“ผมไม่ค่อยดุ” พอลล์ กาญจนพาสน์ ตอบแบบนั้นเมื่อเราถามถึงสไตล์การบริหารคนของเขา

“ไม่ใช่ไม่ดุนะ แต่การดุไม่จำเป็นต้องตวาด” จุ๋ม หนึ่งในทีมของคุณพอลแทรกขึ้นมาทำให้เขาถึงกับหัวเราะ

“เออใช่ ว่าแบบไม่ดุ”

เคล็ดลับของการทำธุรกิจสไตล์ พอลล์ กาญจนพาสน์ ผู้นำอาณาจักรหมื่นล้านที่มีชื่อว่า อิมแพ็ค

ถ้าย้อนไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน เด็กหนุ่มวัย 23 ปี เดินทางจากประเทศอังกฤษมายังประเทศไทย ที่ที่เขาไม่เคยได้ใช้เวลานานเกินหนึ่งฤดูร้อน ภาษาใหม่ สังคมใหม่ ธุรกิจที่ไม่คุ้นเคย คือสิ่งที่พอลล์ กาญจนพาสน์ ผู้ที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศมาตลอด ต้องมาเจอในปีนั้น เขากลับมาพร้อมดีกรีสาขาบริหารธุรกิจเพื่อมาสืบทอดธุรกิจเมืองทองธานีต่อจากพ่อ (อนันต์ กาญจนพาสน์) หลังจากนั้น เมืองทองธานีก็ไม่ได้มีแค่ธุรกิจศูนย์แสดงสินค้าเพียงอย่างเดียว พอลล์เห็นโอกาสในการทำธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งล่าสุดเพิ่งเปิดตัว The Coffee Academics ร้านกาแฟสัญชาติฮ่องกงที่เรานัดเจอกับเขา

The Coffee Academics
The Coffee Academics

ถ้าจะเรียกอิมแพ็คว่าเป็นอาณาจักรหมื่นล้านในวันนี้อาจจะน้อยไปด้วยซ้ำ เพราะมูลค่าของธุรกิจได้ทะยานเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน ในขณะที่กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด คนนี้ ดูไม่เหมือนภาพผู้บริหารที่เรานึกไว้ตอนแรกสักนิด

คุณพอลล์มองโลกในแง่ดีเป็นที่หนึ่ง อารมณ์ขัน เข้าใจความแตกต่างของคน และให้โอกาสลูกน้องเสมอ เขาเป็นคนตรง ถ้าไม่รู้ก็บอกไม่รู้ อะไรที่รู้ก็ยินดีที่จะสอน เขามีลักษณะของเจ้านายในฝันของหลายๆ คน การันตีโดยรอยยิ้มและการพยักหน้าเห็นด้วยจากลูกน้องในทีมที่นั่งอยู่ด้วยกันขณะสัมภาษณ์

บทสนทนาด้านล่างนี้ทำให้เรารู้จักเขามากขึ้นอีกหน่อย และได้รู้ว่าการเป็นผู้นำของธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่องเสมอไป

เคล็ดลับของการทำธุรกิจสไตล์ พอลล์ กาญจนพาสน์ ผู้นำอาณาจักรหมื่นล้านที่มีชื่อว่า อิมแพ็ค

‘อิมแพ็คเป็นอาณาจักรหมื่นล้าน’ คือสิ่งที่คนนอกมอง สำหรับคุณ อิมแพ็คคืออะไร

มันก็ยังเป็นบริษัทเล็กๆ เรายังทำงานกับคนกลุ่มเดิม ลูกน้องก็ยังเป็นคนเดิม ลูกค้าก็เป็นคนเดิม เรากลับมาทำที่นี่ได้ยี่สิบสองปีแล้ว สถานที่ใหญ่กว่าเดิม จากสองหมื่นตารางเมตร ตอนนี้รวมๆ กันก็เกือบๆ สองแสน วันก่อนไปข้างนอกเจอผู้บริหารห้างสรรพสินค้ารายใหญ่แห่งหนึ่ง เขาบอกว่า เขามีห้างยี่สิบแห่งอยู่ที่ยุโรป แต่ของเราก็ยังอยู่ตรงนี้ เลยไม่ได้รู้สึกว่าเราใหญ่ มองไปข้างบนมีคนที่ใหญ่กว่าเราเยอะแยะ มองลงข้างล่างก็มีคนที่เล็กกว่าเราอีกมาก เราก็อยู่ของเราแบบนี้ ไม่ได้มองว่าตัวเองใหญ่แล้วต้องทำตัวใหญ่

วิธีคิดแบบนี้ถือเป็นข้อดีสำหรับการทำธุรกิจไหม

ข้อดีคือมันง่ายต่อการทำงาน ในเรื่องสเกล จากวันแรกมาถึงวันนี้มันก็เปลี่ยนมาเยอะ จำนวนพนักงาน ยอดรวมธุรกิจก็เติบโตไปมาก แต่ถ้ามองแค่สิบถึงสิบห้าปีที่ผ่านมา เราก็อาจจะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในเมืองทองธานี มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ แต่มันไม่ได้ต่างกันเยอะเลย ธุรกิจหลักของเราก็ยังเป็นการให้เช่าพื้นที่ อาจจะมีร้านอาหารเพิ่มขึ้น ยกระดับให้ลูกค้า มีลูกค้าหลากหลายมากขึ้น ด้วยสถานการณ์ปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนไป แต่วิธีทำงานก็ยังคล้ายเดิม อาจจะเป็นเพราะลูกน้องเก่งขึ้น (ยิ้ม) เรียนรู้ว่าอะไรที่ต้องปล่อย อะไรที่ต้องผลัก มันก็เป็นประสบการณ์

หลายสำนักข่าวบอกว่า เมืองทองธานีเริ่มมาจากการเป็นสนามกีฬาเอเชียนเกมส์

อาคารแรกของเราถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการจัดงานแสดงสินค้านี่แหละ แต่เผอิญว่างานแรกที่มาจัดเป็นงานกีฬา ทำให้มีภาพว่าเราเป็นที่จัดกีฬา รัฐบาลก็ติดป้ายเลยว่า ‘เมืองทองธานี Sport Complex’ ยี่สิบกว่าปีผ่านไปเขาก็ไม่ยอมเปลี่ยนให้เราสักที สุดท้ายเลยมีป้ายเล็กๆ งอกขึ้นมาเขียนว่า อิมแพ็ค เรายังบอกลูกน้องเลยว่า เนี่ย ตอนตีสองตีสาม ปีนขึ้นไปเปลี่ยนให้เขาเลย ไม่มีใครรู้หรอก ลูกน้องบอกไม่ได้ๆ เดี๋ยวโดนจับ (หัวเราะ) มันเป็นภาพจำที่ผิดมาตั้งแต่แรก

เคล็ดลับของการทำธุรกิจสไตล์ พอลล์ กาญจนพาสน์ ผู้นำอาณาจักรหมื่นล้านที่มีชื่อว่า อิมแพ็ค

