PDM – Product Design Matters เสื่อที่เรามักจะแซวกันว่าเป็นเสื่อที่มีทุกบ้าน เริ่มต้นธุรกิจและโด่งดังขึ้นมาจากการขายเสื่อที่เปลี่ยนนิยามการรับรู้ของคนไทยไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งด้วยลวดลาย วัสดุ การใช้งาน และการดูแลรักษา ที่เพียงปรายตามองแวบเดียวก็รู้ได้ทันที่ว่านี่คือเสื่อ PDM

PDM ปฏิวัติวงการเฟอร์นิเจอร์ด้วยการขายของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้านี้ทุกคนในวงการเชื่อว่าการขายเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านโดยลูกค้าไม่ได้เห็นของจริงหรือได้สัมผัสสินค้าก่อนเป็นเรื่องเพ้อผัน แต่วันนี้ PDM ก็พิสูจน์ให้เห็นว่ามันเวิร์ก เพราะไม่ว่าจะเปิดพรีออร์เดอร์อะไร ก็มักจะขายหมดทุกที

ปัจจุบัน PDM คือแบรนด์เกี่ยวกับการดำรงชีวิตที่ไม่อยู่นิ่ง มีโปรเจกต์มันๆ ที่ไป Collaborate กับแบรนด์อื่นเยอะมาก จนชวนให้สงสัยว่า PDM คืออะไรกันแน่ เพราะบางทีก็ขายเสื่อ บางทีก็ขายโต๊ะ บางทีก็ขายเก้าอี้ บางทีก็มีลำโพงที่ร่วมงานกับบริษัทลำโพงระดับโลกอย่าง B&O หลังจากที่ได้ถอดรองเท้า ปูเสื่อ แล้วนั่งลงคุยกับ แมน-แมนรัตน์ สวนศิลป์พงศ์ และ ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ผมขออนุญาตบอกความประหลาดใจส่วนตัวของผมต่อแบรนด์แบรนด์นี้ 2 ข้อด้วยกัน

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

ข้อแรก แนวคิดในการออกแบบและทำเสื่อของ PDM น่าทึ่งและน่าประทับใจมาก

ข้อสอง โมเดลธุรกิจของ PDM นั้นมันช่างดูง่ายและน่าสนใจ

ข้อแรกผมอาจจะรู้สึกช้าไปนิด เพราะคนก็รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วว่าเสื่อ PDM เป็นยังไง แต่รับรองว่าทุกคนต้องรู้สึกแบบเดียวกับผมในข้อสอง เพราะโมเดลธุรกิจที่ว่านี้จะทำให้คุณสร้างแบรนด์สินค้าขึ้นมาใหม่ได้เหมือนพวกเขา โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน สต๊อก หรืออะไรก็ตามที่ต้องมีเหมือนธุรกิจยุคก่อนๆ

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

สิ่งที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้ คือเส้นทางการเติบโตของแบรนด์ PDM ที่ผ่านการต่อสู้กับตลาดที่เปลี่ยนแปลง ยุคสมัย วัฒนธรรม จนกลายมาเป็นเหมือนแพลตฟอร์มหนึ่งในวงการเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน

นี่จึงเป็นวิธีการทำธุรกิจที่น่าสนใจให้ผู้ประกอบการหลายๆ คน ในยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงกันอย่างรวดเร็วทุกๆ วันแบบนี้ ถ้าพร้อมแล้วก็ขอเชิญนั่งลงบนเสื่อผืนตรงหน้าและฟังเรื่องราวไปพร้อมกัน

1

เสื่อผืนหมอนใบ

หลายคนอาจจะรู้จักเสื่อของ PDM อยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่อาจจะยังไม่รู้จักดีนัก ผมขอเล่าอย่างสั้นๆว่า PDM เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทยเพียงไม่กี่แบรนด์ที่ผสมผสานเอาวิถีการใช้งานของพรมแบบฝรั่งเข้ากับงานหัตถกรรมจักสานที่เรียกว่า ‘เสื่อ’ ของคนไทย

PDM เริ่มต้นเมื่อดิวได้รู้จักกับ Sini Henttonen นักออกแบบสิ่งทอชาวฟินแลนด์ ตอนที่เขาไปเรียนต่อด้านการออกแบบที่นั่น หลังจากทั้งคู่เดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดนครราชสีมา ซีนิก็ได้พบเสื่อและประทับใจการใช้งานเสื่อของคนไทยเมืองร้อนซึ่งคล้ายคลึงกับพรมของฝรั่งในเมืองหนาว

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

ทั้งวัสดุ สีสัน และลวดลาย ของเสื่อไทย ทำให้เธอเกิดไอเดียในการออกแบบเสื่อสำหรับเมืองร้อนที่มีลวดลายสวยงามเข้ากับวิถีชีวิตยุคใหม่ แต่ยังดูแลรักษาง่ายเหมาะกับการใช้งาน เมื่อไอเดียบังเกิด ดิวก็นำไปปรึกษาแมน พี่ชายคนสนิท ซึ่งขณะนั้นทำงานด้านการตลาดของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Kenkoon จนได้เสื่อ PDM ที่ทำจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้งานและดูแลรักษาง่าย 

และที่สำคัญ PDM ได้เสกให้เสื่อนั้นเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ผงชูรส ที่เมื่อนำไปวางกับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆ แล้ว ทำให้บ้านสวยขึ้นฉับพลันทันตาได้

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์
PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

แบรนด์ PDM จึงถือกำเนิดขึ้นโดยมีเสื่อเป็นสินค้าเรือธง ภายใต้การบริหารของแมนและดิว ขณะที่ซีนินั้นช่วยดูแลเรื่องการออกแบบ

ช่วงปีแรกๆ PDM ใช้วิธีการขายแบบสินค้าดีไซน์ทั่วไป นั่นคือไปออกร้านตามงานแสดงสินค้า ซึ่งต่อให้พูดเก่งแค่ไหน คนซื้อก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าทำไมพวกเขาต้องซื้อเสื่อราคาแพงขนาดนี้ หรือหากจะนำไปวางขายในร้านของแต่งบ้าน PDM ก็ต้องแบกรับต้นทุนสินค้าเพื่อกระจายไปขายตามร้านต่างๆ ซึ่งหากขายไม่ได้ก็ต้องเก็บกลับคืนมา 

ด้วยความที่เป็นสินค้าใหม่ที่ยังไม่มีในท้องตลาด PDM จึงต้องพยายามเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นสถาปนิกหรือนักออกแบบ ที่น่าจะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดีไซน์และวัสดุ กับราคาได้เป็นอย่างดี แต่ยอดขายก็ยังคงทำให้คิดไม่ได้ว่า บริษัทกำลังเดินมาในทางที่ถูกต้อง ด้วยประสบการณ์ แมนจึงตัดสินใจหันหัวเรือ PDM เข้าสู่โลกออนไลน์

2

ใจดีสู้เสื่อ

แมนที่มีประสบการณ์ทำงานด้านการตลาดตั้งแต่คราวที่เขาไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และเริ่มทำธุรกิจ E-commerce ชื่อ Thai Grocer ขายเครื่องปรุงอาหารไทยในเว็บไซต์เจ้าแรกในอเมริกา ตั้งแต่สมัยการค้าในธุรกิจดอทคอมพึ่งจะตั้งไข่ 

