8 พฤศจิกายน 2564
4.09 K

คอลัมน์วันนี้เป็นตอนเบาๆ เกี่ยวกับสัตว์โลกน่ารักประเภทหนึ่ง

คุณเคยแง้มหอยแล้วเจอตัวประหลาดอยู่ข้างในมั้ยครับ

หอยในที่นี้หมายถึงพวกหอยแครง หอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยเชลล์ หอยลาย หรือหอยสองฝาอะไรก็ตามแต่ที่เราชอบกินกันนี่แหละ และตัวประหลาดที่แอบอยู่ในเปลือกหอยเหล่านี้ก็คือน้องปูนั่นเอง

บางคนอาจจะบอกปูอยู่ในหอยก็ปูเสฉวนไง ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน อันนี้ไม่เหมือนกันครับ

ปูเสฉวนมันคือปูที่ไปเอาเปลือกหอยซึ่งเจ้าของบ้านไม่มีชีวิตแล้ว มาสวมเป็นบ้านตัวเองอีกที แต่ที่ผมกำลังพูดถึงนี่คือปูที่เข้าไปขอเบียดอาศัยอยู่กับหอย ตอนที่หอยยังมีชีวิตอยู่เลย

ในหอยมีปู รู้จัก ‘ปูถั่ว’ ปูตัวจิ๋วที่ใช้หอยเป็นบ้าน และอาศัยอยู่ในหอยตลอดชีวิต
ภาพ : dantheclamman.blog
ภาพ : หนังสือ ざんねんないきもの事典 : おもしろい!進化のふしぎ

สมาชิกปูในสกุลพินโนเทอเรส (Pinnotheres) ส่วนใหญ่จะเป็นปูที่มีวิถีชีวิตแบบนี้ การเข้าไปอยู่กับหอยทำให้ปูได้ประโยชน์เห็นๆ นอกจากจะได้อยู่ร่วมชายคากับหอยภายใต้เปลือกอันแข็งแรงปลอดภัยแล้ว หอยยังมีระบบสาธารณูปโภคสูบน้ำเข้าออก 24 ชั่วโมง ทำให้มีเศษอาหารไหลลอยมาให้คีบกินได้ตลอด เหมือนเราเข้าไปตั้งรกรากในร้านซูชิสายพานประมาณนั้น

ถามว่าทำไมหอยต้องคอยสูบน้ำ นอกจากเพื่อหายใจเข้าออกและระบายของเสียแล้ว ตัวหอยเองยังประกอบอาชีพเป็นนักกรองกิน (Filter Feeder) ซึ่งเป็นอาชีพยอดนิยมมากในมหาสมุทร ในขณะที่คนชอบกินน้ำกรอง หอยและสัตว์มากมายชอบกรองน้ำกิน เพราะในน้ำมีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กตัวน้อยผสมเศษนู่นเศษนี่เยอะแยะมากมาย ซึ่งแค่กรองออกมาแล้วกลืนลงท้องก็อิ่มแล้ว บนบกทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะขืนทำคงอดอยากปากแห้งตายเหมือนนักเขียน ขณะที่ในน้ำ การกรองเป็นอาชีพที่ฮิตมาก ตั้งแต่วาฬสีน้ำเงินก็กรองกิน ปลาทูก็กรองกิน ฉลามวาฬก็กรองกิน 

อย่างไรก็ตาม พวกนี้เป็นสายกรองกินด้วยการอ้าปากว่ายน้ำ คอยดักอาหารผ่านอวัยวะซี่ๆ ที่มีวิวัฒนาการมาจากเหงือกบ้างฟันบ้าง ขณะที่หอยสองฝาส่วนใหญ่สบายกว่านั้นอีก คือเป็นสายกรองอยู่กับที่ ไม่ต้องว่ายไปไหนเลย แค่ใช้ระบบสูบน้ำเข้ามาไหลเวียนแทน ทั้งหมดนี้ทำให้หอยเป็นบ้านที่อยู่สบาย อุดมสมบูรณ์ และปลอดภัยสำหรับน้องปูมาก

แต่เอาจริงๆ ก็ยกเว้นตอนที่ถูกคนจับมาทำซีฟู้ดน่ะแหละ

หลายวัฒนธรรมคุ้นเคยกับการเจอปูในหอยดี เช่น ที่อเมริกามีชื่อเรียกปูพวกนี้โดยเฉพาะเลยว่า ‘Pea Crab’ หรือ ‘ปูถั่ว’ คงจะเพราะทั้งขนาด รูปร่างกลมรีพอๆ กับเม็ดถั่ว หรือเผลอๆ อาจจะรวมถึงความเคี้ยวกรุบกรอบเค็มมันเหมือนถั่วด้วยก็ได้ (ที่สงสัยคือถ้า Pea Crab แปลว่าปูถั่ว แล้วทำไม Peacock ไม่แปลว่า ลึงค์ถั่ว)

ในกรณีที่แกะหอยนางรมมาแล้วเจอปูถั่ว ฝรั่งบอก เอ้า งั้นเราก็แยกมาทอดเสียเลยซี่ รวมให้ได้เยอะๆ แล้วบีบเลม่อนจิ้มมายองเนส สูตรนี้ร่ำลือกันว่าเป็นอาหารโปรดของท่านประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันเลยทีเดียว ขณะที่ในเมืองไทยนั้น บ่อยครั้งเราจะเห็นคนโพสต์ถามทางโซเชียลหรือเว็บบอร์ดต่างๆ

“โทษนะครับ/ค่ะ พอดีที่บ้านซื้อหอยแครงลวกมากินแล้วเจอตัวอะไรไม่รู้อยู่ข้างใน หน้าตามันเหมือนปูตัวเล็กๆ แต่มีไข่เต็มท้องเลย สยองมาก กลัวไม่กล้าทานกันต่อเลย มันคือตัวอะไรครับ/ค่ะ ที่เผลอกินไปแล้วเป็นไรมั้ย กลัวเป็นพยาธิ ใครรู้บอกทีนะครับ/ค่ะ”

