสัยไว้ด้านหลัง

เมื่อเต้และป็อกไม่อยู่ร้าน หากลูกค้าอยากสอบถามวิธีใช้หรือเรื่องอื่น ๆ บางครั้งพนักงานอาจตอบไม่ได้ การสื่อสารกับลูกค้าจึงน้อยลง ตัวแทนของพวกเขาในการแนะนำสินค้าให้ลูกค้าอย่าง ‘โพสต์อิต’ จึงเกิดขึ้น 

“การเอาของไปวางพร้อมติดป้ายราคา ไม่สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้เพียงพอ เราต้องช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น ก็เลยเขียนโพสต์อิตอธิบาย เป็นการพูดกับลูกค้าโดยตรงว่า สิ่งนี้คืออะไร ใช้ยังไง” เต้อธิบายถึงเหตุผล

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

ทั้งสองได้ลองพิสูจน์ให้เห็น ต่อให้นำสินค้ามาวางขายในจุดที่มองเห็นชัดที่สุด ก็อาจขายไม่ได้ตามเป้า แต่การเขียนโพสต์อิตเอาไว้ทำให้ยอดขายพุ่งขึ้นก้าวกระโดดเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า

“ช่วงหลังเราเขียนบรรยายด้วยมุกตลก ส่วนใหญ่จะทำมุกแบบ Real-time Content ที่ใครมาอ่านก็เข้าใจ ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ยังตลก มุกตลกที่ทำให้ลูกค้าขบขัน ช่วยให้เขาจดจำสินค้าได้ง่ายและเป็นที่สนใจมากขึ้น”

  “แต่สินค้าพวกสกินแคร์เหมือนเป็นอาถรรพ์ของร้านบิ๊กเต้ ทำทุกอย่างแล้วก็ยังขายไม่ดีตลอด น่าจะเป็นเพราะพี่เต้เป็นผู้ชาย จึงอาจไม่เข้าใจเรื่องนี้ดีเท่าผู้หญิง เพราะจะเขียนโฆษณาหรือบรรยายอะไรลงไปในโพสต์อิตเราต้องใส่จิตวิญญาณลงไปด้วย” ป็อกเล่าเรื่องนี้ด้วยเสียงหัวเราะ

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

“รักแท้ต้องการดูแล รักแร้ก็เช่นกัน” สำหรับโรลออนนีเวีย

“กำลังเหม็นความรักใช่ไหมครับ พี่เต้มีหน้ากากคาร์บอนจำหน่าย” สำหรับขายหน้ากากอนามัย

“นมนี้ราคาแพงหน่อย แต่อร่อยแสงพุ่ง” สำหรับขายนมแดรี่โฮม

“จะทำบุญทั้งที พี่เต้แนะนำให้ใช้ถังกรวดน้ำไปเลยครับ เพราะเจ้ากรรมนายเวรอาจเยอะกว่าที่คิดนะจ๊ะ” สำหรับขายถังน้ำ

“ยามรัก… น้ำต้มผักก็ว่าหวาน พี่เต้มีผักปลอดสารพิษขายให้ไปลองต้มดูนะครับ ทุกอย่างกำละ 10 บาท” สำหรับโฆษณาผักสด

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

ป๊อกเป็นคนดูแลป้ายสินค้าส่วนใหญ่ในร้านเพราะมีความเชี่ยวชาญกว่า แต่เรื่องอาหารต้องยกให้เต้ เราถึงกับต้องยอมรับในเรื่องนี้ เพราะหลังสัมภาษณ์ก็ได้ขนมและน้ำพริกกากหมูติดกลับบ้านจนล้นมือ

น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

การตลาดปัง ยอดขายตามเป้า แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ลูกค้าคือแรงผลักดันที่ทำให้โชห่วยแห่งนี้เติบโตจนสมชื่อ ‘บิ๊ก’

โชห่วยเจ้านี้มีสินค้าจากนักศึกษาและผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่าร้านอื่น ๆ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

“ปกติของร้านค้า เงินจะไหลมาที่เรา แต่ถ้าเราเป็นฝ่ายรับเพียงอย่างเดียว สักวันเงินของลูกค้าจะหมด เราเลยต้องสร้างการหมุนเวียน คืนกำไร ตอบแทนเงินกลับไปหาลูกค้า” 

นโยบายจ้างนักศึกษาทำงานพาร์ตไทม์จึงเกิดขึ้น

อีกทั้งโชห่วยเล็ก ๆ แห่งนี้ยังกระจายรายได้สู่ลูกค้า ผ่านการรับซื้อสินค้าจากนักศึกษาและชุมชนรอบข้าง