จนกระทั่งกลับมาไทย แมนก็เข้าสู่วงการเฟอร์นิเจอร์อย่างเต็มตัวด้วยการรับช่วงต่อที่บ้านดูแลธุรกิจเฟอร์นิเจอร์นำเข้าและส่งออกอย่างแบรนด์ Kenkoon 

เขาเป็นคนที่เชื่อมั่นและเสนอไอเดียในการขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่พัฒนาไปไกลแล้วในยุคปัจจุบัน แม้ว่าในความคิดของคนทั่วไปหากจะซื้อเฟอร์นิเจอร์สักชิ้น คงต้องการจับ ต้องการลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อทั้งนั้น 

แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ส่วนมากจึงมุ่งสื่อสารคุณค่าผ่านโชว์รูมมากกว่านำเสนอและปิดการขายบนโลกออนไลน์ และไม่เพียงแค่ขายผ่านตลาดออนไลน์ PDM ยังใช้วิธีการพรีออเดอร์สินค้าก่อนที่จะนำเอายอดสั่งซื้อไปสั่งผลิตจริงอีกด้วย ซึ่งนั่นทำให้ทางแบรนด์ไม่ต้องสต๊อกสินค้าในการทำธุรกิจเลย

สิ่งที่ทำให้ PDM ทำการขายรูปแบบนี้ได้นั้น คือเรื่องของ ‘การสื่อสาร’

PDM เลือกจะสื่อสารเรื่องราวของสินค้ากับผู้ซื้อโดยเล่าสรรพคุณความดีงามของเสื่อ PDM ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องดีไซน์ วัสดุ การใช้งาน ที่ใครเห็นก็อดใจไม่ไหว เป็นต้องเสียตังค์

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

“เวลาที่เราจะเลือกเฟอร์นิเจอร์มาขาย เราจะคุยกันเพื่อหาว่าของชิ้นนี้ดีกว่าดีไซน์เดิมที่มีอยู่สิบเท่าหรือไม่ สมมติจะเล่าเรื่องเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง เราจะพูดเรื่องความเก่งของดีไซเนอร์ พูดเรื่องความเก่งของโรงงาน เป็นข้อๆ และเมื่อได้ความดีงามครบสิบข้อ เราก็สื่อสารบอกเล่าออกไป ไปจนถึงเรื่องของคุณภาพและความประณีตในการออกแบบและผลิตสินค้าของ PDM” ดิวเล่าวิธีสื่อสารในขั้นตอนแรกสุด

วิธีขายของ PDM ในช่วงวันแรก พวกเขาจะไม่บอกราคาที่แน่นอนของสินค้า ไม่ใช่เพราะอยากให้ลูกค้ามาถาม หรือเล่นตัวแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะพวกเขาก็ยังไม่รู้ราคาเช่นเดียวกัน เพราะยอดสั่งซื้อที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ราคาในการผลิตต่อชิ้นนั้นลดต่ำลง ซึ่งเป็นผลดีทั้งแก่ลูกค้าและผู้ผลิต

“ที่เราไม่บอกราคา เพราะว่าบางทีลงโพสต์แรกไป เราก็ยังไม่รู้ราคาด้วยซ้ำ (หัวเราะ) ผมรู้แค่ว่าถ้าออเดอร์เยอะ ก็ไปต่อรองราคากับโรงงานได้ และถ้าผมบอกว่าผมขายแค่ร้อยตัว ผมก็ขายแค่ร้อยตัวจริงๆ ไม่โกหก ถ้ารอบต่อไปผมจะขายอีก คุณก็จะได้ราคาไม่เท่ากับรอบแรกแน่ๆ เหมือนในระยะเวลาเดียวกันนี้เราก็แสดงจุดยืนถึงลูกค้าไปด้วยว่าแบรนด์เราเป็นแบบนี้” ดิวเป็นตัวแทนเล่า

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

โมเดลธุรกิจแบบนี้ทำให้นึกถึงการทำ Kickstarter ที่ไม่ว่าใครมีไอเดียอะไร ขอแค่ทำสินค้าต้นแบบมาสักชิ้นให้คนอื่นดู แล้วเอาไอเดียมาขายเพื่อระดมทุน ไอเดียนั้นก็เกิดขึ้นจริงได้ แต่โมเดล Kickstarter จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีแพลตฟอร์มในการติดต่อสื่อสาร

นอกจะทำได้ดีในฝั่งขาย ฝั่งดูแลความพอใจของลูกค้าก็ทำได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งดิวและแมนเล่าว่ามีลูกค้าเพียงไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับสินค้าไปแล้วมีปัญหา ซึ่งแบรนด์ยึดมั่นในเรื่อง Empathy มาก หากสินค้าที่มีตำหนิแม้เพียงเล็กน้อย และทำให้ลูกค้าไม่สบายใจ ก็เคลมสินค้าได้อย่างง่ายดาย  

“เราต้องเข้าใจก่อนว่า การขายออนไลน์ ลูกค้าจะมีความต้องการสินค้ามาก แล้วจะคาดหวัง อันนี้พูดแบบตรงไปตรงมาเลยนะ ว่าปัญหาเกิดขึ้นน้อยมาก ซึ่งเราให้ความสำคัญกับการรับประกันความพึงพอใจสุดๆ คือไม่ชอบก็เปลี่ยนให้ เราบอกทีมว่าห้ามไปเถียงลูกค้าว่าไม่เห็นเป็นไร หลังจากอธิบายก็คืนหรือเปลี่ยนใหม่ให้ทันที” แมนเล่า

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์
PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

หลังจากที่ PDM ใช้โมเดลการขายแบบพรีออเดอร์ ซึ่งเน้นการสื่อสารและความพิเศษจากจำนวนผลิตที่จำกัดมาระยะหนึ่ง ทั้งแมนและดิวก็เริ่มเห็นว่า PDM เดินมาถูกทาง ทั้งจากยอดขายและความเชื่อใจจากกลุ่มลูกค้า ฐานแฟนคลับที่ไม่ว่าสินค้าใหม่จะประกาศขายเมื่อไหร่ พวกเขาก็พร้อมเฝ้ารอ

“มีลูกค้าคนหนึ่งสะสมเสื่อ PDM ไว้มากถึง 24 ผืนที่บ้าน” ดิวเปิดประเด็น

“เป็นเพราะลูกค้าเชื่อในแบรนด์ PDM ผมว่าแบรนด์อื่นมาทำแบบนี้ ใช้วิธีเดียวกัน สื่อสารด้วยข้อความเหมือนกันก็คงไม่ได้ เพราะคนซื้อเขาต้องมั่นใจก่อนว่าแบรนด์นี้จะไม่หลอกเขา ไม่ว่าจะเพราะแบรนด์เคยขายมาตั้งนานแล้ว เพราะว่าแบรนด์ได้รางวัล หรือเพราะว่าแบรนด์อาจจะมีพื้นฐานอะไรที่ได้เคยทำมา เขาอาจจะรู้จักเราในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งนั่นก็คือความเชื่อใจ” แมนสรุป