ในหอยมีปู รู้จัก ‘ปูถั่ว’ ปูตัวจิ๋วที่ใช้หอยเป็นบ้าน และอาศัยอยู่ในหอยตลอดชีวิต
ภาพ : www.tkvariety.com
ในหอยมีปู รู้จัก ‘ปูถั่ว’ ปูตัวจิ๋วที่ใช้หอยเป็นบ้าน และอาศัยอยู่ในหอยตลอดชีวิต


จากนั้นพอชาวเน็ตเริ่มฮือฮาเว็บข่าวต่างๆ ก็จะเอาไปพาดหัว ชวนอ้วก ‘ปูถั่ว’ สัตว์น่าขยะแขยง แฝงตัวอยู่ในหอย ที่เราเผลอกินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว!! หรือ หนุ่มสงสัย ซื้อหอยแครง แกะออก เจอปูในหอยแทบทุกตัว!! และตามธรรมเนียม อาจารย์เจษฎาก็จะต้องออกมาชี้แจง “มันคือปูถั่วครับ เป็นปูตัวจิ๋วที่อาศัยอยู่ในตัวหอยสองฝา… สรุปว่าเป็นปู ไม่ใช่เห็บหมา เพราะฉะนั้น ต้มสุกแล้วก็กินได้นะครับ แต่มันจะกรุบๆ แข็งหน่อยๆ ไม่นิ่มเหมือนเนื้อหอย…”

ไม่น่าแปลกใจหากคนในเมืองส่วนใหญ่จะไม่รู้จักเจ้าปูประเภทนี้ ผมเองก็เพิ่งจะรู้จักมันไม่นานนี่แหละ แถมยังไม่เคยเห็นตัวจริงเลยด้วย อย่างไรก็ตาม ระหว่างเสิร์ชรูปในเน็ตก็เห็นมีบางร้านเริ่มทำเมนูปูถั่วขายแล้วเหมือนกันนะ อย่างร้าน Sea Breeze ซีฟู้ด ก็มีโพสต์ลงเฟซบุ๊กว่า “ปูถั่วตัวน้อยๆ ติดมากับหอยเชลล์ เอามาชุบแป้งทอด แกล้มน้ำเก๊กฮวย อร่อยกว่าจักจั่นทะเลอีกนะ” วันหลังใครได้มีโอกาสลองก็มารีวิวหน่อยนะครับ

ในหอยมีปู รู้จัก ‘ปูถั่ว’ ปูตัวจิ๋วที่ใช้หอยเป็นบ้าน และอาศัยอยู่ในหอยตลอดชีวิต

ทีนี้หากย้อนกลับมาดูชีวิตของน้องปูกันต่อ คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ปูเข้าไปในหอยได้ยังไงตั้งแต่แรก

เรานึกภาพหอยแครงหอยแมลงภู่มันไม่ได้เปิดเปลือกง่ายๆ ยกเว้นจะให้ความร้อนจนเอ็นมันคลาย หรือถ้าเป็นหอยนางรมก็ต้องแซะ หอยไม่ได้สมยอมง่ายๆ นะที่จะให้มีอะไรแปลกปลอมเข้าไป เพราะฉะนั้นหากปูจะเข้าก็ต้องเข้าไปตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ตั้งแต่ระยะตัวอ่อนแทบมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นนั่นเลยทีเดียว โดยตอนหอยสูดหายใจเข้าก็เอาตัวอ่อนปูเข้าไปพร้อมกับน้ำที่มันสูบนี่แหละ 

ปูเองเมื่อรับรู้ว่าถึงเป้าหมายแล้วก็จะปักหลักโตอยู่ในนั้นเลย ไม่ต้องออกมาอีกแล้ว ถามว่าหอยเซ็งมั้ย ก็อาจจะไม่เซ็งเท่ากับถ้าเจอปรสิตประเภทที่มาดูดเลือด ความสัมพันธ์ระหว่างปูกับหอยนี่ในทางนิเวศวิทยาเขาเรียกว่าเป็นแบบอิงอาศัย (Commensalism) ก็คือมาขออยู่ด้วยเฉยๆ ไม่ได้เบียดเบียนอะไร แต่ก็ไม่ได้ช่วยทำประโยชน์อะไรให้ด้วย เช่นเดียวกับกล้วยไม้ที่ขอเกาะบนต้นไม้ใหญ่ หรือเพรียงที่เกาะบนหลังวาฬ 

แต่แน่นอน ต่อให้แค่มาอิงอาศัย ถ้าทำตัวสบายเกินไป เจ้าบ้านก็อาจรู้สึกตะหงิดได้เหมือนกัน ลองนึกภาพถ้าเป็นบ้านคุณ แล้วอยู่ดีๆ มีตัวเอเลี่ยนหน้าตาแบบในหนังริดลีย์ สก็อต มาขออาศัยด้วย คุณเอเลี่ยนไม่ทำร้ายเรานะ แต่แค่มาขอนอนโซฟา มาเปิดตู้เย็นแบ่งของกินเราทุกวัน ตื่นเช้ามาเจอแกนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ เล่นมือถืออยู่ที่โต๊ะอาหาร เวลาเดินผ่านก็ต้องเกรงใจ อะไรประมาณนั้น 

ในกรณีของปูกับหอยนี่ บางทีปูก็ทำให้หอยระคายเคืองได้ เพราะอยู่กันแบบเนื้อแนบเนื้อ หรือถ้าในฤดูที่อาหารน้อยๆ บางทีปูก็แย่งอาการกินซะจนหอยผอมซูบ เมื่อเป็นเช่นนี้ ความสัมพันธ์แบบอิงอาศัยก็เปลี่ยนเป็นแบบปรสิตได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม จากมุมมองของปู ในเมื่อบ้านหอยอยู่สบายขนาดนี้ก็ไม่ต้องออกไปไหนแล้ว เวิร์กฟรอมโฮมไปเลยตลอดชีวิต ยกเว้นแค่เวลาเดียวเท่านั้นที่ต้องคิดหนัก นั่นก็คือเวลาหาคู่