ตอนนั้นมีศูนย์แสดงสินค้าแบบนี้เกิดขึ้นหรือยัง

ตอนนั้นก็มีไบเทค มีศูนย์ประชุมฯ สิริกิติ์

สิ่งที่ทำให้อิมแพ็คแตกต่างจากศูนย์แสดงสินค้าอื่นๆ คืออะไร

ถามว่าเรากับคู่แข่งแตกต่างกันยังไง จริงๆ ก็คล้ายๆ กัน เผลอๆ ตอนนั้นเขาทำได้ดีกว่าเราด้วยซ้ำ เขามีพื้นที่จอดรถใต้ดิน ถึงวันนี้เรายังไม่มีที่จอดรถใต้ดินเลย ตอนแรกๆ เขานำเราอยู่แล้ว แต่เราก็มาแซงด้วยขนาดพื้นที่ที่ใช้จัดงาน ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของคุณพ่อ คุณพ่อบอกว่า เรากับเขามีพื้นที่สองหมื่นตารางเมตรเท่ากัน งั้นเรามาสร้างอีกหมื่นห้า ตอนนั้นเราคัดค้านว่า จะดีเหรอ สองหมื่นคนยังเช่าไม่เต็มเลย จะสร้างอีกหมื่นห้าทำไม แต่สุดท้ายก็เชื่อคุณพ่อ พอมีพื้นที่เพิ่ม กลายเป็นว่าเราจัดงานสองงานได้พร้อมกัน จากตรงนั้นมันก็เติบโตขึ้นไป คู่แข่งอาจจัดได้ครั้งละงานเดียว ไม่เกินสองงาน ของเราอาจมีได้ถึงหกงาน แปดงานด้วยซ้ำ พอจัดงานเยอะคนก็บอกเราว่ารถติด ผมเลยบอกว่าห้างในเมืองก็รถติด รถติดมันคือผลกระทบของการที่มีคนมาเยอะ เรายังแก้ปัญหานี้อยู่ทุกวัน ก็มีทางด่วน และรอรถไฟฟ้าสร้างเสร็จ

ตอนคุณกลับมาจากต่างประเทศใหม่ๆ มี Culture Shock ของการทำงานในวัฒนธรรมไทยไหม

มีครับ ช็อกนิดๆ ผมไม่เคยทำงานในต่างประเทศ แต่ก็พอรู้ความเร็วของคนฮ่องกงกับคนอังกฤษบ้าง มาทำงานที่นี่ก็ช็อกเลย เพราะที่นี่เหมาะกับเรามาก ค่อนข้างชิลล์ เราแฮปปี้ เราชอบสปีดที่นี่ ไม่ต้องรีบมาก 

ในฐานะที่โตมาในครอบครัวนักธุรกิจ ชีวิตวัยเด็กเป็นยังไง

จริงๆ คุณพ่อทำอสังหาริมทรัพย์ ทำร้านนาฬิกา ร้านแว่นตา มาตั้งแต่เราอายุเก้าขวบสิบขวบ เป็นช็อปเล็กๆ ตามสถานที่ต่างๆ ในฮ่องกง สมัยนั้นเราก็ตามคุณพ่อไปทำงาน คุณพ่อเป็นคนชอบทำงาน เสาร์-อาทิตย์ก็ทำงาน เวลาคุณพ่อไปเยี่ยมร้าน จากร้านหนึ่งไปอีกร้านหนึ่ง เราก็ตามไป ตอนนั้นบ้านเราไม่ได้อยู่ในเมือง พอออกมาแบบนี้ก็ได้แวะร้านขนมบ้าง ร้านสะดวกซื้อบ้าง สนุกดี แต่คุณพ่อก็ยังไม่เคยสอนงานจริงจัง แล้วเราก็ไม่เคยทำงานช่วงปิดเทอม

พอโตมาหน่อยคุณพ่อก็ย้ายมาทำธุรกิจที่เมืองไทย ตอนเรามาที่นี่ไม่รู้ภาษาไทยเลย อ่านก็ไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ ซัมเมอร์ก็เลยต้องเรียนภาษาไทย เรียนเสร็จกลับอังกฤษก็ไม่ได้ใช้อีก กลับมาอีกทีก็ต้องเริ่มต้นเรียนใหม่ เราเลยไม่ได้สัมผัสกับการทำงานมาตั้งแต่เด็ก จนเรียนจบกลับมาก็เป็นช่วงเอเชียนเกมส์ที่เมืองทองธานีพอดี ตอนนั้นอายุยี่สิบสาม เราก็เริ่มจากตรงนั้น เรียนรู้งานจากที่คุณพ่อทำ

เคล็ดลับของการทำธุรกิจสไตล์ พอลล์ กาญจนพาสน์ ผู้นำอาณาจักรหมื่นล้านที่มีชื่อว่า อิมแพ็ค
เคล็ดลับของการทำธุรกิจสไตล์ พอลล์ กาญจนพาสน์ ผู้นำอาณาจักรหมื่นล้านที่มีชื่อว่า อิมแพ็ค

แล้วจริงๆ อยากเป็นนักธุรกิจไหม

แต่ก่อนเคยอยากเป็นสถาปนิกครับ รู้สึกว่าอาชีพนี้มันเท่ดี ที่โรงเรียนจะมีวิชาเกี่ยวกับดีไซน์ เทคโนโลยี ออกแบบโต๊ะ เราก็ชอบและตั้งใจว่าอยากไปทางนั้น พอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่อังกฤษเราก็ตั้งใจปูทางไปสถาปัตย์อย่างเดียว ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ ปรากฏว่าสอบเคมีตกแล้วเกรดไม่ถึงแน่นอน เลยเลือกเรียนบริหารธุรกิจแทน

คุณเป็นนักธุรกิจประเภทที่มีไอเดียใหม่ๆ เข้ามาในหัวตลอดหรือเปล่า อย่างที่อิมแพ็คเริ่มเห็นโอกาสในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

เคยทำแบบทดสอบลักษณะนิสัย เขาบอกว่าเราไม่ใช่คนที่คิดไอเดียขึ้นมาเองได้ แต่ต้องมีไอเดียตั้งต้นของคนอื่นมาก่อน แล้วเราค่อยเอามาพัฒนาต่อ จึงจะสำเร็จ ซึ่งเราภูมิใจนะ บางทีเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่คิดออกแล้วไปทำ เราอาจจะเอาไอเดียหรือโอกาสที่มีมาคิดว่าควรทำหรือเปล่าก็ได้เหมือนกัน