เมื่อเติบโตได้ระดับหนึ่ง ก็ถึงเวลาที่ PDM จะขยับขยายไปสู่การเป็น Enhance Living อย่างที่ตั้งใจ ที่อยากให้คนทุกระดับ ทุกไลฟ์สไตล์ เข้าถึงสินค้าดีไซน์

3

จับเสื่อมือเปล่า

พอสร้างแบรนด์ของตัวเองได้มั่นคงมากพอ PDM ก็เริ่มชวนเพื่อนฝูง พี่ๆ น้องๆ ในวงการเฟอร์นิเจอร์มาลองขายผ่านช่องทางออนไลน์ดู แทบทุกคนปฏิเสธเพราะนึกไม่ออกว่าเฟอร์นิเจอร์จะขายโดยไม่ได้เห็นก่อนได้ยังไง ทั้งแมนและดิวก็เลยสร้างความมั่นใจให้เพื่อนๆ พี่ๆ ด้วยการชวนทุกคนมาจับมือกัน 

ยากที่จะนิยามการ Collaborate แต่ละครั้งของ PDM เพราะพวกเขาคิดสนุกและทำหลากหลายสิ่งมาก มีทั้งเลือกสินค้าบางรุ่นของแบรนด์อื่นมาขาย ชวนกันมาร่วมกันออกแบบ หรือแม้กระทั่งช่วยเหลือแบรนด์อื่นในด้านต่างๆ 

“ทุกไอเทมที่ผ่านเราอาจจะไม่ได้มาจากเราตั้งแต่เริ่มแรก มีตั้งแต่เราไปเลือกของที่เราชอบมาปรับแล้วสื่อสารใหม่ หรืออาจจะไปเชิญนักออกแบบจากต่างประเทศมาทำงานกับโรงงานที่เรารู้จักเพื่อสร้างของชิ้นใหม่ บางอันเราเห็นว่าสินค้านี้สวยมากเลย กำลังวางขายในตลาดเดือนหน้าแล้ว แต่ว่าเดือนนี้เราก็ไปขอมาขายก่อน บางครั้งเราก็ขอเอาดีไซน์เราไปใส่ หรือเราไปเอาดีไซน์ที่เขายังไม่ได้ปล่อยตลาดมาขาย” 

ผมฟังแล้วก็เชื่อว่าไร้กระบวนท่าจริงๆ 

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

ภาพการ Collaborate ที่ PDM ตามหา คือการผสมผสานวิถีของแบรนด์แต่ละแบรนด์เข้าด้วยกัน จนท้ายที่สุด ทำให้ PDM เป็นแบรนด์ที่มีชีวิตขึ้นมา แต่เป็นชีวิตที่มีวิถีทางชัดเจน และเพราะแนวคิดนี้ PDM จึงไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งใจทำเพื่อสร้างให้แบรนด์ดูไม่แห้งเหี่ยวมากกว่า

PDM เฟ้นหาแบรนด์เพื่อนร่วมงานอย่างระมัดระวัง เพราะใส่ใจลูกค้า PDM จึงมีเกณฑ์คัดเลือกในใจ ไม่ใช่ใครก็ได้ เป็นต้นว่าร่วมงานกับแบรนด์ที่มีประสบการณ์มาก หรือแบรนด์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น

“เราจะร่วมงานกับผู้ผลิตที่ประสบการณ์มาไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าถึงสามสิบปี เราค่อนข้างมั่นใจ และผมคิดว่าลูกค้าเองก็เชื่อใจกับสิ่งที่เราเลือกมาแล้วระดับหนึ่ง”

“ซึ่งจะว่าไป เราคิดว่าสาเหตุที่ทำให้แบรนด์อื่นๆ ยอมร่วมงานด้วยก็เพราะรูปแบบและวิธีคิดของ PDM เอง เพราะ PDM เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้มีโรงงานผลิตใดๆ ของตัวเองเลย พอจะร่วมงานกับใครจึงง่ายไปเสียหมด 

“เรียกได้ว่าต้นทุนเราแทบจะเป็นศูนย์เกือบทุกอย่าง ไม่มีสต๊อก ไม่มีโรงงาน แล้วก็ทำให้มันน้อยสุดๆ เพราะฉะนั้น เวลาที่เราจะไปร่วมงานกับใครก็ง่าย ยกตัวอย่างเช่นแบรนด์โยธกา (YOTHAKA) เขาไม่เคยทำการตลาดออนไลน์เลย ไม่เคยทำการตลาดออฟไลน์ด้วยซ้ำ แต่อยู่มามากกว่า 30 ปี เพราะมีสถาปนิกและนักตกแต่งภายในเข้าหาตลอด แล้วพอเราชวนมาร่วมงาน กลายเป็นว่าเราเปิดโลกให้ตลาดและคนใหม่ๆ รู้จักโยธกามากขึ้น” 

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

PDM ยกตัวอย่างอีกว่า คนที่พวกเขาเลือกร่วมงานด้วยอาจจะเป็นโรงงาน และการที่ทำต้นแบบเสร็จแค่ชิ้นเดียวแล้วมีคำสั่งซื้อเลยก็อาจจะเป็นผลดีต่อเขา ไม่ต้องมาบริหารคลังสินค้าเหมือนกัน

มีบ้างที่ทำงานร่วมกับคนอื่นแล้วล้มเหลว แต่สำหรับ PDM สิ่งที่เสียไปคือค่าโฆษณาและค่าต้นแบบเบื้องต้น ซึ่งนับว่าเล็กน้อยและคุ้มค่ามาก เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดภาพจำของแบรนด์ที่สนุกและทำสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่งตอบโจทย์การ Collaborate ของ PDM โดยตรง

4

น้ำพึ่งเรือ เสื่อพึงกัน

เพื่อให้เห็นภาพการคอลแลบชัดขึ้น เราขอเล่าเรื่อง Air Cushion ของ PDM ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายดีมากที่สุดรุ่นหนึ่ง

Air Cushion ของ PDM หรือที่เราตั้งชื่อเล่นให้ว่า หมอนปุยเมฆ ตามรูปทรงหยดน้ำขนาดยักษ์ที่นุ่มและสบายที่สุด แม้รูปร่างภายนอกจะดูไม่ต่างอะไรจากถุงถั่ว Bean Bag แต่ยืนยันได้ว่าทันทีที่ทิ้งตัวลงไป จะรับรู้ถึงความสบายได้ฉับพลัน (เพราะแอบไปลองนั่งมาแล้ว และถ้าไม่มีใครมาฉุดแขนขึ้นเสียก่อน เราก็คงนั่งอยู่นิ่งๆ แบบนั้นได้ถึงเย็น)

และนี่ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ ผลิตภัณฑ์ของ PDM ที่ไม่ได้เริ่มต้นจาก PDM

ดิวเจอหมอนปุยเมฆที่งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านงานหนึ่ง แล้วสะดุดตาด้วย 2 สาเหตุ ข้อแรกคือ หยดน้ำรูปทรงถุงถั่วหุ้มด้วยผ้าอย่างดีนั้นวางอยู่บนเสื่อ PDM ของเขา ข้อสองคือ รูปร่างหน้าตาของมันโดดเด้งออกมาจากเฟอร์นิเจอร์ร้านข้างๆ อย่างชัดเจน 