บ้านหอยขาดอย่างเดียวคือไม่มีอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้น ใช้แอปฯ ออนไลน์เดทติ้งไม่ได้ แถมจะไปบังคับคุณหอยให้พาไปหาปูตัวอื่นก็ไม่ได้อีก ย้อนกลับไปดูภาพจากซีฟู้ด เราจะเห็นว่าหอยหนึ่งตัวมักเจอปูถั่วอยู่ในนั้นแค่หนึ่งตัว และมักเป็นปูอุ้มไข่ด้วย แสดงว่ามันต้องมีวิธีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผสมพันธุ์ได้สำเร็จ ปูตัวผู้กับปูตัวเมียมาเจอกันได้ยังไงนะ

จากการศึกษาวิจัยปูถั่วที่อาศัยในหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์พบว่า ตัวผู้จะต้องเป็นฝ่ายที่รวบรวมความกล้าก้าวออกจากบ้านตัวเอง แล้วเดินทางฝ่าอันตรายไปหาสาว ซึ่งนับเป็นการเดินทางครั้งสำคัญที่สุดของชีวิตหนุ่ม

แน่นอน เพื่อให้บรรลุภารกิจ ปูสาวจะช่วยปล่อยฟีโรโมนออกมาตามน้ำ ทำให้ตัวผู้รู้ได้ว่าต้องไปทิศทางไหนถึงจะเจอหอยที่มีปูตัวเมียอยู่ (คล้ายๆ กับตัวเมียกดเรียกแกร็บแล้วมีแผนที่บ้านให้) ทว่า อะไรๆ ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ต่อให้สาวบอกตำแหน่งแล้ว แต่ขืนตัวผู้รีบร้อนออกมาตอนกลางวันนี่ตายแน่ เพราะไหนจะมีผู้ล่ารอจับกิน แถมมีโอกาสไม่น้อยที่จะโดนหอยหนีบตาย ช่วงกลางวันหอยมีความตื่นตัวและเซนซิทีฟค่อนข้างสูงต่ออะไรที่มายุกยิกบนเยื่ออ่อนของมัน และอาจจะตอบสนองด้วยการปิดฝาหงับ! ซึ่งในบางงานวิจัยก็เจอตัวผู้จำนวนไม่น้อยที่ถูกหนีบตาย ระหว่างพยายามมุดออกจากหอยตัวเอง หรือไม่ก็ตอนจะมุดเข้าบ้านตัวเมีย สรุปแล้ว กระทำการยามวิกาลย่อมปลอดภัยกว่าด้วยประการทั้งปวง

ท่ามกลางความมืดมิดและหนาวเย็น ตัวผู้ต้องออกตามหารัก โดยการดมกลิ่นผ่านอวัยวะอะไรก็ตามที่ปูใช้เป็นจมูก ทีนี้เมื่อไปถึงบ้านสาวแล้ว ก็ใช่ว่าจะปีนหลังคาขึ้นชั้นสองแล้วแอบย่องเข้าทางหน้าต่างได้ หอยไม่มีหน้าต่าง แต่ก็ยังดีที่หอยในยามค่ำคืนมักจะเปิดฝาแง้มไว้นิดหนึ่ง กระนั้นก็ยังไม่กว้างพอจะให้ตัวผู้มุดเข้าไปอยู่ดี 

จังหวะนี้เองที่งานวิจัยพบพฤติกรรมน่าสนใจมาก คือปูถั่วตัวผู้จะใช้ปลายขาของมัน ค่อยๆ เขี่ยเนื้อหอยที่แพลมออกมาจากช่องเปิด โดยเขี่ยเบาๆ ด้วยแรงพอเหมาะ ถ้าเขี่ยแรงเกินหอยจะสะดุ้งและปิดฝา แต่ถ้าเขี่ยด้วยความเบาและความถี่ที่พอดี หอยจะค่อยๆ เคลิ้มและเปิดฝากว้างออกทีละนิดๆ ที่สำคัญต้องอดทนและเขี่ยให้นานพอ งานวิจัยพบว่าปูตัวผู้ใช้เวลาเขี่ยหอยเฉลี่ยคืนละ 200 นาที กว่าหอยจะยอมเปิดฝาจากกว้าง 3.7 มม. เป็น 5.5 มม. ให้ปูพอเล็ดรอดเข้าไปได้ (ความหนาเฉลี่ยของกระดองปูตัวผู้อยู่ที่ประมาณ 4.6 มม.)

ทำความรู้จัก ปูถั่ว ปูตัวกระจิริดที่แอบอาศัยอยู่ในหอยสองฝาและรูตูดของปลิงทะเล
ปูถั่วตัวผู้ที่พยายามจะแอบย่องเข้าหอยยามวิกาลเพื่อไปหาปูตัวเมีย
ภาพ : www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4365294

ครั้นมุดเข้าเรือนหอยสำเร็จ ที่เหลือก็น่าจะราบรื่นแล้ว ปูตัวเมียที่รออยู่ข้างในไม่น่าจะเรื่องมากอะไรแล้ว เพราะหล่อนเป็นคนส่งฟีโรโมนเรียกตัวผู้มาเอง แถมประชากรตัวผู้ยิ่งมีน้อย หนุ่มหน้าไหนเข้ามาก็คงเอาหมด แต่หลังจากนั้นไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง พอเสร็จกิจมีการดึงเยื่อหอยมานอนห่มผ้า ก้ามคีบบุหรี่แบ่งกันสูบหรือเปล่า ตัวผู้นอนค้างบ้านตัวเมียหรือเปล่า หรือต้องรีบลุกใส่กางเกงแล้วกลับให้ถึงบ้านตัวเองก่อนเช้า อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน งานวิจัยที่ผมอ่านมาไม่ได้บอกไว้ แต่ที่รู้แน่ๆ คือปูถั่วที่เราเจอในหอยแต่ละตัวมักเป็นตัวเมียเดี่ยวๆ เสียเยอะ ซึ่งก็คงต้องไปวิเคราะห์สันนิษฐานกันต่อเองว่าพฤติกรรมแบบไหนที่ทำให้ลงเอยเกิดผลลัพธ์เช่นนั้น