อย่างธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เราเริ่มจากร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ Tsubohachi เปิดมาเจ็ดปีแล้ว มีอยู่ประมาณสิบสาขา ก็ไม่ได้เกิดจากการที่เราบอกว่าเทรนด์ญี่ปุ่นกำลังมา ลองไปหาแบรนด์สิ แต่เกิดจากเพื่อนชวนไปกินข้าว เลยได้รู้จักกับผู้บริหารของแบรนด์เขา เราก็เห็นโอกาสว่าถ้าเอามาเปิดก็น่าจะดี หรืออย่างโกคาร์ทที่อิมแพ็ค เราก็ไม่ใช่คนต้นคิดว่าต้องมีตรงนี้ แต่มีคนมาเสนอว่า พื้นที่ว่างตรงนี้น่าจะทำอะไรแบบนี้ เราเห็นว่าครอบครัวมาเที่ยวที่นี่เยอะ เลยไปทำการบ้านต่อจากที่เขาเสนอ ซึ่งสุดท้ายก็ออกมาคนละแบบเลยนะ มันก็สำเร็จ แต่เราก็ไม่ได้คิดขึ้นมาเอง สุดท้ายก็เลยยอมรับว่าเราไม่มีไอเดียก็ได้ ไปต่อยอดของคนอื่นมา (หัวเราะ)

แต่การเห็นโอกาสแบบนี้ก็เป็นลักษณะที่ดีอย่างหนึ่งของนักธุรกิจ

วิธีคิดของเราคือมองให้เป็นภาพ สมมติว่าอิมแพ็คคือวงกลมใหญ่ๆ ตรงกลาง แล้วธุรกิจอื่นคือวงกลมเล็กด้านนอก เวลาจะเลือกทำอะไรผมจะมองว่าวงกลมนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับวงกลมตรงกลางให้ได้ อย่างเช่นโกคาร์ท เราก็มองไปถึงลูกค้าที่จัดงาน อาจจะเป็น Team Building อาจจะเป็น Product Launch หรืออาจจะแค่คนมาจัดงาน พอจบงานก็พาแขกมาเล่นเพื่อพักผ่อน มันก็เป็นอะไรที่เชื่อมกันได้ อย่างร้านอาหาร เราก็เสนอให้ลูกค้า ทำข้าวกล่องบริการลูกค้าได้ ร้านกาแฟร้านนี้ก็เหมือนกัน

แต่ไม่ใช่ทุกอันที่รอดนะ มันก็คือธุรกิจแหละ เราเคยทำระบบซื้อตั๋วซึ่งมันก็เชื่อมกับสถานที่จัดงานแสดงต่างๆ สุดท้ายก็ไม่รอด หรือโกคาร์ทที่ทำแล้วประสบความสำเร็จมาก เราเลยลองไปเปิดในเมืองแล้วทำให้ถนนมันท้าทายยิ่งขึ้น ปรากฏว่าก็ไม่เวิร์ก ปิดตัวไปหลังจากเปิดได้หนึ่งปีเพราะลูกค้าบอกว่ายากเกิน แทนที่จะเสียเงินมาแล้วขับสนุกๆ ต้องมาเครียดอีก พอไม่สำเร็จ เราก็เรียนรู้ แล้วก็ไปต่อ พยายามให้ไม่เกิดปัญหาเดิมๆ อีก

The Coffee Academics

จากการบริหารธุรกิจขนาดใหญ่อย่างอิมแพ็ค มาเป็นธุรกิจเล็กอย่างร้านอาหารญี่ปุ่นหรือร้านกาแฟ The Coffee Academics มีวิธีการที่แตกต่างกันไหม

จริงๆ ไม่ได้แตกต่างกันมากเลย ความใส่ใจที่เราให้กับงานจัดแสดงสินค้ากับที่ให้กับร้านกาแฟร้านนี้ก็ไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่แตกต่างคือความละเอียด พูดตรงๆ คือผมเป็นคนที่มาตรฐานไม่สูง อะไรอยู่ได้ก็อยู่ไป สปีดไม่เร็วมาก ซึ่งการที่เราทำธุรกิจอื่นๆ ด้วยมันทำให้เราเรียนรู้วิธีทำงานด้วย 

ร้านอาหารญี่ปุ่นเราก็ไม่ได้เรียนรู้แค่เรื่องอาหาร เราก็ได้รู้วัฒนธรรมการทำงานเขาที่จริงจังมากๆ ใส่ใจมากๆ การเอาแบรนด์เขามา เราเอาอย่างอื่นมาด้วย ร้านกาแฟนี้ก็เหมือนกัน เราได้เรียนรู้เรื่องความตั้งใจ วิธีการทำ Online Marketing ของเขา มาตรฐานของผมอาจจะอยู่ระดับกลาง แต่ของเขาคือสูง แล้วเขาไม่ปล่อย ไม่ประนีประนอม ถ้าไม่ได้คือไม่ได้ จากที่เราเคยทำแค่นี้ ลูกน้องทำแค่นี้ พอต้องมาทำงานกับเขาก็ทำให้รู้ว่า จริงๆ เราก็ทำแบบเขาได้เหมือนกัน ซึ่งคนที่มาทำร้านนี้ก็คือทีมที่อิมแพ็คนั่นแหละ เราอยากให้ลูกน้องเรามาเรียนรู้เพื่อนำไปใช้กับสิ่งอื่นๆ ที่เราทำ

The Coffee Academics
The Coffee Academics

ไม่ค่อยเห็นแง่มุมนี้ของการทำแฟรนไชส์เท่าไหร่ ส่วนใหญ่เอามาก็จบแล้ว แต่คุณพยายามเรียนรู้จาก Know-how ของเขา

ใช่ บางคนบอกว่าทำไมไม่จ้างที่ปรึกษาสักคน เปิดแบรนด์ใหม่ มันก็ทำได้ แต่การซื้อแฟรนไชส์มันคือทางลัดที่เขาไปลองมาแล้วว่า อันนี้ดี อันนี้ไม่ได้ แล้วเรานำสิ่งที่เรียนรู้จากเขามาพัฒนาการทำงานที่เรามีอยู่แล้ว

แต่พอเป็นแฟรนไชส์จากต่างประเทศ อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศเสมอไป         

ตอนนี้เราจะยึดมาตรฐานของเขาก่อน แต่เราเข้าใจว่าคนไทยถ้าดื่มกาแฟเย็นก็ชอบแบบที่เย็นกว่าเขา ปกติเขาอาจจะใส่น้ำแข็งสี่ก้อน มาเมืองไทยลูกค้าบอกว่าไม่พอ ต้องแปดก้อน หรืออย่างกาแฟร้อนของเขาจะมีรสหวาน แต่จากพฤติกรรมคนไทย ถ้ากาแฟหวานจะชอบให้เย็นด้วย ต้องหวานและเย็น แต่ถ้าเป็นกาแฟร้อนจะไม่ชอบหวาน ลูกน้องเราก็ต้องลองสอบถามลูกค้าว่าเป็นยังไง ชอบไหม แล้วค่อยปรับไป

The Coffee Academics

นอกจากเชื่อมกับธุรกิจอิมแพ็คได้ มีเหตุผลอื่นที่ทำให้คุณเห็นโอกาสในธุรกิจใหม่ๆ ไหม