ประกอบกับทักษะการขายชั้นเลิศของดีไซเนอร์ ดิวจึงลองนั่งดู แล้วเขาก็พบว่าความรู้สึกที่ได้รับนั้นแตกต่างไปจริงๆ แต่ Air Cushion ตัวนี้ราคาสูงและมีน้ำหนักมากเกินไป PDM จึงเสนอความเห็นและขอร่วมกันพัฒนาดีไซน์ของสินค้า

วันเวลาผ่านไป Air Cushion ก็กลายร่างเป็นปุยเมฆที่น้ำหนักน้อยลง นั่งลงไปแล้วสบายขึ้นมาก แถมขนส่งเคลื่อนย้ายง่าย เพราะไม่ว่าจะยัดก้อนน้ำนี้ลงบรรจุภัณฑ์อย่างยู่ยี่ยังไง เพียงนำออกมาข้างนอกแล้วทิ้งให้ได้ดูดอากาศเข้าไป 1 วันถ้วน ก็จะกลับมานุ่มฟูเหมือนเดิม ที่สำคัญ Air Cushion โมเดลนี้ถูกกว่าตอนอยู่งานแฟร์กว่าครึ่ง!

จากนั้น PDM ก็รับบทพ่อค้าเต็มตัว เรียบเรียงข้อดีที่ไม่โม้ของหมอนปุยเมฆ แล้วนำเสนอลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และเหมือนเดิม ขายแบบพรีออเดอร์ในจำนวนจำกัด

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหมอนวิเศษถึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะภาพจำเดิมก็เป็นของดีมีคุณภาพอยู่แล้ว วิธีการขายแบบ PDM ก็ยิ่งทำให้ขายง่ายและขายดีขึ้นไปอีก จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ ลูกค้าที่ซื้อ Air Cushion ไป ไม่มีใครรู้ราคาที่แน่นอน หรือขอลองนั่งก่อนซื้อเลยแม้แต่คนเดียว

หาก Air Cushion ยังไม่ใช่ตัวอย่างที่ชัดเจนพอ เราเชื่อว่าโปรเจกต์ข้างล่างเหล่านี้น่าจะเคยผ่านหูผ่านตาใครหลายคนมาบ้าง เช่น

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์
PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

การร่วมงานกับ B&O (Bang & Olufsen) ที่ PDM เอาลวดลายซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปพิมพ์ลงบนฝาครอบของลำโพงรุ่น Beoplay A9 ที่มีฟังก์ชันและคุณภาพเยี่ยมอยู่แล้ว การร่วมงานกันครั้งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนลำโพงให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ ที่ไปอยู่ตรงไหนในบ้านก็ทำให้บ้านสวยขึ้น เติมเสน่ห์ให้แก่พลังเสียงด้วยดีไซน์ของ PDM 

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

Colly โปรเจกต์ที่ทำให้เฟอร์นิเจอร์กลายเป็นคอลลาเจน ใช้แล้วบ้านเด้ง ไม่ว่าจะเป็น Colly Sofa, Colly Trolley, Colly Shelf Table หรือ Colly Chair ก็ทำให้บ้านกลับไปมีชีวิตได้เหมือนตอนสร้างเสร็จใหม่ๆ ซึ่งเป็นการร่วมงานกับ Modernform แบรนด์ใหญ่ของคนไทย เมื่อคราวที่ Modernform ครบรอบ 40 ปี

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

ชุดโต๊ะและเบาะแบบญี่ปุ่นชื่อ Bouton ที่น่าจะคุ้นหูคุ้นตามากพอๆ กับเสื่อ แบรนด์ได้ผสมผสานลวดลายเอกลักษณ์ของ PDM ลงไปในเบาะที่ได้มาจากมาร์ค ดีไซเนอร์แห่ง Kenkoon ความพิเศษคือเบาะทุกใบซ่อนเก็บไว้ใต้โต๊ะได้พอดี โต๊ะทำจากวัสดุที่แข็งแรง และทั้งเซ็ตใช้งานได้อเนกประสงค์

5

การบริหารความเสื่อ

เราสงสัยและอดเป็นห่วงไม่ได้ เลยถามถึงการที่ไปร่วมงานกับแบรนด์อื่นเยอะมาก จนไม่กลัวว่าลูกค้าจะสับสนว่าตกลงแล้ว PDM คือแบรนด์อะไรกันแน่

“ถ้าเราเป็นผู้บริโภค สิ่งที่เราได้เห็น ได้ดูทุกอย่าง ถ้าย้อนกลับมามันจะให้ผลตามแก่นของเราทุกอย่างเลยนะ” ดิวและแมนยืนยันว่าทั้งหมดนี้คือการสร้างบรรยากาศและชีวิตชีวาให้แบรนด์อย่างที่ควรจะเป็น

เพราะฉะนั้น ตอนนี้ PDM คืออะไร

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

“เรามองว่า PDM เป็นเหมือนแพลตฟอร์ม” พวกเขาแทบจะตอบพร้อมกัน

เมื่อ PDM เติบโตมาอยู่ในจุดที่แข็งแรงมากพอจะร่วมงานกับใครก็ได้ สถานะของ PDM จึงไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์เพื่อการใช้ชีวิตเท่านั้น แต่เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เชื่อมต่อระหว่างลูกค้าเข้ากับสินค้า 

และที่สำคัญ เพราะเป็น PDM แพลตฟอร์ม จึงลีนและลื่นไหลได้ง่ายมาก หาก Collaboration เป็นรูปแบบธุรกิจแห่งยุคสมัย โมเดลธุรกิจของ PDM ก็เป็นโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นมากพอที่จะอยู่รอดสำหรับโลกยุคนี้

โมเดลข้างบนนี้อาจดูจะไม่ใช่ความลับแห่งจักรวาล หากแต่เป็นสูตรที่ดูจะทำตามได้ง่ายด้วยซ้ำ และใครๆ ก็นำไปปรับใช้ได้ตามสะดวก แต่เราเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นคงจะเป็นไปตามส่วนผสมของประสบการณ์ และแนวคิดในการดำเนินธุรกิจของแต่ละคน แม้จะไม่มีทางเหมือนกับ PDM อย่างแน่นอน แต่ก็น่าลุ้นว่าผลจะออกมาเป็นยังไง

แมนกับดิวเล่าความท้าทายของธุรกิจ ที่ควรเป็นกังวลมากกว่าการลอกเลียน ซึ่งได้แก่ความเสี่ยงที่มาจากการพึ่งพาช่องทางออนไลน์ช่องทางใดช่องทางหนึ่งมากไป ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กหรือว่าไลน์ เพราะเท่ากับว่าเราเอาชีวิตไปแขวนอยู่บนแพลตฟอร์มคนอื่น

6

เลี้ยงดูปูเสื่อ 

ผ่านมา 7 ปี อะไรคือคุณค่าที่ PDM ยึดถือ แล้วเป็นแก่นในการทำงาน-เราถาม

“เวลาถามเร็วๆ เราก็จะตอบว่า อยากทำให้บ้านของคนสวยขึ้น ชีวิตของคนอยู่ดีขึ้น มีความสุขกับการใช้ชีวิตในบ้านมากขึ้น อันนี้แหละคือหลักของเรา แล้วอะไรก็ตามที่ทำออกมาแล้วไม่ใช่อย่างนี้ ก็อย่าไปทำ” แมนตอบ ก่อนส่งต่อให้ดิวเสริม