ไม่แน่ตัวผู้อาจจะเสเพลออกไปหาตัวเมียบ้านอื่นต่อ ไม่แน่มันอาจจะอายุสั้น หรือบางทีตัวผู้อาจจะถูกตัวเมียเตะออกมา เพราะบ้านหอยมันคับแคบมาก อยู่ร่วมกันสองตัวแบบถาวรไปเลยคงลำบาก เหมือนเป็นห้องคอนโดฯ เล็กๆ ที่อึดอัด ตบตีกันง่าย ต้องคอยแย่งห้องน้ำ แย่งพื้นที่ตู้เย็น เรื่อยไปจนตำแหน่งวางของเล่น ในแง่นี้มีญาติปูถั่วอีกก๊กหนึ่ง ซึ่งวิวัฒนาการเลือกอสังหาแบบไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่ ทำให้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวแบบสามีภรรยาได้ นั่นก็คือปูถั่วที่อิงอาศัยอยู่ในรูตูดของปลิงทะเล

ทำความรู้จัก ปูถั่ว ปูตัวกระจิริดที่แอบอาศัยอยู่ในหอยสองฝาและรูตูดของปลิงทะเล
ปลิงทะเลขาว หรือ Holothuria scabra

ปลิงทะเลนั้นตัวใหญ่กว่าหอยกาบทั่วไปมาก (เราอย่าไปนับหอยมือเสือนะ) ถ้าเปรียบเป็นบ้านก็มีมุมต่างๆ มากมายให้คุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงได้แบ่งสรรกันใช้เป็นพื้นที่ส่วนตัว ผลการวิจัยในปลิงทะเลชนิดหนึ่งที่คนจีนนิยมกินกัน เจอปูถั่วอาศัยอยู่ในรูตูดของปลิงที่จับได้ประมาณ 9 ใน 10 โดย 91.4 เปอร์เซ็นต์ ของกรณีที่เจอเป็นปูที่อยู่เป็นคู่สามีภรรยา (1 คู่ต่อปลิงหนึ่งตัว) 7.9 เปอร์เซ็นต์เป็นตัวเมียโสดที่อยู่บ้านตัวเดียว และน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวผู้โสดที่อยู่บ้านตัวเดียว ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือตำแหน่งของห้องตัวผู้กับตัวเมียในบ้านปลิงนี่มีความเฉพาะเจาะจงมาก ซึ่งการจะนึกภาพให้ออก เราต้องเข้าใจกายวิภาคของปลิงทะเลเสียก่อน

ปลิงทะเลเป็นสัตว์ที่หายใจทางตูด

เนื่องจากด้านหัวของมันมักคว่ำหน้าหากินจมโคลนจมทรายอยู่ตลอดเวลา อวัยวะที่เหมาะแก่การหายใจมากกว่าจึงกลายเป็นรูทวาร ปลิงจะสูบน้ำเข้าทางรูตูด ซึ่งเปรียบได้กับการหายใจเข้า จมูกเราบานอย่างไร ทวารปลิงก็บานเช่นนั้น น้ำไหลเข้าตูดแล้วไหลต่อไปยังท่อพิเศษที่ต่อแยกออกมาสองข้าง และแตกแขนงเป็นพุ่มฝอยอีกมากมาย คอนเซ็ปต์คล้ายคลึงกับปอดและหลอดลมของคนเราไม่มีผิด เพียงแต่นี่ต่ออยู่กับตูด และหายใจเอาน้ำเข้าออกแทนที่จะเป็นอากาศ (ศัพท์วิชาการของอวัยวะนี้เรียก Respiratory Tree ซึ่งผมจะแปลเป็นไทยว่า พุ่มหายใจก็แล้วกัน)

ทำความรู้จัก ปูถั่ว ปูตัวกระจิริดที่แอบอาศัยอยู่ในหอยสองฝาและรูตูดของปลิงทะเล
รูตูดปลิงทะเล
ภาพ : www.youtube.com/watch?v=_f2WDLkPvNU
ทำความรู้จัก ปูถั่ว ปูตัวกระจิริดที่แอบอาศัยอยู่ในหอยสองฝาและรูตูดของปลิงทะเล
กายวิภาคปลิงทะเล สังเกตตูดต่ออยู่กับท่อที่แตกแขนงเป็นพุ่มสำหรับหายใจเรียก Respiratory Tree

เช่นเดียวกับกรณีหอยซึ่งได้ตัวอ่อนของปูติดเข้ามากับน้ำ เวลาปลิงหายใจเข้า ตูดของมันก็สูดเอาตัวอ่อนปูเข้ามาด้วย แต่กรณีนี้เมื่อปูเติบโตเป็นตัวใหญ่แล้วจะไม่ได้เพ่นพ่านไปทั่ว แต่จะฝังตัวเป็นซิสต์อยู่ตรงตำแหน่งเฉพาะเจาะจงเลย คือตรงทางเชื่อมต่อระหว่างช่องตูดและพุ่มหายใจฝั่งขวาของปลิงเท่านั้น โดยซิสต์หรือห้องของตัวเมียจะอยู่ใกล้ปากทางที่เปิดออกสู่ตูดมากกว่าห้องของตัวผู้เสมอ ทั้งนี้เพื่อเอื้ออำนวยต่อการพ่นกระจายไข่ออกไปข้างนอก (นึกภาพรูตูดปลิงขยาย แล้วมีไข่ปูพ่นพรูออกมา) ส่วนห้องตัวผู้จะอยู่ถัดลึกเข้าไปข้างในแต่ก็ไม่ไกลกันมาก บางทีอาจจะติดกับห้องตัวเมียเลยหรือไม่ก็ยังอยู่ในระยะที่แวะมาผสมพันธุ์ได้ง่ายๆ