“นักศึกษาสมัยนี้มีศักยภาพมากกว่าที่เราคิด บางคนไม่ได้แค่มาทำงาน แต่พวกเขามีความสามารถที่จะผลิตสินค้า ขนม เครื่องดื่ม ได้ด้วยซ้ำ” โชห่วยย่านรังสิตแห่งนี้จึงรับซื้อสินค้าจากพวกเขามาขายต่อ

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

Playground คือนิยามที่ร้านบิ๊กเต้ให้โอกาสนักศึกษาได้มาปล่อยของ ทางร้านจัดสรรพื้นที่จำนวนหนึ่งให้นักศึกษาที่นำสินค้ามาขายได้ทดลองบริหาร เขียนป้ายตกแต่ง จัดวางและเช็กสต็อกสินค้าด้วยตัวเอง โดยคิดค่าบริการฝากขายต่ำกว่าสินค้าจากผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นักศึกษา ช่วยให้นักศึกษามีรายได้เสริม และยังเป็นการฝึกฝนทักษะผู้ประกอบการให้พวกเขาต่อยอดเป็นอาชีพได้อนาคต

พวกเราเดินไปสะดุดตากับข้าวกล่องและเครื่องดื่มเรียงรายกันอยู่เต็มตู้แช่ ภาพบรรจุภัณฑ์ที่ไม่คุ้นตาทำให้เราตระหนักได้ว่าต้องเป็นสินค้าจากนักศึกษาแน่ ๆ

“สินค้าที่เห็นมาจากอดีตนักศึกษาที่เคยทำงานที่ร้าน เขาเริ่มทำข้าวกล่องขาย ตามมาด้วยพวกน้ำ แซนด์วิชต่าง ๆ จากพนักงานร้านปัจจุบัน เขากลายเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ที่ส่งอาหารจนมีเงินเก็บซื้อบ้าน และเตรียมจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนแล้ว” คำพูดของเต้กับป็อกทำเราถึงกับอ้าปากค้างไปชั่วขณะ

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

หากจะฝากขายบ้างต้องทำอย่างไร – เราถามต่อ

หนึ่ง สินค้าต้องทำเอง ไม่ใช่การรับมาขายต่อ นี่คือเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณา สินค้าส่วนใหญ่ของนักศึกษาจึงเป็นจำพวกอาหาร เนื่องจากทำได้ในพื้นที่เล็ก ๆ อย่างหอพัก 

สอง สินค้าที่วางขายทุกชนิดต้องมีคุณภาพ หากชำรุดหรือไม่ตรงตามมาตรฐาน นักศึกษาจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่เข้าปากลูกค้าทุกคนจะอร่อยและได้มาตรฐาน 

นอกจากนี้ สินค้าทุกชนิดต้องมีราคาที่เอื้อมถึง ระหว่างการขายต้องทดสอบว่าราคา ณ จุดใดคือจุดที่ซื้อง่ายขายคล่องสำหรับทั้งร้านค้าและลูกค้า

ร้านบิ๊กเต้ยังกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 มีการรับสินค้าเข้ามามากกว่าปกติ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการแถบนั้นให้มีรายได้ในช่วงวิกฤต

‘ลูกค้าอยู่ได้ ร้านบิ๊กเต้ก็อยู่ได้’ 

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

หัวใจใหญ่กว่าตับ

ปัจจุบันร้านบิ๊กเต้มีทั้งหมด 3 สาขา สาขาแรกตั้งอยู่ใต้หอพักซันต้า สาขาที่สองบริเวณหอพัก 2B CASA และสาขาสามที่หอพักโซน B มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ทั้ง 3 สาขาตั้งอยู่ใกล้ร้านโมเดิร์นเทรดของกลุ่มทุนใหญ่ทั้งหมด 

ทั้งคู่เล่าว่า 2 สาขาแรกบริเวณหอพักซันต้าและ 2B CASA ตั้งอยู่ก่อนที่ร้านโมเดิร์นเทรดเหล่านั้นจะเข้ามา

“เมื่อเขาย้ายมาตั้งติดกับเรา เราย้ายหนีไม่ได้เพราะเลือกสถานที่ไปแล้ว ทางเดียวที่จะอยู่รอดจึงเป็นการต่อสู้อย่างถึงที่สุด

“การมีร้านโมเดิร์นเทรดใกล้ ๆ เป็นยากระตุ้นชั้นดี นอกจากทำให้เราต้องเอาตัวรอดและตั้งใจศึกษาพัฒนาร้านให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ยังเป็นข้อพิสูจน์ว่า ทำเลที่เราเลือกมีศักยภาพที่จะต่อยอดไปได้” 