“ผมแค่คิดว่าน่าจะดี ถ้าป้าที่อยู่อำเภอเล็กๆ ในจังหวัดอุดรธานีชอบเล่นเฟซบุ๊ก แล้วก็กดสั่งซื้อเสื่อ PDM ได้ แล้วพอมีคนไปบ้าน ก็เกิดบทสนทนาเล็กๆ ทำนองว่า บ้านสวยจังเลย เสื่อซื้อที่ไหน ผมว่าแค่นี้ก็มากมายแล้ว มันเป็นความปีติในใจ อย่างยุคโควิดผมว่าเห็นได้ชัด คนเริ่มใช้เวลาที่บ้านมากขึ้นแล้ว แล้วก็น่าจะดี ถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเห็นว่าบ้านเขาสวยเหมือนในนิตยสารได้”

เรื่องราวธุรกิจของ PDM ที่เริ่มจากเสื่อ สู่โมเดลธุรกิจที่เป็นแพลตฟอร์มนี้ น่าจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจและเห็นภาพได้อย่างแจ่มชัดมากพอ จนคิดสนุกและนึกอยากจะริเริ่มทดลองทำธุรกิจของตัวเอง ด้วยสูตรเดียวกันนี้ขึ้นมาบ้าง           

 ม้วนเสื่อ.

PDM จากแบรนด์เสื่อเมืองร้อน สู่แพลตฟอร์มเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านสวยง่ายๆ, แมน-แมนรัฐ สวนศิลป์พงศ์, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์

Lesson Learned

แมนและดิวร่วมกันสรุป 3 บทเรียนที่พวกเขาได้เรียนรู้จากการทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และสินค้าดีไซน์ภายใต้แบรนด์ PDM ที่ผ่านมา

1. การไม่หยุดเรียนรู้คือเรื่องจริง เวลาอ่านหรือฟังอะไรจากใคร ให้คิดสงสัยไว้ก่อนเสมอว่านั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เรายังไม่เคยรู้

2. ควรมีความถ่อมใจมากในระดับเดียวกับความกระหายความสำเร็จ เรียนรู้ให้รวดเร็วว่า สิ่งที่เสียไป เดี๋ยวก็ได้มา ส่วนสิ่งที่ได้มาแล้ว ก็อาจจะต้องเสียไป ไม่มีอะไรแน่นอน ต้องเตือนใจของตัวเองไว้อย่างนี้ พร้อมกับเดินไปข้างหน้า

3. จงมี Empathy หรือการเอาใจเขามาใส่ใจเราเสมอ เอาตัวเราไปสวมใส่ ให้ดูว่าถ้าเราไม่ชอบ ก็อย่าทำ แล้วใช้หลักนี้เป็น Check-list ในการทำงานตลอด

Writers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘NANA Coffee Roasters’ สาขาบางนา ใน 10 โมงเช้าวันอังคาร วันที่ไม่ได้พิเศษอย่างเช้าวันจันทร์หรือเย็นวันศุกร์ นอกจากกลิ่นกาแฟหอมฟุ้ง บรรยากาศร้านขาวโปร่งโล่งสบาย ที่นั่งหลากหลายมุมในร้านยังถูกจับจองเยอะจนน่าประหลาดใจ ทั้งครอบครัวที่มากับเด็ก ๆ กลุ่มไบเกอร์ และผู้คนคอกาแฟที่ดูจะเป็นลูกค้าประจำ

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่แบรนด์สักแบรนด์หนึ่งจะเข้าไปนั่งในใจของลูกค้าได้ จากวันที่ยอดขาย 50 แก้ว 200 แก้ว สู่ 1,800 แก้วต่อวัน อะไรคือสิ่งที่ กุ้ง-วรงค์ ชลานุชพงศ์ เจ้าของร้านกาแฟผู้ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยดื่มกาแฟสักถ้วยในชีวิต ได้ค้นพบและร่วมสร้างกว่าจะมาเป็น NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ ‘ไม่เคยต่อรอง’ เรื่องคุณภาพของกาแฟ

กุ้งถามเราว่าชอบดื่มอะไร ชอบดื่มแบบไหน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและเป็นกันเอง หายไปสักพัก กาแฟหอมฟุ้งที่กุ้งเลือกให้มาเสิร์ฟที่โต๊ะ แล้วบทสนทนาของเราก็เริ่มต้นขึ้น

NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย

แล้วเราจะตามหาเราจนเจอ

เส้นทางธุรกิจของกุ้งย้อนกลับไปได้นับทศวรรษ กว่าจะมาเป็น NANA Coffee Roasters ในวันที่กุ้งลาออกจากการเป็นวิศวกรเครื่องกลของโรงงานแห่งหนึ่งหลังทำงานมาร่วมสิบปี ด้วยความเบื่อหน่ายในชีวิตมนุษย์ออฟฟิศ ความอยากค้นหาตนเอง และความริเริ่มอยากลองเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ ณ ตอนนั้นความอยากยังไม่สัมพันธ์กับความรู้ทางธุรกิจที่มี

เขาเริ่มจากศูนย์ และธุรกิจแรกของเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับกาแฟแม้แต่นิด แต่เป็นแฟรนไชส์โรงเรียนสอนภาษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม้โรงเรียนจะไปได้ดี แต่กุ้งรู้สึกว่าชีวิตยังดีขึ้นได้อีก เขาจึงเริ่มเปิดร้านถ่ายรูปโดยร่วมลงทุนกับคนข้างบ้าน ขยายเป็น 9 สาขาในพื้นที่นนทบุรี ควบคู่กับโรงเรียนสอนภาษา

แล้วชีวิตนักธุรกิจไฟแรงของกุ้งก็โดนคลื่นลูกใหญ่ซัดเข้าอย่างจัง

“พอเราทำร้านถ่ายรูปไป 9 สาขา ก็เจอการเปลี่ยนเทคโนโลยีจากฟิล์มเป็นดิจิทัล ทำให้วงการถ่ายรูปอยู่ในยุคตกต่ำ คนไม่ยอมเอาไฟล์มาอัดงาน ยอดขายตก

“ตอนนั้นหนี้เยอะมาก เราต้องซื้อเครื่องถ่ายรูปใหม่ ประมาณ 13 – 14 ปีที่แล้ว ทำให้ผมมีหนี้ 10 กว่าล้าน เหมือนเราอยู่บนหลังเสือแล้วลงไม่ได้”

จนกระทั่ง กานดา โทจำปา หรือที่ทุกคนเรียกกันว่า กุ้งหญิง แนะนำให้ลองขายกาแฟสด ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วง พ.ศ. 2550 – 2551

“ตอนนั้นผมอายุ 42 แล้ว แต่ยังไม่เคยกินกาแฟสักแก้วเลย” เขาหัวเราะ

NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย

ด้วยความเนื้อหอมของกาแฟสดในตอนนั้นบวกกับใจตัวเองที่ชอบความท้าทาย เขาจึงเริ่มเรียนชงกาแฟกับ อ๋า-ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ แห่ง Bluekoff ครูกาแฟคนแรกของเขา 