จะเห็นว่าปูหนุ่มชนิดนี้ได้อยู่ครองคู่อย่างอบอุ่น และไม่ต้องลำบากออกไปไหนแล้ว ขณะที่ญาติของมันซึ่งอาศัยในหอยยังคงต้องออกไปเสี่ยงตายเพื่อพบรัก อย่างไรก็ตาม รูตูดปลิงที่มีพื้นที่กว้างขวาง ระบบระบายน้ำดี ปลอดภัย อาหารอุดมสมบูรณ์ ย่อมเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่หลายเผ่าพันธุ์หมายตา นอกเหนือจากปูแล้ว ยังมีปลาตัวยาวๆ อีกหลายชนิดที่เห็นรูตูดปลิงเปิดอ้าอยู่ไม่ได้ ต้องรีบมุดเข้าไปอาศัยเป็นบ้านทันที ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีผลกระทบอะไรกับปูที่อยู่ข้างในหรือเปล่า

ถามว่าปลิงภูมิใจมั้ยที่รูตูดมันเป็นที่นิยมขนาดนี้ ผมคิดว่าไม่นะ มันน่าจะรำคาญแต่ช่วยอะไรไม่ได้มากกว่า จุดอ่อนของปลิงคือไม่สามารถปิดตูดได้ตลอด เพราะสำหรับปลิง การขมิบตูดค้างไว้ก็คือการกลั้นหายใจ

ทำความรู้จัก ปูถั่ว ปูตัวกระจิริดที่แอบอาศัยอยู่ในหอยสองฝาและรูตูดของปลิงทะเล
ตัวอย่างปลาที่เข้าไปอาศัยในรูตูดปลิง
ภาพ : www.australiangeographic.com.au

สักวันผมอาจจะได้เขียนบทความภาคสองที่ชื่อว่า ‘ในหอยมีปู ในหู (รูด) มีปลา’

แต่ไม่ว่าจะในอะไรก็ตาม ธรรมชาติก็มีเรื่องราวมหัศจรรย์ซ่อนไว้เสมอ

ข้อมูลอ้างอิง

Mate locating and access behaviour of the parasitic pea crab, Nepinnotheres novaezelandiae, an important parasite of the mussel (www.ncbi.nlm.nih.gov)

Life cycle of the pea crab pinnotheres halingi sp. Nov., an obligate symbiont of the sea cucumber holothuria scabra jaeger (decapoda.nhm.org/pdfs/16712/16712.pdf)

Note on the pea crab Holotheres semperi (Bürger, 1895) parasitising the sea cucumber Holothuria scabra in Rempang, Indonesia (spccfpstore1.blob.core.windows.net/digitallibrary-docs/files/9e/9e8f0276df42e02120c1012840a2a65d.pdf)

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

นักเรียนคนหนึ่ง : “ครู ๆ ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันอะ”

ข้อย : “อืม จะเอาคำตอบแบบจริงจังหรือตอบเล่น ๆ ล่ะ”

นักเรียนอีกคนหนึ่ง : “ครู ๆ แล้วคนเรามาจากไหน มาจากลิงจริงหรือเปล่า”

ข้อย : “โอเค ๆ พวกเธอใจเย็นก่อน”

ภารกิจแรกของผมในการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คือ การตอบคำถามเด็กนักเรียนมัธยมต้น

เดือนที่แล้ว ทางคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดค่ายยุวชนฯ พาเด็ก ม.1 – 3 ไปเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติที่กาญจนบุรี ประเทศไทย ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผมได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในอาจารย์ที่ตามไปดูแลเด็กด้วย

เช้าวันเดินทาง พวกรุ่นพี่นักศึกษานำน้องเกือบ 50 คน เต้นตะลุ่งตุ้งแช่เพื่อละลายพฤติกรรมกันก่อน ผมเองได้แต่นั่งด้อม ๆ มอง ๆ จ๋อย ๆ อยู่หลังห้อง ครั้นจะไปร่วมเต้นด้วยก็ขวยเขินเกินวัยไปนิดหนึ่ง แถมเป็นอาจารย์ใหม่ ยังไม่รู้จักใคร เลยรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างกับเด็กอนุบาลมาโรงเรียนวันแรกแล้วไม่มีเพื่อน

ในที่สุด ผมก็รวบรวมความกล้าและหาจังหวะเข้าไปแทรกกลางวงเด็ก ๆ เพื่อแนะนำตัว พอเด็กรู้ว่าเป็นอาจารย์สอนชีวะเท่านั้นแหละ คำถามมาเพียบเลย “ครู ๆ ทำไมปีกผีเสื้อถึงมีสี” “ครู ๆ โลกจะแตกจริงหรือเปล่า” เรื่อยมาจนถึงไก่กับไข่ อะไรจะเกิดก่อนกันนะ อิจิบัง เอ้กโรล อิจิบัง เอ้กโรล (ท่อนหลังนี่เด็กไม่ได้ร้อง แต่ลุง ๆ ป้า ๆ รุ่นเดียวกับผมน่าจะจำได้ บางทีก็อยากลบเมมโมรี่พวกนี้ทิ้ง เพื่อเพิ่มพื้นที่ในสมองเหมือนกันนะ เฮ่อ กินอะไร กินอะไร กินอะไรไปกินเอ็มเค)

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ภาพ : onlinelibrary.wiley.com

อย่างไรก็ตาม พอเด็กรุมถามปุ๊บ ผมสัมผัสได้ถึงความที่เด็กไม่ได้กะจะกวนตีนหรือบูลลี่ผม แต่ถามเพราะสงสัยอยากรู้จริง ๆ เท่านั้นแหละ สปิริตความเป็นครูของผมตื่นเลย

ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันใช่มั้ย

เอาล่ะ ก่อนอื่นพวกเธอต้องเข้าใจก่อนว่า ไก่เนี่ย เป็นไดโนเสาร์ชนิดหนึ่ง แค่นี้เด็กก็อึ้งแล้ว 

“หา ครูว่าไงนะ”

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ภาพ : www.rawpixel.com

“เอ้า ก็ไก่มันเป็นลูกหลานสายตรงที่วิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ จริง ๆ ก็ไม่ใช่แค่ไก่หรอก แต่นกทุกชนิด บรรพบุรุษล้วนเป็นไดโนเสาร์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ไดโนเสาร์มาก่อนไก่ถูกมั้ย ทีนี้ถามว่าไดโนเสาร์ออกลูกเป็นอะไร ไข่ใช่มั้ยล่ะ (อย่างน้อย ๆ ก็ตามที่ดูในหนัง Jurassic Park) ดังนั้น ไข่ย่อมมีมาตั้งแต่ก่อนมีไก่แล้ว”