รางวัลต่างๆ ที่เขาได้ก็บอกอย่างหนึ่ง แต่ถามว่าเจ้าอื่นที่ได้รางวัลไม่มีเหรอ ก็มีแหละ แต่ถ้ามัวแต่หาสิ่งที่ดีกว่าอาจจะเสียโอกาสตรงหน้าก็ได้ จะร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านกาแฟหรือธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ มันไม่ใช่แค่เจ้าใดเจ้าหนึ่งที่มีความรู้อย่างเดียว เราไม่ใช่คนที่ต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดแล้วค่อยทำ อยู่ที่ว่าเราเห็นอะไร อย่างร้านอาหารญี่ปุ่นที่เราทำก็ไม่ได้รางวัลอะไรนะ แต่จุดแข็งของเขาคือ เขาเปิดมาแล้วสามสิบปี ที่ญี่ปุ่นมีอยู่สามร้อยสาขา ทำให้เรานึกถึงร้านอาหารสีฟ้า นั่นแปลว่าถ้าเราเอาร้านเข้ามาเปิดในไทย คนญี่ปุ่นที่อายุสามสิบปีขึ้นไปก็ต้องเคยเจอร้านนี้แหละ แต่สุดท้ายรางวัลมันไม่ได้ทำให้เราขายของได้ มันอยู่ที่สินค้าและบริการที่เราต้องลงมือทำ 

สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้จากการทำธุรกิจแฟรนไชส์คืออะไร

เราได้รู้ว่าทีมเราทำได้มากกว่าที่คิด ซึ่งมันก็กลับมาที่ตัวเรา เราต้องไม่ยอมลูกน้องง่ายๆ ไม่คือไม่ แต่ก่อนเราดูแลลูกน้องก็เหมือนดูแลลูก ต้องระวังคำพูด พูดแบบนี้ไม่ได้ พูดแบบนั้นก็อาจจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เวลาไปโรงเรียนลูก ครูสอนว่าต้องดูแลเด็กยังไง เราก็เอามาปรับใช้กับลูกน้อง พอมาทำตรงนี้ก็อาจจะต้องปรับตัวเองด้วย เผลอๆ วิธีการเลี้ยงลูกก็ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน (หัวเราะ) ถ้าเราไม่ผลักดัน บางอย่างก็อาจจะไม่เกิดขึ้น

แนวทางการทำธุรกิจของคุณเป็นการตามคนอื่น หรือแข่งกับตัวเองและพัฒนาให้ดีขึ้น

เนื่องจากธุรกิจเราค่อนข้างหลากหลาย บางธุรกิจก็แข่งกับคนอื่น บางธุรกิจก็แข่งกับตัวเอง อย่างอิมแพ็ค ผมจะพูดกับผู้ถือหุ้นและลูกน้องเสมอว่าเรายังแข่งกับตัวเองอยู่ เพราะว่าโอกาสที่ลูกค้าจะย้ายไปจัดงานที่อื่นค่อนข้างน้อย เพราะเขาชินกับที่นี่แล้ว นอกจากว่าเราไปทำอะไรที่ผิดมาก ทำยังไงให้เราทำได้ดีกว่าคราวที่แล้วที่เขามา ทำยังไงให้คนที่มาชมงานรู้สึกสะดวกกว่าที่เคยมา ทำยังไงให้รถติดน้อยลง ทำยังไงให้มีพื้นที่จอดรถเพิ่มขึ้น มันเป็นความท้าทายที่เราท้าทายตัวเองอยู่ตลอด แต่อย่างร้านอาหารหรือร้านกาแฟเหล่านี้มันแข่งกับคนอื่นด้วย แค่ในห้างนี้ก็มีหลายเจ้าแล้ว ก็ต้องดูว่าเราจะสู้เขาได้ยังไง จะสร้างความแตกต่างยังไง 

เคล็ดลับของการทำธุรกิจสไตล์ พอลล์ กาญจนพาสน์ ผู้นำอาณาจักรหมื่นล้านที่มีชื่อว่า อิมแพ็ค

คุณเป็นผู้นำแบบไหน

เราไม่ชอบดุคนอื่น ดุลูกมากกว่าดุลูกน้องอีกนะ ไม่รู้เหมือนกัน ลองให้ลูกน้องตอบไหม (ยิ้ม) เราให้โอกาสทางความคิดกับคน ค่อนข้างไว้ใจและปล่อยลูกน้องเหมือนกัน สิ่งไหนเรารู้ เราก็สอนเขา สิ่งไหนไม่รู้ก็บอกไม่รู้ จะไม่พยายามทำเหมือนว่ารู้ อะไรที่ไม่ถนัดก็ให้คนที่ถนัดมาสอนเราดีกว่า

คุณเป็นผู้นำที่มองโลกในแง่ดีมาก

มาก (ลากเสียง)

แล้วคนที่มองโลกในแง่ดีขนาดนี้มีวิธีรับมือกับความล้มเหลวของโลกธุรกิจยังไง

ไม่ยากครับ พรุ่งนี้เริ่มใหม่ เวลาล้มก็ไม่มีใครแฮปปี้หรอก แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับความเป็นจริง แล้วก็ทำต่อ

สมมติมีตำราสอนเรื่องการบริหารจัดการสไตล์คุณพอลล์ ในนั้นจะมีอะไร

บางมาก สองหน้าจบ (หัวเราะ) อย่าไปคิดเยอะ เดี๋ยวก็ผ่านไป ผมเชื่อมากว่าถ้าเราจ้างลูกน้องมา เราคาดหวังว่าเขาจะทำสิ่งหนึ่งได้ แล้วเราจะไปทำแทนเขาทำไม หรือถ้าเขาไม่ใช่ แล้วเราจะจ้างเขามาเพื่ออะไร ไม่มีหรอกที่คนคนเดียวจะทำเองได้หมด มันต้องมีทีม การทำงานกับคนคือสิ่งที่ยากที่สุด ถ้าเลือกได้คงเลือกงานที่ไม่ต้องทำกับใคร แต่มันไม่มีหรอก ไม่มีธุรกิจอะไรที่ทำคนเดียวได้หรอก สำคัญคือเราต้องยอมรับทั้งข้อดีและข้อเสียของคน

เคล็ดลับของการทำธุรกิจสไตล์ พอลล์ กาญจนพาสน์ ผู้นำอาณาจักรหมื่นล้านที่มีชื่อว่า อิมแพ็ค

11 Questions Answered by the Managing Director of IMPACT Exhibition Management

  1. สิ่งแรกที่ทำเมื่อถึงโต๊ะทำงาน : เปิดเฟซบุ๊ก
  2. คนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตคุณมากที่สุด : คุณพ่อ
  3. คิดยังไงกับคำว่า ‘เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ’ : ขึ้นอยู่กับแต่ละคน
  4. ถ้าวันนี้ไม่ได้บริหารอิมแพ็คจะทำอาชีพอะไร : เชฟ
  5. ชมรมที่เคยอยู่สมัยเรียน : ไม่มี
  6. กีฬาที่ชอบ : อะไรที่มีบอลเล่นหมด ยกเว้นฟุตบอล
  7. เครื่องดื่มที่ชอบ (ไม่ต้องเป็นกาแฟก็ได้) : เบียร์
  8. ร้านอาหารที่กินบ่อยเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ : อาหารที่บ้าน
  9. หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน : Siege: Trump Under Fire
  10. คำพูดติดปาก : ไม่เป็นไร
  11. ถ้าไปแข่ง แฟนพันธุ์แท้ จะเป็น แฟนพันธุ์แท้ เรื่องอะไร : อาหารจีน