ส่วนร้านกาแฟร้านแรกของกุ้ง (ก่อนจะเป็น) NANA Coffee Roasters ก็ดัดแปลงมาจากร้านถ่ายรูปสาขาแจ้งวัฒนะ จากการตัดกระจกครึ่งหนึ่งมาทำเคาน์เตอร์ ให้บาริสต้าอยู่ในห้องแอร์ชงกาแฟ เขาขายได้วันละ 30 แก้ว

ถ้าเป็นกุ้ง NANA แล้วล่ะก็… เขาคงจะไม่หยุดแค่นั้น

“เราสงสัยว่าเราใหม่ไป ทำไม่เก่ง หรือทำเลไม่ดี”

กุ้งเดินสำรวจร้านข้าง ๆ ที่ขายได้วันละร้อยแก้ว และตัดสินใจจะเปิดสาขาสองจากร้านถ่ายรูปสาขาเมืองทอง

“ก็ทำเหมือนเดิม ตัดกระจกครึ่งหนึ่ง ร้านนั้นเพิ่งปิดไปเมื่อปลายปีก่อน ขายได้วันละประมาณ 200 แก้ว”

เขาเพลิดเพลินกับกาแฟคั่วเข้มใส่นมข้นหวานขายอยู่ 3 – 4 ปี จนกระทั่งเริ่มคิดว่ามันไปต่อไม่ได้ จึงลาออกจากธุรกิจทั้งหมดที่ทำอยู่ และไปเรียนรู้เรื่องการชิมกาแฟเต็มตัว

สิ่งที่กุ้งทำทั้งวันและทุกวันตลอด 10 เดือน คือ คั่วและชิมกาแฟ จนสอบเป็น Q Grader หรือนักชิมกาแฟ ได้เป็นคนที่ 7 ของประเทศ ในวันที่กาแฟพิเศษยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย

ทะเลสีขาว

จากธุรกิจกาแฟสดสู่กาแฟพิเศษ NANA Coffee Roasters ก้าวสู่การเป็นร้านกาแฟระดับต้น ๆ ของประเทศด้วยการขายประสบการณ์ในการดื่มและสื่อสารเรื่องราวไปถึงลูกค้า 

นี่คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้มีจุดยืนที่แตกต่าง ท่ามกลางตลาดกาแฟไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

“เราต้องแยกว่าเราอยู่ใน Red Ocean หรือเปล่า ซึ่งผมว่าเราไม่ได้อยู่ใน Red Ocean

“การทำร้านกาแฟต้องมีเคล็ดลับ มีเทคนิคเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเขาต้องมาหาคุณให้ได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เราต้องสร้างอาณาจักรของตัวเอง ผมมองว่าเราอยู่ใน White Ocean เราอยู่ของเรา คนอื่นที่จะเข้ามาแข่งไม่ได้แข่งเรื่องราคา แต่แข่งเรื่องคุณภาพและบริการ”

กุ้งเรียนรู้สิ่งนี้ได้จากทุก ๆ สาขาของ NANA Coffee Roasters ที่เปิดมา

ร้านแรก สาขาเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา สอนว่าทำเลไม่ใช่ทุกอย่าง – คุณภาพต่างหากที่จะพาคนมาหาเรา

ร้านที่สอง สาขาอารีย์ สอนว่าทำเลที่ดีคือแต้มต่อของธุรกิจ – ให้คนมาหาเราได้ง่ายขึ้น

บทเรียนทั้งหมดพาเขามาสู่ร้านนี้ สาขาที่สี่ที่บางนา

NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย
NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย

นานา ณ บางนา

ก่อนจะมาเป็นนานาที่บางนา ที่นี่เคยเป็นร้านอาหารมาก่อน 

“เจ้าของที่ดินเป็นลูกค้าผมที่สาขาเลียบทางด่วนฯ เหมือนโชคที่เราจะได้เจอกัน ผมยืนชงกาแฟ เขามาซื้อกาแฟ แล้วเขาก็บอกว่า หนูมีทำเลแถวบางนา พี่สนใจไปเปิดร้านไหม”

ประจวบเหมาะกับที่ปรึกษาทางธุรกิจของกุ้ง (ควบตำแหน่งลูกค้าสาขาเลียบทางด่วนฯ เช่นเดียวกัน) เคยแนะนำทำเลทองที่บางนาและถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ คำแนะนำนี้วนเวียนอยู่ในหัวเขามาหลายปีไม่เคยหายไปไหน 

“พอลูกค้าพูดว่า บางนา กม.1 ผมปิ๊งเลย”

ที่ดินผืนนี้ที่บางนา ณ ตอนนั้นเป็นร้านอาหารชื่อ อบอวน มหาชัย

“เขาบอกว่าที่อยากให้พี่กุ้งมาคือ อยากให้ไปเปิดร้านกาแฟข้างหลัง” เรามองไปรอบ ๆ ร้านที่มีพื้นที่กว้างขวาง ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเขียวขจี ภาพที่เห็นในวันนี้ยังไงก็ไม่ใช่ ‘ร้านกาแฟข้างหลัง’ แน่ ๆ 

“แต่ผมบอกว่าถ้าได้ที่แค่นั้นคงไม่มา ถ้าจะมาต้องขอพื้นที่ทั้งหมด” เขาเป็นคนแบบนั้น ทำอะไรทำจริง

โชคเข้าข้างเขา เพราะตรงกับช่วงโควิด-19 ทำให้ธุรกิจร้านอาหารไม่รุ่งเรืองเท่าที่ควร เจ้าของที่ดินจึงตัดสินใจให้ NANA Coffee Roasters มาเปิดร้านแรกในฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันออก

ที่ดินริมถนนบางนา กม.1 เลยกลายเป็นผ้าใบผืนใหญ่ให้กุ้งได้ลงมือสร้างภาพฝันของธุรกิจ

“สาขาบางนาเหมือน Showcase ของเรา มันรวมการตกผลึกด้านการทำร้านกาแฟพิเศษ มีหลาย ๆ อย่างที่ซ่อนอยู่แม้กระทั่งถาดที่เสิร์ฟ มีแนวคิดหลายอย่างที่เราใส่เข้ามา มีการบอกเรื่องราว

“พอลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน เขาควรจะได้พลังงานบวกกลับไป ได้แรงบันดาลใจบางอย่างกลับไป อย่างมาที่นี่ แค่เขาเห็นบาร์ เห็นวิธีการทำงาน เห็นวิธีการนำเสนอเรื่อง เห็นอาคาร หรืออะไรก็ตาม มันต้องมีสักอย่างที่ทำให้เขารู้สึกดี”

บางนาจึงเป็นที่ตั้งของสาขาที่สี่ของ NANA Coffee Roasters ซึ่งผสมผสานเรื่องสถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ และกาแฟ รวมไปถึงแรงบันดาลใจเข้าด้วยกัน 

NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย
NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย

03 Coffee Ecosystem

ดูเหมือนว่าสิ่งหลักที่กุ้งและทีมทำคือการขายกาแฟ แต่หากขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น เราจะเห็น NANA Coffee Roasters อยู่ในทุก ๆ อณูของวงการกาแฟ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