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ฟอสซิลตัวอ่อนไดโนเสาร์ในไข่
ภาพ : edition.cnn.com

เอาให้ชัดยิ่งขึ้นไปอีก สัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่มีมาตั้งแต่ยุคที่โลกนี้ยังมีแต่ปลา แม้แต่สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก หรือสัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็นที่มาก่อนไดโนเสาร์ อย่างต้นตระกูลคุณเข้ คุณเต่า ก็ออกลูกเป็นไข่เหมือนกัน แม้แต่หอยโบราณหรือสัตว์มีเปลือกโบราณระดับ 500 ล้านปีก่อนอย่างพวกไทรโลไบต์ เราก็เจอฟอสซิลว่าออกลูกเป็นไข่ พวกนี้มาก่อนไก่แน่นอน เพราะฉะนั้น คำตอบที่ถูกต้องตามหลักชีววิทยาของคำถามว่า ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ก็ต้องไม่แคล้วเป็นไข่อย่างแน่นอน! ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง ถูกต้องนะคร้าบบบบ!

โอเค เคลียร์ไปหนึ่งคำถาม

ต่อไปเรื่องคนมาจากไหนใช่มั้ย อ้าว ยังไม่ทันได้ตอบ ปรากฏว่าหมดเวลาพักเที่ยงพอดี ทุกคนเลยแยกย้ายกันไปขึ้นรถก่อน โดยมีเด็กคนหนึ่งทิ้งประโยคซึ้งใจไว้ให้ผมว่า “ดีจังครู เดี๋ยวหนูมาถามอีก ปกติหนูสงสัยเรื่องพวกนี้แล้วไม่มีใครให้หนูถามเลย”

เช้าวันรุ่งขึ้น

มีกิจกรรมแหกขี้ตาตื่นมาดูนก

ผมเองเป็นสายชอบก้มหน้าชมธรรมชาติมากกว่าเงยหน้า ก็เลยจะได้เห็นพวกมด แมง แมลง กิ้งกืออะไรต่าง ๆ มากกว่าได้เห็นนก เด็กคนหนึ่งเห็นผมกำลังนั่งยองถ่ายรูปแมลงตัวสีแดง ๆ ก็เลยเข้ามาถาม

“นี่ตัวอะไรอะครับครู”

“น่าจะเป็นมวนชนิดหนึ่งนะ ปากมันจะแหลม ๆ เหมือนเข็มฉีดยา ปกติไว้เจาะดูดน้ำเลี้ยงต้นไม้ แต่นี่เห็นมั้ย ตัวนี้กำลังไล่จิ้มดูดซากแมลงเม่าอยู่”

“แล้วมันมีประโยชน์อะไรครับอาจารย์”

ผมนิ่งอึ้งไปแป๊บหนึ่ง คำถามแนวนี้มาแล้วเหรอ คือส่วนตัวผมจะค่อนข้างมีอคติกับการที่คนไทยชอบพูดว่า สัตว์พืชต่าง ๆ มีคุณค่าก็เพราะมันมีประโยชน์ เสือมีหน้าที่ควบคุมประชากรวัว วัวมีหน้าที่คุมประชากรหญ้า อะไรทำนองนั้น

“มันไม่จำเป็นต้องมีประโยชน์อะไรก็ได้” ผมตอบเด็กคนนั้นไป “แค่มันมีชีวิตอยู่รอดมาบนโลกนี้มาได้ แค่นี้ก็น่าทึ่งพอแล้ว”

จริง ๆ มันอยู่บนโลกมานานกว่าเราอีกนะ ผมคิดในใจระหว่างยิ้มหล่อให้เด็กคนนั้น ทันใดนั้นเอง เด็กอีกคนที่ถามเรื่องกำเนิดมนุษย์เมื่อวานก็เดินผ่านมาพอดี (คนนี้จำชื่อได้เลย ชื่อ น้องหยก)

“ครู ๆ ตกลงคนมาจากไหนกันแน่ ทำไมครูที่โรงเรียนหนูบอกว่ามาจากปลา ไม่ใช่มาจากลิง”

เอาล่ะ คราวนี้ได้โอกาสตอบจริงจังแล้ว

ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเริ่มกล่าว “คนมาจากไหนใช่มั้ย ก็ต้องถามก่อนว่าย้อนกลับไปกี่ปี

“เพราะถ้าย้อนไปแค่ 2 แสนปี คำตอบก็คือ ‘คนมาจากคน’ นี่แหละ แต่เป็นชาวแอฟริกัน ทุกวันนี้ทั้งชาวไทย จีน แขก ฝรั่ง ไม่ว่าจะทวีปไหน ล้วนมีต้นตระกูลเป็น ‘โฮโม เซเปียนส์’ ที่เริ่มออกเดินทางจากแอฟริกา แล้วค่อย ๆ อพยพถิ่นฐาน กระจายเผ่าพันธุ์มาเรื่อย ๆ จนตอนนี้กลายเป็นชาวต่าง ๆ อยู่ทั่วทุกมุมโลก เพราะฉะนั้น ไม่ว่าทุกวันนี้คุณจะมีนมสีอะไร บรรพบุรุษของเราล้วนมีนมดำเหมือนกันหมด (ท่อนหลังนี้ผมแค่คิดในใจ แต่ไม่ได้สอนเด็ก)

“ทีนี้ ถ้าถามย้อนไปไกลกว่านั้นอีก สักประมาณเกือบ 10 ล้านปีก่อน นั่นจะเป็นช่วงที่สายบรรพบุรุษของเราแยกจากสายบรรพบุรุษของชิมแปนซีปัจจุบันพอดี ซึ่งบรรพบุรุษที่ว่านั้นอาจจะไม่ใช่ลิงเสียทีเดียว แต่เรียกว่าเป็น เอปส์ (Apes) สักสายพันธุ์หนึ่งที่ทุกวันนี้ไม่มีอยู่แล้ว ซึ่งเอปส์กับลิงมีข้อแตกต่างของมันอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าย้อนกลับไปช่วงนั้น ก็ต้องบอกว่าคนมาจากเอปส์ไม่ใช่ลิง