ส่วนร้านบิ๊กเต้สาขาหอพักโซน B มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เกิดขึ้นหลังร้านโมเดิร์นเทรด แล้วทำไมเขาถึงกล้าไปท้าทายส่วนแบ่งตลาดจากร้านค้าเจ้าใหญ่ ซึ่งอาจเป็นโจทย์หินที่สุดในชีวิตของพวกเขา

“เราเปิดหลังเขาก็จริง แต่มองว่ายังมีพื้นที่สำหรับร้านบิ๊กเต้ให้นำเสนอสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการได้อยู่ ยังมีช่องว่างให้เราเติบโตได้” 

ขณะสัมภาษณ์ เราเห็นภาพลูกค้าหยอกล้อ พูดคุยกับเพื่อนที่ทำงานอยู่ หรือภาพแปลกตาคือนักศึกษาหิ้วถุงมาเติมสินค้าในตู้ สิ่งเหล่านี้พบเจอได้ยากในร้านโมเดิร์นเทรดเจ้าอื่น โดยเฉพาะในยุคที่การใช้ชีวิตของคนเมืองรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

เต้-ศตวัสน์ และ ป็อก-สุธิดา ฝ่ายรีย์ สองผู้ก่อตั้งบิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต

เปิดโชห่วยแล้วได้อะไร

การทำร้านมาหลายปีให้บทเรียนชีวิตและธุรกิจหลายข้อ

“ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ คือสิ่งที่ยากที่สุดที่เราได้เรียนรู้” ทั้งคู่ในฐานะผู้มีประสบการณ์ทางธุรกิจจากการทำร้านก็ยังต้องปวดหัวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะเมื่อเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ภาวะโรคระบาด และเงินเฟ้อที่ทั้งประเทศกำลังเผชิญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ นอกจากเตรียมความพร้อมและรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

อีกเรื่องคือ ‘ความไม่รู้’ คำเล็ก ๆ ที่มีผลยิ่งใหญ่ต่อธุรกิจ

ของบางอย่างไม่คิดว่าจะขายได้แต่กลับขายได้ บางอย่างที่คิดว่าจะขายได้แต่กลับขายไม่ได้ ประสบการณ์และการสอบถามลูกค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ

“เมื่อก่อนที่ร้านมีขนมครันช์ชิปรสน้ำส้มสายชู สำหรับเราคือรสชาติแบบอิหยังวะ แต่เมื่อขายจริงมันเป็นรสที่ขายดีที่สุด เราจึงต้องติดร้านไว้” 

บทเรียนสำคัญสุดท้าย “อย่าคิดแทนลูกค้า และจงเรียนรู้ที่จะรับฟังลูกค้าทั้งแง่บวก แง่ลบ พร้อมรับฟังด้วยความไม่ขุ่นเคืองใจ เสียงตำหนิ เสียงวิจารณ์ คือคำเตือนที่จะทำให้ร้านเราเป็นร้านที่ดีขึ้น เราต้องขอบคุณพวกเขา” 

ทั้งคู่ฝากข้อคิดถึงคนรุ่นหลังที่จะทำธุรกิจเอาไว้ว่า “จะทำอะไรจงอย่าใจร้อน ธุรกิจจะประสบความสำเร็จต้องอาศัยเวลาและองค์ประกอบยิบย่อยมากมาย เราต้องเป็นทั้งผู้บริหารและนักประสานงานที่ดี มีเหตุผลอยู่เสมอ จงพูดกับทุกคนดี ๆ แล้วสิ่งดี ๆ จะตามมาในภายหลัง”

พวกเขาไม่รู้ว่าร้านบิ๊กเต้จะไปถึงจุดไหนในอนาคต กว่าจะมีวันนี้ได้ ไม่ได้เกิดจากแค่น้ำพักน้ำแรงของ 2 คน แต่รวมถึงครอบครัว ซัพพลายเออร์ที่ทำสินค้าส่ง น้องขนของ น้องสตาฟฟ์ในร้าน ที่ทั้งเต้และป๊อกรู้สึกขอบคุณในทุกวัน

บิ๊กเต้ โชห่วยแห่ง มธ.รังสิต ขายความจริงใจกับนักศึกษา จนอยู่รอดในยุคโมเดิร์นเทรด

Lessons Learned

  • การรักษาความจริงใจในการให้บริการคือการตลาดที่ดีที่สุด
  • จงรักษาความเป็นกันเองและความเป็นร้านค้าของชุมชนเอาไว้ ให้โชห่วยเป็นมากกว่าโชห่วย แต่เป็นเสมือนสมาชิกที่สำคัญของคอมมูนิตี้
  • อย่าลืมที่จะคืนสิ่งดี ๆ กลับสู่ชุมชน ธุรกิจที่อยู่ได้ ลูกค้าอยู่ได้ คือธุรกิจที่ยั่งยืน

Writer

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load