เพาะกล้า

สีน้ำมันคุณภาพดีคงถูกเสกสร้างเป็นภาพวาดที่สวยไม่ได้หากไม่มีศิลปิน เหมือนที่กุ้งเชื่อว่าบาริสต้าคือกุญแจสำคัญของกาแฟที่ดี เกิดมาเป็นอีกบทบาทหนึ่งของกุ้ง คือ ‘ครูกุ้ง’

ตั้งแต่ในยุคที่ Q Grader เริ่มมีการเปิดสอบในเมืองไทย เขาเริ่มสอน ติวเข้ม และส่งสอบ จนกระทั่งนักเรียนในชั้นสอบผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เฉลี่ยทั้งโลกมีคนได้เป็นนักชิมกาแฟเพียง 25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

“ทุกวันนี้ทุกคนก็เติบโตในสายธุรกิจกาแฟ เป็น World Judge คั่วกาแฟ จะเห็นว่าคนที่เติบโตได้ดีในวงการกาแฟพิเศษคือ ต้องมีแพสชัน” นี่คือความภูมิใจของครูกาแฟ ผู้อยากเห็นวงการกาแฟไทยก้าวไปข้างหน้า

ผ่านมา 7 – 8 ปีจากวันนั้น มีคนมาเรียนกับครูกุ้งไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3,000 คน

NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย

ต้นน้ำ

“ภาพที่คนมองเรา อาจจะคิดว่าเราขายแต่กาแฟนอก จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย เราซื้อกาแฟไทยปีหนึ่ง 30 ตัน กาแฟนอกเราซื้อไม่เยอะ ไม่ถึง 10 ตัน” 

กุ้งเชื่อมั่นในคุณภาพกาแฟไทย และอยากส่งต่อเรื่องราวจากต้นน้ำเกษตรกรไทย ไม่ใช่เพียงผ่านรสชาติกาแฟที่ดี แต่ผ่านสิ่งที่ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง

“เนื่องจากทีมเราขึ้นไปเก็บกาแฟเอง ตั้งแคมป์ในไร่กาแฟครั้งหนึ่งประมาณ 5 – 10 วัน ได้เห็นว่าข้างบนเหมือนสวรรค์บนดิน สิ่งหนึ่งที่เราทำมาเป็นรูปธรรมเลยคือการจัด Barista Camp ซึ่งจัดมา 6 ปีแล้ว

“มีลำธารไหลผ่าน มีบ้านพัก ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ เราก็ปั่นไฟใช้ เราเห็นว่าเกษตรกรพยายามทำกาแฟแบบออร์แกนิกจริง ๆ” กุ้งพรรณนาบรรยากาศของไร่กาแฟให้เราเห็นภาพมากขึ้น

“เราจึงอยากให้ลูกค้าได้สัมผัสกับธรรมชาติเหล่านั้น รวมทั้งอาจจะเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เขาได้เห็นเราในธรรมชาติ ได้เข้าใจธรรมชาติ”

ปลายน้ำ

ในวันที่กล้าเติบโตและต้นน้ำดำเนินไปได้ดี กุ้งและทีมก็ไม่ลืมพัฒนาตนเอง แตกกิ่งก้านสาขา จากในช่วงโควิด-19 ระลอกแรกที่ยังไม่มีทั้งบริการขายออนไลน์และเดลิเวอรี่ 

“จากวันนั้นเราพยายามขายออนไลน์ แล้วเชื่อไหมครับ เราขายได้เดือนละ 50,000 บาท ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้หน้าร้าน เพราะอะไร เพราะทำไม่เป็น” กุ้งหัวเราะลั่น

แม้จะถือได้ว่าเป็นนักธุรกิจเต็มตัวกับประสบการณ์กว่าสิบปี กุ้งก็มีวันที่ทำไม่เป็นกับเขาเหมือนกัน

“มันเป็นอีกธุรกิจที่ชื่อเสียงของธุรกิจออฟไลน์ไม่มีผลกับยอดขายออนไลน์เลย มีรุ่นน้องผมคั่วกาแฟแค่ 2 ปี ขายออนไลน์ดีมาก วันที่เราขายได้ 50,000 เขาขายได้ 2 ล้านบาทต่อเดือน

เขาว่าประโยค ‘สนามหญ้าข้างบ้านมักเขียวกว่าบ้านเราเสมอ’ เป็นเรื่องจริง ทำเราหัวเราะครืน แต่กุ้งไม่เพียงชะโงกหน้ามองสนามหญ้าข้างบ้าน เขาให้ลูกชายก้าวเข้ามาศึกษาและช่วยส่วน Online Marketing จนดันยอดขายเกิน 7 หลักในช่วงเวลา 4 เดือน

จากยอดขาย 50 แก้วสู่ 1,800 แก้วต่อวันของ NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่เคยต่อรองคุณภาพและความก้าวหน้าวงการกาแฟ

ปลายน้ำที่ส่งตรงถึงละแวกบ้านคุณ

“เดลิเวอรี่นี่ยิ่งมัน ผมจะเล่าให้ฟัง” แววตาของกุ้งเต็มไปด้วยประกายความสนุก “เป็นที่มาของ Harudot ซึ่งเป็น Second Brand ของเรา”

ในช่วงโควิดตอนแรก กุ้งและกุ้งหญิงพยายามติดต่อเดลิเวอรี่เจ้าดังอย่าง Grab, LINE MAN แต่ด้วยรัศมีทำการที่จำกัด จึงหาช่องทางในการตั้ง Cloud Kitchen ในเมือง ซึ่งตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เสี่ยงเกินจะรับไว้ 

ณ ตอนนั้น ศูนย์จำหน่ายสินค้าแบบขายส่งแม็คโครติดต่อมาพอดี เป็นช่วงที่ร้านกาแฟมวลชนจะถอนการลงทุน มีทั้งหมดเป็นร้อยสาขา NANA Coffee Roasters เลือกเฉพาะสาขาในกรุงเทพฯ ชั้นใน 

“ไหน ๆ มันมาถึงตรงนี้แล้ว แทนที่จะทำเป็น Dark Kitchen เพราะถ้าเป็นครัวมืด เราจะได้บาริสต้าคุณภาพต่ำลง บาริสต้าเป็นอาชีพที่สปอตไลต์ต้องส่องเขา คุณต้องยืนอยู่บนสแตนด์ คุณต้องรู้สึกภูมิใจ แล้วคุณต้องเด่น เราถึงจะได้คนดี ๆ เข้ามา”

จากที่ตั้งใจให้เป็นเพียง Cloud Kitchen ของแบรนด์หลัก ก็เกิดเป็นแบรนด์ที่สองชื่อ Harudot ของลูกชายควบคู่ไปด้วย 

Positioning ของสองแบรนด์ต่างกัน ใช้กาแฟคนละตัว ต้นทุนต่างกัน รสชาติไม่เหมือน แต่อร่อยคนละแบบ โดยมีมาตรฐานเดียวกันทั้งอุปกรณ์และพนักงาน จนให้พนักงาน Harudot ย้ายไปทำที่ NANA Coffee Roasters ได้เลยโดยไม่ต้องฝึกเพิ่ม เพราะเขาเองก็ต้องเสิร์ฟเมนูสำหรับเดลิเวอรี่ของแบรนด์แรกเช่นกัน