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ยางพาราเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของ วิถี สุพิทักษ์ ครั้งแรกใน พ.ศ. 2528 ที่พ่อของเขาเปิดโรงงานน้ำยางข้น

ต่อมาอีกไม่นานก็เข้าสู่ปีที่โรคเอดส์แพร่ระบาด กิจการของพ่อเลยเจริญรุ่งเรือง ตามอุปสงค์ตลาดที่เร่งผลิตถุงยางอนามัย

ครอบครัวของเขาล้วนทำธุรกิจเกี่ยวกับยางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยาง คุณวิถีเข้ามารับช่วงต่อโรงงานยางน้ำข้น ส่วนน้องชาย คุณวิศิษฏ์ สุพิทักษ์ เลือกกลับมาพัฒนาเรื่องไม้ยางแปรรูปหลังเรียนจบ

Woodwork ก่อตั้งขึ้นในตอนนั้น ขยายกิจการไปได้ 3 โรงงาน คุณวิศิษฏ์ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง พี่ชายจึงต้องมารับช่วงต่อธุรกิจที่กำลังไปได้ดี

การบริหารโรงงานน้ำยางข้นกับไม้แปรรูปต่างกันลิบลับ น้ำยางข้นอาศัยเครื่องจักรทันสมัยเป็นหลัก ส่วนไม้แปรรูปต้องพึ่งพาความเอาใจใส่ของคนทำ ซึ่งเข้ามือคุณวิถีในวัย 25 ผู้เรียนจบจากโรงเรียนประจำชายล้วนที่มิตรภาพระหว่างคนเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

Woodwork อยู่ภายในการบริหารของคุณวิถีมาเกือบ 20 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเติบโตเป็นบริษัทผลิตไม้ยางแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แม้ธุรกิจจะยืนหนึ่งบนยอดภูเขา คุณวิถียังหาทางพัฒนาในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความยั่งยืน เขาเริ่มจากแนวคิดอยากได้ต้นยางที่มีคุณภาพ จึงหาซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงราย ทำสวนยางอินทรีย์ด้วยใจ ก่อนจะศึกษาเรื่องการปลูกป่าร่วมยางอย่างจริงจังเพื่อรักษาธรรมชาติโดยรอบไว้ 

จากที่ดินในภาคเหนือสู่แผ่นดินตรังบ้านเกิด เขาทำโมเดลเดียวกันที่จังหวัดตรัง เพิ่มเติมคือพัฒนาพื้นที่ให้เป็นมากกว่าป่าร่วมสวน เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องธรรมชาติของชุมชน และลานกิจกรรมของพนักงาน Woodwork

จึงไม่ใช่แค่ไม้ยางคุณภาพที่นักธุรกิจคนนี้ปลูกสำเร็จ เขายังสร้างคน สร้างเครือข่าย สร้างอากาศดี ๆ ให้คนตรังสูดได้เต็มปอด 

คุณเป็นผู้บริหารที่เอาใจใส่กับ ‘คน’ มาก ทำใมเรื่องนี้ถึงสำคัญในการทำธุรกิจ

ผมเป็นนักเรียน ภ.ป.ร. โตมากับการอยู่กับเพื่อนเยอะ เราให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพ ความเป็นกลุ่มก้อน เวลาทำงานก็ให้ความสำคัญกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สมัยก่อนที่น้ำยางข้น เรามุ่งเน้นเรื่องเทคนิค เครื่องจักร การใช้สารเคมี การใช้เทคโนโลยี ส่วนโรงงานไม้ยางเน้นฝีมือคน ที่ Woodwork การพัฒนาคนจึงสำคัญมาก เราเคยมีคนงานถึง 4,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 คน ขณะที่ผลผลิตเท่าเดิม เราพัฒนาขีดความสามารถ เพิ่มคุณภาพคน คุณภาพงาน คุณภาพชีวิต ซึ่งสำเร็จมาได้ระดับหนึ่ง เพราะคนเราลดไปเกือบครึ่ง แต่งานที่ได้หายไปไม่ถึง 10% ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในอดีตมี 2 คนประจำโต๊ะเลื่อย 1 คู่ เรียกกว่า นายม้ากับหางม้า ใช้ไม้ราว ๆ 6 – 7 ตัน วันนี้ทำงาน 8 ชม. เท่ากัน แต่ใช้ไม้ได้ถึง 10 ตัน 

พอศักยภาพเพิ่มขึ้น รายได้ก็สูงขึ้น คนเลื่อยไม้เก่ง ๆ ของเราได้เงินมากถึง 50,000 – 60,000 บาทต่อเดือน

ดูแลพนักงานยังไงถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

เรามองไปถึงความเป็นอยู่ มีการจัดอบรม สัมมนา พัฒนาความสามารถ ทำกิจกรรมเพื่อให้คนของเราได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สุดท้ายแล้ว สิ่งที่องค์กรเรามีคือคุณธรรม ไม่ใช่แค่กับคนของเรา แต่รวมถึงสังคมโดยรอบที่เขาอยู่โดยต้องไม่เดือดร้อนจากการทำธุรกิจของเรา

พักหลังมานี้ โรงงานทั้ง 9 แห่งของเราไม่มีปัญหากับชุมชนรอบข้างเลย เราอยู่ร่วมกับสังคมโดยรอบได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือลูกค้า ร้านค้า ไม่ใช่พัฒนาแค่ตัวเรา แต่พัฒนาเขาด้วย เราเอาใจใส่ มอบสิ่งที่ดีที่สุดกับเขา ส่วนทางอ้อมก็ชุมชน เขาอาจจะได้ประโยชน์ พอมีโรงงานก็มีคนเพิ่มขึ้น เกิดร้านค้า เกิดกิจการ เกิดเป็นชุมชนขึ้นมา เราพยายามอยู่ร่วมกันให้ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

เริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมทำเรื่องยางมาตลอด หลายครั้งไม้ยางคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เพราะชาวสวนผสมโน่นผสมนี่ บางทีเจอไม้ลายซึ่งเกิดจากการดูแลไม่ดี ตัวเองอยากทำให้มันดี ก็เลยคิดสร้างโมเดลให้เป็นตัวอย่าง กอปรกับตอน พ.ศ. 2555 ได้ที่ที่เชียงราย ก็ตั้งใจปลูกยางดูแลรักษาอย่างดีที่สุด เพื่อที่พอเวลาผ่านไปอีก 20 – 30 ปี ไม้ยางของเราจะสวยกว่าไม้ยางในละแวกนั้น 