“อ้าว แล้วตกลงเราพูดไม่ได้เหรอว่าคนมาจากลิง คนก็มาจากลิงจริง ๆ ไม่ได้ผิด แต่เราแค่ต้องย้อนกลับไปไกลอีกสักประมาณ 30 – 40 ล้านปี บรรพบุรุษของเราถึงจะเรียกว่าเป็นลิงได้เต็มปาก ซึ่งลิงที่ว่านี้ก็ไม่ใช่แค่เป็นบรรพบุรุษของเราด้วย แต่เป็นบรรพบุรุษร่วมของทั้งชิมแปนซี อุรังอุตัง กอริลล่า ชะนี บาบูน ลิงกัง ลิงแสม และลิงอื่น ๆ ทั้งหลายแหล่ ซึ่งเวลาไปเช็งเม้งที ก็ต้องไปพร้อมกันหมด

“ย้อนกลับไปไกลกว่านั้นอีก และขอข้ามยุคไดโนเสาร์ไปเลย คือกลับไปจนถึงยุคที่โลกนี้ยังมีแต่ปลา ยังไม่มีตัวอะไรที่ขึ้นมาเดินบนบกเลย นอกจากพวกสัตว์ไม่มีกระดูก นั่นก็คือเมื่อประมาณ 400 – 500 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่เราพูดได้เต็มปากเลยว่า ‘คนมาจากปลา’ แต่เราก็พูดได้เต็มปากด้วยว่า หมาก็มาจากปลาเหมือนกัน ไดโนเสาร์เต่าล้านปีก็มาจากปลาเหมือนกัน เสือ สิงห์ กระทิง แรด ช้าง ม้า วัว ควาย ทุกวันนี้ก็มาจากปลา หมู (เห็ดไม่เกี่ยว) เป็ด ไก่ ก็มาจากปลา พอย้อนกลับไปไกลขนาดนั้น ทุกอย่างก็มาจากปลาหมด ปลาเป็นโคตรบรรพบุรุษของสัตว์บกที่มีกระดูกทุกชนิด และงานเช็งเม้งของญาติแก๊งนี้ก็คงยิ่งใหญ่อลังการและวุ่นวายมาก

“แน่นอน เรายังย้อนกลับไปได้อีกเรื่อย ๆ ซึ่งพอถึงหลักพันล้านปี สิ่งมีชีวิตทุกอย่างก็จะมาจากแบคทีเรียหมด คราวนี้รวมพืชและเห็ดไปด้วย ซึ่งรอบนี้ผมว่าไม่ต้องจัดงานเช็งเม้งแล้ว อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าเราพูดได้เต็มปากเหมือนกันว่า ‘คนมาจากแบคทีเรีย’ โดยไม่ได้ผิดอะไร

“เพราะฉะนั้น คำถามที่ว่า ‘คนมาจากไหน’ และตกลงคนมาจากลิงหรือจากปลากันแน่ จึงตอบได้ว่า ‘ถูกทั้งหมด’ แต่แค่ต้องระบุก่อนถามว่าย้อนกลับไปกี่ปี”

ตอนที่ผมตอบน้องหยกจริง ๆ ผมอธิบายสั้นกว่าที่เขียนในบทความนี้นิดหนึ่ง เพราะไม่อยากทำให้เด็กธาตุไฟแตก แต่เมื่อเห็นน้องทำหน้าเหมือนปริศนากระจ่างแล้ว ผมก็อุ่นใจ นี่สินะ รางวัลตอบแทนของคนเป็นครู

หลังจากจบค่าย ผมยังกลับมานั่งคิดต่อเองว่า ที่จริงแล้วไอ้ ‘ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน’ เนี่ย มันยังมีคำตอบเวอร์ชันยาวที่ลึกซึ้งกว่าที่ตอบไปอยู่อีกนะ เพียงแต่มันอธิบายยากกว่าเยอะ ที่ผมตอบไป เอาจริง ๆ ก็เหมือนขี้โกงนิดหน่อย เพราะเลือกตีความให้ตอบได้ชัด ๆ โดยอาศัยประโยชน์จากความกำกวมของคำว่า ‘ไข่’ 

แต่ด้วยสปิริตที่แท้จริงของคำถามนี้ มันควรจะต้องถามว่า ‘ไก่’ กับ ‘ไข่ไก่’ อะไรเกิดก่อนกัน มากกว่า

คราวนี้ล่ะ ยากแล้ว

อะไรคือเส้นแบ่งที่ว่า ‘ไอ้ตัวนี้ออกลูกมาเป็นไข่ซึ่งโตมาจะถือว่าเป็นลูกไก่ แต่ขณะเดียวกันพ่อแม่มันยังไม่ใช่ไก่นะ เป็นแค่บรรพบุรุษไก่’ เส้นแบ่งที่ว่านี้มีอยู่จริงหรือ

ประเด็นนี้จะเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้าเราย้ายจากไก่มาดูสายวิวัฒนาการของมนุษย์

คุณริชาร์ด ดอว์กินส์ ฮีโร่ด้านวิชาการที่สอนให้ผมรู้จักเรื่องวิวัฒนาการ เขาบอกว่าให้ลองนึกภาพตามนี้

สมมติว่าให้คุณยืนจับมือพ่อหรือแม่ (เลือกเอาสักคน) แล้วก็ให้ท่านยื่นมืออีกข้างไปจับกับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งก็อาจเป็นหนึ่งในปู่ ย่า ตา ยายสักคน แล้วก็ให้ท่านยื่นมืออีกข้างไปจับกับรุ่นพ่อแม่ของท่านอีก ต่อเป็นแถวไปเรื่อย ๆ โดยสมมติว่าบรรพบุรุษทุก ๆ รุ่น ไม่ว่าจะทวดของทวดของทวด คืนชีพกลับมาเข้าแถวนี้ได้ในสภาพสมบูรณ์ดูดีและอยู่ในวัยผู้ใหญ่ปกติ ถ้านึกภาพตามนี้ เราจะเห็นกำแพงมนุษย์ที่เกิดจากคนจับมือต่อกันเป็นแถวยาวเหยียดคล้ายกำแพงเมืองจีน