“ปีที่แล้วปีเดียว เราเปิดไป 4 สาขา บ้าพลังมาก ในขณะที่ทุกคนลดสเกล เรากลับสวนกระแส แล้วแนวความคิดนี้ก็ประสบความสำเร็จ ผมขายได้”

ถึงจะมีวันที่กุ้งทำไม่เป็น แต่ดูเหมือนจะไม่มีวันที่เขาทำไม่ได้

จากยอดขาย 50 แก้วสู่ 1,800 แก้วต่อวันของ NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่เคยต่อรองคุณภาพและความก้าวหน้าวงการกาแฟ

นานาบทเรียน

“ผมเคยอยู่ญี่ปุ่นมา 6 ปี ได้เห็นว่าร้านราเมงที่นั่นมีปัญหาเยอะมาก มันเป็นธุรกิจครัวเรือน คนส่วนใหญ่ที่ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เจ๊ง มีหนี้เป็นสิบล้าน เราเห็นว่าร้านที่อยู่ได้ เขาทุ่มเทขนาดไหน เขาตีเส้นเอง ตัดเส้นเอง ทำน้ำซุปให้อร่อย ทำเองทุกอย่าง กว่าจะได้เงินจากกระเป๋าลูกค้าไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องทำงานจริง ๆ แล้วคุณจะเข้าถึงมัน”

ณ วันที่คุณวางมือจากธุรกิจนี้ ลูกชายต้องเรียนรู้อะไรบ้าง – เราถามเขา เขาหยุดคิดสักครู่ ก่อนตอบว่าเรื่องแรกคือเรื่องของ ‘คน’ 

ทักษะเรื่องคนคือสิ่งแรกที่ต้องมี

“คนเป็น Key Success ถ้าเราคนเดียว คงทำงานใหญ่และเยอะขนาดนี้ไม่ได้ เราต้องไว้ใจคนและให้ความสำคัญกับเขา

“ทำยังไงที่จะสามารถดึงศักยภาพของพนักงานแต่ละคนให้พร้อมทำงาน ต้องดูรอบด้านว่าเขามาทำงานแล้วมีความสุขไหม เขามีเงินใช้ไหม เพราะว่านั่นจะกระทบกับงานตรง ๆ เลย” 

สิ่งที่สำคัญสำหรับกุ้งในการรับคนเข้าทำงาน ไม่ใช่ความรู้แต่เป็นทัศนคติ เพราะความรู้เป็นสิ่งที่สอนกันได้ และกุ้งทำสิ่งนี้ได้ดีซะด้วย

“จุดแข็งที่เรามั่นใจคือการเทรนนิ่ง ในเมื่อเราเทรนให้คนอื่นทำงานได้ คนของเราเองก็ต้องทำงานได้ และจะทำทุกสาขาให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน”

ถ้าอยากเป็นบาริสต้าที่นี่ คุณไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน เขาบอกกับบาริสต้าทุกคนว่า ในที่สุดทุกคนอยากมีร้านกาแฟ เขาไม่เคยขอให้ใครอยู่ทำงานกันไปนาน ๆ แต่ขอให้ทุกคนที่มาทำงานเรียนรู้จากเขาให้มากที่สุด

กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ทีมดีที่ขับเคลื่อน NANA Coffee Roasters ไปข้างหน้า แต่รวมไปถึงครอบครัวของทีมที่ต้องเสียสละให้พวกเขาไปทำงานดึกดื่นหรือในวันหยุด กุ้งขอบคุณทุกคนด้วยใจจริง

เรื่องที่สองคือ ‘องค์ความรู้’ คือการที่เข้าใจเรื่องกาแฟจริง ๆ

“ในวงการแข่งขันกาแฟ คำเดียวที่สำคัญที่สุดคือ Consistency ทำยังไงให้สม่ำเสมอ มันยากเพราะกาแฟเป็นสินค้าเกษตร ทุก ๆ ล็อตไม่เคยเหมือนกัน

“ลูกค้ามากินกาแฟ มันเป็นสิ่งที่สัมผัสปากเขาทุกวัน ถ้าเปลี่ยนไปนิดเดียวเขาจะรู้เลยว่านี่ไม่ใช่ แล้วเราให้ความรู้สึกแบบนี้กับเขาทุกวัน จนวันหนึ่งเขาไปเจอร้านกาแฟที่ใช่ เขาจะไม่กลับมาอีกเลย”

และเรื่องสุดท้ายที่แม้ไม่ได้ออกจากปาก แต่สัมผัสได้ในทุก ๆ คำที่กุ้งเล่าคือ ‘ใจรัก’

เราถามว่ากาแฟคืออะไรสำหรับเขา เขาตอบว่า “กาแฟไม่เคยเหมือนกันสักวัน มันคือความตื่นเต้น เหมือนบางคนที่เทรดหุ้น ทำไมมานั่งเทรดหุ้นทุกวัน เพราะมันตื่นเต้น ผมว่าเขาเสียมากกว่าได้ แต่มันตื่นเต้น มันทำให้เราตื่นเต้นทุกวัน เวลาได้กาแฟใหม่มาต้องคั่วแล้วชิมคืนนั้น มันทนให้ข้ามคืนไม่ได้” 

กาแฟเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจของชายคนนี้ให้ยังคงเป็นเด็ก ซุกซน และมีไฟพัฒนาธุรกิจต่อไป

จากยอดขาย 50 แก้วสู่ 1,800 แก้วต่อวันของ NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่เคยต่อรองคุณภาพและความก้าวหน้าวงการกาแฟ
จากยอดขาย 50 แก้วสู่ 1,800 แก้วต่อวันของ NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่เคยต่อรองคุณภาพและความก้าวหน้าวงการกาแฟ

นานาในดวงใจ

“อยากให้ NANA Coffee Roasters เป็นร้านกาแฟในดวงใจของคนไทยทุกคน ให้เขาชื่นชม ชื่นชอบ อยากให้คนที่เป็นเจ้าของนานาต่อไป ได้ดูแลพนักงานของตัวเองให้ดี”

กุ้งเน้นย้ำความสำคัญเรื่องคนและการดูแล ‘3 ขาหลัก’ 

หนึ่ง คือตัวเองและผู้ลงทุน

สอง คือทีม

และสาม คือลูกค้า

“หาก 3 คนนี้มีความสุข ธุรกิจไหน ๆ ก็อยู่แบบยั่งยืนได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก แต่นั่นคือสิ่งที่ต้องทำ”

Lessons Learned

  • ธุรกิจที่ดำรงอยู่ได้และประสบความสำเร็จ เพราะทีมที่แข็งแรงและทีมที่แข็งแรงนั้นสร้างขึ้นมาจากความเห็นอกเห็นใระหว่างคนในทีม
  • องค์ประกอบของทักษะเรื่องคน องค์ความรู้ และใจรัก จะสร้างนักธุรกิจและธุรกิจที่ดี
  • เริ่มต้นด้วยทัศนคติ ‘ทำได้และจะทำ’
  • จงเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการ แล้วธุรกิจเราจะเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับสังคมที่เราร่วมพัฒนา

 

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load