เราเริ่มเปิดกรีดยางตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ย้ำกับทีมงานตั้งแต่ต้นว่า คนกรีดยางของเราต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในประเทศ ซึ่งเราทำได้ คนกรีดยางวันนี้มีรายได้ราว ๆ 240,000 – 250,000 บาทต่อปี เรามีวิธีจัดการระบบในสวน ทำให้คนงานทำงานน้อยลง จากทั่วไปกรีดได้วันละ 500 – 600 ต้น ก็กรีดได้ 2,000 ต้น ปีหนึ่งทำงานได้ 200 กว่าวัน แม้ราคายางจะน้อยลง แต่คนงานเรายังไม่เดือดร้อน

พอทำสวนยางคุณภาพแล้ว เราพบว่าพืชเชิงเดี่ยวแบบนี้ไม่ดีต่อธรรมชาติเท่าไหร่ เลยศึกษาเรื่องป่าร่วมยางต่อ จนได้เจอกับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ได้รู้จักแนวคิดที่บอกว่า ดินดี ดินไม่ดี ไม่มีจริงหรอก มีแต่ว่าปลูกอะไรเหมาะกับอะไร

อ.จุลพร บอกอะไรกับคุณในวันแรกที่เจอกัน

วันแรกที่เจอกันนี่อายเลยนะ น้องสถาปนิกแนะนำให้รู้จักอาจารย์ ทราบภายหลังว่าเป็นคนใต้เหมือนกัน ผมเป็นคนตรัง เขาเป็นคนสมุย ตอนเจอกันวันนั้นผมเพิ่งกลับมาจากมาดากัสการ์ ขนต้นไม้กลับมาเพียบ ทั้งต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นเบาบับ เล่าให้แกฟัง แกก็พูดกลับมาคำหนึ่งว่า “สิ่งที่คุณวิถีพูดนี่เหมือนสวนตรุษจีน” (หัวเราะ) 

แกก็อธิบายให้ฟังเพราะเราไม่มีความรู้ ถ้าปลูกชมพูพันธุ์ทิพย์ เดี๋ยวแมลงจะไปทำลาย ถ้าจะปลูกต้องหาไม้พื้นถิ่นที่เหมาะกับสภาพดิน บางอย่างเป็นไม้พื้นถิ่นจริง แต่ไม่เหมาะกับสภาพดินนี้ก็ไม่รอด

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

การที่คนคนหนึ่งจะสร้างป่า ต้องเริ่มจากอะไร

เริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์ของกรมทรัพยากร หลายปีก่อนเขาปลดล็อกไม้ต้องห้ามให้เป็น Area-based คือคุณปลูกเอง ตัดใช้เองได้ แต่ห้ามบุกรุกป่าหรือธรรมชาติเด็ดขาด 

หลังจากกฎหมายนี้ออกมา จะเห็นหลายคนหันมาปลูกต้นไม้ สร้างเป็นทรัพย์สิน ผมเองก็ได้พัฒนาโครงการออมต้นไม้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ สโมสรโรตารี่ และกลุ่มแลตรังยั่งยืน เราจะให้พนักงานโดยเฉพาะคนที่มีลูกเล็ก เอาต้นไม้ไปปลูกที่บ้านคนละ 2 – 3 ต้น ผ่านไปสัก 30 ปีเขาโตขึ้น ต้นไม้น่าจะมีราคาหลักแสน 30 ปีเท่ากับราว ๆ 10,000 วัน ก็เทียบเท่าเขาออมเงินวันละ 10 บาท 3 ต้นก็ 30 บาท มันทำให้เด็กรักสิ่งแวดล้อม ได้เรียนรู้เรื่องการออม 

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการแลตรังยั่งยืนเพื่อเพิ่มออกซิเจนในอากาศให้ชุมชน หรือในอนาคตอันใกล้ ผมว่าคาร์บอนเครดิตจะเข้ามีบทบาทในระดับโลก เพราะฉะนั้น ถ้าเราปูพื้นฐานการรักต้นไม้ ปลูกต้นไม้ มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน

ต้นยางพาราที่ปลูกอย่างเอาใจใส่จะเป็นแบบไหน

เราทำทุกอย่างเป็นอินทรีย์หมด แต่ก่อนเคยใช้ปุ๋ยเคมีนะ แต่ 4 – 5 ปีมาแล้วเราไม่แตะเลย ไม่ว่าจะเป็นการปราบศัตรูพืช การใส่ปุ๋ย ล้วนเป็นอินทรีย์หมด บางทีก็ใช้เป็นชีวภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์

ต้นยางจะเริ่มกรีดน้ำยางได้ตอนอายุ 7 ปี กรีดไปได้อีกถึง 15 ปี ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจได้แค่ 12 – 13 ปี พอน้ำยางหมดก็ตัดเอาไม้มาแปรรูป แต่ผมกำลังทดลองว่า ถ้าดูแลดี ๆ ไม่ให้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่อินทรีย์ มีเวลาพักฟื้น ดูแลเปลือกให้ดี ผมจะกรีดยางไปได้ถึง 20 – 30 ปีไหม 

ประเทศไทยมีไร่ยางอยู่ประมาณ 18 – 19 ล้านไร่ ปีหนึ่งตัดสัก 4 – 5 แสนไร่เพื่อแปรรูป ภาคใต้เยอะสุดเพราะเป็นจังหวัดเริ่มต้น ตั้งแต่ที่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี นำพันธุ์ยางเข้ามาจากมาเลเซีย และปลูกที่ตรังเป็นที่แรก ตอนนี้มีกระจายทั่วประเทศ อีสานก็เยอะ บึงกาฬ อุดรธานี อย่างบึงกาฬเขาก็พยายามพัฒนาเป็นจังหวัดยาง บุรีรัมย์ ชัยภูมิก็มี ที่น้อยสุดน่าจะเป็นภาคกลาง ภาคเหนือมีที่เชียงราย ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง 

ต้นยางจึงให้แค่น้ำยางกับไม้แปรรูป ที่ส่วนมากนำมาทำเฟอร์นิเจอร์

เป็นแบบนั้นมาตลอด ยางมี 2 ระบบคือ หนึ่ง ระบบจุ่ม เช่น ทำถุงมือ ถุงยาง อันนี้ต้องมาเป็นน้ำ สองคือยางแท่ง ยางกันชน แบบนี้มาเป็นก้อน ส่วนไม้ยางเราส่งไปจีน ส่งไปเป็น Material เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ แต่วันนี้เราพยายามพัฒนาให้ไม้ยางแข็งแรงจนเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารได้ พัฒนาเรื่องความคงทน ความยืดหยุ่น ทำร่วมกับญี่ปุ่น เพราะเขาเก่งเรื่องไม้ แล้วสร้างเป็นแบรนด์ใหม่

ถ้าใครได้มาตรังลองแวะไปที่ร้านกาแฟ Occur ที่นั่นโครงสร้างทั้งหมดทำจากไม้ยางทั้งหลัง