ภาพ : Loo Cipher

ทีนี้สมมติว่า เราตั้งแถวแบบนี้ ย้อนกลับไปจนถึงบรรพบุรุษมนุษย์ยุคที่หน้าตาเหมือนวานร และเป็นบรรพบุรุษร่วมระหว่างคนกับชิมแปนซี ถามว่าหางแถวจะยาวไปจบที่ตรงไหน

ก่อนเฉลย เราอาจคิดว่ามันต้องเป็นแถวที่ยาวอีปิกแบบพันรอบโลกได้หลายรอบแน่ ๆ แต่ความน่าประหลาดใจอันดับแรกที่คุณดอว์กินส์ให้เราสังเกต คือ พอลองคำนวณดูจริง ๆ แล้วแถวนั้นไม่ยาวเลยแฮะ อยู่แค่ประมาณ 500 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางจากกรุงเทพฯ ไปชุมพร หรือถ้าขึ้นเหนือก็ไปถึงแค่อุตรดิตถ์เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่เราสนใจ ประเด็นหลักของเราตอนนี้คือ เราได้แถวที่ช่วงหัวแถวมีสมาชิกเป็นคนชัด ๆ ส่วนช่วงหางแถวก็มีสมาชิกหน้าตาเป็นวานรชัด ๆ แต่ทีนี้คำถามคือ แล้วสปีชีส์ของมนุษย์เริ่มต้นตรงไหนของแถว ไม่มีจุดไหนเลยที่เราเอาปากกาไปวงได้ว่า หลังจากนี้เป็นต้นไปถือว่าเป็นมนุษย์แล้วนะ ส่วนก่อนหน้านี้ไม่ใช่มนุษย์ และถ้าเราฝืนทำแบบนั้น เราก็จะได้แค่เส้นแบ่งที่สร้างขึ้นมาเองแบบสุ่ม ๆ ไอ้คนที่โดนขีดเส้นทับพอดีก็จะบ่นว่า “อิหยังวะ ตกลงกูเป็นคน แล้วพ่อแม่กูเป็นวานรเนี่ยนะ”

ในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ตรงไหนของแถว พอคุณหันไปมองหน้าบุพการีที่จับมือ (สมมติว่าข้างซ้าย) ท่านจะมีรูปลักษณ์เป็นสปีชีส์เดียวกับคุณแน่นอน และพอหันไปดูลูกที่จับมือขวาของคุณอยู่ ลูกก็จะเป็นสปีชีส์เดียวกับคุณอีกเช่นกัน ไม่มีจุดไหนในแถวที่พ่อ แม่ และลูกต่างกันจนเป็นสัตว์คนละชนิด แต่ถ้าเราขอตัวออกมาเดินดู ไล่จากหัวแถวไปหางแถว เราถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น

ภาพ : heaveninawildflower.tumblr.com

ไก่กับไข่ก็เช่นกัน

ไม่มีไข่ไก่ฟองไหน เกิดมาจากพ่อแม่ที่ไม่ใช่ไก่

และก็ไม่มีแม่ไก่ตัวไหน ออกไข่มาแล้วไม่ใช่ไข่ไก่

ถ้าถามว่าไก่ตัวแรกของโลกมาจากไหน ก็มาจากไข่ ไข่มันมาจากไหน ก็มาจากแม่ไก่ อ้าว งั้นมันก็ไม่ใช่ไก่ตัวแรก โอเค งั้นแม่มันเป็นไก่ตัวแรก แล้วแม่มันมาจากไหน ก็มาจากไข่อีก สุดท้ายต้องตัดจบดื้อ ๆ ว่า งั้นไข่ฟองนั้นแหละถือเป็น ‘ไข่ไก่ฟองแรกของโลก’ ตอบ ‘ไข่เกิดก่อน’ ส่วนแม่ของมันไม่นับเป็นไก่ อ้าว ไรวะ ตัดสินแบบนั้นไม่ได้สิ

และเมื่อพยายามจะเค้นคำตอบให้เป็น ‘ไก่เกิดก่อนไข่’ บ้าง เราก็จะเจอปัญหาความไม่สมเหตุสมผลแบบเดียวกัน เอาเป็นว่าท่านผู้อ่านน่าจะพอเห็นภาพแล้วล่ะ เพราะถ้าเขียนต่อจากนี้อีก คนเขียนจะเริ่มปวดหัวเอง

สรุปได้ว่า คอนเซ็ปต์มนุษย์คนแรก ไก่ตัวแรก เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ

ชีวิตเพียงแค่ผันแปรไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ไร้ที่สิ้นสุด

เส้นแบ่งที่มนุษย์สร้างเป็นเพียงเส้นสมมติ ดั่งจุดเริ่มต้นของแม่น้ำที่สายน้ำเองไม่เคยรู้จัก

คำตอบที่แท้จริงของคำถามไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันก็คือ ‘ไร้คำตอบ’

คนที่คิดปัญหาโลกแตกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก น่าจะเป็นคุณอริสโตตุ้ย ญาติของ อริสโตเติล ผมไม่รู้เลยว่าเขาตั้งใจให้คนเอามันมาขบคิดจริงจังขนาดไหน หรือจะรู้ไหมว่ามันโยงไปสอนเรื่องชีววิทยาและวิวัฒนาการได้ด้วย

แต่จะอย่างไรก็ตาม ผมก็ต้องขอขอบคุณ คุณอริสโตตุ้ย และขอขอบคุณน้อง ๆ ที่เอาคำถามเหล่านี้มาถามให้ผมได้ขบคิดต่อ หวังว่าเมื่อพวกเจ้าโตขึ้น และได้ไปร่วมต่อแถวจับมือในการเดินทางอันยาวนานของชีวิตจากอดีตสู่อนาคต เจ้าจะไม่ละทิ้งความช่างสงสัยเหล่านี้ไป เพราะมันคือสิ่งที่พิเศษมากของความเป็นมนุษย์

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load