ปัจจุบันคุณวิถีมีป่าร่วมยางกี่ไร่

ที่เชียงรายประมาณ 1,700 ไร่เศษ ทำที่เชียงรายเสร็จ ก็นึกว่าทำไมไม่กลับมาทำที่บ้านเราบ้าง มาได้ที่ตรงวิถีตรังนี่แหละ 116 ไร่ พอเริ่มทำก็ไม่มีประสบการณ์เชิงการท่องเที่ยวโดยตรง แต่อยากสร้างความยั่งยืน ก็เลยไปรวมตัวกับภาคประชาชน ชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ธุรกิจรีสอร์ตเล็ก ๆ สร้างกลุ่มที่ชื่อว่า แลตรังยั่งยืน ทำหน้าที่ดูแลธรรมชาติตรังและพัฒนาแนวทางไปสู่ 4อ คือ อารมณ์ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย 

ตอนนี้ก็เริ่มจากการปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่เดิมที่วิถีตรัง เพื่อให้คนรุ่นหลังและคนของเราได้มีธรรมชาติในชีวิต ใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมอมรม สัมมนา และพัฒนาความรู้คน ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริม ใครมีบ้านมีพื้นที่ก็ช่วยกันปลูกได้เลย

อันนั้นเรื่องป่า อีกโครงการที่แลตรังยั่งยืนทำขึ้นมาคือ ศูนย์ศิลปะวิถี ร่วมกับ อาจารย์สัมฤทธิ์ เพชรคง จัดเป็นงานประเพณีศิลปวัฒนธรรม บางปีก็มีศิลปินระดับโลกมาจอยด้วย หรือถ้าเป็นเชิงการท่องเที่ยว ถ้าใครสนใจกิจกรรมเชิงผจญภัย เราก็จะสำรวจเส้นทางเดินป่า คุยกับกรมป่าไม้หรืออุทยาน ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้ประโยชน์กับคนในชุมชน ฝึกให้เขานำทาง สร้างรายได้

กลุ่มเราเหนียวแน่นนะ ทำงานกันมาแล้ว 7 – 8 เดือน มีประชุมทุกเดือน นี่เดี๋ยวจะพาอาจารย์จุลพรไปเดินป่า ก็ต้องสำรวจเส้นทางไว้เหมือนกัน

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

จังหวัดตรังพิเศษยังไงสำหรับคุณ

ผมเป็นคนตรัง เติบโต เรียนหนังสือที่ตรัง ช่วงมัธยมย้ายมากรุงเทพฯ พอจบมหาลัยก็กลับไปตรัง ผมใช้ชีวิตที่นี่มาตลอด พอเรียนรู้อะไรมาก็อยากเอากลับไปพัฒนาที่บ้านเรา

จังหวัดตรังสำหรับผมน่าสนใจ เราไม่ใช่จังหวัดที่เจริญทางอุตสาหกรรม ต้องขอพูดถึง ท่านชวน หลีกภัย ท่านมีแนวคิดจะทำตรังให้เป็นเมืองการศึกษา ท่านเองก็รักสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าตรังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเมืองรองได้ 

เราไม่ได้ขายสิ่งแวดล้อมที่สวยหรู แต่เราขายสิ่งแวดล้อมที่ดี อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็กำลังทำให้อากาศดี ออกซิเจนสูง ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนแล้ว

บ้านเราเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เร็วจนเกินไป ไม่เกิดปัญหารถติด ปัญหามลภาวะ เป็นเมืองปลอดภัยเมืองหนึ่ง สิ่งที่เราเข้าไปเติมได้คือคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ต้องช่วยกัน เพราะสิ่งนี้จะอยู่กับตรังไปตลอด อยู่ติดตัวลูกหลานชาวตรัง

แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมสะท้อนกลับไปสู่การดำเนินงานธุรกิจของ Woodwork อย่างไรบ้าง

เราต่อยอดไปหลายอย่าง ปัจจุบันโรงงานมี 9 โมง มีโรงไม้ชีวมวลที่เกี่ยวกับฟาร์ม เราทำลักษณะแบบ BCG (Bio Circular Green Economy) นำของเหลือจากไม้มาทำวัสดุปลูกก้อนเห็ด เพื่อส่งต่อให้ชาวบ้านนำไปเพาะ หลังจากนั้นเราก็หาตลาดที่รับไปแปรรูปให้เขา สกัดเป็นโปรตีนทางเลือก เครื่องสำอาง อาหาร สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากเห็ดก็ยังมีสมุนไพรที่ปลูกร่วมกับยางบนแนวคิดป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีพืชเชิงสูง เชิงกลาง และพืชสมุนไพรที่อยู่ตามหน้าดิน รวมไปถึงการพัฒนาไม้ยางให้เป็นวัสดุก่อสร้างที่เล่าให้ฟัง

สัปดาห์ก่อนที่ไปวิถีตรัง จังหวัดตรัง เจอลูกชายคุณด้วย

ใช่ ๆ (ยิ้ม) ผมมีลูกชาย 2 คน คนที่เจอคือคนน้อง เพราะคนพี่อยู่นิวซีแลนด์ ยังกลับประเทศไม่ได้ ส่วนคนนี้เพิ่งเรียนจบ กลับมาดูงาน

ลูกชายสนใจธุรกิจของพ่อไหม

ก็เริ่มสนใจนะ (หัวเราะ) คนรุ่นใหม่นี่ความคิดความอ่านเร็วมาก แต่เรื่องประสบการณ์ เราต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เขา ผมก็พยายามปลูกฝังเรื่องวิธีคิด เรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่เรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ก็พยายามดึง ๆ ให้กลับมาเรียนรู้ธุรกิจบ้าง

ตอนนี้เขาเข้ามาช่วยเรื่อง Marketing ปกติเราไม่เคยมีการตลาดแบบนี้ ขายเป็น Mass ส่งไปจีน เดือนหนึ่ง 500 ตู้ 1,000 ตู้ ไม่เคยขายปลีกออนไลน์ พวกลูก ๆ เขาเร็วเรื่องเทคโนโลยี รุ่นผมนี่หมดสิทธิ์ ยังไงก็ต้องฟังไอเดียเขา ปล่อยให้เขาทำ 

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

จากที่เคยเป็นนักธุรกิจที่ทำแต่ธุรกิจของตัวเอง วันนี้ทำโครงการมากมายกับชุมชน คนในท้องที่ คุณมองบทบาทตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมเชื่อว่าการทำธุรกิจในอนาคตเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องทำให้เกิดคุณค่ากับผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำอะไรให้ส่วนรวม สิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ผมโชคดีที่ Woodwork พัฒนาคนมาตั้งแต่แรก ตอนนี้คนในทีมผมเก่งมาก ๆ ทั้งในเรื่องบริหารจัดการโรงงาน จัดการองค์กร หรือดำเนินงานต่าง ๆ ผมแทบจะไม่ต้องเข้าไปช่วยอีกแล้ว เราจะคุยกันเฉพาะเรื่องหลัก ๆ อย่างนโยบายหรือกลยุทธ์ใหม่ ๆ ทำให้ผมมีเวลามากขึ้น ได้ไปทำงานภาคสังคม ได้มานั่งคุยกับ The Cloud งานไหนทำแล้วเกิดประโยชน์กับคนในชุมชนหรือองค์กร ทำให้เขาพัฒนามากขึ้น งานนั้นก็อยากทำ

เหมือนงาน Good Business Trip ที่ The Cloud จะพาคนไปเยี่ยมวิถีตรัง ผมก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ผมอาจจะให้ไป 10 อย่าง เขาเอาไปทำให้เกิดประโยชน์อย่างเดียวก็มีความสุขแล้ว

การทำงานเพื่อสังคมอาจไม่ได้กำไรเป็นเม็ดเงิน แต่กำไรที่คุณวิถีได้คืออะไร

ถ้าเทียบกับหลัก 4อ ที่ตัวเองเปลี่ยนมากที่สุดเลยคือ อารมณ์ 

แต่ก่อนเวลามีอะไรมากระทบกระทั่งเรา นึกภาพเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ก็จะฟึดฟัด หงุดหงิด ผมปลูกต้นไม้มา 5 ปีแล้ว กว่าจะโตต้องรอ 20 – 30 ปี เราเลยกลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้อยู่ได้อีก 20 – 30 ปีจะได้ถึงวันที่ต้นไม้มันโต ผมอยากเห็น

ถ้าเป็นวัตถุ คุณต้องจ่ายค่าดูแลรักษาเพื่อให้งดงาม แต่ต้นไม้นี่งอกงามด้วยตัวของมันเอง เราไม่ต้องทาสี ไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่รดน้ำ ให้ความรัก มอบหัวใจให้มัน ถ้าส่วนไหนของมันบดบังเรา ก็แค่เอามีดไปตัดออก เราทำแค่นั้นเลย แล้วมันจะโตสวยงามขึ้นทุกวัน

เป็นความสุขที่ได้เห็นมันเติบโต เหมือนเวลาเราทำงาน เห็นงานสำเร็จก็มีความสุข เวลามีครอบครัว เห็นลูกเติบโตอย่างแข็งแรงก็มีความสุข คุณลองไปทำสวนดูนะ คุณจะได้อาหารที่ดี ได้ออกกำลังกาย คุณจะได้เจอหมอน้อยลง 

หรืออาจจะเป็นด้วยวัยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เริ่มจะแก่ (หัวเราะ)

แปลว่าที่บ้านต้นไม้เยอะ

ใช่ บ้านอยู่กลางเมืองเลยนะ ตรงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ซึ่งมีต้นไม้เยอะอยู่แล้ว ผมไปทำอะไรที่ไหนจะได้อานิสงส์จากสิ่งแวดล้อมตลอด หน้าบ้านเลยเป็นวิวสวนเลย ในโรงงานก็เหมือนกัน ร่มรื่น เขียว สวยงาม

คำถามสุดท้าย คุณพัฒนาคนมาเยอะ ทั้งในฐานะผู้บริหาร พ่อ และประชากรชาวตรัง เราจะสร้างคนที่เห็นคุณค่าของจังหวัด ชุมชน และสังคม ที่เขาอาศัยอยู่ได้ยังไง

ไม่ว่าจะทำอะไร คุณต้องมี Sense of Belonging ความเป็นเจ้าของเป็นได้ทั้งกรรมสิทธิ์ทางนิติกรรมและจิตวิญญาณ อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็มีความเป็นเจ้าของ ถ้าใครได้ไปเยี่ยมวิถีตรังก็ควรจะมีความรู้สึกนี้เช่นกัน

มองแบบนี้นะ เราอยู่บนโลกใบนี้ไม่เกิน 30,000 วันหรอก ไม่มีใครเกินนี้ ความเป็นเจ้าของอาจแค่มาแล้วก็ไป แต่ถ้าทุกคนรู้สึกถึง Sense of Belonging กับโลกใบนี้ เราน่าจะร่วมสร้างสิ่งที่สวยงามได้ 

จังหวัดตรังเราพยายามสร้างแนวคิดแบบนี้ คุณเป็นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตรัง คุณก็เป็นเจ้าของตรัง ณ ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีเจ้าของคนไหนอยากทำลายของตัวเอง เราจึงสร้างแนวคิดนี้ให้กับการท่องเที่ยวเมืองตรัง อยากให้ทุกคนได้สัมผัสตรัง ได้ดูแลรักษา และเรียนรู้จากจังหวัดของเรา

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

Questions answered by the Chairman of Woodwork Co.,Ltd. 

1.เมนูกาแฟโปรด

อเมริกาโน่กับคาปูชิโน่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอเมริกาโน่เพราะงดน้ำตาลอยู่ ร้อนเย็นแล้วแต่สภาพอากาศ กลางวันหรือเช้า ๆ ก็ร้อน เย็น ๆ หรือเวลาออกกำลังกายจะดื่มเย็น

2.หนังสือที่อยากให้ลูกชายอ่าน

หนังสือที่พูดเรื่อง Mindset ทัศนคติ จินตนาการภาพบวก เราให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้อ่านแล้ว ตาไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่ดู TikTok แต่ก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ฟังกับรับภาพมันง่ายกว่า เร็วกว่า

3.ข้อดีของตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูก

ความเป็นคนมีน้ำใจ พอโตขึ้น เราจะให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลง ตัวเองไม่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

วันนี้ผมคุยกับ The Cloud ผมก็ต้องดูว่า The Cloud อยากได้อะไรจากเรา ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูด แต่ต้องเกิดประโยชน์ได้ด้วย 

อีกเรื่องคือความเชื่อว่า ความดีจะชนะทุกอย่าง ฉะนั้น คุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญ

4.บทเรียนจากกีฬากอล์ฟ

สอนให้เป็นคนนิ่ง รู้จักวางแผน ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ เวลาเราตี ไม่มีกรรมการมากำกับเรา เพราะฉะนั้น ต้องซื่อสัตย์ นับถือตัวเอง และให้คุณค่าตัวเอง

5.ทริปล่าสุด

ไปเที่ยวญี่ปุ่น

6.คำพูดติดปาก

นึกไม่ออก มันแล้วแต่เรื่องสนทนาและคู่สนทนา ผมจะมองเขาเป็นหลัก

7.ร้านอาหารในตรังที่พลาดไม่ได้

ร้าน Richy หรือถ้าอยากกินอาหารอิตาเลียนก็ Lion’s Tale อีกอันที่ต้องไปยกเว้นตอนกลางคืนฝนตก คือ โกปี๊ โกปัง เป็นร้านกาแฟสไตล์คนเมืองตรัง พวกผมไปกันบ่อย ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 30 บาท โม้ได้ทั้งคืน คุ้มมาก (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load